มาตรา ๕๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “บุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาก็ต่อเมื่อได้กระทำ” หาก “ไม่มีการกระทำ” จำเลยก็ไม่ต้องรับผิดโดยไม่ต้องไปพิจารณาเรื่ององค์ประกอบภายนอก องค์ประกอบภายใน ฯลฯ แต่อย่างใด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๗๑๔๔/๒๕๔๕ (ออกข้อสอบแล้ว) คำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนที่รับสารภาพว่าเป็นผู้ฆ่าและข่มขืนกระทำชำเราผู้ตาย ถือว่าเป็นพยานหลักฐานที่ใช้ยันจำเลยเพื่อพิสูจน์การกระทำผิดของจำเลยในชั้นพิจารณาของศาลได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๔
จำเลยให้การรับสารภาพแล้วยังนำพนักงานสอบสวนไปชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพของจำเลยและให้ถ่ายรูปไว้ด้วย โดยจำเลยมิได้นำพยานหลักฐานเข้าสืบหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ให้เห็นเป็นอย่างอื่น และจากการตรวจกางเกงชั้นในของจำเลยที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดมาจากจำเลยที่นุ่งอยู่ในวันถูกจับกุมส่งไปตรวจหารหัสพันธุ์กรรม(ดีเอ็นเอ)ได้ความว่าได้รหัสพันธุ์กรรมตรงกับคราบเลือดของผู้ตาย น่าเชื่อว่าคราบเลือดที่ติดอยู่กับกางเกงชั้นในของจำเลยเป็นของผู้ตาย พฤติการณ์ตามพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบประกอบคำรับสารภาพของจำเลยมีน้ำหนักพอที่ทำให้ศาลเชื่อได้ว่าจำเลยได้กระทำผิดจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๗๖ วรรคหนึ่งแล้ว
เมื่อผู้ตายได้ตายไปแล้วแต่จำเลยคิดว่าผู้ตายสลบไป จึงข่มขืนกระทำชำเราผู้ตายจำเลยจึงไม่มีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้ตาย เพราะผู้ตายได้ถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว ไม่มีสภาพเป็นบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๔๔๖๐/๒๕๕๖ ส. นำเงินที่จำเลยมีส่วนเป็นเจ้าของอยู่ด้วยไปให้ท. กู้ยืม หลังจาก ส. ถึงแก่ความตาย จำเลยได้รับมอบหมายให้ดูแลกิจการร้านของ ล. รวมทั้งตู้นิรภัยและสิ่งของต่าง ๆ ภายในตู้นิรภัย แม้จำเลยนำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินระหว่าง ส. กับ ท. ซึ่งอยู่ในตู้นิรภัยไป ไม่ว่าเอกสารนั้นเป็นต้นฉบับหรือสำเนา ก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๘๘ เพราะจำเลยมีกรรมสิทธิ์ร่วมกับ ส. และเป็นผู้ครอบครองเอกสารดังกล่าว
จำเลยเอาเอกสารหนังสือสัญญากู้ยืมเงินที่จำเลยมีส่วนเป็นเจ้าของด้วยไป การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๘๘ โดยไม่ต้องคำนึงว่าผู้อื่นหรือกองมรดกมีส่วนเป็นเจ้าของเอกสารด้วยหรือไม่
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๘๘ บัญญัติว่า “ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ ซึ่งพินัยกรรมหรือเอกสารใดของผู้อื่น ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น หรือประชาชน ต้องระวางโทษ...” การที่จะเป็นความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวต้องได้ ความว่า เป็นการเอาไปซึ่งเอกสารของผู้อื่น แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยมีส่วนเป็นเจ้าของเอกสารดังกล่าวด้วย การที่จำเลยเอาเอกสารไปจึงไม่เป็นความผิดตาม มาตราดังกล่าว โดยไม่ต้องคำนึงว่าผู้อื่นหรือกองมรดกมีส่วนเป็นเจ้าของเอกสารด้วย หรือไม่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๒/๒๕๓๖ วินิจฉัยว่าจำเลยรู้จักกับผู้เสียหาย จำเลย “เข้าไป” ในเคหสถานโดยผู้เสียหายยินยอม จำเลยไม่ผิดฐานบุกรุกตามมาตรา ๓๖๔
ข้อสังเกต จำเลยไม่ผิดเพราะการกระทำ “ขาดองค์ประกอบภายนอก” เนื่องจากการ “เข้าไปในเคหสถาน” อันเป็นองค์ประกอบภายนอกของมาตรา ๓๖๔ นั้น หมายความว่า “เข้าไปโดยเจ้าของหรือผู้ครอบครองไม่ยินยอม”