..หลัก
ป.พ.พ. มาตรา 1310 เป็นการได้อสังหาริมทรัพย์มาโดยหลักส่วนควบ
ดังนั้น คำว่า “สุจริต” ตามมาตรา 1310
มีความหมายประการใด
ซึ่งจะส่งผลถึงการได้มาและการใช้ค่าแห่งที่ดินที่เพิ่มขึ้น.. ??
พิจารณาศึกษาวิเคราะห์จากคำพิพากษาฎีกาที่
1374/2554
ข้อเท็จจริง
(กรุณาเปิดตัวบทกฎหมายที่อ้างถึงทุกครั้งเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการใช้กฎหมาย)
1. เดิมที่ดินแปลงใหญ่โฉนดเลขที่ 9605
มีชื่อนางจันทร์ ทรงสวัสดิ์ และนางมี เจริญลาภ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม ต่อมาวันที่ 6 ธันวาคม 2520 นางมีจดทะเบียนให้นายเวช
เจริญลาภ บุตรโจทก์และพี่จำเลยเข้าถือกรรมสิทธิ์รวมเฉพาะส่วนของตนร่วมกับพวกหลายคน
หลังจากนางมีถึงแก่ความตายแล้ว เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2537
นางสาวอำนวย เจริญลาภ
จดทะเบียนให้โจทก์เข้าถือกรรมสิทธิ์รวมเฉพาะส่วนของตน ในปี 2538 นายเวชซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมคนหนึ่งได้อนุญาตให้จำเลยปลูกบ้านเลขที่
39/3 ในที่ดินดังกล่าว ซึ่งอยู่ต่อกับบ้านโจทก์เลขที่ 39/1
ต่อมาวันที่ 11 มิถุนายน 2544 โจทก์ นายเวช และนางอำนวยกับพวกอีก 3 คน
ได้จดทะเบียนแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินแปลงใหญ่โดยโจทก์ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่
60750 ส่วนนายเวชได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 60751
บ้านโจทก์เลขที่ 39/1 อยู่ในที่ดินของนายเวชโฉนดเลขที่
60751 ส่วนบ้านจำเลยเลขที่ 39/3 อยู่ในที่ดินพิพาทของโจทก์โฉนดเลขที่
60750
2. โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนบ้านเลขที่
39/3 ออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 60750 และปรับพื้นที่ดินให้กลับสู่สภาพเดิมและให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ
4,500 บาท
นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินของโจทก์
2.1 คำฟ้องของโจทก์เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์
จำนวนค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องเดือนละ 4,500 บาท
จะส่งผลไปถึงการอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง
และฎีกา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคสอง
2.2 คดีนี้ เป็นคดีมโนสาเร่ ตาม
ป.วิ.พ. มาตรา 189(2)
3. จำเลยให้การว่า
จำเลยเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ จำเลยปลูกสร้างโรงเรือนเลขที่ 39/3 โดยสุจริต การฟ้องของโจทก์เป็นการใช้สิทธิซึ่งมีแต่ให้เกิดความเสียหายแก่จำเลย
โจทก์จึงต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่จำเลยโดยออกค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนและปลูกสร้างบ้านหลังใหม่ให้แก่จำเลยเป็นเงินจำนวน
161,000 บาท
3.1 คำให้การของจำเลยเช่นนี้
ได้อ้างว่าได้ปลูกสร้างบ้านโดยสุจริตซึ่งเป็นการกล่าวอ้างตาม ป.พ.พ. มาตรา 1310
จะทำให้จำเลยได้รับเงินค่าที่ดินที่เพิ่มขึ้นโดยจำเลยไม่ต้องฟ้องแย้ง
3.2 คดีนี้
จำเลยไม่สามารถฟ้องแย้งมารดาของตนเองได้ เป็นการต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 1562
4. ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากบ้านเลขที่
39/3 โดยไม่มีสิทธิที่จะรื้อถอนบ้านดังกล่าวไป
แต่โจทก์จะต้องจ่ายเงินค่าที่ดินเพิ่มขึ้นแก่จำเลยเป็นเงิน 200,000 บาทด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
4.1 ศาลชั้นต้นได้ตัดสินโดยให้โจทก์จ่ายค่าที่ดินเพิ่มขึ้น
200,000 บาทด้วยนั้น สามารถกระทำได้ตามมาตรา 1310 โดยจำเลยไม่ต้องฟ้องแย้ง
4.2 ผลของคำพิพากษาศาลชั้นต้น
ในส่วนของโจทก์นั้นหากโจทก์จะอุทธรณ์ทุนทรัพย์ชั้นอุทธรณ์ของโจทก์คือ 200,000
บาท ปรากฏว่าโจทก์ยื่นอุทธรณ์
5. ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยรื้อถอนบ้านเลขที่ 39/3 พร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์
โฉนดเลขที่ 60750 และให้จำเลยทำที่ดินของโจทก์ให้เป็นไปตามสภาพเดิม
คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
5.1 ผลการตัดสินของศาลอุทธรณ์ภาค 7
มีผลทำให้โจทก์ไม่ต้องจ่ายค่าที่ดินที่เพิ่มขึ้นแก่จำเลยเป็นเงิน 200,000
บาท หากจำเลยประสงค์จะได้เงินจำนวน 200,000 บาทนี้
จำเลยก็จะต้องยื่นฎีกาส่งผลให้คดีสำหรับจำเลยในชั้นฎีกามีจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกัน
200,000 บาทพอดี
ทำให้จำเลยไม่สามารถฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้
6. จำเลยยื่นฎีกาโดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาได้ ซึ่งเป็นไปตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคสี่
เมื่อจำเลยยื่นฎีกาแล้วมีปัญหาที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัย มีว่า
6.1 จำเลยสร้างบ้านเลขที่ 39/3 ในที่ดินพิพาทของโจทก์โดยสุจริตหรือไม่
ศาลฎีกาได้วินิจฉัยปัญหานี้แล้วเห็นว่า ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1310 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “บุคคลใดสร้างโรงเรือนในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริตไซร้
ท่านว่าเจ้าของที่ดินเป็นเจ้าของโรงเรือนนั้นๆ
แต่ต้องใช้ค่าแห่งที่ดินเพียงที่เพิ่มขึ้นเพราะสร้างโรงเรือนนั้นให้แก่ผู้สร้าง”
คำว่า สุจริต ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวนั้น หมายความว่า
ผู้ปลูกสร้างได้สร้างโรงเรือนลงในที่ดินโดยไม่ทราบว่าที่ดินเป็นของผู้ใดแต่เข้าใจว่าเป็นที่ดินของตนโดยเชื่อว่าตนมีสิทธิสร้างโรงเรือนในที่ดินนั้นได้โดยชอบ
6.2 ศาลฎีกาได้พิจารณาต่อไปว่า
เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยสร้างบ้านเลขที่ 39/3 ในที่ดินพิพาทโดยนายเวชอนุญาตให้สร้างได้จึงเป็นการสร้างโดยอาศัยสิทธิของนายเวชซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินแปลงใหญ่ด้วยคนหนึ่ง
ทั้งจำเลยก็รู้อยู่แล้วว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินดังกล่าวด้วยอีกคนหนึ่ง
การที่จำเลยปลูกสร้างบ้านในที่ดินพิพาทโดยมีสิทธิเพราะได้รับอนุญตจากนายเวชซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมคนหนึ่งก็ตามก็เป็นเพียงทำให้บ้านของจำเลยไม่กลายเป็นส่วนควบของที่ดินเท่านั้น
แต่ไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยสร้างบ้านเลขที่ 39/3 ในที่ดินพิพาทของโจทก์โดยสุจริตตาม
ป.พ.พ. มาตรา 1310 เมื่อที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์
และโจทก์บอกกล่าวให้จำเลยรื้อถอนออกไป
จำเลยย่อมไม่มีสิทธิใดๆที่จะอยู่ในที่ดินของโจทก์
จำเลยต้องทำที่ดินพิพาทให้เป็นไปตามสภาพเดิมแล้วส่งคืนโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของ
การที่ศาลอุทธรณ์ภาค7 พิพากษามานั้นชอบแล้วซึ่งศาลฎีกาพิพากษายืน
หมายเหตุ
การสร้างโรงเรือนในที่ดินของผู้อื่นนั้น
มีหลักกฎหมายประกอบไปด้วย ป.พ.พ. มาตรา 1310, 1311
มาตรา 1310 บัญญัติว่า
บุคคลใดสร้างโรงเรือนในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริตไซร้
ท่านว่าเจ้าของที่ดินเป็นเจ้าของโรงเรือนนั้นๆ
แต่ต้องใช้ค่าแห่งที่ดินเพียงที่เพิ่มขึ้นเพราะสร้างโรงเรือนนั้นให้แก่ผู้สร้าง
มาตรา 1311 บัญญัติว่า
บุคคลใดสร้างโรงเรือนในที่ดินของผู้อื่นโดยไม่สุจริตไซร้
ท่านว่าบุคคลนั้นต้องทำที่ดินให้เป็นไปตามเดิมแล้วส่งคืนเจ้าของ
เว้นแต่เจ้าของจะเลือกให้ส่งคืนตามที่เป็นอยู่ในกรณีเช่นนี้เจ้าของที่ดินต้องใช้ราคาโรงเรือนหรือใช้ค่าแห่งที่ดินเพียงที่เพิ่มขึ้นเพราะสร้างโรงเรือนนั้น
แล้วแต่จะเลือก
ให้พิจารณาศึกษาแนวการใช้กฎหมายจากคำพิพากษาฎีกาต่อไปนนี้
คำพิพากษาที่ 9526/2544
ป.พ.พ. มาตรา 146, 1310
คำว่า "สุจริต"
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1310 นั้น
มีความหมายว่าผู้ปลูกสร้างได้ปลูกสร้างโรงเรือนลงในที่ดินโดยไม่ทราบว่าที่ดินเป็นของผู้ใดแต่เข้าใจว่าเป็นที่ดินของตนเองและเชื่อว่าตนมีสิทธิปลูกสร้างโรงเรือนในที่ดินนั้นโดยชอบ
เมื่อจำเลยได้ปลูกบ้านในที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิของ ส.
โดยทราบอยู่ว่าที่ดินพิพาทเป็นของ ส. และได้ขออนุญาต ส. ปลูกบ้าน
จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยได้ปลูกบ้านในที่ดินพิพาทโดยสุจริต
แม้จำเลยจะต่อเติมบ้านในภายหลังอีกโดย ส.
และโจทก์ไม่ห้ามปรามขัดขวางก็จะบังคับให้โจทก์ซึ่งเป็นทายาของ ส.
รับเอาบ้านแล้วใช้ราคาที่ดินที่เพิ่มขึ้นไม่ได้
การที่จำเลยปลูกสร้างบ้านในที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิของ ส. นั้น มิได้ทำให้โรงเรือนตกเป็นส่วนควบของที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของ
ส. และโจทก์แต่อย่างใดตามมาตรา 146
คำพิพากษาที่ 1427/2497
ป.พ.พ. มาตรา 132, 456, 1310,
1311, 1359, 1361, 1381
บิดาเป็นเจ้าของที่ดินร่วมกับบุตร
แล้วบิดาได้ทำสัญญากู้เงินจากผู้อื่นโดยนำที่ดินให้ผู้ให้กู้ยึดถือไว้เป็นประกันเงินกู้
และกล่าวว่าถ้าไม่นำต้นเงินมาส่งภายในกำหนดเวลายอมยกที่ดินให้เป็นสิทธิตลอดไปซึ่งในกรณีนี้มีเพียง
3 เดือน
ดังนี้ย่อมเป็นการทำสัญญาซื้อขายเมื่อคู่สัญญามิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว
สัญญาย่อมเป็นโมฆะ ผู้ให้กู้จะอ้างสิทธิอย่างใดในที่ดินนั้นไม่ได้
บุตรย่อมเรียกร้องเอาที่ดินคืนได้
เมื่อผู้ครอบครองที่ดินของผู้อื่นไว้โดยรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิในที่ดินนั้นแล้วปลูกโรงเรือนและสิ่งเพาะปลูกลงในที่ดินโดยอ้างว่าปลูกทำลงโดยสุจริตไม่ได้รูปคดีต้องด้วย
มาตรา 1311 และเมื่อเจ้าของที่ดินแสดงได้ว่าตนมิได้ประมาทเลินเล่อ
เจ้าของที่ดินย่อมมีสิทธิบังคับให้ผู้ปลูกรื้อถอนไปได้ตาม มาตรา 1310
คำพิพากษาที่ 8305/2551
ป.พ.พ. มาตรา 1310
การพิจารณาว่าบุคคลใดสร้างโรงเรือนในที่ดินของบุคคลอื่นโดยสุจริตหรือไม่นั้นจะต้องพิจารณาในขณะที่ปลูกโรงเรือน
หากขณะปลูกสร้างโรงเรือนไม่ทราบว่าที่ดินเป็นของบุคคลอื่นก็ถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยสุจริต
แม้ภายหลังจึงทราบว่าเป็นที่ดินของบุคคลอื่นก็หาทำให้การกระทำที่สุจริตแต่แรกกลับกลายเป็นไม่สุจริตไปแต่อย่างใด
เมื่อกรณีเข้าเงื่อนไขตาม ป.พ.พ. มาตรา 1310 แล้ว
จะต้องพิจารณาว่าการกระทำของจำเลยทำให้ที่ดินของโจทก์มีค่าเพิ่มขึ้นเพียงใด
โจทก์ประมาทเลินเล่อ หรือไม่
ซึ่งมิได้มีประเด็นในคดีนี้คู่ความจึงมิได้สืบพยานไว้จึงไม่สามารถวินิจฉัยได้
ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องโดยให้โจทก์กับจำเลยไปว่ากล่าวกันใหม่จึงชอบแล้ว
คำพิพากษาที่ 339/2551
ป.พ.พ. มาตรา 144, 1311, 1402,
1408, 1719, 1736
การอยู่อาศัยที่ ป.ได้ให้ไว้แก่ ฮ.
และจำเลยที่ 1 เป็นบุคคลสิทธิใช้ยันโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้จัดการมรดก
ป.ได้ เมื่อจำเลยทั้งสองรื้อบ้านซึ่งเป็นโรงเรือนไปแล้ว สิทธิอาศัยย่อมสิ้นลง
จึงไม่มีโรงเรือนอันจะมีสิทธิอาศัยตาม ป.พ.พ. มาตรา 1402 และมาตรา
1408 การที่จำเลยทั้งสองปลูกบ้านขึ้นแทนภายหลังจากที่
ป.ถึงแก่ความตายโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งสองก็หาก่อให้เกิดสิทธิอาศัยขึ้นมาใหม่ไม่และเป็นส่วนควบของที่ดินพิพาทตกเป็นของเจ้าของที่ดินพิพาทตามมาตรา
144 ทั้งเป็นการปลูกโรงเรือนในที่ดินของผู้อื่นโดยไม่สุจริตตามมาตรา
1311 การที่โจทก์ทั้งสองฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากที่ดินพิพาทและบ้านพอถือได้ว่าโจทก์ทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของ
ป. ประสงค์จะให้บ้านคงอยู่ตามมาตรา 1311 ดังนั้น เมื่อจำเลยทั้งสองไม่มีสิทธิใด ๆ ในที่ดินพิพาทและบ้าน
โจทก์ทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกชอบที่จัดการตามที่จำเป็นได้ตามมาตรา 1719 และมาตรา 1736 วรรคสอง
จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวก่อน
คำพิพากษาที่ 200/2505
ป.พ.พ. มาตรา 587, 1310
ค่าแห่งที่ดินที่เพิ่มขึ้นเกิดจากสิ่งปลูกสร้าง
ผู้มีสิทธิจะเรียกได้
คือผู้ว่าจ้างซึ่งเป็นเจ้าของการงานที่ว่าจ้างส่วนผู้รับเหมาจ้างหามีสิทธิเรียกจากเจ้าของที่ดินไม่
คำพิพากษาที่ 921/2496
ป.พ.พ. มาตรา 1310, 1312
ปลูกเรือนลงในที่ดิน
โดยรู้อยู่ก่อนแล้วว่าเป็นที่ดินของผู้อื่น ซึ่งให้ตนอาศัย ดังนี้
กรณีไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1310,1312 ฉะนั้นเมื่อเจ้าของที่ดินไม่ประสงค์จะให้ผู้นั้นอยู่ในที่ดินของเขา
ต่อไป ก็จะอ้างมาตรา 1310 หรือ 1312 มายันเจ้าของที่ดินไม่ได้
