..หลัก ป.พ.พ. มาตรา 1310 เป็นการได้อสังหาริมทรัพย์มาโดยหลักส่วนควบ ดังนั้น คำว่า “สุจริต” ตามมาตรา 1310 มีความหมายประการใด ซึ่งจะส่งผลถึงการได้มาและการใช้ค่าแห่งที่ดินที่เพิ่มขึ้น.. ?? (พิจารณาศึกษาวิเคราะห์จากคำพิพากษาฎีกาที่ 1374/2554)

1,046 views
Skip to first unread message

arunarun chitt

unread,
Oct 3, 2013, 4:08:44 PM10/3/13
to law...@googlegroups.com

    ..หลัก ป.พ.พ. มาตรา 1310 เป็นการได้อสังหาริมทรัพย์มาโดยหลักส่วนควบ ดังนั้น คำว่า สุจริตตามมาตรา 1310 มีความหมายประการใด ซึ่งจะส่งผลถึงการได้มาและการใช้ค่าแห่งที่ดินที่เพิ่มขึ้น.. ??

      พิจารณาศึกษาวิเคราะห์จากคำพิพากษาฎีกาที่ 1374/2554
      ข้อเท็จจริง (กรุณาเปิดตัวบทกฎหมายที่อ้างถึงทุกครั้งเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการใช้กฎหมาย)
      1. เดิมที่ดินแปลงใหญ่โฉนดเลขที่ 9605 มีชื่อนางจันทร์ ทรงสวัสดิ์ และนางมี เจริญลาภ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม ต่อมาวันที่ 6 ธันวาคม 2520 นางมีจดทะเบียนให้นายเวช เจริญลาภ บุตรโจทก์และพี่จำเลยเข้าถือกรรมสิทธิ์รวมเฉพาะส่วนของตนร่วมกับพวกหลายคน หลังจากนางมีถึงแก่ความตายแล้ว เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2537 นางสาวอำนวย เจริญลาภ จดทะเบียนให้โจทก์เข้าถือกรรมสิทธิ์รวมเฉพาะส่วนของตน ในปี 2538 นายเวชซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมคนหนึ่งได้อนุญาตให้จำเลยปลูกบ้านเลขที่ 39/3 ในที่ดินดังกล่าว ซึ่งอยู่ต่อกับบ้านโจทก์เลขที่ 39/1 ต่อมาวันที่ 11 มิถุนายน 2544 โจทก์ นายเวช และนางอำนวยกับพวกอีก 3 คน ได้จดทะเบียนแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินแปลงใหญ่โดยโจทก์ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 60750 ส่วนนายเวชได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 60751 บ้านโจทก์เลขที่ 39/1 อยู่ในที่ดินของนายเวชโฉนดเลขที่ 60751 ส่วนบ้านจำเลยเลขที่ 39/3 อยู่ในที่ดินพิพาทของโจทก์โฉนดเลขที่ 60750
      2. โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนบ้านเลขที่ 39/3 ออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 60750 และปรับพื้นที่ดินให้กลับสู่สภาพเดิมและให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 4,500 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินของโจทก์
         2.1 คำฟ้องของโจทก์เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ จำนวนค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องเดือนละ 4,500 บาท จะส่งผลไปถึงการอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง และฎีกา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคสอง
         2.2 คดีนี้ เป็นคดีมโนสาเร่ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 189(2)
      3. จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ จำเลยปลูกสร้างโรงเรือนเลขที่ 39/3 โดยสุจริต การฟ้องของโจทก์เป็นการใช้สิทธิซึ่งมีแต่ให้เกิดความเสียหายแก่จำเลย โจทก์จึงต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่จำเลยโดยออกค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนและปลูกสร้างบ้านหลังใหม่ให้แก่จำเลยเป็นเงินจำนวน 161,000 บาท 
         3.1 คำให้การของจำเลยเช่นนี้ ได้อ้างว่าได้ปลูกสร้างบ้านโดยสุจริตซึ่งเป็นการกล่าวอ้างตาม ป.พ.พ. มาตรา 1310 จะทำให้จำเลยได้รับเงินค่าที่ดินที่เพิ่มขึ้นโดยจำเลยไม่ต้องฟ้องแย้ง
         3.2 คดีนี้ จำเลยไม่สามารถฟ้องแย้งมารดาของตนเองได้ เป็นการต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 1562 
      4. ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากบ้านเลขที่ 39/3 โดยไม่มีสิทธิที่จะรื้อถอนบ้านดังกล่าวไป แต่โจทก์จะต้องจ่ายเงินค่าที่ดินเพิ่มขึ้นแก่จำเลยเป็นเงิน 200,000 บาทด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
         4.1 ศาลชั้นต้นได้ตัดสินโดยให้โจทก์จ่ายค่าที่ดินเพิ่มขึ้น 200,000 บาทด้วยนั้น สามารถกระทำได้ตามมาตรา 1310 โดยจำเลยไม่ต้องฟ้องแย้ง
         4.2 ผลของคำพิพากษาศาลชั้นต้น ในส่วนของโจทก์นั้นหากโจทก์จะอุทธรณ์ทุนทรัพย์ชั้นอุทธรณ์ของโจทก์คือ 200,000 บาท ปรากฏว่าโจทก์ยื่นอุทธรณ์
      5. ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยรื้อถอนบ้านเลขที่ 39/3 พร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ โฉนดเลขที่ 60750 และให้จำเลยทำที่ดินของโจทก์ให้เป็นไปตามสภาพเดิม คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
         5.1 ผลการตัดสินของศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีผลทำให้โจทก์ไม่ต้องจ่ายค่าที่ดินที่เพิ่มขึ้นแก่จำเลยเป็นเงิน 200,000 บาท หากจำเลยประสงค์จะได้เงินจำนวน 200,000 บาทนี้ จำเลยก็จะต้องยื่นฎีกาส่งผลให้คดีสำหรับจำเลยในชั้นฎีกามีจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกัน 200,000 บาทพอดี ทำให้จำเลยไม่สามารถฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้
      6. จำเลยยื่นฎีกาโดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาได้ ซึ่งเป็นไปตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคสี่ เมื่อจำเลยยื่นฎีกาแล้วมีปัญหาที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัย มีว่า
         6.1 จำเลยสร้างบ้านเลขที่ 39/3 ในที่ดินพิพาทของโจทก์โดยสุจริตหรือไม่ ศาลฎีกาได้วินิจฉัยปัญหานี้แล้วเห็นว่า ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1310 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า บุคคลใดสร้างโรงเรือนในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริตไซร้ ท่านว่าเจ้าของที่ดินเป็นเจ้าของโรงเรือนนั้นๆ แต่ต้องใช้ค่าแห่งที่ดินเพียงที่เพิ่มขึ้นเพราะสร้างโรงเรือนนั้นให้แก่ผู้สร้างคำว่า สุจริต ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวนั้น หมายความว่า ผู้ปลูกสร้างได้สร้างโรงเรือนลงในที่ดินโดยไม่ทราบว่าที่ดินเป็นของผู้ใดแต่เข้าใจว่าเป็นที่ดินของตนโดยเชื่อว่าตนมีสิทธิสร้างโรงเรือนในที่ดินนั้นได้โดยชอบ
         6.2 ศาลฎีกาได้พิจารณาต่อไปว่า เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยสร้างบ้านเลขที่ 39/3 ในที่ดินพิพาทโดยนายเวชอนุญาตให้สร้างได้จึงเป็นการสร้างโดยอาศัยสิทธิของนายเวชซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินแปลงใหญ่ด้วยคนหนึ่ง ทั้งจำเลยก็รู้อยู่แล้วว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินดังกล่าวด้วยอีกคนหนึ่ง การที่จำเลยปลูกสร้างบ้านในที่ดินพิพาทโดยมีสิทธิเพราะได้รับอนุญตจากนายเวชซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมคนหนึ่งก็ตามก็เป็นเพียงทำให้บ้านของจำเลยไม่กลายเป็นส่วนควบของที่ดินเท่านั้น แต่ไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยสร้างบ้านเลขที่ 39/3 ในที่ดินพิพาทของโจทก์โดยสุจริตตาม ป.พ.พ. มาตรา 1310 เมื่อที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ และโจทก์บอกกล่าวให้จำเลยรื้อถอนออกไป จำเลยย่อมไม่มีสิทธิใดๆที่จะอยู่ในที่ดินของโจทก์ จำเลยต้องทำที่ดินพิพาทให้เป็นไปตามสภาพเดิมแล้วส่งคืนโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค7 พิพากษามานั้นชอบแล้วซึ่งศาลฎีกาพิพากษายืน
          หมายเหตุ
          การสร้างโรงเรือนในที่ดินของผู้อื่นนั้น มีหลักกฎหมายประกอบไปด้วย ป.พ.พ. มาตรา 1310, 1311
มาตรา 1310 บัญญัติว่า บุคคลใดสร้างโรงเรือนในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริตไซร้ ท่านว่าเจ้าของที่ดินเป็นเจ้าของโรงเรือนนั้นๆ แต่ต้องใช้ค่าแห่งที่ดินเพียงที่เพิ่มขึ้นเพราะสร้างโรงเรือนนั้นให้แก่ผู้สร้าง
          มาตรา 1311 บัญญัติว่า บุคคลใดสร้างโรงเรือนในที่ดินของผู้อื่นโดยไม่สุจริตไซร้ ท่านว่าบุคคลนั้นต้องทำที่ดินให้เป็นไปตามเดิมแล้วส่งคืนเจ้าของ เว้นแต่เจ้าของจะเลือกให้ส่งคืนตามที่เป็นอยู่ในกรณีเช่นนี้เจ้าของที่ดินต้องใช้ราคาโรงเรือนหรือใช้ค่าแห่งที่ดินเพียงที่เพิ่มขึ้นเพราะสร้างโรงเรือนนั้น แล้วแต่จะเลือก
          ให้พิจารณาศึกษาแนวการใช้กฎหมายจากคำพิพากษาฎีกาต่อไปนนี้
          คำพิพากษาที่ 9526/2544 
          ป.พ.พ. มาตรา 146, 1310 
          คำว่า "สุจริต" ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1310 นั้น มีความหมายว่าผู้ปลูกสร้างได้ปลูกสร้างโรงเรือนลงในที่ดินโดยไม่ทราบว่าที่ดินเป็นของผู้ใดแต่เข้าใจว่าเป็นที่ดินของตนเองและเชื่อว่าตนมีสิทธิปลูกสร้างโรงเรือนในที่ดินนั้นโดยชอบ เมื่อจำเลยได้ปลูกบ้านในที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิของ ส. โดยทราบอยู่ว่าที่ดินพิพาทเป็นของ ส. และได้ขออนุญาต ส. ปลูกบ้าน จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยได้ปลูกบ้านในที่ดินพิพาทโดยสุจริต แม้จำเลยจะต่อเติมบ้านในภายหลังอีกโดย ส. และโจทก์ไม่ห้ามปรามขัดขวางก็จะบังคับให้โจทก์ซึ่งเป็นทายาของ ส. รับเอาบ้านแล้วใช้ราคาที่ดินที่เพิ่มขึ้นไม่ได้ การที่จำเลยปลูกสร้างบ้านในที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิของ ส. นั้น มิได้ทำให้โรงเรือนตกเป็นส่วนควบของที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของ ส. และโจทก์แต่อย่างใดตามมาตรา 146
          คำพิพากษาที่ 1427/2497 
          ป.พ.พ. มาตรา 132, 456, 1310, 1311, 1359, 1361, 1381 
          บิดาเป็นเจ้าของที่ดินร่วมกับบุตร แล้วบิดาได้ทำสัญญากู้เงินจากผู้อื่นโดยนำที่ดินให้ผู้ให้กู้ยึดถือไว้เป็นประกันเงินกู้ และกล่าวว่าถ้าไม่นำต้นเงินมาส่งภายในกำหนดเวลายอมยกที่ดินให้เป็นสิทธิตลอดไปซึ่งในกรณีนี้มีเพียง 3 เดือน ดังนี้ย่อมเป็นการทำสัญญาซื้อขายเมื่อคู่สัญญามิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว สัญญาย่อมเป็นโมฆะ ผู้ให้กู้จะอ้างสิทธิอย่างใดในที่ดินนั้นไม่ได้ บุตรย่อมเรียกร้องเอาที่ดินคืนได้
เมื่อผู้ครอบครองที่ดินของผู้อื่นไว้โดยรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิในที่ดินนั้นแล้วปลูกโรงเรือนและสิ่งเพาะปลูกลงในที่ดินโดยอ้างว่าปลูกทำลงโดยสุจริตไม่ได้รูปคดีต้องด้วย มาตรา 1311 และเมื่อเจ้าของที่ดินแสดงได้ว่าตนมิได้ประมาทเลินเล่อ เจ้าของที่ดินย่อมมีสิทธิบังคับให้ผู้ปลูกรื้อถอนไปได้ตาม มาตรา 1310
          คำพิพากษาที่ 8305/2551 
          ป.พ.พ. มาตรา 1310 
          การพิจารณาว่าบุคคลใดสร้างโรงเรือนในที่ดินของบุคคลอื่นโดยสุจริตหรือไม่นั้นจะต้องพิจารณาในขณะที่ปลูกโรงเรือน หากขณะปลูกสร้างโรงเรือนไม่ทราบว่าที่ดินเป็นของบุคคลอื่นก็ถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยสุจริต แม้ภายหลังจึงทราบว่าเป็นที่ดินของบุคคลอื่นก็หาทำให้การกระทำที่สุจริตแต่แรกกลับกลายเป็นไม่สุจริตไปแต่อย่างใด เมื่อกรณีเข้าเงื่อนไขตาม ป.พ.พ. มาตรา 1310 แล้ว จะต้องพิจารณาว่าการกระทำของจำเลยทำให้ที่ดินของโจทก์มีค่าเพิ่มขึ้นเพียงใด โจทก์ประมาทเลินเล่อ หรือไม่ ซึ่งมิได้มีประเด็นในคดีนี้คู่ความจึงมิได้สืบพยานไว้จึงไม่สามารถวินิจฉัยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องโดยให้โจทก์กับจำเลยไปว่ากล่าวกันใหม่จึงชอบแล้ว
          คำพิพากษาที่ 339/2551 
          ป.พ.พ. มาตรา 144, 1311, 1402, 1408, 1719, 1736 
          การอยู่อาศัยที่ ป.ได้ให้ไว้แก่ ฮ. และจำเลยที่ 1 เป็นบุคคลสิทธิใช้ยันโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้จัดการมรดก ป.ได้ เมื่อจำเลยทั้งสองรื้อบ้านซึ่งเป็นโรงเรือนไปแล้ว สิทธิอาศัยย่อมสิ้นลง จึงไม่มีโรงเรือนอันจะมีสิทธิอาศัยตาม ป.พ.พ. มาตรา 1402 และมาตรา 1408 การที่จำเลยทั้งสองปลูกบ้านขึ้นแทนภายหลังจากที่ ป.ถึงแก่ความตายโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งสองก็หาก่อให้เกิดสิทธิอาศัยขึ้นมาใหม่ไม่และเป็นส่วนควบของที่ดินพิพาทตกเป็นของเจ้าของที่ดินพิพาทตามมาตรา 144 ทั้งเป็นการปลูกโรงเรือนในที่ดินของผู้อื่นโดยไม่สุจริตตามมาตรา 1311 การที่โจทก์ทั้งสองฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากที่ดินพิพาทและบ้านพอถือได้ว่าโจทก์ทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของ ป. ประสงค์จะให้บ้านคงอยู่ตามมาตรา 1311 ดังนั้น เมื่อจำเลยทั้งสองไม่มีสิทธิใด ๆ ในที่ดินพิพาทและบ้าน โจทก์ทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกชอบที่จัดการตามที่จำเป็นได้ตามมาตรา 1719 และมาตรา 1736 วรรคสอง จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวก่อน
         คำพิพากษาที่ 200/2505 
         ป.พ.พ. มาตรา 587, 1310 
         ค่าแห่งที่ดินที่เพิ่มขึ้นเกิดจากสิ่งปลูกสร้าง ผู้มีสิทธิจะเรียกได้ คือผู้ว่าจ้างซึ่งเป็นเจ้าของการงานที่ว่าจ้างส่วนผู้รับเหมาจ้างหามีสิทธิเรียกจากเจ้าของที่ดินไม่
         คำพิพากษาที่ 921/2496 
         ป.พ.พ. มาตรา 1310, 1312 
         ปลูกเรือนลงในที่ดิน โดยรู้อยู่ก่อนแล้วว่าเป็นที่ดินของผู้อื่น ซึ่งให้ตนอาศัย ดังนี้ กรณีไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1310,1312 ฉะนั้นเมื่อเจ้าของที่ดินไม่ประสงค์จะให้ผู้นั้นอยู่ในที่ดินของเขา ต่อไป ก็จะอ้างมาตรา 1310 หรือ 1312 มายันเจ้าของที่ดินไม่ได้


                                                                                                                   Credit  :  ทบทวนหลักกฎหมายกับอาจารย์ประยุทธ
  ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
   เพราะแสวงหามิใช่เพราะรอคอย
           เพราะเชี่ยวชาญมิใช่เพราะโอกาส.....
                   เพราะสามารถมิใช่เพราะโชคช่วย
                             ดังนี้แล้ว..ลิขิตแห่งฟ้า หรือจะสู้...มานะแห่งตน.....
     
  -----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
     ...สำหรับพี่ๆทุกท่านที่กำลังศกษาและเตรียมตัวสอบชั้นเนติบัฑิต ภาค 1 สมัย 66  ในระยะเวลาอันใกล้นี้ หรือท่านกำลังเตรียมสอบผู้ช่วยฯ,อัยการ (มีข่าวล่าสุดว่าน่าจะรับสมัครสอบสนามใหญ่ปลายปีนี้//และกำหนดสอบไม่เกิน กุมภาพันธ์ ' 57) ซึ่งอาจไม่มีเวลาเข้าเรียนเนติ,ไม่ได้ลงทะเบียนมาเป็นเวลานาน อย่าเพิ่งรีบท้อถอย ครับ การเรียนเนติบัณฑิตสมัยปัจจุบัค่อนข้างยากพอสมควร ซึ่งบางท่านเก่งและมีความตั้งใจ แต่ขาดโอกาสและความพร้อม อีกทั้งขณะนี้ใกล้ระยะเวลาสอบเนติ ภาค 1/66 แล้ว ทั้งนี้ ผมได้รวบรวมข้อมูลเอกสารต่างๆ สำหรับการช่วยท่านทบทวนในระยะเวลาที่มีจำกัด ดังนี้... 
     ............................................................................................................................................................................
     ขอแนะนำ !!

     ชุดรวบรวมเอกสารคำบรรยายเนติฯ สำหรับเตรียมสอบ ภาค 1/66 และ 2/65
    ++  กลุ่มวิชากฎหมายแพ่งและอาญา ++  
      - ไฟล์เสียงคำบรรยายภาคปกติ, ภาคค่ำ และภาคทบทวน 1/66 New !!
      -  ไฟล์เอกสารสรุปคำบรรยายเนติฯ 1/66 New !!
      -  ไฟล์เอกสารประกอบคำบรรยาย 1/66 New !!
      -  ไฟล์บทบรรณาธิการ 1/63-1/66 
      -  ไฟล์ธงคำตอบกลุ่มวิชากฎหมายแพ่งและ อาญา (สมัยที่ 56-65) 
      -  ไฟล์เอกสารทบทวนสรุปประเด็นน่สนใจ 1/66
      -  ไฟล์เอกสารรวมคำพิพากษาฎีกาใหม่ (พร้อมข้อสังเกตน่าสนใจ)1/66
      -   เทคนิคการเขียนคำตอบแบบถูกต้องที่สุด ตลอดจนเทคนิคการปรับบทกฎหมายต่งๆสำหรับทุกสนามสอบ (การเตรียมพร้อมสอบเนติฯ/ผู้ช่ยฯ/อัยการ)
    ...............................................................................................................................................................................  
    ++ กลุ่มวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและวิธีพิจารณาความอาญา ++ 
      - ไฟล์เสียงคำบรรยายภาคปกติ, ภาคค่ำ และภาคทบทวนวันอาทิตย์ 
      - ไฟล์เอกสารสรุปคำบรรยายเนติฯ 2/65 
      - ไฟล์เอกสารประกอบคำบรรยาย 2/65 
      - ไฟล์บทบรรณาธิการ 2/63-2/65 
      - ไฟล์ธงคำตอบกลุ่มวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและวิธีพิจารณาความ อาญา (สมัยที่ 56-65) 
      - เทคนิคการเขียนคำตอบแบบถูกต้องที่สุด ตลอดจนเทคนิคการปรับบทกฎหมายต่งๆสำหรับทุกสนามสอบ (การเตรียมพร้อมสอบเนติฯ/ผู้ช่ยฯ/อัยการ)  
    ..............................................................................................................................................................................
     ค่ารวบรวม     : ภาคละ 350.-บาท  (DVD 4 แผ่น) (ส่ง EMS ฟรี !! + แถมฟรี !! แผ่นรองเม้าท์) 
     หมายเหตุ    :  สั่งซื้อทั้ง 2 ภา ค ค่ารวมรวมราคาพิเศษ 650.- บาท   (ส่ง EMS ฟรี !! + แถมฟรี !! แผ่นรองเม้าท์ + CD แบบร่างสัญญามากกว่า 400 แบบ (file word) + แบบฟอร์มศาล, แบบฟอร์มเ อกสารงานบุคคล,เอกสารงานบัญชีและภาษี) 

 ** สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อ 085-801-0725,E-mail : siripit...@gmail.com **

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages