หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า kankokub ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ สุประดิษฐ์ หุตะสิงห์ ผู้บรรยาย , ผู้มีน้ำใจส่ง flie เสียงที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า
ครั้งที่ 1 . ()
สวัสดีครับนักศึกษาเนฯ หนทางข้างหน้าอีกยาวไกล ไม่ทราบว่ามีการปฐมนิเทศหรือไม่นะครับ การเรียนกฎหมายยิ่งเรียนยิ่งรู้นะครับ
การศึกษากฎหมายก็ยากตรงต้องปรับกฎหมายให้ถูกกับปัญญา การจะให้ได้ข้อสรุปคือการอ่านหนังสือ การถกเถียงข้อกฎหมายในกลุ่มนักกฎหมาย หากมีข้อสงสัยอย่าปล่อยไป ต้องมาถกเถียงกัน ต้องอ่านตำราทบทวน
สำหรับการบรรยายของอาจารย์จะบรรยายโดยละเอียดถึงตัวบท แง่เงื่อนฏีกา
นักกฎหมายตั้งแต่สองคนขึ้นไปรวมตัวกันเมื่อไหร่ เป็นเรื่องเสมอ
กฎหมายมองด้วยจิตใจที่สงบเยือกเย็น ปัญญาจะเกิดการศึกษากฎหมายวินิจฉัยผิดเป็นของธรรมดา
คราวนี้ก็เป็นสิ่งที่อยากฝากไว้
อาจารย์พูดอะไรอย่าไปเชื่อหมดให้คิดตาม
....................
วิชานี้ที่ได้รับมอบหมายคือวิชาหุ้นส่วนบริษัทเกี่ยวข้องกับชีวิตของท่านเหมือนกัน ลักษณะธุรกิจการค้า ทำไมต้องมีกฎหมายฉบับนี้ คิดง่ายๆว่าธุรกิจการค้า คนเดียวทำไม่มีปัญหาหรอก ถ้าทำคนเดียวก็รวยคนเดียวหรือเจ๊งคนเดียว ก็ไม่มีปัญหา
แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนทีมีทุนมาก หรือความรู้มากขนาดนั้น จึงต้องมีการรวมหุ้น กัน คนนี้ถนัดอย่าง คนนี้มีทุนแต่ไม่มีความรู้
ก็มาประกอบธุรกิจการค้า จุดตรงนี้แหละครับที่ต้องมีการรวมกัน
ความยากง่ายบางท่านอาจจะแยกว่าเป็นเอกเทศสัญญา มารวมกันจะตกลงอย่างไรก็ได้ ทางปฏิบัติคนเราเมื่อรวมกันทำ เป็นไปไม่ได้ที่จะรอบคอบ เพราะฉะนั้นปัญหาที่เกิดขึ้นก็ต้องนำกฎหมายมาบังคับ
และกรณีที่ไปเกี่ยวข้องกับคนภายนอก
กฎหมายเรายอมรับความศักดิ์สิทธิ์ของการแสดงเจตนา ถ้าไม่กระทบต่อศีลธรรมอันดีถ้าไม่ขัดต่อกฎหมาย แต่ส่วนใหญ่แล้วยกเว้นได้ทั้งนั้น ก็มาคำนึงถึงข้อสัญญา อันนี้คือกรณีหุ้นฯทั่วๆไป
การที่หลายคนมารวมกันก่อตั้งนั้นไม่ได้เหมือนกันทุกอย่าง ดังนั้นแยกได้สามประเภทด้วยกัน อันแรกห้างฯสามัญ อันนี้คือการตกลงง่ายๆ
คนหนึ่งเชียวชาญการตลาดอีกคนมีทุนก็มาร่วมกันตั้งบริษัททัวร์ให้ได้กำไรหลังหักค่าใช้จ่ายก็แบ่งคนละครึ่ง สัญญาก็อาจจะไม่มี ก็เกิดสัญญาห้างหุ้นส่วนสามัญได้ ก็ต้องไว้เนื้อเชื่อใจ
บริษัทจำกัดไม่ใช่เรื่องนั้นเป็นเรื่องการซื้อหุ้น ก็มีการเปลี่ยน การล็อคจำนวนจาก 7 คน เป็น 3 คน
ห้างหุ้นส่วนก็มีสองประเภทคือประเภทที่รับผิดจำกัดความรับผิดและไม่จำกัดความรับผิด
เพราะฉะนั้นการที่เราจะเลือกรวมกันเป็นอะไรนั้นอยู่ที่ปัจเจกบุคคลแต่ละคน แต่ถ้าเข้าประเทศใดก้ต้องใช้กฎหมายของเขา ขึ้นอยู่กับความประสงค์ของบุคคล
ธุรกิจการค้าที่ลงทุนร่วมกันก็แล้วแต่ละประเทศ
กิจการค้าเล็กๆก็จะเปิดเป็นหุ้นส่วนพี่น้อง เพื่อนสนิท ต่อมาเมื่อขยายแล้วก็จะเป็นหุ้นส่วน ไม่จำกัดความรับผิด อะไรอย่างนี้เป็นต้น หรือกิจการใหญ่ขึ้นก็ประกาศไปตามพรรคพวกให้มาถือหุ้นกัน
อีกอันหนึ่งซึ่งเป็นธุรกิจนอกจากสามอันแล้ว เป็นกิจการที่เกิดขึ้นใหม่ไม่เกินสิบปี คือบริษัทใหญ่ มารวมกันทำโครงการใหญ่มาก แบงค์หนึ่งแบงค์ใดไม่อาจจะให้กู้เงินขนาดนี้ได้บริษัทเดียวไม่อาจจะทำกิจการขนาดนี้ได้ จึงเรียกว่ากิจการร่วมค้า หรือธุรกิจร่วมค้า เช่นการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำ
แต่ละบริษัทเป็นนิตบุคคลอยู่แล้วก็มาทำสัญญาร่วมกันเป็นกิจการร่วมค้า มาร่วมกันทำสัญญา ซึ่งมันเป็นเรื่องที่กฎหมายเรายังไม่มี แล้วมีเรื่องขึ้นมาแล้วศาลฏีกาให้เรื่องห้างหุ้นส่วนมาใช้ เราก็จะทำต่อไปเมื่อมาถึง ว่าแตกต่างจากห้างฯอย่างไร แล้วทำไมศาลฏีกาให้นำเรื่องห้างฯมาใช้ ขณะนี้ก็มีอยู่นะครับเป็นบริษัทหาแร่ ในทางใต้ หรือบริษัทที่ขุดเจาะน้ำมันต้องใช้เงินทุนมหาศาล
เรามาดูประวัตินิดหนึ่ง ในบรรพสามนั้นเอามาจากต่างประเทศล้วนๆ โดยเฉพาะบริษัทจำกัดเอามาจากในยุโรป และ ญี่ปุ่น ท่านที่ต้องการศึกษาโดยละเอียดนั้นขอให้ไปอ่านของท่านอาจารย์จิตติ ปัญหาที่เกิดขึ้นก็ต้องนำกฏหมายมาบังคับ างปฏิบัติคนเราเมื่อรวมกันทำ เม่
ประวัติ ในประเทศเยรมัน ฝรั่งเศส สวิต ญี่ปุ่นก็มีแนวคิดมานานแล้ว แต่ในไทยก็มีเหมือนกัน ตั้งแต่กฎหมายตราสามดวง มีอยู่เขียนเอาไว้ชัดเลยครับ มีการแบ่งการลงทุน ก็มีการเริ่มก่อตั้งหุ้นส่วนกันมานาน แล้วต่อมาก็มีสมัยพระจุลจอมเกล้า ฯ ซึ่งได้มีการออกลักษณะกู้หนี้ยืมสินของบริษัท มีการพูดถึงลักษณะการรับผิดจำกัดของห้างหุ้นส่วนจำกัด
ต่อมาก็มีการพัฒนาเรื่อยมากฎหมายนี้เขียนไว้รวมๆก็ไม่อาจจะบังคับเรื่อยๆได้ทุกกรณีไป พระจุลจอมเกล้า ฯ จึงได้โปรดให้ตรากฎหมาย รศ 130 ขึ้นมา ต่อมากฎหมายฉบับนี้ถูกยกเลิก โดย ปพพ บรรพสาม ปี 2472 เป็นต้นมาจนกระทั่งปัจจุบัน
ประเทศตะวันตกแบ่งระบบกฎหมายออกเป็นสองระบบ คือซีวิลลอว์ กับคอมมอลลอว์ เราเป็นเรื่องตัวบทเป็นหลัก เป็น ซีวิลลอว์
อันนี้ก็เป็นคราวๆประวัติศาสตร์กฎหมาย
พูดถึงกฎหมายคอมมอลลอว์ ให้โดยเสน่ห์หาไม่มีนะครับ เพราะเขาไม่เชื่อว่าของฟรีไม่มีในโลก ก็เป็นจารีตประเพณีของเขา ที่โน่นยกมรดกให้หมาแมวได้นะครับ แต่ของเราไม่ได้ต้องเป็นบุคคล ก็นอกเรื่องเล็กน้อยนะครับ
ต่อไปเราจะเข้าถึงหลักของห้างฯบริษัทแล้วนะครับ
ประการแรกเป็นเอกเทศสัญญาชนิดหนึ่ง เพราะว่าสัญญาคืออะไรครับ คือนิติกรรมอย่างหนึ่ง สัญญาต้องมีสองฝ่ายเสมอ นิติกรรมฝ่ายเดียวก็มี สัญญาต้องอยู่ภายใต้หลักเรื่องการแสดงเจตนา การที่มีคำเสนอสนองตกต้องตรงกันก่อให้เกิดสัญญาหรือไม่ จุดนี้ก็ทำให้พิจารณาเกี่ยวกับเรื่องห้างฯบริษัททั้งสิ้น ก็นำมาใช้ด้วยหมด เพราะเอกเทศสัญญาก็ต้องอยู่ภายใต้หลักทั่วไปของสัญญานี้ด้วย
เช่นมีการข่มขุ่ให้ทำสัญญาหุ้นส่วน ก็ สามารถบอกเลิกสัญญาได้ ก็เป็นโมฆียะ
หรือว่าสำคัญผิดคิดว่านาย ก ที่อยู่บางลำพู ตัดเสื้อเก่ง ก็เป็นโมฆียะ สำคัญผิด ในสิ่งที่เป็นสาระสำคัญ
แต่อย่างไรก็ตาม กฎหมายก็มีข้อยกเว้น ตราบใดที่หุ้นส่วนบริษัทบัญญัติไว้ เฉพาะ ก็นำเรื่องทั่วไปมาใช้ไม่ได้ เช่นการเลิกบริษัทนั้นต่างหลักทั่วไปด้วยเหตุว่าต้องคุ้มครองบุคคลภายนอกที่มาติดต่อกับบริษัทด้วย กฏหมายบอกไม่ได้การเลิกห้างฯต้องมีการชำระบัญชีต้องมีการบอกกล่าวล่วงหน้า เพราะฉะนั้นต้องมีการยกเว้น ด้วย ถ้าไม่ตรงกันก็ใช้กฏหมายหุ้นส่วนแทนที่จะใช้เรื่องเอกเทศสัญญา
คราวนี้มาดูเรื่องคำจำกัดความ อยู่ในมาตรา 1012 อันว่าสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปตกลงเข้ากันเพื่อกระทำกิจการร่วมกัน ด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไรอันจะพึงได้แต่กิจการที่ทำนั้น
การที่เราจะเชี่ยวชาญนั้น ต้องแยกองค์ประกอบ
องค์ประกอบแรกคือ บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปตกลงเข้ากัน
องค์ประกอบสองคือ เพื่อกระทำกิจการร่วมกัน
องค์ ประกอบที่สามคือ ด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไรอันจะพึงได้แต่กิจการที่ทำนั้น
ต้องครบทั้งสามข้อนะครับ ไม่เช่นนั้นไม่เข้าเรื่องห้างหุ้นส่วน ถามว่าไม่เข้าแล้วเป็นอะไร ก็ต้องไปดูเอกเทศสัญญาประเภทอื่นมาจับ
สัญญาคือนิติกรรมที่อย่างน้อยต้องมีสองคน อันนี้เป็นทั้งหุ้นส่วนและบริษัทอย่างน้อยต้องมีสองคน แต่ถ้าเป็นบริษัท นั้นต้องมีสามคนเป็นอย่างน้อย แก้ไขเมื่อปี 51 แล้วนะครับ ซึ่งบริษัทก็เข้าตัวบทนี้เหมือนกัน แต่บริษัทต้องมีสามคนอย่างน้อย แก้ไข 1097 บุคคลใดๆ ตั้งแต่สามคนขึ้นไปจะเริ่มก่อการและตั้งเป็นบริษัทจำกัดก็ได้โดยเข้าชื่อกันทำหนังสือบริคณห์สนธิ และกระทำการอย่างอื่นตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้
เมื่อ 12 มิถุนายน 2551
ประการที่สอง เพื่อกระทำกิจการร่วมกัน อธิบายแบบคร่าวๆก่อนนะครับ จะอธิบายละเอียดเมื่อเป็นห้างฯสามัญ มันเป็นเอกลักษณ์เลยนะครับ สัญญาอื่นๆเป็นการยืนคนละมุม เช่นสัญญาซื้อขาย ก็ต่างคนต่างต้องการประโยชน์จากอีกฝ่าย ไม่ได้ร่วมกันจริง ร่วมกันทำสัญญาจริง แต่ไม่ได้ร่วมกัน ทำประโยชน์ให้เกิดด้วยกันทั้งสองฝ่ายเป็นสำคัญ
ยืนคนละมุมแต่ร่วมกันทำสัญญา แต่หุ้นส่วนบริษัทนี้ร่วมกันจริงๆนะครับ อยู่มุมเดียวกันเลย
หรือจัดตั้งห้างมาเพื่อซื้อของต่างประเทศก็ซื้อด้วยกัน ร่วมหัวจมท้ายด้วยกัน จากที่อธิบายนี้ก็มีถึงคำอธิบาย สามประการ
ทำกิจการเดียวกัน และไม่ทำการแข่งขันกัน และ กระทำการร่วมกัน คือต้องร่วมกระทำด้วยกันนั่นเองอย่างที่ยกตัวอย่างให้ฟังตอนต้น กระทำกิจการร่วมกันอธิบายไปแล้ว
ไม่ค้าขายแข่งกันเพราะว่าต่างรู้ความลับของกันและกัน จึงห้ามค้าแข่งกับห้าง
ในมาตรา 1038 มาตรา 1038 ห้ามมิให้ผู้เป็นหุ้นส่วนประกอบกิจการอย่างหนึ่งอย่างใดซึ่งมีสภาพดุจเดียวกัน และเป็นการแข่งขันกับกิจการของห้างหุ้นส่วนนั้นไม่ว่าทำเพื่อประโยชน์ตนหรือประโยชน์ผู้อื่น โดยมิได้รับความยินยอมของผู้เป็นหุ้นส่วนคนอื่น ๆ
ถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนคนใดทำการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรานี้ไซร้ ผู้เป็นหุ้นส่วนคนอื่น ๆ ชอบที่จะเรียกเอาผลกำไรซึ่งผู้นั้นหาได้ทั้งหมด หรือเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อการที่ห้างหุ้นส่วนได้รับความเสียหายเพราะเหตุนั้น แต่ท่านห้ามมิให้ฟ้องเรียกเมื่อพ้นเวลาปีหนึ่งนับแต่วันทำการฝ่าฝืน
1066 มาตรา 1066 ห้ามมิให้ผู้เป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งคนใดในห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนประกอบกิจการอย่างหนึ่งอย่างใดอันมีสภาพเป็นอย่างเดียวกันและเป็นการแข่งขันกับกิจการของห้างหุ้นส่วนนั้น ไม่ว่าทำเพื่อประโยชน์ตนหรือเพื่อประโยชน์ผู้อื่น หรือไปเข้าเป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดในห้างหุ้นส่วนอื่น ซึ่งประกอบกิจการอันมีสภาพเป็นอย่างเดียวกัน และแข่งขันกับกิจการของห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนนั้น เว้นไว้แต่จะได้รับคำยินยอมของผู้เป็นหุ้นส่วนอื่นทั้งหมด
แต่ข้อห้ามเช่นว่ามานี้ ท่านว่าจะไม่พึงใช้ได้ ถ้าหากผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหลายได้รู้อยู่แล้วในเวลาเมื่อลงทะเบียนห้างหุ้นส่วนนั้นว่า ผู้เป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งได้ทำกิจการ หรือเข้าเป็นหุ้นส่วนอยู่ในห้างหุ้นส่วนอื่นอันมีวัตถุที่ประสงค์อย่างเดียวกันและในสัญญาเข้าหุ้นส่วนที่ทำไว้ต่อกันนั้นก็ไม่ได้บังคับให้ถอนตัวออก
1168 มาตรา 1168 ในอันที่จะประกอบกิจการของบริษัทนั้นกรรมการต้องใช้ความเอื้อเฟื้อสอดส่องอย่างบุคคลค้าขายผู้ประกอบด้วยความระมัดระวัง
ว่าโดยเฉพาะ กรรมการต้องรับผิดชอบร่วมกันในประการต่าง ๆ ดังจะกล่าวต่อไปนี้ คือ
(1) การใช้เงินค่าหุ้นนั้น ได้ใช้กันจริง
(2) จัดให้มีและรักษาไว้ให้เรียบร้อย ซึ่งบรรดาสมุดบัญชีและเอกสารที่กฎหมายกำหนดไว้
(3) การแจกเงินปันผลหรือดอกเบี้ยให้เป็นไปโดยถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนดไว้
(4) บังคับการให้เป็นไปโดยถูกต้องตามมติของที่ประชุมใหญ่
อนึ่งท่านห้ามมิให้ผู้เป็นกรรมการประกอบการค้าขายใด ๆ อันมีสภาพเป็นอย่างเดียวกัน และเป็นการแข่งขันกับการค้าขายของบริษัทนั้น ไม่ว่าทำเพื่อประโยชน์ตนหรือเพื่อประโยชน์ผู้อื่น หรือไปเข้าหุ้นส่วนไม่จำกัด
ความรับผิดในห้างค้าขายอื่นซึ่งประกอบกิจการมีสภาพเป็นอย่างเดียวกัน และ แข่งขันกับกิจการของบริษัทโดยมิได้รับความยินยอมของที่ประชุมใหญ่ของผู้ถือหุ้น
บทบัญญัติที่กล่าวมาข้างบนนี้ให้ใช้บังคับตลอดถึงบุคคลซึ่งเป็นผู้แทนของกรรมการด้วย
ทั้งสามมาตรานี้ ห้างฯประกอบกิจการเดียวกันหรือค้าแข่งกับห้างฯโดยไม่มีได้รับความยินยอม จากพวกก็จดเลขไปอ่านจะเข้าใจดีขึ้น
ส่วนประการสุดท้าย ดำเนินกิจการงานร่วมกัน ใครเชี่ยวชาญด้านไหนก็ทำไป ขอยกตัวอย่างตัวบท คือมาตรา 1033 มาตรา 1033 ถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนมิได้ตกลงกันไว้ในกระบวนจัดการห้างหุ้นส่วนไซร้ ท่านว่าผู้เป็นหุ้นส่วนย่อมจัดการห้างหุ้นส่วนนั้นได้ทุกคน แต่ผู้เป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งคนใดจะเข้าทำสัญญาอันใดซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนอีกคนหนึ่งทักท้วงนั้นไม่ได้
ในกรณีเช่นนี้ ท่านให้ถือว่าผู้เป็นหุ้นส่วนย่อมเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการทุกคน
ในมาตรานี้เขียนชัดเจน ในกติกา ห้างฯสามัญ คือ ผู้เป็นหุ้นส่วนจัดการได้ทุกคน แต่จะทำโดยมีหุ้นส่วนคนใดคนหนึ่งทักท้วงไม่ได้ ทำไมต้องมีหลักเกณฑ์ดังกล่าว เพราะว่าห้างหุ้นส่วน ทุกคนต้องรับผิดไม่จำกัดจำนวนเหมือนกัน ทุกคน บุคคลภายนอกสามารถมาเรียกให้คนหนึ่งคนใดรับผิดเต็มจำนวนได้
จึงให้คัดค้านได้ ในกิจการที่หุ้นส่วนคนอื่นจะกระทำ
จะเอาเสียงข้างมากก็ไม่ได้ เขียนไว้ชัดเจนตามกฎหมาย
หรือในมาตรา 1077 มาตรา 1077 อันห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้น คือห้างหุ้นส่วนประเภทหนึ่ง ซึ่งมีผู้เป็นหุ้นส่วนสองจำพวก ดั่งจะกล่าวต่อไปนี้ คือ
(1) ผู้เป็นหุ้นส่วนคนเดียวหรือหลายคนซึ่งมีจำกัดความรับผิดเพียงไม่ไม่เกินจำนวนเงินที่ตนรับจะลงหุ้นในห้างหุ้นส่วนนั้นจำพวกหนึ่ง และ
(2) ผู้เป็นหุ้นส่วนคนเดียวหรือหลายคนซึ่งต้องรับผิดร่วมกันในบรรดาหนี้ของห้างหุ้นส่วนไม่มีจำกัดจำนวนอีกจำพวกหนึ่ง
มีการตกลงกัน ให้หุ้นส่วนคนเดียวจัดการหุ้นส่วนคนอื่นก็มีสิทธิไต่ถามการงานได้ทุกเมื่อ และตรวจเอกสารบัญชีของห้างได้ ถึงแม้ตกลงชัดให้คนใดคนหนึ่งดูแลเป็นผู้จัดการ แต่หุ้นส่วนคนอื่นก็มาตรวจสอบได้เสมอ อันนี้ห้างหุ้นส่วนสามัญ
แต่ถ้าเป็นห้างฯจำกัด ก็เฉพาะหุ้นส่วนผู้จัดการ
การจัดการงานของกรรมการ บริษัทเขาใช้คำว่าภายใต้การครอบงำของที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น 1144 ที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นก็ถอดถอนแต่งตั้งกรรมการได้ 1157 ไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลก็ได้นะครับ ไม่ชอบหน้ามีมติของผู้ถือหุ้นก็ถอนกรรมการได้เลย
การดำเนินงานร่วมกัน ฎ.862/2532 โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานที่แจ้งชัดมาแสดงโดยตรงว่าโจทก์จำเลยเป็นหุ้นส่วนกัน การที่จำเลยซึ่งเป็นผู้ช่วยผู้จัดการแผนกเวชภัณฑ์ของบริษัท บ. ดำเนินการให้บริษัท บ. เพิ่มส่วนลดให้โจทก์พนักงานของบริษัท บ. ไม่นำฟิล์มเอ็กซเรย์และน้ำยาล้างฟิล์มไปขายในท้องที่ที่โจทก์ขายอยู่ และบริษัท บ. ให้ของแถมเพื่อให้โจทก์นำไปแจกแก่ลูกค้าของโจทก์อีกต่อหนึ่งซึ่งทำให้โจทก์มีกำไรจากการซืสินค้าจากบริษัท บ. ไปขายมากขึ้น ล้วนแต่เป็นการส่งเสริมการขายเพื่อทำให้บริษัท บ. ขายสินค้าได้มากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดาในทางการค้า แม้โจทก์จ่ายเงินให้จำเลยร้อยละห้าของกำไรที่ได้จากการขายฟิล์มเอ็กซเรย์และน้ำยาล้างฟิล์ม ก็ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์จำเลยตกลงเข้ากันเป็นหุ้นส่วนซื้อฟิล์มเอ็กซเรย์และน้ำยาล้างฟิล์มจากบริษัท บ. ไปขายเพื่อประสงค์จะแบ่งปันกำไรแต่เป็นเรื่องจำเลยดำเนินการให้โจทก์มีกำไรจากกิจการค้ามากขึ้นและโจทก์ให้เงินแก่จำเลยเป็นการตอบแทน จำเลยจึงไม่ต้องร่วมรับผิดในหนี้สินอันเกิดจากกิจการค้านั้น
ในเรื่องนี้โจทก์ซื้อสินค้าของบริษัทไปขาย จำเลยเป็นผู้ช่วยผู้จัดการบริษัทได้ช่วยโจทก์ได้รับส่วนลดในการขายสินค้ามากขึ้น แล้วก็นำของแถมไปแจกได้ และยังห้างพนักงานในบริษัทนั้น ขายสินค้าชนิดเดียวกันในท้องที่ที่โจทก์อยู่ ทำให้โจทก์มีกำไรมากขึ้น แล้วโจทก์ได้จ่ายกำไรร้อยละห้าให้จำเลย เพียงเท่านี้ยังไม่พอถือว่าจำเลยเป็นหุ้นส่วนกับโจทก์อันทำให้จำเลยต้องร่วมรับผิดในหนี้ค่าสินค้า ของบริษัท
ฏีกานี้เกือบจะครบถ้วน ขาดเพียงประการเดียวคิอ ดำเนินกิจการร่วมกัน เห็นไม๊ครับมันใกล้เคียงมากเลยนะครับร่วมไม่ร่วม
ฎ.2062/2532 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะขายที่ดินให้จำเลยที่ 2 และที่ 3เพื่อทำการปลูกสร้างตึกแถวใหม่ในที่ดินดังกล่าว แล้วจะเสนอขายแก่บุคคลภายนอกทั้งที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นรายห้อง โดยในสัญญามีข้อตกลงว่า ถ้ามีความจำเป็นต้องฟ้องขับไล่ผู้เช่าเดิมจำเลยที่ 2 จะฟ้องขับไล่เอง และจะไม่เรียกร้องจากจำเลยที่ 1เกี่ยวกับค่าทดแทนใด ๆ ที่จะให้ผู้เช่าเดิม ดังนี้ข้อตกลงดังกล่าวเป็นเพียงการกำหนดข้อตกลงในสัญญาจะซื้อจะขายเท่านั้นไม่มีข้อตกลงตอนใดที่แสดงว่าจำเลยที่ 1 ผู้จะขายได้ร่วมประกอบกิจการในการปลูกสร้างตึกแถวใหม่กับจำเลยที่ 2 ที่ 3แม้ในสัญญาจะซื้อจะขายจะกำหนดต่อไปอีกว่า ผู้จะขายจะได้รับส่วนแบ่งจากการขายตึกแถวใหม่อีกร้อยละหกสิบของกำไรสุทธิก็เป็นเพียงข้อตกลงในการซื้อขายที่ดินที่ผู้จะซื้อยอมที่จะให้เพิ่มเติมอีกเท่านั้นจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายยอมรับแต่ผลกำไรอย่างเดียวไม่ต้องร่วมรับผิดเมื่อขาดทุนด้วย จึงไม่ทำให้สัญญาจะซื้อจะขายกลายเป็นสัญญาเข้าหุ้นส่วนไปได้
ในเรื่องนี้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายที่ดิน นำไปรวมตึกแถวขายแม้ในสัญญาจะซื้อขายกำหนดว่าจำเลยที่ 1 จะได้รับส่วนแบ่งกำไร จากการขายตึกแถว 60 เปอร์เซ็นท์ก็ตาม แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่1 ได้ร่วมประกอบกิจการปลูกสร้างตึกได้ จำเลยที่1ก็หาเป็นหุ้นส่วนของจำเลยที่สองที่สามไม่
ก็ทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่หนึ่งเป็นนายทุน ก็เลยไปตกลงกับจำเลยที่สองที่สามให้ไปปลูกตึกแถวขาย แล้วขายได้เท่าไหร่ก็มาให้กำไรเจ้าของที่หกสิบเปอร์เซ็นต์
ก็มีปัญหาว่าจำเลยที่หนึ่งเป็นหุ้นส่วนหรือไม่
ก็จะเห็นว่าจำเลยที่หนึ่งก็ไม่ได้ไปร่วมในกิจการปลูกตึกแถวเลย รอแต่กำไร หกสิบเปอร์เซ็นต์ โดยตนเพียงแต่ให้ที่ดินไปเท่านั้นเอง
บางคนอาจจะแย้งว่าไม่ต้องมาดำเนินการก็เป็นห้างฯได้ เพียงแต่ต้องมีการแบ่งหน้าที่ ในการประกอบกิจการ
มันมีข้อเท็จจริงนิดหน่อยที่ขาดหายไปซึ่งทำให้ผลเปลี่ยน
การเป็นหุ้นส่วนหรือไม่ สำคัญมากนะครับ เพราะถ้าเป็นหุ้นส่วนแล้วต้องรับผิดไม่จำกัดเลยนะครับ นี่คือผลนะครับ การวินิจฉัยในเรื่องนี้ก็เป็นสิ่งจำเป็น
ประการที่สามคือด้วยประสงค์จะแบ่งกำไรอันจะได้จากกิจการที่ทำมา อันนี้ก็เป็นสิ่งสำคัญเหมือนกัน ว่ามีการร่วมกันแล้ว มีการทำสัญญากันแล้ว แต่ไม่ได้มีการตกลงเรื่องการแบ่งกำไรกัน ก็ไม่มีข้อแม้ว่า ต้องเป็นกิจการนั้น จุดตรงนี้สำคัญตรงไหนครับ สำคัญว่า กิจการใดไม่ได้ประสงค์แบ่งกำไรกันแล้วไม่ใช่ห้างฯเลยนะครับ จบเลย
เช่นมูลนิธิ หรือองค์การเกี่ยวข้องการช่วยเหลือที่ให้ต่างๆ ถ้าไม่ประสงค์หากำไรแล้วไม่ใช่หุ้นส่วนแล้ว ต้องแบ่งกำไรนะครับไม่ใช่การแบ่งรายได้
กำไรคืออะไรครับ ก็คือผลประโยชน์ที่หักจากต้นทุนแล้ว หักค่าใช้จ่ายแล้ว
เห็นไหมครับมันมีจุดเล็กๆน้อยๆซ่อนอยู่ในระดับนี้
ต้องการฝึกพวกท่าน ว่าประเด็นใดที่ศาลฏีกา มองและ วินิจฉัย การอ่านบ่อยๆช่วยท่านได้นะครับ มันไม่ใช่เรื่องรู้กฎหมายเลยนะครับ แต่เป็นการจับจุดนะครับว่าเรื่องนี้ว่าอย่างไร
และในการสอบมีเวลาเพียงข้อละ 24 นาทีนะครับ
ฝึกจากข้อสอบเก่าเท่านั้นนะครับ ต้องเริ่มฝึกวันละเล็กละน้อยนะครับ เนฯของท่านดีนะครับเก็บได้เป็นรายวิชานะครับ สมัยก่อนไม่ได้นะครับ ต้องสอบทั้งปี สร้างโอกาสมากขึ้น
ฎ 1334 /2533 ป.วิ.พ. มาตรา 287 หมายถึงการที่เจ้าหนี้สามัญจะบังคับคดีให้กระทบกระทั่งถึงสิทธิของเจ้าหนี้ผู้มีบุริมสิทธิหรือสิทธิอื่นที่มีอยู่เหนือทรัพย์สินนั้นไม่ได้เท่านั้น แต่โจทก์เป็นเจ้าหนี้จำนองซึ่งเป็นเจ้าหนี้มีหลักประกันพิเศษ และตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287 บุริมสิทธิที่จะใช้ได้ก่อนสิทธิจำนองจะต้องเป็นบุริมสิทธิที่ได้จดทะเบียนแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 285 มาตรา 286 และมาตรา 287 เท่านั้น เมื่อตามป.พ.พ. มาตรา 1300 ผู้ร้องเป็นเพียงผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อน ซึ่งเป็นสิทธิอื่น ๆ ตามมาตรา 287 ดังกล่าว และเป็นสิทธิที่ยังมิได้จดทะเบียน จึงไม่มีสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ก่อนโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับจำนอง การบังคับคดีของโจทก์จึงไม่กระทบถึงสิทธิของผู้ร้อง จึงไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนการบังคับคดีของโจทก์
ในฏีกาฉบับนี้ปรากฏว่าอย่างนี้ คือจำเลยตั้งสหกรณ์ร้านค้าของโรงเรียนขึ้นและตั้งสหกรณ์โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากจำเลยที่สองและที่สาม โดยไม่มีวัตถุประสงค์แบ่งกำไรจากการตั้งร้านค้ากัน จำเลยที่สองกับที่สี่จึงไม่ใช่หุ้นส่วนกับจำเลยที่หนึ่ง จึงไม่ต้องร่วมกับจำเลยที่หนึ่งชำระค่าสินค้า
สหกรณ์เป็นหุ้นส่วนได้หรือไม่ สหกรณ์มีวัตถุประสงค์ในการแบ่งกำไร มีวัตถุถั้วเฉลี่ยไป ก็สามารถทำได้ อย่างเช่นสหกรณ์ทัพบก หรือสหกรณ์ในศาลยุติธรรมก็มีหมดเลยนะครับอันนี้ก็เป็นหุ้นส่วน อาจจะต้องรับผิดในหนี้สินของสหกรณ์ได้
อันนี้ก็เป็นข้อเท็จจริงที่ต้องว่ากันในรายละเอียดอีกอย่าง ก็ห้างฯอยู่ในมาตรา 1012 เพียงแต่แตกต่างตรงจำนวนคนเท่านั้นเอง อันนี้เรามาดูสิครับว่าการแตกต่างของหุ้นส่วนบริษัทมีอะไรบ้าง แม้มีรากเหง้าจาก 1012 ด้วยกันแต่มันมีความต่างอยู่ เช่นเรื่องของการจดทะเบียน อันนี้เราจะเอาอะไรมาแยกความต่างที่ต้องบังคับให้ไปจดทะเบียน
ดูมาตรา 1025 มาตรา 1025 อันว่าห้างหุ้นส่วนสามัญนั้น คือห้างหุ้นส่วนประเภทซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนหมดทุกคนต้องรับผิดร่วมกันเพื่อหนี้ทั้งปวงของหุ้นส่วนโดยไม่มีจำกัด
1077 มาตรา 1077 อันห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้น คือห้างหุ้นส่วนประเภทหนึ่ง ซึ่งมีผู้เป็นหุ้นส่วนสองจำพวก ดั่งจะกล่าวต่อไปนี้ คือ
(1) ผู้เป็นหุ้นส่วนคนเดียวหรือหลายคนซึ่งมีจำกัดความรับผิดเพียงไม่ไม่เกินจำนวนเงินที่ตนรับจะลงหุ้นในห้างหุ้นส่วนนั้นจำพวกหนึ่ง และ
(2) ผู้เป็นหุ้นส่วนคนเดียวหรือหลายคนซึ่งต้องรับผิดร่วมกันในบรรดาหนี้ของห้างหุ้นส่วนไม่มีจำกัดจำนวนอีกจำพวกหนึ่ง
1096 มาตรา 1096 อันว่าบริษัทจำกัดนั้น คือบริษัทประเภทซึ่งตั้งขึ้นด้วยแบ่งทุนเป็นหุ้นมีมูลค่าเท่า ๆ กัน โดยมีผู้ถือหุ้นต่างรับผิดจำกัดเพียงไม่เกินจำนวนเงินที่ตนยังส่งใช้ไม่ครบมูลค่าของหุ้นที่ตนถือ
คือห้างฯสามัญ เราจะพูดละเอียดอีกทีนะครับครั้งนี้เลาๆไปก่อน อีกอันเป็นห้างฯจำกัด มีหุ้นส่วนสองประเภท ประเภทหนึ่งรับผิดจำกัดและอีกประเภทรับผิดไม่จำกัด อีกอันหนึ่งเรียกว่าบริษัทจำกัด
ก็เรียกว่าแยกแยะได้หลายข้อเหมือนกัน อันแรกคือการก่อตั้ง บริษัทจำกัดต้องจดทะเบียนเสมอ อาจจะมีสัญญาหรือไม่มีสัญญาเป้นลายลักษณ์อักษรก็ตาม
แต่ถ้าทางบริษัทไม่ได้นะครับ ถ้าไม่มีทางกระทรวงพาณิชย์ไม่รับจด
อันที่สองคือฐานะทางกฎหมาย คือ บริษัทจำกัดเป็นนิติบุคคล มีทรัพย์สิน ฟ้องร้องเองได้ ส่วนห้างฯสามัญนั้น ไม่ได้เป็นบุคคลต่างหากจากผู้ที่เป็นหุ้นส่วน ถึงแม้จดทะเบียนก็ต่างกัน การบริหารงานก็ต่างกันใช้กฎหมายคนละมาตรา
อันต่อไปคือจำนวนสมาชิก และฐานของสมาชิกอันนี้ก็สำคํญเมื่อละเอียดขึ้น หุ้นส่วนเป็นตัวแทนซึ่งกันและกันเพราะต้องรับผิดในการกระทำผู้อื่น
แต่บริษัทจำกัดนั้นไม่ใช่ ไม่เหมือนกัน
สิทธิของสมาชิก ในห้างฯ มีสิทธิที่จะเข้าไปควบคุมดูแลการจัดการ ส่วนบริษัทจำกัดนั้นผู้ถือหุ้นไม่มีสิทธิเข้ามาจัดการบริษัทเพียงแต่มีสิทธิเข้าประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้นแล้วให้กรรมตามหาแล้วกัน
การลงคะแนนก็ ตามคนที่มา แต่ถ้าสองคนให้ลงคะแนนลับนับตามหุ้น 1190 1182 ส่วนหุ้นส่วนไปตาม 1034 คือไม่ถือหุ้นดูวันแมนวันโหวต
คุณสมบัติของสมาชิก หุ้นส่วนคุณสมบัติเป้นสิ่งสำคัญ ต้องไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน คุณสมบัติของผู้เป็นหุ้นส่วนเป็นสิ่งสำคัญ เป็นไปตามมาตรา 1040 1041 หุ้นส่วนคนหนึ่งตายจะมาบังคับให้ทายาทหุ้นส่วนเข้ามาไม่ได้เป็นสิทธิเฉพาะตัว หรือทายาทจะขอเข้ามาโดยพละการไม่ได้เป็นไปตามแนวฏีกา 191/2501
การเป็นหุ้นส่วนกันนั้นเป็นเรื่องเฉพาะตัวของผู้เป็นหุ้นส่วนนั้นๆ เอง ห้างหุ้นส่วนย่อมเลิกกันเมื่อผู้เป็นหุ้นส่วนคนใดคนหนึ่งตายผู้รับมรดกก็ดีหรือผู้จัดการมรดกของผู้เป็นหุ้นส่วนที่ตายจะยืนยันถือสิทธิ์โดยลำพังเข้าไปเป็นหุ้นส่วนแทนที่ผู้ตายต่อไปนั้นไม่ได้ และนัยที่ตรงข้ามผู้เป็นหุ้นส่วนอื่นจะฟ้องขอให้บังคับให้ผู้รับมรดกหรือผู้จัดการมรดกเช่นว่านั้นเข้ามาเป็นหุ้นส่วนแทนที่ผู้ตายต่อไปก็ไม่ได้
โจทก์ฟ้องขอให้ตั้งผู้ชำระบัญชีของห้างหุ้นส่วนผู้จัดการมรดกและผู้รับมรดกจะต้องเข้ามาแทนที่ของหุ้นส่วนผู้ตายเพื่อการชำระบัญชีหลักกฎหมายในเรื่องการที่ต้องเข้ามาแทนที่เพื่อการชำระบัญชีเป็นคนละเรื่องกับการเข้ามาเป็นหุ้นส่วนแทนที่ผู้ตาย
โจทก์เป็นหุ้นส่วนกับผู้ตายจำเลยซึ่งเป็นผู้รับมรดกและผู้จัดการมรดกของผู้ตายปฏิเสธไม่ยอมคิดบัญชี โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องจำเลยได้
โจทก์ฟ้องและมีคำขอท้ายฟ้องให้ศาลแต่งตั้งผู้ชำระบัญชีจัดการชำระบัญชีของหุ้นส่วนตามกฎหมายลอยๆ เช่นนี้เป็นการเพียงพอแล้วคำขอท้ายฟ้องของโจทก์เช่นว่านี้ไม่ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา172 และการที่ศาลแต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้ชำระบัญชีก็ไม่ใช่เป็นเรื่องเกินคำขอแต่ประการใด
ส่วนผู้ถือหุ้นในบริษัทนั้นคุณสมบัติไม่เหมือนกัน อาจจะไม่รู้จักกันเลยก็ได้ ในบรรดากรรมการ
วัตถุประสงค์ของสมาชิก ก็ต้องการกำไร แต่บริษัทนั้นมีทุน ที่เป็นส่วนต่างในการ ขายหุ้นแล้วกำไรก็ได้
แต่ห้างฯ ไม่มีในเรื่องนี้เพราะยึดถือความเป็นร่วมัน
ประการสุดท้ายที่ต่างกันคือทรัพย์สินที่นำมาลงหุ้น
อันนี้ก็เป็นข้อแตกต่างของห้างฯ กับบริษัทห้าข้อด้วยกันวันนี้ก็พอแล้วนครับ