<A HREF="http://www.thaijustice.com/webboard.asp?sub=0&id=1509516">สรุปคำบรรยายวิชากฎหมายอาญา มาตรา 288-366 (ค่ำ ) ครั้งที่ 1</A>
ครั้งที่ 2 . วันเสาร์ที่ 5 มิถุนายน 2553
สัปดาห์ที่แล้วได้พูดในพื้นฐานกฎหมายอาญาโดยเฉพาะโครงสร้างการกระทำผิด โดยเฉพาะการกระทำใดที่เป็นความผิดเมื่อเป็นความผิดแล้วก็มีประเด็นเรื่องโทษตามมา ศาลจะใช้ดุลพินิจเต็มตามโทษนั้นมาก็ได้ หรือจะลดโทษให้หรือไม่ลงเลยตามระดับการเป็นคนวิกลจริต การกระทำโดยการจำเป็นพอสมควรแก่เหตุต้องทำความเข้าใจแยกแยะ ตัวบทที่ศึกษาต่อไปตาม 228 – 366 บางมาตราก็เป็นองค์ประกอบภายนอก บางมาตราก็เป็นเหตุที่ผู้กระทำทำได้ไม่ใช่ฐานความผิด ศาลอาจสั่งให้โฆษณาคำพิพากษาหรือ ที่หมิ่นประมาทนั้น เมื่อสัปดาห์ที่แล้วก็ได้พูดเรื่องสี่เรื่องใหญ่ คุณธรรมทางกฎหมายเรื่องใดบ้าง บางฐานความผิดคุ้มครองหลายอย่าง บางฐานเป็นการคุ้มครองส่วนรวม บางกรณีผู้บัญญัติกฎหมายอาจไม่เข้าใจหลักนี้ก็อาจจะบัญญัติพลาดไป บางมาตราเป็นเรื่องส่วนรวมแต่ให้ยอมความได้ ส่วนคุณธรรมทางกฎหมายที่เป็นปัจเจกบุคคลก็อาจยอมความได้
ประเด็นต่อไปก็เรื่องความรับผิดทางแพ่ง และทางอาญา หลักอาญา เป็นหลักที่มาจากแนวความคิดเสรีนิยม ก็ขาดสองเรื่องที่จะพูดวันนี้คือ
การขาดองค์ประกอบ ที่มาจากต่างประเทศ ในยุคหกสิบปีที่แล้ว มีทฤษฏีขาดองค์ประกอบ ซึ่งได้ยกเลิกไปแล้ว คือการพิจารณาความรับผิดที่เริ่มดูจากองค์ประกอบภายนอกเสียก่อน ผู้กระทำก็ไม่มีความรับผิดทางอาญาเลย ยกตัวอย่างเช่น ก ไป ฆ่า ข ก่อนไปฆ่า ข ตายไปแล้ว ก ใช้สไนเปอร์ยิง อย่างนี้ ก มีความรับผิดทางอาญาหรือไม่ ถ้าตามทฤษฏีขาดองค์ประกอบ ก็คือ ไม่มีผู้อื่นให้ฆ่าอยู่ องค์ประกอบนั้นคือขาดองค์ประกอบภายนอก ก็ปรากฏอยู่ในหลายฐาน นอกจากความผิดต่อชีวิต ก็อาจมีความผิดต่อร่างกายเหมือนกัน ความผิดฐานทำให้แท้งค์ลูก ทรัพย์ของเราที่วางอยู่เข้าใจว่าเป็นคนอื่น ก็ขาดองค์ประกอบ
ดังนั้นถ้าทำความเข้าใจในทางวิชาการก็คือขาดองค์ประกอบภายนอก ถือว่าผู้กระทำไม่มีความรับผิดทางอาญาเลย แต่ของไทยเรายังมีชิวิตอยู่ ถามว่าในทางกฎหมายถูกต้องหรือไม่
การพยายามที่เป็นไม่ได้โดยแน่แท้ นั่นหมายความว่ามาตรา 81 ของเราให้ความสัมคัญกับองค์ประกอบภายใน แต่ในส่วนภายนอกลงมือไม่ครบเป็นพยายาม
เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว ด้วยเหตุนี้ ป.อ.ได้บรรยายในมาตรา 81 เพราะวัตถุที่กระทำต่อตายเสียแล้ว ทรัพย์ที่คิดว่าเป็นของคนอื่นเป็นของเรา เพราะวัตถุที่กระทำต่อ หรือเพราะปัจจัยที่ใช้ในการกระทำ อันนี้เพราะปัจจัยที่ใช้ในการกระทำด้วยเหตุนี้จึงขัดต่อประมวลกฎหมายอาญา แต่อย่างไรก็ตามทฤษฏีขาดองค์ประกอบมันใช้มานานแล้ว บางครั้งสังเกตดูยังมีแนวคำพิพากษาหลายฉบับ ในขณะที่ประมวลกฎหมายอาญาได้มีการปรับเปลี่ยนแล้วก็ตาม ในทางตำราแล้วอิทธิพลขาดองค์ประกอบยังอยู่ในนักกฎหมายเรา
ถ้าเป็นข้อสอบเนฯข้อสอบผู้พิพากษา แนวโน้มที่ยึดทฤษฏีขาดองค์ประกอบ มีประมาณเก้าสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าไปตอบมาตรา 81 อาจจะไม่ได้คะแนน
อาจารย์ก็เคยประสบเหตุการณ์นี้เวลาสอบผู้ช่วยฯเมื่อสามสิบปีที่แล้วก็ตอบตามแนวไม่ได้ตอบตามหลักทฤษฏี
อีกเรื่องคือเรื่องเจตนาลวง เป็นหลักการลงโทษทางอาญา เจตนามีหลายประเภท อาจเป็นเจตนาที่ตั้งใจ หรือไม่ได้คิดว่าทำอะไรเพียงแต่จะตอบโต้ไป หรือเจตนาที่คาดหมายไม่ได้ หรือเจตนาในทางศีลธรรมเพียงแต่คิดก็ผิดแล้ว ในทางกฎหมายคิดแต่ไม่ได้ทำก็ถือว่าผิดแล้ว เจตนามีหลายระดับแต่ประมวลกฎหมายอาญา บัญญัติเรื่องเจตนาประสงค์ต่อผลและเจตนาประสงค์ต่อผล
วันนี้จะพูดเรื่องเจตนารวม หรือ เจตนาทั่วไปเป็นเรื่องในทางทฤษฏีนั่นคือถ้ามีเจตนาตั้งแต่เริ่มแรก จนสุดท้ายผลของการกระทำบรรลุเจตนา แต่ระหว่างกระทำการมีเหตุมาคั่นเป็นช่วงๆไป หลักการกระทำไม่ได้ทำให้เจตนาตั้งแต่เริ่มแรกเปลี่ยนแปลง ยกตัวอย่างเป็นข้อเท็จจริง ก ต้องการฆ่า ข ในใจตายแล้วหรือบาดเจ็บสาหัส ก็จะไปแขวนคอ หรือ จับไปในพวงมาลัย แล้วความเป็นจริง ข ก็ตายเพราะเหตุภายหลัง เจตนารวมก็หมายความว่าเริ่มแรกมีเจตนาฆ่าผู้อื่น ในภายหลังจะสำคัญผิดแล้วตายเพราะการกระทำของเขาก็ตาม สมดังเจตนาของผู้กระทำทุกประการ ระหว่างนั้นไม่ได้เป็นเหตุให้รับโทษน้อยลง นั่นคือกระทำผิดสำเร็จ แต่นักกฎหมายบางคนเป็นบางตอน เจนาฆ่าผู้อื่นก็แค่เป็นพยายามฆ่า ผู้อื่นเป็นเรื่องสำคัญผิดเอาไปทำลายหลักฐานก็เป็นอีกกรรมหนึ่งเล็กๆ การพิจารณาสองกระทงนี้ไม่ใช่ทางอาญา ไม่ถือว่าการสำคัญผิดนั้นเป็นสาระสำคัญ ส่วนกระทำการนั้นจะสำคัญผิดหรือไม่ ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แต่ว่าในคำพิพากษาของศาลไม่มีประเด็นดังกล่าว
เหตุเช่นนี้ไม่ใช่เพิ่งมีหรือนักกฎหมายไทยเป็นคนคิด มันมีมานานแล้ว ในขณะเดียวกันก็มีการวางแผนฆ่าเลยกับไม่ได้คิดว่าต้องการชีวิตแต่เป็นการตอบโต้ไป ถามว่ามีเจตนาฆ่าหรือไม่ ไม่ได้คิด อันนี้ในทางกฎหมายก็ต้องใช้หลักกรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา
เรามาเริ่มในกฎหมายอาญามาตรา 288 – 366 เวลาเราศึกษา เราต้องศึกษาเอาหมวดเป็นตัวตั้ง
คือความผิดต่อชีวิตร่างกาย เสรีภาพชื่อเสียง และทรัพย์ สำหรับอาจารย์ก็สอนสามลักษณะ ถ้าเป็นสนามอื่นอาจจะเป็นปกครอง รัฐธรรมนูญก็ว่าไป
ความผิดเกี่ยวกับชีวิตร่างกาย ก็แบ่งเป็นสี่หมวด หมวดหนึ่งคุณธรรมทางกฎหมายก็คือชีวิต
เราดูหมวดแรกก็ตรงแต่ว่า อาจจะกระทำโดยมีเจตนาฆ่า หรือ ทำร้าย หรือ โดยประมาทก็ได้ แต่เอาผลของการกระทำเป็นตัวตั้ง และมีเจตนาโดยตรงต่อชิวติผู้อื่น ร่างกายสะสมไปมากๆ ก็ตาย เจตนาชีวิตร่างกายก็เอาไปรวมไว้เรื่องเดียวกัน พูดง่ายๆว่าความผิดต่อชีวิตและร่างกายนั้นตรงกัน ถ้าศึกษากฎหมายดั้งเดิมเลยร่างกายชีวิตเป็นฐานเดียวกัน มันร้ายแรงเท่ากัน ระดับเจตนาไม่ใช่สาระสำคัญ เพราะสุดท้ายตายแล้ว มันต้องเท่ากัน ในทางกฎหมายอาญาต้องแยก เพราะฉะนั้นถ้าถึงแก่ความตายโทษมันไม่เท่ากัน ส่วนความผิดทำให้แท๊งค์ลูก กฎหมายเขียนไว้อย่างนี้ก็จำง่ายๆ อย่าไปตั้งฐานใหม่ให้เขา ฐานทำให้แท๊งค์ลูกก็ทำให้แท๊งค์ลูก แท้จริงแล้วก็ไม่ใช่เรื่องร้ายแรงเมื่อเทียบความผิดต่อชีวิต เพราะเหตุว่าการทอดทิ้งเด็กป่วยเจ็บหรือคนชรานั้น ถึงแก่ความตายได้ ท้ายที่สุดทำให้ถึงแก่ความตายเพราะไปตั้งอีกลักษณะหนึ่งก็มากจนเกินไป แต่บางมาตราไม่ได้ฝากเพราะมีฐานความผิดอยู่แล้ว เช่นปล้นทรัพย์เป็นเหตุทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย
ถ้าองค์ประกอบความผิดง่ายอาจจะซับซ้อน และมีการกระทำในสังคมไทยมาก คำพิพากษาศาลฏีกาก็มาก วันนี้ก็เลยเอาหลักตามฏีกามาสรุปย่อ
ความผิดต่อชีวิตได้พูดแล้วว่าคุณธรรมทางกฎหมายก็คือชีวิตของผู้อื่นเป็นตัวตั้ง องค์ประกอบภายในก็คือเจตนาฆ่าก็ได้ หรือกระทำโดยประมาทก็ได้ ก็รวมอยู่ในหมวด 1 ความผิดต่อชีวิต ก็มี 5 ฐาน ในความเป็นจริงแล้วมักเข้ามาตรา 289 ถ้าไม่ได้เชี่ยวชาญเหตุ ก็อาจไปตอบมาตรา 288 ซะเยอะ มาตรา 335 ลักทรัพย์โดยธรรมชาติมันผิด 334 เพรียวๆยาก
ลักทรัพย์สัปดาห์ที่แล้วให้ตอบมาสักห้าอย่าง ก็ไปกันใหญ่แล้ว ไปตอบโดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยใช้อาวุธก็มี ไม่ได้บอกว่าโดยมีอาวุธ ต้องละเอียดในเหตุฉกรรจ์แต่ละฐาน ก็ในฐานแรกฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ในภาษาของเราไม่มี ฆ่าคนอื่นตาย ฆ่ามันตายอยู่แล้วไม่เช่นนั้นก็เป็นพยายามฆ่า
พอพูดถึง 290 มีสองวรรค วรรคแรกต่อยอดในมาตรา 288 ถ้าวรรคสองก็เป็นการต่อยอดตาม 289
ประมาทไม่ได้มีเจตนา เพราะฉะนั้นจะมีร้ายแรงไม่ได้ ก็ไปเริ่มลหุโทษเลย ทำให้ผู้อื่นได้รับอันตรายต่อกายหรือจิตใจ แล้วก็เป็นได้รับอันตรายสาหัส แล้วก็มาถึงถึงแก่ความตาย
ฐานที่สี่คือกระทำการทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายนั่นหมายความว่าไปยุยงผู้อื่นทำให้ผู้อื่นฆ่าตนเอง ก็มีอยู่ใน 292 และ 293 และฐานที่ห้าคือ ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายในผลของการชุลมุนต่อสู้ เหมือนกับ 299 ถ้าผลของการกระทำทำให้ถึงแก่ความตายแล้วไปรับอันตรายสาหัส ก็เป็นมาตรา 299 ตามมาโดยผลของการกระทำตามมา ก็จะต้องอาศัยความจำหรือความคุ้นเคย แล้วก็จำโครงสร้างนี้ให้ได้ แล้วก็ตบท้ายด้วย 294 นี่คือโครงสร้างด้วยการคุ้นเคย แล้วก็จดจำในบทมาตรา มาพูดถึงความเข้าใจโดยกฎหมาย
มาตราแรก 288 ผู้ใดฆ่าผู้อื่น โดยเจตนา ไม่ได้เขียนคำว่า เป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย เพราะคำว่า ฆ่ามันรวมอยู่แล้ว ต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต ส่วนใหญ่เรื่องโทษพวกเราไม่จดจำเท่าไหร่ แต่คือ อ๊อปชั่นของโทษที่ให้ผู้พิพากษาเลือก ไม่มีโทษปรับ และถ้ารอลงอาญาเป็นไปไม่ได้เพราะโทษขั้นต่ำเกินกว่าที่รอลงอาญา ซึ่งถ้าเราสนใจก็ดูนะครับอย่าง 297 จำคุกไม่มีปรับ
นี่ก็เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่ศาลมักตีความเคร่งครัด ผู้ใดฆ่าผู้อื่นก็ต้องพิเคราะห์ตามองค์ประกอบของกฎหมาย ก็ดูภายในและภายนอก ถ้าไม่มีเจตนาฆ่าก็ไม่ต้องพิจารณามาตรา 288 อีกแล้ว องค์ประกอบภายในคือผู้กระทำต้องมีเจตนาฆ่า พิจารณาจาก 59 วรรคสองหรือวรรคสาม มาตรา 59 วรรคสอและวรรคสามสองวรรคในขณะเดียวกันย่อมเล็งเห็นผลหรือประสงค์ต่อผลไม่ได้ เวลาเราพิจารณาคดีเจตนาจะรู้ได้อย่างไร เจตนามีกี่ระดับ ประสงค์ต่อผลก็มีระดับที่ต้องการกับไม้องการ
คะนองมือยิงปืนไปในรถบัส หรือยิงไปโดนนกไม่ได้โดนคนงานอย่างนี้ก็เรียกว่าเล็งเห็นผลเจนาที่ต้องการนั่นคือมีเป้าหมายสุดท้ายต้องการชีวิตของผู้อื่น หรือเรียกอีกอย่างว่าระดับที่ต้องการ ถ้าผู้กระทำความผิดมาทำร้ายลูกนาย ข นาย ข จะไปช่วยก็ตอบโต้ไป ถ้าเป็นการป้องกันโดยสมควรแก่เหตุก็ผิด ก็ผิดฐานเจตนาฆ่าเหมือนกัน ก็คือคนร้ายตาย ถ้าจับเจตนาไม่ได้กฎหมายเดินต่อไม่ได้ แต่เป็นการยิงปืนขึ้นสู่ท้องฟ้าหรือยิงขู่ ก็หลุดไปเลยไม่ผิดต่อความผิดต่อชีวิต แต่ไปติดเรื่องความผิดลหุโทษ หรือว่าในความผิดมาตรา 376 ในการยิงปืน ในวัตถุระเบิดหรือในสาธารณสถาน ถ้ารู้เจตนาเขาคือฆ่าแน่นอนอันนี้เป็นเจตนาฆ่าเลย เจตนาฆ่ามันง่ายในข้อสรุป แต่ถ้าเป็นเหตุปัจจุบันทันด่วนมันยากหน่อย การวินิจฉัยว่าฆ่าหรือทำร้ายร่างกาย เราดูที่การกระทำกรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา
กลุ่มคำพิพากษานั้นให้ความสำคัญกับอาวุธที่ใช้ ดูว่าทำแรงหรือไม่ จะดูลักษณะของการกระทำว่าทำแล้วทำซ้ำอีกหรือไม่ อันนี้ก็เป็นข้อเท็จจริงที่ศาลวินิจฉัย อันนี้มีเจตนาฆ่าแน่นอน ดูถึงสาเหตุหรือสิ่งแวดล้อมต่างๆ สาเหตุมันมาจากอะไร ดูระดับอวัยวะของผู้ตาย ไม่ใช่เจตนาฆ่า สำคัญคือพยายามฆ่า สรุปเอาหลักสำคัญ
เอามาพูดโดยย่อๆเท่านั้นเอง เพื่อไม่ให้เสียเวลาจนเกินไป เช่น เอายาพิษไปผสมในตุ่มน้ำ ถ้าดื่มน้อยก็ไม่ตาย แต่ถ้าดื่มทีหนึ่งหนึ่งขันก็ตาย เพราะอากาศร้อนเลยดื่มเยอะ อันนี้เจตนาฆ่า
การจับมัดแล้วกระทืบซ้ำๆ หรือการ ใช้อาวุธปืนมาลองของ ก็เป็นเจตนาฆ่า การขว้างระเบิดใส่ฝูงชนก็มีเจตนาฆ่า
การวินิจฉัยที่อาวุธอาจแยกได้หลายกรณีเช่น ระเบิด เป็นเจตนาฆ่าทั้งสิ้น
แต่ถ้าระเบิดไม่ได้ทำงานก็เป็นพยายามฆ่า
ถัดมาคืออาวุธปืนมีศักยภาพร้ายแรง ถ้าวิธีกระสุนถูกอวัยวะสำคัญ ถ้าอยู่ใกล้ๆยิงอย่างไรก็ตายแน่ ก็ดูที่โอกาสระยะไกลด้วย แต่บังเอิญอาจจะยิงไม่แม่นไม่ใช้ศูนย์เล็งก็วินิจฉัยว่าเจตนาฆ่า
ปืนลูกซองก็ถือว่ามีเจตนาฆ่า ระดับเดียวกับหัวใจ ยิงในระยะกระชั้นชิด ถ้าหลบได้ก็ถือว่าเจตนาฆ่าเว้นแต่ระยะใกล้แล้วยิงลงข้างล่าง
ถ้ายิงขู่ไม่ได้เจตนาฆ่า ยิงขึ้นฟ้าก็ไม่มีเจตนาทำร้ายร่างกายด้วย ศาลเลยวินิจฉัยว่าเป็นเพียงขู่เท่านั้นถ้าไปจ่อนานแล้วไม่ยิงสักที
ซึ่งถ้าจำเลยมีเจตนาฆ่าจริงก็คงยิงไปแล้ว 2716/2535 ยิงในระดับต่ำก็ไม่มีเจตนาฆ่า
ถ้าใช้ขวดปากฉลามแทงที่คอก็มีเจตนาฆ่า ขณะเดียวกันก็ดูข้อเท็จจริงอื่นด้วย ส่วนของมีคมที่ศาลวินิจฉัยว่าไม่มีเจตนาฆ่าก็มีฏีกาที่ 373/2533
มีดปลายแหลมเหมือนกันก็แทงในเวลากลางคืน ไม่มีเจตนาฆ่าหรอก แทงแล้ววิ่งหนี แทงเพียงครั้งเดียวก็ถือว่าไม่มีเจตนาฆ่า เพราะว่าใบมีดโกนไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะฆ่าผู้อื่น อยู่ระหว่างต่อสู้กันใช้ใบมีดโกนก็คงจะฆ่าไม่ได้หรอก พวกอาวุธที่เป็นไม้พวกนี้ก็เป็นอาวุธที่มีศักยภาพที่ทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตายได้เหมือนกัน การใช้ของแข็งก็มีคำพิพากษาฏีกาจำนวนมากถือว่ามีเจตนาฆ่าก็มีตั้งแต่ฏีกาเก่าถึงใหม่ๆ ตีซ้ำหลายครั้งใช้อาวุธที่เป็นท่อนไม้ในขณะที่เข้าไปในสวนยาง ก็คงจะยกตัวอย่างให้เห็นว่าหลักที่วางเอาไว้
รู้ว่าผู้ตายจะต้องแล่นรถมา ก็เอารถเบียดก็มีเจตนาฆ่าเหมือนกัน หรืออาจจะใช้ยาพิษ สารเบื่อหนู ก็เติมใส่ไป เรื่อยๆ
อย่างนี้มีเจตนาฆ่าเหมือนกัน ไม่ต่างจากแนวเดิมที่เอายาพิษไปใส่ในตุ่มน้ำ และอาจเป็นเหตุฉกรรจ์ด้วยทำให้ผู้ตายตายอย่างทรมาน แค่ไหนเพียงใดมีเจตนาฆ่าและหากมีเจตนาฆ่าแล้วผู้ตายถึงแก่ความตายก็มีความสำเร็จ ถัดไปก็คือองค์ประกอบภายนอก ของ 288 ผู้ใดฆ่าผู้อื่น จะเป็นเด็กผู้ใหญ่เป็นคนชรา ก็ฆ่าเหมือนกัน หรือคนต่างด้าวไม่อยู่ในเขตอำนาจก็ผิดฐานฆ่าผู้อื่นเหมือนกัน ผู้อื่นก็มีสภาพบุคคลด้วย คือสภาพบุคคลเริ่มแต่เมื่อใด เริ่มแต่เมื่อคลอดและอยู่รอดเป็นทารกและสิ้นสุดลงเมื่อตาย ถ้าไม่มีสภาพบุคคลก็เป็นความผิดทำให้แท๊งลูก ทันทีที่มีสภาพบุคคลก็เป็นฆ่าผู้อื่น แต่ความยุ่งยากคือไปทำร้ายมารดาไม่ตายทันที ทารกคลอดมาสองสามวันแล้วก็ตาย ตายเพราะได้ผลกระทบตั้งแต่ในครรภ์มารดา เพราะถ้าผิดฐานแท็งค์ลูกก็ต้องออกมาโดยไม่มีชีวิต แล้วจะเรียกให้รับผิดได้อย่างไรในเมื่อทารกออกมาเขาไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวเลย
ถ้าการตีความตายกฎหมายอาญาเคร่งครัดจนเกินไปก็จะไม่อาจคุ้มครองคุณธรรมทางกฎหมายได้มากนัก
ระบบกฎหมายบางประเทศบอกว่าถ้าออกมาเช่นนี้ ต้องรับโทษ นะครับ
แนว 677/2510
ศาลก็วินิจฉัยว่าไม่มีความผิด ฐานทำให้แท็งค์ลูกก็ไม่ผิดเป็นการตีความกฎหมาย ถ้าคิดว่าการกระทำนี้ควรต้องรับผิดและรับโทษ ประเด็นต่อไปคือความตาย แค่ไหนเพียงใดคือความตาย
ขณะที่รักษาความดันลงอยู่เพราะมีเครื่องช่วยหายใจ อย่างไรก็ตายอยู่แล้ว แต่จะอยู่นานแค่ไหนเพียงใดก็ตัดสินใจได้ ก็เป็นความรับผิด ตอนนั้นยังถือว่าสภาพบุคคลยังมีอยู่ บางทฤษฏีบอกไปเกี่ยวกับสมองการกระทำนั้นมีส่วนให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย นี้คือตัวผู้ถูกกระทำ องค์ประกอบหนึ่งคือ การกระทำคำว่า กระทำการอย่างใดก็ได้ อาจจะขว้างระเบิดก็ได้ เพราะฉะนั้นการกระทำมีความหมายค่อนข้างกว้าง อาจจะไปสู่ผลให้ถึงแก่ความตาย ขณะเดียวกันการงดเว้นเป็นการกระทำเลย ส่วนใหญ่ก็อาจยกตัวอย่างต้องให้นมลูกแต่ไปติดการพนันลูกตาย
แต่การงดเว้นต้องโดยเจตนา หรือประมาทก็ได้ เหมือนคนที่มีหน้าที่สอนว่ายน้ำ ตัวเองมีหน้าที่แต่ไม่ได้ไปช่วยก็เป็นการงดเว้นเพราะมีเจตนาให้ตาย ตัวอย่างอย่างอื่นในทางตำราเราไม่ได้ยก ว่าลูกก็ต้องดูแลพ่อแม่ ลูกมีหน้าที่ดูแลพ่อแม่ที่แก่เฒ่าชรา ถ้าไม่ไปทำก็ต้องรับผิดฐานงดเว้นโดยเจตนาตำราเราไม่ค่อยได้ยกตัวอย่าง ของเราไม่มี มีแต่พ่อแม่ต้องเลี้ยงดูลูก ประเด็นสำคัญของมาตรานี้คือ การกระทำและผลในเรื่องฆ่านั้นจะต้องสัมพันธ์กัน เรียกอีกอย่างคือความสัมพันธ์ ระหว่างการกระทำและผลต้องมี
ในทางตำราก็คือทฤษฏีเงื่อนไข ถือว่า ผู้กระทำถ้าเป็นต้นเหตุ เป็นคนที่คิกอ๊อฟเรื่องทั้งหมดแล้วเกิดผลตามมาเป็นลูกโซ่ ก็เป็นสาเหตุของทุกอย่างที่ตามมาทั้งหมด อย่างนี้ เป็นลูกโซ่มาว่าทุกสาเหตุมีความสัมพันธ์กับเหตุที่ก่อขึ้นทั้งหมด เพราะ ก ขับรถโดยเจตนาชน ข ก็เลยนอนบาดเจ็บที่ถนน เบรกไม่ทันเลยชนตาย ถ้าคนที่สองขับรถไม่เกินอัตราก็ห้ามล้อทัน ทฤษฏีเงื่อนไขก็ตอบว่าทุกคนก็มีส่วนในการรับผิดในความตาย ซึ่งแนวฏีกาไทยไม่ใช้
แต่ใช้ทฤษฏีผลธรรมดา แยกการกระทำหลายสาเหตุว่าสาเหตุใดเป็นสาระสำคัญมากกว่าเหตุอื่น คนที่ทำให้เกิดสาเหตุที่สำคัญ ต้องรับผิด ในผลที่เกิดขึ้น รับผิดเฉพาะผลที่คาดว่าเป็นการกระทำของเขา ถ้าจะเปรียบเทียบคือ ทฤษฏีเงื่อนไขให้ทุกสาเหตุเท่ากันหมด เพราะฉะนั้นความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำและผลก็มีสองทฤษฏีแต่ในบางฐานความผิดก็ใช้ทฤษฏีเงื่อนไข เวลามาประยุกต์กับคดีอาจจะแบ่งให้เป็นกลุ่มหรือเรื่องที่มีการตัดสินเอาไว้เป็นสามกลุ่มเรื่องใหญ่ เรื่องแรกคือเรื่องผู้กระทำ เรื่องที่สองคือเวลา สามคือสาเหตุ ผู้กระทำในประมวลกฎหมายอาญามีตัวการผู้ใช้ผู้สนับสนุน ถ้าเป็นตัวการแบ่งหน้าที่กันทำ ก็ถือเป็นการกระทำของทุกคนรวมกัน มันก็ง่ายถ้าแบ่ง แต่ว่าต้องนำสืบให้ได้ว่าตัวการคืออะไร ศาลก็จะเอาข้อเท็จจริงมาวางแผน เมื่อไหร่ไม่เป็นตัวการความยุ่งยากก็เกิดขึ้นสรุปง่ายๆคือต่างคนต่างทำ ไม่ได้เป็นตัวการแต่รู้หน้าที่กันทำ แต่ไม่ได้สมคบกันไม่ได้เป็นตัวการ
ผลของตัวเองยกตัวอย่างเช่นมีคนร้ายลักทรัพย์ของบ้านนี้จนใครๆก็รู้ เหตุการณ์ก็ล่วงเลยไปสองสามปี ก็เข้ามาในหมู่บ้านอีกชาวบ้านเห็นก็มารุมทำร้ายต่างคนต่างทำไม่ได้เป็นตัวการ ก็รับผิดเฉพาะผลที่ตนทำ แต่กรณีที่โดนรุมก็เอาหลักวิอาญามาช่วย ถ้าสงสัยก็ยกผลประโยชน์แห่งการสงสัยให้แก่จำเลย เพราะทุกคนก็ผิด 391 หมดแต่สุดท้ายทุกคนตาย
ประเด็นที่สองคือระยะเวลาในการทำในรูปคดีจะมีข้อเท็จจริงมีเรื่องที่เอาอาวุธมีดไปทำร้ายแล้วจะมีพลเมืองดีมาช่วย จับปล้ำไปมาปืนลั่น แล้วก็มีความตายเกิดขึ้นก็มีคดีอย่างนี้เยอะ แนวของศาลฏีกาวินิจฉัยอย่างไรและในทางทฤษฏี
เราถือว่าผู้กระทำยังไม่ได้ก้าวมาสู่ขั้นลงมือ เพราะแนวฏีกาที่ถือว่าลงมือคือเล็งและเหนี่ยวไกเสียก่อน การปืนลั่นก็ถือว่าประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ก้าวเข้ามาสู่ความรับผิดทางอาญาแล้ว ถ้าไม่ตายก็พยายามฆ่า เวลาที่เป็นตัวบ่งบอกก็คือมันก้าวเข้ามาสู่มาตรา 80
อันนี้ก็วินิจฉัยไว้ใน 1178/2516
651/2513 จ้องจะยิงแต่ปากกระบอกปืนเฉไป
การตายอาจไม่ได้ตายทันทีก็ได้ ถ้าไปตายที่โรงพยาบาลมี่เหตุอื่นแทรกแซง คนแรกก็อาจผิดแค่พยายามฆ่า เพราะมีการกระทำของคนอื่นมาทำให้สิ้นสุดลง มีการกระทำของบุคคลที่สามมาตัดสัมพันธ์เสียแล้ว
ก็คือเหตุแทรกแซงหลังการกระทำ ไม่เหมือนการยกปืนขึ้นมาที่ก่อนกระทำ แต่ถ้าไม่ใช่บุคคลมาทำต่อแต่เป็นเหตุอื่นศาลก็วินิจฉัยว่าไม่ใช่เหตุตัดสัมพันธ์สามเหตุที่แยกออกมาสาเหตุแรกอาจจะถือว่าเป็นเหตุธรรมชาติ ถือว่าตัดสัมพันธ์เสมอ
เช่นว่าโดนทำร้ายแล้วเลยขึ้นไปนอนชั้นบนไม่ได้ แล้วน้ำท่วมเลยทำให้จมน้ำตาย ก็เป็นเหตุแทรกแซงที่ตัดความสัมพันธ์ คนที่ก่อเหตุคนแรกแล้วงดเว้นหรือไม่ ยกตัวอย่างเช่นเจตนาฆ่าแล้วผู้อื่นได้รับอันตรายจากอุบัติเหตุ การไม่ช่วยเหลือก็คืองดเว้น เช่นมาตรา 157 แต่จะงดเว้นหรือละเว้นก็คือไม่กระทำการในการกระทำต่อมาไม่ตัดสัมพันธ์คือสาเหตุที่ผู้กระทำไม่ได้ทำเองแต่บังคับให้ผู้ตายกระทำเอง เช่น ก ไล่แทงฟันจนมุมจนทำให้ผู้เสียหายกระโดดตาย เป็นผลที่อยู่ในสภาพบังคับของผู้กระทำ ก็ถือเป็นการกระทำของผู้ไล่ทำอ้างไม่ได้เพราะถือว่ามีความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำและผล แน่นอนว่าผู้กระทำก็ถือว่ามี คือการที่มีกลุ่มบุคคลที่มีความเชื่อว่าตายแล้วขึ้นสวรรค์ ถ้าฆ่าตัวตายไม่มีปัญหาแต่เมื่อไหร่มารวมกลุ่มกัน แต่ถ้ารวมกันตายหมู่การกระทำก็ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย พยายามฆ่าตนเองไม่ผิดแต่จะผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและพยายามฆ่าคนที่รอดมา ส่วนคนที่รอดมาก็ผิดฐานฆ่าผู้อื่นที่ตายไป เพราะกฎหมายไม่ยอมรับ