> From: yuttana khunkitti
> Subject: ห่างไกลโรคปวดหลัง
> To:
toy...@hotmail.com> Date: Sunday, 18 May, 2008, 9:00 PM
> ห่างไกลโรคปวดหลัง
> « เมื่อ: 17,พฤษภาคม, 2008,
> 08:21:38 AM »
> อ้างถึง
> ผู้เขียนมีโรคประจำตัวคือ
> โรคปวดหลัง
> ซึ่งมีสาเหตุจากหมอนรองกระดูกสันหลังกดทับเส้นประสาท
> และเป็นต่อเนื่องมานานร่วมยี่สิบปี,
> ผ่าตัดมาแล้วสองครั้ง,
> นอนรอคิวผ่าตัดครั้งที่สามมาแล้วสามวันที่โรงพยาบาลเลิดสิน
> ก่อนคณะแพทย์มีความเห็นว่าไม่ควรผ่าตัดเพราะอาการไม่รุนแรงถึงขั้นดำรงชีวิตอย่างยากลำบาก
> ทนทุกข์ทรมานมานานหลายปีได้รับการรักษา
>
> และคำแนะนำจากแพทย์หลายท่านที่มากไปด้วยประสพการณ์
> รวมทั้งที่ชื่อเสียงโด่งดังระดับประเทศ
> แต่ก็ยังไม่สามารถหยุดยั้งอาการปวดที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราวได้
> จนวันนี้มีอาการดีขึ้นจึงอยากสรุปความเห็นเผื่อจะเป็นประโยชน์กับผู้ร่วมชะตากรรมคนอื่นๆ
>
>
>
> อาการเริ่มต้นครั้งแรกเกิดจากก้มตัวลงยกของอย่างไม่ถูกท่าทาง
> มีอาการแปล๊บขึ้นที่กระดูกสันหลังบริเวณบั้นเอว
> ขณะนั้นขยับขาทั้งสองข้างต่อไม่ได้
> รอไม่ถึงห้านาทีเริ่มทุเลาจึงค่อยๆขึ้นรถขับไปหาหมอด้วยตนเอง
> แต่ยังคงเดินแบบลากขาอย่างช้าๆ
> หมอที่คลินิคให้ความเห็นว่ากล้ามเนื้อคงอักเสบ
> จึงฉีดยาแก้ปวดและอักเสบให้
>
>
> กลับไปบ้านต้องหยุดงานเพราะเดินไม่สะดวกไปสามวัน
>
>
> หลังจากนั้นอาการแปล๊บๆข้างต้นก็จะเกิดกับตนเองปีละสองสามครั้งอยู่หลายปี
> ทุกครั้งต้องหยุดพักผ่อนอย่างน้อยสามถึงสี่วันเพราะลุกเดินไม่ไหว
> จนไปพบแพทย์ออร์โธปีดิคเฉพาะทางซึ่งนับเป็นกระบี่มือหนึ่งของจังหวัด
> รักษากันอยู่นานเป็นปี
> โดยเริ่มจากยากิน
> ยาฉีด
> และเอ็กซเรย์แบบคอมพิวเตอร์ติดตามดูอาการ
> จนสุดท้ายหมอสั่งให้ไปทำเอ็กซเรย์
> MRI
> ที่รพ.บำรุงราษฎร์
> กทม.
> ซึ่งขณะนั้นมีอยู่แห่งเดียวในประเทศไทย
> ภาพจากฟิล์มฟ้องว่าหมอนรองกระดูกสันหลังมันปลิ้นออกมาขวางและดันไขสันหลังและเส้นประสาทจนเกิดอาการชาไปถึงหลังเท้า
> หมอตัดสินใจผ่าตัด
> เพื่อขูดเอาหมอนรองกระดูกที่แตกออก
> โดยเปิดแผลคืบนึงที่หน้าท้อง
> พร้อมทั้งตัดกระดูกเชิงกรานมาแว่นนึงขนาดเท่ากับหมอนรองกระดูกที่ขูดออก
>
> อัดเข้าไปรับช่องว่างข้อกระดูกสันหลังแทน
> ซึ่งแน่นอนมันจะส่งผลให้ข้อต่อส่วนนี้ไม่มีการยืดหยุ่นอีกต่อไป
> เวลาผ่านไประยะนึงมันก็จะเชื่อมข้อบนและข้อล่างให้ต่อเป็นชิ้นเดียวกัน
> งานนี้ต้องหยุดพักรักษาแผลไปร่วมเดือน
>
>
> หลังผ่าตัดก็ยังคงพบแพทย์เพื่อติดตามอาการเป็นระยะๆ
> จากสัปดาห์ เป็นเดือน
> เป็นปี
> แต่อาการดูเหมือนมันยังไม่หายขาด
> แต่ก็ยังถือว่าดีกว่าเก่ามาก
> สุดท้ายหมอขอแก้ตัวอีกครั้งโดยการผ่าตัดจากด้านหลัง
> เปิดแผลช่วงกระดูกสันหลังที่มีปัญหา
> พร้อมยึดโยงข้อกระดูกสันหลังบน
> และล่างด้วยโลหะ
>
> เพื่อเสริมความแข็งแรงไม่ให้เกิดการเสียดสีหรือกดทับเส้นประสาทอีก
> งานนี้ต้องพักรักษาแผลไปเกือบสามอาทิตย์
> แต่ก็พบว่าอาการที่ยังคงชาอยู่ที่หลังเท้าไม่ได้หายขาดไป
> เลยรู้สึกปลงๆและไม่สนใจอะไรมากมายอีก
> นานๆเป็นปีถึงจะเจ็บหนักๆสักครั้งนึง
> เลยถือโอกาสยอมรับว่ามันคงเป็นอย่างนี้แหละจนเวลาล่วงเลยไปไปอีกหลายปี
>
> ประมาณปี 2544
> ก็เริ่มเกิดอาการปวดระดับต้องนอนพักถี่ขึ้น
> ไปพบแพทย์ที่รพ.กรุงเทพฯ
> ซึ่งเป็นแพทย์ประจำรพ.เลิดสิน
> เชี่ยวชาญเรื่องกระดูก
> เอ็กซเรย์ไปหลายครั้งทั้งธรรมดา
> และแบบสแกนคอมพิวเตอร์
> แต่ก็เห็นไม่ชัดเลยต้องลองทำ
> MRI อีกครั้ง
> ปรากฏว่าภาพเกิดแสงสะท้อนมากจนดูไม่รู้เรื่องเพราะมีโลหะอยู่ข้างใน
>
> สุดท้ายคุณหมอขอฉีดสีเข้าไขสันหลังเพื่อให้ภาพเอ็กซเรย์ธรรมดาชัดเจนมากขึ้น
> ช่วยให้การวินิจฉัยแม่นยำ
> ครั้งนี้พบว่ามีหมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาทเพิ่มอีกสองตำแหน่ง
> คือ ข้อบน
> และข้อล่างของข้อที่เคยมีปัญหามาก่อน
> ซึ่งคุณหมอบอกว่าเกิดจากข้อที่เสียไปไม่ยืดหยุ่น
> จึงไปเพิ่มภาระให้กับข้อบนและล่างมากกว่าปกติ...เฮ้อ..เวรกรรม
>
> ไม่รู้เพราะตอนเด็กไปตีงูหลังหักไปหลายตัวจนตาย
> กรรมเลยตามสนองในชาตินี้เลยหรือปล่าว
>
>
> สุดท้ายหมอนัดให้ไปนอนรอที่รพ.เลิดสินเพื่อผ่าตัด
> นอนรออยู่สามวันคณะแพทย์ของรพ.เลิดสิน
> มาแจ้งผลว่ายกเลิกนัดที่จะผ่าตัด
> เพราะไม่คุ้มค่ากับความเสี่ยงที่จะผ่าตัดจุดเดิมซ้ำซากหลายๆครั้ง
> เลยจำใจอดทนรับการเจ็บปวดปีละหลายครั้งต่อไป
> จนกระทั่งปี 46
> ต้องโยกย้ายไปช่วยงานที่เมืองจีนสามปี
>
> ระหว่างอยู่ที่นั่นก็นับว่าโชคดีที่เกิดการปวดรุนแรงไม่บ่อยมาก
> ส่วนใหญ่พอเริ่มมีอาการเพียงเล็กน้อยก็จะรีบกินยากันไว้
> และระวังท่าทางการเคลื่อนไหวไม่ให้เสี่ยงเจ็บเป็นกรณีพิเศษ
> ทุกครั้งที่กลับมาเยี่ยมครอบครัวที่เมืองไทย
> ต้องแวะหาหมอเพื่อตรวจอาการ
> และขอยาไปสำรองไว้ครั้งละร่วมหมื่น
>
> มีอยู่หลายครั้งที่กลับมาเยี่ยมบ้านได้รับคำแนะนำให้ไปหาหมอคนนั้น
> คนนี้
> ซึ่งแต่ละท่านมีชื่อเสียงระดับประเทศ
> ก็ลองไปขอคำปรึกษามาแล้วทั้งนั้น
> เพื่อสร้างความมั่นใจว่าช่วงทำงานในจีนจะไม่เกิดปัญหาบาดเจ็บรุนแรงจนเสียการเสียงาน
>
> มีคุณหมอท่านหนึ่งของโรงพยาบาลจุฬาฯสรุปอย่างตรงประเด็นให้ฟังว่า
> โรคนี้น่ะมันรักษาไม่หายขาดหรอก
> หากเจ็บบ่อยหรือชาลงขามากก็ผ่าตัดสถานเดียว
> และถ้าเจ็บจุดอื่นต่อไปก็ต้องผ่าตัดไปเรื่อยๆ
> แต่มีทางช่วยป้องกันและลดโอกาสการเจ็บปวดได้โดยต้องบริหารกล้ามเนื้อหลังให้แข็งแรงเพื่อยึดโยงกระดูกสันหลังให้มั่นคง
>
> ซึ่งฟังดูแล้วก็เห็นคล้อยตามที่หมอบอกเลยว่าจริง
> แต่หมอสอนท่าบริหารกล้ามเนื้อหลังมาให้หลายท่า
> ซึ่งใช้เวลาต่อครั้งเกินชั่วโมงและไม่เหมาะกับคนขี้เกียจบริหารตัวเอง
> และคงไม่จำเป็นต้องรู้ว่าบริหารอย่างไร
> เพราะผมเองทำอยู่ได้ไม่กี่วันก็ยอมแพ้
> เอาเป็นว่าตอนนี้เริ่มเก็ทแล้วว่าหัวใจของปัญหาอยู่ที่กล้ามเนื้อหลัง
>
>
> หลังจากย้ายกลับจากจีนเพราะสุขภาพโดยรวมไม่เอื้ออำนวยให้ลุยงานที่ต้องสมบุกสมบันที่นั่น
> เมื่อเกิดอาการปวดอีกก็เลยไปพบคุณหมอสมศักดิ์ที่มักจะหาอยู่เป็นประจำที่รพ.กรุงเทพฯ
> คุณหมอเองก็พยายามจะบอกว่า
> ฟังประวัติการรักษาที่ผ่านมา
> ถ้าท่านเป็นผู้ผ่าตัดตั้งแต่ครั้งแรกๆ
> ท่านจะต้องบังคับให้ทำกายภาพบำบัดด้วยตนเองหลังแผลหายดีแล้ว
>
> ซึ่งหากทำมาตั้งแต่แรกก็คงจะช่วยทำให้ไม่ต้องมาพบหมออีกเหมือนในตอนนี้
> เพราะกายภาพบำบัดโดยบริหารกล้ามเนื้อหลังจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำซากอีกต่อไป
> เพียงแต่เราต้องไม่หลีกเลี่ยงบริหารเป็นประจำทุกวัน
> ซึ่งหลังจากคุณหมอได้อธิบายให้ฟังวิธีการบริหารแล้วรู้สึกได้เลยว่าหมูมาก
> และใช้เวลาน้อยมากๆต่อวัน
>
> จึงเริ่มทำต่อเนื่องมาได้สองสามเดือนแล้ว
> รู้สึกว่าแผ่นหลังแข็งแรงขึ้น
> พร้อมกับหน้าท้องก็เฟิร์มขึ้น
> ที่สำคัญอาการเจ็บแปล๊บๆที่เป็นบ่อยแต่ไม่รุนแรงหลายเดือนก่อนหน้าหายขาดไปเลย
> ทั้งที่ช่วงต้นปีเป็นต้นมาชักเริ่มมีปัญหาถี่มาก
> จนคุณหมอเองยังออกปากว่าถ้าลองบริหารแล้วไม่ดีขึ้นก็คงต้องผ่าตัดแน่นอน
> ด้วยก่อนหน้านี้อัดไปทั้งยาฉีด,
> ยารักษา,
>
> ยาบำรุงเต็มพิกัดแล้ว
> เมื่อผลออกมาว่าอาการปวดหายเหมือนปลิดทิ้งอย่างนี้
> เลยต้องยกเครดิตให้การบริหารกล้ามเนื้อหลังเป็นพระเอกตัวจริง
> อยากรู้แล้วใช่มั้ยครับว่าทำยังไง
>
>
> เอ้าฟังนะ.....ตื่นเช้าทุกวันให้บริหารกล้ามเนื้อหลังดังนี้
> •
> นอนหงายยืดเท้าตรงแนบชิดกัน
> •
> ยกปลายเท้าลอยสูงขึ้นประมาณหนึ่งฟุต
> (ไม่ควรยกให้สูงกว่านี้)
> •
> ฝืนค้างไว้พร้อมนับสิบวินาที
> •
> ครบแล้วลดปลายเท้าวางลงพักห้าวินาที...ดังนี้คือหนึ่งเซ็ท
> •
> ทำติดต่อกันรวมสิบเซ็ท
> นั่นหมายถึงใช้เวลาไปรวมร้อยห้าสิบวินาทีต่อวันเท่านั้น
> เห็นแล้วยังครับ
> ว่ามันง่ายมากจริงๆ
> •
> แต่ละสัปดาห์ให้เพิ่มน้ำหนักห้าร้อยกรัมถ่วงไว้
> (อาจใช้ถุงทรายที่มีขายทั่วไป)
> •
> น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นจะค่อยๆสร้างความแข็งแกร่งให้กล้ามเนื้อหลังเพื่อแก้ปัญหาที่เหตุ
> •
> น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นจะสิ้นสุดที่เท่าใดเหรอครับ
> คุณหมอบอกว่าจนกว่ายกไม่ไหว...แต่
> •
> น้ำหนักขั้นต่ำที่แต่ละคนต้องยกให้ได้มีวิธีคำนวณดังนี้ครับ
> น้ำหนักขั้นต่ำที่ต้องยกได้
> = น้ำหนักตัว –
> น้ำหนักท่อนขาสองข้าง
> / 10
> โดยปรกติน้ำหนักท่อนขาสองข้างประมาณสิบกิโลกรัม
> ถ้าอ้วนหรือผอมกว่าปกติก็ปรับเพิ่มหรือลดเอาตามความเหมาะสม
> (อย่าบอกว่าขาสองข้างหนักห้าสิบโลนะ)
>
> หวังว่าวิทยาทานในการบริหารด้วยตนเองวันละร้อยห้าสิบวินาทีจะช่วยให้ผู้เป็นโรคปวดหลังคลายทุกข์ได้ในเร็ววันนี้นะครับ
> และขอให้ผลบุญที่ช่วยให้ผู้อื่นคลายทุกข์จงอย่าได้มีอาการปวดหลังมากล้ำกลายข้าพเจ้าอีกต่อไปเลย
>
> ส่งต่อมากๆก็ได้บุญอีกมากๆนะครับ
--
เขียนโดย เงาไม้ ถึง
Rotary Club Of Magkang District3340 Thailand เวลา 5/19/2008 12:56:00 หลังเที่ยง