โบรกแนะเลือกซื้อ 8 บจ.กระแสแรงดัชนีผันผวน ค่าเงินหลุด30บาท นลท.แห่เก็งกำไรหุ้นเล็ก

7 views
Skip to first unread message

phalakorn

unread,
Jan 15, 2013, 10:52:14 PM1/15/13
to maiak...@googlegroups.com

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เช้านี้ ณ เวลา 9.47 น. ค่าเงินบาทหลุด 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ มาอยู่ที่ระดับ 29.95 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ข

ณะที่ตลาดหุ้นเอเชียมีทั้งปรับตัวอยู่ในแดนบวกและแดนลบ นักวิเคราะห์คาดว่าดัชนีผันผวน มูลค่าซื้อขายส่วนใหญ่อยู่ในหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก

สะท้อนการเก็งกำไรในตลาดหุ้นค่อนข้างสูง มองคาดเม็ดเงินยังไหลเข้าจากเงินบาทที่ค่อนข้างแข็งค่าต่อเนื่อง

เก็งกำไร 8 หุ้นเด่น THAI, SYNTEC, MAJOR, AIT, TICON, INTUCH, SMIT, CPF 

บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) มองผันผวนเช่นเดียวกับเมื่อวาน โดย KGI ประเมินดัชนีฯ วันพุธแกว่งตัวผันผวนเช่นเดียวกับเมื่อวาน เนื่อง จากแรงซื้อต่างชาติและแรงขายสถาบันมีแนวโน้มอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน ส่งผลให้หุ้นหลักๆ จะเปลี่ยนแปลงไม่มาก ความสนใจของตลาดจะยังอยู่ในหุ้นสามกลุ่มได้แก่ พลังงานปลายน้ำ อสังหาริมทรัพย์ และรับเหมาก่อสร้าง ในขณะที่กลุ่มอื่นๆ จะยังถูกกดดันจากแรงขายสถาบันพอควร ด้านปัจจัยภายนอกเป็นกลางถึงบวกเล็กน้อย สหรัฐฯรายงานยอดค้าปลีกเดือน ธ.ค. สูงกว่าที่คาดการณ์ และส่งผลให้นักลงทุนมองเชิงบวกต่อจีดีพีไตรมาส 4 ของสหรัฐฯ แต่นักลงทุนก็ยังไม่เข้าซื้อหุ้นเต็มที่เนื่องจากรอดูผลประกอบการของธนาคาร ใหญ่ในคืนนี้ (Goldman Sachs และ JP Morgan) กลยุทธ์หลักยังคงเป็นถือหุ้นที่แนะนำต่อได้ หรือซื้อเพิ่มในจังหวะราคาที่อ่อนลง หุ้นเด่นเดือนนี้ยังคงเป็น PTTGC, HMPRO, STEC, PS, MINT และ AAV

หุ้นที่แนะนำก่อนหน้า

ถือต่อได้แนวโน้มยังดี: CFRESH, VGI, IVL*, DRT, SPCG, SIRI, ASK, AH, SINGER, STEC,TKS, TMT

เก็งกำไรระยะสั้น: THAI*, SYNTEC

หาจังหวะขายเล่นรอบ/เปลี่ยนตัวเล่น: IRPC* (แนะนำตั้งแต่วันที่ 10 ม.ค.), MINT* (แนะนำตั้งแต่วันที่ 8 ม.ค.), TGPRO (แนะนำตั้งแต่วันที่ 8 ม.ค.)

บล.ฟินันเซีย ไซรัส ระบุในบทวิเคราะห์ ดังนี้ ตลาดผันผวนบ้าง แต่ค่าเงินบาทยังแข็ง ดังนั้นยังน่าสนใจซื้อเทรดดิ้งต่อ...

กลยุทธ์ : เนื่องจาก Fund Flow ยังไหลเข้าต่อเนื่องซึ่งคาดว่ามีสิทธิซ้ำรอยกับสถิติในอดีต ทำให้ยังมีลุ้นเป้าหมาย SET ที่ 1467 จุดหรือใกล้เคียงได้ แต่มี Upside เพียง 3% จึงยังเน้นเป็นเลือกหุ้นเข้าเทรดดิ้งสั้นตามรอบเท่านั้นก่อน ส่วนถือลงทุนยังรอซื้อต่ำได้

หุ้นเด่นทางเทคนิค  MAJOR , AIT , THRE (SBL)

แนวโน้ม เมื่อวานนี้ตลาดหุ้นเอเชียส่วนใหญ่ยังแกว่งตัวผันผวนและปรับตัวลง รวมทั้งตลาดหุ้นไทย คาดว่าส่วนหนึ่งมาจากความวิตกเกี่ยวกับปัญหาเรื่องเพดานหนี้ของสหรัฐ หลังประธานาธิบดีโอบามาปฏิเสธว่าจะไม่เจรจาต่อรองกับพรรครีพับลิกันในการขอ เพิ่มเพดานหนี้ ทำให้นักลงทุนกังวลว่าสหรัฐอาจต้องผิดนัดชำระหนี้ หากสภาคองเกรสไม่อนุมัติการเพิ่มเพดานการกู้ยืม ซึ่งส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐเมื่อคืนนี้ปรับตัวลงพอควรในช่วงแรก

อย่างไรก็ตามตัวเลขยอดค้าปลีกของสหรัฐที่เพิ่มขึ้นเกินคาดในเดือน ธ.ค. ยังช่วยหนุนให้มีแรงซื้อกลับเข้ามาผลักดันให้ดัชนีดาวโจนส์พลิกกลับมาปิด เป็นบวกได้อีก ขณะที่นักลงทุนต่างประเทศยังคงมียอดซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยต่อเนื่อง แม้ว่าจะบางตาลงบ้าง และจากสถิติในอดีตช่วง 2 ปีล่าสุดเกี่ยวกับการกลับเข้าซื้อของนักลงทุนต่างชาติในบ้านเราที่ทาง FSS ได้กล่าวถึงไปวานนี้แล้ว รวมทั้งค่าเงินบาทที่ยังแกว่งตัวในด้านแข็งค่า ทำให้เรายังคาดหมายว่า SET ยังมีลุ้นโอกาสแกว่งขึ้นต่อเนื่องได้ ดังนั้นตลาดอ่อนตัวลงจึงยังน่าสนใจเลือกหุ้นซื้อเพื่อลุ้นโอกาสรีบาวด์ขึ้น ใหม่ต่อไป แนวรับ  1420-1417 , 1415-1412 จุด   แนวต้าน 1426-1429 , 1434-1436 จุด

บล. กสิกรไทย ระบุในบทวิเคราะห์ ดังนี้ แนวโน้มตลาด: หุ้นยุโรปปรับลดลงหลังสำนักงานสถิติแห่งสหภาพยุโรป รายงานการผลิตภาคอุตสาหกรรมกลุ่มประเทศที่ใช้สกุลเงินยูโร ปรับตัวลดลง 0.3% จากเดือนก่อนหน้า ในขณะที่สหรัฐฯ หุ้นผันผวนโดยได้รับแรงหนุนจากยอดค้าปลีกธ.ค.ที่ดีกว่าคาดเพิ่มขึ้น 0.5% จากเดือนก่อนหน้า (ดีกว่าที่คาดที่ 0.2%) แต่ถูกกดดันจากความกังวลเรื่องการเพิ่มเพดานการกู้ยืม ซึ่งจะมาเป็นประเด็นกดดันตลาดในช่วงปลายม.ค.-ต้นก.พ.ได้

อย่างไรก็ตามเรามองปัจจัยเสี่ยงตลาดทุนโลกที่จริงจังจะอยู่ในช่วงครึ่งปี หลัง ซึ่งโมเมนตัมการฟื้นของจีนจะเริ่มชะลอลงมากกว่า ดังนั้นในภาพรวมของการวางกลยุทธ์การปรับลงจึงยังเป็นจังหวะทยอยซื้อ เพียงแต่ต้องหมุนเลือกหากลุ่มที่ถูกหรือปลอดภัยกว่าตลาดรวม รวมทั้งต่อราคาในการเข้าซื้อบ้างหากบางช่วงตลาดเริ่มร้อนแรงเกินไป

อสังหาริมทรัพย์ นอกจากหุ้นหลักที่เราแนะนำมาตลอดอย่าง AP SPALI TICON กลุ่มที่ laggard ในเชิง PBV valuation อาทิ MK PRIN NOBLE ยังถือว่าน่าสนใจ

ปิโตรเคมีและพลังงานหากดัชนีปรับลงต่อ ความน่าสนใจของกลุ่มนี้จะยิ่งเพิ่มสูงขึ้น ควรหาจังหวะตั้งรับ ESSO PTT IRPC PTTEP PTTGC/TRUE

กสทช.ประกาศผลสอบ BFKT สัปดาห์นี้ คาดออกมาเป็นบวก

กลยุทธ์การลงทุน: ปริมาณการซื้อขายกว่าครึ่งของตลาดมาจากหุ้นที่ต่ำกว่า SET50 ลงไป ซึ่งบ่งบอกว่าตลาดอยู่ในภาวะที่มีการเก็งกำไรค่อนข้างสูง ประกอบกับสัปดาห์ที่ผ่านมาแรงซื้อต่างชาติเริ่มชะลอลงทั้งภูมิภาค ดังนั้นการฟื้นตัวในระยะ

สั้นจึงอาจยังคาดหวังการเดินหน้าของดัชนีไปไกลๆไม่ได้ และยังมีความเสี่ยงที่ SET Index จะแกว่งลง 1410 หรือต่ำกว่า ซึ่งจะเป็นจังหวะตั้งรับหุ้นใหญ่ในกลุ่มโภคภัณฑ์ (ปิโตรเคมี โรงกลั่น พลังงาน) การเก็งกำไรช่วงสั้นนี้จึงขอเน้น Yield และLaggard Play เพื่อรอจังหวะ หุ้นแนะนำ TICON INTUCH THAI

สำหรับนักลงทุนระยะกลาง: หลังเพิ่มน้ำหนักการลงทุน เป็น 70% (ตั้งแต่ 3 ธ.ค.55) เราแนะนำทยอยสะสม TTA SOLAR ERW AJ KCE SPCG

ตั้งแต่ 10 ม.ค. ขอเอา NMG ออกจากหุ้นซื้อสะสมระยะกลางเพราะราคาขึ้นมากว่า 78% (จากเริ่มแนะนำ 29 พ.ย.) แนะนำถือเพื่อรอทำกำไร

บล.ไทยพาณิชย์ ระบุว่า ตลาดไม่ทำจุดสูงสุดใหม่ ส่งผลให้เจอแรงขายออกมาเยอะ ปิดวานนี้ 1,422 จุด ต่างชาติยังซื้อ แต่แรงขายหนักๆ ต้องยอมรับว่ามาจากนักลงทุนในประเทศ บรรยากาศรอบเอเชียเช้านี้ยังดูไม่บู๊ ออกแนวรอๆ กันมากกว่า หุ้นไทยหากไม่ทำ New High มีลุ้นได้ทำ Low ใหม่เร็วๆ นี้ หุ้นขวัญใจต่างชาติอย่างธนาคาร ยังเป็นเป้าหมายของการขาย ส่วนพลังงานเริ่มแผ่ว หากจะเล่นรอบใหญ่ เน้นรอซื้อดีกว่า

บล.ฟิลลิป ระบุในบทวิเคราะห์ ดังนี้ แนวโน้มตลาดวันนี้: อยู่ในกรอบ 1415-1430 กลยุทธ์การลงทุน: Selective Trading คาดตลาดหุ้นไทยยังคงความผันผวนหนักต่อเนื่องระหว่างรอความคืบหน้าของปัจจัย สำคัญหลายประเด็นข้างหน้า โดยเฉพาะเรื่องการเจรจาตัดลดงบประมาณและเพดานหนี้สหรัฐ ทั้งนี้ ในระยะสั้นอาจผันผวนในกรอบตามการประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนทั้งใน ไทยและสหรัฐอยู่บ้าง แต่เชื่อยังไม่ทำให้ดัชนีขยับไปไหนได้ไกล ขณะที่ค่าเงินบาทแข็งค่าแรงและเร็วหลุด 30 บาท/ดอลลาร์ไปแล้ว จึงยังเป็นตัวช่วยประคองการอ่อนตัวได้ระดับหนึ่ง ดังนั้น อาจเห็นการเวียนกลุ่มเล่น หรือ เลือกหุ้นรายตัวมากขึ้น กลยุทธ์การลงทุนระยะสั้น: เทรดหุ้นรายตัวเป็นหลัก

แนวต้าน : 1430, 1437 แนวรับ : 1417, 1410

การจัดพอร์ตระยะสั้น* - หุ้น 50% : เงินสด 50%

ถือต่อในพอร์ต : TCAP, DTAC, SAMART

หุ้นที่ปรับออก : TKS ทยอยทำกำไร (~5.1%) MCOT AH ทยอยทำกำไร (~4.6%)

หุ้นที่แนะนำ :

SMIT ได้ปย.จากบาทแข็งเพราะนำเข้าเหล็ก/เครื่องจักร คาดปันผล 2H55 อีก 0.16 บาท/หุ้น ลุ้นรีบาวด์ไปเหนือ 5.10-5.25 บาท ตัดขาดทุน 4.78 บาท

CPF รอความคืบหน้าการเปิดตลาดนำเข้าไก่แช่แข็งจากญี่ปุ่น ลุ้นรีบาวด์ต่อไปแถว 36 ตัดขาดทุนที่ 33 บาท

 

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages