อ่านบทความใหม่ "Panic" โดย ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

15 views
Skip to first unread message

P. P.

unread,
Oct 16, 2012, 9:26:01 PM10/16/12
to maiak...@googlegroups.com


Monday, 15 October 2012

Panic

« เดจาวู | Main

นักลงทุนที่อยู่ในตลาดหุ้นมานานสิ่งหนึ่งที่เขาจะต้องพบก็คือ  ตลาดหุ้นเกิด “Panic”  ซึ่งถ้าแปลตรงตัวก็คือ  ตลาดหุ้นเกิดอาการ  ตกใจกลัว  หรือ  อกสั่นขวัญหาย   มันเป็นอาการที่ราคาหุ้นทั้งตลาดหรือหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมหรือหุ้นตัวใดตัวหนึ่งตกลงมาอย่างหนักในระยะเวลาอันสั้น  เช่น  ภายในวันเดียวดัชนีตลาดหุ้นตกลงมาถึง 5% หรือถึง 10%  และทำให้ตลาดหุ้นต้องพักการซื้อขายเพื่อให้คน  หายตกใจ  และมีเวลาพินิจพิจารณาว่าราคาหุ้นนั้นเหมาะสมกับมูลค่าที่แท้จริงหรือไม่และนักลงทุนควรที่จะขายหรือจะซื้อโดยอิงจากเหตุผลไม่ใช่อารมณ์ที่เกิดจากจิตวิทยาหมู่

          Panic ของตลาดหุ้นทุกครั้งนั้น  แม้ว่าในระยะสั้น ๆ  สิ่งที่เหมือนกันก็คือ  ดัชนีตลาดหุ้นตกลงมาอย่างแรงและรวดเร็ว   แต่สาเหตุก็มักจะแตกต่างกันออกไป  และที่สำคัญก็คือ  การปรับตัวของดัชนีหลังจากนั้นก็อาจจะแตกต่างกันมาก   ลองมาดูธรรมชาติของ  Panic  แต่ละแบบว่าเป็นอย่างไร    การเรียนรู้นี้จะช่วยทำให้เราสามารถเอาตัวรอด  หนีตาย ได้ทัน  หรือไม่ก็อาจจะสามารถทำกำไรได้งดงามอย่างไม่น่าเชื่อ  โดยเฉพาะในกรณีที่ราคาหุ้นปรับตัวกลับขึ้นไปอย่างรวดเร็วหลังจากนั้น

          Panic แบบแรกคือสิ่งที่เรียกว่า  “Panic เก๊  นี่คือ Panic ที่เกิดจากสาเหตุหรือเหตุการณ์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับพื้นฐานของการดำเนินงานของตลาดหรือผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน  พูดอีกทางหนึ่งก็คือ  มันไม่ได้กระทบกับเศรษฐกิจหรือกระทบน้อยมาก  แต่อาจจะเกี่ยวกับเรื่องทางการเมืองการปกครองซึ่งอาจจะรวมถึงความวิตกเรื่องของสงครามหรือความรุนแรงทางสังคมที่ทำให้คน ตกใจ  และอาจจะ จินตนาการไปไกล  และเทขายหุ้นโดยไม่คิดถึงพื้นฐานที่แท้จริงของกิจการและตลาดหุ้นโดยรวม   จริงอยู่  นักลงทุนส่วนหนึ่งซึ่งอาจจะเป็นคนส่วนใหญ่ด้วยซ้ำที่อาจจะ ไม่กลัว  แต่พวกเขาก็คิดว่า  ถ้าคนอื่นกลัวและขายหุ้นอย่างหนัก  หุ้นก็จะต้องลงแรง  ดังนั้น  พวกเขาก็จำเป็นต้องรีบขายหุ้นก่อนเหมือนกัน  ผลก็คือ  ตลาดก็ ถล่ม  กลายเป็น  Panic ที่  เก๊  เพราะเมื่อหุ้นตกลงไปมากพอ  คนที่มีเหตุผลและคนที่หายตกใจแล้วก็จะกลับมาซื้อหุ้นที่มีราคาถูก  คุ้มค่า  ส่งผลให้ราคาหุ้นวิ่งกลับมาอย่างรวดเร็ว  บางทีสูงกว่าตอนก่อน Panic ด้วยซ้ำ

          ตัวอย่างของ Panic เก๊ นั้นมีมากมาย  บางทีมากกว่า Panic จริงด้วยซ้ำ  เช่น  ในอเมริกานั้น  เวลาประธานาธิบดีตายหรืออาจจะป่วยรุนแรงเป็นตายเท่ากันนั้น  ราคาหุ้นก็จะดิ่งเป็น Panic  แต่ทุกครั้งก็จะปรับตัวกลับมาอย่างรวดเร็ว  เพราะเรื่องแบบนี้เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจน้อย  ตัวอย่างเช่น  ตอนที่ประธานาธิบดีเคนเนดี้ถูกลอบยิงเสียชีวิตนั้น  ดัชนีหุ้นตกลงไปถึง 3%  ในวันเดียว  แต่พอวันรุ่งขึ้น  ดัชนีกลับปรับขึ้น 4.5%  และหลังจากนั้นหุ้นก็วิ่งต่อไป   ในเมืองไทยเองก็มี  Panic เก๊  อยู่เรื่อย ๆ  เช่นเมื่อปีก่อนที่เกิดเหตุเรื่องน้ำท่วมหรืออะไรบางอย่างที่ผมก็จำไม่ได้แล้ว  ดัชนีตลาดหุ้นตกลงไปเกือบ 10%  โดยที่ดูไปแล้วบริษัทจดทะเบียนโดยเฉพาะที่มีขนาดใหญ่เกือบทั้งหมดแทบจะไม่ได้รับผลกระทบเลย  ดังนั้น  เมื่อเวลาผ่านไปเพียงไม่กี่วันหรือไม่กี่เดือน  ดัชนีหุ้นก็วิ่งกลับขึ้นมาและสูงกว่าก่อนเกิด Panic มาก

           Panic แบบที่สองเรียกว่า  “Panic  ฟองสบู่แตก  นี่คือกรณีที่หุ้นขึ้นไปสูงมากเป็นฟองสบู่ด้วยเหตุที่เศรษฐกิจหรือธุรกิจบางอย่างเช่น  อสังหาริมทรัพย์หรืออย่างในอเมริกาช่วงปีทศวรรษ 1990 ของหุ้นไอที มีความเฟื่องฟูมากส่งผลให้คนเข้ามาเก็งกำไรกันอย่าง  บ้าคลั่ง  ราคาหุ้นขึ้นไปเกินพื้นฐานเป็นเวลาต่อเนื่องยาวนาน   Panic ฟองสบู่นั้นจะเกิดขึ้นในช่วงปลายของ  ยุค  ซึ่งอาจจะกินเวลาเป็นสิบปีเลยก็ได้   เมื่อฟองสบู่ แตก   ซึ่งอาจจะเกิดจากเหตุการณ์บางอย่างที่รุนแรงเกี่ยวข้องกับหุ้นในกลุ่มนั้น  ราคาก็จะตกลงแรงเป็น Panic  ในวันแรก ๆ   และหลังจากนั้น  หุ้นในกลุ่มก็จะตกลงไปเรื่อย ๆ  ทั้ง ๆ  ที่ถ้าดูจากผลการดำเนินงานหรือตัวอุตสาหกรรมแล้วก็ยังเติบโตต่อไป  เพียงแต่ไม่หวือหวาเหมือนอดีต  ราคาหุ้นที่ลดลงนั้นทำให้ค่า  PE  ของหุ้นลดลงจากที่เคยสูงลิ่ว  พื้นฐานของกิจการนั้นอาจจะไม่เปลี่ยน  แต่ความคิดและความเชื่อรวมถึง ความโลภของคนนั้นเปลี่ยนไป

           ตัวอย่างของฟองสบู่แตกที่ทำให้ตลาดหุ้นเกิด Panic ก็มีมากมาย   ไล่ไปตั้งแต่สมัยฟองสบู่  ดอกทิวลิบ  ในดัทช์หรือเนเธอร์แลนด์เมื่อ 370 ปีก่อน  หรือฟองสบู่  ทะเลใต้ในอังกฤษเมื่อ 300 ปีที่แล้ว  และเมื่อเร็ว ๆ  นี้ในปี 2001 ก็ฟองสบู่ ดอทคอม  ในอเมริกา   เมืองไทยเองก็น่าจะมีฟองสบู่ของอสังหาริมทรัพย์ในช่วง 3-4 ปีก่อนปีวิกฤติ 2540  เป็นต้น

           Panic แบบที่สามคือ  “Panic ติดเชื้อ  นี่คือ  Panic ที่เกิดขึ้นเนื่องจากการลุกลามมาจากที่อื่นโดยเฉพาะจากประเทศหรือตลาดขนาดใหญ่เช่นตลาดหุ้นสหรัฐ  หรือตลาดหุ้นที่อยู่ในย่านหรือประเทศที่มีความเกี่ยวข้องกันใกล้ชิดเช่นเป็นตลาดหุ้นเกิดใหม่ในเอเซีย เป็นต้น   Panic ติดเชื้อนี้   ถ้าไม่ได้มีอะไรที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจที่ ติดเชื้อ  ไปด้วย  นั่นก็คือ  ประเทศที่เกิด Panic  มีปัญหาทางเศรษฐกิจและปัญหานั้นลุกลามไปยังประเทศอื่นซึ่งทำให้ประเทศนั้นมีปัญหาไปด้วย   ในกรณีแบบนี้  Panic ติดเชื้อก็น่าจะ  หาย  เร็ว   และตลาดหุ้นก็น่าจะกลับมาได้เร็ว  เพราะปัญหามันไม่ได้เกิดจากพื้นฐาน   แต่เกิดจากการที่คนกลัวและเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างตลาดหุ้นที่มักขึ้นหรือลงตามกันอันเป็นผลสำคัญจากการไหลของเม็ดเงินที่เป็นโลกานุวัตร

           ตัวอย่างของ  Panic ติดเชื้อที่เห็นชัดเจนก็คือกรณีของตลาดหุ้นวิกฤติครั้งใหญ่ในสหรัฐในปี 1929  กรณีแบล็กมันเดย์ในเดือนตุลาคม ปี 1987  และ ปี 2008  กรณีซับไพร์ม  ในเอเชียที่ติดเชื้อก็คือ  ในปี 2540 ที่ตลาดหุ้นไทยเกิดวิกฤติและลามไปในตลาดหุ้นเกิดใหม่เกือบทุกประเทศในเอเชีย

          สุดท้ายก็คือ  “Panic ที่แท้จริง  นี่คือ  Panic ที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์จริงที่มีผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจและหรือตลาดหุ้น  มันทำให้เกิดการถดถอยหรือตกต่ำทางเศรษฐกิจซึ่งส่งผลต่อผลประกอบการและฐานะของบริษัทจดทะเบียนอย่างรุนแรง  บางครั้งทำให้เกิดการล้มละลายอย่างเป็นระบบ   และนี่เป็นสิ่งที่นักลงทุนทุกคนจะต้องตระหนักและเข้าใจว่ามูลค่าของกิจการจะต้องลดลงมาก  ในกรณีอย่างนี้  การตกลงมาอย่างแรงของหุ้นเป็นเรื่องที่มีเหตุผล   และอาจจะต้องใช้เวลายาวมากกว่าที่ดัชนีหุ้นจะปรับตัวกลับขึ้นมาอีก  ยิ่งไปกว่านั้น   บ่อยครั้งเราไม่รู้ว่าหุ้นจะตกลงไปถึงไหน  บ่อยครั้งมันใช้เวลาหลายปีกว่าที่หุ้นจะตกถึงพื้น   และหุ้นอาจจะนิ่งอยู่อย่างนั้นเป็นเวลานานจนกว่าเศรษฐกิจจะมีทางออก   ตัวอย่างก็คือ  กรณีของวิกฤติตลาดหุ้นครั้งใหญ่ ๆ  ของโลกทั้งหลายรวมถึงตลาดหุ้นในยูโรโซนหลาย ๆ  ประเทศในช่วงนี้

          ผมแบ่งแบบของ Panic  ออกเป็น  4  แบบ  แต่ความเป็นจริงก็คือ  หลาย ๆ  ครั้งมันก็มีลักษณะผสมผสานคาบเกี่ยวกัน  อย่างเช่น  Panic  ส่วนใหญ่ก็มีลักษณะติดเชื้อด้วย  หรือ Panic หลาย ๆ  แบบก็มีองค์ประกอบของเรื่องความถดถอยของเศรษฐกิจอยู่ด้วย   ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่าเราจะต้องบอกได้ชัดเจนว่า  Panic นั้นเป็นแบบไหนตายตัว   แต่อยู่ที่ว่าเรารู้ว่า  Panic ที่กำลังเกิดขึ้นนั้น  มันจะยือเยื้อยาวนานไปแค่ไหน  และเราควรจะทำอย่างไรกับการลงทุนของเรา  หลักสำคัญก็คือ  เราต้องวิเคราะห์ให้ออกว่าผลประกอบการและฐานะทางการเงินของกิจการหรือตลาดหุ้นจะเป็นอย่างไร  และนั่นจะทำให้เรารู้ว่า  Panic นั้น เป็นภัยคุกคาม  หรือ  เป็นโอกาส
 
Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages