Fw: VI: What Kind of Investor are you? / ลงทุนอย่างสบายใจ

4 views
Skip to first unread message

paradorn kulkliang

unread,
Aug 2, 2012, 3:07:32 AM8/2/12
to mppm...@googlegroups.com
แต่ละท่านเป็นนักลงทุนแบบไหน? ลองอ่านดูครับ
Paradorn Kulkliang
--- On Thu, 8/2/12, VL <viw...@gmail.com> wrote:

From: VL <viw...@gmail.com>
Subject: VI: What Kind of Investor are you? / ลงทุนอย่างสบายใจ
To:
Date: Thursday, August 2, 2012, 7:25 AM

ส่องตัวตนของคุณผ่าน 3 คำถาม

โดย สุภศักดิ์ จุลละศร

ผมเคยเห็นแบบสอบถามที่วัดบุคลิกของนักลงทุน แต่เขาถามกันเป็นสิบข้อ แล้วก็ยืดยาวมากมาย จึงมาคิดว่ามีทางมั้ยที่เราจะถามสั้นตอบสั้น แต่ “โดน” เต็มๆ แบบไม่ต้องเยิ่นเย้อ… ที่สุดแล้วจึงออกมาเป็น 3 คำถามสั้นๆ ดังแผนภาพ

วิธีใช้ไม่ยากอะไรเลย เริ่มต้นจากคำถามแรก จากนั้นก็ไล่เรียงไปว่าคุณตอบอะไร คำตอบของคุณจะเป็นตัวกำหนดว่าคำถามต่อไปคืออะไร สำคัญตรงที่ว่าให้ “ตอบตามความเป็นจริง” เท่านั้นเอง คำถามไหนที่อาจกำกวมผมจะมีหมายเหตุแปะไว้ด้านล่างครับ

ถ้าพร้อมแล้วก็เริ่มได้เลย

อย่างที่เห็นนะครับ เราจะได้บทสรุปภายในคำถามไม่เกิน 3 ข้อ เมื่อได้คำตอบแล้วว่าคุณเป็นนักลงทุนประเภท A, B, C, D, E หรือ F …แล้วนักลงทุนแต่ละประเภทมีลักษณะอย่างไรกันบ้าง

ข้อ A – Professional Trader

คุณมีลักษณะของนักเทรดมืออาชีพ แม้คุณจะไม่ได้มองหุ้นในแบบเจ้าของกิจการและไม่ได้สนใจว่าบริษัททำมาหากินอะไร แต่คุณรู้ว่าจะทำอย่างไรกับราคาหุ้นที่เคลื่อนไหว ความรู้ที่ว่าไม่ได้โผล่ขึ้นมาเอง ทว่าเป็นผลพวงมาจากความมานะและอดทนที่จะอ่านตำรับตำรา และที่สำคัญคุณอ่านแล้วเอามาใช้ด้วย มีคนไม่มากที่เทรดหุ้น “ตามระบบ” อย่างต่อเนื่องและมีวินัย ยินดีด้วยครับ ความสำเร็จรอคุณอยู่

ข้อ B – Educated Mao

แม้สมญานาม “เม่าผู้มีความรู้” จะยังไม่ใช่ความฝันอันสูงสุดของแมงเม่าทั้งหลาย แต่อย่างน้อยคุณก็โผล่พ้นความเป็นเม่าสามัญมาแล้ว คุณมองออกว่าการอ่านเพียงแค่หนังสือพ็อกเกตบุ๊กดาษๆ เกี่ยวกับหุ้นไม่เพียงพอที่จะทำให้คุณสร้าง “แก่นสาร” ที่จะทำกำไรอย่างมั่นคงได้ คุณจึงศึกษาวิธีการเทรดหุ้นต่างๆ นานา ขาดอยู่เพียงการค้นพบระบบการเทรดที่ใช้ได้และเหมาะกับตัวเอง รวมทั้งทำตามมันไปด้วยความมุ่งมั่นเท่านั้น

ข้อ C – Ordinary Mao

อย่าวิตกกังวลไป เพราะเม่าสามัญเป็นสถานะของคนส่วนใหญ่ในตลาดหุ้น คุณอาจเคยได้กำไรก้อนโต เคยติดดอย เทรดหุ้นตามข่าว ตกรถ หรือแม้แต่หันหลังให้กับตลาดมาแล้ว แต่น้อยครั้งมากที่คุณจะระบุได้ชัดๆ ว่าทำไมคราวนั้นถึงกำไร ทำไมคราวนี้ถึงขาดทุน แล้วในระยะยาวเราจะเป็นอย่างไร ฯลฯ บางทีคุณอาจต้องการความรู้ที่สูงขึ้น ประสบการณ์ที่มากขึ้น และจิตวิทยาการลงทุนที่เข้มข้นขึ้น แต่กว่าจะไปถึงจุดนั้น คุณต้องศึกษาให้มากขึ้น และ shortcut ที่เร็วที่สุดก็คือ ไปอ่านงานเขียนของคนเก่งๆ ที่เป็นไอด้อลของคุณไง

ข้อ D – Confused Mao

เม่าที่สับสนตัวเอง เกิดจากคนที่อยากลงทุนในหุ้นตามแบบเจ้าของกิจการหรืออาจจะอยากเป็น VI (value investor) แต่แล้วเกิดขี้เกียจขึ้นมาหรือตื่นตาตื่นใจไปกับแสงสีในตลาดหุ้นอย่างไรไม่ทราบ จึงละทิ้งความสนใจจากตัวกิจการไปเสียดื้อๆ ที่บอกอย่างนี้ก็เพราะว่าการอ่านรายงานประจำปีนั้นจัดว่าเป็น “ภาคบังคับ” ของ VI ทุกคน ในเมื่อบริษัทเป็นคนเขียนเอง บทวิเคราะห์ไหนๆ ก็ไม่มีทางสู้ได้ บางทีอาจต้องลองทบทวนดูว่าจะไปต่อในแนว VI หรือจะเบนเข็มไปเป็นนักเทรดหุ้น

ข้อ E – Failed VI

อย่างน้อยการอ่านรายงานประจำปี (รวมถึงงบการเงิน และหมายเหตุประกอบงบด้วยนะครับ) ก็บ่งบอกได้ว่าคุณมีความมุ่งมั่นที่จะก้าวขึ้นมาเป็น VI เต็มตัว อย่างไรก็ตาม โดยธรรมชาติแล้ว VI ที่ลงทุนมานาน 3-5 ปีขึ้นไปควรจะมีพอร์ตเขียวขจี และเหตุที่เขียวก็เพราะว่า VI ตัวจริงจะ “เตะ” หุ้นตัวที่วิเคราะห์ผิดพลาดออกไปแล้วถือหุ้นชั้นเยี่ยมเอาไว้ ส่วนที่ถือไว้หลายปีแล้วยังพอร์ตแดงเถือกนั้นโดยมากเป็นกรณีติดดอยเสียมากกว่า ซึ่งการถือหุ้นติดดอยเป็นเบือก็คงบอกได้เลาๆ ว่าตอนเข้าซื้อนั้นวิเคราะห์ไม่แม่นจึงมี margin of safety น้อย แบบนี้ต้องรีบปรับปรุงครับ เสียดายความมุ่งมั่นที่มี

ข้อ F – Successful VI

คุณสมบัติของคุณคู่ควรกับการเป็น VI ที่ประสบความสำเร็จ ไม่ว่าพอร์ตคุณจะใหญ่หรือเล็ก แต่การมาถูกทางจะช่วยให้คุณมั่งคั่งขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง คุณมีจิตวิญญาณของการเป็นเจ้าของกิจการ มีความมุ่งมั่น และยังลงทุนลงแรงอย่างคุ้มค่า ผลงานในระยะยาวของคุณเป็นสิ่งยืนยันได้เป็นอย่างดี ขอเพียงทำต่อไปเรื่อยๆ และอย่าก้าวข้ามขอบข่ายแห่งความชำนาญ (circle of competence) ของคุณออกมาก็แล้วกัน


Monday, 27 February 2012

ลงทุนอย่างสบายใจ

« วัฒนธรรมเภท | Main | ตามรอยบัฟเฟตต์ »

 การลงทุนในหุ้นนั้น  หลาย ๆ  คนมักจะรู้สึกเครียดและมีกังวลอยู่ตลอดเวลา  เขากลัวว่าจะมีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้นไม่ว่าจะเกิดในประเทศไทยหรือในโลกนี้ซึ่งจะทำให้หุ้นตกทั้งตลาดและทำให้หุ้นเขาตกลงไปด้วย   เขากังวลว่าหุ้นตัวที่เขาถืออยู่อาจจะมีปัญหาหรือมีเหตุการณ์ไม่ดีซึ่งทำให้หุ้นตกลงมาอย่างหนักและทำให้เขาขาดทุนมากมายอย่าง ไม่คาดฝัน  การลงทุนในหุ้นดูเหมือนว่าจะมี ต้นทุน  ที่ไม่ใช่ตัวเงินแฝงอยู่นั่นก็คือ  ความกังวลและความไม่สบายใจ  และนั่นอาจจะเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เราซื้อ ๆ  ขาย ๆ  หุ้นบ่อยเพื่อ  ลดความไม่สบายใจ  ในสถานการณ์ที่  ไม่แน่นอน  แต่นี่มักจะทำให้ผลตอบแทนการลงทุนของเราลดลงในระยะยาว   คำถามก็คือ   จะทำอย่างไรถึงจะทำให้เราสามารถลงทุนอย่างสบายใจได้?

       สูตรการลงทุนอย่างสบายใจของผมก็คือ  ข้อแรก  จงตั้งความหวังผลตอบแทนระยะยาวจากการลงทุนในหุ้นให้เหมาะสมนั่นก็คือ  ผลตอบแทนทบต้นต่อปีเฉลี่ยประมาณ 10%    ถ้าเราคิดว่าเรามีความสามารถสูงมาก  ก็อาจจะตั้งความหวังได้สูงขึ้น  แต่สูงสุดไม่ควรเกิน 15ต่อปี   โดยคำว่าระยะยาวของผมนั้นจะต้องยาวไม่ต่ำกว่า 10 ปีขึ้นไป   การตั้งความหวังที่เหมาะสมนั้นจะทำให้เรามีโอกาสบรรลุผลได้ไม่ยากเกินไปซึ่งจะทำให้เราไม่ต้อง  เร่ง  ผลตอบแทนโดยวิธีการต่าง ๆ  ที่มีความเสี่ยงสูง   เช่น  ไม่ต้องเล่น  หุ้นร้อน  หรือ  ไม่ต้องใช้มาร์จินในการซื้อขายหุ้น เป็นต้น   ซึ่งทำให้เราสามารถลงทุนหุ้นได้แบบ  ชิว ๆ 

            ข้อสอง  เลือกซื้อหุ้นที่เน้นความปลอดภัยของตัวกิจการเป็นหลัก  นี่คือหุ้นที่มีการเปลี่ยนแปลงช้าในด้านของธุรกิจ  เป็นกิจการที่ไม่ล้ำสมัยแต่ไม่ล้าสมัย  เป็นกิจการที่เป็น  ผู้นำ  มีฐานะทางการเงินดี  และถ้าจะให้ดีขึ้นไปอีกก็คือ  เป็นกิจการที่เราเองมีโอกาสได้พบเห็นหรือได้ใช้บริการเป็นประจำ

            ข้อสาม  ต้องมีการกระจายความเสี่ยงในการถือหุ้นอย่างเหมาะสม  นั่นก็คือ  ถ้ามีเงินตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป  ก็ควรต้องมีหุ้นอย่างน้อยประมาณ 5 ตัวโดยที่ตัวใหญ่สุดไม่ควรจะเกิน 30%  ของพอร์ต  นอกจากนั้น  ควรจะถือหุ้นในหลาย ๆ อุตสาหกรรม   แต่ถ้ามีเงินลงทุนค่อนข้างมากเช่นเป็น  10 ล้านบาทขึ้นไป  หุ้นที่ลงก็อาจจะมากขึ้นไปได้   แต่ก็ต้องไม่มากจนเกินไป  เพราะมิฉะนั้นเราก็อาจจะมีหุ้นที่เป็น  เบี้ยหัวแตก  ที่ทำให้เราขาดการเอาใจใส่และทำให้ผลตอบแทนการลงทุนของเราด้อยลงไปได้  โดยทั่วไปแล้ว  ผมคิดว่าถ้ามีเงินไม่เกิน 100 ล้านบาท ก็ไม่ควรถือหุ้นเกิน  10-15  ตัว

           ข้อสี่  เราควรพยายามตั้งเป็นกฎคร่าว ๆ  ว่าในแต่ละปีเราจะมีการซื้อขายหุ้นไม่เกินกี่เปอร์เซ็นต์ของพอร์ตการลงทุน  กฎง่าย ๆ  ของผมก็คือ  ปริมาณการซื้อขายหุ้นของเราในแต่ละปีไม่ควรจะเกิน 2 เท่าของขนาดของพอร์ตของเรา   เช่น  ถ้าพอร์ตของเราเท่ากับ  1  ล้านบาทในตอนต้นปี  เราควรซื้อขายหุ้นในปีนั้นไม่เกิน 2 ล้านบาท  นั่นแปลว่า  เราจะถือหุ้นแต่ละตัวเป็นระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 1 ปี โดยเฉลี่ย ถ้าเราซื้อขายหุ้นมากกว่านั้นก็แสดงว่าเราอาจจะถือหุ้นสั้นเกินไปและอาจจะหมายความว่าเราเป็น  นักเก็งกำไร  แทนที่จะเป็น  นักลงทุน”  และประเด็นของผมก็คือ  การเป็นนักเก็งกำไรนั้น  ก่อให้เกิดความตึงเครียดสูงกว่านักลงทุนมาก

          ข้อห้า  อย่าสนใจการขึ้นหรือลงของหุ้นแต่ละตัวมากนัก  พยายามมองภาพรวมของพอร์ตหุ้นว่าเติบโตขึ้นหรือลดลง  การไปเน้นดูหุ้นแต่ละตัวก่อให้เกิดความเครียดเพราะเราจะพบหุ้นที่มีราคาตกลงไปมากและอาจจะพยายามไปทำอะไรกับมันที่อาจจะไม่ก่อให้เกิดผลดี   ที่สำคัญก็คือ  อย่าไปดูราคาหุ้นทุกตัวทุกวัน  วิธีที่ผมแนะนำก็คือ  ทุกส ัปดาห์หรือทุกเดือน  เราก็คำนวณดูว่าพอร์ตการลงทุนของเราเป็นเท่าไรโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ซึ่งมีอยู่มากมาย   โดยการดูเป็นพอร์ตนี้  เราก็จะเห็นว่าความผันผวนมันน้อยลงเมื่อเทียบกับหุ้นแต่ละตัว   และนี่ทำให้เราเครียดน้อยลง  และถ้าเราลงทุนเลือกหุ้นได้ถูกต้องโดยเฉลี่ย  เราก็ควรจะเห็นพอร์ตของเราโตขึ้นอย่างช้า ๆ  และมั่นคงเมื่อเวลาผ่านไป

            ข้อหก  การที่เราจะทำอะไรกับหุ้นแต่ละตัวนั้น  ไม่ควรจะเน้นไปที่ด้านของราคาหุ้นรายวัน  สิ่งที่เราควรทำก็คือ  ทุกไตรมาศ  เราต้องติดตามดูว่าผลประกอบการของบริษัทเป็นอย่างไร  มันเป็นไปอย่างที่เราคาดไว้ไหม?  เช่น  ดีขึ้น  ดีขึ้นมาก แย่ลง  แย่ลงมาก  เพราะอะไร?  จากนั้นก็สามารถนำมาตัดสินได้ว่าเราจะทำอะ ไรกับหุ้น  โดยปกติถ้าเราลงทุนหุ้นถูกตัวแล้ว  ส่วนใหญ่เราก็มักจะไม่ต้องทำอะไร  แต่ในบางกรณีที่เราคาดการณ์ผิด  เราก็อาจจะขายทิ้งได้   เช่นเดียวกัน  บางครั้งเราก็อาจจะซื้อเพิ่ม  โดยวิธีนี้   เราก็ไม่ต้องกังวลเป็นรายวันกับราคาของหุ้นมากนัก

              ข้อเจ็ด  เมื่อเราได้รับปันผลมา  อย่านำเงินไปใช้หรือเอาออกจากพอร์ตถ้าไม่จำเป็น   นำปันผลนั้นกลับไปซื้อหุ้นกลับเข้าพอร์ตเพื่อทำพอร์ตให้เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ  และเป็นหลักการลงทุนแบบทบต้นซึ่งจะทำให้พอร์ตโตเร็วขึ้นแบบทวีคูณ  เป้าหมายของเราควรจะตั้งไว้ว่าเราต้องการสร้างพอร์ตนี้เพื่อเป็นเงินเพื่อการเกษียณหรือเป็นเงินมรดกเพื่อลูกหลาน  เงินที่เราจะนำไปใช้จ่ายนั้นควรเป็นเงินที่เราทำมาหาได้จากน้ำพักน้ำแรงมากกว่า   ถ้าคิดได้แบบนี้  เราก็จะสบายใจว่านี่เป็น  เงินเย็น  ที่จะอยู่กับเราต่อไปอีกนานเราจะเครียดน้อยลง

              ข้อแปด  ทุกปี  เราต้องคำนวณหาผลตอบแทนประจำปีดูว่าเราทำได้เท่าไรเทียบกับผลตอบแทนของตลาดและเทียบกับเป้าหมายระยะยาวของเราซึ่งก็คือ 10-15ที่เราตั้งไว้  ถ้าเราทำได้ดีกว่าตลาดและดีกว่าเป้า  เราก็ควรจะดีใจโดยไม่ต้องไปเปรียบเทียบกับคนอื่น   ถ้าเราทำได้แพ้ตลาดแต่ยังทำได้ตามเป้าเราก็ยังควรจะดีใจเพราะในไม่ช้าเป้าหมายระยะยาวของเราก็ไปได้ถึง   แต่ถ้าเราแพ้ทั้งตลาดและก็ไม่ได้ตามเป้าส่วนตัวของเรา   เราก็อาจจะเสียใจบ้างแต่ก็ควรจะดูต่อไปว่าปันผลที่ได้รั บในปีนั้นของเราเพิ่มขึ้นหรือไม่  ถ้ามันยังเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน นั่นก็อาจจะเป็นเครื่องปลอบเราว่าที่จริงการลงทุนของเรานั้นไม่ได้ผิดพลาด  มันยังก้าวหน้าไป  เพียงแต่ในระยะสั้น ๆ  ตลาดหุ้นอาจจะไม่เป็นใจทำให้ราคามันลดลง แต่ในอนาคต  มันก็คงจะปรับตัวขึ้นไปได้ไม่ยาก  ว่าที่จริง ในระยะยาวจริง ๆ  แล้ว  ปันผลนั้นถือว่าเป็นเครื่องวัดที่สำคัญที่สุดตัวหนึ่งว่า   เราลงทุนได้ถูกต้องหรือเปล่า ถ้าปันผลเพิ่มขึ้นทุกปีในอัตราที่น่าประทับใจ  เราก็ไม่มีอะไรต้องวิตกเลย

              ทั้งหมดนั้นก็เป็นกลวิธีการลงทุนที่จะทำให้เรามีความสบายใจ  ใช้เวลาไม่มาก  ไม่เครียด  และได้ผลดี  โดยเฉพาะสำหรับคนที่มีงานประจำเต็มเวลา  การลงทุนแบบนี้เปรียบไปก็จะคล้าย ๆ  กับการปลูกต้นไม้ใหญ่ยืนต้นที่เราเฝ้าดูแลมันเติบโตขึ้นช้า ๆ  แต่มั่นคง   โดยที่เราไม่ต้องเร่งมัน   แต่เมื่อถึงวันหนึ่ง  เราก็จะได้อาศัยร่มเงาและผลของมันมากินได้ต่อเนื่องยาวนานและเป็นที่พึ่งของเราได้

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages