สรุปคำบรรยาย เนติภาคค่ำ ทรัพย์สินทางปัญญา สัปดาห์ที่ 1 พฤ28/0552

303 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
May 29, 2009, 9:16:18 PM5/29/09
to LAWSIAM, STDศูนย์รวบรวมและสรรสร้างข้อมูลกฎหมาย -

หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า  kankokub  ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ ดร.สุทธิพล ทวีชัยการผู้บรรยาย   ,  ผู้มีน้ำใจส่ง flie เสียงที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า

ครั้งที่ 1 . ()

            สวัสดีครับนักศึกษาทุกท่านวันนี้เป็นวันแรกนะครับ วิชาทรัพย์สินทางปัญญาจริงๆมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องหลายฉบับ และมีอาจารย์หลายท่านสอนแต่ วิชาที่สอนในสำนักอบรมก็จำกัดอยู่ 3 ฉบับ ที่ออกข้อสอบ ก็มีลิขสิทธิ์ กฏหมายเครื่องหมายการค้า และสิทธิบัตร อาจารย์ที่สอนภาคค่ำก็มีสามท่าน ผมจะรับผิดชอบในส่วนลิขสิทธิ์ ส่วน อาจารย์อีกท่าน อาจารย์ ไมตรี สุเทพากุล ก็จะบรรยายในเรื่องเครื่องหมายการค้า ซึ่งนักศึกษาก็อาจจะสับสนนิดหนึ่ง เพราะในการสอบ ก็อาจมา งง ว่าออกเรื่องอะไร

            ก็ต้องมาดูกฎหมายทั้งสามฉบับ ว่าเข้ากฎหมายใด ตัวข้อสอบก็มีการพัฒนาคือจะออกเป็นคู่คือ ออกลิขสิทธิ์ + กฎหมายเครื่องหมายการค้าบ้าง แต่หลังสุดก็เคยมีที่ออกเพียงฉบับเดียวไปเลย

            แต่ก็เอาแน่เอานอนไม่ได้ ดังนั้นจึงต้องศึกษาให้ถ่องแท้ในทั้งสามฉบับ และ สามารถทำไปใช้ได้ ในชีวิตประจำวัน

            เช่น เรื่องการต่อสู้ไข้หวัดแม็คซิโก และมีการบุกจับสินค้า ละเมิดลิขสิทธิ์ และ การละเมิดเครื่องหมายการค้า การละเมิดเครื่องหมายการค้าคือนำสินค้าแล้วนำเครื่องหมายการค้านั้นมาปลอมหรือเลียน

            สินค้าที่ส่วนมากไปจับได้ ก็คือหนังก็อป หรื่อ โปรแกรม ก็มาก ซื้อง่าย ปลอมแปลงง่าย สิ่งเหล่านี้เราก็ต้องทราบว่าการกระทำตรงนี้เป็นการละเมิด โดยผิดกฎหมายฉบับใด

            ทรัพย์สินทางปัญญาคืออะไร คือ ทรัพย์สิน ทางความคิด สติปัญญา พูดง่ายๆก็คือทรัพย์สินที่เกิดจากการสร้างสรรค์ทางปัญญาของมนุษย์

            เวลาเราพูดถึงสิทธิของทรัพย์สินเราก็มักคุ้นเคยกับทรัพยสิทธิ ก็คือ กรรมสิทธิ์ ในส่วนของสิทธิขอบเขตนั้น ถ้าดู ก็ ป.พ.พ. 1298 คือ ก่อตั้งได้โดยกฎหมายนี้และกฎหมายอื่น

            ก็มีการคุยกันว่า ทรัพยสินทางปัญญา เป็น ถึงทรัพยสิทธิด้วยหรือไม่ ก็ต้องมาดูว่ามันเหมือนกันหรือไม่

            ก็ต้องมาดูว่าตัวสิทธินี้มันเหมือนหรือแตกต่างอย่างไรซึ่งเราคงเปรียบเทียบกันไม่ยาก ถ้าเราพูดถึงทรัพยสิทธิเช่นกรรมสิทธิ์ อายุการคุ้มครองมีเท่าไร

            ในความเป็นกรรมสิทธิ์ ก็ไม่จำกัด ไม่มีระยะเวลาสิ้นสุด ถ้าเราเปรียบเทียบกับทรัพยสินทางปัญญาก็มีอายุการคุ้มครอง ถ้าง่ายๆเลย ก็เท่ากับอายุของผู้สร้างสรรค์งาน และถ้าผู้สร้างสรรค์งานถึงแก่ความตายไปแล้ว ก็บวกไปอีก 50 ปี

            แต่ถ้ามีการสร้างสรรค์ร่วมกันก็ต้องไปดูว่าผู้สร้างสรรค์ร่วมคนใดตาย หลังก็นับคนหลังไป

            เครื่องหมายการค้า สิทธิบัตรก็แตกต่างกัน สิทิบัตรการประดิษฐ์ก็ 20 ปี อนุสิทธิบัตร ก็เพียง 6 ปี

            อันนี้คือตัวอย่างที่อยากจะชี้ให้เห็นถึงความแตกต่าง ในส่วนของทรัพยสิทธิ กับ ทรัพยสินทางปัญญา

             เหตุผล คือเจ้าของสิทธิทางปัญญามันมากเหลือเกิน อาจจะยังไม่เห็นภาพแต่อยากให้มองจากคำพิพากษา เช่นเราไปซื้อภาพเขียนผู้ที่ซื้อ ก็นำภาพเขียนนั้นไปพิมพ์บัตรปีใหม่

            ตรงนี้ทำได้ไหมครับ ตรงนี้เองถ้าเป็นกรณีที่เราไปซื้อภาพมา เราต้องแยกแยะ ไปซื้อวัตถุชิ้นหนึ่ง จะแฝงไปด้วยสิทธิทางปัญญา กับ กรรมสิทธิ์ แน่นอนเราเป็นเจ้ากรรมสิทธิ์ อยู่แล้ว เพราะเราไปซื้อมา เมื่อโอนมาแล้วเราสามารถจะใช้ประโยชน์ได้ ตามมาตรา 1336 ปพพ.ได้เต็มที่ แต่ว่าสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาแยกต่างหากจากตัวกรรมสิทธิ์

            สิ่งที่แฝงอยู่ในภาพนั้นคืองานอันมีลิขสิทธิ์ ถือว่าเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ในแง่ศิลปกรรม นักศึกษาลองเปิดดู มาตรา 15 ของกฎหมายลิขสิทธิ์ สิทธิในการทำซ้ำหรือดัดแปลงจะต่างกัน

เมื่อเราไปซื้อภาพนั้นมาแน่นอนกฎหมายซื้อขายเราได้กรรมสิทธิ์ในภาพ แต่เราอาจจะไม่ได้ลิขสิทธิ์นั้นมาด้วย

            แต่ถ้าเราภาพนั้นไปทำซ้ำโดยเราไม่มีสิทธิก็เท่ากับเราละเมิดลิขสิทธิ์ เพราะเจ้าจองลิขสิทธิ์ตามมาตรา 15

 ดู ฎ.4076/2533 ค้นไม่พบ  ซึ่งเป็นคำพิพากษาคลาสซิกไม่ได้วินิจฉัยตามกฏหมายหมายทรัพย์สินทางปัญญาปัจจุบันแต่ยังสามารถบังคับได้

            ก็มีการพิสูจน์ได้จากราคาที่ซื้อ ถ้าจะขายลิขสิทธิ์ก็คงจะต้องจ่ายเงินมากกว่าการซื้อเพียงกรรมสิทธิ์ธรรมดาทั่วไป

                สิทธิของการทำสำเนา หมายถึงเจ้าของในลิขสิทธิ์เองเป็นผู้มีสิทธิเพียงผู้เดียวที่จะมีสิทธินำไปใช้ จึงบอกว่าทรัพย์สินทางปัญญาเป็นสิทธิที่ผูกขาดและมีขอบเขตการคุ้มครองมากกว่าเจ้าของ

            มองเหมือนกับว่ากรรมสิทธิ์มันจะใหญ่กว่าสิทธิในทรัพย์สิน   ยกตัวอย่างที่บอกว่าถ้าเป็นทรัพยสิทธิคุ้มครองได้ทั่วโลกแต่ภายใต้กรอบตรงนี้มีข้อจำกัด เช่นความมีอยู่ของสิทธิมันขึ้นอยู่กับการมีอยู่ของทรัพย์สิน เช่น เราซื้อนาฬิกาเช่นยี่ห้อ โรเล็กซ์ เราไปที่อเมริกา ความเป็นเจ้าของก็ยังมีอยู่ถ้าไม่เป็น แย่เลยนะครับ ไปเที่ยวต่างประเทศกันไม่ได้เลยนะครับเนี่ย

            ในส่วนของตัวเรื่องของทรัพยสิทธิ กฎหมายคุ้มครองทั่วโลก แต่ทรัพยสินทางปัญญาไม่ใช่นะครับ มีการจำกัดอยู่ในอาณาเขตแต่ละประเทศ และประเทศที่ไม่มีจุดเกาะเกี่ยวก็ไม่ได้รับการคุ้มครอง แต่อาจได้รับการคุ้มครองถ้ามีจุดเกาะเกี่ยวเช่นมีความร่วมมือกัน เป็นภาคีกัน

            แล้วทรัพยสินทางปัญญาเทียบกับทรัพยสิทธิหรือกรรมสิทธิ์ก็ด้วยกว่าสิ  เหตุใดจึงบอกว่าทรัพยสินทางปัญญามีมูลค่ามหาศาล

            คำตอบให้นึกถึงในเรื่องว่าทรัพยสินทางปัญญาไม่ได้ขึ้นอยู่ในตัววัตถุที่เป็นทรัพย์ เช่นหนังสือ เราเป็นเจ้าของก็ขึ้นอยู่กับการเป็นหนังสือเท่านั้น แต่ถ้า หนังสือเล่มนี้เกิดถูกฟ้าผ่าโทษใครก็ไม่ได้ ความเป็นเจ้าของก็สิ้นไป

            แต่ถ้าในส่วนเป็นเจ้าของทรัพยสินทางปัญญาในงานวรรณกรรมหนังสือ ก็พิมพ์ใหม่ได้เสมอ ขายหมด หรือหายไป ก็พิมพ์ใหม่ หรืออนุญาตให้คนใช้สิทธิก็ได้ ไม่จำเป็นต้องขึ้นอยู่กับความมีอยู่ของเรื่องใดเรื่องหนึ่ง

            อันนึ้คือความแตกต่างคือจุดได้เปรียบของทรัพยสินทางปัญญา เราอาจมีแผ่นโปรแกรมแผ่นเดียวเราไปทำซ้ำ หรือ ไปทำอย่างไรก็ได้ ตราบใดที่เราสามารถจ่ายเงินค่าพิมพ์ตรงนั้นเราก็สามารถไปพิมพ์จำหน่ายต่อไปได้ อันนี้คือความแตกต่างซึ่งเราดูแล้วสิทธิในทรัพยสินทางปัญญาก็มีมูลค่ามากกว่า เป็นสหสิทธิ เป็นสิทธิในเชิงนิเศษ สามารถหวงกันได้

            ดูมาตรา 15 พรบ ลิขสิทธิ์ คือ เจ้าของลิขสิทธิ์มีสิทธิคนเดียวแต่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย  ถ้าฝ่าฝืนก็ต้องไปดูหมวดการละเมิดลิขสิทธิ์

            ถ้าเราดูในแง่ทรัพยสินทางปัญญา ว่าไม่เป็นทรัพยสิทธิและบุคคลสิทธิ เพราะว่า เป็นสิ่งที่ก่อตั้งทางกฎหมาย แตกต่างกับบุคคลสิทธิที่เกิดโดยตกลงกัน

            เมื่อสักครู่ยังไม่ได้บอกเหตุผลว่าทำไมต้องจำกัดเวลา เพราะว่าสิทธิทางทรัพยสินทางปัญญานั้นมีอำนาจมาก และ เป็นเรื่องทางเศรษฐกิจ ก็กำหนดให้เวลาในการได้ผลตอบแทนในการลงทุนและกำไรไปเท่านั้น

            เพราะฉะนั้นเลยบอกว่าการที่ทรัพยสินทางปัญญาไม่อาจไปให่การคุ้มครองเจ้าของที่มีสิทธิในทางผูกขาด ตลอดไปควรที่จะมีระยะเวลาจำกัดในการคุ้มครองอันนี้ต่างจากสิทธิในทรัพยสินทั่วไปๆ

            คุณดู มิ้กกี้เม๊าท์ ก็ไม่เคยแก่ ซูเปอร์แมนก็ไม่เคยแก่ ก็ยังเป็นการ์ตูนเป็นคาแรกเตอร์ได้ตลอด

            ประเภทของทรัพยสินทางปัญญากฎหมายไทยก็คุ้มครอง ในเรื่องของสิทธิบัตรด้วย เช่น โปรแกรมคอมพิวเตอร์

            ส่วนเรื่องที่หลายคนสับสนเช่นสิทธิข้างเคียง คือสิทธิที่มันใกล้เคียงกับลิขสิทธิ์ และมันต้องมีสิทธิตัวนี้ ที่สิทธิข้างเคียงไม่อยู่ในเรื่องลิขสิทธิ์ เวลาเราเจอปัญหาว่าคุ้มครองลิขสิทธิ์ด้วยหรือไม่ เราจับของขึ้นมาชิ้นหนึ่ง เราจะถือว่ามีการคุ้มครองงานนั้นในลิขสิทธิ์หรือไม่ เราดูได้ ต้องเปิดไปในมาตรา 6 กฎหมายจะบอกไว้เลยว่ามีงานสร้างสรรค์ชนิดใดบ้าง ซึ่งจะเห็นว่าทั้งหมดไม่มีการกำหนดสิทธิข้างเคียงเลย

            ถ้าดูพรบลิขสิทธิ์ทุกส่วน แล้ว จะเห็นได้ว่า ในหมวดที่สองคืออะไร เปิดดูตัวบทนะครับ ใครอยากผ่านต้องมีตัวบทและอ่านบ่อยๆด้วยนะครับ

            หมวดที่สองนี่แหละที่มีสิทธินักแสดง ที่จะมีสิทธิข้างเคียงให้เห็น

            งานต่างๆเกิดจากการสร้างสรรค์ สิทธินักแสดง เช่นนักร้อง ตรงนี้มีอยู่ช่วงหนึ่งที่อาจารย์ต้องไปเถียงกับ พวกศิลปิน นักร้อง ว่า เป็นการแปลว่าเป็น นักแสดงทั้งหมด ตรงนี้ไม่ว่าเป็น นักร้อง นักเต้น นักรำ ก็เป็นนักแสดงทั้งหมด จึงเห็นว่าผู้ที่เป็นนักแสดง ก็เป็นผู้นำผลงานออกสู่สาธารณะ

            ถ้ามีเพลง แล้วเพลงอยู่เฉยๆ เพลงจะดังหรือไม่ครับ ก็ไม่ดัง ต้องมีคนถ่ายทอด ตรงนี้เพลงก็ไม่ดัง จึงบอกว่าบุคคลที่อยู่ระหว่างกลาง ไปสู่สังคม ถ้ากฎหมายไม่ให้การคุ้มครองตรงนี้เลย ก็จะไม่เป็นธรรม

            อายุการคุ้มครองในสิทธิข้างเคียงนี้ก็จะไม่เหมือนกับการคุ้มครองของลิขสิทธิ์ เพราะฉะนั้นเรา ดูอายุการคุ้มครองในเรื่องลิขสิทธิ์กับนักแสดงมันจะไม่เหมือนกัน

            ในขณะที่สิทธิของนักแสดง จะมีอายุการคุ้มครองใช้ประโยชน์ในส่วนการแพร่เสียงแพร่ภาพ หรือบันทึกต่างๆเหล่านี้ มันเป็นตัวกลาง

            บทภาพยนตร์ก็ขึ้นอยู่กับนักแสดงด้วย บางประเทศบอกว่างานโสตเป็นสิทธิที่ข้างเคียงด้วย

            ตรงนี้ไม่ใช่งานอันมีลิขสิทธิ์ แต่ถ้าเราดูตามกฎหมายไทยเราจัดให้เป็นลิขสิทธิ์ทั้งหมด ดังนั้นพอเราปรับกฎหมายใหม่ ก็ไม่มีการเปลี่ยนให้โสตวัสดุ เป็นสิทธิข้างเคียง มันจะ งง กันได้

            กฎหมายปัจจุบันเมื่อเราไปเพิ่มสิทธิข้างเคียงก็เลยกำหนดว่ามีอย่างไรก็ให้มีอย่างเดิม

ที่เราต้องปรับปรุงกฎหมายต่างๆแล้วมีการคุ้มครองสิทธิข้างเคียงก็เพราะว่าเมื่อเราเป็นองค์การการค้าโลก ก็เช่นข้อตกลงทริป ประเทศภาคีก็มีการคุ้มครองมาตรฐานขั้นต่ำ เช่นแต่ก่อนเราไม่มีการคุ้มครองผลิตภัณฑ์ยา ก็ต้องมีการคุ้มครองตาม ให้เท่ากับมาตรฐานขั้นต่ำ

              ควรจะลองอ่านมาตราที่จะเปิดประตูที่เป็นโลกของลิขสิทธิ์ คือมาตรา 4 ที่บอกว่าวรรณกรรมให้หมายความรวมถึงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ด้วย อันนี้ก็เป็นผลที่เราเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก

            นอกจากนั้น ก็ยังมีเครื่องหมายการค้าด้วย ตัวอย่างง่ายๆ สถานีช่องหนึ่งเป็นรูปหอยสังข์สีม่วง  ก็มีการฟ้องร้องกัน แต่จะฟ้องได้ก็ต่อเมื่อมีการใช้อย่างเครื่องหมายการค้า ซึ่งสินค้ามีหลายชนิด ขนาดเดียวกันสินค้าอีกประเภทหนึ่งก็เป็นสินค้าบริการ แล้วก็ยังมีพวกเครื่องหมายร่วมเครื่องหมายรับรอง สิ่งเหล่านี้ก็มีการกำหนด เงื่อนไขในการคุ้มครองแตกต่างในเรื่องลิขสิทธิ์ อีกตัวหนึ่งที่สำคัญคือเรื่อง

            สิทธิบัตร ก็มีสามส่วนคือ สิทธิบัตรการประดิษฐ์ เช่นเรามีดินสอ มีหนังสือ เอาดินสอประกอบยางลบ สิ่งประดิษฐ์อันนี้ก็ใหม่นะครับ สมัยก่อน แต่มันก็ไม่มีการขั้นผลิตที่สูงขึ้นเท่าใด อันนี้ก็ไม่ถือว่ามีการประดิฐ์ที่สูงขึ้น ต่างจากยาลดความดัน กินไปเอ๊ะทำไมพวกนี้ผมดกดำเขาบอกว่าพวกนี้ต้องมีอะไรสักอย่าง บดๆ เป็นของเหลวก็ไปเหยะที่ผง ก็ประดิษฐ์ยาลดความดันแต่ปรับเป็นปลูกผม ก็มีขั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น

            ส่วนสิ่งประดิษฐ์อะไรที่ใหม่ๆ ก็มีอายุการคุ้มครองที่สูงกว่า ก็มีความยุ่งยากซับซ้อนน้อยอายุความก็สั้นลง

            สิทธิบัตรในการออกแบบผลิตภัณฑ์ก็แตกต่างกับศิลปะประยุกต์ยกตัวอย่างเช่นเราอาจออกแบบงานประติมากรรม เพื่อประโยชน์ในศิลปะ เราก็ไปปั้นโชว์แต่ศิลปะประยุกต์เราก็อาจเอารูปปั้นนี้เป็นโคมไฟ

            การออกแบบผลิตภัณฑ์ได้รับการคุ้มครองในเรื่องสิทธิบัตร จะมีคำพิพากษาฏีกาฉบับเดียวในเรื่องนี้

            นอกจากนี้ก็มีเรื่องความลับทางการค้า ที่มีมูลค่าก็มีกฎหมายเฉพาะ ( แต่เราไม่ออกสอบในจุดนี้ )

            สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ก็เช่นกัน เช่น แชมเปน ก็เป็น กฎหมายแหล่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์คุ้มครอง

            ชื่อทางการค้า ก็ไม่เคยมีการออกสอบ แต่ในส่วนชีวิตประจำวันก็มีการฟ้อง เรื่องละเมิดชื่อทางการค้าไปพร้อมกับเรื่อง ละเมิดทรัพยสินทางปัญญา

            ซึ่งการพูดความแตกต่างโดยสรุป ก็แยกออกเป็นสองพวกใหญ่คือทรัพยสินอุตสาหกรรม จะเน้นในส่วนการที่เราคุ้มครองประโยชน์ทางด้านการค้า ผลประโยชน์ทางการผลิตเป็นสำคัญ ไม่ได้ต้องการให้ใช้ประโยชน์ในทางบ้าน ส่วนสิทธิบัตรก็เช่นกันกฏหมายก็ไม่บอกว่าให้ใช้ในทางอุตสาหกรรมอย่างเดียว

            ส่วนอีกประเภท ลิขสิทธิ์และสิทธิข้างเคียงเจตนาก็เพื่อสร้างวัฒนธรรมให้เพิ่มขึ้นไม่ได้เจตนาให้มีทางพาณิชย์นี่คือในทางเริ่มต้น แต่มีจุดหักเหคือทาง การปฏิวัติอุตสาหกรรม แล้วมีการประดิษฐ์แท่นพิมพ์ขึ้นมาก็เกิดอาชีพใหม่คือเจ้าของโรงพิมพ์ก็มีการเผยแพร่ทางแท่นพิมพ์ตรงนี้นี่เองที่มีการคุ้มครองลิขสิทธิ์เป็นในทางพาณิชย์มากขึ้น

            เจตนารมณ์จึงมีความแตกต่างกันมากขึ้น นอกจากนั้นความแตกต่างเรื่องลิขสิทธิ์ระดับการคุ้มครองก็ต่างกัน ลิขสิทธิ์ระดับการคุ้มครองก็จะต่างกันมาก ลิขสิทธิ์คุ้มครองต่ำกว่ามาก ถ่ายรูปเหมือนกันเลย ใจตรงกันมุมเดียวกันแสงเงาพอกัน มุมเดียวกันไม่ได้ลอกเลียนแบบกันเลย เกิดจากการคิดเหมือนกัน ก็เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในสิ่งที่ตนสร้างสรรค์ เหมือนโดยบังเอิญ

            แต่ถ้าเป็นเรื่องสิทธิบัตร มันเหมือนกันโดยบังเอิญนายทะเบียนก็ไม่รับจด ก็ไม่ได้รับการคุ้มครอง

            เครื่องหมายการค้าก็เช่นเดียวกัน นายทะเบียนก็ไม่รับจดหรอกนะครับ

            เครื่องหมายการค้าต้องไม่มีลักษณะเหมือนหรือคล้ายเครื่องหมายการค้าที่ได้รับจดไว้แล้ว

อายุการคุ้มครองลิขสิทธิ์จะยาวที่สุด ตลอดอายุ + 50 ส่วนเครื่องหมายการค้า 10 ปี แต่ข้อดีคือต่อได้ มีเหตุผล คือถ้าต่อไม่ได้ตายเลยเสียค่าโฆษณาตั้งมากมาย สิทธิบัตรก็แยกกัน ก็เป็นรายละเอียดไป

            เงื่อนไขในเรื่องการละเมิดทรัพยสินทางปัญญา ถ้าไปดูลิขสิทธิ์ก็มีบทนี้โดยเฉพาะ ในส่วนเครื่องหมายการค้าไม่มีกำหนดโดยเฉพาะก็ไปดูในเรื่องละเมิดทั่วๆไป

            อัตราโทษทางอาญาก็ต่างกันดู มาตรา 27 30 อันนนี้คือละเมิดโดยตรง อันนี้ดูง่าย คือเอาไปก็อป อันนี้ละเมิดโดยตรงเห็นชัดๆ แต่ในกฎหมายลิขสิทธิ์ก็มีละเมิดขั้นรอง คืองานเค้าละเมิดอยู่แล้ว แต่เราไปช่วยจัดจำหน่าย ก็ไปดูจากพันธ์ทิตย์ จตุจักร

            เราไปซื้อเฉยๆไม่ผิด แต่หลายคนผิดโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เอาไปเปิดท้ายขายของอันนื้ถือว่าผิดละเมิดขั้นรอง โทษน้อยกว่า แต่ก็ถือว่าผิด

            ผิดในกรณีปลอมหรือเลียน ปลอมคือทำให้เหมือนเด๊ะ เลียนก็คือทำให้ไม่เหมือนเลียนนี้คือโทษน้อยกว่า

            ส่วนเรื่องของการจดทะเบียน อันนี้เราบอกว่าลิขสิทธิ์ เราบอกตลอดว่าไม่ต้องไปจดทะเบียนได้รับการคุ้มครองอัตโนมัติ ส่วนสิทธิบัตรจะคุ้มครองเมื่อจดทะเบียน ส่วนเครื่องหมายการค้าก็มีการคุ้มครองสองระดับ คือ ถ้าไม่จดก็ได้รับการคุ้มครอง แต่ไปฟ้องเขาไม่ได้แต่หวงกันได้เพียงว่าให้ตัวเองสิทธิดีกว่า เท่านั้นฟ้องเรียกค่าเสียหายอันนี้ทำไม่ได้

            อาทิตย์ต่อไปเราจะพูดองค์ประกอบการคุ้มครองของลิขสิทธิ์แล้วนะครับ คราวหน้าอย่าลืมซื้อ พรบ.ต่างๆที่เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญามานะครับ

 

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages