การบังคับคดีขับไล่ (มาตรา 296 ทิว-296 สัตต)
หลักเกณฑ์ ในกรณีที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาถูกพิพากษาให้ขับไล่ หรือต้องออกไปหรือต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากอสังหาริมทรัพย์ ที่อยู่อาศัย หรืทรัพย์ที่ครอบครอง ถ้าลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ปฎิบัติตามคำบังคับ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาชอบที่จะยื่นคำขอฝ่ายเดียวโดยทำเป็นคำร้องต่อศาล ให้ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีจัดการให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเข้าครอบครองทรัพย์ดังกล่าว (มาตรา 296 ทวิ)
- มาตรา 296 ทวิ เป็นกรณีที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องดำเนินการบังคับคดีทางเจ้าพนักงานบังคับคดี ซึ่งได้แก่ กรณีที่พิพากษาให้ขับไล่ลูกหนี้ตามคำพิพากษา ถูกพิพากษาให้ขับไล่ต้องออกไป หรือให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากสังหาริมทรัพย์ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องขอให้ศาลตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีจัดการให้ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเข้าครอบครองทรัพย์ดังกล่าว ดังนี้โจทก์ จะขอให้บุคคลภายนอก เป็นผู้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเองไม่ได้ ไม่ชอบด้วยมาตรา 296 ทวิ (ฎ. 464/48, 3486/42, 3574/452) และจะขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสงเจตนาของจำเลยก็ไม่เช่นกัน (ฎ. 362/46)
- คำพิพากษาของศาลต้องชัดเจนว่าลูกหนี้ตามคำพิพากษาถูกให้ขับไล่ หรือต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างอกไปจากอสังหาริมทรัพย์ จึงจะบังคับคดีให้ขับไล่จำเลย ตามมาตรา 296 ทวิ ได้ (ฎ. 7018/44)
การมอบทรัพย์ให้เจ้าหนี้ฯ เข้าครอบครอง (มาตรา 296 ตรี)
ถ้าทรัพย์ที่ต้องจัดการตามคำสั่งศาลไม่มีบุคคลใดอยู่อาศัยเจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจมอบทรัพย์นั้นทั้งหมดหรือบางส่วนให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเข้าครอบครองได้ทันที
- ศาลพิพากษาให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท การที่จำเลยปลูกพืชผลไว้ แม้จำเลยจะไม่ได้อยู่ในที่ดินพิพาท ยังถือว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทอยู่ เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่มีอำนาจจัดให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเข้าครอบครอง (ฎ. 4432/45)
- เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีส่งมอบที่ดินพิพาทให้โจทก์แล้ว ต่อมาจำเลยรบกวนการครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์อีก ถือว่าเป็นเหตุที่เกิดขึ้นใหม่ โจทก์จะขอให้บังคับคดีอีกไม่ได้ ต้องฟ้องจำเลยเป็นคดีใหม่ (ฎ. 1173/45)
การจับกุมกักขังลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบริวาร (มาตรา 296 จัตวา(1))
ถ้าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแจ้งต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบริวารยังไม่ออกไปตามคำบังคับของศาล ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีรายงานต่อศาลเพื่อมีคำสั่งจับกุมและกักขังได้ทันที
การบังคับบริวารขอลูกหนี้ตามคำพิพากษา (มาตรา 296 จัตวา (3))
เจ้าพนักงานบังคับคดี ต้องปิดปราศกำหนดเวลาให้ผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายใน 8 วัน นับแต่วันปิดประกาศ ถ้าไม่ยื่นภายในกำหนดให้สันนิษฐานไว้ก่นว่าเป็นบริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษา
- แสดงว่าถ้าผู้ที่อ้างมิใช่บริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษามิได้ยื่นคำร้องแดสงอำนาจพิเศษต่อศาลในเวลากำหนดดังกล่าว กฎหมายเพียงสันนิษฐานว่าผู้นั้นเป็นบริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเท่านั้น ดังนี้ จึงอาจยื่นคำร้องเกินกำหนดเวลา 8 วัน โดยไม่ต้องขอขยายระยะเวลาตามมาตรา 23 เพียงแต่ผู้นั้นอาจได้รับผลตามข้อสันนิษฐานของกฎหมายโดยทำให้ผู้นั้นมีภาระพิสูจน์หนักขึ้นเท่านั้น (ฎ. 5294/47) และไม่ห้ามมิให้ผู้นั้นฟ้องเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเป็นคดีใหม่ (ฎ. 694/40)
- เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ได้ปิดประกาศ ถือว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีปฎิบัติฝ่าฝืนต่อมาตรา 296 จัตวา อาจมีการเพิกถอนได้ แต่ในกรณีเช่นนี้จำเลยไม่ใช่ผู้ต้องเสียหาย จึงไม่มีสิทธิร้องขอให้เพิกถอนตามมาตรา 296 วรรคสอง (ฎ. 4253/39)
- ผู้มีสิทธิยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษตามมาตรา 296 จัตวา (3) ต้องไม่ใช่ตัวลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบริวาร แม้จะอ้างฐานะอื่นก็ไม่อาจอ้างได้ (ฎ. 678/46)
- การแสดงอำนาจพิเศษของผู้ที่ไม่ใช่บริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษา กระทำได้ภายในกำหนดเวลา 8 วัน โดยให้เริ่มนับแต่วันปิดประกาศ ไม่ต้องรอให้พ้นกำหนดเวลา 15 วัน ไปก่น เพราะไม่ใช่เอกสารที่ต้องส่งตามมาตรา 67 และ 70 (ฎ. 5393/42)
- คำสั่งของศาลชั้นต้นในการชี้ขาดว่าผู้ร้องเป็นบริวาร หรือไม่ เป็นการชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดี จึงต้องมีผู้พิพากษาครบองค์คณะ (ฎ. 3459/38)
- ในชั้นไต่สวนคำร้องขอแสดงอำนาจพิเศษ มีประเด็นเพียงว่า ผู้ร้องเป็นบริวารของจำเลยหรือไม่ ผู้ร้องจะอ้างว่าโจทก์ฟ้องคดีไม่สุจริตหรือไม่ ไม่ได้ (ฎ. 1578/48)
- ผู้ร้องอ้างว่าเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท ( เป็นการโต้แย้งกรรมสิทธิ์) เป็นการแสดงอำนาจพิเศษแล้วว่าผู้ร้องมิได้เป็นบริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ศาลต้องดำเนินการไต่สวนให้ จะสั่งยกคำร้องอ้างว่าเป็นเรื่องที่ผู้ร้องต้องไปว่ากล่าวกับโจทก์เป็นคดีต่างหากไม่ได้(ฎ. 4198-99/39)
- ร้องขอแสดงอำนาจพิเศษโดยอ้างว่า ได้สิทธิโดยครอบครองปรปักษ์ แต่ไม่ได้อ้างว่าโจทก์ซื้อที่ดินโดยไม่สุจริต ศาลยกคำร้องได้ทันที (ฎ. 3299/49)
- ผู้ร้องอ้างว่าได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาทตามสัญญาจะซื้อขายกับจำเลย เป็นการอาศัยสิทธิของจำเลย ถือว่าเป็นบริวารจำเลย ไม่มีอำนาจพิเศษ (ฎ. 7160/45)
อำนาจรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของเจ้าพนักงานบังคับคดี (มาตรา 296 เบญจ)
ในกรณีที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากทรัพย์ด้วย เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจจัดการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างนั้น และขนย้ายสิ่งของออกจากสิ่งปลูกสร้างที่มีการรื้อถอนด้วย โดยลูกหนี้ตามคำพิพากษาเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ในการรื้อถอน ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศกำหนดการรื้อถอนไว้ ณ.บริเวณนั้นไม่น้อยกว่า 7 วัน
- กรณีที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง เจ้าพนักงานบังคับคดีจะส่งมอบบ้านพิพาทให้โจทก์ครอบครองโดยไม่ปิดประกาศก่อนนั้นไม่ชอบ (ฎ. 3706/40)
- คำพิพากษาให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินออกไป จำเลยมีหน้าที่ต้องรื้อถอนด้วยโดยศาลไม่ต้องแก้ไขเพิ่มเติมคำพิพากษา (คร. 882/48)
การยึดอสังหาริมทรัพย์ และผลของการยึด ( มาตรา 304-305)
1. เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องนำหนังสือสำคัญสำหรับทรัพย์สินนั้นมารักษาไว้ และ
2. ต้องแจ้งการยึดให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาและเจ้าพนักงานที่ดินผู้มีหน้าที่ทราบ ให้เจ้าพนักงานที่ดินบันทึกการยึดไว้ในทะเบียน
ถ้าหนังสือสำคัญยังไม่ออกนำมาแสดงไม่ได้หรือหาไม่พบ ให้ถือว่าการที่ได้แจ้งการยึดต่อลูกหนี้ตามคำพิพากษาและเจ้าพนักงานที่ดินนั้นเป็นการยึดตามกฎหมายแล้ว
- กรณียึดที่ดินมีโฉนดซึ่งเป็นหนังสือสำคัญ หากโฉนดที่ดินอยู่กับผู้อื่น ผู้นั้นต้องส่งโฉนดที่ดินให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี จะอ้างว่าตนมีสิทธิยึดหน่วงไม่ได้ (ฎ. 6293/45)
- กรณีที่ไม่ได้โฉนดที่ดินของจำเลยมา ศาลก็มีอำนาจสั่งให้ออกโฉนดสำหรับที่ดินให้ผู้ซื้อใหม่ได้ (ฎ. 731/18)
- การยึดอสังหาริมทรัพย์ไม่จำเป็นจะต้องมีตัวจำเลยอยู่ด้วย และไม่จำต้องแจ้งการยึดให้จำเลยทราบหากไม่พบตัวจำเลย (ฎ. 2019/94, 5179/46)
- การยึดอสังหาริมทรัพย์ที่มิได้แจ้งให้เจ้าพนักงานที่ดินทราบ ไม่ทำให้การยึดทรัพย์และการขายทอดตลาดทรัพย์เสียไป (ฎ. 471/20) แต่การไม่แจ้งให้เจ้าพนักงานที่ดินทราบนั้นคงมีผลต่อการคุ้มครองสิทธิบุคคลภายนอก กล่าวคือจะใช้ยันบุคคลภายนอกผู้สุจริตไม่ได้ (ฎ. 3364/27, 2348/28)
- เมื่อมีการยึดโดยชอบแล้ว ลูกหนี้ตามคำพิพากษา จะก่อให้เกิด โอน เปลี่ยนแปลงสิทธิในทรัพย์สินที่ถูกยึดไม่ได้ หากมีการโอนไป แม้บุคคลภายนอกจะสุจริตก็ไม่ได้รับความคุ้มครอง (ฎ. 1002/11)
-การที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ทำสัญญาจะขายที่ดินพิพาทของตนไว้ก่อนถูกยึด แม้ลูกหนี้ฯ จะทำสัญญาประนีประนอมยอมความในศาล ยอมจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทภายหลังที่ดินพิพาทถูกยึดแล้ว ก็ถือว่าเป็นการยอมรับสิทธิของผู้จะซื้อที่มีตามสัญญาที่ลูกหนี้ฯ ทำไว้ก่อนถูกยึด และถือไม่ได้ว่าลูกหนี้ฯ ได้ก่อให้เกิดเปลี่ยนแปลงสิทธิในทรัพย์สินที่ถูกยึดภายหลังที่ทำการยึดไว้แล้ว บุคคลภายนอกย่อมมีสิทธิดีกว่า (ฎ. 1703/39)
- ในระหว่างที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินมือเปล่าไว้ บุคคลอื่นจะอ้างว่าตนได้ครอบครองที่ดินนั้นเกิน 1 ปี ตาม ป.พ.พ.มาตรา 1375 ไม่ได้ (ฎ. 1500/26)
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
- เพิ่งจบปริญญาตรี ไม่รู้จะเริ่มต้นกับการเรียนเนติอย่างไร
- สอบมาหลายครั้งแล้วไม่ผ่านซักที 47 , 48 , 49 คะแนนอยู่นี่หลายครั้งแล้ว เมื่อไหร่จะถึง 50 คะแนนซักที
- สอบมาหลายครั้งแล้ว เพื่อนๆในกลุ่มทยอยจบกันหมด..จะลงสมัครใหม่ก็เขินอายรุ่นน้อง
- อยู่ต่างจังหวัด ทำงานประจำไม่มีเวลาไปนั่งเรียนที่เนติฯ
- สมัครติวเนติทางไปรษณีย์ กว่าจดหมายจะมาถึงก็ไม่ทันสอบ
- สมัครรับจองคำบรรยายเนติทางไปรษณีย์ กว่าจดหมายจะมาถึงก็ไม่ทันสอบ
- เดินทางไปเรียนหรือไปติวรถก็ติด...กลับมาก็เหนื่อย
- อยู่ต่างจังหวัดอยากมาเรียนที่ กทม. หรือมาติว...แต่ไม่สามารถมาเรียนหรือมาติวได้เพราะไกลและสถาบันติวก็อยู่หน้ารามกันหมด
- ไม่อยากคุยกันเรื่องเรียนเนติกับเพื่อนๆหรือคนที่เรียนเนติจบแล้ว..มันรู้สึกท้อ รู้สึกอาย..จะลงใหม่ก็ไม่รู้จะปรึกษาใคร หรือเริ่มยังไงอีก
