การข่มขืนกระทำชำเราโดยเก็บอาวุธปืนไว้ใต้ที่นอนเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 276 วรรคสามหรือไม่ และหากถอนคำร้องทุกข์ในข้อหานี้ทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39(2) หรือไม่ ?

235 views
Skip to first unread message

arunarun chitt

unread,
Jul 12, 2013, 1:14:49 PM7/12/13
to law...@googlegroups.com

การข่มขืนกระทำชำเราโดยเก็บอาวุธปืนไว้ใต้ที่นอนเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 276 วรรคสามหรือไม่ และหากถอนคำร้องทุกข์ในข้อหานี้ทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39(2) หรือไม่ ?

      ศึกษาวิเคราะห์จากคำพิพากษาฎีกาที่ 974-975/2554
      ข้อเท็จจริง (กรุณาเปิดตัวบทกฎหมายที่มีการกล่าวถึงทุกครั้งเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการทำความเข้าใจ)

      1. ผู้เสียหายที่ 1 เป็นเจ้าของร้านอาหารบ้านเพลงที่เกิดเหตุและเป็นนายจ้างของผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 ในวันเวลาเกิดเหตุร้านอาหารปิดเนื่องจากเป็นวันวิสาขบูชา มีคนร้ายงัดประตูเหล็กร้านที่เกิดเหตุเข้าไปลักเอาทรัพย์หลายรายการไป ผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 กลับมาที่ร้านที่เกิดเหตุพบกลุ่มวัยรุ่นอยู่ในร้าน และพบจำเลยที่ 1 จึงขอให้จำเลยที่ 1 พาเข้าไปในร้าน จำเลยที่ 1 แสดงอาวุธปืนพกของกลางให้กลุ่มวัยรุ่นเห็นแล้วพาผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 เข้าไปในร้านไปส่งผู้เสียหายที่ 3 ที่ห้องจากนั้นจึงไปส่งที่ห้องผู้เสียหายที่ 2 และกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 2 กับพวกมาที่ร้านที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 2 ได้จับมือและหอมแก้มกระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 3 

      2. อัยการโจทก์ยื่นฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม ป.อ. มาตรา 32, 33, 83, 91, 276, 278, 335, 362, 364, 365, 371 พ.ร.บ. อาวุธปืนฯ 
         2.1 อัยการจะยื่นฟ้องคดีใดได้นั้นคดีนั้นต้องมีการสอบสวนโดยชอบด้วยกฎหมายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120 แล้ว (การสอบสวนที่ชอบด้วยกฎหมายนั้น หลักที่อาจารย์วางไว้ให้แล้วคือ คน ท้อง ชอบ ร้อง หา)
         2.2 เมื่ออัยการนำคำฟ้องไปยื่นต่อศาลนั้น ต้องระมัดระวังว่ามีการลงชื่อในคำฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158(7) หรือไม่ เพราะหากไม่ลงชื่อจะมีผลดังคำพิพากษาฎีกาดังต่อไปนี้
      คำพิพากษาฎีกาที่ 5395/2544 
      ป.วิ.อ. มาตรา 158, 161 
      โจทก์มิได้ลงลายมือชื่อไว้ในฟ้อง จึงเป็นฟ้องที่ไม่มีลายมือชื่อโจทก์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(7) แต่การที่จะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องหรือไม่ประทับฟ้องตามมาตรา 161 วรรคหนึ่ง นั้น ก็ล่วงเลยเวลาที่จะปฏิบัติได้ เพราะศาลชั้นต้นได้ดำเนินกระบวนพิจารณาจนเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาไม่อาจพิจารณาฟ้องของโจทก์ได้ จึงไม่วินิจฉัยฎีกาของจำเลยและพิพากษายกฟ้อง
      คำพิพากษาฎีกาที่ 5834/2530 
      ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) 
      คดีก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดเดียวกันกับคดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลย ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องเพราะโจทก์มิได้ลงลายมือชื่อในคำฟ้อง ดังนี้ ศาลอุทธรณ์ยกฟ้องเพราะเหตุฟ้องโจทก์ไม่สมบูรณ์โดยยังไม่ได้พิจารณาเรื่องที่โจทก์ฟ้อง ถือไม่ได้ว่าศาลได้พิพากษาในความผิดซึ่งได้ฟ้อง สิทธิการนำคดีอาญามาฟ้องจึงไม่ระงับตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39(4).
      คำพิพากษาฎีกาที่ 3096/2524 
      ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) 
      คดีก่อนศาลพิพากษายกฟ้องโจทก์เนื่องจากโจทก์ไม่ได้ลงลายมือชื่อในฟ้องเท่ากับว่าศาลยังมิได้พิจารณาเรื่องที่โจทก์ฟ้อง ยังถือไม่ได้ว่าศาลได้พิพากษาในความผิดที่โจทก์ฟ้อง สิทธิในการฟ้องคดีของโจทก์จึงไม่ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) โจทก์มีสิทธิฟ้องคดีนี้ได้
      คำพิพากษาฎีกาที่ 3567-3568/2550 
      ป.วิ.อ. มาตรา 158 (7), 161 วรรคหนึ่ง, 163, 208, 215, 225 
      จำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์โดยไม่ปรากฏว่ามีลายชื่อผู้เรียงและผู้พิมพ์คำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองจึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (7) ประกอบมาตรา 215 แต่การที่จะให้จำเลยทั้งสองแก้ไขคำฟ้องอุทธรณ์หรือสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองก็ล่วงเลยเวลาที่จะปฏิบัติได้เพราะศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้พิจารณาพิพากษาคดีนี้เสร็จไปแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาคดีมาเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์อีกต่อไป
      คำพิพากษาฎีกาที่ 1301/2503 
      ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) 
      คดีก่อนศาลพิพากษายกฟ้องเพราะโจทก์ไม่ได้ลงชื่อในฟ้องนั้น เป็นกรณีที่ศาลยังไม่ได้พิจารณาเรื่องที่โจทก์ฟ้องเลย จึงถือไม่ได้ว่า ศาลได้พิพากษาในความผิดที่โจทก์ฟ้อง จึงไม่ต้องห้ามตาม กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) โจทก์มีสิทธิฟ้องจำเลยเป็นคดีใหม่ได้ (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 24/2503)
         2.3 ในการนำคำฟ้องไปยื่นต่อศาลอัยการโจทก์ต้องนำตัวจำเลยไปส่งศาลพร้อมกับคำฟ้อง ถ้าจำเลยเป็นนิติบุคคลให้พิจารณาศึกษาจากฎีกาต่อไปนี้
      คำพิพากษาฎีกาที่ 2798/2529
      ถ้าจำเลยเป็นนิติบุคคลในวันฟ้องต้องมีผู้จัดการหรือผู้แทนอื่นๆ ของนิติบุคคลมาศาล หากไม่มีต้องถือว่าไม่มีตัวจำเลยมาศาลในวันฟ้อง ศาลประทับฟ้องไม่ได้ (ป.วิ.อ. มาตรา 7, 165)
         2.4 เมื่ออัยการโจทก์นำคำฟ้องมายื่นแล้วศาลจะตรวจคำฟ้องในเรื่องเขตอำนาจศาลตาม ป.วิ.อ. มาตรา 22, 23, 24 นอกจากนี้ศาลก็จะตรวจอำนาจฟ้องของโจทก์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2(4), 5, 6, 28 นอกจากนี้ศาลจะตรวจสาระสำคัญของคำฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 มาตรา 15 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 18 ให้พิจารณาศึกษาฎีกาต่อไปนี้ซึ่งคำพิพากษาเหล่านี้ใช้ทั้งคดีที่อัยการเป็นโจทก์และราษฎรเป็นโจทก์
      คำพิพากษาฎีกาที่ 1276/2492 
      ป.วิ.อ. มาตรา 158, 161, 163, 164 
      ฟ้องของโจทก์ไม่ได้ระบุสถานที่เกิดเหตุ โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมฟ้องในวันเดียวกับที่จำเลยยื่นคำให้การยังไม่ทันลงมือสืบพยาน โดยกล่าวว่าโจทก์พิมพ์ฟ้องขาดตกบกพร่องไปเพราะความหลงลืม ดังนี้ ไม่มีเหตุจะว่าจำเลยหลงข้อต่อสู้ในคดีเรื่องสถานที่เกิดเหตุแต่ประการใด โจทก์ย่อมขอเพิ่มเติมฟ้องได้(ประชุมใหญ่ ครั้งที่20/2492)
      คำพิพากษาฎีกาที่ 1526/2522 
      ป.วิ.อ. มาตรา 158, 161, 163 
      ฟ้องไม่ระบุที่เกิดเหตุ ศาลประทับฟ้องและถามคำให้การจำเลยนัดสืบพยานโจทก์แล้ว เลยเวลาที่จะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161 โจทก์มีอำนาจขอแก้ฟ้องตามมาตรา 163 แต่โจทก์มิได้ขอแก้อ้างว่าพลั้งเผลอศาลยกฟ้อง
       คำพิพากษาฎีกาที่ 288/2515 
      ป.วิ.อ. มาตรา 158
      ป.อ. มาตรา 350 
      คำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานฉ้อโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 ที่บรรยายแต่เพียงว่าโจทก์มีสิทธิที่จะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลเท่านั้น กับทั้งมิได้บรรยายว่าจำเลยได้กระทำไปโดยรู้ว่าเจ้าหนี้ของตน หรือของผู้อื่นได้ใช้หรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ชำระหนี้ย่อมเป็นฟ้องที่ขาดสารสำคัญแห่งองค์ประกอบความผิด
      คำพิพากษาฎีกาที่ 125/2526 
      ป.วิ.พ. มาตรา 131
      พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 21 (2), 22, 23 
      คดีร้องขัดทรัพย์ซึ่งมีทุนทรัพย์เกินกว่าห้าหมื่นบาทผู้พิพากษานายเดียวตรวจคำร้องขอแล้วมีคำสั่งยกคำร้องขอ เป็นการไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 21(2) เพราะเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 131(2) และเป็นกรณีที่ต้องมีผู้พิพากษาเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาอย่างน้อยสองนาย ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 22,23 เมื่อศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติ ให้ถูกต้องตามกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ยังไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษา ศาลฎีกาพิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ถูกต้องโดยให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งใหม่ ให้มีผู้พิพากษาครบองค์คณะ
      คำพิพากษาฎีกาที่ 890/2503 
      ป.พ.พ. มาตรา 75, 76, 77
      ป.วิ.พ. มาตรา 60
      ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4), 3, 5 (3), 7, 28 (2), 158 (7) 
      ผู้เสียหายไม่ว่าจะเป็นนิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดาย่อมมอบอำนาจให้ฟ้องคดีอาญาแทนได้ (ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 9/2503) (ดูเทียบกับฎีกาที่ 755/2502 ซึ่งวินิจฉัยว่า การร้องทุกข์นั้น ย่อมมอบอำนาจให้ร้องทุกข์แทนกันได้)
เมื่อผู้เสียหายมอบอำนาจให้ฟ้องคดีอาญาแล้วผู้ที่รับมอบอำนาจก็ย่อมลงชื่อในฟ้องแทนโจทก์ได้ ไม่ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158ข้อ(7)
      คำพิพากษาฎีกาที่ 2550/2522 
      ป.วิ.อ. มาตรา 158 (7) 
      ฟ้องโจทก์ลงชื่อโดยพิมพ์ลายนิ้วหัวแม่มือ แต่มีผู้ลงชื่อเป็นพยานรับรองเพียงผู้เดียวจะถือว่าลายพิมพ์นิ้วมือของโจทก์ดังกล่าวเสมอกับลายมือชื่อไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 9 วรรค 3 ฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(7) การที่โจทก์มาเบิกความว่าเป็นโจทก์จริงก็ไม่ทำให้ฟ้องที่ไม่ชอบนั้นเป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย
      คำพิพากษาฎีกาที่ 27/2546 
      ป.วิ.พ. มาตรา 60
      ป.อ. มาตรา 56
      ป.รัษฎากร มาตรา 118
      พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2497 มาตรา 4 
      ประมวลรัษฎากรฯ มาตรา 118 ห้ามมิให้รับฟังหนังสือมอบอำนาจที่ไม่ปิดอากรแสตมป์เป็นพยานหลักฐานเฉพาะคดีแพ่งเท่านั้น มิได้ห้ามมิให้รับฟังในคดีอาญาด้วยการที่โจทก์ทั้งสี่ทำหนังสือมอบอำนาจให้ผู้รับมอบอำนาจฟ้องจำเลยในคดีอาญานี้จึงไม่จำต้องปิดอากรแสตมป์แต่อย่างใด จึงรับฟังหนังสือมอบอำนาจเป็นพยานหลักฐานในคดีได้
มูลหนี้ตามเช็คพิพาทสืบเนื่องมาจากการซื้อขายที่ดิน ซึ่งถึงกำหนดชำระในปี 2540โจทก์ทั้งสี่ฟ้องจำเลยปี 2541 ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ทั้งสี่ให้โอกาสจำเลยผ่อนชำระมาไม่น้อยกว่า 2 ปี แต่จำเลยชำระให้เพียง 25,000 บาท และระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาจำเลยชำระอีกเพียง 5,000 บาท ซึ่งเมื่อเทียบกับมูลหนี้ตามเช็ค400,000 บาท กับระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นเลื่อนคดีเพื่อให้จำเลยผ่อนชำระนับว่าเป็นจำนวนน้อยมาก แสดงว่าจำเลยมิได้ขวนขวายเต็มความสามารถ ทั้งไม่ได้แสดงความตั้งใจจะหาช่องทางชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว จึงไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้จำเลย
      คำพิพากษาฎีกาที่ 563/2517 
      ป.วิ.พ. มาตรา 56
      ป.วิ.อ. มาตรา 3, 5, 6, 15 
      ผู้เสียหายเป็นผู้เยาว์เข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ โดยบิดาให้ความยินยอมนั้นมิได้เป็นไปตามบทบังคับอันว่าด้วยความสามารถของบุคคลตามกฎหมาย เพราะในคดีอาญานั้นผู้เยาว์จะเข้าร่วมเป็นโจทก์ได้ต้องกระทำโดยผู้แทน ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 3,5 และ 6
      คำพิพากษาฎีกาที่ 1954/2530 
      ป.วิ.อ. มาตรา 161, 162
      ป.อ. มาตรา 96, 326, 328 
      หนังสือพิมพ์ลงข่าวว่าจำเลยให้สัมภาษณ์โดยมีข้อความซึ่งอ่านแล้วรู้ได้ทันทีว่าจำเลยหมิ่นประมาทโจทก์ ถือได้แล้วว่าโจทก์รู้ตัวผู้กระทำความผิดตั้งแต่วันที่โจทก์ได้อ่านข่าวตามหนังสือพิมพ์นั้น ไม่จำต้องรอแสวงหาหลักฐานเพื่อฟ้องคดีหรือสืบสวนจนเป็นที่แน่ใจโจทก์ว่าจำเลยเป็นผู้กระทำผิดก่อนจึงจะร้องทุกข์ดำเนินคดี เมื่อโจทก์ไม่ร้องทุกข์ภายใน 3 เดือนคดีของโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96
เมื่อศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องของโจทก์แล้วเห็นว่าคดีขาดอายุความก็พิพากษายกฟ้องได้โดยไม่จำต้องทำการไต่สวนมูลฟ้องก่อน.
      คำพิพากษาฎีกาที่ 294/2517 
      ป.วิ.พ. มาตรา 39, 132
      ป.วิ.อ. มาตรา 14, 15, 162, 196 
      ในวันนัดไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ขอเลื่อนคดี แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รอการไต่สวนมูลฟ้องไว้จนกว่าคดีอาญาอีกเรื่องหนึ่งจะถึงที่สุดและให้จำหน่ายคดีชั่วคราว คำสั่งให้รอการไต่สวนมูลฟ้องไว้ก่อนนั้นเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาที่ไม่ทำให้คดีเสร็จสำนวน จึงต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 196 และคำสั่งจำหน่ายคดีนั้นได้สั่งไว้ด้วยว่า เมื่อคดีอีกเรื่องหนึ่งนั้นถึงที่สุดแล้วให้โจทก์แถลงเพื่อจะได้พิจารณาคดีนี้ต่อไปไม่ใช่คำสั่งจำหน่ายคดีโดยเด็ดขาด เป็นคำสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราว ไม่ทำให้ประเด็นแห่งคดีเสร็จไปโจทก์จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งตามมาตรา 196 เช่นกัน(อ้างนัยฎีกาที่ 157/2506 และ 1621/2506)
         2.5 ในทางปฏิบัติเมื่ออัยการโจทก์ยื่นฟ้องแล้วศาลจะตรวจคำฟ้องแล้วหากเห็นว่าถูกต้องจะสั่งคำฟ้องทำนองว่า ประทับฟ้องหมายขังแต่ถ้าราษฎรเป็นโจทก์จะสั่งทำนองว่า สำเนาคำฟ้องให้จำเลย นัดไต่สวนมูลฟ้องให้โจทก์นำส่งหมายนัดภายใน 7 วัน ถ้าส่งไม่ได้ให้แถลงต่อศาลภายใน 15 วัน นับแต่วันส่งไม่ได้ทั้งนี้เป็นไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา162(1) และมาตรา 165 วรรคสาม 
         2.6 เมื่อศาลประทับฟ้องแล้วศาลจะสอบถามจำเลยในเรื่องทนายความก่อนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 173 จากนั้นศาลจึงจะอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังและสอบถามคำให้การจำเลย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 172 วรรคสอง ในชั้นนี้จะมีความสำคัญอย่างไรให้ดูฎีกาต่อไปนี้
       คำพิพากษาฎีกาที่ 6915/2544 
       ป.วิ.อ. มาตรา 173 วรรคสอง 
       ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 วรรคสองบัญญัติว่า "ในคดีที่มีอัตราโทษจำคุก... ก่อนเริ่มพิจารณาให้ศาลถามจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีและจำเลยต้องการทนายความก็ให้ศาลตั้งทนายความให้" เป็นบทบัญญัติที่ให้ความคุ้มครองแก่จำเลยในการพิจารณาคดีของศาล จึงเป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้นที่จะต้องสอบถามจำเลยก่อนเริ่มพิจารณาว่ามีและต้องการทนายความหรือไม่เมื่อไม่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นได้ดำเนินการสอบถามจำเลยในเรื่องดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่มิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกระบวนพิจารณาอันเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ
       คำพิพากษาฎีกาที่ 366/2534 
       ป.วิ.อ. มาตรา 173 
       คดีที่มีโทษประหารชีวิต ถ้าจำเลยไม่มีทนาย ศาลต้องตั้งทนายให้โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยต้องการทนายหรือไม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ ทั้งนี้เพื่อให้ความคุ้มครองแก่จำเลยในคดีที่มีโทษประหารชีวิตเมื่อศาลตั้งทนายให้แล้วแต่จำเลยไม่ต้องการทนายก็เป็นเรื่องของจำเลย การที่ศาลชั้นต้นไม่ตั้งทนายให้จำเลยจึงเป็นการพิจารณาที่ไม่ชอบ
       คำพิพากษาฎีกาที่ 2069/2541 
       ป.วิ.อ. มาตรา 173 วรรคสอง 
       โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ซึ่งคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกินกว่าที่รัฐมนตรีกำหนดไว้ในครอบครองเพื่อขายอันเป็นคดีที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่สิบปีขึ้นไปแต่ไม่ถึงประหารชีวิต ในวันเริ่มพิจารณาศาลชั้นต้นได้สอบจำเลยเรื่องทนายความแล้ว จำเลยแถลงว่า จะหาทนายความเองศาลชั้นต้นจึงสั่งให้นัดสืบพยานโจทก์ ต่อมาเมื่อถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ จำเลยตั้ง ช.เป็นทนายความและช.ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีศาลชั้นต้นอนุญาต จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นได้ดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 173 วรรคสอง แล้ว และเมื่อถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ที่เลื่อนไป จำเลยยื่นคำร้องว่าจำเลยขอให้การรับสารภาพและขอให้ศาลลงโทษจำเลยสถานเบา ศาลชั้นต้นสอบจำเลยแล้วยืนยันให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพไปในวันนั้น แม้ในวันดังกล่าวทนายจำเลยจะไม่มาศาลก็ไม่ทำให้การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นในวันดังกล่าวเสียไปเพราะจำเลยมีทนายความแล้วและการที่จำเลยให้การรับสารภาพและขอให้ศาลลงโทษจำเลยสถานเบา โดยไม่ได้ขอให้ศาลเลื่อนคดีไปเพราะทนายความไม่มาศาล แสดงว่าจำเลยไม่ติดใจที่จะให้ทนายความจำเลยซักค้าน พยานโจทก์แก้ต่างในการพิจารณาคดีวันดังกล่าวแต่อย่างใดการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงชอบแล้ว
       คำพิพากษาฎีกาที่ 4612/2536 
       ป.วิ.อ. มาตรา 173 วรรคแรก 
      เจตนารมณ์ ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 173 วรรคแรก นั้น เพื่อให้จำเลยมีทนายช่วยเหลือในการต่อสู้คดีที่เป็นความผิดอุกฉกรรจ์ซึ่งมีอัตราโทษประหารชีวิต ดังนั้นแม้ก่อนเริ่มพิจารณาศาลชั้นต้นจะมิได้สอบถามจำเลยว่ามีทนายหรือไม่แต่ในวันสอบถามคำให้การจำเลย ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งขอแรงทนายให้จำเลย กับได้มีคำสั่งตั้งทนายที่ขอแรงไว้ก่อนเริ่มสืบพยานโจทก์ และทนายจำเลยก็ได้ทำหน้าที่ตลอดมาจนถึงที่สุดโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยเสียเปรียบในเชิงคดี ทั้งจำเลยก็มิได้เปลี่ยนแปลงคำให้การของจำเลยแต่ประการใด ถือได้ว่าจำเลยยังคงให้การรับสารภาพ จึงไม่มีเหตุจำเป็นต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นสอบถามคำให้การจำเลยอีก
         2.7 เมื่อศาลอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังแล้วและถามจำเลยว่าได้กระทำผิดจริงหรือไม่จะให้การต่อสู้คดีอย่างไรตาม ป.วิ.อ. มาตรา 172 วรรคสองแล้ว ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในข้อหามีและพาอาวุธปืน ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในข้อหากระทำอนาจาร ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ

      3. เมื่อสืบพยานโจทก์และจำเลยแล้วศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตาม พ.ร.บ. อาวุธปืน จำคุกจำเลยที่ 1 จำนวน 9 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 278, 365(2)(3) ประกอบมาตรา 362, 83 ฐานกระทำอนาจาร ฐานร่วมกันบุกรุก ให้จำคุก 1 ปี 6 เดือน ข้อหาอื่นสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ยก
3.1 การที่โจทก์หรือจำเลยจะอุทธรณ์คำพิพากษของศาลชั้นต้นได้หรือไม่นั้น เป็นไปตามหลักเกณฑ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ ซึ่งปรากฏว่าคดีนี้โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์

      4. ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 276 วรรคสอง จำคุก 15 ปี ลดโทษให้คงจำคุก 10 ปี เมื่อรวมกับความผิดฐานมีอาวุธปืนแล้วเป็นจำคุก 10 ปี 9 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันบุกรุก จำคุก 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานอนาจาร รวมเป็นจำคุก 12 เดือน ......

      5. จำเลยยื่นฎีกา ซึ่งคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกา ดังนี้
          5.1 ปัญหาที่ศาลฎีกาวินิจฉัยมีว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดข้อหาข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 โดยมีอาวุธปืนหรือไม่ ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้ผู้เสียหายที่ 2 จะเบิกความว่า ผู้เสียหายที่ 2 เห็นจำเลยที่ 1 ถืออาวุธปืนขณะตอนอยู่หน้าร้าน ขณะที่อยู่ในห้องผู้เสียหายที่ 2 ไม่ทันสังเกตแต่พันตำรวจโท ส. พนักงานสอบสวนเบิกความว่าในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ให้การว่าขณะที่จำเลยที่ 1 กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 จำเลยที่ 1 เก็บอาวุธปืนไว้ใต้ที่นอนที่ผู้เสียหายที่ 2 นอนอยู่และได้บอกกับผู้เสียหายที่ 2 ด้วยว่ามีกระสุนปืน 4 นัดซึ่งสอดคล้องกับบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาที่จำเลยที่ 1 ได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนไว้หลังเกิดเหตุเพียง 1 วัน กับได้ลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้องไว้ด้วยจึงเชื่อว่าเป็นความจริงตามนั้น การเก็บอาวุธปืนพกไว้ใกล้ชิดกับตัวเช่นนั้นเป็นการมีอาวุธปืนอยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 และฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราโดยมีอาวุธปืนแล้ว ซึ่งความผิดข้อหาดังกล่าวไม่เป็นความผิดอันยอมความได้ตามบทบัญญัติแห่ง ป.อ. มาตรา 281 ดังนั้น แม้มารดาและผู้เสียหายที่ 2 มาถอนคำร้องทุกข์ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ก็ไม่ระงับไป
        หมายเหตุ
        ประเด็นที่เกี่ยวกับ ป.อ. มาตรา 276 ให้พิจารณาศึกษาจากฎีกาต่อไปนี้เพิ่มเติม
        คำพิพากษาฎีกาที่ 6336/2534 
        ป.อ. มาตรา 276 
        การกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 276 วรรคแรก กระทำโดยมีอาวุธปืนแต่มิได้ใช้ก็ดี กระทำโดยมีและใช้อาวุธปืนก็ดีล้วนเป็นความผิดที่ต้องระวางโทษตามวรรคสองทั้งสิ้น ดังนั้นแม้จำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายโดยมีอาวุธปืนแต่มิได้ใช้อาวุธปืนนั้น จำเลยก็ยังมีความผิดต้องระวางโทษตามที่ ป.อ.มาตรา 276 วรรคสองบัญญัติไว้.
       คำพิพากษาฎีกาที่ 5793/2544 
       ป.วิ.อ. มาตรา 185, 195
       ป.อ. มาตรา 276 วรรคหนึ่ง 
       จำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย ซึ่งมิใช่ภริยาของจำเลยและผู้เสียหายเป็นผู้เยาว์อายุเกินสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีโดยจำเลยขับรถพาผู้เสียหายไป เมื่อจำเลยจอดรถแล้วบังคับให้ผู้เสียหายถอดเสื้อผ้า ผู้เสียหายไม่ยอมถอดจำเลยบอกว่าหากไม่ถอดจะยัดเยียดข้อหายาบ้าให้และต่อมาจำเลยหยิบอาวุธปืนมาขู่ ผู้เสียหายเกิดความกลัวจึงยอมให้จำเลยกระทำชำเรา แต่พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบได้ความเพียงว่า จำเลยได้ใช้อาวุธปืนขู่ผู้เสียหายไม่ให้ขัดขืนจนผู้เสียหายเกิดความกลัวเท่านั้น ส่วนอาวุธปืนที่ใช้ขู่ โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าเป็นอาวุธปืนตาม พ.ร.บ. อาวุธปืน ฯ หรือไม่ และตามผลการตรวจพิสูจน์ปรากฏว่าอาวุธปืนของกลางเป็นสิ่งเทียมอาวุธปืนพกอัดลมชนิดใช้ยิงกับลูกกระสุนพลาสติกทรงกลมขนาด 6 มม. ซึ่งใช้ยิงทำอันตรายแก่ชีวิตและวัตถุไม่ได้ มิใช่อาวุธปืนตาม พ.ร.บ. อาวุธปืน ฯ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 276 วรรคหนึ่ง มิใช่วรรคสอง
       คำพิพากษาฎีกาที่ 1919/2514 
       ป.อ. มาตรา 83, 90, 91, 276, 340 
       การที่บุคคลหลายคนร่วมกันมาปล้นทรัพย์บ้านใกล้เคียงกันแม้จะแยกกันเข้าทำการในหลายบ้าน แต่ละบ้านมีจำนวนไม่ถึง 3 คน อันจะเป็นความผิดฐานปล้นทรัพย์ก็ตามก็ถือว่าการกระทำทั้งหมดเป็นกรรมเดียวกัน แต่ละคนย่อมมีความผิดฐานปล้นทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390 ประกอบด้วยมาตรา 83แต่เมื่อคนหนึ่งในจำนวนนั้นไปข่มขืนกระทำชำเราเจ้าทรัพย์ด้วยอันไม่อยู่ในเจตนาของการร่วมกันมา ย่อมเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่งต่างหากตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 ซึ่งศาลอาจเรียงกระทงลงโทษได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ในกรณีที่โจทก์ฟ้องรวมกระทงกันมา
       คำพิพากษาฎีกาที่ 5278/2540 
       ป.อ. มาตรา 90, 91, 277 
       การกระทำที่จะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา277วรรคแรกนั้นคือผู้ใดกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนก็เป็นความผิดสำเร็จแล้วโดยเด็กหญิงนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามดังนั้นจึงไม่ต้องคำนึงถึงว่าการกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีนั้นเด็กหญิงจะยินยอมหรือไม่ยินยอมการกระทำความผิดของจำเลย คือเจตนาข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายเมื่อจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายเป็นประจำตลอดมาโดยข่มขืนกระทำชำเราทุกวันติดต่อกันเป็นเวลา3วันรวม5ครั้งจึงเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องกันจากเจตนาเดิมนั่นเองการกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวหาใช่ต่างกรรมกันตามการกระทำที่ผู้เสียหายยินยอมและไม่ยินยอมดังฎีกาของโจทก์ไม่
       คำพิพากษาฎีกาที่ 4232/2547 
       ป.อ. มาตรา 91, 277 
       จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายในเวลากลางคืนแต่ละคืน แม้จำเลยจะกระทำต่อผู้เสียหายรายเดียวกัน ลักษณะการกระทำความผิดอย่างเดียวกัน สถานที่เกิดเหตุเดียวกันและมีเจตนาประสงค์ต่อผลอย่างเดียวกันก็ตาม แต่จำเลยกระทำความผิดแต่ละครั้งต่างวันต่างเวลากันมิได้กระทำต่อเนื่องกัน และหลังจากจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายแต่ละครั้งบรรลุผลสมดังเจตนาแล้ว จำเลยย่อมต้องเลิกกระทำและปฏิบัติตัวเป็นปกติเพื่อมิให้มารดาของผู้เสียหายรู้ถึงการกระทำของจำเลย เมื่อถึงเวลากลางคืนจำเลยต้องหาโอกาสกระทำชำเราผู้เสียหายใหม่ การกระทำของจำเลยแต่ละครั้งจึงแยกต่างหากจากกันอันเป็นการกระทำความผิดต่างกรรมต่างวาระ
       คำพิพากษาฎีกาที่ 7123/2553 
       ป.วิ.อ. มาตรา 185, 193, 215, 216, 218, 225
       ป.อ. มาตรา 83, 277 วรรคสาม (เดิม), 317 
       คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีเพื่อการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 และฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงและเด็กหญิงนั้นไม่ยินยอมตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 ไม่มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสามและมาตรา 277 วรรคสาม แต่มีความผิดฐานพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีโดยปราศจากเหุตอันสมควรตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคแรก จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แก้วรรคของความผิดในบทมาตราเดียวกันซึ่งมีระวางโทษต่างกันไม่มากนัก และเป็นการแก้ไขปรับบทให้ถูกต้องตามฟ้องโจทก์ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 จะแก้โทษด้วยก็เป็นการพิพากษาแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกไม่เกินห้าปี จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ.มาตรา 218 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจที่จะลงโทษจำเลยที่ 2 ให้เหมาะสมตามความผิดได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225 
ความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงและเด็กหญิงไม่ยินยอมตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสาม ที่ใช้บังคับขณะจำเลยที่ 1 กระทำความผิด จะต้องมีผู้ร่วมกระทำชำเราเด็กหญิงอย่างน้อยสองคน โดยผลัดเปลี่ยนกันกระทำชำเราเด็กหญิงและโดยมีเจตนาร่วมกันในขณะกระทำความผิด ซึ่งข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 พาผู้เสียหายที่ 2 ไปบ้านที่เกิดเหตุและกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ต่อมาจำเลยที่ 2 พา ต. มาและจำเลยที่ 2 พาจำเลยที่ 1 ออกไปจากบ้านที่เกิดเหตุ หลังจากนั้น ต. กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 และในเวลาใกล้เคียงต่อเนื่องกันยังมี ร. กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 อีก พยานหลักฐานโจทก์ไม่ปรากฏว่า จำเลยที่ 1 ได้ร่วมคบคิดหรือนัดแนะกับคนอื่นในการกระทำความผิดอย่างไร ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 แล้วออกไปจากที่เกิดเหตุ จึงเป็นการกระทำโดยลำพังเฉพาะตัว ไม่มีลักษณะเป็นการร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225


                                                                 (ขอขอบพระคุณอย่างสูงสำหรับที่า : ทบทวนหลักกฎหมายกับอาจารย์ประยุทธ)

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

     ขอแนะนำ !! 

       สำหรับเพื่อนๆ พี่ๆ และน้องๆทุกท่าน ที่กำลังศึกษาชั้นเนติบัณฑิต ซึ่งกำลังทำงานและไม่มีเวลาเข้เรียน , ไม่ได้ลงทะเบียนมาเป็นเวลานาน อย่าเพิ่งรีบท้อถอย ครับ เพราะกว่าเราจะเรียนจบชั้นนิติาสตร์ได้ใช้ระยะเวลาค่อนข้างนาน การเรียนเนติบัณฑิตสมัยปัจจุบัค่อนข้างยากพอสมควร หรือสำหรับน้องๆบางท่านที่เรียนจบจากมหาวิทยาลัยต่างจังหวัดวึ่งยังไม่มีแนวทางในการเรียน หรือยังไม่สามารถรับสื่อ หนังสือ หรือเอกสาร ซึ่งบางท่านมีความตั้งใจแต่ขาดโอกาส  และวิธีการที่ดีที่สุดสำหรับท่านที่ยังอยากเรียนจบ แต่ไม่มีเวลา กำลังทำงาน หรือไม่ได้สอบมานาน ขอแนะนำ, รวบรวมข้อมูล สำหรับการเริ่มต้นใหม่ ...

รวมคำบรรยายเนติฯ (ภาคปกติ /ภาคค่ำ/ภาคทบทวนวันอาทิตย์) ภา 1/65 และ 2/65

 กลุ่มวิชากฎหมายแพ่งและอาญา (ไฟล์เสียงคำบรรยายภาคปกติ, ภาคค่ำ และภาคทบทวนวันอาทิตย์)

  พร้อมเอกสาร สรุปคำบรรยายเนติ 1/65 + เอกสารประกอบคำบรรยาย1/65 + ทบรรณาธิการ 1/63, 1/64 และ 1/65 + ธงคำตอบกลุ่มวิชากฎหมายแพ่งและอาญา (สมัยที่ 56-64) พร้อม เคล็ดลัการอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบเนติฯ + ระเบียบการเรีนเนติฯ +เทคนิคและแนวการเขียนข้อสอบการเตรียมพร้อมสอบเนติฯ/ู้ช่วยฯ/อัยการ

  ราคา 380.00 บา  (DVD 4 แผ่น) (ส่ง EMS ฟรี) ฟรี ! สมุดบันทึก

 - กลุ่มวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและวิธีพิจารณาความอาญา (ฟล์เสียงคำบรรยายภาคปกติ, ภาคค่ำ และภาคทบทวนวันอาทิตย์) 

 พร้อมเอกสาร สรุปคำบรรยายเนติฯ 2/65 + เอกสารประกอบคำบรรยาย 2/65 + บทบรรณาธิการ 2/63, 2/64 และ 2/65 + ธงคำตอบกลุ่มวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและวิธีพิจารณาความอาญา (สมัยที่ 56-64) พร้อม เคล็ดลัการอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบเนติฯ + ระเบียบการเรียนเนติฯ +เทคนิคและแนวการเขียนข้อสอบการเตรียมพร้อมสอบเนติฯ/ผู้ช่วยฯ/อัยการ

  ราคา  380.00 บาท  (DVD 4 แผ่น) (ส่ง EMS ฟรี) ฟรี ! สมุดบันทึก

Ø หมายเหตุ  : สั่งซื้อทั้ง 2 าค าคาพิเศษ 700 บาท (ส่ง EMS ให้ฟรี) ฟรี !!! สมุดบันทึก + CD แบบร่างสัญญามากกว่า 400 แบบ (file word) + แบบฟอร์มศาลแบบฟอร์มเอกสารงานบุคคล,เอกสารงานบัญชีและภาษี

   สนใจติดต่อ ตุ้ย มือถือ 085-801-0725,  E-mail : siripit...@gmail.com

                                                                                                                                                 

                                    

                                                        ไม่เก่ง..แต่พยายาม  เจ๋ง ! กว่า  เก่ง....แต่ขี้เกียจ

                                                                                     ขอให้โชคดีและประสบความสำเร็กันทุกคะคับ....



ภาพพุทธประวัติ S. 29.jpg
ภาพพุทธประวัติ S.23.jpg
ภาพพุทธประวัติ S. 23.jpg
ภาพพุทธประวัติ S. 26.jpg
ภาพพุทธประวัติ S6.jpg
ภาพพุทธประวัติ S.4.jpg
ภาพพุทธประวัติ S.2.jpg
ภาพพุทธประวัติ S.5.jpg
ภาพพุทธประวัติ S.9.jpg
ภาพพุทธประวัติ S.11.jpg
ภาพพุทธประวัติ S.15.jpg
ภาพพุทธประวัติ S.17.jpg
Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages