สรุปคำบรรยาย วิแพ่ง 3 ภาค 2/61 ครั้งที่ 11

1,709 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
Feb 19, 2009, 9:12:45 PM2/19/09
to LAWSIAM, lawsiam com

หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า  kankokub  ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์นพพร โพธิรังสิยากร ผู้บรรยาย   , ผู้ก่อตั้ง lawsiamgooglegroups และ คุณแบ่งปัน ที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า

ครั้งที่ 11 ( 18 กุมภาพันธ์ 2552 )

เน้นมาตรา 18 ก็คือไม่รับคำคู่ความ

 

มาตรา 227  คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับหรือให้คืนคำคู่ความตามมาตรา ๑๘หรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นตามมาตรา ๒๔ ซึ่งทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่องนั้น มิให้ถือว่าเป็นคำสั่งในระหว่างพิจารณา และให้อยู่ภายในข้อบังคับของการอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี

 

 

มาตรา 228 ก่อนศาลชี้ขาดตัดสินคดี ถ้าศาลมีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้คือ

(๑) ให้กักขัง หรือปรับไหม หรือจำขัง ผู้ใด ตามประมวลกฎหมายนี้

(๒) มีคำสั่งอันเกี่ยวด้วยคำขอเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของคู่ความในระหว่างการพิจารณา (253 253ทวิ 254 264 ) เป็นต้นหรือมีคำสั่งอันเกี่ยวด้วยคำขอเพื่อจะบังคับคดีตามคำพิพากษาต่อไป หรือ

(๓) ไม่รับหรือคืนคำคู่ความตามมาตรา ๑๘ หรือวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นตามมาตรา ๒๔ ซึ่งมิได้ทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่อง หากเสร็จไปเฉพาะแต่ประเด็นบางข้อ

คำสั่งเช่นว่านี้ คู่ความย่อมอุทธรณ์ได้ภายในกำหนดหนึ่งเดือน นับแต่วันมีคำสั่งเป็นต้นไป

แม้ถึงว่าจะมีอุทธรณ์ในระหว่างพิจารณา ให้ศาลดำเนินคดีต่อไป และมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีนั้น แต่ถ้าในระหว่างพิจารณา คู่ความอุทธรณ์คำสั่งชนิดที่ระบุไว้ในอนุมาตรา (๓) ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นว่า การกลับหรือแก้ไขคำสั่งที่คู่ความอุทธรณ์นั้นจะเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดคดี หรือวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นข้อใดที่ศาลล่างมิได้วินิจฉัยไว้ ให้ศาลอุทธรณ์มีอำนาจทำคำสั่งให้ศาลล่างงดการพิจารณาไว้ในระหว่างอุทธรณ์ หรืองดการวินิจฉัยคดีไว้จนกว่าศาลอุทธรณ์จะได้วินิจฉัยชี้ขาดอุทธรณ์นั้น

ถ้าคู่ความมิได้อุทธรณ์คำสั่งในระหว่างพิจารณาตามที่บัญญัติไว้ในมาตรานี้ ก็ให้อุทธรณ์ได้ในเมื่อศาลพิพากษาคดีแล้วตามความในมาตรา ๒๒๓

 
คำสั่งตามมาตรา 24 โดยกฎหมายที่กำหนดมักจะเป็นเรื่อง 227  ถามว่าคำสั่งอย่างไรเป็นคำสั่งตาม 24

มาตรา 24  เมื่อคู่ความฝ่ายใดยกปัญหาข้อกฎหมายขึ้นอ้าง ซึ่งถ้าหากได้วินิจฉัยให้เป็นคุณแก่ฝ่ายนั้นแล้ว จะไม่ต้องมีการพิจารณาคดีต่อไปอีก หรือไม่ต้องพิจารณาประเด็นสำคัญแห่งคดีบางข้อ หรือถึงแม้จะดำเนินการพิจารณาประเด็นข้อสำคัญแห่งคดีไป ก็ไม่ทำให้ได้ความชัดขึ้นอีกแล้ว เมื่อศาลเห็นสมควรหรือเมื่อคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีคำขอ ให้ศาลมีอำนาจที่จะมีคำสั่งให้มีผลว่าก่อนดำเนินการพิจารณาต่อไป ศาลจะได้พิจารณาปัญหาข้อกฎหมายเช่นว่านี้แล้ววินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหานั้น

ถ้าศาลเห็นว่าคำวินิจฉัยชี้ขาดเช่นว่านี้จะทำให้คดีเสร็จไปได้ทั้งเรื่องหรือเฉพาะแต่ประเด็นแห่งคดีบางข้อ ศาลจะวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาที่กล่าวแล้วและพิพากษาคดีเรื่องนั้นหรือเฉพาะแต่ประเด็นที่เกี่ยวข้องไปโดยคำพิพากษาหรือคำสั่งฉบับเดียวกันก็ได้

คำสั่งใด ๆ ของศาลที่ได้ออกตามมาตรานี้ ให้อุทธรณ์และฎีกาได้ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๒๗, ๒๒๘ และ ๒๔๗

1.คู่ความยื่นมาเป็นคำขอ ตามมาตรา 24 ถ้อยคำสำคัญที่สุดอยุ่ที่ว่า  เมื่อคู่ความฝ่ายใดยกปัญหาข้อกฎหมายขึ้นอ้าง ซึ่งถ้าหากได้วินิจฉัยให้เป็นคุณแก่ฝ่ายนั้นแล้ว จะไม่ต้องมีการพิจารณาคดีต่อไปอีก หรือไม่ต้องพิจารณาประเด็นสำคัญแห่งคดีบางข้อ สรุปแล้วคดีจบทั้งหมดหรือจบบางข้อก็ได้แต่ทางปฏิบัติ มักต้องจบไม่จบก็ไม่รู้จะสั่งให้ทำไม และต้องเป็นคุณแก่ฝ่ายที่ขอ  ตาม
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3933/2548
จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นให้วินิจฉัยข้อกฎหมายว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 เนื่องจากจำเลยที่ 3 มิใช่บุคคลหรือนิติบุคคล ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 และให้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวไม่เป็นคุณแก่จำเลยผู้ขอ จึงไม่เป็นคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายตาม ป.วิ.พ. มาตรา 24 และถือว่าเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ดังนั้น จำเลยจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวในระหว่างพิจารณา
หรือ 2 ศาลได้หยิบยกขึ้นวินิจฉัยเอง

มาดุแนวแรกก่อน ถ้าเป็นคู่ความขอ ก็ต้องมีประเด็นในคำฟ้องคำให้การ  และศาลต้องสั่งเป็นคุณแก่ผู้ขอ ขออย่างไรได้อย่างนั้น จึงจะเป็นมาตรา 24

ถ้าเมื่อไหร่สั่งไม่เป็นคุณ ก็ไม่เป็น 227 228 แต่เป็น 226  2 ฎีกาต่อไปนี้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 148/2491
คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้องนั้น เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา จำเลยไม่มีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาก่อนมีคำพิพากษา
คำสั่งศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยให้ยกคำร้องของจำเลยที่ขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นตาม ป.วิ.แพ่งมาตรา 24 ในเรื่องอายุความ โดยเห็นว่าคำให้การต่อสู้ของจำเลยเรื่องอายุความเป็นเรื่องที่จะต้องฟังข้อเท็จจริงก่อนนั้น เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา เพราะศาลยังมิได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาด ในประเด็นแห่งคดีสำหรับเรื่องอายุความนั้นแต่อย่างใด จึงมิใช่คำสั่งศาลที่ได้ออกตามความในมาตรา 24 จำเลยจะอุทธรณ์ฎีกาไม่ได้
(มีคำพิพากษาฎีกาตัดสินอย่างเดียวกัน คือ คดีดำที่ 442, 443, 444, 445, 446/2490)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2200/2514
การที่ศาลชั้นต้นสั่งว่า ยังไม่อาจวินิจฉัยชี้ขาดได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 จำต้องฟังพยานหลักฐานของคู่ความต่อไปอีก ให้ยกคำร้อง เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา หาใช่คำวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายไม่ ต้องห้ามอุทธรณ์ฎีกาในระหว่างพิจารณา

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1032/2494
คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งไม่รับวินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายให้คู่ความฝ่ายหนึ่งตามที่คู่ความฝ่ายนั้นร้องขอตาม ป.ม.วิ.แพ่ง มาตรา 24 นั้นเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา จะอุทธรณ์ฎีกามาโดยเฉพาะมิได้
(อ้างฎีกาที่ 271/2481)
รอไว้สั่งในคำพิพากษา ไม่เป็นคุณ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 755/2505
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 ไม่ได้บังคับให้ศาลต้องวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายก่อนดำเนินการพิจารณา (ตามที่คู่ความขอ) ทุกเรื่อง ถ้าศาลเห็นว่า การวินิจฉัยชี้ขาดดังกล่าวไม่เป็นคุณแก่ผู้อ้างเลย คือจำเป็นจะต้องดำเนินการพิจารณาคดีต่อไป แล้ว จะสั่งให้รอไว้วินิจฉัยในคำพิพากษาก็ได้
เจ้าหนี้จะฟ้องลูกหนี้ให้ล้มละลายได้ ต้องประกอบด้วยเหตุใน พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 9 ส่วนมาตรา 8 เป็นเพียงข้อสันนิษฐานไว้ก่อนว่าลูกหนี้มีหนี้สินล้มพ้นตัว เพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ที่ไม่สามารถนำสืบให้ศาลเห็นได้ว่า ลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว โจทก์ไม่จำเป็นต้องบรรยายมาในฟ้องว่าจำเลยได้กระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ตามมาตรา 8
เมื่อบรรยายฟ้องว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์แล้วไม่ชำระ และจำเลยเป็นผู้มีหนี้สินล้มพ้นตัว ไม่มีทรัพย์สินที่จะชำระหนี้แก่โจทก์แล้ว โจทก์นำสืบว่าจำเลยเป็นหนี้คนอื่นอยู่อีก และยังไม่ชำระหนี้ ดังนี้ เป็นการสืบในประเด็นว่ามีหนี้สินล้นพ้นตัว ไม่ใช่สืบนอกประเด็น
ไม่สั่งอะไรเลย ขออย่างหนึ่งไปวินิจฉัยอีกอย่างนึงถือว่า ไม่เป็นคุณตาม 24
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 271/2481
คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นข้อกฎหมายตาม ม.24 แห่งประมวลวิธีพิจารณาความแพ่ง นั้นเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา อุทธรณ์ฎีกามิได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 226/2504
จำเลยขอให้ศาลชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้นว่า ฟ้องเคลือบคลุมหรือไม่ ถ้าศาลชั้นต้นสั่งว่า ฟ้องไม่เคลือบคลุม คำสั่งเช่นนี้ เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา จำเลยจะอุทธรณ์ฎีกาในระหว่างพิจารณาไม่ได้
หลักที่คู่ความขอประกอบ 2 อย่าง 1 เป็นคุณ 2. คดีจบ 227 ไม่จบ 228  ถ้าสั่งไม่เป็นคุณคือเข้า 226
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 71/2505
จำเลยขอให้ศาลชี้ขาดเบื้องต้นว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ ศาลสั่งว่าฟ้องโจทก์ยังไม่ขาดอายุความ อันเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณานั้น เมื่อจำเลยมิได้โต้แย้งคำสั่งแต่ประการใดแล้ว จำเลยย่อมไม่มีสิทธิจะอุทธรณ์ฎีกาในข้อนี้
ถ้าศาลสั่งเอง ตามกรณีที่ 2 ของเรื่องนี้ เป็นการงดในปัญหาข้อกฎหมาย เป็นการสั่งตาม24 เป็นเรื่อง 227 228 คู่ความอุทธรณ์ได้โดยไม่ต้องโต้แย้ง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9416/2536 ค้นไม่พบ การสั่งงดสืบพยาน เป็นผลในการอุทธรณ์ โดยสิ้นเชิง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4549/2535 ค้นไม่พบ
วางหลักตรงกันว่าศาลเห็นว่าพยานพอวินิจฉัยได้แล้ว เป็นการอุทธรณ์ทันทีตาม 277 ไม่ต้องโต้แย้ง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5486/2536
การที่ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีพอวินิจฉัยได้แล้ว จึงงดสืบพยานแล้วพิพากษาคดีไปโดยข้อกฎหมายนั้น เป็นการที่ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในข้อกฎหมายซึ่งทำให้คดีเสร็จไป ทั้งเรื่องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 ไม่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 227 ดังนั้นแม้จำเลยจะมิได้โต้แย้งคำสั่งไว้ จำเลยก็มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งได้ จำเลยยื่นอุทธรณ์และฎีกาขอให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างพิจารณาใหม่มิได้ขอให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดี เป็นคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ตามบัญชีท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งตาราง 1 ข้อ 2(ข) ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และฎีกาศาลละ 200 บาท จำเลยเสียค่าขึ้นศาลทั้งสองศาลมาอย่างคดีมีทุนทรัพย์จึงให้คืนส่วนที่เกินแก่จำเลย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1382/2535 ค้นไม่พบ พยานไม่มาศาล คำสางพิจารณา ฟุ่มเฟือน



คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1655/2522 ค้นไม่พบ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5676/2539
ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 182 เมื่อโจทก์ยื่นคำฟ้องและศาลรับคำฟ้องแล้ว ศาลย่อมนัดชี้สองสถานไปได้ โดยแจ้งกำหนดวันชี้สองสถานให้คู่ความทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสามสิบวันเท่านั้น ไม่ต้องนับจากวันที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิยื่นคำให้การ จะทำให้คดีล่าช้าโดยไม่จำเป็น และวันนัดชี้สองสถานนั้นศาลอาจอนุญาตให้เลื่อนไปได้หากมีเหตุสมควร ทั้งการนัดชี้สองสถานตั้งแต่วันที่ศาลรับคำฟ้องเช่นในคดีนี้ก็ไม่ทำให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ต้องเสียเปรียบ เพราะจำเลยที่ 1 สามารถแถลงเสนอประเด็นข้อพิพาทหรือตกลงกันกะประเด็นข้อพิพาทต่อศาลได้ เมื่อศาลทำการชี้สองสถานแล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 3 ก็ไม่ได้โต้แย้งว่าการกำหนดประเด็นข้อพิพาทของศาลไม่ถูกต้องอย่างไร เมื่อศาลชั้นต้นแจ้งกำหนดวันชี้สองสถานให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสามสิบวัน การกำหนดวันชี้สองสถานของศาลชั้นต้นจึงชอบแล้ว
คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี และให้งดสืบพยานจำเลยที่ 1 เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้โต้แย้งไว้จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 แม้ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยให้ก็ไม่ชอบ ถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7062/2539
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินให้โจทก์ตามฟ้อง จำเลยอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งให้งดการชี้สองสถานและงดสืบพยานศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ อ้างว่าเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ซึ่งจำเลยมิได้โต้แย้งคำสั่งไว้ ดังนั้น การที่จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวโดยมิได้นำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลซึ่งถือได้ว่าไม่ปฎิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ.มาตรา 234 กำหนดไว้ กรณีหาจำต้องให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งกำหนดเวลาให้จำเลยปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าวก่อนไม่ การที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยจึงชอบแล้ว

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2889/2540
จำเลยอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษากลับคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นและให้สืบพยานต่อไป เท่ากับขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้สืบพยานต่อไป จำเลยจึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 229 เมื่อจำเลยไม่นำค่าธรรมเนียมมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ดังกล่าว จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยชอบแล้ว
พยานฟุ้มเฟื้อยฃนหรือเป็นข้อเท็จจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4532/2546 ค้นไม่พบ
หากเป็นเรื่องของข้อเท็จจริงแล้วเห็นว่าข้อเท็จจริงพอ เป้น 226 ทั้งสิ้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6013/2549
ในวันนัดไต่สวนคำร้องนัดแรกวันที่ 29 เมษายน 2545 ศาลชั้นต้นจดรายงานกระบวนพิจารณาว่าได้ตรวจคำร้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดิน ข้อคัดค้านของผู้คัดค้านทั้งสองแล้ว เห็นว่าพอวินิจฉัยได้ให้งดไต่สวนพยานทั้งสองฝ่าย นัดฟังคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีในวันที่ 24 พฤษภาคม 2545 เช่นนี้เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามคำร้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินของผู้ร้องและคำคัดค้านของผู้คัดค้านทั้งสอง มิได้มีการวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นปัญหาข้อกฎหมายแต่อย่างใด กรณีจึงไม่ต้องด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 24 และคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา เมื่อผู้คัดค้านทั้งสองมิได้โต้แย้งคำสั่งของศาลชั้นต้นจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 (2) ประกอบ พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 153 (เดิม)
การกระทำในระหว่างระยะเวลา 3 ปี ก่อนมีการขอให้ล้มละลายตามบทบัญญัติมาตรา 114 (เดิม) แห่ง พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 คือ ก่อนมีการฟ้องขอให้ล้มละลาย เมื่อการโอนที่ดินพิพาทในคดีนี้กระทำเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2535 แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2538 จึงเป็นการโอนภายในระยะเวลา 3 ปี ก่อนมีการขอให้ล้มละลาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2158/2537
ในวันนัดสืบพยานโจทก์ ศาลชั้นต้นสอบถามข้อเท็จจริงจากคู่ความและพิพากษาคดีโดยอาศัยข้อเท็จจริงที่ได้ความโดยงดสืบพยาน ถือไม่ได้ว่าเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 24 ซึ่งถือว่าไม่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 227 คำสั่งดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา เมื่อโจทก์เห็นว่าชอบที่จะมีการสืบพยานต่อไป ก็ต้องโต้แย้งคำสั่งไว้ ปรากฎว่าศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2533และนัดฟังคำพิพากษาวันที่ 18 มิถุนายน 2533 โดยที่โจทก์มิได้โต้แย้งคำสั่งไว้ ทั้ง ๆ ที่มีโอกาสโต้แย้งคำสั่งได้ จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา226 (2) แม้ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยมาก็เป็นการวินิจฉัยไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ให้

หมายเหตุ
(1) ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 วรรคแรกบัญญัติว่า "เมื่อคู่ความฝ่ายใดยกปัญหาข้อกฎหมายขึ้นอ้าง ซึ่งถ้าหากได้วินิจฉัยให้เป็นคุณแก่ฝ่ายนั้นแล้ว จะไม่ต้องมีการพิจารณาคดีต่อไปอีก หรือไม่ต้องพิจารณาประเด็นสำคัญแห่งคดีบางข้อ หรือถึงแม้จะดำเนินการพิจารณาประเด็นข้อสำคัญแห่งคดีไป ก็ไม่ทำให้ได้ความชัดขึ้นอีกแล้ว เมื่อศาลเห็นสมควรหรือเมื่อคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีคำขอ ให้ศาลมีอำนาจที่จะมีคำสั่งให้มีผลว่าก่อนดำเนินการพิจารณาต่อไป ศาลจะได้พิจารณาปัญหาข้อกฎหมายเช่นว่านี้แล้ววินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหานั้น"
ตามตัวบทตอนแรกที่ว่า "จะไม่ต้องมีการพิจารณาคดีต่อไปอีก" ทางปฏิบัติแม้จะมีการพิจารณาคดีมาแล้ว เช่น สืบพยานโจทก์จำเลยเสร็จแล้ว จะพิพากษาคดีกันอยู่แล้ว ก็อาจมีการปฏิบัติตามมาตรานี้ได้หมายความว่าจะใช้มาตรา 24 นี้ในระหว่างการพิจารณาตอนไหนก็ได้
(2) พึงสังเกตข้อความที่ว่า "ให้ศาลมีอำนาจที่จะมีคำสั่งให้มีผลว่าก่อนดำเนินการพิจารณาต่อไป ศาลจะได้พิจารณาปัญหาข้อกฎหมายเช่นว่านี้" ทางปฏิบัติมิได้ใช้กันนัก อาจจะเห็นว่าเป็นการเยิ่นเย้อมากความไปก็ได้ เมื่อศาลสั่งงดสืบพยานแล้ววินิจฉัยเป็นข้อกฎหมาย ก็ถือว่าเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายตามมาตรานี้แล้ว (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1654/2517,1269-1270/2522) สรุปก็คือเมื่อวินิจฉัยข้อกฎหมายแล้ว ก็เป็นกรณีต้องด้วยมาตรานี้แล้ว ไม่จำเป็นที่จะต้องบอกกล่าวก่อนว่าจะได้พิจารณาวินิจฉัยกัน
(3) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1254/2517 วินิจฉัยว่าการที่ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานโจทก์จำเลยแล้วพิพากษายกฟ้องโดยข้อกฎหมายมิได้วินิจฉัยพยานหลักฐานโดยอาศัยข้อเท็จจริง เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดในปัญหาข้อกฎหมายอันจะทำให้คดีเสร็จทั้งเรื่องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 มิใช่คำสั่งระหว่างพิจารณา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1269-1270/2522 ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานโจทก์จำเลย โดยเห็นว่าตามคำฟ้องคำให้การและเอกสารที่คู่ความส่งศาลฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติได้ไม่ต้องสืบพยานแล้ววินิจฉัยข้อกฎหมายยกฟ้องโจทก์นั้นเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายตามมาตรา 24 ไม่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาตามมาตรา 227 โจทก์อุทธรณ์ได้โดยไม่ต้องโต้แย้งคำสั่งงดสืบพยานนั้น
(4) คำพิพากษาศาลฎีกาทั้ง 3 ฎีการวมทั้งคำพิพากษาศาลฎีกาที่บันทึกนี้เป็นกรณีที่ศาลสั่งงดสืบพยานโจทก์จำเลยเหมือนกันทั้ง 3 คดี ผู้ที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาทั้ง 3 ฉบับนี้อาจมีความสงสัยเราจะแยกได้อย่างไรว่า อย่างไรเป็นการวินิจฉัยคดีโดยอาศัยข้อเท็จจริง ถือไม่ได้ว่าเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้นตามมาตรา 24 ซึ่งเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา และอย่างไรเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายตามมาตรา 24 ซึ่งกฎหมายไม่ถือว่าเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา
เราคงไม่ลืมว่า ข้อเท็จจริงที่ได้จากคู่ความนั้นย่อมเป็นพยานหลักฐานที่ใช้ยันคู่ความได้โดยเฉพาะข้อเท็จจริงที่เป็นการยอมรับข้อเท็จจริงดังกล่าวอาจได้จากคู่ความในวันชี้สองสถานก็ได้ (มาตรา 183, 84(1)) หรือที่ได้ในระหว่างพิจารณาด้วยการสอบถามคู่ความในชั้นใดก็ได้ การยอมรับของคู่ความย่อมเป็นข้อเท็จจริงที่ใช้ยันคู่ความฝ่ายนั้น ๆ ได้ดีที่สุด ไม่จำเป็นต้องได้จากคำเบิกความในการสืบพยานเสมอไป
(5) ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1254/2517 การที่ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานโจทก์จำเลยแล้ว พิพากษายกฟ้องโดยข้อกฎหมาย โดยมิได้วินิจฉัยพยานหลักฐานอันเป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริง แม้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1269-1270/2522 ซึ่งศาลชั้นต้นสั่งงดพยานโจทก์จำเลยหากจะฟังข้อเท็จจริง ก็เป็นการฟังข้อเท็จจริงจากคำฟ้องคำให้การพยานเอกสารที่คู่ความส่งศาลแล้ววินิจฉัยยกฟ้องโจทก์โดยข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาทั้งสองฉบับนี้ จึงเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมาย มิได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงตามที่ได้ความแล้วพิพากษาคดีโดยให้โจทก์แพ้คดีอย่างตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่บันทึกนี้ซึ่งย่อมเป็นข้อเท็จจริงที่ศาลเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้แล้ว จึงได้สั่งงดสืบพยานโจทก์จำเลย มิใช่ว่าเมื่อสั่งงดสืบพยานโจทก์จำเลยแล้วจำเป็นต้องวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายเสมอไป อาจเป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงแล้วพิพากษาไปเลยก็ได้
ไพจิตร ปุญญพันธุ์
เห็นชัดเช่น คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องคดีอาญา ถือเป็นข้อกฎมหายเช่นกัน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 782/2536
การที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา จึงมีคำสั่งให้งดสืบพยานแล้วฟังข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาคดีส่วนอาญาและพิพากษายกฟ้องนั้น เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายตาม ป.วิ.พ. มาตรา 24 ไม่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 227 โจทก์มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานโดยไม่ต้องโต้แย้งไว้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226
คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกเงินคืนจากจำเลยเป็นมูลคดีเดียวกับคดีอาญาที่โจทก์เคยเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการฟ้องจำเลยว่าจำเลยร่วมกับ ล.ฉ้อโกงโจทก์ จึงเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 ซึ่งในคดีส่วนอาญานั้น ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วโดยฟังข้อเท็จจริงว่า ที่จำเลยรับเงินจาก ล. เป็นการรับชำระหนี้ค่าซื้อเชื่อทอง ฉะนั้น จากข้อเท็จจริงที่ฟังยุติดังกล่าว จำเลยจึงรับเงินไว้โดยมีมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ มิใช่รับไว้ในฐานลาภมิควรได้อย่างไรก็ตาม นอกจากโจทก์จะฟ้องเรียกเงินคืนจากจำเลยในฐานลาภมิควรได้แล้ว ยังฟ้องเรียกเงินคืนจากจำเลยโดยอ้างเหตุตาม ป.พ.พ. มาตรา 1331 ด้วย คดียังมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าวอยู่ ซึ่งศาลชั้นต้นยังมิได้สืบพยานฟังข้อเท็จจริงให้ยุติ ฉะนั้นที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานและพิพากษายกฟ้องโจทก์จึงไม่ชอบ
การงดตาม 226 ไม่มีสิทธิพิเศษใดๆทั้งสิ้นหากต้องห้ามตาม 225 คำสั่งตาม 226 ก็ต้องห้ามด้วย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6230/2541
แม้คดีนี้โจทก์จะฟ้องขับไล่จำเลยออกจากตึกแถวพิพาทและให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 20,000 บาท แต่เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ขับไล่จำเลยและให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 8,000 บาท โจทก์และจำเลยไม่ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาดังกล่าวย่อมถือได้ว่าในขณะที่ยื่นคำฟ้องนั้นตึกแถวพิพาทอาจให้เช่าได้ไม่เกินเดือนละ10,000 บาท คดีจึงต้องห้ามคู่ความมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ.มาตรา248 วรรคสอง จำเลยฎีกาว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีและงดสืบพยานจำเลยเป็นการไม่ชอบนั้น เป็นการฎีกาโต้แย้งดุลพินิจของศาลว่าสมควรอนุญาตให้เลื่อนคดีและสืบพยานต่อไปหรือไม่ อันเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง แม้จะเป็นการฎีกาโต้แย้งคำสั่งระหว่างพิจารณาตามมาตรา 226 ก็ต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าวเช่นเดียวกัน
ถ้าเป็นการอุทธรณืตาม 227  เสีย 200 บาท ถ้าเป้น 228 ว 1 ไม่เสีย แต่ถ้าเป็น 226 เสียตามทุนทรัพย์เว้นแต่ขออุทธรณ์ไม่แตะต้องคำพิพากษาเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์เสีย 200 บาท ไม่ขอผลคดีขอย้อนสำนวนไปสืบเท่านั้น

เมื่อไม่ห้ามอุทธรณ์ก็ไม่ห้ามฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1113/2498
ฟ้องกล่าวว่าจำเลยมีหน้าที่จะต้องอนุญาตให้โจทก์ได้ทำการฆ่าสุกรแต่กลับมีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์ที่จะไม่ให้ได้ทำการฆ่าสุกรโดยไม่มีอำนาจจะทำได้ เป็นการกระทำที่ไม่สุจริต ก่อให้เกิดเสียหายแก่โจทก์ ดังนี้ เป็นเรื่องที่ศาลจะต้องรับฟ้องไว้พิจารณาข้อเท็จจริงกันต่อไป
การที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับคำฟ้องและคู่ความอุทธรณ์หรือฎีกาคำสั่งขึ้นมาตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 นั้นต้องเรียกค่าขึ้นศาล 20 บาท ตามตาราง 1 ข้อ 2 ข.
227 เป็นเรื่องคดีจบ 228 ไม่จบ ต่างตรงที่ 227 อุทธรณืนับแต่มีคำสั่งห้ามอุทธรณ์เกิน 1 เดือนตาม 229

ถ้าเป็นการสั่งตามมาตาม 18 ตาม 227 228 ต้องห้ามตาม 224 ในเรื่องทุนทรัพย์หรือเป่า
คำสั่งคำร้องที่ 66/2516 เคยออกข้อสอบเป็นส่วนอื่นไปแล้ว
คำสั่งให้ลงโทษจำคุกฐานละเมิดอำนาจศาลเป็นคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 228(1) ไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ข้อต่างอีกประการคือ 227 อุทธรณืได้ครั้งเดียว 228 อุทธรณ์ได้ 2 ครั้ง เลือกได้ 1 ครั้ง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1679/2540
หลังจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำให้การของจำเลย เมื่อวันที่27 เมษายน 2537 แล้ว จำเลยได้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวในวันที่ 17 มิถุนายน 2537แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์เนื่องจากมิได้อุทธรณ์ภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง ดังนี้ กรณีจึงต้องถือว่า จำเลยได้ใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับคำให้การของจำเลยตาม ป.วิ.พ.มาตรา 228 วรรคสอง แล้วฉะนั้นจำเลยจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งเดียวกันภายหลังศาลชั้นต้นพิพากษาคดีตามวรรคสุดท้ายแห่งบทบัญญัติมาตราดังกล่าวอีก
โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยออกจากอาคารพิพาท ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นรายเดือนเดือนละ 95 บาท เท่ากับค่าเช่าอาคารพิพาท41 เดือน เป็นเงินรวม 3,895 บาท และอีกเดือนละ 95 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะออกจากอาคารดังกล่าว จึงเป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละสี่พันบาท การที่จำเลยอุทธรณ์โต้แย้งว่า จำเลยไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์และโจทก์ไม่ได้รับความเสียหายนั้นเป็นอุทธรณ์โต้เถียงในข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว
(วรรคแรกวินิจฉัยโดยมติที่ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 4/2540)

จบแล้วครับ      226  227 228

ย้ำอีกครั้ง 226 เป็นศักดิ์ที่ต่ำที่สุด  227 ไม่ใช่เรื่อง 226 และต้องอุทธรณ์ทันทีตาม 229 228 อุทธรณ์ได้ 2 ที ให้เลือก ได้ทีเดียว

 

.....................................................................................................................................

ต่อไปคือมาตราที่ทางปฏิบัติวุ่นวายที่สุดคือ 229

มาตรา 229  การอุทธรณ์นั้นให้ทำเป็นหนังสือยื่นต่อศาลชั้นต้นซึ่งมีคำพิพากษาหรือคำสั่งภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น และผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์นั้นด้วย ให้ผู้อุทธรณ์ยื่นสำเนาอุทธรณ์ต่อศาล เพื่อส่งให้แก่จำเลยอุทธรณ์ (คือฝ่ายโจทก์หรือจำเลยความเดิมซึ่งเป็นฝ่ายที่มิได้อุทธรณ์ความนั้น) ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๓๕และ ๒๓๖

 

คืออะไรครับคือวิธียื่นอุทธรณ์  หลักมี5 ประการ ศาลอุทธรณ์

1.ต้องทำเป็นหนังสือ

2.แม้ 223 บอกว่าต้องอุทธรณ์ไปศาลอุทธรณ์แต่การยื่นต้องยื่นที่ศาลชั้นต้นที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่ง

3.ต้องยื่นภายใน 1 เดือนนับแต่วันอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่ง

4.ต้องวางค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนพร้อมฟ้องอุทธรณ์

5.ทำสำเนาส่งให้จำเลยอุทธรณ์

คำว่าจำเลยอุทธรณ์ปรากฏอยู่ 3 ที่  229  235   237  ทั้งสองวรรค

ถ้าเราอ่านทั้งสามมาตราจะเห็นว่าโจทก์อุทธรณ์ไม่มี มีแต่จำเลยอุทธรณ์ คือมีผลกระทบบุคคลใดคนนั้นคือจำเลยอุทธรณ์  โอเคกลับมาที่ 229 ในภาพรวมทั้งหมด

คำว่าทำเป็นหนังสือ  เผอิญว่าอุทธรณ์เป็นคำฟ้อง คำคู่ความ ต้องทำตาม 67 วรรคท้าย

ในการยื่นหรือส่งคำคู่ความ หรือเอกสารอื่นใดอันจะต้องทำตามแบบพิมพ์ที่จัดไว้เจ้าพนักงาน คู่ความ หรือบุคคลผู้เกี่ยวข้องจะต้องใช้กระดาษแบบพิมพ์นั้น ส่วนราคากระดาษแบบพิมพ์นั้นให้เรียกตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมจะได้กำหนดไว้

คือต้องทำตามแบบที่กำหนดไว้

ผิดแบบศาลไม่รับได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4259/2541
ป.วิ.พ.มาตรา 67 วรรคท้าย ได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะให้การยื่นหรือส่งคำคู่ความหรือเอกสารอื่นใดอันจะต้องทำตามแบบพิมพ์ที่จัดไว้ เจ้าพนักงานคู่ความ หรือบุคคลผู้เกี่ยวข้องจะต้องใช้กระดาษแบบพิมพ์นั้น..." และมาตรา 156วรรคท้าย บัญญัติโดยชัดแจ้งให้การอุทธรณ์คำสั่งต้องทำเป็นคำร้อง ดังนั้น การอุทธรณ์คำสั่งจึงต้องทำตามรูปแบบอุทธรณ์คำสั่งโดยใช้แบบพิมพ์คำร้อง(แบบ 7) เท่านั้นหาใช่ต้องทำตามรูปแบบอุทธรณ์คำสั่งทั่วไปโดยใช้แบบพิมพ์อุทธรณ์ (แบบ 32) ไม่เมื่อจำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำขอของจำเลยที่ขอฎีกาอย่างคนอนาถาโดยใช้แบบพิมพ์คำร้อง (แบบ 7) ตามที่ศาลจัดไว้ตามรูปแบบอุทธรณ์คำสั่งจึงเป็นการใช้แบบพิมพ์ถูกต้องแล้ว การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 จัดทำอุทธรณ์คำสั่งโดยใช้แบบพิมพ์อุทธรณ์ (แบบ 32) ย่อมเป็นการสั่งโดยผิดหลงและไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา และให้ยกคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีของจำเลยที่ 1 เสียด้วยก็เป็นการสั่งและเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบเช่นกัน ศาลฎีกาเห็นสมควรเพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นทั้งหมดตาม ป.วิ.พ.มาตรา 243 (1) และมาตรา 27 ประกอบด้วยมาตรา 246 และมาตรา 247
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 159/2530
คำให้การของจำเลยจะต้องใช้กระดาษแบบพิมพ์คำให้การตามที่ทางราชการจัดไว้ จะใช้กระดาษแบบพิมพ์อย่างอื่นอันเป็นการฝ่าฝืนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 67 ไม่ได้
การยื่นคำให้การในคดีแพ่งต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง จะนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาใช้ไม่ได้ จำเลยซึ่งต้องขังอยู่ในเรือนจำยื่นคำให้การในคดีแพ่งต่อผู้บัญชาการเรือนจำหรือพัศดีภายในกำหนดระยะเวลาตามมาตรา 177 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ก็ยังถือไม่ได้ว่าได้ยื่นคำให้การต่อศาลภายในกำหนดระยะเวลาตามกฎหมายแล้ว
ถ้าทำผิดแบบแต่ศาลรับหล่ะ ก็ถือว่าได้ผ่านกระบวนการมาแล้ว สมบูรณ์ทุกประการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2243 - 2245/2523
คำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ใช้แบบพิมพ์คำร้องแทนที่จะใช้แบบพิมพ์อุทธรณ์ เป็นการไม่ถูกต้องแต่เมื่อศาลชั้นต้นสั่งรับมาโดยมิได้สั่งให้ทำใหม่ก็ชอบที่จะอนุโลมให้ถือเป็นอุทธรณ์ที่ชอบได้เมื่อได้เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มครบถ้วนแล้วศาลอุทธรณ์ก็รับวินิจฉัยได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4071/2534
ป.วิ.พ. มาตรา 67 นำมาใช้กับคดีอาญาได้โดยอนุโลม ตามป.วิ.อ. มาตรา 15 จำเลยยื่นอุทธรณ์โดยใช้กระดาษแบบพิมพ์คำฟ้องอุทธรณ์ แต่ตอนลงชื่อในแผ่นสุดท้ายกลับใช้กระดาษแบบพิมพ์ท้ายคำแก้อุทธรณ์ แทนที่จะเป็นแบบพิมพ์ท้ายอุทธรณ์ ซึ่งไม่ถูกต้อง และเป็นหน้าที่ ของศาลชั้นต้นที่จะตรวจอุทธรณ์แล้วสั่งแก้ไขก่อนที่จะรับอุทธรณ์ แต่เมื่อมิได้สั่งให้แก้ไขและศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยและมีคำพิพากษา ไปโดยมิได้สั่งให้แก้ไขให้บริบูรณ์เสียก่อนชี้ขาดตัดสินคดี ก็ไม่ทำให้อุทธรณ์ของจำเลยไม่เป็นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น ถึงขนาดที่จะรับไว้พิจารณาต่อไปไม่ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9502/2539
แบบพิมพ์อุทธรณ์ที่จำเลยใช้มีสาระสำคัญเหมือนกับกระดาษแบบพิมพ์ที่ศาลจัดไว้จะต่างกันบ้างก็เพียงเล็กน้อยและมิใช่สาระสำคัญทั้งศาลชั้นต้นก็สั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยโดยมิได้สั่งให้ทำใหม่เสียให้ถูกต้องดังนี้อุทธรณ์ของจำเลยชอบแล้ว
สั่งให้แก้ไขตามมาตรา 18 ก็ได้

เนื้อความอุทธรณ์ ก็อยู่ใน 225 ชัดแจ้งหรือไม่ ชัดแจ้ง ต้องโต้แย้งคำพิพากษา

ผู้อุทธรณ์คือคู่ความ ทนายความ ผุ้รับมอบอำนาจ

ผู้เรียง ตัวความ ผู้รับมอบอำนาจตัวความ ทนายความ แค่สามคนนี้เท่านั้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 990/2499
ผู้อื่นใดที่มิได้รับอนุญาตเป็นทนายความหรือตัวความหามีอำนาจแต่งฟ้องได้ไม่
เมื่อผู้เรียงคำฟ้องไม่ได้รับอนุญาตเป็นทนายความ ฟ้องโจทก์ก็ไม่เป็นฟ้อง ศาลจะรับไว้ดำเนินคดีต่อไปหาได้ไม่ (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 8/2499)
อุทธรณ์ต้องมีการลงชื่อ ตัวความ ผู้รับมอบอำนาจ ทนายความ ถ้าลืมลงชื่อไม่รับทันทีไม่ได้ ต้องให้ไปแก้ก่อนให้เปิดมาตรา 18 ค้างไว้เลยเพราะต้องพิจารณาพร้อมกัน กับมาตรา 229
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1396/2531
ฟ้องอุทธรณ์ที่มิได้ลงลายมือชื่อผู้อุทธรณ์เป็นฟ้องที่ ไม่บริบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 67(5) และ เมื่อศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาคดีไปโดยมิได้แก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าวศาลฎีกาย่อมยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เพื่อให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาตามมาตรา 18 วรรคสอง โดยให้ผู้อุทธรณ์ลงลายมือชื่อในฟ้องอุทธรณ์เสียให้ถูกต้อง แล้วให้ส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7967/2543
แม้คำฟ้องของโจทก์ที่ 2 และที่ 3 และทนายความไม่ได้ลงชื่อในช่องผู้เรียงพิมพ์ เป็นคำฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 67 (5) ซึ่งศาลมีอำนาจสั่งให้คืนหรือแก้ไขคำฟ้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 วรรคสองก็ตาม แต่ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งในเรื่องดังกล่าว ต่อมาโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ได้แต่งตั้งทนายโจทก์ที่ 1 ผู้ลงลายมือชื่อในคำฟ้องเป็นทนายโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ด้วย อนุโลมได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้แก้ไขข้อบกพร่องในคำฟ้องแล้ว จึงเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย
เจ้าของที่ดินถูกที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่สามารถใช้สิทธิเรียกร้องผ่านที่ดินซึ่งล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1350 เป็นการตัดสิทธิของเจ้าของที่ดินอื่นจึงต้องแปลความโดยเคร่งครัด เมื่อที่ดินของจำเลยที่ 1 แบ่งแยกออกจากที่ดินโฉนดที่ 1003 ไปก่อนแล้ว ต่อมามีการแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 1003 ที่เหลืออีกครั้งหนึ่ง ทำให้ที่ดินส่วนที่ตกเป็นของโจทก์ทั้งสามในเวลาต่อมาไม่สามารถออกสู่ทางสาธารณะได้ โดยที่ที่ดินนี้เดิมมีทางออกสู่ทางสาธารณะได้ โจทก์ทั้งสามมีสิทธิเรียกร้องเพื่อผ่านที่ดินเฉพาะแปลงที่แบ่งแยกในครั้งหลังสุดเพื่อออกสู่ทางสาธารณะได้เท่านั้น ไม่มีสิทธิเรียกร้องเอาทางเดินออกสู่ทางสาธารณะผ่านที่ดินของจำเลยที่ 1

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5556/2543
คดีแพ่ง คำฟ้องที่ไม่มีลายมือชื่อโจทก์ ไม่มีลายมือชื่อทนายโจทก์ผู้เรียง และไม่มีลายมือชื่อผู้เขียนหรือพิมพ์ เป็นเพียงคำฟ้องที่ไม่บริบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 67(5) ศาลมีอำนาจสั่งให้คืนหรือแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องให้บริบูรณ์ภายในเวลาที่กำหนดหากโจทก์ไม่ปฏิบัติก็ให้มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 วรรคสอง
ศาลชั้นต้นได้รับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาแล้ว ความจึงปรากฏขึ้นในภายหลังว่าคำฟ้องโจทก์ไม่มีลายมือชื่อโจทก์ ลายมือชื่อทนายโจทก์ผู้เรียงและลายมือชื่อผู้เขียนหรือพิมพ์ จึงชอบที่ศาลชั้นต้นจะสั่งให้โจทก์แก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าวเสียก่อน หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามจึงจะสั่งให้เพิกถอนคำสั่งที่ให้รับคำฟ้องเป็นไม่รับคำฟ้อง การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลยแล้วพิพากษายกฟ้องไปเสียทีเดียวเป็นการไม่ชอบ
โจทก์อุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 223 ทวิ ขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับ คำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ลงลายมือชื่อในคำฟ้องให้ครบถ้วนแล้วยกคดีของโจทก์ขึ้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป เป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท ตามบัญชีท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ตาราง 1 ข้อ 2(ก)
ทนายเกิดใบอนุญาต ศาลก็ต้องให้ไปต่อซะ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1894/2499
ทนายของโจทก์เป็นผู้ซักค้านพยานโจทก์จำเลยตั้งแต่เริ่มการพิจารณาจนเสร็จสำนวน ต่อมาศาลพิพากษาให้โจทก์แพ้ ทนายโจทก์ยื่นฟ้องอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ ความมาปรากฏในชั้นศาลอุทธรณ์ว่าทนายโจทก์ยังมิได้รับการแต่งตั้งให้เป็นทนายโจทก์ เช่นนี้ย่อมเป็นที่เห็นได้ว่ามิได้มีการประวิงความหรือทำการเอาเปรียบในเชิงคดีแต่อย่างไรหากเป็นไปด้วยความพลั้งเผลอหรือด้วยเหตุอื่น แม้จะเป็นการปฏิบัติผิดบทบัญญัติแห่ง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ก็เป็นการสมควรที่จะอนุญาตให้ทำเสียให้ถูกต้องได้ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 แต่ปรากฏว่าในชั้นฎีกาโจทก์ได้แต่งตั้งทนายผู้นี้เป็นทนายโจทก์แต่วันยื่นฎีกาแล้ว จึงพอถือว่าการพิจารณาและการอุทธรณ์เป็นการชอบแล้วได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4835/2545
แม้ว่า ป. จะเรียงคำฟ้องและลงลายมือชื่อเป็นโจทก์ในคำฟ้องในขณะที่ขาดจากการเป็นทนายความตามพระราชบัญญัติทนายความฯ แล้วก็ตาม แต่โจทก์ก็แต่ง ว. เป็นทนายความคนใหม่เข้ามาดำเนินคดีแทนโจทก์หลังจากฟ้องเพียง 1 เดือนเศษ และว. ดำเนินคดีแทนโจทก์ตลอดมาโดยที่ ป. ไม่ได้เข้ายุ่งเกี่ยวกับคดีโจทก์ทั้งสิ้น ป. จึงทำหน้าที่เป็นทนายความให้เพียงร่างคำฟ้องและลงชื่อในคำฟ้องเท่านั้น จำเลยมีโอกาสต่อสู้คดีตามคำฟ้องได้เต็มที่ เมื่อศาลชั้นต้นสั่งให้แก้ไขคำฟ้องโดยให้โจทก์ทำคำฟ้องขึ้นใหม่และให้โจทก์ลงชื่อในคำฟ้องโดยมีเงื่อนไขให้คำฟ้องใหม่มีข้อความเช่นเดียวกับคำฟ้องเดิม โจทก์ก็ไม่ได้โต้แย้งว่าข้อความในคำฟ้องเดิมไม่ถูกต้องหรือไม่ตรงตามความประสงค์ของโจทก์ซึ่ง พระราชบัญญัติทนายความฯ มุ่งให้ความคุ้มครอง คำสั่งของศาลชั้นต้นจึงไม่ก่อให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดได้เปรียบหรือเสียเปรียบทางเชิงคดีอันจะทำให้ความยุติธรรมเสื่อมเสียไปเนื่องจากจำเลยซึ่งมีหน้าที่นำสืบก่อนได้สืบพยานเสร็จสิ้นแล้วส่วนโจทก์ก็สืบพยานจนเหลือพยานอีกเพียง 2 ปากเท่านั้น คดีก็จะเสร็จการพิจารณาหากศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของโจทก์ตั้งแต่การยื่นคำฟ้องจะส่งผลให้โจทก์ต้องทำคำฟ้องใหม่ จำเลยทำคำให้การใหม่และสืบพยานกันใหม่ ซึ่งไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดที่บังคับให้จำเลยต้องทำคำให้การและสืบพยานเหมือนเดิมจำเลยย่อมมีโอกาสแก้ไขปรับปรุงรูปคดีที่อาจเสียเปรียบให้กลับได้เปรียบอันจะทำให้จำเลยได้เปรียบทางเชิงคดี ซึ่งหาชอบด้วยความยุติธรรมไม่ ที่ศาลชั้นต้นไม่สั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาและให้แก้ไขคำฟ้องใหม่ จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยความยุติธรรมตามเจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27
คำสั่งรับคำฟ้องใหม่ของศาลชั้นต้นเป็นคำสั่งเกี่ยวกับคดีที่เสนอคำฟ้องนั้นและไม่ใช่คำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 227 และ 228 จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา จำเลยไม่ได้โต้แย้งคัดค้านไว้ จำเลยจึงอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวไม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226เท่ากับว่าฎีกาของจำเลยในข้อนี้เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249
ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่มีเพียงสิทธิครอบครองเมื่อโจทก์เป็นผู้ครอบครองอยู่ในขณะยื่นฟ้อง ภาระการพิสูจน์ว่าโจทก์หรือจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทจึงตกอยู่แก่จำเลย เมื่อจำเลยนำสืบไม่ได้ จำเลยก็ต้องตกเป็นฝ่ายแพ้คดีในประเด็นข้อพิพาทนี้ โดยไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยถึงพยานหลักฐานโจทก์ว่ามีน้ำหนักรับฟังเพียงใด
จบประเด็น ต้องทำเป็นหนังสือประเด็นที่ 1 และ

ประเด็นที่สองต้องยื่นต่อศาลชั้นต้น  การส่งไปรษณีย์ไม่ใช่การยื่น อันนี้เป็นหลักทั่วไปแต่หากมีหลักตามกฎหมายอื่นเฉพาะก็ให้เป็นไปตามนั้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4718/2534
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 บัญญัติให้ผู้อุทธรณ์ยื่นสำเนาอุทธรณ์ต่อศาลเพื่อส่งให้แก่จำเลยอุทธรณ์และตามแบบพิมพ์ของศาลท้ายอุทธรณ์ได้ระบุไว้ว่าโจทก์ได้ยื่นสำเนาอุทธรณ์โดยข้อความถูกต้องเป็นอย่างเดียวกันมาด้วยหนึ่งฉบับดังนั้นการที่ทนายโจทก์ได้ลงลายมือจริงไว้ในอุทธรณ์หาใช่เป็นการยื่นสำเนาอุทธรณ์โดยมีการรับรองข้อความถูกต้องเป็นอย่างเดียวกันไม่ เมื่อโจทก์ทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งให้โจทก์หรือทนายโจทก์มาลงชื่อรับรองสำเนาอุทธรณ์เสียให้ถูกต้อง แต่โจทก์กลับเพิกเฉยไม่ดำเนินการภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดถือได้ว่าโจทก์ทิ้งอุทธรณ์ ศาลย่อมมีอำนาจที่จะสั่งจำหน่ายคดีโจทก์ออกจากสารบทความ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 132,174(2) ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 15 การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ฉบับแรกของโจทก์โดยมีเงื่อนไขว่าโจทก์หรือทนายโจทก์จะต้องมาลงชื่อรับรองสำเนาอุทธรณ์ภายใน 15 วัน แต่โจทก์กลับส่งอุทธรณ์และสำเนาอุทธรณ์ฉบับที่สองซึ่งมีข้อความเหมือนอุทธรณ์ฉบับแรกมายังศาลโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ ถือไม่ได้ว่าเป็นการยื่นอุทธรณ์ และสำเนาอุทธรณ์โดยชอบเพราะอุทธรณ์เป็นคำคู่ความ โจทก์จะต้องนำมายื่นต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 และมาตรา 229 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 จึงไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์
เว้นแต่กรณีเหตุสุดวิสัยจึงไปยื่นที่ศาลอื่นได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 967/2494
การยื่นฟ้องอุทธรณ์นั้นเป็นกระบวนพิจารณาที่ผู้อุทธรณ์จะต้องดำเนินต่อศาลอย่างหนึ่งตามความหมายของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1(3) และ (7)ฉะนั้นจึงนำเอาประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 10 มาใช้บังคับได้
ผู้อุทธรณ์ไม่สามารถไปยื่นฟ้องอุทธรณ์ต่อศาลที่พิพากษาคดีได้โดยเหตุสุดวิสัย ย่อมยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องขอยื่นอุทธรณ์ ต่อศาลซึ่งตนมีภูมิลำเนาหรืออยู่ในเขตศาลในขณะนั้นได้ และในกรณีเช่นนี้ถือว่าได้ยื่นอุทธรณ์แล้วแต่วันนั้น ไม่ใช่นับแต่วันที่อุทธรณ์ส่งไปถึงศาลที่พิพากษาคดี

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1160/2514 ค้นไม่พบ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 159/2530
คำให้การของจำเลยจะต้องใช้กระดาษแบบพิมพ์คำให้การตามที่ทางราชการจัดไว้ จะใช้กระดาษแบบพิมพ์อย่างอื่นอันเป็นการฝ่าฝืนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 67 ไม่ได้
การยื่นคำให้การในคดีแพ่งต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง จะนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาใช้ไม่ได้ จำเลยซึ่งต้องขังอยู่ในเรือนจำยื่นคำให้การในคดีแพ่งต่อผู้บัญชาการเรือนจำหรือพัศดีภายในกำหนดระยะเวลาตามมาตรา 177 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ก็ยังถือไม่ได้ว่าได้ยื่นคำให้การต่อศาลภายในกำหนดระยะเวลาตามกฎหมายแล้ว

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 321/2503
ทนายความมอบอำนาจให้ผู้อื่นนำคำร้องขอเลื่อนคดีมายื่นต่อศาลได้ (ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 2/2503)

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนทำลายนิติกรรมสัญญาซ่อมรถระหว่างจำเลยที่ 1 - 2 และสัญญาขายรถระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้รถยนต์กลับคืนมาเป็นของโจทก์
จำเลยทั้งสองต่อสู้หลายประการ
ในวันนัดพิจารณา โจทก์สืบพระภิกษุสุวรรณยังไม่เสร็จ ตกลงกันให้เลื่อนไปสืบนัดหน้า พอถึงวันนัด ทนายโจทก์มอบฉันทะให้เสมียนทนายไปยื่นคำร้องขอเลื่อน โดยอ้างเหตุว่า พระภิกษุสุวรรณติดธุระเกี่ยวกับกิจวัตรในทางพระพุทธศาสนา ศาลแพ่งเห็นว่าทนายความไม่มีอำนาจที่จะมอบฉันทะให้ใครมายื่นคำร้องขอเลื่อนคดีแทน เหตุในคำร้องก็เป็นเหตุขัดข้องของโจทก์ ไม่ใช่เหตุขัดข้องของทนายโจทก์ จึงถือไม่ได้ว่าได้มีการยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีโดยชอบด้วยกฎหมาย ถือว่าเมื่อโจทก์และทนายโจทก์ไม่มาศาลในวันนัดสืบพยาน โจทก์ไม่มีพยานมาสืบตามฟ้อง ให้นัดสืบพยานจำเลย โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านว่า มีเหตุผลที่ศาลสมควรจะให้โจทก์เลื่อนคดี โจทก์คัดค้านไว้เพื่อโอกาสที่โจทก์จะได้อุทธรณ์ฎีกา
เมื่อสืบพยานจำเลยเสร็จแล้ว ศาลแพ่งเชื่อตามข้อต่อสู้ของจำเลยพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ทนายโจทก์มีอำนาจมอบฉันทะให้เสมียนทนายนำคำร้องขอเลื่อนคดีไปยื่นศาลเพื่อขอเลื่อนคดีแทนทนายได้ พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาพิพากษาใหม่ตามกระบวนความ
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ว่า ทนายความมอบอำนาจให้ผู้อื่นนำคำร้องขอเลื่อนคดีมายื่นต่อศาลได้ เพราะที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 64 บัญญัติว่า ให้ทนายความมีอำนาจมอบให้ผู้อื่นมากระทำแทนในกิจการที่ระบุไว้นั้น ก็เพราะกิจการดังกล่าวใน มาตรา 64 เป็นกิจการสำคัญในการดำเนินคดี ว่าโดยปกติทนายความจะต้องกระทำเอง จะมอบให้ใครกระทำแทนหาได้ไม่ เมื่อกฎหมายประสงค์จะให้มอบได้จึงต้องบัญญัติไว้ หาได้หมายความว่า กิจการอื่นนอกจากที่ระบุไว้ในมาตรา 64 แล้ว ทนายความจะมอบอำนาจไม่ได้ หาใช่ไม่ ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเห็นว่า ทนายความมอบอำนาจให้ผู้อื่นนำคำร้องขอเลื่อนคดีมายื่นต่อศาลได้
แต่โดยเหตุที่ศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยข้ออุทธรณ์ของโจทก์อีกข้อหนึ่งที่ว่า เท่าที่ศาลแพ่งได้สืบพยานโจทก์จำเลยมาแล้ว พยานหลักฐานจำเลยไม่เพียงพอที่จะหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ศาลฎีกาจึงพิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาและพิพากษาใหม่

เสมียญทนายมีสิทธิ 5 ประการ 4 ประการอยุ่ที่ มาตรา 64 ประการที่ 5 คือ เสมียญทนาย วันนี้ได้ 3 ข้อเราจะมาต่อกันอาทิตย์หน้า  อาทิตยืหน้าจะมายึด 2 ชั่วโมง

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages