สรุป หนี้ครั้งที่ 2. ( สรุปจากคำบรรยาย หนี้ครั้งที่ 3-4 ภาค1สมัยที่61 (ภาคปกติ))

1,373 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
May 16, 2009, 4:36:33 AM5/16/09
to LAWSIAM, lawsiam com
หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า  kankokub  ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ ไพโรจน์ วายุภาพ ผู้บรรยาย   , ผู้มีน้ำใจส่ง flie เสียงที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า

ครั้งที่ 3 . (มูลแห่งหนี้)

วันนี้จะพูดเรื่องมูลแห่งหนี้เราก็มาถามว่าจะรู้ไปทำไมในแง่ของตัวบท มาตรา ที่ใช้คำว่ามูลแห่งหนี้

          มาตรา 194  ด้วยอำนาจแห่งมูลหนี้ เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิจะเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้ อนึ่งการชำระหนี้ด้วยงดเว้นการอันใดอันหนึ่งก็ย่อมมีได้

            มาตรา 215  เมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ให้ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ไซร้ เจ้าหนี้จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่การนั้นก็ได้

            มูลแห่งหนี้มีอะไรบ้างถ้าพูดถึงในบรรพ 2 คือสัญญา จัดการงานนอกสั่ง ลาภมิควรได้ ละเมิด ตรงนี้เป็นการพูดถึงมูลแห่งหนี้

            ทีนี้นักกฎหมายแบ่งเป้นห้าประการ

สัญญา

จัดการงานนอกสั่ง

ลาภมิควรได้

ละเมิด

กฎหมาย

ในสี่ประการข้างต้นมีอยู่ในบรรพสอง แต่กฎหมายไม่ได้พูดในบรรพสอง หนี้ที่เกิดขึ้นในกฎหมายอาจอยู่ในประมวลแพ่งก็ได้ อาจอยู่ในพระราชบัญญัติอื่นก็ได้ เช่นค่าอุปการะเลี้ยงดูประมวลรัษฏากรณ์ก็เป็นกฎหมาย

ทีนี้เราย้อนไปดูตัวบทอีกที่ มาตรา194บอกว่า

มาตรา 194  ด้วยอำนาจแห่งมูลหนี้ เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิจะเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้ อนึ่งการชำระหนี้ด้วยงดเว้นการอันใดอันหนึ่งก็ย่อมมีได้

            มีหลายท่านเห็นว่าน่าจะเป็นด้วยอำนาจแห่งหนี้ เพราะตัวมูลหนี้ไม่มีพลังอะไร ตัวหนี้ต่างหากที่ก่อให้เกิดพลัง เกิดพลังบังคับ น่าจะเป็นด้วยอำนาจแห่งหนี้

            เพราะเวลาเราพูดถึงผลแห่งหนี้ที่อยู่ในบทเบ็ดเสร็จทั่วไปเราไม่ได้ไปดูมูลของมันว่า มูลแห่งหนี้เป็นอะไร มูลแห่งหนี้ทุกตัวก่อให้เกิดหนี้แล้วเจ้าหนี้ไม่ชำระก็ก่อให้เกิดหนี้ได้ส่วนตัวอาจารย์ มีความเห็นว่าด้วยอำนาจแห่งมูลหนี้น่าจะดีขึ้น โดยมาตรา 215 บอกว่า

ชำระหนี้ให้ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ ช่วยชี้ให้เห็นถึงการชำระหนี้ด้วย ถ้าเราบอกว่าต้องความประสงค์แห่งหนี้ก็จะไม่สมบูรณ์เพราะหนี้หนึ่งๆการปฏิบัติชำระหนี้แตกต่างกัน

            ทีนี้เรามาดู ตัวแรกมูลแห่งหนี้เป็นเรื่องของสัญญา จัดการงานนอกสั่งลาภมิควรได้ไม่ใช่เรื่องของสัญญาถ้าเราพูดว่าเป็นนิติเหตุ ก็จะเห็นได้ชัด

            ในตัวสัญญาที่ปรากฏในบรรพ 2 เป็นตัวสัญญาทั่วไป มีสัญญาเฉพาะที่เป็นเอกเทศสัญญาในบรรพ 3 อีก

            เราจะสังเกตว่าเวลาเราเรื่องไม่มีแบบเราจะให้ 369 สัญญาต่างตอบแทน ตาม มาตรา369 เพราะมันไม่อยู่ในเอกเทศสัญญา

            มาตรา 369  ในสัญญาต่างตอบแทนนั้น คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งจะไม่ยอมชำระหนี้จนกว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะชำระหนี้ หรือขอปฏิบัติการชำระหนี้ก็ได้ แต่ความข้อนี้ท่านมิให้ใช้บังคับ ถ้าหนี้ของคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งยังไม่ถึงกำหนด

            ส่วนสัญญาอีกประเภทหนึ่งคือเอกเทศสัญญา

            นิติกรรมสัญญาฝ่ายเดียวก็อาจก่อให้เกิดหนี้ได้ เช่นคำมั่นว่าจะให้รางวัล

            ในส่วนสัญญาเมื่อเป็นนิติกรรมสองฝ่าย หลักนิติกรรมก็ต้องมาคิดว่ามันมีมูลแห่งหนี้หรือไม่ เนื่องจากนิติกรรมต้องชอบด้วยกฎหมายและหลักเกณฑ์การแสดงเจตนาที่ต้องบริสุทธิ์อยู่ด้วย

            โดยเฉพาะอย่างยิ่งละเมิดเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายมันจะเป็นเรื่องของโมฆะ พอพูดถึงเรื่องมูลสัญญาวิธีการที่ถูกต้องต้องดูความสมบูรณ์ของสัญญานั้นก่อน เช่นในเรื่องแบบ

            อำนาจที่จะชำระหนี้ก็ไม่มีอำนาจฉ้อฉลก็จะไม่มี จุดด้อยของมูลสัญญาก็จะเป็นตรงนี้

            แต่ถ้าเป็นละเมิดไม่ต้องเช็คเลย สัญญาต้องมาเช็คเวลาพูดถึงสัญญาการวิเคราะห์ปัญหาอันสืบเนื่องจากสัญญา อาจเป็นได้สองรูปแบบ

            คือ หนี้ กับ ตามสัญญา นั้นๆ หรือไปตามหลักสัญญา เราจึงไม่ค่อยได้พูดถึงเรื่องหนี้ในกรณีเราพูดถึงสัญญา คิดแบบนี้คิดแบบคอมมอนลอร์ไม่มีเบ็ดเสร็จทั่วไป

            ถ้าเราจะเห็นชัดๆเวลาที่เขาผิดสัญญา เราก็จะไปดูข้อตกลงในสัญญาที่เขียนไว้ มีสิทธิริบมัดจำมีสิทธิอย่างนั้นอย่างนี้ ดูไปถึงการเลิกสัญญา

            แต่ถ้าเป็นสัญญามีแบบซื้อขายก็ไปดูสิทธิหน้าที่ในเรื่องของซื้อขายเราก็ไม่ได้มาคิดเรื่องหนี้เพราะฉะนั้นในกรณีที่สัญญาไม่ได้เขียนไว้ว่าพอผิดสัญญาแล้วมีสิทธิเรียกค่าเสียหาย ก็จะไม่อาจเรียกได้ในการมองในมุมของสัญญา

            อันนี้คิดแบบสัญญา แต่ถ้าคิดแบบหนี้หรือนำกฎหมายหนี้ไปปรับซึ่งปรับได้ เราก็ตอบได้ทันทีว่าเมื่อคู่สัญญาผิดสัญญาคือการไม่ชำระหนี้แล้วเจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิได้รับชำระค่าสินไหมทดแทนแล้วเรื่องหนี้ไปถึงได้รับชำระหนี้ได้ คนก็ไปฟ้องคดีต้องบอกเลิกสัญญาก่อนฟ้องหรือไม่ถ้าเราจะริบมัดจำอีกฝ่ายหนึ่งบอกก็ต้องเลิก ถ้าเราเลิกสัญญาเรามีสิทธิเรียกค่าเสียหายด้วยเหรอ ค่าเสียหายอะไรค่าเสียหายตามสัญญาไง

            ทีนี้อีกคนหนึ่งที่เรียนหนี้ก็บอกว่าไม่จำเป็นการเรียกค่าสินไหมทดแทนเรียกได้ 391 ก็บอกไว้

                      มาตรา 391  เมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้ใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้วคู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมแต่ทั้งนี้จะให้เป็นที่เสื่อมเสียแก่สิทธิของบุคคลภายนอกหาได้ไม่

          ส่วนเงินอันจะต้องใช้คืนในกรณีดังกล่าวมาในวรรคต้นนั้น ท่านให้บวกดอกเบี้ยเข้าด้วย คิดตั้งแต่เวลาที่ได้รับไว้

          ส่วนที่เป็นการงานอันได้กระทำให้และเป็นการยอมให้ใช้ทรัพย์นั้นการที่จะชดใช้คืน ท่านให้ทำได้ด้วยใช้เงินตามควรค่าแห่งการนั้น ๆ หรือถ้าในสัญญามีกำหนดว่าให้ใช้เงินตอบแทน ก็ให้ใช้ตามนั้น

          การใช้สิทธิเลิกสัญญานั้นหากระทบกระทั่งถึงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายไม่

            ความจริงผลแห่งหนี้ก็คิดได้ตั้งหลายอย่าง เช่น การเพิกถอนกลฉ้อฉล เป็นต้น หรือเรื่องการใช้สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ อันนี้คิดง่าย

            แต่มันก็มีการซ้อนกันได้ เราสังเกตว่าในตัวบทในการเลิกสัญญาไม่ได้ใช้คำว่าผิดสัญญาเลย เราจะใช้คำว่าไม่ชำระหนี้ หรือเช่าซื้อใช้คำว่าผิดนัด

            คล้ายกัน อย่าไปพูดละเอียดว่าไม่เหมือนกัน ดังนั้นถ้าไปพูดเรื่องมูลของหนี้หรือเรื่องสัญญาก็คิดให้ดีว่าจะใช้เรื่องมูลแห่งหนี้หรือบททั่วไป สัญญาหรือคอนแทคไม่เหมือนกับข้อตกลง เพราะก่อให้เกิดหนี้ คือคำเสนอคำสนองตกต้องตรงกัน

            เราไปเช็คดูก็ได้ว่าในบรรพสี่ใช้คำว่าข้อตกลงตลอดเลยไม่ได้ใช้คำว่าสัญญา พอเราบอกว่าเอ้ สัญญา หมั้น สัญญาสมรส ก่อให้เกิดสถานะเป็นคู่สมรสแล้วจากสถานะของมันเพราะตัวบทเขียนว่าคู่สมรสมีสิทธิที่ได้รับอุปการะเลี้ยงดูเพราะฉะนั้นมูลแห่งหนี้นั้น ถามว่ามาจากมูลแห่งหนี้อะไร ตอบทันทีมาจากมูลสัญญา เพราะสมรสเป็นสัญญา แต่ตามจริงไม่ใช่เป็นการสมรสก่อให้เกิดสถานะเป็นคู่สมรส ก่อให้เกิดหนี้ จริงๆเป็นมูลกฎหมาย ทีนี้ต่อมาเราจะมาคุยต่อว่า ในบรรพสองลักษณะหนึ่งบทเบ็ดเสร็จทั่วไปเมื่อเรารู้ว่ามูลแห่งหนี้มีทั้งสัญญาและไม่ใช่สัญญา คือนิติเหตุ

            บทในลักษณะหนึ่งใช้กับละเมิดด้วยหรือไม่ ท่านบอกว่าไม่ใช้ ใช้กับสัญญาเท่านั้น ตรงไหนใช้กับละเมิดเค้าจะเขียนไว้โดยเฉพาะ ค่าสินไหม 222 223 ก็ไม่ใช้กับละเมิดเพราะฉะนั้นโดยมาตราและโดยหลักในนั้นไม่ใช้กับละเมิด อันนี้ก็ขอให้เข้าใจอย่างนี้ ก็สงสัยว่าการชำระหนี้เป็นพ้นวิสัย มันจะใช้มาตราอะไร 218 219 ได้หรือไม่ ก็น่าจะไม่ใช้

            แต่ถ้าไปบอกว่าหนี้ที่เกิดจากมูลละเมิดและเป็นหนี้เงินถ้าลูกหนี้ยักย้ายถ่ายเททรัพย์จะเพิกถอนกลฉ้อฉลได้หรือไม่ อันนี้ก็ชักไม่แน่ใจเหมือนกันครับ

            ในบทเบ็ดเสร็จทั่วไป ลูกหนี้หลายคน โอนสิทธิเรียกร้องมันก็ใช้กับละเมิดได้นี่หน่า เรามาดูให้แน่ใจ 222 ไม่ใช้กับละเมิดอันนี้แน่ใจได้

            215 หนี้ละเมิดมีหนี้อันแท้จริงแห่งมูลหนี้เหรอไม่น่าจะมี เพราะคนทำละเมิดไม่น่าจะตั้งใจทำละเมิด

            สัญญาจะสรุปอีกตัวเป็นหลักว่าหนี้ที่เกิดจากมูลสัญญานั้นเป็นหนี้เกิดจากการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

            ก็คือละเมิดจะมีตัวบทใช้ เราก็งง ว่าหนี้อะไรเป็นการกระทำไม่ชอบด้วยกฎหมาย เราคิดแต่มูลสัญญาไม่คิดมูลอื่น และชอบคิดแต่หนี้เงิน

            มาตรา 345  หนี้รายใดเกิดแต่การอันมิชอบด้วยกฎหมายเป็นมูลท่านห้ามมิให้ลูกหนี้ถือเอาประโยชน์แห่งหนี้รายนั้น เพื่อหักกลบลบหนี้กับเจ้าหนี้

                ละเมิดไงครับ

            มูลแห่งหนี้ที่เกิดจากสัญญาถ้าเรารู้ว่าสัญญาก่อให้เกิดสิทธิ ต้องมี เจ้าของสิทธิ วัตถุแห่งสิทธิ

            เชยๆอีกแล้ว วัตถุแห่งสิทธิก็คือสิ่งที่ได้รับจากสัญญานั้นๆ ผู้ซื้อได้รับโอนกรรมสิทธิ์ผู้เช่าได้ทรัพย์ซ่อมแซมใหญ่ ทีนี้เราก็จะเข้าใจดีขึ้นว่า

            เบี้ยปรับก็เป็นสัญญา

            มันมีการเกิดสัญญาก่อนสัญญา เช่นเรื่องการประกวดราคา การประมูลนั้นแหละ มีสัญญาก่อนการประมูล

            ซึ่งเราก็จะเรียนกันเรื่องคำเชื้อเชิญ ก่อให้เกิดหนี้หรือไม่

            ก็ต้องดูว่ามีสัญญาก่อนสัญญาอย่างนี้เป็นต้น มีปัญหาเรื่องอะไรอีกเมื่อเราพูดเรื่องวัตถุแห่งสิทธิเช่นแบบให้สมบูรณ์เมื่อส่งมอบ เพราะฉะนั้นถ้าผู้ให้ไม่ส่งมอบเราก็บอกว่าผู้ให้ให้เป็นสัญญาผู้ให้ผิดสัญญาไม่ส่งมอบให้ผู้ระงับการให้ อาศัยมูลหนี้ให้ส่งมอบได้คำพูดอย่างนี้ไม่ถูกเสียทีเดียว

            เราต้องดูว่าตัวส่งมอบเป็นหน้าที่ที่เค้าต้องปฏิบัติหรือเปล่าไม่ใช่มันเป็นตัวสมบูรณ์ของสัญญาให้ มันเป็นหนี้ที่เกิดจากมูลเช่า แต่ตัวการส่งมอบนี้มันไม่ใช่เพราะให้มันสมบูรณ์เมื่อส่งมอบ การส่งมอบเป็นฐานะ ที่กลืนแล้ว เมื่อพูดอย่างนี้แล้วก็ไปต่อเรื่องหลักฐานเป็นหนังสือไม่ใช่แบบแต่เป็นสัญญาที่บังคับว่าต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือจึงจะบังคับได้

            ก็ต้องฟ้องร้องกันแล้วจึงจะบังคับได้ ก็ฟ้องให้ส่งหลักฐานสิ ไม่งั้นไม่ได้เพราะการบังคับให้ทำหลักฐานเป็นการบังคับให้ชำระหนี้

            ทีนี้เกิดมีกรณีประกันภัย 867 ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือและให้ส่งมอบกรมธรร เป้นหนี้นะครับเป็นวัตถุแห่งสิทธิ แต่การให้ส่งมอบต้องมีรายมือชื่อของเค้า

            เช่นนี้เป็นหนี้ที่เค้าเขียนได้ ทีนี้หากมีการเช่า อสังหาต้องมีหลักฐานถ้าเกิดสามปีต้องจดทะเบียน ถามว่าถ้าไม่จดบังคับได้หรือไม่ ฏีกาเดิมบอกไม่ได้

            ในเรื่องของนิติกรรมมีเรื่องอะไร โมฆะกรรม จะมีความไม่ชอบอีกอันหนึ่งคือการพนันหาก่อให้เกิดหนี้ไม่

                        โมฆะกับไม่ก่อให้เกิดหนี้อันไหนดีกว่ากัน ดู 863 ไม่ใช่การโมฆะนะไม่ผูกพันคู่สัญญา ขลังกว่าโมฆะนะครับเพราะโมฆะยังอาจมีผลในทางกฎหมายอยู่บ้างนะครับ

            อันนี้เป็นประเด้นเรื่องโกงเจ้าหนี้  ในการออกข้อสอบก็มีการชี้นะครับ ตีตั๋วไม่ตีตั๋วไม่ต้องไปสนใจเลย ไม่ก่อให้เกิดหนี้ ทั้งคู่แหละ

            ต่อมา เราก็เช็คมูลสัญญาก็พูดไปบ้างแล้วมูลละเมิดก็กระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

แต่ถ้าเราไปดูในแง่ตำราละเมิดก็ก่อให้เกิดหนี้ขึ้นมาได้ ละเมิดเอาแค่นี้

            แต่ทีนี้ละเมิดบางตัวเอาเรื่อง

            เราก็มีหลักเรื่องสัญญาด้วยว่าสัญญาผูกพันเฉพาะคู่สัญญา ถ้าถามว่าสัญญาที่เกิดผลแก่บุคคลภายนอกก็นั่งคิดเลยนะครับว่าอะไร ที่เค้าไม่ต้องเกี่ยวข้องด้วยเค้าคิดเรื่องละเมิดเช่นตัวอย่าง มีดารา หรือนักแสดง

            ลาภมิควรได้ก็เป็นกฏหมายยกเว้นเหมือนกันเป็นการคืนทรัพย์ที่หามูลไม่ได้มีประเด็นเดียวคือก่ารคืนทรัพย์หรือไม่คืนเท่านั้น พยายามคิดให้เป็นกฎหมายข้อยกเว้น

            ต่อมาคือกฎหมายไม่ใช่กฎหมายทุกตัวก่อให้เกิดหนี้นะครับ ไม่ได้เขียนลงไปโดยตรง เช่นผู้เช่ามีสิทธิอย่างนั้นอย่างนี้แต่ไปเขียนว่าการทำสัญญาเช่ามีสถานะอย่างนั้นอย่างนี้ อันนี้เป็นการสมมุตินะ แต่มีกฎหมายอย่างหนึ่งที่เขียนรองรับไว้ แต่ก็มีสัญญาที่ไม่ก่อให้เกิดหนี้เยอะเช่น กฎหมายเลือกตั้งเป็นตัวอย่างไงครับ คือสิทธิตามกฎหมายการเมือง นั้นๆ กฎหมายว่าด้วยสิทธิหน้าที่ความรับผิด นั้นๆ

            อันใดที่เราเห็นว่าไม่ต้องแสดงเจตนา การเป็นบุตรไงครับ

            สถานะที่เป็นบุตรจะสร้างจากการแสดงเจตนาหรือที่เป็นบุตรก็ได้ 

            ข้อสังเกตประมวลรัษฏากรณ์ไม่ก่อให้เกิดสถานะทางกฎหมาย มีแต่ความรับผิด ฝ่ายรัฐไม่มีสิทธิ เราไม่เคยพูดแต่เราพูดตลอดว่าผู้ให้กู้ มีสิทธิได้รับเงินกู้ บอกแค่รัฐมีอำนาจเก็บภาษีส่วนราษฎร์มีหน้าที่เสียภาษี

            สิทธิ หน้าที่ ความรับผิด มาตรา 353

มาตรา 353  ถ้าสิทธิและความรับผิดในหนี้รายใดตกอยู่แก่บุคคลคนเดียวกัน ท่านว่าหนี้รายนั้นเป็นอันระงับสิ้นไป เว้นแต่เมื่อหนี้นั้นตกไปอยู่ในบังคับแห่งสิทธิของบุคคลภายนอก หรือเมื่อสลักหลังตั๋วเงินกลับคืนตามความในมาตรา 917 วรรค 3

            ไม่ได้บอกว่าถ้า สิทธิและหน้าที่นะ ความรับผิดนะครับไม่ใช่หน้าที่นะ

            สิ่งที่เราจะศึกษาต่อเมื่อเป็นเรื่องมูลแห่งหนี้เราก็มาเปรียบเทียบ  ฏีกาใหม่

ในการออกข้อสอบมักเป็นฏีกาใหม่ ควรเป็นประเภทที่จับตามมองเป็นพิเศษคือสักสองปี คือสอบปี 51 จับตาเป็นพิเศษ 50 กับ 49 ซึ่งก็คงมีฏีกาใหม่ๆเด็ดๆเยอะ

            สัญญาซื้อขายที่ดินโดยไม่ประสงค์จดทะเบียน แต่ได้ส่งมอบการครอบครองให้แก่ผู้ซื้อ ทีนี้ก็มีปัญหาว่าเป็นที่ดินมือเปล่า พออยู่มาสักพักก็โอนต่อไปให้ทายาท ทายาทก็มาฟ้องให้จดทะเบียน ตรงนี้เราต้องรู้หลักว่าที่ดินไม่มีโฉนดเป็นที่ดินมือเปล่าได้แม้เป็น นส3 ก็ตาม เมื่อทำสัญญาซื้อขายโดยไม่มีเจตนาจดทะเบียน เพราะฉะนั้นต้องนั่งนึกทันที ว่า การฟ้องให้จดทะเบียนได้หรือไม่ มีหนี้หรือไม่ นึกถึงมาตรา  213 การบังคับชำระหนี้เฉพาะเจาะจง และ 214 หามูลหนี้

            ซื้อขายไม่มีเพราะเป็นโมฆะ สัญญาไม่มีเพราะโมฆะ ส่งมอบ ได้สิทธิครอบครอง 1377 1388 แต่หาก่อให้เกิดหนี้ไม่เพราะครอบครองเป็นทรัพยสิทธิ ไม่เกิดนิติสัมพันธ์ให้ไปจดทะเบียนได้ ทีนี้เปลี่ยนใหม่ หลักเมื่อสักครู่คล้ายครอบครองปรปักษ์

            ถ้าเกิดเปลี่ยนเป็นภาระจำยอมหล่ะ ถ้าได้โดยอายุความ ก็ถูกแต่ไปตาย มาตรา 1391 บังคับได้เพราะมันไม่มีบัญญัติเรื่องการเป็นโมฆะ

            มูลแห่งหนี้ที่ยากคือเป็นทั้งสัญญาและละเมิด เช่นลูกจ้างทำหน้าที่ขับรถโดยประมาทชน นายจ้างก็เอาไปเข้าอู่เสียไปสองแสน นายจ้างเรียกให้ชำระหนี้ ได้ไหม เป็นการฟ้องตาม 213

             มาตรา 213  ถ้าลูกหนี้ละเลยเสียไม่ชำระหนี้ของตน เจ้าหนี้จะร้องขอต่อศาลให้สั่งบังคับชำระหนี้ก็ได้ เว้นแต่สภาพแห่งหนี้จะไม่เปิดช่องให้ทำเช่นนั้นได้

          เมื่อสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้บังคับชำระหนี้ได้ ถ้าวัตถุแห่งหนี้เป็นอันให้กระทำการอันหนึ่งอันใด เจ้าหนี้จะร้องขอต่อศาลให้สั่งบังคับให้บุคคลภายนอกกระทำการอันนั้นโดยให้ลูกหนี้เสียค่าใช้จ่ายให้ก็ได้ แต่ถ้าวัตถุแห่งหนี้เป็นอันให้กระทำนิติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งไซร้ ศาลจะสั่งให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของลูกหนี้ก็ได้

          ส่วนหนี้ซึ่งมีวัตถุเป็นอันจะให้งดเว้นการอันใด เจ้าหนี้จะเรียกร้องให้รื้อถอนการที่ได้กระทำลงแล้วนั้นโดยให้ลูกหนี้เสียค่าใช้จ่าย และให้จัดการอันควรเพื่อกาลภายหน้าด้วยก็ได้

          อนึ่งบทบัญญัติในวรรคทั้งหลายที่กล่าวมาก่อนนี้ หากระทบกระทั่งถึงสิทธิที่จะเรียกเอาค่าเสียหายไม่

            ก็เป็นการละเมิด และคนนี้คือลูกจ้างด้วย เมื่อขับรถประมาท ก็เรียกได้ ในสัญญาจ้างแรงงาน มันยากอย่างนี้

            คู่กรณีระหว่างกันเอง บอกว่าผมไม่ชำระหนี้ให้คุณถือว่าคุณกระทำละเมิดไม่ได้ ส่วนอ้างว่าเป็นละเมิดต้องไม่ใช่กรณ๊ที่เป็นการผิดสัญญา อันนี้ก็มีเหตุผลซ้ำซ้อนมากกว่านี้

            สัญญากับละเมิดต่างกันอย่างไร ( อาจออกสอบปากเปล่า หรือ ผุ้ช่วยสนามเล็ก )

คล้ายๆ บุคคลสิทธิคืออะไรทรัพยสิทธิคืออะไร

            แตกต่างกันอย่างไรเรานิยมชี้เป็นข้อๆ คำถามว่าสองสิ่งนี้ต่างกันอย่างไร เราอาจจะเขียนเป็นข้อๆ ก็ได้ โดยจับคู่เป็นทีละประเด็น

1.ความรับผิดตามสัญญาเกิดจากการไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ที่มีอยู่ตามสัญญา แต่ละเมิดเป็นหน้าที่ทั่วไปส่วนใหญ่เป็นเรื่องงดเว้น คือผิดหน้าที่ที่จะต้องงดเว้น แต่ไม่งดเว้น

หน้าที่อันนี้เป็นหน้าที่ที่มีกฎหมายเขียนไว้ แต่สัญญานั้นไม่มีกฎหมายเขียนไว้ สัญญาไม่มีกฎหมายเขียนไว้แต่มีข้อๆเขียนไว้แล้วไม่ปฏิบัติตามข้อนั้นๆ ยกเว้นในเอกเทศสัญญา

2.หลักขาดหมายได้ ไม่ใช้กับละเมิด

            ละเมิดผิดนัดตั้งแต่ทำละเมิดไม่ทวงถาม ละเมิดไม่มีความสัมพันธ์อยู่ก่อน ละเมิดเป็นหนี้ทันที เลย

            ความสมบูรณ์ของหนี้ เป็นหลักคิดนะครับไม่ใช่กฎหมายตามตัวบท

ถ้าเป็นมูลสัญญามี เช่น วัตถุประสงค์แบบ แต่หนี้ละเมิดไม่ได้ดูเรื่องความสมบูรณ์เลย

            เรื่องอายุความ มาตรา 448 ส่วนสัญญา มีตั้งแต่สั้น 2 ปี 5 ปี 10 ปี แล้วแต่ลักษณะของสัญญา ถามว่า ในเรื่องของหนี้ มันมีหนี้ประธานกับหนี้อุปกรณ์

            เพราะฉะนั้นเหตุผลต้องนำมาคิดเพราะว่าหนี้อุปกรณ์ไม่นำมาคิด

            งมหามูลแห่งหนี้ เอารถไปจอด มาบุญคลอง ก็รู้ว่า ฝากรถ เค้ารู้เค้าเขียนไว้เลยว่าไม่รับฝาก กลายเป็นเช่าพื้นที่จอดรถ เพื่อกันรับผิดรถหายที่เจ้าของไม่ได้ขโมยเอง แต่มีการเก็บค่าจอด บัตรนี้ถ้าหายไม่ให้เอารถออก แน่นอนว่าคนที่เรียนกฎหมายตั้งรูปคดีเป็นฝากทรัพย์

            แน่นอน หาสัญญาไม่เจอนึกตัวสุดท้ายละเมิด คือ 438 ไม่ต้องห้าม 213 ก็ได้ เราก็นึกถึงอาญาเลยใช่ไหมครับ ก็คือ การงดเว้นกระทำ เมื่อมีหน้าที่ หน้าที่อันเกิดจากสัญญาก็ไม่มี ไม่ได้ทำ หน้าที่อันเกิดจากกฎหมายก็ไม่มีบอก หาอันสุดท้ายนึกเหมือนคนตาบอดข้ามถนน แล้วดูเอาเอง นี่คือหน้าที่อันเกิดจากพฤติการณ์ที่มีที่จอดรถถือว่ากระทำการโดยประมาทเลินเล่อทำให้รถหาย เราต้องหามูลหนี้ให้เจอ

            พวกงดเว้นนี่ก็จะเจอเช่น สระว่ายน้ำ

            คราวหน้าจะเข้าตัวบทแล้วนะครับ หลักกฏหมายที่บรรยายมาก็มีประโยชน์มากมายต้องไปหากันเอานะครับ

ครั้งที่ 4 . (วัตถุแห่งหนี้ ทรัยพ์เฉพาะสิ่ง )

          ในวัตถุแห่งหนี้เป็นสาระสำคัญของความหมายของคำว่าหนี้ที่เราได้พูดไว้ วัตถุแห่งหนี้จึงต้องมีในมูลแห่งหนี้ทุกตัว

          มูลแห่งหนี้ 5 ประการเป็นตัวให้เกิดหนี้ วัตถุแห่งหนี้ถ้าดูตามถ้อยคำบางทีมันจะไม่เหมือนความหมายธรรมดา บางที่เราเข้าใจว่าเป็นสิ่งของ แต่ในกฏหมายคำว่าวัตถุไปใช้หลายแห่งแต่ไม่ได้หมายถึงสิ่งของ เช่นวัตถุประสงค์นิติกรรม วัตถุแห่งหนี้ ก็ไม่ได้หมายความถึงสิ่งของ

            แล้วมันมีการกล่าวถึงใน 3 สิ่ง ก็คือกระทำการงดเว้นกระทำการกับส่งมอบทรัพย์สิน รวมเรียกว่าวัตถุแห่งหนี้ทีนี้เรื่องวัตถุแห่งหนี้คืออะไรเราพุดในเรื่องของตัวอย่าง เราอาจพุดได้ว่า คือ สิ่งที่ผูกพันกันให้ต้องกระทำการ งดเว้นกระทำการ หรือส่งมอบทรัพย์สิน

            ความหมายไม่ดีขึ้น ทีนี้ความหมายที่ให้เมื่อกี้ไม่ดีขึ้นเพราะก็วนอยู่ในสามคำนั้น เราก็ต้องดูความคิดของนักกฎหมายก่อน นักกฎหมายถนัดในการนำสิ่งที่เหมือนกันมาแยก

            กลุ่มหนึ่งเป็นกระทำการ งดเว้นกระทำการ และส่งมอบทรัพย์สิน  เวลาเราเขียนตัวบทก็มุ่งในสามสิ่งนี้ เช่นมาตรา 213 มีผลอย่างนั้นอย่างนี้เป็นต้น

            แค่นี้วัตถุแห่งหนี้ก็เกิดขึ้นมาเพราะเกิดขึ้นมาเพื่อจัดกลุ่ม ให้สอดคล้องกับการบังคับ

เราจะพูดผลแห่งหนี้ไปจากการมองตัววัตถุแห่งหนี้ ก็ชี้มาจากที่มาแห่งหนี้ มูลแห่งหนี้จะเป็นตัวชี้ว่ามีวัตถุแห่งหนี้อะไร

            สัญญาจ้างร้องเพลงเป็นสัญญาจ้างทำของ มีวัตถุแห่งหนี้คือการร้องเพลง มีความผูกพันที่จะต้องกระทำการ  เพราะกฎหมายไม่ได้ชี้เฉพาะไปว่าต้องเป็นหนี้ร้องเพลง

            การคิดหลักวัตถุแห่งหนี้ก็มีแค่นี้เอง เราได้กล่าวว่ามูลแห่งหนี้เป็นตัวชี้ให้เห็นวัตถุแห่งหนี้จากการชี้ไปข้างต้นตัวแห่งหนี้ก็เป็นตัวชี้วัตถุต่อไป

            คำพิพากษาก็จะสอดคล้องกับวัตถุแห่งหนี้ รวมไปถึงพิพากษาให้ไปกับการบังคับคดี เพราะการบังคับคดีถ้าเราดูจะแบ่งออกตามหนี้ตามคำพิพากษา ถ้าเราดูหลักวิแพ่งภาค 4 ก็จะมีหนี้ที่เป็นหนี้เงิน มาตรา 287 288 289 290 ก็เป็นหนี้เงินทั้งนั้นเลยนะครับ

            เพราะฉะน้นถ้าแบ่งกันไม่ได้ก็เอาทรัพย์นั้นออกขายทอดตลาด จำได้ไหมครับการฟ้องแบ่งกรรมสิทธิ์รวม มีการยึดทรัพย์ออกขายทอดตลาด

            ในวิแพ่งก็มีหนี้รื้อถอนให้ขับไล่ ออกไป วัตถุแห่งหนี้ก็มีการชี้กฎหมาย ชัดๆออกไป ก็มีการชี้จากกฎหมายได้ ทีนี้ถ้าเราดูตัวถ้อยคำที่ใกล้เคียงกับคำว่าวัตถุแห่งหนี้ถ้าในหนี้มี่เกิดจากมูลสัญญาก็จะมีคำว่า นิติกรรม ก็คือ วัตถุประสงค์แห่งนิติกรรม มาตรา 113เดิมหรือมาตรา 150 ปัจจุบัน

            มาตรา 150  การใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายเป็นการพ้นวิสัยหรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การนั้นเป็นโมฆะ

            วัตถุประสงค์แห่งนิติกรรมคือประโยชน์สุดท้ายที่จะได้รับจากการทำนิติกรรม ถ้าเกิดนิติกรรมตัวนั้นชอบด้วยกฎหมายก่อให้เกิดสัญญาเมื่อสัญญานั้นก่อให้เกิดหนี้ก็จะมีวัตถุแห่งหนี้ ปัญหาวัตถุแห่งหนี้ที่สำคัญสุดก็คือตอนที่จะได้ชำระหนี้

            อิทธิพลของเรื่องกฎหมายสัญญาจะเหนือกฎหมายหนี้ เวลาคนวิเคราะห์กฏหมายเรื่องสัญญาก็ไม่ค่อยคิดถึงเรื่องกฎหมายหนี้

            ดังนั้นวัตถุประสงค์นิติกรรมจึงมาก่อนวัตถุแห่งหนี้ ไปเจอทรัพย์ซึ่งเป็นวัตถุแห่งหนี้ นั้น เราก็จะงงว่าเอ๊ะมันมีวัตถุแห่งหนี้ตัวที่ 4 เหรอ ก็ไม่ใช่ วัตถุแห่งหนี้มีสามตัว คือกระทำการ งดเว้นกระทำการ ส่งมอบทรัพย์เท่านั้น

            เมื่อเรา พูดถึงแห่งหนี้ก็ถามว่ามีอะไรบ้าง

            ถ้าดูกระทำการ คือการเคลื่อนไหวร่างการ  สองคือการงดเว้นกระทำการ สามคือกระทำการโดยส่งมอบทรัพย์สิน อันนี้คือแนวคิดของอาจารย์จี๊ด

            ส่งมอบทรัพย์สินก็เกิดมีปัญหา ว่าไปทีละตัวกระทำการก็เป็นการเคลื่อนไหวร่างกายโดยมีทรัพย์เกี่ยวข้องหรือไม่ก็ได้ หรือยืมก็มีการส่งมอบทรัพย์ที่ยืม

            ส่วนหนี้งดเว้นกระทำการก็คือการไม่เคลื่อนไหว ก็อย่าสร้างบ้านปิดบัง ก็ใกล้ๆภาระจำยอม

            การส่งมอบทรัพย์สินอันนี่คือการส่งมอบทรัพย์สินในลักษณะโอนกรรมสิทธิ์นะครับ พวกนี้ก็ไม่รวมถึงพวกยืมพวกฝากรถยนต์ โอนกรรมสิทธิ์ส่งมอบทรัพย์สินถ้าเป็นสังหาริมทรัพย์ ซื้อไข่ก็มีการโอนกรรมสิทธิ์ส่งมอบไข่

            ถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์ การโอนกรรมสิทธิ์ก็ต้องไปจดทะเบียน

            ทีนี้ในเรื่องของวัตถุแห่งหนี้ เรามาเช็คความเข้าใจดูจากคำพิพากษาฏีกาสิ

คราวที่แล้วได้พูดเรื่อง เอารถไปจอดในห้าง แล้วรถหาย ก็หาว่าจะเรียกให้ห้างรับผิดจากมูลอะไร ห้างฯก็บอกว่าไม่ได้ทำอะไรเลยไม่ได้กระทำการเลย

            เราก็เช็ค จะเอาผิดจากสัญญา

            มูลที่สองมูลละเมิดเรานั่งคิดองค์ประกอบเลย ตัวนี้กระทำการอะไรเขาบอกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย เราก็เรียนมาแล้วว่ากระทำการรวมถึง งดเว้นกระทำการด้วย

            งดเว้นกระทำการต้องมีหน้าที่ หน้าที่อะไรตามสัญญาไม่มี  หน้าที่ตามกฎหมาย ก็ไม่มี ก็มาถึงหน้าที่ ที่เกิดจากพฤติการณ์ที่ได้ปฏิบัติ

            มีการตั้งบริษัทส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือมีการรับจ้างธนาคารหรือร้านทอง รับจ้างส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือไปโรงพัก

            ธนาคารก็จ้างเมื่อมีเหตุร้ายนี้ธนาคารก็จะส่งสัญญาณไปพอส่งไปแล้ว บริษัทนี้กลับไม่ชำระหนี้ หนี้ของเขาคือหนี้กระทำการ เขาไม่แจ้งไป คนที่เป็นโจทก์เป็นบริษัทผู้รับประกันภัยเมื่อใช้กับธนาคารไปแล้วก็ไล่เบี้ยเอาแก่ผู้ทำละเมิด

            ก็ปรึกษาฝ่ายกฎหมายว่ามีใครต้องรับผิด ทีนี้เมื่อต้องรับผิดปุ๊ปก็มีเรื่องการสัมพันธ์ระหว่างการกระทำและผล อันนี้ดูจากสัญญาได้เลย สัญญาบอกว่ามีแค่ส่งสัญญาณ เมื่อไม่ส่งสัญญาณไปก็อยู่ในฐานะผู้ไม่ชำระหนี้

            ก็อ้างมาตรา 215 มา

                มาตรา 215  เมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ให้ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ไซร้ เจ้าหนี้จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่การนั้นก็ได้

            เราก็คิดว่าถ้าไม่กดต่อไปที่โรงพักเป็นเหตุให้เงินนั้นถูกปล้นไหม อันนี้ก็กดไม่กดก็ถูกปล้นแล้วอันนี้คำพิพากษาไม่ได้พูดถึงความสัมพันธ์ที่เกิดจากการกระทำและผล

            แต่ไปพูดถึงในเรื่องของสัญญา

            ในเรื่องตัวบทในมาตรา 194

            มาตรา 194  ด้วยอำนาจแห่งมูลหนี้ เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิจะเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้ อนึ่งการชำระหนี้ด้วยงดเว้นการอันใดอันหนึ่งก็ย่อมมีได้

            ตรงนี้เป็นการพูดถึงวัตถุแห่งหนี้ว่ามาตรานี้ มันเป็นตัวแสดงถึงอำนาจ เพราะฉะนั้นอำนาจดูไปถึงวัตถุแห่งหนี้แต่ได้พูดไปตัวเดียวคืองดเว้นกระทำการ พูดอย่างนี้ไม่รู้เรื่องเลยมองไม่เห็นเลย ว่าเขียนขึ้นมาทำไม การชำระหนี้ด้วยงดเว้นมีได้เขียนเหมือนสะกิดใจว่าการชำระด้วยงดเว้นก็มีได้เพราะอะไร

            เรารู้ไหมว่าหนี้งดเว้นนั้นถ้าชำระหนี้แล้วหนี้ไม่ระงับนะครับ เช่นทำสัญญาว่าจะไม่สร้างป้ายปิดบังแดด ก็ต้องชำระหนี้ด้วยการงดเว้นไม่ปิดบัง ฃำระไหม ชำระ หนี้ระงับไหม ยังไม่ระงับเพราะต้องชำระตลอดไป

            ดังนั้นหนี้ตัวนี้พอสร้างหนี้มาแล้วต้องชำระทันทีการไม่ชำระหนี้คือการไม่งดเว้น

            หัวข้อต่อไปเป็นเนื้อหาตามตัวบทแล้วนะครับ

ทรัพย์ซึ่งเป็นวัตถุแห่งหนี้

                มาตรา 195  เมื่อทรัพย์ซึ่งเป็นวัตถุแห่งหนี้นั้นได้ระบุไว้แต่เพียงเป็นประเภท และถ้าตามสภาพแห่งนิติกรรม หรือตามเจตนาของคู่กรณีไม่อาจจะกำหนดได้ว่าทรัพย์นั้นจะพึงเป็นชนิดอย่างไรไซร้ ท่านว่าลูกหนี้จะต้องส่งมอบทรัพย์ชนิดปานกลาง

          ถ้าลูกหนี้ได้กระทำการอันตนจะพึงต้องทำ เพื่อส่งมอบทรัพย์สิ่งนั้น ทุกประการแล้วก็ดี หรือถ้าลูกหนี้ได้เลือกกำหนดทรัพย์ที่จะส่งมอบแล้วด้วยความยินยอมของเจ้าหนี้ก็ดี ท่านว่าทรัพย์นั้นจึงเป็นวัตถุแห่งหนี้จำเดิมแต่เวลานั้นไป

            มาตรา 195 เป็นเรื่องวัตถุแห่งหนี้ 196 ก็เป็นเรื่องเงิน ให้จำไว้ว่ามันพูดเพียงสามเรื่องใหญ่ๆก็คือ 194 ไม่ได้พูดเป็นหลักทั่งไป 195 ทรัพย์วัตถุแห่งหนี้ประเภท 196-197 เงินตรามาตรา 198 เลือกวัตถุแห่งหนี้

            เราได้พูดแล้วว่าทรัพย์ที่เป็นวัตถุแห่งหนี้ไม่ได้เป็นอีกประเภท แต่จัดได้อยู่ในกลุ่มที่สามคือโอนกรรมสิทธิ์ส่งมอบทรัพย์สิน

            ในมาตรา 195 นี้มี 195 วรรค 1 เมื่อทรัพย์ที่เป็นวัตถุแห่งหนี้ระบุไว้แต่เพียงประเภทไม่ได้ระบุชนิดไว้เราต้องส่งมอบทรัพย์สินอย่างไร

            และการเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่งก็อยู่ที่มาตรา 195 วรรค 2

            กรณีแรกคือ จะส่งมอบอย่างไร คำว่าทรัพย์ที่ระบุไว้แต่เพียงเป็นประเภท เป็นคำโบราณนะเนี่ย

            เราก็จะงง เพราะเราเป็นคนปัจจุบันเนี่ยก็ไม่เข้าใจคำนี้ เรายกเลิกคำอะไรไป เรายกเลิกคำว่าเครื่องอุปกรณ์ในกฎหมายนี้ไม่มี เรามีคำว่าอุปกรณ์เลยไม่มีคำว่าเครื่อง

            คือการส่งให้ส่งชนิดปานกลางถ้าไม่ได้กำหนดชนิดไว้กำหนดแต่เพียงประเภท ปัญญาเรื่องนี้เอาไปใช้กับเรื่องกรณีขโมยของเค้าแล้วบอกว่า เมื่อขโมยมันสำปะหลังก็เอามาใช้ ก็เป็นหนี้ที่ต้องชำระตามมาตรานี้

            ใช้ไม่ได้ เพราะเรื่องละเมิดเค้าไม่ใช้ ให้ใช้เงินอย่างเดียว

ฎ.2754-2755/2526

การที่ศาลพิพากษาให้จำเลยคืนทรัพย์คือมันสำปะหลังให้โจทก์ร่วมหมายถึงมันสำปะหลังที่จำเลยลักเอาไปจากโจทก์ร่วมเท่านั้น แม้โดยสภาพมันสำปะหลังจะเป็นสังกมทรัพย์จำเลยก็ไม่มีสิทธิขอให้ศาลบังคับโจทก์ร่วมไปขุดมันสำปะหลังจากไร่ของจำเลย เมื่อจำเลยไม่คืนมันสำปะหลังที่ลักเอาไปให้โจทก์ร่วมตามคำบังคับ โจทก์ร่วมย่อมมีสิทธิขอให้ศาลออกหมายบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลยมาขายทอดตลาดชำระหนี้ให้โจทก์ร่วมได้

 

            คืนทรัพย์ ประเด็นในฏีกานี้ที่ไม่เข้าต้องคิดว่าเพราะอะไร เป็นการคืนทรัพย์ในเรื่องหนี้หรือไม่ใช่เรื่องหนี้ น่ากลัวว่าการปรับเรื่องนี้จะไม่ได้ปรับด้วยกับเรื่องหนี้ ด้วยความเคารพ

            คำว่าชนิดปานกลาง เวลาซื้อของสังเกตว่าเขาจะพูดลอยๆ ว่า ประเภททรัพย์ใด แต่ไม่ได้กำหนดชนิดไว้

            ก็เราก็ต้องมีความรู้เรื่องเกรด หรือ ชนิดของสินค้า ก็เช่น ข้าว คุณภาพของข้าวดูจากการหัก คุณภาพของส้มเขียวหวานก็ดูจากขนาดผล

            ข้อยกเว้นไม่ใช้กับ 2 กรณี

  1. ตามสภาพของนิติกรรมต้องส่งมอบชนิดใดก็ต้องส่งมอบชนิดนั้น ไม่ใช่ส่งมอบปานกลาง ตามวัตถุประสงค์ของนิติกรรม นิติกรรมที่ทำนั้นมีสภาพเช่นนั้น ไปๆมามักจะถามถึงเรื่องวัตถุประสงค์เช่น

การซื้อข้าวหนึ่งกระสอบเอาไปเลี้ยงนักโทษร้านค้า ก็บอกเออรู้ อย่างนี้รับรองว่าได้ข้าว 20 เปอร์เซ็นต์มา ก็ตรงแล้วกับสภาพนิติกรรมไปเลี้ยงนักโทษ

  1. ตามเจตนาของคู่กรณีได้ตกลงไว้ ต้องของทั้งคู่กรณีเลยนะครับ ข้อตกลงนี้ไม่ใช่ข้อตกลงเกี่ยวด้วยสภาพแห่งนิติกรรม เช่นเข้าไปบอกเลยซื้อข้าวชั้นหนึ่ง ก็เจตนาตรงๆ

ถ้าเป็นการชำระหนี้ไม่ถูกต้องเจ้าหนี้มีสิทธิบอกปัดไม่ชำระหนี้ แต่รับได้แม้ไม่ตรงตาม 195 วรรคแรก แต่เป็นการชำระหนี้อย่างอื่นตามมาตรา 321

            มาตรา 321  ถ้าเจ้าหนี้ยอมรับการชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระหนี้ที่ได้ตกลงกันไว้ ท่านว่าหนี้นั้นก็เป็นอันระงับสิ้นไป

         ถ้าเพื่อที่จะทำให้พอแก่ใจเจ้าหนี้นั้น ลูกหนี้รับภาระเป็นหนี้อย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นใหม่ต่อเจ้าหนี้ไซร้ เมื่อกรณีเป็นที่สงสัย ท่านมิให้สันนิษฐานว่าลูกหนี้ได้ก่อหนี้นั้นขึ้นแทนการชำระหนี้

         ถ้าชำระหนี้ด้วยออก-ด้วยโอน-หรือด้วยสลักหลังตั๋วเงินหรือประทวนสินค้า ท่านว่าหนี้นั้นจะระงับสิ้นไปต่อเมื่อตั๋วเงินหรือประทวนสินค้านั้นได้ใช้เงินแล้ว

แต่เวลาตอบต้องตอบว่าไม่ชำระหนี้ก่อนนะครับ

      เมื่อเป็นทรัพย์ชนิดปานกลางยังไม่ใช่เรื่องปัญหาทรัพย์เฉพาะสิ่ง ซึ่งอยู่ในมาตรา 195 วรรคสองนะครับ

      ทรัพย์ทั่วไปก็คือเอาทรัพย์อื่นมาแทนได้ ทรัพย์ทั่วไปจะกลายเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่งได้อย่างไรก็ 195 วรรค 2 วิธีทำให้กลายเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่ง มีอยู่ 2 วิธี

  1. ลูกหนี้ได้กระทำการอันตนได้ทำเพื่อส่งมอบนั้นทุกประการแล้ว

-          คือได้กระทำกับทรัพย์เพื่อจะส่งมอบแล้ว ตรงนี้ลูกหนี้ทำคนเดียวเลยนะครับ ถ้าทำอย่างนี้เกิดผลเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่งแล้วนะครับโดยเจ้าหนี้ได้รับการยินยอม ทำอย่างไรคือการทำทุกสิ่งเพื่อส่งมอบแล้ว ทีนี้เราก็ต้องรู้ว่าทำทุกอย่างเพื่อส่งมอบทรัพย์นั้นทุกประการแล้ว เราก็ไปดูบทบัญญัติว่าด้วยหนี้สิ

เพราะฉะนั้นก็ต้องไปดูนะครับว่า สมมุติเราเดินเข้าไปในตลาด บอกเจ้ ซื้อไข่ 10 ลูก ก็มีปัญหา เรื่องไข่แตกเรื่องแยกไข่ คนนั้นก็ บอกว่า ไข่สิบลูก เจ้ก็ต้องทำทุกอย่างเพื่อส่งมอบไข่เจ้ก็บอกว่าต้องทำทุกอย่าง แต่ตอนนั้นยังไม่ส่งมอบ ก็ คงกองอยู่แถวนี้ แล้วเขียนชื่อไว้ ไม่ใช่แค่เลือกนะ มากกว่าเลือกนะ เราก็มานึกว่าทรัพย์อันนี้จะทำทุกอย่างเพื่อส่งมอบต้องทำอย่างไร เหมือนเราไปซื้อของตอนปีใหม่ ทำทุกอย่างเพื่อส่งมอบแล้วก็ต้องห่อของขวัญให้แก่เรา แต่ถ้าเราไปซื้อสินค้าก็ต้องดูประเภทสินค้า ก็คงต้องเอาที่ป้องกันการกระแทกมาแล้วก้มัดปากถุง หรือไปซื้อที่ร้านขายของชำ ก็เอามาใส่ในกระจาด แค่นี้ยังไม่ได้ทำทุกอย่าง ก็เอาใส่ถุงพลาสติกใส แล้วก็วางไว้ในชันก็ยัง ต้องใส่ในพลาสติกทึบตามธรรมเนียมร้านค้าขายไทย อันนี้เป็นการทำทุกอย่างเพื่อจะส่งมอบแล้ว ก็เป็นทรัพยเฉพาะสิ่งแล้ว อย่างนั้นก็นำกฏหมายเรื่องทรัพย์เฉพาะสิ่งมาจับได้แล้ว

  1. ลูกหนี้ได้เลือกทรัพย์ที่จะส่งมอบแล้วอันได้รับความยินยอมจากเจ้าหนี้ อันนี้ได้เลือกกำหนดแล้ว เพราะการเลือกมีเลือกหลายอย่าง เช่นเลือกคุณภาพ เลือกกำหนด ก็เช่น เอาทรัพย์นั้นๆออกมากองไว้ กองนี้ของเจ้หนึ่งนะบอกเลย เป็นต้น

การเลือกกำหนดไม่เข้ากรณีที่ 1 เพราะยังไม่ได้ทำทุกอย่างเพื่อส่งมอบ ถ้าเป็นแม่ค้าที่เป็นกฎหมาย แม่ค้าต้องตะโกนหาเจ้หนึ่งเลยว่า เจ้ๆ อันนี้ของเจ้หนึ่งนะ อันนี้ก็เข้ากรณีที่สอง ก็เป็นทรัพย์เฉพาะสิ่งได้แล้ว

            ตัวบทเป็นเรื่องลูกหนี้เป็นคนเลือกโดยเจ้าหนี้ยินยอม แต่ทางปฏิบัติปัจจุบันก็เจ้าหนี้เป็นคนเลือก ทั้งนั้นเช่น การไปซื้อของก็ยืนเลือกแล้วส่งให้แม่ค้า ( ลูกหนี้ ) อันนี้ก็ตีความกลับ ได้ ไม่ต้องเคร่งครัดจนผิดเจตนารมณ์กฎหมายไป

            เรื่องนี้ก็แปลมาจากหลักฏีกาในกฎหมายเรื่องซื้อขายตามคำพรรณนา ถ้าตามตัวบทปุ๊ปผู้ซื้อต้องไปถามผู้ขายก่อนว่ายินยอมให้เลือกไหมแต่สภาพความเป็นจริง ไม่มีการถามกันหรอกก็ยืนเลือกกันตลอด ถ้ามีป้ายกำหนดห้ามเลือก ก็ แน่นอนเลยว่าเสียไปกว่าครึ่งแน่นอนเขาจึงลดราคาให้ไง

            ฎ.2387/2534

โจทก์ฟ้องหาว่าจำเลยยักยอกข้าวเปลือกของโจทก์จำนวน 400 กระสอบซึ่งฝากไว้ที่ยุ้งข้าวของจำเลย โดยข้าวเปลือกจำนวนดังกล่าวจำเลยชำระหนี้ให้โจทก์ แต่พยานหลักฐานโจทก์ฟังไม่ได้ว่ามีการตรวจนับจำนวนหรือคัดเลือกข้าวเปลือกเพื่อกำหนดส่งมอบให้แก่โจทก์ ข้าวเปลือกที่โจทก์กล่าวอ้างจึงยังไม่เป็นวัตถุแห่งหนี้ที่จะชำระให้แก่กัน และกรรมสิทธิ์ในข้าวเปลือกยังไม่โอนไปเป็นของโจทก์ จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยครอบครองข้าวเปลือกของโจทก์ ไม่อาจเป็นความผิดฐานยักยอก.

ก็ตรงกับสถานการณ์ปัจุบันเลยว่า การจำนำข้าวนั้นเป็นทรัพย์เฉพะสิ่งแล้วหรือยัง อันนี้ก็เป็นปัญหาเรื่องนี้ 195 วรรคสอง

            ในตัวบทว่าเลยว่า ท่านว่าทรัพย์นั้นจึงเป็นวัตถุแห่งหนี้จำเดิมแต่เวลานั้นก็ไป ไม่งั้นจะมีการเถียง เลย

                ก็คล้ายกับเรื่องครอบครองปรปักษ์นะครับว่า เป็นกรรมสิทธิ์ย้อนไปเลยนะครับ

            ถ้าหากว่าเกิดการชำระหนี้เป็นพ้นวิสัยต้องเป็นการพ้นวิสัยในทรัพย์เฉพาะสิ่ง การรักษาทรัพย์มีผลเกี่ยวกับการส่งมอบทรัพย์

            เช่นการซื้อรถที่เต็นท์ก็เป็นทรัพย์เฉพาะสิ่งแล้วนะครับ แต่ถ้าเป็นทรัพย์ทั่วไปก็ต้องไปส่งที่บ้านเรา

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages