การข่มขืนกระทำชำเราโดยเก็บอาวุธปืนไว้ใต้ที่นอนเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 276 วรรคสามหรือไม่
และหากถอนคำร้องทุกข์ในข้อหานี้ทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39(2)
หรือไม่ ?
ศึกษาวิเคราะห์จากคำพิพากษาฎีกาที่ 974-975/2554
ข้อเท็จจริง
(กรุณาเปิดตัวบทกฎหมายที่มีการกล่าวถึงทุกครั้งเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการทำความเข้าใจ)
1. ผู้เสียหายที่ 1 เป็นเจ้าของร้านอาหารบ้านเพลงที่เกิดเหตุและเป็นนายจ้างของผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 ในวันเวลาเกิดเหตุร้านอาหารปิดเนื่องจากเป็นวันวิสาขบูชา
มีคนร้ายงัดประตูเหล็กร้านที่เกิดเหตุเข้าไปลักเอาทรัพย์หลายรายการไป
ผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 กลับมาที่ร้านที่เกิดเหตุพบกลุ่มวัยรุ่นอยู่ในร้าน
และพบจำเลยที่ 1 จึงขอให้จำเลยที่ 1 พาเข้าไปในร้าน
จำเลยที่ 1 แสดงอาวุธปืนพกของกลางให้กลุ่มวัยรุ่นเห็นแล้วพาผู้เสียหายที่
2 และที่ 3 เข้าไปในร้านไปส่งผู้เสียหายที่ 3 ที่ห้องจากนั้นจึงไปส่งที่ห้องผู้เสียหายที่ 2 และกระทำชำเราผู้เสียหายที่
2 ส่วนจำเลยที่ 2 กับพวกมาที่ร้านที่เกิดเหตุ
จำเลยที่ 2 ได้จับมือและหอมแก้มกระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 3
2. อัยการโจทก์ยื่นฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม
ป.อ. มาตรา 32, 33, 83, 91, 276, 278, 335, 362, 364, 365, 371 พ.ร.บ. อาวุธปืนฯ
2.1 อัยการจะยื่นฟ้องคดีใดได้นั้นคดีนั้นต้องมีการสอบสวนโดยชอบด้วยกฎหมายตาม
ป.วิ.อ. มาตรา 120 แล้ว (การสอบสวนที่ชอบด้วยกฎหมายนั้น หลักที่อาจารย์วางไว้ให้แล้วคือ คน ท้อง ชอบ ร้อง หา)
2.2 เมื่ออัยการนำคำฟ้องไปยื่นต่อศาลนั้น
ต้องระมัดระวังว่ามีการลงชื่อในคำฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158(7) หรือไม่ เพราะหากไม่ลงชื่อจะมีผลดังคำพิพากษาฎีกาดังต่อไปนี้
คำพิพากษาฎีกาที่ 5395/2544
ป.วิ.อ. มาตรา 158, 161
โจทก์มิได้ลงลายมือชื่อไว้ในฟ้อง
จึงเป็นฟ้องที่ไม่มีลายมือชื่อโจทก์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา 158(7) แต่การที่จะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องหรือไม่ประทับฟ้องตามมาตรา
161 วรรคหนึ่ง นั้น ก็ล่วงเลยเวลาที่จะปฏิบัติได้
เพราะศาลชั้นต้นได้ดำเนินกระบวนพิจารณาจนเสร็จสิ้นแล้ว
ศาลฎีกาไม่อาจพิจารณาฟ้องของโจทก์ได้ จึงไม่วินิจฉัยฎีกาของจำเลยและพิพากษายกฟ้อง
คำพิพากษาฎีกาที่ 5834/2530
ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4)
คดีก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดเดียวกันกับคดีนี้
ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลย
ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องเพราะโจทก์มิได้ลงลายมือชื่อในคำฟ้อง ดังนี้
ศาลอุทธรณ์ยกฟ้องเพราะเหตุฟ้องโจทก์ไม่สมบูรณ์โดยยังไม่ได้พิจารณาเรื่องที่โจทก์ฟ้อง
ถือไม่ได้ว่าศาลได้พิพากษาในความผิดซึ่งได้ฟ้อง
สิทธิการนำคดีอาญามาฟ้องจึงไม่ระงับตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39(4).
คำพิพากษาฎีกาที่ 3096/2524
ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4)
คดีก่อนศาลพิพากษายกฟ้องโจทก์เนื่องจากโจทก์ไม่ได้ลงลายมือชื่อในฟ้องเท่ากับว่าศาลยังมิได้พิจารณาเรื่องที่โจทก์ฟ้อง
ยังถือไม่ได้ว่าศาลได้พิพากษาในความผิดที่โจทก์ฟ้อง
สิทธิในการฟ้องคดีของโจทก์จึงไม่ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39
(4) โจทก์มีสิทธิฟ้องคดีนี้ได้
คำพิพากษาฎีกาที่ 3567-3568/2550
ป.วิ.อ. มาตรา 158 (7), 161 วรรคหนึ่ง, 163, 208, 215, 225
จำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์โดยไม่ปรากฏว่ามีลายชื่อผู้เรียงและผู้พิมพ์คำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองจึงไม่ชอบด้วย
ป.วิ.อ. มาตรา 158 (7) ประกอบมาตรา 215 แต่การที่จะให้จำเลยทั้งสองแก้ไขคำฟ้องอุทธรณ์หรือสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองก็ล่วงเลยเวลาที่จะปฏิบัติได้เพราะศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาค
3 ได้พิจารณาพิพากษาคดีนี้เสร็จไปแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3
พิพากษาคดีมาเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์อีกต่อไป
คำพิพากษาฎีกาที่ 1301/2503
ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4)
คดีก่อนศาลพิพากษายกฟ้องเพราะโจทก์ไม่ได้ลงชื่อในฟ้องนั้น
เป็นกรณีที่ศาลยังไม่ได้พิจารณาเรื่องที่โจทก์ฟ้องเลย จึงถือไม่ได้ว่า
ศาลได้พิพากษาในความผิดที่โจทก์ฟ้อง จึงไม่ต้องห้ามตาม กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา 39 (4) โจทก์มีสิทธิฟ้องจำเลยเป็นคดีใหม่ได้
(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 24/2503)
2.3 ในการนำคำฟ้องไปยื่นต่อศาลอัยการโจทก์ต้องนำตัวจำเลยไปส่งศาลพร้อมกับคำฟ้อง
ถ้าจำเลยเป็นนิติบุคคลให้พิจารณาศึกษาจากฎีกาต่อไปนี้
คำพิพากษาฎีกาที่ 2798/2529
ถ้าจำเลยเป็นนิติบุคคลในวันฟ้องต้องมีผู้จัดการหรือผู้แทนอื่นๆ ของนิติบุคคลมาศาล หากไม่มีต้องถือว่าไม่มีตัวจำเลยมาศาลในวันฟ้อง
ศาลประทับฟ้องไม่ได้ (ป.วิ.อ. มาตรา 7, 165)
2.4 เมื่ออัยการโจทก์นำคำฟ้องมายื่นแล้วศาลจะตรวจคำฟ้องในเรื่องเขตอำนาจศาลตาม
ป.วิ.อ. มาตรา 22, 23, 24 นอกจากนี้ศาลก็จะตรวจอำนาจฟ้องของโจทก์ตาม
ป.วิ.อ. มาตรา 2(4), 5, 6, 28 นอกจากนี้ศาลจะตรวจสาระสำคัญของคำฟ้องตาม
ป.วิ.อ. มาตรา 158 มาตรา 15 ประกอบ
ป.วิ.พ. มาตรา 18 ให้พิจารณาศึกษาฎีกาต่อไปนี้ซึ่งคำพิพากษาเหล่านี้ใช้ทั้งคดีที่อัยการเป็นโจทก์และราษฎรเป็นโจทก์
คำพิพากษาฎีกาที่ 1276/2492
ป.วิ.อ. มาตรา 158, 161, 163,
164
ฟ้องของโจทก์ไม่ได้ระบุสถานที่เกิดเหตุ
โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมฟ้องในวันเดียวกับที่จำเลยยื่นคำให้การยังไม่ทันลงมือสืบพยาน
โดยกล่าวว่าโจทก์พิมพ์ฟ้องขาดตกบกพร่องไปเพราะความหลงลืม ดังนี้
ไม่มีเหตุจะว่าจำเลยหลงข้อต่อสู้ในคดีเรื่องสถานที่เกิดเหตุแต่ประการใด
โจทก์ย่อมขอเพิ่มเติมฟ้องได้(ประชุมใหญ่ ครั้งที่20/2492)
คำพิพากษาฎีกาที่ 1526/2522
ป.วิ.อ. มาตรา 158, 161, 163
ฟ้องไม่ระบุที่เกิดเหตุ
ศาลประทับฟ้องและถามคำให้การจำเลยนัดสืบพยานโจทก์แล้ว
เลยเวลาที่จะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161
โจทก์มีอำนาจขอแก้ฟ้องตามมาตรา 163 แต่โจทก์มิได้ขอแก้อ้างว่าพลั้งเผลอศาลยกฟ้อง
คำพิพากษาฎีกาที่ 288/2515
ป.วิ.อ. มาตรา 158
ป.อ. มาตรา 350
คำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานฉ้อโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 350 ที่บรรยายแต่เพียงว่าโจทก์มีสิทธิที่จะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลเท่านั้น
กับทั้งมิได้บรรยายว่าจำเลยได้กระทำไปโดยรู้ว่าเจ้าหนี้ของตน หรือของผู้อื่นได้ใช้หรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ชำระหนี้ย่อมเป็นฟ้องที่ขาดสารสำคัญแห่งองค์ประกอบความผิด
คำพิพากษาฎีกาที่ 125/2526
ป.วิ.พ. มาตรา 131
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 21
(2), 22, 23
คดีร้องขัดทรัพย์ซึ่งมีทุนทรัพย์เกินกว่าห้าหมื่นบาทผู้พิพากษานายเดียวตรวจคำร้องขอแล้วมีคำสั่งยกคำร้องขอ
เป็นการไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 21(2) เพราะเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
มาตรา 131(2) และเป็นกรณีที่ต้องมีผู้พิพากษาเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาอย่างน้อยสองนาย
ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 22,23 เมื่อศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติ
ให้ถูกต้องตามกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ยังไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษา
ศาลฎีกาพิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ถูกต้องโดยให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งใหม่
ให้มีผู้พิพากษาครบองค์คณะ
คำพิพากษาฎีกาที่ 890/2503
ป.พ.พ. มาตรา 75, 76, 77
ป.วิ.พ. มาตรา 60
ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4), 3, 5 (3),
7, 28 (2), 158 (7)
ผู้เสียหายไม่ว่าจะเป็นนิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดาย่อมมอบอำนาจให้ฟ้องคดีอาญาแทนได้
(ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 9/2503) (ดูเทียบกับฎีกาที่ 755/2502
ซึ่งวินิจฉัยว่า การร้องทุกข์นั้น
ย่อมมอบอำนาจให้ร้องทุกข์แทนกันได้)
เมื่อผู้เสียหายมอบอำนาจให้ฟ้องคดีอาญาแล้วผู้ที่รับมอบอำนาจก็ย่อมลงชื่อในฟ้องแทนโจทก์ได้
ไม่ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158ข้อ(7)
คำพิพากษาฎีกาที่ 2550/2522
ป.วิ.อ. มาตรา 158 (7)
ฟ้องโจทก์ลงชื่อโดยพิมพ์ลายนิ้วหัวแม่มือ
แต่มีผู้ลงชื่อเป็นพยานรับรองเพียงผู้เดียวจะถือว่าลายพิมพ์นิ้วมือของโจทก์ดังกล่าวเสมอกับลายมือชื่อไม่ได้
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 9 วรรค 3 ฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา 158(7) การที่โจทก์มาเบิกความว่าเป็นโจทก์จริงก็ไม่ทำให้ฟ้องที่ไม่ชอบนั้นเป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย
คำพิพากษาฎีกาที่ 27/2546
ป.วิ.พ. มาตรา 60
ป.อ. มาตรา 56
ป.รัษฎากร มาตรา 118
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค
พ.ศ.2497 มาตรา 4
ประมวลรัษฎากรฯ มาตรา 118 ห้ามมิให้รับฟังหนังสือมอบอำนาจที่ไม่ปิดอากรแสตมป์เป็นพยานหลักฐานเฉพาะคดีแพ่งเท่านั้น
มิได้ห้ามมิให้รับฟังในคดีอาญาด้วยการที่โจทก์ทั้งสี่ทำหนังสือมอบอำนาจให้ผู้รับมอบอำนาจฟ้องจำเลยในคดีอาญานี้จึงไม่จำต้องปิดอากรแสตมป์แต่อย่างใด
จึงรับฟังหนังสือมอบอำนาจเป็นพยานหลักฐานในคดีได้
มูลหนี้ตามเช็คพิพาทสืบเนื่องมาจากการซื้อขายที่ดิน
ซึ่งถึงกำหนดชำระในปี 2540โจทก์ทั้งสี่ฟ้องจำเลยปี 2541
ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น
โจทก์ทั้งสี่ให้โอกาสจำเลยผ่อนชำระมาไม่น้อยกว่า 2 ปี
แต่จำเลยชำระให้เพียง 25,000 บาท
และระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาจำเลยชำระอีกเพียง 5,000 บาท
ซึ่งเมื่อเทียบกับมูลหนี้ตามเช็ค400,000 บาท
กับระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นเลื่อนคดีเพื่อให้จำเลยผ่อนชำระนับว่าเป็นจำนวนน้อยมาก
แสดงว่าจำเลยมิได้ขวนขวายเต็มความสามารถ
ทั้งไม่ได้แสดงความตั้งใจจะหาช่องทางชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว
จึงไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้จำเลย
คำพิพากษาฎีกาที่ 563/2517
ป.วิ.พ. มาตรา 56
ป.วิ.อ. มาตรา 3, 5, 6, 15
ผู้เสียหายเป็นผู้เยาว์เข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ
โดยบิดาให้ความยินยอมนั้นมิได้เป็นไปตามบทบังคับอันว่าด้วยความสามารถของบุคคลตามกฎหมาย
เพราะในคดีอาญานั้นผู้เยาว์จะเข้าร่วมเป็นโจทก์ได้ต้องกระทำโดยผู้แทน
ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 3,5 และ
6
คำพิพากษาฎีกาที่ 1954/2530
ป.วิ.อ. มาตรา 161, 162
ป.อ. มาตรา 96, 326, 328
หนังสือพิมพ์ลงข่าวว่าจำเลยให้สัมภาษณ์โดยมีข้อความซึ่งอ่านแล้วรู้ได้ทันทีว่าจำเลยหมิ่นประมาทโจทก์
ถือได้แล้วว่าโจทก์รู้ตัวผู้กระทำความผิดตั้งแต่วันที่โจทก์ได้อ่านข่าวตามหนังสือพิมพ์นั้น
ไม่จำต้องรอแสวงหาหลักฐานเพื่อฟ้องคดีหรือสืบสวนจนเป็นที่แน่ใจโจทก์ว่าจำเลยเป็นผู้กระทำผิดก่อนจึงจะร้องทุกข์ดำเนินคดี
เมื่อโจทก์ไม่ร้องทุกข์ภายใน 3 เดือนคดีของโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 96
เมื่อศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องของโจทก์แล้วเห็นว่าคดีขาดอายุความก็พิพากษายกฟ้องได้โดยไม่จำต้องทำการไต่สวนมูลฟ้องก่อน.
คำพิพากษาฎีกาที่ 294/2517
ป.วิ.พ. มาตรา 39, 132
ป.วิ.อ. มาตรา 14, 15, 162, 196
ในวันนัดไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ขอเลื่อนคดี
แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รอการไต่สวนมูลฟ้องไว้จนกว่าคดีอาญาอีกเรื่องหนึ่งจะถึงที่สุดและให้จำหน่ายคดีชั่วคราว
คำสั่งให้รอการไต่สวนมูลฟ้องไว้ก่อนนั้นเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาที่ไม่ทำให้คดีเสร็จสำนวน
จึงต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 196 และคำสั่งจำหน่ายคดีนั้นได้สั่งไว้ด้วยว่า
เมื่อคดีอีกเรื่องหนึ่งนั้นถึงที่สุดแล้วให้โจทก์แถลงเพื่อจะได้พิจารณาคดีนี้ต่อไปไม่ใช่คำสั่งจำหน่ายคดีโดยเด็ดขาด
เป็นคำสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราว
ไม่ทำให้ประเด็นแห่งคดีเสร็จไปโจทก์จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งตามมาตรา 196
เช่นกัน(อ้างนัยฎีกาที่ 157/2506 และ 1621/2506)
2.5 ในทางปฏิบัติเมื่ออัยการโจทก์ยื่นฟ้องแล้วศาลจะตรวจคำฟ้องแล้วหากเห็นว่าถูกต้องจะสั่งคำฟ้องทำนองว่า
“ประทับฟ้องหมายขัง” แต่ถ้าราษฎรเป็นโจทก์จะสั่งทำนองว่า
“สำเนาคำฟ้องให้จำเลย
นัดไต่สวนมูลฟ้องให้โจทก์นำส่งหมายนัดภายใน 7 วัน
ถ้าส่งไม่ได้ให้แถลงต่อศาลภายใน 15 วัน นับแต่วันส่งไม่ได้ทั้งนี้เป็นไปตาม
ป.วิ.อ. มาตรา162(1) และมาตรา 165 วรรคสาม
2.6 เมื่อศาลประทับฟ้องแล้วศาลจะสอบถามจำเลยในเรื่องทนายความก่อนตาม
ป.วิ.อ. มาตรา 173 จากนั้นศาลจึงจะอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังและสอบถามคำให้การจำเลย
ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 172 วรรคสอง
ในชั้นนี้จะมีความสำคัญอย่างไรให้ดูฎีกาต่อไปนี้
คำพิพากษาฎีกาที่ 6915/2544
ป.วิ.อ. มาตรา 173 วรรคสอง
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา
173 วรรคสองบัญญัติว่า "ในคดีที่มีอัตราโทษจำคุก... ก่อนเริ่มพิจารณาให้ศาลถามจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่
ถ้าไม่มีและจำเลยต้องการทนายความก็ให้ศาลตั้งทนายความให้"
เป็นบทบัญญัติที่ให้ความคุ้มครองแก่จำเลยในการพิจารณาคดีของศาล จึงเป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้นที่จะต้องสอบถามจำเลยก่อนเริ่มพิจารณาว่ามีและต้องการทนายความหรือไม่เมื่อไม่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นได้ดำเนินการสอบถามจำเลยในเรื่องดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่มิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกระบวนพิจารณาอันเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ
คำพิพากษาฎีกาที่ 366/2534
ป.วิ.อ. มาตรา 173
คดีที่มีโทษประหารชีวิต
ถ้าจำเลยไม่มีทนาย ศาลต้องตั้งทนายให้โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยต้องการทนายหรือไม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา 173 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่
ทั้งนี้เพื่อให้ความคุ้มครองแก่จำเลยในคดีที่มีโทษประหารชีวิตเมื่อศาลตั้งทนายให้แล้วแต่จำเลยไม่ต้องการทนายก็เป็นเรื่องของจำเลย
การที่ศาลชั้นต้นไม่ตั้งทนายให้จำเลยจึงเป็นการพิจารณาที่ไม่ชอบ
คำพิพากษาฎีกาที่ 2069/2541
ป.วิ.อ. มาตรา 173 วรรคสอง
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท
2 ซึ่งคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกินกว่าที่รัฐมนตรีกำหนดไว้ในครอบครองเพื่อขายอันเป็นคดีที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่สิบปีขึ้นไปแต่ไม่ถึงประหารชีวิต
ในวันเริ่มพิจารณาศาลชั้นต้นได้สอบจำเลยเรื่องทนายความแล้ว จำเลยแถลงว่า
จะหาทนายความเองศาลชั้นต้นจึงสั่งให้นัดสืบพยานโจทก์
ต่อมาเมื่อถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ จำเลยตั้ง ช.เป็นทนายความและช.ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีศาลชั้นต้นอนุญาต
จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นได้ดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 173
วรรคสอง แล้ว และเมื่อถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ที่เลื่อนไป
จำเลยยื่นคำร้องว่าจำเลยขอให้การรับสารภาพและขอให้ศาลลงโทษจำเลยสถานเบา
ศาลชั้นต้นสอบจำเลยแล้วยืนยันให้การรับสารภาพตามฟ้อง
ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพไปในวันนั้น
แม้ในวันดังกล่าวทนายจำเลยจะไม่มาศาลก็ไม่ทำให้การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นในวันดังกล่าวเสียไปเพราะจำเลยมีทนายความแล้วและการที่จำเลยให้การรับสารภาพและขอให้ศาลลงโทษจำเลยสถานเบา โดยไม่ได้ขอให้ศาลเลื่อนคดีไปเพราะทนายความไม่มาศาล
แสดงว่าจำเลยไม่ติดใจที่จะให้ทนายความจำเลยซักค้าน
พยานโจทก์แก้ต่างในการพิจารณาคดีวันดังกล่าวแต่อย่างใดการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงชอบแล้ว
คำพิพากษาฎีกาที่ 4612/2536
ป.วิ.อ. มาตรา 173 วรรคแรก
เจตนารมณ์
ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 173 วรรคแรก นั้น
เพื่อให้จำเลยมีทนายช่วยเหลือในการต่อสู้คดีที่เป็นความผิดอุกฉกรรจ์ซึ่งมีอัตราโทษประหารชีวิต ดังนั้นแม้ก่อนเริ่มพิจารณาศาลชั้นต้นจะมิได้สอบถามจำเลยว่ามีทนายหรือไม่แต่ในวันสอบถามคำให้การจำเลย
ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งขอแรงทนายให้จำเลย
กับได้มีคำสั่งตั้งทนายที่ขอแรงไว้ก่อนเริ่มสืบพยานโจทก์
และทนายจำเลยก็ได้ทำหน้าที่ตลอดมาจนถึงที่สุดโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยเสียเปรียบในเชิงคดี
ทั้งจำเลยก็มิได้เปลี่ยนแปลงคำให้การของจำเลยแต่ประการใด
ถือได้ว่าจำเลยยังคงให้การรับสารภาพ
จึงไม่มีเหตุจำเป็นต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นสอบถามคำให้การจำเลยอีก
2.7 เมื่อศาลอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังแล้วและถามจำเลยว่าได้กระทำผิดจริงหรือไม่จะให้การต่อสู้คดีอย่างไรตาม
ป.วิ.อ. มาตรา 172 วรรคสองแล้ว ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในข้อหามีและพาอาวุธปืน
ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในข้อหากระทำอนาจาร
ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ
3. เมื่อสืบพยานโจทก์และจำเลยแล้วศาลชั้นต้นพิพากษาว่า
จำเลยที่ 1 มีความผิดตาม พ.ร.บ. อาวุธปืน จำคุกจำเลยที่ 1
จำนวน 9 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 278, 365(2)(3) ประกอบมาตรา
362, 83 ฐานกระทำอนาจาร ฐานร่วมกันบุกรุก ให้จำคุก 1 ปี 6 เดือน ข้อหาอื่นสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ยก
3.1 การที่โจทก์หรือจำเลยจะอุทธรณ์คำพิพากษของศาลชั้นต้นได้หรือไม่นั้น
เป็นไปตามหลักเกณฑ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ
ซึ่งปรากฏว่าคดีนี้โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์
4. ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตาม ป.อ.
มาตรา 276 วรรคสอง จำคุก 15 ปี
ลดโทษให้คงจำคุก 10 ปี
เมื่อรวมกับความผิดฐานมีอาวุธปืนแล้วเป็นจำคุก 10 ปี 9
เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันบุกรุก จำคุก 6
เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานอนาจาร รวมเป็นจำคุก 12 เดือน ......
5. จำเลยยื่นฎีกา
ซึ่งคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกา ดังนี้
5.1 ปัญหาที่ศาลฎีกาวินิจฉัยมีว่า
จำเลยที่ 1 มีความผิดข้อหาข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2
โดยมีอาวุธปืนหรือไม่ ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้ผู้เสียหายที่ 2
จะเบิกความว่า ผู้เสียหายที่ 2 เห็นจำเลยที่ 1
ถืออาวุธปืนขณะตอนอยู่หน้าร้าน ขณะที่อยู่ในห้องผู้เสียหายที่ 2
ไม่ทันสังเกตแต่พันตำรวจโท ส.
พนักงานสอบสวนเบิกความว่าในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ให้การว่าขณะที่จำเลยที่
1 กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 จำเลยที่ 1
เก็บอาวุธปืนไว้ใต้ที่นอนที่ผู้เสียหายที่ 2 นอนอยู่และได้บอกกับผู้เสียหายที่
2 ด้วยว่ามีกระสุนปืน 4 นัดซึ่งสอดคล้องกับบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาที่จำเลยที่
1 ได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนไว้หลังเกิดเหตุเพียง 1 วัน
กับได้ลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้องไว้ด้วยจึงเชื่อว่าเป็นความจริงตามนั้น
การเก็บอาวุธปืนพกไว้ใกล้ชิดกับตัวเช่นนั้นเป็นการมีอาวุธปืนอยู่ในความครอบครองของจำเลยที่
1 และฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราโดยมีอาวุธปืนแล้ว
ซึ่งความผิดข้อหาดังกล่าวไม่เป็นความผิดอันยอมความได้ตามบทบัญญัติแห่ง ป.อ. มาตรา 281
ดังนั้น แม้มารดาและผู้เสียหายที่ 2 มาถอนคำร้องทุกข์
สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ก็ไม่ระงับไป
หมายเหตุ
ประเด็นที่เกี่ยวกับ ป.อ. มาตรา 276
ให้พิจารณาศึกษาจากฎีกาต่อไปนี้เพิ่มเติม
คำพิพากษาฎีกาที่ 6336/2534
ป.อ. มาตรา 276
การกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 276
วรรคแรก กระทำโดยมีอาวุธปืนแต่มิได้ใช้ก็ดี
กระทำโดยมีและใช้อาวุธปืนก็ดีล้วนเป็นความผิดที่ต้องระวางโทษตามวรรคสองทั้งสิ้น
ดังนั้นแม้จำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายโดยมีอาวุธปืนแต่มิได้ใช้อาวุธปืนนั้น
จำเลยก็ยังมีความผิดต้องระวางโทษตามที่ ป.อ.มาตรา 276 วรรคสองบัญญัติไว้.
คำพิพากษาฎีกาที่ 5793/2544
ป.วิ.อ. มาตรา 185, 195
ป.อ. มาตรา 276 วรรคหนึ่ง
จำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย
ซึ่งมิใช่ภริยาของจำเลยและผู้เสียหายเป็นผู้เยาว์อายุเกินสิบห้าปี
แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีโดยจำเลยขับรถพาผู้เสียหายไป
เมื่อจำเลยจอดรถแล้วบังคับให้ผู้เสียหายถอดเสื้อผ้า
ผู้เสียหายไม่ยอมถอดจำเลยบอกว่าหากไม่ถอดจะยัดเยียดข้อหายาบ้าให้และต่อมาจำเลยหยิบอาวุธปืนมาขู่
ผู้เสียหายเกิดความกลัวจึงยอมให้จำเลยกระทำชำเรา
แต่พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบได้ความเพียงว่า
จำเลยได้ใช้อาวุธปืนขู่ผู้เสียหายไม่ให้ขัดขืนจนผู้เสียหายเกิดความกลัวเท่านั้น
ส่วนอาวุธปืนที่ใช้ขู่ โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าเป็นอาวุธปืนตาม พ.ร.บ. อาวุธปืน
ฯ หรือไม่
และตามผลการตรวจพิสูจน์ปรากฏว่าอาวุธปืนของกลางเป็นสิ่งเทียมอาวุธปืนพกอัดลมชนิดใช้ยิงกับลูกกระสุนพลาสติกทรงกลมขนาด
6 มม. ซึ่งใช้ยิงทำอันตรายแก่ชีวิตและวัตถุไม่ได้
มิใช่อาวุธปืนตาม พ.ร.บ. อาวุธปืน ฯ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 276 วรรคหนึ่ง มิใช่วรรคสอง
คำพิพากษาฎีกาที่ 1919/2514
ป.อ. มาตรา 83, 90, 91, 276,
340
การที่บุคคลหลายคนร่วมกันมาปล้นทรัพย์บ้านใกล้เคียงกันแม้จะแยกกันเข้าทำการในหลายบ้าน
แต่ละบ้านมีจำนวนไม่ถึง 3 คน
อันจะเป็นความผิดฐานปล้นทรัพย์ก็ตามก็ถือว่าการกระทำทั้งหมดเป็นกรรมเดียวกัน
แต่ละคนย่อมมีความผิดฐานปล้นทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390 ประกอบด้วยมาตรา 83แต่เมื่อคนหนึ่งในจำนวนนั้นไปข่มขืนกระทำชำเราเจ้าทรัพย์ด้วยอันไม่อยู่ในเจตนาของการร่วมกันมา
ย่อมเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่งต่างหากตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 ซึ่งศาลอาจเรียงกระทงลงโทษได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ในกรณีที่โจทก์ฟ้องรวมกระทงกันมา
คำพิพากษาฎีกาที่ 5278/2540
ป.อ. มาตรา 90, 91, 277
การกระทำที่จะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา277วรรคแรกนั้นคือผู้ใดกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนก็เป็นความผิดสำเร็จแล้วโดยเด็กหญิงนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามดังนั้นจึงไม่ต้องคำนึงถึงว่าการกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีนั้นเด็กหญิงจะยินยอมหรือไม่ยินยอมการกระทำความผิดของจำเลย
คือเจตนาข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายเมื่อจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายเป็นประจำตลอดมาโดยข่มขืนกระทำชำเราทุกวันติดต่อกันเป็นเวลา3วันรวม5ครั้งจึงเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องกันจากเจตนาเดิมนั่นเองการกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวหาใช่ต่างกรรมกันตามการกระทำที่ผู้เสียหายยินยอมและไม่ยินยอมดังฎีกาของโจทก์ไม่
คำพิพากษาฎีกาที่ 4232/2547
ป.อ. มาตรา 91, 277
จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายในเวลากลางคืนแต่ละคืน
แม้จำเลยจะกระทำต่อผู้เสียหายรายเดียวกัน ลักษณะการกระทำความผิดอย่างเดียวกัน
สถานที่เกิดเหตุเดียวกันและมีเจตนาประสงค์ต่อผลอย่างเดียวกันก็ตาม
แต่จำเลยกระทำความผิดแต่ละครั้งต่างวันต่างเวลากันมิได้กระทำต่อเนื่องกัน
และหลังจากจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายแต่ละครั้งบรรลุผลสมดังเจตนาแล้ว
จำเลยย่อมต้องเลิกกระทำและปฏิบัติตัวเป็นปกติเพื่อมิให้มารดาของผู้เสียหายรู้ถึงการกระทำของจำเลย
เมื่อถึงเวลากลางคืนจำเลยต้องหาโอกาสกระทำชำเราผู้เสียหายใหม่
การกระทำของจำเลยแต่ละครั้งจึงแยกต่างหากจากกันอันเป็นการกระทำความผิดต่างกรรมต่างวาระ
คำพิพากษาฎีกาที่ 7123/2553
ป.วิ.อ. มาตรา 185, 193, 215,
216, 218, 225
ป.อ. มาตรา 83, 277 วรรคสาม (เดิม), 317
คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2
มีความผิดฐานพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีเพื่อการอนาจารตาม ป.อ.
มาตรา 317 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 และฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงและเด็กหญิงนั้นไม่ยินยอมตาม
ป.อ. มาตรา 277 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2
ไม่มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสามและมาตรา
277 วรรคสาม
แต่มีความผิดฐานพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีโดยปราศจากเหุตอันสมควรตาม ป.อ. มาตรา 317
วรรคแรก จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แก้วรรคของความผิดในบทมาตราเดียวกันซึ่งมีระวางโทษต่างกันไม่มากนัก
และเป็นการแก้ไขปรับบทให้ถูกต้องตามฟ้องโจทก์ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 จะแก้โทษด้วยก็เป็นการพิพากษาแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกไม่เกินห้าปี
จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ.มาตรา 218 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว
ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจที่จะลงโทษจำเลยที่ 2 ให้เหมาะสมตามความผิดได้ตาม
ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225
ความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงและเด็กหญิงไม่ยินยอมตาม
ป.อ. มาตรา 277 วรรคสาม ที่ใช้บังคับขณะจำเลยที่ 1 กระทำความผิด จะต้องมีผู้ร่วมกระทำชำเราเด็กหญิงอย่างน้อยสองคน
โดยผลัดเปลี่ยนกันกระทำชำเราเด็กหญิงและโดยมีเจตนาร่วมกันในขณะกระทำความผิด
ซึ่งข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 พาผู้เสียหายที่
2 ไปบ้านที่เกิดเหตุและกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ต่อมาจำเลยที่ 2 พา ต. มาและจำเลยที่ 2 พาจำเลยที่ 1 ออกไปจากบ้านที่เกิดเหตุ หลังจากนั้น
ต. กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 และในเวลาใกล้เคียงต่อเนื่องกันยังมี
ร. กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 อีก
พยานหลักฐานโจทก์ไม่ปรากฏว่า จำเลยที่ 1 ได้ร่วมคบคิดหรือนัดแนะกับคนอื่นในการกระทำความผิดอย่างไร
ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 แล้วออกไปจากที่เกิดเหตุ จึงเป็นการกระทำโดยลำพังเฉพาะตัว
ไม่มีลักษณะเป็นการร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง
ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย
ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225
(ขอขอบพระคุณอย่างสูงสำหรับที่มา : ทบทวนหลักกฎหมายกับอาจารย์ประยุทธ)
สำหรับเพื่อนๆ พี่ๆ และน้องๆทุกท่าน ที่กำลังศึกษาชั้นเนติบัณฑิต ซึ่งกำลังทำงานและไม่มีเวลาเข้าเรียน , ไม่ได้ลงทะเบียนมาเป็นเวลานาน อย่าเพิ่งรีบท้อถอย ครับ เพราะกว่าเราจะเรียนจบชั้นนิติศาสตร์ได้ใช้ระยะเวลาค่อนข้างนาน การเรียนเนติบัณฑิตสมัยปัจจุบันค่อนข้างยากพอสมควร หรือสำหรับน้องๆบางท่านที่เรียนจบจากมหาวิทยาลัยต่างจังหวัดวึ่งยังไม่มีแนวทางในการเรียน หรือยังไม่สามารถรับสื่อ หนังสือ หรือเอกสาร ซึ่งบางท่านมีความตั้งใจแต่ขาดโอกาส และวิธีการที่ดีที่สุดสำหรับท่านที่ยังอยากเรียนจบ แต่ไม่มีเวลา กำลังทำงาน หรือไม่ได้สอบมานาน ขอแนะนำ, รวบรวมข้อมูล สำหรับการเริ่มต้นใหม่ ...
รวมคำบรรยายเนติฯ (ภาคปกติ /ภาคค่ำ/ภาคทบทวนวันอาทิตย์) ภาค 1/65 และ 2/65
- กลุ่มวิชากฎหมายแพ่งและอาญา (ไฟล์เสียงคำบรรยายภาคปกติ, ภาคค่ำ และภาคทบทวนวันอาทิตย์)
พร้อมเอกสาร สรุปคำบรรยายเนติฯ 1/65 + เอกสารประกอบคำบรรยาย1/65 + บทบรรณาธิการ 1/63, 1/64 และ 1/65 + ธงคำตอบกลุ่มวิชากฎหมายแพ่งและอาญา (สมัยที่ 56-64) พร้อม เคล็ดลับการอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบเนติฯ + ระเบียบการเรียนเนติฯ +เทคนิคและแนวการเขียนข้อสอบ, การเตรียมพร้อมสอบเนติฯ/ผู้ช่วยฯ/อัยการ
ราคา 380.00 บาท (DVD 4 แผ่น) (ส่ง EMS ฟรี) ฟรี ! สมุดบันทึก
- กลุ่มวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและวิธีพิจารณาความอาญา (ไฟล์เสียงคำบรรยายภาคปกติ, ภาคค่ำ และภาคทบทวนวันอาทิตย์)
พร้อมเอกสาร สรุปคำบรรยายเนติฯ 2/65 + เอกสารประกอบคำบรรยาย 2/65 + บทบรรณาธิการ 2/63, 2/64 และ 2/65 + ธงคำตอบกลุ่มวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและวิธีพิจารณาความอาญา (สมัยที่ 56-64) พร้อม เคล็ดลับการอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบเนติฯ + ระเบียบการเรียนเนติฯ +เทคนิคและแนวการเขียนข้อสอบ, การเตรียมพร้อมสอบเนติฯ/ผู้ช่วยฯ/อัยการ
ราคา 380.00 บาท (DVD 4 แผ่น) (ส่ง EMS ฟรี) ฟรี ! สมุดบันทึก
Ø หมายเหตุ : สั่งซื้อทั้ง 2 ภาค ราคาพิเศษ 700 บาท (ส่ง EMS ให้ฟรี) ฟรี !!! สมุดบันทึก + CD แบบร่างสัญญามากกว่า 400 แบบ (file word) + แบบฟอร์มศาล, แบบฟอร์มเอกสารงานบุคคล,เอกสารงานบัญชีและภาษี
สนใจติดต่อ ตุ้ย มือถือ 085-801-0725, E-mail : siripit...@gmail.com
ไม่เก่ง..แต่พยายาม เจ๋ง ! กว่า เก่ง....แต่ขี้เกียจ
ขอให้โชคดีและประสบความสำเร็จกันทุกคนนะคับ....