หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า kankokub ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ทองธาร เหลืองเรืองรอง ผู้บรรยาย , ผู้ก่อตั้ง lawsiamgooglegroups และ คุณแบ่งปัน ที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า
ครั้งที่ 1 ( 25/11/2551 )
อาจารย์รับผิดชอบเรื่อง คดีสามัญ ขอให้มุ่งมั่นตั้งใจตลอดเทอม วิ แพ่งไม่ใช่เรื่องยากหากตั้งใจ เป็นเรื่องที่ง่ายต่อการเก็งข้อสอบด้วย และข้อสอบออกจนพอจะรู้ทางแล้วว่าแต่ล่ะข้อจะออกเรื่องอะไร
ข้อ1-2 ออกภาค 1 ม.1 – ก่อนขึ้นพยาน ไม่พ้น เขตอำนาจศาล ร้องสอด คู่ความมรณะ การเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ คู่ความร่วม
ข้อ 2. ก็ ฟ้องซ้ำ ดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ม.142 ม.145
ข้อ3. ก็ออก ฟ้องซ้อน ทิ้งฟ้อง แก้ไขเพิ่มเติมฟ้องคำให้การ ฟ้องแย้ง ถอนฟ้อง ไม่เกิน 5 เรื่องนี้
ข้อ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ
ข้อ5 อุทธรณ์ 224 248 226-228 ก็วนเวียนไม่กี่เรื่อง
ข้อ6 คุ้มครองชั่วคราวเก็งง่ายใหญ่ 254 โจทก์ขอคุ้มครอง หรือ ม.264 คู่ความขอคุ้มครอง ก็ออกแค่ 2 เรื่อง
ข้อ7 ก็ 271 ร้องขัดทรัพย์ ร้องกันส่วน ก็วนเวียนไม่กี่เรื่อง
ข้อเตือนใจก็คืออย่าทิ้ง ล้มละลาย กับฟื้นฟู หรือธรรมนูญศาล แม้จะมีการสอนถึงระบบศาลด้วยก็ตาม แต่เวลาออกข้อสอบก็เน้นธรรมนูญศาลเป็นหลัก
ภาคค่ำมีเวลาเรียนน้อยกว่า 40 เปอร์เซ็นท์ แต่สัดส่วนในการออกข้อสอบก็เท่ากัน
1. ฟ้องซ้อน
มีโอกาสออกอีกเพราะออกล่าสุดปี 47 ก็มีอกาสกลับมาออกปีนี้อีก
“ มาตรา 173 เมื่อศาลได้รับคำฟ้องแล้ว ให้ศาลออกหมายส่งสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยเพื่อแก้คดี และภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันยื่นคำฟ้อง ให้โจทก์ร้องขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อให้ส่งหมายนั้น
นับแต่เวลาที่ได้ยื่นคำฟ้องแล้ว คดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณา และผลแห่งการนี้
(๑) ห้ามไม่ให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกัน หรือต่อศาลอื่น “
แยกหลักเกณฑ์ได้คือ
1. คดีก่อนอยู่ระหว่างการพิจารณา
2. โจทก์และจำเลยคดีก่อนคดีหลังเป็นคนเดียวกัน
3. เรื่องประเด็นที่ฟ้องเป็นอย่างเดียวกัน
เหตุผลที่ฟ้ามฟ้องซ้อน คือเป็นการใช้สิทธิซ้ำซ้อนเกินความจำเป็น อีกทั้งจะเกิดผลขัดกันของคำพิพากษา คดีที่ต้องห้ามคือคดีหลัง ปัญหาว่าแล้วคดีใดคือคดีหลัง จุดตัดอยู่ที่การยื่นฟ้อง ไม่ใช่จากการรับฟ้องดูได้จาก ม.173 ถ้อยคำที่ว่า “ นับแต่เวลาที่ได้ยื่นคำฟ้องแล้ว “
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 122/2547
การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ศาลชั้นต้นเป็นศาลแรกไว้แล้ว ต่อมาโจทก์กลับมาฟ้องจำเลยข้อหาเดียวกันต่อศาลจังหวัดปัตตานี ฟ้องคดีหลังของโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามมิให้ฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง(1)ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 อันส่งผลให้คำสั่งประทับฟ้องของศาลจังหวัดปัตตานีไม่ชอบไปด้วย
กรณีที่ห้ามมิให้ศาลใดศาลหนึ่งรับคดีซึ่งศาลอื่นได้รับประทับฟ้องไว้แล้วตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 18 เดิม ต้องเป็นกรณีที่ศาลอื่นรับประทับฟ้องไว้โดยชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น การที่ศาลจังหวัดปัตตานีมีคำสั่งประทับฟ้องไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากเป็นฟ้องซ้อนกับคดีแรกของศาลชั้นต้น จึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติดังกล่าว ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจพิจารณาคดีแรกต่อไปได้
- ก็เป็นฎีกาที่ประกอบเท่านั้นเพราะออกไปแล้วในสนามจิ๋ว
คำว่าฟ้องซ้อนน่าจะหมายถึงคำฟ้องในความหมายอย่างกว้าง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7603/2548
คดีนี้มีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ซึ่งการฎีกาในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นขอให้พิจารณาใหม่ก็อยู่ในบังคับของบทบัญญัติดังกล่าวเช่นเดียวกัน ดังนั้น ฎีกาของจำเลยที่คัดค้านดุลพินิจของศาลล่างทั้งสองที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาในชั้นขอให้พิจารณาใหม่ซึ่งเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว
คำร้องขอให้พิจารณาใหม่ถือเป็นคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (3) หลังจากศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยฉบับลงวันที่ 13 ธันวาคม 2542 แล้ว จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์คำสั่งและศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ กรณีถือว่าคดีเกี่ยวกับคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยฉบับลงวันที่ 13 ธันวาคม 2542 อยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ การที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ฉบับลงวันที่ 22 ตุลาคม 2544 โดยอ้างเหตุเดิมอีกในระหว่างนั้น จึงเป็นการฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกัน เป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตามมาตรา 173 วรรคสอง (1) มิใช่เรื่องการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้อน
- เป็นคดีที่พิจารณาคดีฝ่ายเดียว ก็มาอ้างว่าไม่ได้รับหมายเรียกสำเนาคำฟ้อง ก็อ้างว่าขาดนัดทั้งสองอย่างไม่จงใจ ( กฎหมายเก่า ) ชั้นต้นก็ไม่อนุญาต ชั้นอุทธรณ์ก็ยืน ต่อมาหลังยื่นครั้งแรกสองปี ก็มายื่นอีก โดยอ้างเหตุเดิมอีก ศาลชั้นต้นก็ยก ศาลอุทธรณ์ยืนมีประเด็นขึ้นสู่ศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์เห็นว่าเคยยื่นแล้วและยังมายื่นใหม่เป็นคดีที่สอง จำเลยจึงไม่มีสิทธิยื่นอีกศาลอุทธรณ์อ้างว่า ดำเนินกระบวนพิจารณาซ้อน เข้าใจว่าคำร้องพิจารณาคดีใหม่ฉบับแรกยังอยู่ระหว่างพิจารณา ศาลอุทธรณ์จึงให้เหตุผลเช่นนั้น ศาลฎีกาจึงให้เหตุผล ว่า คำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ ก็ถือเป็นคำฟ้อง ตาม ม1(3) และคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ในคำร้องแรกนั้นยังอยู่ระหว่างพิจารณา เป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตาม 173 วรรค 2 ( 1)
ทำนองเดียวกัน อุทธรณ์ ฎีกา ก็อยู่ในมาตรา 1 ( 3 ) ก็อยู่ในความหมายอย่างกว้าง ยกตัวอย่างเช่น ผู้อุทธรณ์ได้ยื่นอุทธรณ์ไว้แล้วฉบับหนึ่งในอายุอุทธรณ์ แล้วถ้ายังมีช่วงเวลาหนึ่ง ที่จะอุทธรณ์ เช่น ม.228 ให้เลือกได้ 1. อุทธรณ์ทันที ตาม 228 ตอนต้น หรือหลังจากศาลมีคำพิพากษา ภายใน 1 เดือน ตาม 228 ตอนท้าย ถ้าเป็นกรณีผู้อุทธรณ์อุทธรณ์ ตาม 228 ตอนต้นครั้งหนึ่ง แล้วต่อมามายื่นตาม ม.228 ตอนท้ายอีก ก็เป็นฟ้องซ้อนได้
หรือกรณี จำเลยยื่นอุทธรณ์มาแล้ว ต่อมาทนายจำเลยมายื่นอีกก็เป็นฟ้องซ้อน เพียงแต่เรื่องพวกนี้ต้องเป็นการยื่นคำฟ้องแบบเดียวกัน
ทางปฏิบัติศาลชั้นต้นอาจคิดว่า เขาไม่รู้ก็คงจะเรียกผู้อุทธรณ์มาสอบถามว่าจะเอาแบบไหนจะเอาของตนเองหรือจะเอาของทนายความก็ว่าไป เลือกอย่างไรก็เป็นคำอุทธรณ์อีกฉบับก็เป็นเพียงคำแถลง
ชั้นฎีกา ก็มีโอกาสเกิดฟ้องซ้อนเช่นเดียวกันกับชั้นอุทธรณ์ เช่นเดียวกัน แต่ ที่จะยกตัวอย่างนี้เป็นแนวข้อเท็จจริงตามแนวฏีกา
- ศาลต้นมีคำพิพากาคู่ความฝ่ายนั้นใช้สิทธิ อุทธรณ์ฏีกา เป็นกรณีศาลต้นไม่รับคำคู่ความ เขาจึงใช้สิทธิตาม 228 ปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ยืน ตามศาลชั้นต้น ต่อมาศาลต้นพิพากษาคดี จึงได้อุทธรณ์ทั้งในเนื้อหา + อุทธรณ์ที่ไม่รับคำคู่ความตาม 228 ตอนท้ายด้วย ต่อมาเขาก็ยื่นฏีกา ปัญหาคือที่เขายื่นฏีกานี้เป็นฟ้องซ้อนหรือไม่ สำหรับที่เขายื่นฏีกานี้ไม่เป็นฟ้องซ้อนเสียแล้ว เพราะว่าเขาไม่ได้เคยฏีกามาก่อน ฏีกานี้เป็นฏีกาแรกของเขา แต่กรณีนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีซ้ำครับ เพราะได้เคยมีการวินิจฉัยในประเด็น โต้แย้งคำสั่งไม่รับคำคู่ความนี้แล้วในศาลอุทธรณ์ เป็น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3012/2547 ค้นหาไม่เจอ
ครั้งที่ 2(2/12/2551)
กรณีเรื่องฟ้องซ้อน ทบทวนว่าเป็นเรื่องกฏหมายห้ามโจทก์ฟ้องจำเลยคดีที่ศาลได้รับพิจารณาเรื่องเดียวกันต่อศาลเดียวกันหรือศาลอื่นทั้งนี้เพื่อไม่ให้เกิดการขัดกันของคำพิพากษา
แม้จำเลยไม่ตั้งประเด็นต่อสู้ศาลก็วินิฉัยเองได้เพราะเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับอำนาจฟ้องอันเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบ
องค์ประกอบ
ประการหนึ่ง โจทก์ได้ยื่นฟ้องคดีจำเลยไว้อยู่ระหว่างพิจารณา
ประการสอง โจทก์จำเลยคนเดียวกัน
ประการสาม ประเด็นเดียวกัน
ยังอยู่ในประเด็นที่หนึ่ง คือ คดีอยู่ในระหว่างพิจารณา คำฟ้องในที่นี้นอกจากคำฟ้องทั่วไป ก็ยังรวมคำฟ้องอื่นๆที่มีสถานะเป็นคำฟ้อง แม้ชื่อจะไม่ใช่ก็ตาม เช่น ฟ้องแย้ง คำร้องสอด คำร้องขัดทรัพย์ คำขอพิจารณาคดีใหม่ อุทธรณ์หรือ ฏีกา ก็เข้า ม 1 ( 3) เช่นคราวที่แล้วที่ได้อธิบาย อุทธรณ์แล้วก็มายื่นอีก ก็เป็นฟ้องซ้อน เว้นแต่เราไม่เรียกอุทธรณ์ซ้อน หรือยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ คำร้องก็อยู่ระหว่างพิจารณาผู้ยื่นคำร้องก็มาขอพิจารณาคดีใหม่อีกก็เป็นฟ้องซ้อนเช่นกัน
ความคิดที่ว่าฟ้องซ้อนต้องมีสองคดี ก็ไม่เสมอไป ฟ้องซ้อนอาจเกิดในกรณีแค่คดีเดียวก็ได้ อยากให้จดจำเพิ่มเติมคือ อาจเป็นกรณีที่ผู้ยื่นคำฟ้อง เสนอข้อกล่าวหาต่อจำเลยขณะที่คำฟ้องนั้นอยู่ระหว่างพิจารณา โจทก์ก็ได้ยื่นคำฟ้องมาอีกฉบับหนึ่งก็เป็นฟ้องซ้อนได้
- เช่นฏีกาเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องการร้องสอด ตาม ม.57 ( 1 ) ถือว่าเป็นคำฟ้อง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5716/2539
การร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา57(1)ถือเป็นคำฟ้องผู้ร้องสอดอยู่ในฐานะเป็นโจทก์ โจทก์เดิมและจำเลยอยู่ในฐานะเป็นจำเลย เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีระหว่างผู้ร้องสอดทั้งสองกับจำเลยทั้งสองโดยมิได้จำหน่ายคดีเกี่ยวกับโจทก์ถือว่าคดีระหว่างผู้ร้องสอดกับโจทก์ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาคำร้องสอดของผู้ร้องสอดที่ยื่นเข้ามาใหม่จึงเป็นฟ้องซ้อนสำหรับโจทก์ ผู้ร้องสอดทั้งสองคงมีอำนาจยื่นคำร้องสอดเข้ามาใหม่เฉพาะที่เกี่ยวกับจำเลยทั้งสอง
- กรณีนี้เป็นฟ้องซ้อนแค่บางคน เฉพาะผู้ร้องสอดกับโจทก์ อันนี้ก็เป็นตัวอย่างว่าคำร้องสอดก็เป็นคำฟ้อง และแง่คิดว่าฟ้องซ้อนไม่จำเป็นต้องซ้อนทั้งคดี ซ้อนแค่คู่ความบางคนก็ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6383/2550 ( ยังไม่เคยออกข้อสอบสนามไหน และถามได้สองเรื่องเลยทีเดียว ถามได้ทั้งเรื่องร้องสอด และเรื่องฟ้องซ้อน )
ปัญหาเรื่องฟ้องซ้อนหรือไม่เป็นเรื่องอำนาจฟ้องซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ผู้ร้องชอบที่จะยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ การที่ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยให้จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหานี้ไปทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหานี้ก่อนได้
แม้ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องสอดเข้ามาในชั้นบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) แต่สิทธิที่ผู้ร้องอ้างว่าถูกโจทก์และจำเลยโต้แย้งนี้ ปรากฏว่าก่อนยื่นคำร้องสอดผู้ร้องได้ยื่นฟ้องโจทก์และจำเลยคดีนี้ต่อศาลชั้นต้น คดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณา โดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาอย่างเดียวกันกับที่อ้างในคำร้องสอดว่า จำเลยเป็นตัวแทนของผู้ร้องกับพวกในการทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทกับโจทก์ จึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยอย่างเดียวกันว่า จำเลยเป็นตัวแทนของผู้ร้องกับพวกทำสัญญาเช่าหรือไม่ คำร้องสอดจึงเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1)
เป็นการร้องสอดในชั้นบังคับคดี ไม่ต้องห้าม ต้องคิดแยกออกจากการร้องสอดหลังศาลมีคำพิพากษา ที่จะเข้ามาเพื่อจะใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกา จริงอยู่ว่า 223 ให้สิทธิทุกคนแต่ถ้าได้เป็นคู่ความในคดีจะใช้สิทธิได้เต็มที่
ส่วนการร้องสอดในชั้นบังคับคดีเป็นคนล่ะเรื่อง เป็นการกระทบสิทธิผู้ร้องสอดในชั้นบังคับคดี
เรื่องนี้โจทก์ฟ้องบังคับจำเลยและบริวารออกจากที่ดินที่พิพาท ระหว่างพิจารณาโจทก์และจำเลยก็ตกลงประนีประนอมยอมความ จำเลยว่ายอมรับว่าเช่าที่ดินและยินยอมย้ายออกภายในเวลาที่กำหนด ศาลพิพากษาตามยอม บุคคลภายนอกมาร้องสอดว่า จำเลยเป็นเพียงตัวแทนผู้ร้องสอดไปทำสัญญาต่างตอบแทนพิเศษ และอ้างต่อไปว่าผู้ร้องสอดก่อนที่จะมาร้องสอดคดีนี้แล้ว ได้ยื่นฟ้องโจทก์และจำเลยเป็นอีกคดีหนึ่ง ว่าให้ไปจดทะเบียนการเช่า แล้วโจทก์จำเลยคดีนี้มาฟ้องคดีเพื่อให้มีการรื้อถอนออกไปในที่ดินที่พิพาท
คำพิพากษาไม่มีผลผูกพันบุคคลภายนอก ก็ร้องสอดมาเพื่อเพิกถอนคำพิพากษาได้ คู่ความเดิมจะมาขอเพิกถอนไม่ได้ก็ทำได้แค่อุทธรณ์ฎีกาไป
ชั้นต้นก็ให้เหตุผล ดี ว่า 1. เป็นฟ้องซ้อน เพราะผู้ร้องสอดอ้างมาเองว่าได้ฟ้องโจทก์กับจำเลย เพื่อขอให้ศาลในคดีนี้เปลี่ยนสัญญาจากชื่อตัวแทนเป็นชื่อตัวการมีชื่อ คำฟ้องในคดีเดิมที่ผู้ร้องสอดได้ฟ้องจึงมีประเด็นเดียวกัน กับการร้องสอดในชั้นบังคับคดีนี้
2. ผู้ร้องสอดเป็นบุคคลภายนอกไม่ใช่คู่สัญญาที่ทำยอม ไม่มีสิทธิมาเพิกถอน
จะเห็นได้ว่าไม่ได้ยกเพราะเรื่องมาร้องสอดในชั้นบังคับคดี เพราะเป็นสิทธิที่ทำได้
ฎีกานี้จึงเป็นตัวอย่างว่า ร้องสอดในชั้นบังคับคดีสามารถทำได้
ประเด็นขึ้นมาสู่ศาลฎีกาก็มีอยู่ประเด็นเดียวว่าเป็นฟ้องซ้อนหรือไม่
- เปลี่ยนจากเรื่องร้องสอด เป็นเรื่องฟ้องขับไล่ คดีแรกโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยพอชั้นบังคับคดีก็ขับไล่จำเลยและบริวาร บริวารก็อ้างว่าไม่ได้เป็นบริวารบังคับคดีกับเค้าไม่ได้ คดีหลังจึงมาฟ้องตัวบริวารเป็นจำเลยเลย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 819/2533
จำเลยฟ้อง ป. เป็นจำเลยต่อศาลว่า ป. ทำสัญญาให้จำเลยเช่าตึกแถวพิพาทแล้วไม่จดทะเบียนการเช่าให้ ขอให้พิพากษาบังคับให้ ป. จดทะเบียนการเช่าตึกแถวพิพาทให้แก่จำเลยซึ่งโจทก์มิใช่คู่ความในคดีดังกล่าว แม้ศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ก็ไม่เป็นการห้ามมิให้โจทก์ซึ่งรับโอนกรรมสิทธิ์ตึกแถวพิพาทจาก ป. ฟ้องขับไล่จำเลยเป็นคดีนี้ ฟ้องโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีดังกล่าว โจทก์ฟ้องขับไล่ อ. ออกจากตึกแถวพิพาท เมื่อศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี โจทก์จึงยื่นคำร้องต่อศาลว่าจำเลยเป็นบริวารของ อ. ขอให้ออกหมายบังคับคดีให้จำเลยออกไปจากตึกแถวพิพาท จำเลยยื่นคำร้องคัดค้านว่า จำเลยได้เช่าตึกแถวพิพาทจาก ป. และศาลพิพากษาให้ ป. จดทะเบียนสิทธิการเช่าให้แก่จำเลยแล้วจำเลยไม่ใช่บริวารของ อ. การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีให้จำเลยออกจากตึกแถวพิพาทโดยอ้างว่าจำเลยเป็นบริวารของ อ. ในคดีดังกล่าว และศาลก็ยังไม่มีคำสั่งชี้ขาดว่าจำเลยเป็นบริวารของ อ. หรือไม่ มิใช่เป็นการยื่นฟ้องคดีต่อศาล ดังนั้น การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยอ้างว่าโจทก์เป็นเจ้าของตึกแถวพิพาท จำเลยไม่มีสิทธิอยู่ในตึกแถวดังกล่าวขอให้ขับไล่ จึงมิใช่เป็นการยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันกับคดีดังกล่าวคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้อนกับคดีดังกล่าว จำเลยอยู่ในตึกแถวพิพาทเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของตลอดเวลาที่จำเลยยังอยู่ในตึกแถวของโจทก์ โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายนับถึงวันฟ้องเป็นเวลา 1 ปี คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ
- อีกสักฎีกา เป็นเรื่องคดีก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยที่2 ( ในคดีหลังที่ดูว่าต้องห้ามรึเป่า ) แต่คดีหลังโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 มันคนล่ะคนกัน มันไม่เป็นฟ้องซ้อนแน่แหละ แต่ต่อมาศาลได้เรียกจำเลยที่ 2 เข้ามาในคดี ตาม ม.57 ( 3 ) ปัญหาคือในส่วนของจำเลยที่ 2 ที่มีทั้งสองคดีจะเป็นฟ้องซ้อนรึเปล่า คำตอบคือไม่เป็นฟ้องซ้อนเพราะเป็นการเข้ามาเพราะ ศาลเป็นผู้เรียกเข้ามาไม่ได้เป็นการฟ้อง ไม่เหมือน กรณีที่โจทก์เป็นผู้ฟ้อง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1337/2519
คดีก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ต่อศาลขอแบ่งมรดก คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคนละคนกัน จำเลยที่ 2 เข้ามาเป็นจำเลยในคดีนี้ก็ด้วยการที่ศาลเรียกให้เข้ามาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(3)ฟ้องของโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องซ้อน
การที่ทายาทของผู้ตายรวมทั้งจำเลยทั้งสองทำบันทึกข้อตกลงของทายาทว่า ทายาททุกคนไม่ถือว่าจะต้องแบ่งทรัพย์กันตามพินัยกรรมแต่หากต่างตกลงแบ่งกันตามที่เห็นสมควรเพื่อเป็นการระงับข้อพิพาทซึ่งจะมีขึ้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน ข้อตกลงดังกล่าวเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 แต่ละฝ่ายจึงได้สิทธิตามที่ได้แสดงไว้ในสัญญานั้น และแม้ทรัพย์บางส่วนตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจะเป็นสินสมรสส่วนของจำเลยที่ 2 ก็ตาม ก็มิใช่เป็นการที่จำเลยที่ 2 ยกสินสมรสส่วนของตนให้ผู้อื่นจึงไม่ต้องทำตามแบบที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับการยกให้
ครั้งที่ 3(09/12/2551)
เรื่องฟ้องซ้อนก็ขอบรรยายครั้งนี้แล้วก็ครั้งหน้าอีกครั้งหนึ่ง เรื่องฟ้องซ้ำกับดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำอยู่ในภาค 1 กระนิยมออก ในข้อ 2 ส่วนฟ้องซ้อนอยู่ในข้อสอบข้อ 3 .
เน้นย้ำว่าต้องแม่นหลักเกณฑ์เสียก่อนว่า โจทก์มาฟ้องจำเลยอีก โดยเคยได้ฟ้องจำเลยแล้วโดยคดีเรื่องแรกอยู่ระหว่างพิจารณา
ปรคะการที่สอง โจทก์จำเลยคนเดียวกัน
ประการที่สามประเด็นเดียวกัน
ขอพูดเงื่อนไข ประการแรกต่อ เราดูช่วงเวลา จะชั้นต้น ชั้นอุทธรณ์ หรือชั้นฎีกาก็ถือว่าอยู่ระหว่างการพิจารณาทั้งสิ้น ถ้าศาลได้ตัดสินคดีแล้วเสร็จการพิจารณาคดีของศาลแล้วก็ไม่เป็นฟ้องซ้อนแล้ว
การจะเสร็จจากการพิจารณาเกิดได้ 3 ประการ
1.ผู้พิพากษาสั่งไม่รับฟ้อง ( เสร็จรวดเร็วที่สุด ) ถ้าศาลไม่รับฟ้อง
2.การสั่งจำหน่ายคดี ก็มีเหตุหลายประการ ตามมาตรา 132
3.โดยศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี ( คดีคำฟ้องก็ พิพากษา คดีคำร้อง ก็เป็นคำสั่ง ) ถ้าคดีไม่มีอุทธรณ์ ก็เสร็จจากการพิจารณาแล้ว ก็ไม่เป็นฟ้องซ้อนแน่นอน ส่วนจะเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือไม่ก็ต้องไปว่ากันตามหลักเกณฑ์ต่อไป ก็ดูว่าได้พิพากษาโดยได้วินิจฉัยถึงประเด็นแห่งคดีหรือไม่ เป็นต้น
แต่ถ้าคู่ความได้ยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาก็ถือว่าคดีนั้นอยู่ระหว่างการพิจารณา บางคดีศาลฎีกามีคำพิพากษาแล้วก็อาจจะคดียังอยู่ระหว่างพิจารณาได้ โดยเป็นการพิพากษาเกี่ยวกับการไม่ชอบในการทำคำพิพากษาของศาลล่างแล้วย้อนสำนวนให้ศาลล่างดำเนินกระบวนพิจารณาแล้วให้พิพากษาใหม่ อย่างนี้คดีก็ยังอยู่ระหว่างพิจารณา หากโจทก์นำเรื่องนั้นมาฟ้องใหม่ก็เป็นฟ้องซ้อนได้นะครับ
นอกเหนือจากวิธีอุทธรณ์ก็ยังมีการร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ในกรณีที่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนีงขาดนัดพิจารณาแล้วแพ้ไป หากศาลอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่คดีก็กลับเข้าสู่การพิจรณาเหมือนเดิม
หรือกรณีการสั่งไม่รับฟ้องหรือสั่งจำหน่ายคดีเป็นการสั่งโดยผิดหลง แล้วมีการเพิกถอนคำสั่งนั้นแล้วยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ คดีนั้นก็กลับเข้าสู่การพิจารณา
เลยต้องยึดเอาวันฟ้องคดีหลังเป็นหลัก การสั่งจำหน่ายคดีก็ต้องเป็นการสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความนะครับไม่ใช่การสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราว ( เพราะถือเป็นเพียงการเลื่อนคดีชั่วคราว โดยไม่ต้องมีวันนัด )
ดูวันที่ฟ้องเป็นสำคัญไม่ต้องดูเหตุวันหลัง
ฎ.3132/2549 –
ศาลแพ่งธนบุรีอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องแล้ว แต่จำเลยที่ 1 ยังอุทธรณ์ต่อมา คดีจึงอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ส่วนการถอนคำฟ้องที่มีผลลบล้างผลแห่งการยื่นคำฟ้องและทำให้คู่ความกลับเข้าสู่ฐานะเดิมเสมือนหนึ่งมิได้มีการยื่นฟ้องเลยดังที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 176 นั้น หมายถึงการถอนคำฟ้องนั้นได้ถึงที่สุดแล้ว ดังนี้ ฟ้องโจทก์คดีนี้สำหรับจำเลยที่ 1 ที่โจทก์ยื่นฟ้องขณะที่คดีก่อนอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์จึงเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) แม้ต่อมาคดีก่อนจะถึงที่สุด ก็หาทำให้ฟ้องคดีนี้ซึ่งเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายมาแต่ต้น กลายเป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายขึ้นมาใหม่ เมื่อโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ก็ไม่มีฟ้องของโจทก์และตัวโจทก์ที่จำเลยที่ 1 จะฟ้องแย้ง จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิฟ้องแย้งเช่นกัน จึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์โจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และอุทธรณ์จำเลยที่ 1 เพราะไม่ทำให้ผลคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เปลี่ยนแปลงไป
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นตัวแทนค้าต่างของบริษัท จ. โดยไม่ได้กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นตัวแทนของโจทก์ด้วย ปัญหาว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นตัวแทนของโจทก์หรือไม่ จึงเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินของปัญหาและการค้าระหว่างประเทศ ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง
เป็นเรื่องที่ โจทก์มาฟ้องจำเลยกับพวกและต่อมาได้มีการต่อสู้คดี จำเลยฟ้องแย้งโจทก์ ให้โจทก์ใช้เงินประมาน 2 ล้านศาลก็รับทั้งคำให้การและฟ้องแย้ง ปรากฏว่า ก่อนโจทก์ฟ้องจำเลย โจทก์ได้ฟ้องคดีอย่างเดียวกันนี้ แต่ได้ถอนฟ้องไป คดีเก่าศาลได้จำหน่ายคดีแต่ว่าคดีเก่าจำเลยได้อุทธรณ์คำสั่งถอนฟ้องต่อศาลแปลว่าโจทก์นำคดีมาฟ้องขณะคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ เท่ากับฟ้องคดีหลังเป็นฟ้องซ้อน แม้กว่าที่คดีหลังขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาจะได้มีคำพิพากษาในคดีแรกถึงที่สุดไปแล้วก็ตาม ก็ไม่มีผลให้โจทก์ในคดีหลังที่เป็นฟ้องซ้อนชอบขึ้นมาได้
เมื่อฟ้องเดิมตกไป ฟ้องแย้งก็ตกไปด้วย เท่ากับว่าไม่มีตัวโจทก์ ไม่มีคนให้จำเลยฟ้องแย้งแล้ว
ฏ. 3346/2535
คำว่าคดีอยู่ระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 173 วรรคสอง หมายความว่าคดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาก็ได้ ดังนั้นแม้ศาลชั้นต้นจะสั่งจำหน่ายคดีจากสารบบความเนื่องจากโจทก์ขาดนัดพิจารณาตามมาตรา 201 วรรคแรกไปแล้ว แต่จำเลยยังอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งดังกล่าวอยู่ก็ถือว่าคดีอยู่ในระหว่างพิจารณาเช่นเดียวกัน โจทก์จึงไม่อาจนำคดีเรื่องเดียวกันมาฟ้องอีกได้เป็นฟ้องซ้อนและเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตั้งแต่วันยื่นคำฟ้องแล้ว โดยไม่ต้องคำนึงถึงเหตุที่จะเกิดขึ้นภายหลังจากวันยื่นคำฟ้องนั้น แม้ต่อมาคดีก่อนจะถึงที่สุดก็ตามก็ไม่ทำให้คดีหลังไม่เป็นฟ้องซ้อน การจำหน่ายคดีจากสารบบความเนื่องจากโจทก์ขาดนัดพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 201 วรรคแรกที่ไม่ตัดสิทธิของโจทก์ที่จะเสนอคำฟ้องใหม่นั้นเป็นเพียงไม่ตัดสิทธิของโจทก์ที่จะเสนอคำฟ้องใหม่ ส่วนโจทก์จะยื่นคำฟ้องใหม่ ได้หรือไม่ต้องบังคับตามมาตรา 173 ด้วย
ฎ.1429/2536 ( หลักเดียวกัน)
คำสั่งศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องในคดีก่อนยังไม่ถึงที่สุดโดยจำเลยที่ 16 ถึงที่ 20 อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลอุทธรณ์ ต้องถือว่าคดีก่อนยังคงอยู่ในระหว่างการพิจารณา การที่โจทก์นำมูลหนี้รายเดียวกันมาฟ้องจำเลยที่ 8 ถึงที่ 20 เป็นคดีนี้อีกจึงเป็นการฟ้องซ้อนกับคดีก่อน ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173(1) แม้ต่อมาศาลอุทธรณ์ศาลฎีกาจะอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและคดีก่อนถึงที่สุด ก็ไม่ทำให้ฟ้องโจทก์คดีนี้ซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมายมาแต่ต้น กลายเป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย
ฏ.2555/2538
โจทก์เคยฟ้องจำเลยในเรื่องเดียวกับกับคดีนี้มาแล้วโดยในคดีก่อนศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีเนื่องจากโจทก์ขาดนัดหลังจากนั้นโจทก์จึงฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้จำเลยยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาลในคดีก่อนและต่อมาก็ได้ยื่นคำให้การแก้ฟ้องโจทก์ในคดีนี้ดังนี้แม้คดีที่จำเลยอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งนั้นศาลอุทธรณ์จะได้พิพากษาและคดีถึงที่สุดไปแล้วแต่เมื่อขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ก่อนยังอยู่ในระยะเวลาที่จำเลยมีสิทธิยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นได้และจำเลยก็ได้ยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดกรณีจึงต้องถือว่าขณะโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีใหม่นั้นคดีก่อนของโจทก์ยังอยู่ในระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา173ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้อนกับคดีก่อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา173วรรคสอง(1)
ฏ8450/2538
โจทก์เคยฟ้องจำเลยให้ชำระค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีและค่าทนายความเรื่องเดียวกันกับคดีนี้มาก่อน แต่โจทก์ขาดนัดพิจารณาและศาลสั่งให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ คำสั่งจำหน่ายคดีของศาลดังกล่าว คู่ความยังอาจอุทธรณ์คำสั่งได้ และจำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นแล้ว จึงต้องถือว่าคดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 201 ประกอบด้วยมาตรา 147 วรรคสอง แม้โจทก์จะยื่นฟ้องคดีนี้ก่อนจำเลยยื่นอุทธรณ์ ก็ต้องห้ามมิให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันต่อศาลเดียวกัน หรือต่อศาลอื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173(1) ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้อน
ฏ8068/2547 ( ค้นไม่พบ )
-จริงอยู่ขณะยื่นฟ้องคดีหลังคดีแรกไม่อยู่ระหว่างการพิจารณา แต่เมื่อต่อมาได้มีการอุทธรณ์ทำให้คดีอยู่ระหว่างพิจารณา ให้ถือว่าคดีอยู่ระหว่างการพิจารณา
จำเลยถ้าอยากให้ศาลตัดอำนาจฟ้องโจทก์ก้มักจะใช้เรื่อง การอุทธรณ์นี้แหละ
ฏ.684/2548
คดีก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีจากสารบบความเนื่องจากโจทก์และจำเลยขาดนัดพิจารณา จึงไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องเป็นคดีใหม่ภายในกำหนดอายุความ ดังนั้นแม้โจทก์จะฟ้องคดีนี้ขณะคดีก่อนยังอยู่ในกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ แต่เมื่อจำเลยมิได้อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นในคดีก่อนที่ให้จำหน่ายคดีจนคำสั่งศาลชั้นต้นถึงที่สุดแล้ว ก็ถือไม่ได้ว่าขณะโจทก์ฟ้องคดีนี้ก่อนอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้อน และแม้ต่อมาจำเลยจะได้ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีและอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องในคดีก่อนก็ตามแต่เป็นการยื่นคำร้องเมื่อคดีถึงที่สุดแล้วและยื่นคำร้องช้ากว่า 8 วัน นับแต่วันที่ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างว่าผิดระเบียบคำร้องคัดค้านเรื่องผิดระเบียบที่ขอให้เพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีจึงไม่ชอบ ไม่มีผลกระทบถึงคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีและถึงที่สุดไปแล้ว
สุดท้ายสำหรับชั่วโมงนี้ – คู่ความทั้งสองฝ่ายขาดนัดพิจารณา คำสั่งจำหน่ายคดีก็ไม่ตัดสิทธิโจทก์มาฟ้องคดีใหม่ โจทก์ก็ฉลาดรอคำสั่งจำหน่ายคดีเกินหนึ่งเดือน ไม่อาจตัดอำนาจฟ้องด้วยการอุทธรณ์คำสั่งจำหน่ายคดีแล้ว แต่เรื่องนี้จำเลย ก็ฉลาด(แกมโกง )มาก เมื่อุทธรณ์ไม่ได้ก็ร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาคดีที่ผิดระเบียบตามวิแพ่งมาตรา 27 ( คือพยายามหาช่องทางตัดสิทธิโจทก์นั่นเอง ) ศาลต้นก็เห็นว่าถูกแล้วไม่ใช่การสั่งที่ผิดระเบียบจึงยกคำร้องจำเลยก็อุทธรณ์คำสั่งที่ให้ยก ศาลฎีกาก็วินิจฉัยว่า คำสั่งจำหน่ายคดีนั้นได้ถึงที่สุดแล้ว การยื่นคำขอและคำร้องนั้นก็เป็นการยื่นช้ากว่า 8 วันนับแต่วันที่ทราบว่ามีการจำหน่ายคดี คำร้องจึงไม่ชอบ ไม่มีผลกระทบต่อคำสั่งจำหน่ายคดีที่ถึงที่สุดแล้ว
จบในหลักหนึ่ง สัปดาห์หน้าจะเข้าสู่เงื่อนไขที่สองเรื่องตัวบุคคล
ครั้งที่ 4(16/12/2551)
ของเดิมฟ้องซ้อนเป็นเรื่องที่มีผลกระทบต่ออำนาจฟ้อง ชอบที่ศาลจะยกฟ้อง ประเด็นเรื่องฟ้องอาจารย์ก็เก็งว่ามีแนวโน้มที่ออกสอบได้เยอะเหตุที่กล้าเก็งเพราะคิดข้อสอบเรื่องฟ้องซ้อนได้ข้อหนึ่งและ ก็ออกให้ดูงาม ปีที่แล้วออกแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การ ปีนี้ก็คงไม่ออกเพราะกรรมการก็คงจะไม่เลือก ก็มาบอกข้อสอบไกลๆสอบอย่างนี้แหละ ไม่บอกก่อนสอบหนึ่งสัปดาร์ โอ้!!! วันนี้หยิบซองข้อสอบมาด้วยนี่ ไหนก็หยิบมาแล้วก็จะเอามาสอนเลยก็แล้วกัน ก็สุดแล้วแต่กรรมการจะเมตตาหรือยัง
หลักเกณฑ์ฟ้องซ้อน
1. ฟ้องในขณะที่คดีก่อนอยู่ระหว่างพิจารณา
2. โจทก์คนเดียวกันและจำเลยคนเดียวกันได้ฟ้องคนเดิมอีก ( วันนี้ก็จะเอาฎีกาที่เกี่ยวกับหัวข้อนี้แหละ )
3. กรณีจะเป็นฟ้องซ้อนคือโจทก์เคยเอาเรื่องนั้นมาฟ้องแล้วยังนำมาฟ้องอีก
วันนี้จะอธิบายประเด็น 2. คือดูทั้งสองข้าง ต้องเหมือนเดิม เช่น คดีแรก ก.ฟ้อง ข . คดีหลัง ก. ก็ฟ้อง ข . อีกอย่างนี้ก็ง่ายๆ ฟ้องซ้อนแน่ๆ แต่ถ้าสลับโจทก์สลับจำเลย ล่ะ อย่างนี้ก็ไม่เป็นฟ้องซ้อนซึ่งจะต่างกันกับกระบวนพิจารณาซ้ำก็ดี ฟ้องซ้ำก็ดี
กรณีคู่ความเดียวกันอาจจะซ้อนแค่บางคนก็เป็นได้ เช่นคดีแรก ก.ฟ้อง ข. คดีหลัง ก.ฟ้อง ข.ฟ้อง ค. อย่างนี้ในส่วนของ ค.ไม่เป็นฟ้องซ้อน จะเป็นฟ้องซ้อนเฉพาะในส่วนของ ข. เป็นต้น
ก็มาถึงเรื่องแนวคำพิพากษาที่น่าสนใจ ในส่วนฎีกาต่อไปนี้มีปัญหาว่าเป็นโจทก์เดียวกันหรือไม่ ( ส่วนมากมีปัญหาที่โจทก์ในส่วนจำเลยไม่ค่อยมีปัญหา )
การที่จะดูว่าโจทก์เป็นคนเดียวกันหรือไม่ บางครั้งไม่ใช่คนเดียวกันแต่มาใช้สิทธิอย่างเดียวกันเราก็ถือว่าเป็นคนเดียวกัน เช่น เจ้าของรวมใช้สิทธิซ้ำเจ้าของรวมอีกคนหนึ่ง เพราะถือว่าใช้สิทธิเพื่อเจ้าของรวมคนอื่นๆไปแล้ว คดีหลังจึงเป็นฟ้องซ้อน ก็ต้องพิจารณาว่าการที่โจทก์ฟ้องนั้นเป็นฟ้องเฉพาะประโยชน์ตนเองหรือฟ้องเพื่อประโยชน์คนอื่นด้วย
การฟ้องแทนอาจเกิดจากกฎหมายกำหนด เช่น มาตรา ป.พ.พ. 1356 1359 หรือกรณีผุ้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาล ผู้จัดการมรดก อันนี้เป็นกรณีกฎหมายให้เอกชนคนหนึ่งมีอำนาจฟ้องแทนเอกชนอีกคนหนึ่ง อันนี้ง่ายๆ
แต่ก็มีกฎหมายให้อำนาจเจ้าพนักงานของรัฐฟ้องแทนเอกชนได้ เช่น กรณี 1562 คดีอุทลุมอัยการฟ้องแทน อัยการไม่ได้ฟ้องเพื่อประโยชน์ของอัยการเองหรือหน่วยงาน ฎีกาพวกนี้มีเยอะแยะเลยครับขอยกตัวอย่างฎีกาเรื่องแรก เป็นกรณีการฟ้องที่จะเป็นฟ้องซ้อนนอกจากฟ้องจำเลยคนเดียวกันแล้ว ต้องเป็นประเด็นเรื่องเดียวกันด้วย ฎีกาเรื่องนี้เป็นการฟ้องต้นเงินและดอกเบี้ยเราถือเป็นการฟ้องเรื่องเดียวกัน เนื่องจากความรับผิดเรื่องต้นเงินและดอกเบี้ยมักมาจากเหตุอันเดียวกัน ดอกเบี้ยนี้นอกจากนิติกรรมแล้วอาจเกิดโดยผลกฎหมายก็มี ดูฎีกาที่ 696/2542 เป็นเรื่องที่คดีแรก พนักงานอัยการเป็นโจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยความผิดฐานยักยอกทรัพย์ของกองทัพบก แม้จะเป็นคดีอาญาก็เป็นคดีแพ่งรวมอยู่ด้วย ก็ขอตาม ป.วิ. อ. มาตรา 43 ก็ขอให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ ก็คือคืนเงินค่าน้ำมันนั้นเอง ส่วนแพ่งในการพิจารณาก็อยู่ในการพิจารณาของศาลเช่นกัน ต่อมากองทัพบกไม่รอให้คดีอาญาเสร็จแล้ว ก็มาฟ้องเป็นคดีใหม่ กองทัพบกไม่อยากรอนานเพราะคดีแพ่งเกี่ยวเนื่อง ถ้าศาลยกฟ้องผู้เสียหายก็ต้องมารีบฟ้องภายในอายุความทางแพ่ง เพราะจะใช้อายุความอาญาที่ยาวกว่าไม่ได้ แต่ในคดีแพ่งโจทก์มีคำขอบังคับให้ชดใช้เงินที่ยักยอกพร้อมทั้งดอกเบี้ย จะเห็นว่าอันนี้เป็นการฟ้องซ้อนในส่วนคำขอทางแพ่งในส่วนคดีอาญา จะเห็นว่าในส่วนดอกเบี้ยจะเป็นฟ้องซ้อนด้วยเหรอ เพราะว่าอัยการไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในส่วนละเมิด
ศาลฎีกา ( ในฎีกานี้ที่ถูกกลับแล้ว ) ให้เหตุผลว่าการขอแม่ทรัพย์ ( ต้นเงิน ) ก็ถือว่าได้ขอในเรื่องเดียวกันกับ ดอกเบี้ยแล้ว เป็นการขอฟ้องในเหตุอย่างเดียวกัน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 696/2542 (ถูกกลับโดยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12414/2547 ประชุมใหญ่)
คดีแพ่งเรื่องนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยปลอมใบรับน้ำมันแล้ว นำใบรับน้ำมันปลอมไปขอรับน้ำมันจากสถานีคลังน้ำมันของโจทก์โดยไม่ชอบ รวมเป็นเงินค่าน้ำมันทั้งสิ้น 724,239.38 บาทขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน946,037.69 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีในต้นเงิน 724,239.38 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระแล้วเสร็จแก่โจทก์ เมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาและคำขอโจทก์ในคดีอาญาเรื่องก่อนคือการคืนหรือให้จำเลยใช้ราคาทรัพย์ ซึ่งเป็นคำขอส่วนแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับ คดีอาญาที่ศาลในคดีอาญามีอำนาจที่จะพิจารณาพิพากษา ได้และเมื่อศาลในคดีอาญาได้รับคำขอส่วนแพ่งของโจทก์ ดังกล่าวไว้พิจารณาโดยชอบแล้วย่อมมีผลตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) จึงต้องห้ามมิให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกัน หรือศาลอื่นอีก ศาลจึงไม่อาจรับวินิจฉัยคำขอเรื่องดอกเบี้ย ในคดีนี้ได้ แม้ในส่วนดอกเบี้ยที่โจทก์มิได้มีคำขอในคดีอาญา ก็ตาม แต่ดอกเบี้ยนี้เป็นดอกผลที่เกิดตามเงินต้นตามกฎหมายการฟ้องร้องในคดีแพ่งเรื่องนี้ที่ขอบังคับจำเลยในส่วนดอกเบี้ยจึงอาศัยและพึงต้องฟ้องมาในคราวเดียวกับเงินต้นจึงต้องห้ามตามคำฟ้องในส่วนเงินต้นด้วย
- ก็ตัดสินอย่างฎีกาข้างต้นมาโดยตลอด จนมาถึงฎีกาที่ประชุมใหญ่ต่อไปนี้ เรื่องราวก็แบบเดียวกันทั้งหมด แต่ตัดสินกลับหลักว่า การเรียกในส่วนดอกเบี้ยนี้ไม่เป็นฟ้องซ้อน ( อย่าประมาทในส่วนดอกเบี้ยนะครับเพราะกรณีละเมิดทุนทรัพย์สูงๆดอกเบี้ยก็จะสูงตามไปด้วย )
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12414/2547
ป.วิ.พ. มาตรา 173 บัญญัติว่า เมื่อศาลได้รับคำฟ้องแล้ว (1) ห้ามไม่ให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกันหรือต่อศาลอื่น ตามบทบัญญัติดังกล่าวหมายความว่า ฟ้องโจทก์จะเป็นฟ้องซ้อนได้นั้นในเบื้องต้นโจทก์ในคดีแรกและโจทก์ในคดีหลังต้องเป็นโจทก์คนเดียวกัน รวมถึงบุคคลที่ไม่เคยยื่นฟ้องแต่อยู่ในฐานะเช่นเดียวกับโจทก์ เช่นเจ้าของรวมฟ้องขับไล่ผู้บุกรุกอสังหาริมทรัพย์อันเป็นกรรมสิทธิ์รวม และคำว่าโจทก์รวมถึงคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาขอให้จำเลยใช้หรือคืนราคาทรัพย์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 เป็นต้น หลักเกณฑ์อีกประการหนึ่งคือ เรื่องที่นำมาฟ้องในคดีหลังยังต้องเป็นเรื่องเดียวกันกับคดีแรกด้วย
พนักงานอัยการเคยฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 6 เรียกค่าเสียหายในส่วนต้นเงินแทนผู้เสียหายคืนให้โจทก์ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2333-2336/2541 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ไปแล้ว แต่พนักงานอัยการไม่ได้ขอเรียกดอกเบี้ยมาด้วย เนื่องจาก ป.วิ.อ. มาตรา 43 บังคับให้พนักงานอัยการฟ้องเรียกได้แค่เฉพาะต้นเงินเท่านั้น สภาพไม่เปิดช่องให้เรียกดอกเบี้ย จึงเห็นได้โดยชัดแจ้งว่า ในคดีแรกยังไม่มีการฟ้องเรียกเงินดอกเบี้ยจำนวนดังกล่าวนี้มาก่อน และไม่ใช่ค่าเสียหายที่พนักงานอัยการสามารถฟ้องเรียกได้แล้วไม่เรียก การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 6 เรียกเงินต้นและดอกเบี้ยในระหว่างการพิจารณาของศาลอาญากรุงเทพใต้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2333-2336/2541 คำฟ้องของโจทก์คดีนี้ที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 6 จึงเป็นฟ้องซ้อนกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2333-2336/2541 ของศาลอาญากรุงเทพใต้แต่เฉพาะต้นเงินเท่านั้น ส่วนดอกเบี้ยไม่เป็นฟ้องซ้อนด้วย
(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 10/2547) โจทก์ฟ้องว่า สำนักงานฌาปนกิจสงเคราะห์กองทัพบกหรือกองการฌาปนกิจเป็นหน่วยงานหนึ่งในกรมสวัสดิการทหารบกของโจทก์ มีหน้าที่เก็บเงินสงเคราะห์ที่เรียกเก็บจากสมาชิก ดูแลรักษาเงินสงเคราะห์และจ่ายเงินสงเคราะห์ให้แก่ผู้รับเงินสงเคราะห์หรือผู้จัดการศพเมื่อสมาชิกถึงแก่ความตาย จำเลยทั้งหกซึ่งทำงานเป็นข้าราชการและลูกจ้างของโจทก์ ได้อาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่ ร่วมกันปลอมเอกสารราชการกองการฌาปนกิจ กรมสวัสดิการทหารบก เกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินสงเคราะห์ค่าจัดการศพของสมาชิกฌาปนกิจ โดยเสนอเรื่องปะปนรวมไปกับเอกสารการขออนุมัติเบิกจ่ายเงินสงเคราะห์ค่าจัดการศพรายอื่นที่ถูกต้อง การกระทำของจำเลยทั้งหกดังกล่าวทำให้ผู้มีอำนาจอนุมัติจ่ายเงินสงเคราะห์ค่าจัดการศพให้แก่สมาชิกฌาปนกิจกองทัพบกแทนโจทก์หลงเชื่อ การที่จำเลยทั้งหกกระทำการโดยทุจริตดังกล่าวเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันรับผิดชดใช้เงินคืนจำนวน 243,514.71 บาท (ที่ถูก 243,524.71 บาท) พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 143,760.50 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งหกร่วมกันรับผิดชดใช้เงินคืนจำนวน 51,150,330.92 บาท (ที่ถูก 51,150,330.77 บาท) พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 35,159,475.80 บาท (ที่ถูก 35,207,587 บาท) นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 51,393,845.63 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 35,303,236.30 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 50,000 บาท กับให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 6
โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ป.วิ.พ. มาตรา 173 บัญญัติว่า เมื่อศาลได้รับคำฟ้องแล้ว?(1) ห้ามไม่ให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกันหรือต่อศาลอื่น? ตามบทบัญญัติดังกล่าวหมายความว่า ฟ้องโจทก์จะเป็นฟ้องซ้อนได้นั้นในเบื้องต้นโจทก์ในคดีแรกและโจทก์ในคดีหลังต้องเป็นโจทก์คนเดียวกัน ซึ่งคำว่าโจทก์นี้รวมถึงบุคคลที่ไม่เคยยื่นฟ้องแต่อยู่ในฐานะเช่นเดียวกับโจทก์ เช่น เจ้าของรวมฟ้องขับไล่ผู้บุกรุกอสังหาริมทรัพย์อันเป็นกรรมสิทธิ์รวม และคำว่าโจทก์รวมถึงคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ขอให้จำเลยใช้หรือคืนราคาทรัพย์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 เป็นต้น หลักเกณฑ์อีกประการหนึ่งคือ เรื่องที่นำมาฟ้องในคดีหลังยังต้องเป็นเรื่องเดียวกันกับคดีแรกด้วย กล่าวคือ มูลเหตุที่มาแห่งคดีต้องอาศัยหลักแหล่งแห่งข้อหาอย่างเดียวกัน ในกรณีเรียกค่าเสียหายในเรื่องเดียวกัน โจทก์จะต้องฟ้องเรียกมาในคราวเดียวกัน จะมาฟ้องเพิ่มในภายหลังเป็นอีกคดีหนึ่งไม่ได้ถึงแม้โจทก์จะสงวนสิทธิไว้ก็ตาม สำหรับคดีนี้เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าพนักงานอัยการจะฟ้องเรียกค่าเสียหายในส่วนต้นเงินแทนผู้เสียหายคืนให้โจทก์ในคดีอาญาไปแล้วก็ตาม แต่การที่พนักงานอัยการโจทก์ไม่ได้ขอเรียกดอกเบี้ยมาด้วยนั้น ก็เนื่องมาจาก ป.วิ.อ. มาตรา 43 บังคับให้พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องเรียกได้แค่เฉพาะต้นเงินเท่านั้น สภาพไม่เปิดช่องให้เรียกดอกเบี้ย จึงเห็นได้โดยชัดแจ้งว่า ในคดีแรกยังไม่มีการฟ้องเรียกเงินดอกเบี้ยจำนวนดังกล่าวนี้มาก่อน และไม่ใช่ค่าเสียหายที่พนักงานอัยการโจทก์สามารถฟ้องเรียกได้แล้วไม่เรียก ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า ฟ้องของโจทก์ที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 6 เป็นฟ้องซ้อนกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2333-2336/2541 ของศาลอาญากรุงเทพใต้แต่เฉพาะต้นเงินเท่านั้น ส่วนดอกเบี้ยไม่เป็นฟ้องซ้อนด้วย ดังนั้นที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ฟ้องของโจทก์ที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 6 เป็นฟ้องซ้อนกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2333-2336/2541 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ทั้งหมดนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 6 เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับดอกเบี้ย ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมให้รวมสั่งเมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา.
( ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์ - เรวัตร อิศราภรณ์ - พลรัตน์ ประทุมทาน )
ศาลแพ่ง - นายวรวิทย์ ฤทธิทิศ
ศาลอุทธรณ์
เป็นฎีกาบรรทัดฐานในเรื่องผลและเหตุผลที่อ้างจนถึงปัจจุบันฎีกาเรื่องนี้ก็ไม่ออกข้อสอบสักทีไม่ว่าในวิแพ่งหรือวิอาญา แต่คราวนี้ผมจะเสนอเรื่องนี้แหละครับ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8392/2549 ( ก็ตัดสินเดินตามฎีกาข้างต้น )
ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 บังคับให้พนักงานอัยการฟ้องเรียกได้แค่เฉพาะต้นเงินเท่านั้น สภาพไม่เปิดช่องให้เรียกดอกเบี้ยได้เพราะดอกเบี้ยไม่ใช่ทรัพย์สินหรือราคาที่ผู้เสียหายสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิด การที่พนักงานอัยการไม่ได้ขอเรียกดอกเบี้ยมาด้วยในคดีอาญานั้น จึงไม่ใช่ค่าเสียหายที่พนักงานอัยการสามารถฟ้องเรียกแทนผู้เสียหายได้แล้วแต่ไม่เรียก ฟ้องของโจทก์คดีแพ่งในส่วนของดอกเบี้ยจึงไม่เป็นฟ้องซ้อนกับคดีอาญา
- กรณีลักทรัพย์นายจ้างนอกจากเป็นละเมิดแล้วยังเป็นการผิดสัญญาจ้างอีกด้วย ฉะนั้นนายจ้างอาจอ้างฐานละเมิดหรือฐานผิดสัญญาจ้างแรงงานก็ได้ มันเลยทำให้คดีที่นายจ้างฟ้องเรียกโดยอ้างเรื่องผิดสัญญาจ้างแรงงานถือว่าเป็นการฟ้องเรื่องอื่นไม่เป็นฟ้องซ้อนเลยทั้งดอกเบี้ยและต้นเงินไม่ซ้อนหมดเลย เช่นยักยอกไป 1 แสน อัยการขอตาม ป.วิ.อ. ม.43 เรียกเงินคืน 1 แสน ในระหว่างคดีอยุ่ระหว่างพิจ นายจ้างมาฟ้องเรียกตามสัญญาจ้างแรงงานเรียกเงิน 1 แสน พร้อมดอกเบี้ย ไม่เป็นฟ้องซ้อนในทุกประเด็นเลย อย่าว่าแต่ดอกเบี้ยเลยครับ ต้นเงินก็ไม่ซ้อนมีฎีกาตัดสินไว้เยอะแยะเลยครับ เช่น ฎ.4608/2547 และ ฎ.997/2550 อันนี้ก็ไม่เคยออกสอบ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 977/2550
จำเลยที่ 2 ขอแก้ไขคำให้การเพิ่มเติมประเด็นฟ้องซ้อน เป็นการขอแก้ไขเกี่ยวกับอำนาจฟ้องของโจทก์ซึ่งเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยที่ 2 จึงอาจขอแก้ไขได้ก่อนศาลแรงงานกลางพิพากษาคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 180 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 31
กรณีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานความผิดยักยอกทรัพย์และขอให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยักยอกไป แม้จะถือว่าเป็นการขอแทนผู้เสียหายตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 43 ก็ตาม แต่ก็เป็นกรณีที่ความเสียหายนั้นเนื่องมาจากการกระทำผิดอาญาเท่านั้น ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้าง ซึ่งการกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ทำให้เกิดความเสียหายนั้นอาจเป็นบ่อเกิดแห่งหนี้ที่จะใช้สิทธิเรียกร้องได้สองทาง คือในมูลละเมิดและในมูลแห่งสัญญาจ้างแรงงานที่มีต่อกันอยู่ ในคดีอาญาดังกล่าวกับคดีนี้ถึงแม้คำขอบังคับจะเป็นอย่างเดียวกันคือ ขอให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายแต่ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหานั้นมิได้เป็นอย่างเดียวกัน ในคดีอาญานั้นข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาที่พนักงานอัยการขอบังคับในส่วนแพ่งนั้น มาจากข้ออ้างเนื่องจากการกระทำผิดทางอาญาอันเป็นการเรียกร้องในมูลหนี้ละเมิด แต่คดีนี้มีที่มาจากมูลสัญญาจ้างแรงงาน และคำฟ้องของโจทก์กรณีของการผิดสัญญาจ้างแรงงานนั้นเป็นอำนาจของคู่สัญญาโดยเฉพาะ พนักงานอัยการที่เป็นโจทก์ในคดีอาญาไม่อาจจะอาศัยสิทธิในเรื่องของสัญญาจ้างแรงงานมาเป็นข้ออ้างในคำขอส่วนแพ่งได้ จึงมิใช่เป็นกรณีที่เป็นการฟ้องคดีในเรื่องเดียวกันอันจะเป็นฟ้องซ้อนตามความหมายของ ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 31
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4608/2547
คดีอาญาเรื่องก่อน พนักงานอัยการฟ้องจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานยักยอกเงินและขอให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้เงินที่ยักยอกไปแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหาย อันเป็นการขอแทนโจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างโจทก์ มีหน้าที่รับเงิน เก็บรักษาเงิน อนุมัติและเบิกจ่ายเงิน ตกลงว่าระหว่างการทำงานหากจำเลยที่ 1 ทุจริตต่อหน้าที่ ยักยอก ฉ้อโกงจนเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายจำเลยที่ 1 ยอมชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมดพร้อมค่าปรับอีก 3 เท่าของราคาทรัพย์สินหรือความเสียหาย โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ระหว่างทำงานจำเลยที่ 1 ทุจริตต่อหน้าที่ยักยอกเงินโจทก์ไปหลายครั้ง อันเป็นการจงใจละเมิดสัญญาจ้างแรงงาน จำเลยที่ 1 ต้องชดใช้เงินที่ยักยอกและค่าปรับตามสัญญาแก่โจทก์โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดด้วย ซึ่งเป็นการฟ้องในมูลหนี้ผิดสัญญาทางแพ่ง แม้จะมีคำขอให้คืนหรือใช้เงินที่ยักยอกเหมือนกัน แต่ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคดีที่พนักงานอัยการขอให้บังคับในส่วนแพ่งมาจากการกระทำผิดอาญาอันเป็นการเรียกร้องในมูลหนี้ละเมิด แต่คดีนี้มีมูลจากสัญญาจ้างแรงงานและสัญญาค้ำประกัน ข้ออ้างอันอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาจึงมิได้เป็นอย่างเดียวกัน มิใช่เป็นการฟ้องเรื่องเดียวกันตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานฯ พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ฟ้องโจทก์ไม่เป็นฟ้องซ้อนกับคดีส่วนแพ่งในคดีอาญาเรื่องก่อน
- ม.1713 การขอให้ตั้งผู้จัดการมรดก หากมีการโต้แย้งขึ้นมาก็ถือว่าอัยการฟ้องแทนภริยาผู้ตาย ถ้าต่อมาภริยาผู้ตายมาฟ้องอีกว่าทรัพย์สินนั้นไม่ใช่ของวัด ก็เป็นฟ้องซ้อนแม้คดีแรกอัยการเป็นผู้ร้องแล้วกลายเป็นคดีมีข้อพิพาทก็ถือว่าอัยการฟ้องแทนด้วย ก็ถือเป็นการที่อัยการฟ้องแทนตามมาตรา 1713
อัยการก็มีอำนาจเยอะครับ เช่นจากกฎหมายพิเศษ เช่น ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค อัยการก็ฟ้องแทน ในฐานะเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภค มาฟ้องแทนผู้บริโภคที่ถูกเอาเปรียบ แต่คดีนี้ก็มีผู้บริโภคคนหนึ่งรอไม่ไหวเห็นว่าเป็นการฟ้องแทนคนเป็นสิบเมื่อไหร่จะได้เงิน ก็ตั้งทนายความมาเอง ก็เป็นฟ้องซ้อนเพราะอัยการบรรยายฟ้องแล้วนี่ครับว่าเป็นการฟ้องแทนผุ้บริโภค แต่เรื่องนี้ อัยการก็คงจะทราบว่าหากปล่อยไปก็จะเป็นฟ้องซ้อน อัยการก็เลยมาร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องว่า ถอนผู้บริโภคคนนั้น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าอย่างไรก็เป็นฟ้องซ้อนอยู่ดีเพราะเป็นคดีที่ขณะยื่นฟ้องก็เป็นฟ้องซ้อนอยู่แล้ว ท่านผู้พิพากษาก็เขียนไว้ดีครับ ว่า พิพากษายกฟ้องแต่ไม่ตัดสิทธิที่จะฟ้องใหม่ ดูฎีกา 1577/2548
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1577/2548
คดีก่อนคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคโดยพนักงานอัยการในฐานะเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคเป็นโจทก์ฟ้องคดีแทนโจทก์คดีนี้ในกรณีที่โจทก์คดีนี้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารจากจำเลย โดยชำระเงินจองและผ่อนชำระราคาไปแล้ว ขอให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ขอให้จำเลยคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยที่โจทก์ได้ชำระไปตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารรายเดียวกันอีก จึงเป็นการยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันเป็นฟ้องซ้อนกับคดีก่อนต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) แม้ต่อมาโจทก์ในคดีก่อนจะขอแก้ไขคำฟ้องโดยขอตัดรายชื่อโจทก์คดีนี้จากคำฟ้อง ก็ไม่ทำให้ฟ้องโจทก์คดีนี้ซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมายมาแต่ต้นกลับเป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย
- ขอต่ออีกนิดคราวนี้ไม่ใช่พนักงานอัยการแล้วเป็นเอกชนแล้วครับคือเจ้าของรวมไม่ขออ่านนะครับไปเปิดดูเอง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 966/2518
โจทก์กับ ส.ท.ภ. และ ล. มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินร่วมกัน จำเลยเช่าที่ดินดังกล่าวจาก ส.ครบกำหนดแล้วส. ฟ้องขับไล่จำเลยดังนี้ เป็นเรื่องที่ ส. เจ้าของรวมคนหนึ่งใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์เรียกร้องเอาทรัพย์สินคืนจากจำเลยซึ่งเป็นบุคคลภายนอกจึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1356,1359 ประกอบด้วยมาตรา 302 กล่าวคือเจ้าของรวมแต่ละคนมีอำนาจฟ้องเรียกทรัพย์คืนโดยไม่จำต้องให้เจ้าของรวมทุกคนร่วมกันฟ้อง และจะต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่เจ้าของรวมหมดทุกคน จึงเท่ากับเป็นการฟ้องคดีแทนเมื่อ ส. ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่เช่าแล้วและคดีอยู่ระหว่างพิจารณาโจทก์มาฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินเช่นเดียวกับคดีที่ ส. ฟ้องนั้นอีกจึงเป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 (ปัญหาเรื่องฟ้องซ้อนนี้ จำเลยมิได้ฎีกา แต่ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเอง)
- อีกกรณีคือการเรียกทรัพย์มรดกคืนจากผู้ไม่มีอำนาจถ้าเป็นการฟ้องโดยผู้จัดการมรดกมีอำนาจมาฟ้องเกี่ยวกับทรัพย์มรดก อาศัยมาตรา 1736 ป.พ.พ. ถือว่าเป็นการฟ้องแทนทายาททุกคน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2588/2523
คดีแรก อ.อ้างว่าเป็นผู้จัดการมรดกของ ฉ. ได้ฟ้องขับไล่จำเลยที่ 1 ออกจากที่เช่าซึ่งเป็นที่ดินมรดกศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง เพราะไม่เชื่อว่าพินัยกรรมที่ อ.อ้างเป็นพินัยกรรมที่ ฉ. ทำขึ้น อ. จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขณะคดีดังกล่าวอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โจทก์ซึ่งเป็นทายาทของ ฉ. มาฟ้องเป็นคดีนี้ขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากที่พิพาทอีก ที่ อ. ฟ้องคดีแรกนั้นถือได้ว่ากระทำไปในฐานะตัวแทนของทายาทของ ฉ. หรืออีกนัยหนึ่งก็คือเป็นตัวแทนของโจทก์นั่นเอง เพราะฉะนั้นฟ้องสองคดีนี้จึงเป็นฟ้องเรื่องเดียวกัน เป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173(1) แม้คดีนี้โจทก์จะฟ้องจำเลยที่ 2 สามีของจำเลยที่ 1 ด้วยก็ไม่เป็นเหตุให้ฟ้องของโจทก์ กลับกลายเป็นฟ้องที่ไม่ต้องห้ามไปได้
- หรือกรณีคราวนี้ไม่ใช่เจ้ามรดกแล้วแต่เป็นทายาทที่มาฟ้อง คราวนี้จะมาถือหลักตายตัวอย่างผู้จัดการมรดกคงไม่ได้ต้องดูเป็นกรณีๆไปแล้ว เช่นฎีกาที่ 3146/2533 เรื่องแรกทายาทฟ้องให้แสดงว่าพินัยกรรมเป็นโมฆะ อีกคดีหนึ่ง ทายาทคนที่สองมาฟ้องประเด็นเดียวกันเลยคือขอให้พินัยกรรมเป็นโมฆะ ไม่ถือเป็นฟ้องซ้อนเหตุผลง่ายๆคือการที่ทายาทคนที่หนึ่งมาฟ้องนั้นเพื่อรักษาสิทธิของตนเอง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3146/2533
ท. ทายาทของเจ้ามรดกคนหนึ่งเคยฟ้องจำเลยขอให้พิพากษาว่าพินัยกรรมเป็นโมฆะ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง คดีอยู่ในระหว่างอุทธรณ์ โจทก์ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิรับมรดกแทนที่ทายาทอีกคนหนึ่งมาฟ้องคดีนี้ขอให้พิพากษาว่าพินัยกรรมฉบับเดียวกันนั้นเป็นโมฆะอีกเมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า ท. เป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกอันจะถือว่ากระทำในฐานะตัวแทนทายาททั้งหมดรวมทั้งโจทก์ด้วยแล้วโจทก์ย่อมไม่ใช่โจทก์คนเดียวกับคดีก่อน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้อน
- มาดูฎีกาสุดท้าย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6641/2548
คดีก่อน ศ. พี่สาวโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 กรณีจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดเป็นเหตุให้ ม. บิดาโจทก์ และ ศ. ถึงแก่ความตาย ขอให้ชดใช้ค่าปลงศพ ค่าขาดไร้อุปการะและค่าเสียหายของรถจักรยานยนต์ซึ่งเป็นการฟ้องในฐานะที่ ศ. เป็นบุตรผู้ตายที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำละเมิดเช่นนี้ สำหรับค่าปลงศพและค่าเสียหายของรถจักรยานยนต์ เป็นการฟ้องเพื่อประโยชน์ของทายาท ม. ผู้ตาย ทุกคนรวมถึงโจทก์ด้วย ส่วนค่าขาดไร้อุปการะเป็นสิทธิเฉพาะตัวของทายาทแต่ละคนที่ได้รับความเสียหาย และตามคำฟ้องคดีก่อน ศ. ไม่ได้ฟ้องแทนโจทก์ แม้ต่อศาลชั้นต้นจะพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าขาดไร้อุปการะของโจทก์แก่ ศ. ก็เป็นการพิพากษาโดยไม่ชอบไม่ผูกพันโจทก์ซึ่งมิใช่เป็นคู่ความในคดีดังกล่าว เมื่อขณะโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 คดีนี้เรียกค่าเสียหายจากการที่จำเลยที่ 1 กระทำละเมิดเป็นเหตุให้ ม. บิดาโจทก์ถึงแก่ความตาย ขอให้ชดใช้ค่าปลงศพ ค่าเสียหายของรถจักรยานยนต์ อันเป็นเรื่องเดียวกันกับคดีก่อนที่ ศ. ฟ้องจำเลยที่ 1 และคดีอยู่ระหว่างการพิจารณา คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ในเรื่องเรียกค่าปลงศพและค่าเสียหายของรถจักรยานยนต์จึงเป็นฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) และได้ความว่าต่อมาศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาในคดีก่อนให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าปลงศพและค่าเสียหายของรถจักรยานยนต์แก่ ศ. อันเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นเรื่องค่าปลงศพและค่าเสียหายของรถจักรยานยนต์เรื่องเดียวกับคดีนี้แล้ว ฟ้องของโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ในประเด็นดังกล่าวจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำมาตรา 144 โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ได้เฉพาะค่าขาดไร้อุปการะเท่านั้น
ส่วนฟ้องโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้รับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ในฐานจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของรถยินยอมให้จำเลยที่ 1 ใช้รถในกิจการของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับ ศาลชั้นต้นยังไม่ได้มีคำวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดค่าปลงศพ ค่าขาดไร้อุปการะและค่าเสียหายของรถจักรยานยนต์ของผู้ตายหรือไม่ ทั้งจำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็ไม่ได้เป็นคู่ความเดียวกันกับคดีก่อนที่ ศ. ฟ้องจำเลยที่ 1 คดีโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามมาตรา 144
โอ้! หมดเวลาแล้วครับไม่อยากเกินเวลาของท่านอาจารย์สุวัจน์ครับขอต่อในคราวหน้าแล้วกันครับ
ครั้งที่ 5( 23/12/51 )
เรื่องฟ้องซ้อนภาคพิสดาร ครั้งสุดท้ายแล้วครับ ค่อนข้างเก็งว่าเรื่องนี้น่าจะมา เมื่อคราวที่แล้วได้เน้นกลุ่มฎีกาส่วนที่ว่า ฟ้องโจทก์จะเป็นฟ้องซ้อนกับในคดีแรกโจทก์ต้องเป็นคนเดียวกัน คนเดียวกันต้องดุว่าแม้คนที่มาฟ้องจะต่างคนกันแต่ถ้าฟ้องในฐานะหรือใช้สิทธิอันเดียวกันก็ถือว่าเป็นคนเดียวกันจะต้องห้ามเพราะฟ้องซ้อน ก็จบที่ผู้จัดการมรดก ถือเป็นการฟ้องแทนทายาททุกคน และได้ให้ข้อสังเกตว่าทายาทคนหนึ่งมาฟ้องแล้วคดีต่อมาทายาทอีกคนหนึ่งมาฟ้องจะเป็นฟ้องซ้อนหรือเปล่า ปกติไม่เป็น ถ้าเป็นในเรื่องที่ไม่ถือว่าแทนกันได้ไม่ถือว่าเป็นฟ้องซ้อนนะครับ เช่นฎีกาคราวที่แล้วก่อนหมดเวลา ฎ3146/2533 เป็นเรื่องทายาทคนหนึ่งมาฟ้องแล้วไม่เป็นฟ้องซ้อนเป็นคดีที่ฟ้องให้พินัยกรรมเป็นโมฆะ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3146/2533
ท. ทายาทของเจ้ามรดกคนหนึ่งเคยฟ้องจำเลยขอให้พิพากษาว่าพินัยกรรมเป็นโมฆะ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง คดีอยู่ในระหว่างอุทธรณ์ โจทก์ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิรับมรดกแทนที่ทายาทอีกคนหนึ่งมาฟ้องคดีนี้ขอให้พิพากษาว่าพินัยกรรมฉบับเดียวกันนั้นเป็นโมฆะอีกเมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า ท. เป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกอันจะถือว่ากระทำในฐานะตัวแทนทายาททั้งหมดรวมทั้งโจทก์ด้วยแล้วโจทก์ย่อมไม่ใช่โจทก์คนเดียวกับคดีก่อน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้อน
ไม่เป็นประโยชน์ในการสอบแล้วแหละเพราะออกข้อสอบผู้ช่วยไปแล้ว น่าสนใจเพราะทายาทคนแรก นาย กอ ไก่ เป็นผู้เยาว์อยู่ เนื่องจากจำเลยทำละเมิดเป็นเหตุให้บิดานาย กอ ไก่ ถึงแก่ความตาย ก็เรียกค่าขาดไร้อุปการะ ค่าปลงศพด้วย นาย กอ ไก่คนแรกก็มาฟ้อง ขอบังคับสองอย่าง
นางสาวขอ ไข่ ทายาทคนที่สอง ก็ ขอเช่นเดียวกัน อายุ 15 ปี ก็ ขอค่าขาดไร้อุปการะ แล้วก็ขอค่าปลงศพด้วย
มีปัญหาว่าการที่จำเลยคนเดียวกันถูกฟ้อง โดยเหตุละเมิดครั้งเดียวจะเป็นฟ้องซ้อนหรือเปล่า เราก้ต้องแยกตอบให้ครบ
ศาลก็วินิจฉัยว่า ค่าขาดไร้อุปการะเป็นสิทธิเฉพาะตัว ส่วนค่าปลงศพ ทายาทมีหน้าที่ช่วยกัน ปลงศพ ดังนั้น การฟ้องของ นาย กอ ไก่ ในส่วนค่าปลงศพ นั้น ทำให้ฟ้องของนางสาวในส่วนนี้เป็นฟ้องซ้อน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6641/2548
คดีก่อน ศ. พี่สาวโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 กรณีจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดเป็นเหตุให้ ม. บิดาโจทก์ และ ศ. ถึงแก่ความตาย ขอให้ชดใช้ค่าปลงศพ ค่าขาดไร้อุปการะและค่าเสียหายของรถจักรยานยนต์ซึ่งเป็นการฟ้องในฐานะที่ ศ. เป็นบุตรผู้ตายที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำละเมิดเช่นนี้ สำหรับค่าปลงศพและค่าเสียหายของรถจักรยานยนต์ เป็นการฟ้องเพื่อประโยชน์ของทายาท ม. ผู้ตาย ทุกคนรวมถึงโจทก์ด้วย ส่วนค่าขาดไร้อุปการะเป็นสิทธิเฉพาะตัวของทายาทแต่ละคนที่ได้รับความเสียหาย และตามคำฟ้องคดีก่อน ศ. ไม่ได้ฟ้องแทนโจทก์ แม้ต่อศาลชั้นต้นจะพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าขาดไร้อุปการะของโจทก์แก่ ศ. ก็เป็นการพิพากษาโดยไม่ชอบไม่ผูกพันโจทก์ซึ่งมิใช่เป็นคู่ความในคดีดังกล่าว เมื่อขณะโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 คดีนี้เรียกค่าเสียหายจากการที่จำเลยที่ 1 กระทำละเมิดเป็นเหตุให้ ม. บิดาโจทก์ถึงแก่ความตาย ขอให้ชดใช้ค่าปลงศพ ค่าเสียหายของรถจักรยานยนต์ อันเป็นเรื่องเดียวกันกับคดีก่อนที่ ศ. ฟ้องจำเลยที่ 1 และคดีอยู่ระหว่างการพิจารณา คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ในเรื่องเรียกค่าปลงศพและค่าเสียหายของรถจักรยานยนต์จึงเป็นฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) และได้ความว่าต่อมาศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาในคดีก่อนให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าปลงศพและค่าเสียหายของรถจักรยานยนต์แก่ ศ. อันเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นเรื่องค่าปลงศพและค่าเสียหายของรถจักรยานยนต์เรื่องเดียวกับคดีนี้แล้ว ฟ้องของโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ในประเด็นดังกล่าวจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำมาตรา 144 โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ได้เฉพาะค่าขาดไร้อุปการะเท่านั้น
ส่วนฟ้องโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้รับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ในฐานจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของรถยินยอมให้จำเลยที่ 1 ใช้รถในกิจการของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับ ศาลชั้นต้นยังไม่ได้มีคำวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดค่าปลงศพ ค่าขาดไร้อุปการะและค่าเสียหายของรถจักรยานยนต์ของผู้ตายหรือไม่ ทั้งจำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็ไม่ได้เป็นคู่ความเดียวกันกับคดีก่อนที่ ศ. ฟ้องจำเลยที่ 1 คดีโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามมาตรา 144
ดังนั้นเราก็ต้องไปดูประเด็นแห่งคดีประเด็นข้อพิพาท ถ้าเป็นประเด็นเดียวกันก็ต้องห้าม อีกคำที่คำพิพากษานิยมใช้คือ มูลคดีหรือมูลหนี้ที่มาฟ้องอาศัยเหตุอย่างเดียวกันหรือไม่ แต่ถ้ามูลคดีหรือมูลหนี้ไม่อาจอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ถ้ามูลคดีที่ฟ้องภายหลังเกิดขึ้นภายหลัง ถือว่าเป็นกรณีที่มูลคดีไม่ได้อาศัยเหตุอย่างเดียวกัน อันนี้ก็เป้นอีกคำที่นิยมใช้กัน
อีกคำคือสภาพแห่งข้อหา สภาพที่เป็นข้ออ้างแห่งข้อหาและ คำขอบังคับ อันเดียวกัน ก็เป็นฟ้องซ้อน เราก็เลือกใช้คำตามอรรถยาศัย
ยกตัวอย่างฎีกาใหม่ๆที่ยังไม่เคยออกสอบแล้วกันนะครับ ฎ 487/2551 ใช้คำว่าสภาพแห่งข้อหา สรุปย่อๆ คดีแรกเหตุการณ์มาฟ้องเกิดจากเช็คชุดเดียวกันเรียกเก็บเงินไม่ได้ คดีแรกโจทก์ไปฟ้อง บรรดาผู้สั่งจ่ายให้รับผิดตามเช็ค ขณะคดีอยู่ระหว่างพิจารรา มาฟ้องจำเลย เพราะจำเลยเป็นคนขายลดเช็คให้แก่โจทก์ จำเลยในคดีหลังก็ต่อสู้ว่าคดีหลังเป็นฟ้องซ้อน
เรื่องนี้เหตุผลที่ไม่เป็นฟ้องซ้อนมีสองข้อ แม้จะตอบเพียงข้อเดียวก็ไม่เป็นฟ้องซ้อนแต่เมื่อมันเป็นประเดน 2 ประเด็นก็ต้องตอบให้ครบ
เหตุผล 1 จำเลยคนล่ะคน
เหตุผล 2 สภาพแห่งข้อหาต่างกัน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 487/2551
ก่อนที่โจทก์ฟ้องคดีนี้โจทก์ได้ฟ้อง ว. ซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาททั้ง 128 ฉบับ ที่ศาลแพ่งธนบุรี 2 คดี ซึ่งคดีถึงที่สุดโดยศาลพิพากษาให้ ว. ชำระเงินตามเช็คพร้อมดอกเบี้ยให้โจทก์ และโจทก์ฟ้องบริษัท น. ที่ศาลจังหวัดสมุทรปราการ 2 คดี ซึ่งศาลจังหวัดสมุทรปราการพิพากษาให้บริษัท น. ชำระเงินตามฟ้องโจทก์ คดีถึงที่สุด ส่วนคดีของศาลจังหวัดสมุทรปราการจำเลยอุทธรณ์ คดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 คดีทั้งสี่สำนวนดังกล่าวจำเลยผู้สั่งจ่ายยังไม่ได้ชำระเงินตามคำพิพากษาให้โจทก์ ดังนั้น โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องคดีนี้และโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามคดีนี้ให้รับผิดตามสัญญาขายลดเช็ค ส่วนคดีเดิมทั้งสี่สำนวนโจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดในฐานผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาท แม้การฟ้องคดีนี้กับคดีเดิมเป็นการฟ้องเกี่ยวกับเช็คพิพาทชุดเดียวกันแต่มูลหนี้คดีนี้เป็นคนละมูลหนี้กับคดีเดิมและสภาพแห่งข้อหาต่างกันทั้งจำเลยก็เป็นคนละคนกัน กรณีมิใช่คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันและมิใช่เป็นการยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกันหรือต่อศาลอื่นอันต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 วรรคหนึ่ง และมาตรา 173 วรรคสอง (1) จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำและฟ้องซ้อน
เรื่องนี้ เน้นใช้ถ้อยคำว่า เรื่องนี้ต้องบอกธงก่อนว่าไม่ใช่เรื่องเดียวกันแม้ที่ดินพิพาทเป็นแปลงเดียวกันก็ตาม แต่ศาลฎีกาใช้คำว่าประเด็นต่างกัน โจทก์ฟ้องจำเลยเพิกถอนการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์โดยจำเลยอ้างว่าจำเลยครอบครองปรปักษ์
เหตุผลที่ไม่เป็นฟ้องซ้อน 1.คดีแรกกับคดีหลังฟ้องในฐานะต่างกัน คดีที่สองฟ้องเพราะเป็นผู้จัดการมรดก
2.ประเด็นแห่งคดีทั้งสองก็ต่างกัน คดีแรกฟ้องเพิกถอนการจดทะเบียนครอบครองปรปักษ์
คดีที่สองเรียกเอาทรัพยืมรดกให้ทายาทโดยรวม
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5487/2550
ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 423/2537 ของศาลชั้นต้น มีโจทก์ 3 คน คือ โจทก์ในคดีนี้ ห. และ ส. ฟ้องจำเลยในฐานะเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของ พ. โดยขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ในโฉนดที่ดินพิพาทที่จำเลยได้ยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์จนศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยมีกรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ในที่ดินพิพาท ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องในฐานะผู้จัดการเรียกเอาทรัพย์มรดกจากจำเลยเพื่อมาแบ่งปันแก่ทายาท แต่มีการบรรยายความเป็นมาว่าจำเลยกระทำการโดยไม่สุจริตอย่างไรเพื่อตัดสิทธิจำเลยมิให้รับมรดกด้วย สถานะของโจทก์ในคดีทั้งสองจึงแตกต่างกัน และประเด็นแห่งคดีทั้งสองก็แตกต่างกันด้วยฟ้องโจทก์คดีนี้ไม่เป็นฟ้องซ้อนกับฟ้องโจทก์ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 423/2537 ของศาลชั้นต้น
แม้รายการในสารบัญจดทะเบียนตามโฉนดที่ดินพิพาทจะเป็นเอกสารมหาชนก็ตาม แต่ก็มิใช่ข้อสันนิษฐานโดยเด็ดขาดที่จะให้รับฟังตามนั้น โจทก์สามารถนำพยานเข้าสืบหักล้างได้ว่าความจริงเป็นเช่นใด ซึ่งเป็นการนำสืบถึงความเป็นมาอันแท้จริงว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงแล้ววินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของ พ. นั้นจึงหาฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรา 94 แห่ง ป.วิ.พ. ไม่
ต่อมาฎีกาเรื่องต่อไปเก่านิดหน่อย เป็นเรื่องเอาหนี้จำนวนเดียวกัน ลูกหนี้คนเดียวกัน แต่คดีแรกเป็นดดี ล้มละลาย คดีที่สองฟ้องอย่างแพ่งสามัย ก็ไม่เป็นฟ้องซ้อนเพราะสภาพแห่งคำบังคับไม่เหมือนกัน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 694/2549
การฟ้องคดีล้มละลายมิใช่เป็นการฟ้องเพื่อบังคับเอาทรัพย์สินของลูกหนี้ไปชำระแก่เจ้าหนี้ดังเช่นคดีแพ่งทั่วไป แต่เป็นการฟ้องเพื่อจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ ตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนดเพื่อประโยชน์สูงสุดแก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย ดังนี้ การที่โจทก์ยื่นคำฟ้องคดีนี้ในส่วนของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ศาลก็ต้องพิจารณาเอาความจริงตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา 14 เช่นเดียวกับการพิจารณาเกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ในคดีหมายเลขดำที่ 556/2547 สภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับก็เป็นอย่างเดียวกัน ถือได้ว่าเป็นการยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกัน ในขณะที่คดีหมายเลขดำที่ 556/2547 อยู่ในระหว่างการพิจารณา ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลายฯ มาตรา 14
เป็นการฟ้องคดีล้มละลายแป็นการฟ้องเพื่อการจัดการทรัพย์สิน ต้องได้ความจริงตามพรบ ล้มละลาย มาตรา 14 คดีก่อนคดีหลังก็ต้องพิจาณาอย่างเดียวกัน จึงเป็นฟ้องซ้อน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6852/2537
โจทก์ซึ่งอ้างว่าเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนางสาว ด.เคยฟ้องขอแบ่งที่ดินมรดก 1 แปลงจากจำเลย ขณะที่คดีดังกล่าวอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โจทก์ฟ้องคดีนี้ขอแบ่งที่ดินมรดกที่เหลืออีก 3 แปลง จากจำเลย แม้ทรัพย์มรดกที่โจทก์ฟ้องในคดีนี้เป็นที่ดินคนละแปลงกับคดีก่อน แต่ก็เป็นเรื่องฟ้องขอแบ่งมรดกรายเดียวกัน และมีประเด็นอย่างเดียวกัน อันถือได้ว่าเป็นเรื่องเดียวกัน จึงเป็นฟ้องซ้อนกับคดีดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1)
ตัวอย่างที่ถือว่าเป็นเรื่องดีนวกันถือเป้นเรื่องดียวกันขณะคดีอยุ่ระหว่างพิจก็มาฟ้องอีก แม้จะเป็นที่ดินคนล่ะแปลงก็เป็นฟ้องซ้อน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3786/2546
ประเด็นในการฟ้องหย่าในคดีก่อนมีสาระเป็นเรื่องของสภาพการอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยา แต่เรื่องการขอแบ่งสินสมรสในคดีหลังเป็นการฟ้องเรียกทรัพย์สินโดยมีสาระอยู่ที่ว่าทรัพย์สินนั้นเป็นสินสมรสหรือไม่ จึงเป็นคนละมูลคดีกันแม้จะมีผลมาจากการฟ้องหย่าแต่ก็หาจำต้องขอแบ่งสินสมรสมากับคดีฟ้องหย่าไม่ ทั้งไม่มีบทกฎหมายใดที่บัญญัติว่าจะต้องฟ้องขอแบ่งสินสมรสมาพร้อมกันกับการฟ้องหย่า ฟ้องแย้งของจำเลยที่ขอแบ่งสินสมรสจึงไม่เป็นฟ้องซ้อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1)
ที่ดินที่จำเลยถือกรรมสิทธิ์รวมกับพี่ชายจำเลย เป็นทรัพย์สินที่มีมาก่อนที่จำเลยจะจดทะเบียนสมรสกับโจทก์ อันถือเป็นสินส่วนตัวของจำเลย และมีการนำไปแลกเปลี่ยนกับที่ดินพิพาท 2 แปลง ทรัพย์สินที่ได้มาใหม่จึงย่อมเป็นสินส่วนตัวของจำเลย เพราะเป็นการได้ที่ดินมาแทนทรัพย์เดิม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1472 วรรคหนึ่ง
โจทก์นำเงินของโจทก์ไปเป็นเงินดาวน์รถยนต์วอลโว่ในระหว่างที่โจทก์จำเลยยังมิได้หย่าขาดจากกัน ประกอบจำเลยยังได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 วรรคสองว่า กรณีเป็นที่สงสัยว่าทรัพย์สินใดเป็นสินสมรสมิใช่ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรสรถยนต์วอลโว่จึงมีสถานะเป็นสินสมรสซึ่งจำเลยต้องได้รับส่วนแบ่งครึ่งหนึ่ง
ตามคำขอท้ายฟ้องแย้งของจำเลย จำเลยขอแบ่งสินสมรสครึ่งหนึ่ง เมื่อรถยนต์วอลโว่เป็นสินสมรสและโจทก์จำเลยหย่ากันแล้วก็ชอบที่จะแบ่งสินสมรสให้โจทก์และจำเลยได้ส่วนเท่ากัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1533 ซึ่งถ้าการแบ่งไม่อาจตกลงกันได้ก็ให้นำสินสมรสออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาแบ่งกันตามส่วน แต่หากไม่สามารถนำรถยนต์สินสมรสมาแบ่งกันได้ก็ให้โจทก์ใช้คืนมูลค่าค่าเช่าซื้อที่ชำระไปครึ่งหนึ่ง
ทำนองเดียวกันกับกรณีสามีภริยาฟ้องแบ่งสินสมรส สภาพแห่งข้อหา ประเด็นอย่างเดียวกันเพราะมันเป็นสินสมรสเหมือนกัน
เป็นเรื่องที่คดีแรกจำเลยกู้เงินโจทก์ต่อมาจำเลยออกเช้คหนี้เงินกู้ จำเลยผิดสัญญาทั้งสองอย่าง ทั้งผู้กู้และผู้สั่งจ่าย โจทก์ก็เลยฟ้องทีเดียวสองเรื่อง โดยฟ้องคดีเช็คเป็นคดีที่สอง ศ่าลฎีกาว่า สภาพแห่งข้อหา คำขอบังคับ มูลฟ้อง ข้ออ้างที่ฟ้อง ต่างกัน ไม่เป็นฟ้องซ้อน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7738/2547 ค้นไม่พบ
เรื่องต่อมา เปลี่ยนนิดเดียวเป็นหนี้จากเช็คซื้อขาย ก็หลังเดียวกันคือ สภาพข้อหาแตกต่างกัน สองเรืองนี้ออกผู้ช่วยไปแล้วแต่ไม่แน่ใจว่าเรื่องไหนกันแน่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6366/2547 ค้นไม่พบ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6667/2547 ค้นไม่พบ
แม้เป็นที่ดินแปลงเดียวกันแต่ไม่เป็นฟ้องซ้อนเพราะมองว่าประเด็นพิพาทต่างกัน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5441/2545
ศาลอุทธรณ์จะย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยและพิพากษาในประเด็นที่ศาลชั้นต้นยังไม่ได้วินิจฉัยหรือไม่ เป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ที่จะใช้ดุลพินิจกระทำได้เมื่อปรากฏว่าทั้งโจทก์และจำเลยต่างนำพยานหลักฐานของตนเข้าสืบจนเสร็จสิ้นกระแสความแล้ว เพื่อความรวดเร็วในการพิจารณาพิพากษาคดี ศาลอุทธรณ์จะใช้ดุลพินิจวินิจฉัยประเด็นที่ศาลชั้นต้นยังไม่ได้วินิจฉัยเสียให้เสร็จสิ้นโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ได้
คดีก่อนโจทก์ฟ้องอ้างว่าได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทมาโดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 อันมีลักษณะเป็นการแย่งกรรมสิทธิ์ คดียังไม่ถึงที่สุด โจทก์กลับมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ว่าได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทแปลงเดียวกันมาจากการซื้อขายโดยสละและส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้และตกลงจะแบ่งแยกให้ภายหลัง ประเด็นข้อพิพาทคดีทั้งสองจึงแตกต่างกันฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้อนกับคดีก่อน
เป็นฟ้องซ้อนเพราะเป็นเรื่องเดียวกัน ศาลเห็นว่าเกิดจากการเลิกจ้างในคราวเดียวกันซึ่งโจทก์สามารถขอได้ในคดีแรกหรือแก้ไขฟ้องในคดีเดิมอยู่แล้ว จึงเป็นฟ้องซ้อน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8382/2550
ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง บัญญัติว่า "นับแต่เวลาที่ได้ยื่นคำฟ้องแล้วคดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณาและผลแห่งการนี้ (1) ห้ามไม่ให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกันหรือต่อศาลอื่น" ความมุ่งหมายของบทบัญญัติดังกล่าวก็คือ คดีเรื่องเดียวกันโจทก์ควรจะฟ้องร้องว่ากล่าวกันไปเสียให้เสร็จสิ้นในคราวเดียวกัน คดีก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยกล่าวอ้างว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรม โดยอ้างเหตุว่าจำเลยกล่าวหาว่าโจทก์ร่วมมือกับ ฉ. ว่าจ้างให้ บ. กับพวก ขุดดินวางสายเคเบิ้ลแล้วไม่จ่ายค่าจ้างส่วนที่เหลือและนำอุปกรณ์สื่อสัญญาณเชื่อมต่อสัญญาณโทรศัพท์ไปใช้นอกพื้นที่บริการให้บริการโทรศัพท์พื้นฐานของจำเลยเรียกรับและแสวงหาผลประโยชน์จากผู้ขอติดตั้ง แล้วมีคำสั่งลงโทษไล่โจทก์ออกจากการทำงาน โดยเรียกร้องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม คดีนี้โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์โดยเหตุเดียวกันกับเหตุที่ฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมคดีก่อน และเรียกร้องสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยจากจำเลยในขณะที่คดีก่อนยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลแรงงานกลาง การฟ้องคดีทั้งสองเรื่องต่อศาลแรงงานกลางเป็นการเรียกร้องสิทธิในมูลหนี้หรือสิทธิเรียกอันเกี่ยวกับการเลิกจ้างในคราวเดียวกัน ซึ่งโจทก์มีสิทธิฟ้องจำเลยเพื่อเรียกร้องสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชยและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมในคราวเดียวกันได้หรือขอแก้ไขคำฟ้องในคดีเดิมภายในกำหนดเวลาตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ดังนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ต่อศาลแรงงานกลางในระหว่างคดีก่อนอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลางจึงเป็นการยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกัน จึงเป็นฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 31
เป็นข้อเท็จจริงอย่างเดียวกับฎีกา8382/2550
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6788/2548
โจทก์ฟ้องคดีนี้เรียกเงินค่าตอบแทนตามกองทุนเกษียณอายุในการจ้างโดยกล่าวในคำฟ้องว่า โจทก์มีสิทธิได้รับเงินค่าตอบแทนดังกล่าวเนื่องจากโจทก์ถูกเลิกจ้างโดยไม่มีความผิดและไม่เป็นธรรม อันเป็นมูลคดีเดียวกับคดีก่อนซึ่งโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างค้างจ่ายสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี เงินสะสม ตามคดีหมายเลขแดงที่ 9638/2545 ของศาลแรงงานกลาง ในขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ คดีหมายเลขแดงที่ 9638/2545 ของศาลแรงงานกลางยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา สิทธิฟ้องเรียกเงินค่าตอบแทนตามกองทุนเกษียณอายุในการจ้างที่โจทก์ฟ้องคดีนี้มีมูลมาจากการเลิกจ้างของจำเลย ซึ่งโจทก์มีสิทธิฟ้องเรียกเงินจำนวนดังกล่าวจากจำเลยเมื่อโจทก์ฟ้องคดีก่อน แต่โจทก์มิได้ฟ้องรวมไปในคดีก่อน กลับมาฟ้องใหม่ในคดีนี้อีกโดยอาศัยเหตุแห่งการเลิกจ้างคราวเดียวกันในระหว่างที่คดีก่อนยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จึงเป็นการยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันเป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 31 ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความจะมิได้อุทธรณ์ ศาลฎีกามีอำนาจที่จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), 246 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 31
แต่ถ้า ตอนที่ขอครั้งแรกสภาพไม่เปิดช่องให้เรียกได้ตามคดีหลังไม่เป็นฟ้องซ้อน คราวที่แล้วก้ได้อธิบายไปแล้ว ( แสดงให้เห็นว่าอาจารย์ค่อนข้างชอบฎีกานี้ ( ความเห็นส่วนตัว ) )
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8392/2549
ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 บังคับให้พนักงานอัยการฟ้องเรียกได้แค่เฉพาะต้นเงินเท่านั้น สภาพไม่เปิดช่องให้เรียกดอกเบี้ยได้เพราะดอกเบี้ยไม่ใช่ทรัพย์สินหรือราคาที่ผู้เสียหายสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิด การที่พนักงานอัยการไม่ได้ขอเรียกดอกเบี้ยมาด้วยในคดีอาญานั้น จึงไม่ใช่ค่าเสียหายที่พนักงานอัยการสามารถฟ้องเรียกแทนผู้เสียหายได้แล้วแต่ไม่เรียก ฟ้องของโจทก์คดีแพ่งในส่วนของดอกเบี้ยจึงไม่เป็นฟ้องซ้อนกับคดีอาญา
ฎีกานี้เคยออกข้อสอบแต่ตกรอบ ไม่ได้รับเลือก ฟ้องว่าผิดสัญญาซื้อขาย ฉบับเดียวกันแต่การผ่อนค่างวดคดีหลังยังไม่ถึงกำหนดในการฟ้องคดีแรก จึงไม่เป้นฟ้องซ้อน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5867/2544
โจทก์เคยฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นในคดีก่อน ระหว่างพิจารณาคดีดังกล่าวโจทก์มาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ แม้ฟ้องคดีก่อนและฟ้องคดีนี้ต่างอ้างว่าจำเลยผิดสัญญาตามสัญญาซื้อขายฉบับเดียวกันก็ตาม แต่จำนวนหนี้ที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระตามคำฟ้องทั้งสองคดีเป็นคนละจำนวนกัน กล่าวคือ ฟ้องคดีก่อนโจทก์ขอให้บังคับจำเลยชำระราคาสินค้าร้อยละ 10 ที่จำเลยต้องชำระในวันทำสัญญาและราคาสินค้าที่ต้องผ่อนชำระงวดที่ 1 ถึงงวดที่ 8ส่วนฟ้องคดีนี้โจทก์ขอให้บังคับจำเลยชำระราคาสินค้าที่ต้องผ่อนชำระงวดที่ 9 ถึงงวดที่ 12 และราคาน้ำยาเคมีที่ใช้สำหรับทางการแพทย์ซึ่งยังไม่ถึงกำหนดชำระเมื่อโจทก์เสนอคำฟ้องคดีก่อน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงมิใช่ฟ้องเรื่องเดียวกับฟ้องคดีก่อน ฟ้องโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องซ้อน
จำเลยผิดสัญยาเช่าซื้อโดยมีจำเลยที่สองเป็นผุ้ค้ำ พอถุกฟ้องก็เอารถมาคืนแล้วถอนฟ้องพอไปขายได้ราคาไม่คุ้มก้มาฟ้องเรียก ศาลฎีกาบอกว่าไม่ฟ้องซ้อน 2 เหตุผล
1.คดีแรกไม่อยุ่ระห่างพิจารณา
2.คำขอบังคับต่างกัน เพราะโจทก์ส่งมอบ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2658/2545
จำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ โจทก์จึงมีหนังสือทวงให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเช่าซื้อและบอกเลิกสัญญา หลังจากนั้นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองนำรถยนต์ที่เช่าซื้อมาคืนโจทก์ โจทก์จึงถอนฟ้องแล้วนำรถยนต์ออกประมูลขายได้เงินไม่คุ้มราคาค่าเช่าซื้อ จึงมาฟ้องเรียกราคารถยนต์ในส่วนที่ขาดจากจำเลยทั้งสองอีก กรณีเช่นนี้ไม่ถือว่าเป็นฟ้องซ้อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173(1) เพราะฟ้องโจทก์คดีก่อนไม่อยู่ในระหว่างพิจารณาเนื่องจากถอนฟ้องไปแล้ว และเมื่อพิจารณาคดีก่อนที่โจทก์ถอนฟ้องไปแล้วศาลยังมิได้มีคำพิพากษาวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี ประกอบกับคดีก่อนโจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์คืนโจทก์และชำระค่าเช่าซื้อที่ค้าง ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดราคาจากการประมูลขายรถยนต์พร้อมดอกเบี้ยอันเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นภายหลังที่โจทก์ฟ้องคดีก่อน คำขอบังคับในคดีทั้งสองจึงต่างกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148
การฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเป็นค่าเสื่อมราคาหรือค่าขาดราคาของรถยนต์ที่ประมูลขายได้ราคาน้อยกว่าราคาเช่าซื้อที่ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อนั้น เป็นผลมาจากการเลิกสัญญาซึ่งไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30
การคำนวณทุนทรัพย์เพื่อกำหนดอัตราค่าทนายความตามตาราง 6 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ต้องถือเอาจำนวนเงินที่โจทก์เรียกร้องตั้งแต่ฟ้องคดี มิใช่คำนวณจากทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีซึ่งอาจจะไม่เต็มตามจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้องมา
ครั้งที่ 6(30/12/51)
วันนี้คนบางตา วันนี้เรื่องที่เราจะคุยกันคือการทิ้งฟ้อง ก็เป็นหัวข้อหนึ่งที่น่าจะออก แม้ว่าโดยเนื้อหาจะมี คำให้การ ชี้สองสถาน คำฟ้อง ก็มักไม่ออก
วันนี้จะพูดชั่วโมงเดียวให้จบทิ้งฟ้องไปเลยนะครับ
เจตนารมณ์ก็เพื่อเร่งรัดคดี เร่งรัดก็ต้องเร่งโจทก์
(เกิดเหตุ 174 ผล 176 จบ 132 )
มาตรา 174 ในกรณีต่อไปนี้ให้ถือว่าโจทก์ได้ทิ้งฟ้อง คือ
(๑) ภายหลังที่ได้เสนอคำฟ้องแล้ว โจทก์เพิกเฉยไม่ร้องขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อให้ส่งหมายเรียกให้แก้คดีแก่จำเลย และไม่แจ้งให้ศาลทราบเหตุแห่งการเพิกเฉยเช่นว่านั้นภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันยื่นคำฟ้อง
(๒) โจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาตามที่ศาลเห็นสมควรกำหนดไว้เพื่อการนั้นโดยได้ส่งคำสั่งให้แก่โจทก์โดยชอบแล้ว
มาตรา 176 การทิ้งคำฟ้องหรือถอนคำฟ้องย่อมลบล้างผลแห่งการยื่นคำฟ้องนั้นรวมทั้งกระบวนพิจารณาอื่น ๆ อันมีมาต่อภายหลังยื่นคำฟ้อง และกระทำให้คู่ความกลับคืนเข้าสู่ฐานะเดิมเสมือนหนึ่งมิได้มีการยื่นฟ้องเลย แต่ว่าคำฟ้องใด ๆ ที่ได้ทิ้งหรือถอนแล้ว อาจยื่นใหม่ได้ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ
มาตรา 132 ให้ศาลมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความได้ โดยไม่ต้องมีคำวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นเรื่องนั้น และให้กำหนดเงื่อนไขในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมตามที่เห็นสมควร
(๑) เมื่อโจทก์ทิ้งฟ้อง ถอนฟ้อง หรือไม่มาศาลในวันนัดพิจารณา ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๗๔ มาตรา ๑๗๕ และมาตรา ๑๙๓ ทวิ
(๒) เมื่อโจทก์ไม่หาประกันมาให้ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๕๓ และ ๒๘๘หรือเมื่อคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือทั้งสองฝ่ายขาดนัดดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๙๘, ๒๐๐และ ๒๐๑
(๓) ถ้าความมรณะของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยังให้คดีนั้นไม่มีประโยชน์ต่อไปหรือถ้าไม่มีผู้ใดเข้ามาแทนที่คู่ความฝ่ายที่มรณะดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๔๒
(๔) เมื่อศาลได้มีคำสั่งให้พิจารณาคดีรวมกันหรือให้แยกกัน ซึ่งเป็นเหตุให้ต้องโอนคดีไปยังอีกศาลหนึ่งดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๘ และ ๒๙
มาตรา 246 เว้นแต่ที่ได้บัญญัติไว้ดังกล่าวมาข้างต้นบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการพิจารณาและการชี้ขาดตัดสินคดีในศาลชั้นต้นนั้น ให้ใช้บังคับแก่การพิจารณาและการชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นอุทธรณ์ได้โดยอนุโลม
มาตรา 247 ในกรณีที่ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาหรือมีคำสั่งในชั้นอุทธรณ์แล้วนั้น ให้ยื่นฎีกาได้ภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลอุทธรณ์นั้นและภายใต้บังคับบทบัญญัติสี่มาตราต่อไปนี้กับกฎหมายอื่นว่าด้วยการฎีกา ให้นำบทบัญญัติในลักษณะ ๑ ว่าด้วยอุทธรณ์มาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม
กรณีใดเกิดเป็นทิ้งฟ้อง ทิ้งฟ้องเกิดได้กับกรณีทีเป็นโจทก์เท่านั้นก็ดูว่าใครที่เป็น โจทก์ และการทิ้งฟ้องเกิดได้ทั้งสามชั้นศาล ดังนั้นหาก จำเลยอุทธรณ์ หรือฎีกา ก็เป็น ฐานะโจทก์อุทธรณ์ โจทก์ฎีกาก็ได้
ผู้ที่เป็นผู้ทิ้งฟ้อง ก็คือ
1. ผู้ยื่นฟ้อง ดูตามมาตรา 174 ( 1 )
2.ผู้ยื่นอุทธรณ์ ผู้ยื่นฎีกา 174 (2) โจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่กำหนด โดยศาลได้แจ้งคำสั่งให้ทราบแล้ว
ในทางปฏิบัติมักเกิดอนุมาตรา 2 มากกว่า เพราะไม่เจาะจง ไม่เหมือนอนุมาตรา 1 ที่เจาะจงแค่หมายเรียก
ในทางปฏิบัติมีอะไรบ้าง
1. สั่งให้มาเสียค่าธรรมเนียมหรือค่าขึ้นศาลแล้วโจทก์ไม่มาเสีย แม้เวลาโจทก์จะขึ้นศาลก็ต้องเสียอยู่แล้วแต่มักเป็นกรณีตรวจครั้งแรก ไม่ครบ ล่วงเลยที่จะใช้อำนาจตามมาตรา 18 ในการที่ไม่รับ
2. ไม่มานำส่งสำเนาคำฟ้อง คำฟ้องอุทธรณ์ คำฟ้องฎีกา ศาลมีอำนาจสั่งนะ ซึ่งต่างกับวิอาญาที่เป็นหน้าที่ของศาลที่เป็นผู้ส่ง แต่การไม่ส่งสำเนาคำคู่ความนี้ไม่ใช่กรณีตาม (1 )นะ
3. ไม่แถลงตามคำสั่งศาล เช่นหากส่งสำเนาคำคู่ความไม่ได้แล้วให้แถลงแล้วไม่แถลงทำให้คดีไม่คืบหน้า หรือ แถลงคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา
4. ไม่มาศาล แต่เราจะไม่นำเรื่องทิ้งฟ้องไปใช้เพราะว่าจะเป็นการขาดนัดพิจารณา หรือเป็นผลอื่นๆ
หลักเกณฑ์ตาม 174 ( 2)
1.โจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินคดี
2.ศาลมีคำสั่ง โดยได้แจ้งคำสั่งให้โจทก์ทราบโดยชอบแล้ว
3.โจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีตามคำสั่ง
ตัวอย่างที่สั่งโจทก์ไม่ได้ ดูฎีกา ( แต่ฎีกานี้ออกสอบไปแล้ว ) เป็นเรื่องคดีแต่งตั้งผู้จัดการมรดกประเด็นในคดีคือใครเป็นผู้มีสิทธิจัดการ แต่เถียงกันเรื่องทรัพย์ดังกล่าวเป็นมรดกหรือไม่ ศาลเห็นว่าไม่ใช่ประเด็นในคดีนี้ศาลก็สั่งให้ไปฟ้องใหม่ใน 7 วัน ศาลฎีกามองว่าศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจสั่งเนื่องจากเป็นสิทธิเฉพาะตัวของเอกชน ว่าจะใช้สิทธิทางศาลหรือไม่ และการที่จะสั่งนั้นต้องเป็นการสั่งในคดีเดิมเท่านั้นจะสั่งให้ไปเกี่ยวข้องกับคดีอื่นไม่ได้
ดูอีกเรื่องหนึ่ง ศาลสั่งให้โจทก์ถอนฟ้องได้หรือไม่ การถอนฟ้องเป็นสิทธิของโจทก์ไม่ใช่เหรอ ก็มีฎีกาเรื่องหนึ่งเป็นการท้ากัน แทนที่จะท้าให้ศาลตัดสินคดี กลับไปท้าว่าถ้าชนะคำท้าแล้วให้โจทก์ถอนฟ้อง ( ไม่ได้ให้ศาลพิพากษาให้ชนะคดี ) พอโจทก์แพ้คำท้าแล้วเบี้ยวไม่ถอน ก็เลยศาลสั่งให้ถอนฟ้องได้ เมื่อโจทก์ไม่กระทำตามคำสั่ง ( ไม่ถอนฟ้อง ) ศาลก็สั่งว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง จำหน่ายคดี
การทิ้งฟ้องชั้นอุทธรณ์ ฎีกา ถ้าเป็นกรณีศาลชั้นต้นสั่งให้นำส่งสำเนาอุทธรณ์หรือฎีกา ( ในคดีอาญา ) เป็นหน้าที่ศาล ( ย้ำในคดีอาญานะ )
- กรณีทิ้งฟ้องต้องเป็นเรื่องสั่งให้ปฏิบัติไม่ใช่ให้มีทางเลือก ถ้าเปิดทางเลือกแล้วโจทก์เลือกทางหนึ่งทางใด แล้ว ไม่ถือเป็นการทิ้งฟ้อง เช่นกรณีที่โจทก์ประสงค์ให้ศาลติดต่อพนักงานที่ดินให้มาทำแผนที่พิพาท ศาลก็สั่งให้โจทก์ไปนำชี้ หากไม่นำชี้ก็ให้ทำแผนที่ไปได้เลยโดยถือว่าโจทก์ไม่ติดใจนำชี้ อย่างนี้คือการให้โจทก์เลือกไปก็ได้ไม่ไปก็ได้
- กรณีที่คำสั่งให้โจทก์ดำเนินคดีต้องมีระยะเวลาให้ปฏิบัติ การไม่กำหนดเวลาแต่หากเกินเวลาอันสมควรก็อาจถูกสั่งทิ้งฟ้องได้
-เรื่องที่สั่งต้องมีสภาพบังคับหรือยังเป็นประโยชน์อยู่ มีผลบังคับได้จริง
หลักเกณฑ์ที่สอง คือ โจทก์ทราบคำสั่งนั้นโดยชอบแล้ว
การทราบคำสั่งนั้นดูอย่างไร แบ่งได้ 4 วิธี
1. ศาลสั่งต่อหน้าคู่ความ คือคดีนั้นมีวันนัด คำสั่งศาลได้จดในรายงานกระบวนพิจารณาคู่ความทราบคำสั่งโดยการลงชื่อทราบคำสั่งศาลแล้ว หากไม่มาในวันนั้น แล้วไม่มีกฎหมายปิดปากให้ถือว่าทราบ ก็จะไม่เป็นการทิ้งฟ้อง
ข้อสังเกต ถ้าเป็นตัวความหรือทนายความไม่มีปัญหาทราบแน่นอน แต่ถ้าเป็นผู้รับมอบฉันฑะ ก็ต้องดูว่า ใบมอบฉันฑะให้มารับทราบในเรื่องนั้นหรือไม่
2. การไม่ได้สั่งบนบัลลังค์ การพิจารณาอาจมีการที่สำนวนอยู่ในห้องเก็บสำนวนหรืออยู่บนโต๊ะศาลตรวจสำนวนมากกว่า กรณีนี้ถ้าจะถือว่าโจทก์ทราบก็คือการส่งคำคู่ความของเจ้าพนักงานศาล ตามมาตรา 74 – มาตรา 79 โดยชอบแล้ว ก็ถือว่าโจทก์ได้ทราบแล้ว
ก็เหลือ อีกสองวิธีก็ติดไว้คราวหน้า ก็แล้วกัน
ครั้งที่ 7 ฎีกาทิ้งฟ้อง ( 6 /01 / 52 )
มาตรา ๑๗๔ ในกรณีต่อไปนี้ให้ถือว่าโจทก์ได้ทิ้งฟ้อง คือ
(๑) ภายหลังที่ได้เสนอคำฟ้องแล้ว โจทก์เพิกเฉยไม่ร้องขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อให้ส่งหมายเรียกให้แก้คดีแก่จำเลย และไม่แจ้งให้ศาลทราบเหตุแห่งการเพิกเฉยเช่นว่านั้นภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันยื่นคำฟ้อง
(๒) โจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาตามที่ศาลเห็นสมควรกำหนดไว้เพื่อการนั้นโดยได้ส่งคำสั่งให้แก่โจทก์โดยชอบแล้ว
หน้าที่ที่ไม่ทำแล้วมีผลทำให้ทิ้งฟ้อง เช่นหน้าที่นำส่งคำคู่ความและเอกสาร ถ้าไม่นำส่งตามหน้าที่ก็เป็นทิ้งฟ้อง
ฎ. 5076/2549 ( ค้นไม่พบ ) .ในทางกฎหมายนั้นการนำส่งคือต้องไปนำส่งด้วยตนเอง แม้ทางปฏิบัติจะเพียงแค่เสียค่านำส่งแล้วก็พอ ซึ่งจากการที่ตามกฎหมายถือว่าเป็นหน้าที่ที่จะต้องไปส่งนั้นทำให้ ถือว่าผู้ส่งหมายจะต้องรับทราบหากส่งไม่ได้ด้วยวิธีธรรมดา
เป็นการบังคับคู่ความที่จะต้องเสียค่าธรรมเนียมนำส่งแล้ว ยังเป็นการบังคับให้ รู้เองว่าส่งได้หรือส่งไม่ได้ ต้องรู้เอง ประโยชน์มีเช่นนี้
การรู้มีประโยชน์ คือหากส่งไม่ได้ต้องมีหน้าที่ อีกคือ ต้องแถลงต่อศาล ว่าส่งไม่ได้ จะทำอย่างไรต่อไปต้องมาแถลงศาล ถ้าไม่มาทำตามหน้าที่ ทิ้งฟ้องทันทีเลยครับ
แม้ข้อเท็จจริง จำเลยเป็นคนยื่นอุทธรณ์ จำเลย ก็มีหน้าที่ส่งสำเนาอุทธรณ์ ไม่มีระเบียบของศาลกล่าวว่าเพียงวางค่าธรรมเนียมแล้วจะหมดหน้าที่นำส่งสำเนาอุทธรณ์ไม่ ศาลอุทธรณ์ จำหน่ายคดีได้ ตาม 174 ( 2 ) + 276
ฎ. 1869/2550
จำเลยที่ 1 ยื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 นำส่งสำเนาอุทธรณ์แก่โจทก์และผู้ซื้อทรัพย์ภายใน 15 วัน มิฉะนั้นถือว่าทิ้งอุทธรณ์ และในอุทธรณ์ดังกล่าวมีข้อความประทับว่า "ถ้าศาลไม่อาจสั่งได้ในวันนี้ ผู้ยื่นจะมาติดตามเพื่อทราบคำสั่งทุก ๆ 7 วัน มิฉะนั้น ถือว่าทราบคำสั่งแล้ว" โดยทนายจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อไว้ใต้ข้อความดังกล่าวจึงต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ได้ทราบคำสั่งแล้ว และเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ที่จะต้องนำส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลชั้นต้นด้วยตนเอง แม้จำเลยที่ 1 จะเสียค่าใช้จ่ายในการนำส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ไว้แล้วก็ไม่ทำให้จำเลยที่ 1 หมดหน้าที่ที่จะต้องจัดการนำส่งตามคำสั่งศาลชั้นต้น เมื่อเจ้าหน้าที่ศาลผู้ส่งหมายรายงานต่อศาลชั้นต้นว่าส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ไม่ได้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่ารอจำเลยที่ 1 แถลง เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่นำส่งเองแต่ให้เจ้าหน้าที่ศาลไปนำส่งตามลำพังเช่นนี้ ต้องถือว่าเป็นความผิดของจำเลยที่ 1 ที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล จะอ้างว่าไม่ทราบผลการส่งหมายไม่ได้ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นสั่งว่า รอจำเลยที่ 1 แถลง โดยไม่กำหนดเวลาให้จำเลยที่ 1 แถลงและไม่ได้แจ้งคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ทราบอีก ก็ถือว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบแล้ว การที่จำเลยที่ 1 ไม่ได้แถลงต่อศาลชั้นต้นว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไปนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจนถึงวันที่เจ้าหน้าที่ศาลรายงานต่อศาลชั้นต้นว่าจำเลยที่ 1 มิได้แถลงต่อศาลว่าจะดำเนินการอย่างไร รวมระยะเวลาเกือบ 2 เดือน จึงเป็นการเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 174 (2) ประกอบมาตรา 246 เป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ในส่วนที่เกี่ยวกับผู้ซื้อทรัพย์ ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจจำหน่ายคดีได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 132 (1)
ส่วนการส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ให้โจทก์นั้น เป็นการส่งหมายข้ามเขตซึ่งศาลแพ่งกรุงเทพใต้เป็นผู้ส่ง เมื่อส่งไม่ได้และศาลชั้นต้นมิได้แจ้งผลการส่งหมายดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 ทราบ จำเลยที่ 1 ก็ย่อมไม่ทราบถึงผลการส่งหมายดังกล่าว การที่จำเลยที่ 1 มิได้ยื่นคำแถลงให้ดำเนินการต่อไปจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดอันเป็นการทิ้งฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 174 (2)
คำสั่งของศาลแม้สั่งลับหลัง แต่ก็ถูกผูกพัน ตามข้อความในตราประทับที่ว่าจะมาติดตามคำสั่งเอง และแม้เสียค่าส่งหมายไว้เฉยๆ ทำให้ไม่หมด หน้าที่ ที่ต้องติดตามว่าส่งหมายได้หรือไม่ คดีนี้ส่งหมายไม่ได แล้วไม่ติดตาม ทำให้ไม่ได้แถลง ถือว่า ทิ้งฟ้องตามมาตรา 172 ( 2 )
ฎ.6460/2546
จำเลยทั้งสองฟ้องแย้งขอเรียกค่าชดเชยจากโจทก์ทั้งห้าในอัตราปีละ 20,000บาท และขอเรียกค่าเสียหายเพราะเหตุที่ถูกฟ้องเป็นเงิน 30,000 บาท ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การ ส่วนฟ้องแย้งเรื่องค่าเสียหายไม่รับ ค่าขึ้นศาลให้คำนวณจากค่าชดเชย20,000 บาท กับค่าขึ้นศาลอนาคต คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่จำเลยทั้งสอง พอแปลได้ว่าศาลชั้นต้นรับฟ้องแย้งเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับค่าชดเชยเท่านั้น แต่จำเลยทั้งสองมิได้นำส่งหมายนัดและสำเนาคำให้การและฟ้องแย้งให้แก่ฝ่ายโจทก์กระทั่งเวลาล่วงเลยไปจนศาลชั้นต้นพิพากษา จึงต้องถือว่าจำเลยทั้งสองเพิกเฉยไม่ร้องขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อให้ส่งหมายเรียกให้แก้คดีแก่โจทก์ทั้งห้าและไม่แจ้งให้ศาลทราบสาเหตุแห่งการเพิกเฉยเช่นว่านั้นภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันยื่นคำฟ้องแย้งอันเป็นการทิ้งฟ้องแย้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174(1)
ฎีกาของโจทก์ที่ 1 ที่ว่า โจทก์ที่ 1 ซื้อที่ดินมาจากบุคคลอื่นย่อมได้รับสิทธิที่เจ้าของเดิมมีอยู่แล้วในการใช้ทางพิพาทนั้น โจทก์ที่ 1 บรรยายฟ้องว่าโจทก์ที่ 1 ใช้ทางพิพาทเองจนได้ภารจำยอม หาได้บรรยายว่าโจทก์ที่ 1 ใช้ทางพิพาทต่อจากเจ้าของที่ดินเดิมที่ขายให้โจทก์ที่ 1 ไม่ ฎีกาของโจทก์ที่ 1 จึงเป็นเรื่องนอกประเด็นตามคำฟ้องเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ที่ 1 ชนะคดีโดยวินิจฉัยว่า ทางพิพาทเป็นทางภารจำยอม หากโจทก์ที่ 1 ยังติดใจในประเด็นเรื่องทางจำเป็นอยู่ แม้โจทก์ที่ 1 จะไม่จำเป็นต้องอุทธรณ์ แต่ก็ต้องยกขึ้นเป็นประเด็นไว้ในคำแก้อุทธรณ์เพื่อให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย เมื่อโจทก์ที่ 1 มิได้ตั้งประเด็นในเรื่องทางจำเป็นไว้ในคำแก้อุทธรณ์ย่อมไม่มีประเด็นในเรื่องนี้ชั้นอุทธรณ์ และเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นมาว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
ฎ.จำเลยทั้งสองฟ้องแย้งขอเรียกค่าชดเชยจากโจทก์ทั้งห้าในอัตราปีละ 20,000บาท และขอเรียกค่าเสียหายเพราะเหตุที่ถูกฟ้องเป็นเงิน 30,000 บาท ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การ ส่วนฟ้องแย้งเรื่องค่าเสียหายไม่รับ ค่าขึ้นศาลให้คำนวณจากค่าชดเชย20,000 บาท กับค่าขึ้นศาลอนาคต คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่จำเลยทั้งสอง พอแปลได้ว่าศาลชั้นต้นรับฟ้องแย้งเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับค่าชดเชยเท่านั้น แต่จำเลยทั้งสองมิได้นำส่งหมายนัดและสำเนาคำให้การและฟ้องแย้งให้แก่ฝ่ายโจทก์กระทั่งเวลาล่วงเลยไปจนศาลชั้นต้นพิพากษา จึงต้องถือว่าจำเลยทั้งสองเพิกเฉยไม่ร้องขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อให้ส่งหมายเรียกให้แก้คดีแก่โจทก์ทั้งห้าและไม่แจ้งให้ศาลทราบสาเหตุแห่งการเพิกเฉยเช่นว่านั้นภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันยื่นคำฟ้องแย้งอันเป็นการทิ้งฟ้องแย้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174(1)
ฎีกาของโจทก์ที่ 1 ที่ว่า โจทก์ที่ 1 ซื้อที่ดินมาจากบุคคลอื่นย่อมได้รับสิทธิที่เจ้าของเดิมมีอยู่แล้วในการใช้ทางพิพาทนั้น โจทก์ที่ 1 บรรยายฟ้องว่าโจทก์ที่ 1 ใช้ทางพิพาทเองจนได้ภารจำยอม หาได้บรรยายว่าโจทก์ที่ 1 ใช้ทางพิพาทต่อจากเจ้าของที่ดินเดิมที่ขายให้โจทก์ที่ 1 ไม่ ฎีกาของโจทก์ที่ 1 จึงเป็นเรื่องนอกประเด็นตามคำฟ้องเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ที่ 1 ชนะคดีโดยวินิจฉัยว่า ทางพิพาทเป็นทางภารจำยอม หากโจทก์ที่ 1 ยังติดใจในประเด็นเรื่องทางจำเป็นอยู่ แม้โจทก์ที่ 1 จะไม่จำเป็นต้องอุทธรณ์ แต่ก็ต้องยกขึ้นเป็นประเด็นไว้ในคำแก้อุทธรณ์เพื่อให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย เมื่อโจทก์ที่ 1 มิได้ตั้งประเด็นในเรื่องทางจำเป็นไว้ในคำแก้อุทธรณ์ย่อมไม่มีประเด็นในเรื่องนี้ชั้นอุทธรณ์ และเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นมาว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
จำเลยฟ้องแย้งไม่มา ยื่นคำร้องขอส่งหมาย เป็นการทิ้งฟ้องตาม 172 ( 1 )
เรื่องต่อไปก็ยังอยู่ในเรื่องหน้าที่นำส่งคำคู่ความ เปลี่ยนจากสำเนาคำฟ้อง เป็น คำร้องบ้าง การทิ้งคำร้องที่ก่อให้เกิดคดีสาขาก็เป็นได้เหมือนกัน
ฎ.1668/2548 เป็นเรื่องทิ้งอุทธรณ์แต่มีผู้ร้องเข้ามา โดยผู้ร้องถูกฟ้องอย่างบริวารก็เลยมาร้องว่าไม่ใช่บริวาร ศาลต้นก็วินิจฉัยสั่งว่าเป็นบริวาร ผู้ร้องก็เลยมาอุทธรณ์ ศาลก็ประทับเช่นเดิมคือถือว่าทราบทุกเจ็ดวัน
ประเด็นแรก ไม่ทราบเถียงไม่ขึ้นเพราะ ถือว่าทราบตามที่ได้ลงชื่อใต้ประทับเถียงไม่ขึ้น
ประเด็นสอง บอกว่าคำสั่งที่ให้ส่งสำเนาให้โจทก์ เป็นคำสั่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย เถียงไม่ขึ้นเนื่องจาก เป็นการกระทบสิทธิโจทก์ซึ่งเป็นคู่ความในคดี
ในอุทธรณ์ของผู้ร้อง เจ้าพนักงานศาลได้ประทับตราซึ่งมีข้อความว่า ถ้าศาลไม่อาจสั่งในวันนี้ได้ ผู้ยื่นจะมารับทราบคำสั่งศาลภายใน 7 วัน นับแต่วันยื่น และทุกๆ 7 วัน หากไม่มาให้ถือว่าทราบคำสั่งแล้ว โดยมีลายมือชื่อทนายผู้ร้องลงชื่อรับทราบ จึงเป็นหน้าที่ของผู้ร้องที่จะต้องมาติดตามดูคำสั่งศาลและมารับทราบคำสั่งศาลเอง หากไม่มาถือว่าผู้ร้องทราบคำสั่งศาลแล้วตามตราที่ประทับข้อความดังกล่าว มิใช่เป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานศาลที่จะต้องแจ้งคำสั่งศาลให้ผู้ร้องทราบ การที่เจ้าพนักงานศาลไม่แจ้งคำสั่งศาลให้ผู้ร้องทราบและคำสั่งศาลอุทธรณ์ที่สั่งต่อมาว่าผู้ร้องทิ้งอุทธรณ์ จึงไม่ใช่การพิจารณาที่ผิดระเบียบ
ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งไม่รับคำร้องขอแสดงอำนาจพิเศษของผู้ร้องโดยยกคำร้องของผู้ร้อง แต่คำร้องดังกล่าวที่ยื่นเข้ามากระทบถึงสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นคู่ความในคดี มิใช่เป็นเรื่องระหว่างศาลกับผู้ร้อง เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องนำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้โจทก์ภายใน 7 วัน นับแต่วันรับทราบคำสั่ง ผู้ร้องก็ต้องปฏิบัติตาม ซึ่งผู้ร้องอุทธรณ์เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2545 และจะมารับทราบคำสั่งศาลทุก 7 วัน หากไม่มาให้ถือว่าทราบคำสั่ง จึงถือว่าผู้ร้องทราบคำสั่งศาลชั้นต้นแล้วเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2545 ดังนั้นเมื่อผู้ร้องไม่นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้โจทก์ภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด จึงเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 174 (2) ประกอบด้วยมาตรา 246
เป็นเรื่องผู้ร้อง เมื่อกี้ เป็นผุ้ร้องคดีฟ้องขับไล่ แต่ในคดีนี้คือผู้ร้องที่ยื่นเข้ามาเพื่อขอเฉลี่ยทรัพยืโดยขอในชั้นบังคับคดี ศาลต้นส่งยกเหมือนคดีที่แล้วเลย ผุ้ร้องอุทธรณ์ ศาลสั่งให้ส่งให้ โจทก์ จำเลย เจ้าพนักงานบังคับคดี ผู้ร้องส่งให้ทุกคนยกเว้นจำเลย
เป็นการเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีในเวลาที่ศาลกำหนด ชอบที่จะจำหน่ายคดีได้เพราะ เป็นการกระทบสิทธิคู่ความไม่ใช่เรื่องระหว่างศาลกับผู้ร้องเท่านั้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2066/2549
ผู้ร้องยื่นคำร้องเข้ามาในชั้นบังคับคดีและอาจมีผลกระทบต่อสิทธิของคู่ความในคดีเดิมหรือการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานบังคับคดี จึงหาใช่เป็นเรื่องระหว่างผู้ร้องกับศาลไม่ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องนำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลย โจทก์และเจ้าพนักงานบังคับคดีและผู้ร้องทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นโดยชอบแล้ว แต่ผู้ร้องไม่นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงเป็นการเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ศาลอุทธรณ์ชอบที่จะจำหน่ายคดีของผู้ร้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 174 (2) ประกอบมาตรา 246
เปลี่ยนจากการนำส่งมาเป็นการแถลง ที่ว่าส่งไม่ได้แล้วไม่หมดหน้าที่นั้น ไม่ใช่ให้ไปส่งซ้ำๆๆๆๆ อย่างนั้น แต่คือการที่ส่งไม่ได้แล้วมีหน้าที่ต้องมาให้ความคิดเห็นต่อศาลว่าจะทำอย่างไร
ฎีกาต่อไปเป็นเรื่องที่ สั่งวันเดียวที่โจทก์ยื่นฟ้องเลย เปรียบเสมือนสั่งต่อหน้าเลยทีเดียว ในคำคู่ความที่ยื่นจึงมีข้อความตอนท้ายว่า ผู้ยื่นรอฟังคำสั่งอยู่หากไม่รอถือว่าทราบ การถือว่าทราบนี้ก็คือ การถือว่าทราบในวันที่ยื่นนั่นเอง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4713/2541
ป.วิ.พ.มาตรา 198 มีเจตนารมณ์ให้เป็นอำนาจของศาลที่จะใช้ดุลพินิจมีคำสั่งจำหน่ายคดีในกรณีที่โจทก์ไม่ยื่นคำขอภายในเวลาตามที่กฎหมายกำหนดไว้ หรืออีกนัยหนึ่งบทบัญญัติดังกล่าวเป็นเรื่องระหว่างศาลกับโจทก์ในอันที่ศาลจะพิจารณาว่าโจทก์ยังประสงค์จะดำเนินคดีในกรณีดังกล่าวหรือไม่ ซึ่งโดยปกติศาลย่อมจะมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีโดยอาศัยเหตุจากการละเว้นของโจทก์ดังกล่าวเว้นแต่จะมีเหตุสมควรที่ศาลจะไม่สั่งจำหน่ายคดีของโจทก์
โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลชั้นต้น และกรณีเป็นการส่งหมายข้ามเขตซึ่งศาลเป็นผู้ส่งเอง เมื่อศาลชั้นต้นมิได้แจ้งผลการส่งหมายดังกล่าวให้โจทก์ทราบ โจทก์ย่อมไม่ทราบระยะเวลาที่กำหนดให้จำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การได้สิ้นสุดลง นอกจากนี้เมื่อโจทก์มาขอดูสำนวนจึงทราบว่าจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ และได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่าจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ ซึ่งถือได้ว่าโจทก์ประสงค์จะดำเนินคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ต่อไปพฤติการณ์ของโจทก์ในคดีนี้จึงมีเหตุสมควรที่ศาลจะไม่สั่งจำหน่ายคดีของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1
ส่วนจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งที่โจทก์ยื่นฟ้องว่า "รับคำฟ้องหมายส่งสำเนาให้จำเลย ให้โจทก์จัดการนำส่งภายใน 7 วัน หากส่งไม่ได้ให้โจทก์แถลงภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ส่งไม่ได้ มิฉะนั้นถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง" เมื่อเจ้าหน้าที่ศาลรายงานว่าได้นำหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไปส่งให้แก่จำเลยที่ 2 แล้วปรากฏว่าส่งไม่ได้เพราะหาบ้านไม่พบ และตามแบบพิมพ์ท้ายคำขอท้ายฟ้องซึ่งทนายโจทก์ผู้รับมอบอำนาจลงลายมือชื่อโจทก์มีข้อความว่า "ข้าพเจ้าได้ยื่นสำเนาคำฟ้องโดยข้อความถูกต้องเป็นอย่างเดียวกันมาด้วยสองฉบับ และรอฟังคำสั่งอยู่ ถ้าไม่รอให้ถือว่าทราบแล้ว" จึงต้องถือว่าโจทก์ได้ทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นให้แถลงภายใน7 วัน นับแต่วันส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยที่ 2 ไม่ได้
การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์นำส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยที่ 2 ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลชั้นต้น แต่โจทก์กระทำเพียงเสียค่าธรรมเนียมในการส่งหมายให้จำเลยที่ 2 เท่านั้น มิได้นำส่งเอง โจทก์จึงมีหน้าที่ติดตามขวนขวายให้ได้ทราบผลการส่งหมายเอง ไม่จำเป็นที่ศาลจะต้องแจ้งผลการส่งหมายให้โจทก์ทราบอีก เมื่อโจทก์เพิกเฉยมิได้แถลงว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไปภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด จึงถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้องตาม ป.วิ.พ.มาตรา 174 (2)
เป็นเรื่องที่โจทก์ก็เพียงแต่ไปวางค่าธรรมเนียมการส่งแล้วเจ้าหน้าที่การเงินหลงลืมส่งเงินไปให้เจ้าหน้าที่เดินหมาย เรื่องนี้ไม่ถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6986/2541
ศาลชั้นต้นสั่งให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการนำส่งสำเนาอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลา 7 วัน ซึ่งศาลชั้นต้นมีอำนาจที่จะสั่งได้โดยชอบตาม ป.วิ.พ.มาตรา70 วรรคท้าย ประกอบด้วยมาตรา 153 แห่ง พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483ทั้งกำหนดเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดก็เป็นเวลาที่สมควรแล้ว การที่ผู้ร้องไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ถือได้ว่าผู้ร้องทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ.มาตรา174 (2) ซึ่งศาลมีอำนาจจำหน่ายคดีจากสารบบความได้ ตามมาตรา 132 (1)ประกอบด้วยมาตรา 153 แห่ง พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ส่วนที่ผู้ร้องกล่าวอ้างว่า ผู้ร้องได้วางเงินค่าธรรมเนียมการนำหมายไว้แล้วก็ตาม แม้หากจะฟังได้ว่าเป็นความจริง ก็หาทำให้ผู้ร้องหมดหน้าที่ที่จะต้องจัดการนำส่งสำเนาอุทธรณ์ตามคำสั่งของศาลชั้นต้นไม่
แม้กรณีจะถือว่าผู้ร้องทิ้งอุทธรณ์ แต่มาตรา 132 แห่ง ป.วิ.พ.ที่ให้อำนาจศาลที่จะจำหน่ายคดีจากสารบบความไม่ใช่บทบังคับเด็ดขาดว่าศาลต้องจำหน่ายคดีเสมอไป เพียงแต่ให้ศาลใช้ดุลพินิจว่าจะสั่งจำหน่ายคดีหรือไม่ก็ได้ โดยคำนึงถึงเหตุผลอันสมควรและยุติธรรม สำหรับกรณีของผู้ร้องนี้เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงในชั้นฎีกาว่า ผู้ร้องได้วางเงินค่าธรรมเนียมการส่งหมายและสำเนาอุทธรณ์แล้วแต่เกิดเหตุขัดข้องทางฝ่ายเจ้าพนักงานศาลเองที่ไม่ส่งเงินไปให้เจ้าพนักงานเดินหมายเช่นนี้ กรณีจึงไม่สมควรที่จะจำหน่ายคดีของผู้ร้อง ศาลฎีกามีคำสั่งให้ผู้ร้องจัดการนำส่งหมายเรียกและสำเนาอุทธรณ์ให้แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดและดำเนินการต่อไป
เรื่องหน้าที่ในการชำระค่าธรรมเนียม
เรื่องนี้เป็นการสั่งให้เสียค่าธรรมเนียมให้ครบ เนื่องจากล่วงพ้นในช่วงการรับหรือไม่รับ อุทธรณ์ มาแล้ว
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1880/2547
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นเรียกจำเลยมาเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้ครบถ้วน ในวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ครั้งแรก จำเลยมาศาลและแถลงต่อศาลชั้นต้นว่าจำเลยยังไม่ทราบจำนวนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่ต้องชำระเพิ่มเติมและจำเลยยังไม่มีเงินพอที่จะชำระ ศาลชั้นต้นได้อนุญาตให้เลื่อนการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไปก่อนตามคำขอของจำเลย ครั้นถึงวันนัดจำเลยมาศาลและแถลงว่ายังไม่ได้ชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่ต้องชำระเพิ่มเติมเนื่องจากไม่มีเงิน ขอให้ศาลพิจารณาสั่งตามรูปคดีต่อไป ศาลชั้นต้นจึงงดการอ่านคำพิพากษาและส่งสำนวนคืนศาลอุทธรณ์ภาค 7 ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ดังนี้ คำแถลงของจำเลยทั้งสองครั้ง เป็นการยอมรับโดยชัดแจ้งแล้วว่าจำเลยทราบว่าจะต้องชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มเติมจากที่ได้ชำระไปบางส่วนแล้ว เมื่อจำเลยไม่ชำระตามคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด จึงเป็นการเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในระยะเวลาตามที่ศาลเห็นสมควรกำหนด ถือว่าเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 174 (2) ประกอบด้วยมาตรา 246
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5224/2541
โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากอสังหาริมทรัพย์ตามสัญญาเช่าและเรียกค่าเสียหายจากจำเลย จำเลยฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ยกอุทธรณ์ของจำเลยเนื่องจากเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 224 วรรคสอง ขอให้ศาลวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลย เสียใหม่ จึงเป็นคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็น ราคาเงินได้ ตามบัญชีท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งตาราง 1 ข้อ 2(ข) ต้องเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท เมื่อศาลฎีกามีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นเรียกค่าขึ้นศาลดังกล่าวและศาลชั้นต้นได้มีหมายแจ้งให้จำเลยชำระค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาแล้ว แต่จำเลย ไม่ยอมชำระถือได้ว่าจำเลยเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลา ที่ศาลกำหนด เป็นการทิ้งฟ้องฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาแพ่ง มาตรา 174(2), 246 และมาตรา 247
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6616/2546 ค้นไม่พบ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3443/2545
บทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174(2) ไม่ได้หมายความว่า เมื่อศาลกำหนดระยะเวลาให้โจทก์ดำเนินคดีในเรื่องใดแล้ว โจทก์เพิกเฉยจะเป็นกรณีทิ้งฟ้องเสมอไป จะต้องพิจารณาเป็นเรื่อง ๆ ไป การที่โจทก์ไม่มาศาลในวันชี้สองสถานหรือวันสืบพยานไม่ว่าจะเป็นของฝ่ายใดก็ตาม แม้โจทก์จะเพิกเฉย ก็ไม่ใช่กรณีที่ถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง ศาลต้องดำเนินกระบวนพิจารณาตามที่กฎหมายในเรื่องดังกล่าวบัญญัติไว้ต่อไป
การยื่นคำร้องขอถอนฟ้องเป็นสิทธิของโจทก์ เพียงแต่ถ้าจำเลยยื่นคำให้การแล้วประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 175 วรรคสอง (1) ห้ามมิให้ศาลอนุญาตโดยมิได้ฟังจำเลยก่อน ดังนั้น การที่โจทก์ไม่ดำเนินการส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องขอถอนฟ้องให้จำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นไม่อาจสอบถามจำเลยที่ 1 ได้นั้น ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะยกคำร้องขอถอนฟ้องในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 เสียได้แต่จะยกคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ไม่ได้ เพราะมาตรา 175 วรรคหนึ่ง บัญญัติชัดว่าถ้าเป็นการถอนฟ้องก่อนจำเลยยื่นคำให้การ โจทก์อาจถอนคำฟ้องโดยยื่นคำบอกกล่าวเป็นหนังสือต่อศาลฉะนั้น คำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์ที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นต้องสั่งอนุญาตเพราะเป็นคนละส่วนกับจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจสั่งยกคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์เสียทั้งหมดและสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์เพราะเหตุทิ้งฟ้อง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 728/2548
ในกรณีที่โจทก์ขาดนัดพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 202 หากจำเลยมิได้แจ้งต่อศาลในวันสืบพยานขอให้ดำเนินการพิจารณาคดีต่อไป ศาลจะต้องมีคำสั่งจำหน่ายคดีนั้นเสียจากสารบบความ การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องไว้ก่อนวันนัดสืบพยานโจทก์ ศาลให้รอสั่งในวันนัดและจำเลยที่ 1 แถลงคัดค้านการขอถอนฟ้องของโจทก์เป็นคนละกรณีกับการที่จะให้ศาลดำเนินการพิจารณาคดีต่อไป ไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้แจ้งต่อศาลในวันสืบพยานขอให้ดำเนินการพิจารณาคดีต่อไปตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีจากสารบบความจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว แต่การที่ศาลชั้นต้นอ้างเหตุในคำสั่งจำหน่ายคดีว่าโจทก์ทิ้งฟ้องนั้นเป็นการไม่ถูกต้องเพราะกรณีมิใช่เป็นเรื่องทิ้งฟ้อง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5032 - 5080/2548
หนี้ค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด ค่าล่วงเวลาในวันหยุด ค่าชดเชย ค่าชดเชยพิเศษ และเงินอื่นใดที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับเพื่อการงานที่ได้ทำให้ นับถอยหลังขึ้นไปสี่เดือนแต่รวมกันแล้วต้องไม่เกินหนึ่งแสนบาทต่อลูกจ้างคนหนึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 257 อยู่ในฐานะหนี้บุริมสิทธิตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 130 (6) ส่วนดอกเบี้ยหรือเงินที่เกินหนึ่งแสนบาท เจ้าหนี้จะต้องได้รับชำระหนี้ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 130 (7)
การที่เจ้าหนี้ได้นำหนี้สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างค้างจ่าย ค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีนั้นไปฟ้องเป็นคดีแรงงาน จนกระทั่งศาลแรงงานกลาง (สมุทรปราการ) มีคำพิพากษา ถือว่าเป็นการรับรองสิทธิของเจ้าหนี้ที่มีอยู่ต่อลูกหนี้อีกชั้นหนึ่งและทำให้เจ้าหนี้มีสิทธิในการบังคับคดีตามคำพิพากษาคดีส่วนแพ่ง เมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด และเจ้าหนี้ได้นำมูลหนี้อันเกิดจากการเลิกจ้างซึ่งมีคำพิพากษารับรองแล้วมายื่นคำขอรับชำระหนี้ก็หาทำให้บุริมสิทธิที่เจ้าหนี้มีอยู่ก่อนแล้วเปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใดไม่
ในส่วนค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทน ถ้าไม่วางให้ครบ ก็สั่งทิ้งฟ้องได้ เพราะเป็นหน้าที่ผู้อุทธรณ์ที่จะต้องนำมาวางให้ถูกต้อง
ครั้งที่ 8( 13/01/09 )( ฎีกาทิ้งฟ้อง( ต่อ ) )
มาตรา ๑๗๔ ในกรณีต่อไปนี้ให้ถือว่าโจทก์ได้ทิ้งฟ้อง คือ
(๑) ภายหลังที่ได้เสนอคำฟ้องแล้ว โจทก์เพิกเฉยไม่ร้องขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อให้ส่งหมายเรียกให้แก้คดีแก่จำเลย และไม่แจ้งให้ศาลทราบเหตุแห่งการเพิกเฉยเช่นว่านั้นภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันยื่นคำฟ้อง
(๒) โจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาตามที่ศาลเห็นสมควรกำหนดไว้เพื่อการนั้นโดยได้ส่งคำสั่งให้แก่โจทก์โดยชอบแล้ว
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4886/2546 ค้นไม่พบ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 407/2544
คู่ความตกลงกันว่าให้ศาลตั้งผู้เชี่ยวชาญ 1 คน โจทก์ตั้ง 1 คนและจำเลยตั้ง 1 คน ร่วมกันตรวจสอบชี้ขาดว่า สามารถซ่อมแซมเสาเข็มต้นที่ 167 ได้ดีเป็นปกติได้มาตรฐานเหมือนเสาเข็มต้นอื่น ที่โจทก์ส่งมอบ งานให้จำเลยแล้วหรือไม่ ถ้าเสียงข้างมากว่าซ่อมไม่ได้โจทก์จะถอนฟ้องหากเสียงข้างมากว่าซ่อมได้ จำเลยจะจ่ายเงินประกันผลงานให้โจทก์ดังนั้น เมื่อเสียงข้างมากของผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นว่าซ่อมไม่ได้ โจทก์จึงต้องถอนฟ้องไปตามข้อตกลง การที่โจทก์ไม่ถอนฟ้องภายในเวลาที่ศาลกำหนด จึงเป็นการเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลกำหนดไว้อันเป็นการทิ้งฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174(2)
ต่อมาดูฎีกา ต่อไปครับ เพราะการทิ้งฟ้องมันไม่ได้ค่าธรรมเนียมคืนเลย ไม่เหมื่อนถอนฟ้อง ที่อาจได้คืนมาบ้าง
เป็นเรื่องการฟ้องตามขายลดตั๋วเงินก็ได้ หรือ จะเป็นการฟ้องตามเรื่องตั๋วเงินธรรมดาก็ได้ เป็นหนี้ทั้งสองสัญญา และได้จำนองไว้อีก ว่าเป็นประกันหนี้ทุกรายการ ต่อมาลูกหนี้ผิดสัญญาไม่ชำระหนี้ ผิดทุกสัญญาเลย โจทก์มาฟ้อง สภาพแห่งข้อหาคนล่ะเรื่องเลย โจทก์เอาสัญญา ทั้งสองมาฟ้องพร้อมกัน ก็เสียขั้นสูงอยู่แล้ว ค่านำหมายค่าอะไรจิปาถะเสียรอบเดียวหมด ศาลต้นรักษาผลประโยชน์ของแผ่นดินเห็นว่าแยกฟ้องได้ ใช้ มาตรา 29 สั่งโจทก์ให้แยกฟ้องอีกข้อหาหนึ่งเป็นคดีใหม่ภายใน 7 วัน แยกเพื่อความสะดวก พยานก็คนล่ะชุด ข้อสำคัญคือ ต้องเสียค่าฤชาธรรมเนียมให้ถูกต้อง แต่เผอิญว่าตอนที่สั่งให้แยกฟ้องไม่ได้ถามคู่ความทุกฝ่าย ก็สั่งผิดตามมาตรา 29 และนอกจากวิธีสั่งผิด แล้ว ความเห็นยังผิดอีกต่างหากเพราะว่าทรัพย์จำนองเป็นชุดเดียวกัน เมื่อเค้าไม่แยกฟ้องแล้วจะไปสั่งว่าทิ้งฟ้องไม่ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 699/2549
โจทก์ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ปฏิเสธไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์เนื่องจากเป็นอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณา ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งยืนคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ย่อมเป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 236 วรรคหนึ่ง
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินบัญชีจำนวน 2 ฉบับ ซึ่งจำเลยใช้สัญญาบัญชีเดินสะพัด และสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินรวมกันมากับให้จำเลยชำระค่าเบี้ยประกันภัยทรัพย์ที่จำนองซึ่งโจทก์ชำระแทนจำเลยไปก่อน และมีคำขอให้บังคับจำนองแก่ทรัพย์ที่จำเลยนำมาจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ดังกล่าวข้างต้น ซึ่งตามสำเนาสัญญาจำนอง ระบุว่า จำนองเพื่อเป็นประกันหนี้ของจำเลยซึ่งเป็นหนี้ผู้รับจำนองอยู่ในเวลานี้หรือในเวลาใดเวลาหนึ่งต่อไปในภายหน้า โดยไม่ได้แบ่งแยกว่าทรัพย์รายใดประกันหนี้ประเภทใดเป็นจำนวนเท่าใด การที่ศาลจะพิพากษาบังคับจำนองได้หรือไม่เพียงใด จำต้องพิจารณาก่อนว่ามูลหนี้ตามสัญญาแต่ละฉบับเมื่อรวมกันแล้วมียอดหนี้เป็นจำนวนเท่าใด มูลหนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องในคดีนี้จึงเกี่ยวข้องกันพอที่จะรวมพิจารณาเข้าด้วยกันได้ โจทก์จึงชอบที่จะนำมูลหนี้ตามสัญญาทุกฉบับมารวมกันเป็นจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้องฟ้องเป็นคดีเดียวกันและชำระค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้องในอัตราสูงสุดตามตาราง 1 ท้าย ป.วิ.พ. ข้อ (1) ก. ได้
การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องข้อหากู้เบิกเงินเกินบัญชีและขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินออกเป็นแต่ละคดี กับให้เสียค่าขึ้นศาลตามรายคดีที่แยกฟ้องโดยอ้างเหตุผลว่าการรวมพิจารณาข้อหาเหล่านี้เข้าด้วยกันจะเป็นการไม่สะดวกโดยศาลชั้นต้นไม่ได้ฟังคู่ความทุกฝ่ายก่อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 29 วรรคสอง และมีผลให้โจทก์ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพิ่มขึ้นโดยโจทก์ไม่ควรจะต้องเสีย จึงเป็นกระบวนการพิจารณาที่ไม่ชอบ มีผลทำให้กระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นตั้งแต่การสั่งให้โจทก์แยกฟ้องแต่ละข้อหาออกเป็นแต่ละคดี กับให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลเป็นรายคดีที่แยกฟ้อง รวมทั้งการที่ศาลชั้นต้นอาศัยเหตุที่โจทก์ไม่ดำเนินการแยกฟ้องตามคำสั่งศาลดังกล่าวแล้วมีคำสั่งว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบไปด้วย
เมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์เพราะเป็นอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะมีคำสั่งให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้แก่โจทก์ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ก็มิได้แก้ไขมานั้น จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติของ ป.วิ.พ. มาตรา 151 วรรคหนึ่ง ปัญหาที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่ชอบดังกล่าวมานั้น เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. ในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมและเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์จะไม่ได้ยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกา แต่เมื่อความปรากฏแก่ศาลฎีกา ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัย และเห็นสมควรที่จะให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาเสียใหม่ให้ถูกต้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (2) ประกอบมาตรา 247
เรื่องมีอำนาจสั่งได้หรือไม่คงเบื่อกันแล้ว กรณีต่อไป คือศาลสั่งแล้วโจทก์ต้องรับทราบ
เคยเรียนให้ทราบในตอนอธิบายหลักแล้วว่าโจทก์ได้ทราบหรือไม่แยกเป็น 4 อย่าง
1.สั่งในรายงานขณะพิจารณาคดี ผู้ที่ลงชื่อในรายงานกระบวนพิจารรา ลงชื่ทราบคำสั่งอย่างนี้ทราบแน่
2.สั่งลับหลัง แต่ จะถือว่าโจทก์ทราบก็ต้องมีหมายส่งไป ปกติก็จะเป็นหมายแจ้ง เป๋นหมายนัดทั่วไปไม่เป็นหมายเรียก
3. ไม่ต้องลงชื่อทราบ ไม่ต้องมีหมายนัด มีข้อผูกพันให้โจทก์ต้องมาทราบเองถ้าไม่มาให้ถือว่าทราบ
4. เป็นกรณีโดยสภาพที่โจทก์รู้เอง ถือว่ารู้ในสิ่งที่ตัวเองปฏิบัติหรือตนเองมีหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติ คือกรณีโจทก์มีหน้าที่นำส่งหมาย เมื่อส่งได้หรือส่งไม่ได้ตนเองต้องรู้ดีที่สุดแล้ว
ตัวอย่างที่ 1 รู้โดยการลงนามรับทราบ
ผู้รับมอบฉันฑะต่างกับทนายความตรงที่ว่าหากเป็นทนายความถือว่าทราบทุกอย่าง แต่เสมียณทนายหรือผู้รับมอบฉันฑะ ต้องดูว่า มีอำนาจในใบมอบนั้นหรือไม่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 296/2544 ทราบตรงกิจการที่ได้รับมอบมา
เมื่อ ส. ผู้รับมอบฉันทะทนายโจทก์ลงชื่อรับทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นที่รับอุทธรณ์ของโจทก์และให้โจทก์นำส่งหมายภายใน7 วัน ส่งไม่ได้ให้แถลงเพื่อดำเนินการต่อไปภายใน 15 วัน มิฉะนั้นถือว่าทิ้งอุทธรณ์ ต้องถือว่าทนายโจทก์ทราบคำสั่งดังกล่าวเช่นกันทั้งมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม เมื่อเจ้าพนักงานศาลส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยไม่ได้ โจทก์มิได้แถลงเพื่อดำเนินการต่อไปตามกำหนดอันเป็นการกระทำโดยฝ่าฝืนคำสั่งของศาลชั้นต้นจึงเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 174(2) ประกอบด้วยมาตรา 246
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7513/2540ทราบไม่ตรงกิจการที่ได้รับมอบมา
ผู้ร้องมอบฉันทะให้เสมียนทนายมายื่นคำร้องขอเลื่อนคดีโดยระบุในคำร้องว่ายื่นคำร้องขอเลื่อนคดี รับทราบคำสั่งศาลกำหนดวันนัด แก้ไขคำผิดเล็กน้อย แถลงต่อศาลและตรวจสำนวนเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับคำร้องขอเลื่อนคดีโดยเฉพาะ หาได้มอบหมายให้ดำเนินการนอกเหนือไปจากการขอเลื่อนคดีไม่ที่โจทก์ยื่นคำแถลงคัดค้านเกี่ยวกับจำนวนทุนทรัพย์ที่ดินพิพาทว่ามีราคาน้อยกว่าราคาที่เป็นจริง ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งในวันเดียวกันนั้นให้ผู้ร้องชำระค่าขึ้นศาลในส่วนที่ขาดเพิ่มขึ้นให้ถูกต้อง ให้ผู้ร้องนำเงินมาวางศาลในนัดต่อไปแม้เสมียนทนายผู้ร้องจะลงชื่อในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลก็จะถือว่าทนายผู้ร้องหรือผู้ร้องรับทราบคำสั่งของศาลโดยชอบแล้วหาได้ไม่ เพราะเป็นการนอกเหนือจากที่เสมียนทนายผู้ร้องจะรับทราบตามที่ทนายผู้ร้องได้มอบฉันทะมาและกรณีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174(2) ที่จะถือว่าผู้ร้องทิ้งคำร้องนั้นต้องได้ความว่าผู้ร้องเพิกถอนไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลกำหนดไว้เพื่อการนั้นโดยได้ส่งคำสั่งให้แก่ผู้ร้องโดยชอบแล้ว เมื่อศาลชั้นต้นยังไม่ได้ส่งคำสั่งให้ผู้ร้องชำระค่าขึ้นศาลที่ยังขาดอยู่จะถือว่าผู้ร้องทราบคำสั่งของศาลโดยชอบด้วยกฎหมายหาได้ไม่ ดังนั้นที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าผู้ร้องไม่นำค่าขึ้นศาลที่ยังขาดอยู่มาชำระถือว่าผู้ร้องทิ้งคำร้องทันที โดยไม่ได้มีคำสั่งให้ทนายผู้ร้องและผู้ร้องที่มาศาลในวันดังกล่าวรับทราบคำสั่งโดยกำหนดเวลาตามสมควรให้ปฏิบัติ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่ในชั้นอุทธรณ์ตามอุทธรณ์ของผู้ร้องไม่ได้โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นที่ว่าผู้ร้องทิ้งคำร้องด้วยเหตุดังกล่าว คงเพียงแต่โต้แย้งเรื่องการประเมินราคาที่ดินพิพาทว่าเป็นการไม่ชอบเท่านั้น ซึ่งเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลอุทธรณ์ แม้ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยให้ก็ไม่ถือว่าเป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น ฎีกาผู้ร้องจึงไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่งศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
กรณีที่ทราบหรือไม่ทราบอีกสถานการณ์หนึ่ง กรณีมีตำสี่งอย่างใดๆในตอนที่คู่ความไม่มาศาล ก็เอาหมายแจ้งหมายฟรีนี้ไปแจ้ง ไม่ค่อยมีประเด็นมากนัก
การทราบแบบที่ 3 การสั่งอะไรคนนั้นชอบที่จะมาติดตามคำสั่งเอง การที่แบบพิมพ์ศาลมีคำว่า ข้าพเจ้าได้ยื่นสำเนาคำฟ้องเป็นข้อความเดียวกันด้วย และรอฟังคำสั่งอยู่หากไม่รอถือว่าทราบแล้วข้อความที่มีอย่างนี้ อาจมีในคำร้อง ก็ได้ คำแถลงก็ได้
การที่ลงชื่อในลักษณะนี้ เป็นข้อความแบบทั่วไปแบบที่ 1 มีพิมพ์ในแบบพิมพ์ศาลทั่วไปอยู่แล้ว เมื่อผู้ยื่นลงชื่อแล้วข้อความดังกล่าวผูกพันผู้ยื่น แต่หากรับฟ้องแล้วจะเกิดหน้าที่ในการนำส่งสำเนาคำฟ้อง และหน้าที่นี้ไม่จบ คือศาลสั่งต่อว่าหากไม่พบจำเลยหรือส่งไม่ได้ให้มาแถลง หากไม่แถลงถือว่าทิ้งฟ้อง 3 เรื่องฎีกาต่อไปนี้เหมือนกัน เปรียบเทียบกับ 2248/2547
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4762/2545
จำเลยยื่นฎีกาพร้อมกับคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องดังกล่าวของจำเลยและมีคำสั่งว่า หากจำเลยประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปให้นำค่าธรรมเนียมมาชำระภายใน 15 วัน นับแต่วันมีคำสั่งมิฉะนั้นถือว่าจำเลยไม่ติดใจฎีกา เมื่อทราบคำสั่งแล้ว จำเลยยื่นคำแถลงขอวางค่าธรรมเนียมต่อศาลศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกา หมายนัดให้โจทก์แก้ฎีกาและคัดค้านคำสั่งขอทุเลาการบังคับภายใน 15 วัน ให้จำเลยจัดการนำส่งภายใน 7 วัน ไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิด กรณีดังกล่าวแม้ในคำแถลงที่จำเลยขอวางเงินค่าธรรมเนียมต่อศาลจะมีหมายเหตุว่า จำเลยรอฟังคำสั่งอยู่ ถ้าไม่รอให้ถือว่าทราบแล้ว แต่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งเกี่ยวกับฎีกาของจำเลยในวันเดียวกันกับที่จำเลยยื่นคำแถลง จะถือว่าจำเลยได้ทราบคำสั่งของศาลที่ให้จำเลยจัดการนำส่งสำเนาฎีกาหมายนัดให้โจทก์แก้ฎีกาและคัดค้านคำร้องขอทุเลาการบังคับแล้วมิได้ เมื่อจำเลยไม่ได้ดำเนินการตามคำสั่งศาล จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลกำหนด อันเป็นการทิ้งฟ้องฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 579/2544
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์หลังจากจำเลยยื่นอุทธรณ์แล้วถึง 2 วัน และในการสั่งรับอุทธรณ์ศาลชั้นต้นก็มิได้สั่งให้แจ้งคำสั่งให้จำเลยทราบ ทั้งศาลชั้นต้นยังให้จำเลยนำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่โจทก์ทั้งสี่ภายใน 15 วันนับแต่วันสั่ง (แม้ตอนท้ายอุทธรณ์มีข้อความว่าข้าพเจ้ารอฟังคำสั่งอยู่ ถ้าไม่รอให้ถือว่าทราบแล้ว) เมื่อจำเลยยังไม่ทราบคำสั่งของศาลชั้นต้น การที่จำเลยมิได้นำส่งหมายและสำเนาอุทธรณ์ให้แก่โจทก์ทั้งสี่ตามคำสั่งของศาลชั้นต้นย่อมไม่เป็นการเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด อันจะถือว่าเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 174(2) ประกอบด้วยมาตรา 246
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5551/2540
โจทก์ยื่นฎีกาและยื่นคำร้องขอดำเนินคดีชั้นฎีกาอย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องดังกล่าวแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง หากโจทก์ติดใจที่จะฎีกาก็ให้เสียค่าขึ้นศาลภายใน 15 วัน ครบกำหนดโจทก์นำค่าขึ้นศาลบางส่วนมาชำระและขอขยายเวลาเพื่อหาเงินค่าขึ้นศาลส่วนที่เหลือมาชำระ ศาลชั้นต้นอนุญาตโจทก์นำเงินค่าขึ้นศาลส่วนที่เหลือมาชำระในวันที่ครบกำหนดคือวันที่ 26 มีนาคม 2540 ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาโจทก์ในวันที่ 27 มีนาคม 2540 กำหนดให้โจทก์นำส่งหมายเรียกให้จำเลยภายใน 7 วัน นับแต่วันมีคำสั่ง ตามข้อเท็จจริงดังกล่าว ศาลชั้นต้นไม่ได้สั่งรับฎีกาและสั่งให้โจทก์นำส่งหมายเรียกในวันที่โจทก์นำค่าขึ้นศาลส่วนที่เหลือมาชำระแต่ได้สั่งในวันรุ่งขึ้นและไม่ได้แจ้งคำสั่งดังกล่าวให้โจทก์ทราบ ทั้งไม่ปรากฏหลักฐานว่าโจทก์ได้มาลงลายมือชื่อทราบคำสั่งดังกล่าวแล้วกรณีเป็นเรื่องที่โจทก์ยังไม่ทราบคำสั่งศาล จึงถือว่าโจทก์ทิ้งฎีกาหาได้ไม่
ดูเปรียบเทียบ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2248/2547
จำเลยยื่นฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาและให้จำเลยนำส่งสำเนาฎีกาแก่ทุกฝ่ายภายใน 7 วัน หากส่งไม่ได้ให้แถลงภายใน 15 วัน แม้จำเลยจะไม่ได้ลงชื่อรับทราบคำสั่ง แต่เมื่อแบบพิมพ์ท้ายฎีกามีข้อความว่า "ข้าพเจ้าได้ยื่นสำเนาฎีกาโดยข้อความถูกต้องเป็นอย่างเดียวกันมาด้วย 2 ฉบับ และรอฟังคำสั่งอยู่ ถ้าไม่รอให้ถือว่าทราบแล้ว" และศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันที่จำเลยยื่นฎีกานั้นเอง จึงต้องถือว่าจำเลยได้ทราบคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวแล้ว เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าว จึงเป็นการเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด เป็นการทิ้งฟ้องฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 174 (2) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247
จึงต้องระวังการที่มีตราประทับแบบใหม่คือ
1. การที่หากศาลไม่สั่ง ภายในวันนี้ ให้มารับทราบภายในอีก 5 วัน หากอีก 5 วันไม่มาฟังให้ถือว่าทราบ เพราะฉะนั้นแม้ศาลสั่งไม่ทันวันยื่น แต่ตราบใดที่ศาลสั่งไม่เกิน 5 วันแล้วถือว่าทราบ
2. อีกรูปแบบที่ไม่กำหนดวันแน่นอน ( แบบนี้ มักใช้ในศาลใหญ่ในกรุงเทพ ) คือกำหนดทุกๆวันนั้นของสัปดาห์ จนกว่าศาล จะสั่ง และทุกๆ 7 หากไม่มาถือว่าทราบ
กรณีอย่างนี้ถือว่าเราทราบหมดถ้า ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลที่ชอบนี้แล้วก็ถือว่าทิ้งฟ้องได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 605/2548
จำเลยยื่นคำแถลงขอวางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งต้องใช้แทนโจทก์พร้อมกับขอให้ส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์แก่โจทก์โดยวิธีปิดหมาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์และให้จำเลยนำส่งให้โจทก์แก้ภายใน 15 วัน หากส่งไม่ได้ให้จำเลยแถลงภายใน 7 วัน เมื่อคำแถลงของจำเลยมีข้อความประทับว่า "ให้มาทราบคำสั่งถ้าไม่มาให้ถือว่าทราบแล้ว" และทนายจำเลยได้ลงลายมือชื่อไว้ข้างล่างข้อความดังกล่าว แม้ทนายจำเลยจะไม่มาทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นก็ต้องถือว่าจำเลยได้ทราบคำสั่งที่ศาลได้สั่งในคำแถลงและในอุทธรณ์ของจำเลยโดยชอบแล้ว ทั้งจำเลยมีหน้าที่ต้องติดตามผลการส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ โดยศาลไม่จำต้องแจ้งผลของการส่งหมายให้จำเลยทราบอีก
ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 79 ศาลชั้นต้นมีอำนาจกำหนดวิธีการส่งหมายได้ แม้ว่าในคำแถลงของจำเลยจะขอให้ส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์แก่โจทก์โดยวิธีปิดหมายก็ตาม แต่การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์แก่โจทก์โดยวิธีธรรมดาก่อน เท่ากับศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้ส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์โดยวิธีปิดหมายตามที่จำเลยขอ กรณีหาเป็นเรื่องที่ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบไม่ เมื่อเจ้าพนักงานศาลรายงานว่า ได้ส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์แก่โจทก์แล้ว แต่ส่งไม่ได้ แต่จำเลยมิได้แถลงต่อศาลเพื่อดำเนินการต่อไปภายใน 7 วัน ตามคำสั่งศาล จึงถือว่าจำเลยเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลกำหนดเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 174 (2) ประกอบมาตรา 246
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1668/2548
ในอุทธรณ์ของผู้ร้อง เจ้าพนักงานศาลได้ประทับตราซึ่งมีข้อความว่า ถ้าศาลไม่อาจสั่งในวันนี้ได้ ผู้ยื่นจะมารับทราบคำสั่งศาลภายใน 7 วัน นับแต่วันยื่น และทุกๆ 7 วัน หากไม่มาให้ถือว่าทราบคำสั่งแล้ว โดยมีลายมือชื่อทนายผู้ร้องลงชื่อรับทราบ จึงเป็นหน้าที่ของผู้ร้องที่จะต้องมาติดตามดูคำสั่งศาลและมารับทราบคำสั่งศาลเอง หากไม่มาถือว่าผู้ร้องทราบคำสั่งศาลแล้วตามตราที่ประทับข้อความดังกล่าว มิใช่เป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานศาลที่จะต้องแจ้งคำสั่งศาลให้ผู้ร้องทราบ การที่เจ้าพนักงานศาลไม่แจ้งคำสั่งศาลให้ผู้ร้องทราบและคำสั่งศาลอุทธรณ์ที่สั่งต่อมาว่าผู้ร้องทิ้งอุทธรณ์ จึงไม่ใช่การพิจารณาที่ผิดระเบียบ
ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งไม่รับคำร้องขอแสดงอำนาจพิเศษของผู้ร้องโดยยกคำร้องของผู้ร้อง แต่คำร้องดังกล่าวที่ยื่นเข้ามากระทบถึงสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นคู่ความในคดี มิใช่เป็นเรื่องระหว่างศาลกับผู้ร้อง เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องนำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้โจทก์ภายใน 7 วัน นับแต่วันรับทราบคำสั่ง ผู้ร้องก็ต้องปฏิบัติตาม ซึ่งผู้ร้องอุทธรณ์เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2545 และจะมารับทราบคำสั่งศาลทุก 7 วัน หากไม่มาให้ถือว่าทราบคำสั่ง จึงถือว่าผู้ร้องทราบคำสั่งศาลชั้นต้นแล้วเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2545 ดังนั้นเมื่อผู้ร้องไม่นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้โจทก์ภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด จึงเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 174 (2) ประกอบด้วยมาตรา 246
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2223/2547
อุทธรณ์ของผู้ร้องในหน้าแรกมีตัวหนังสือที่มีตรายางประทับข้อความว่าผู้ร้องจะมารับทราบคำสั่งศาลภายใน 7 วัน นับแต่วันยื่นและทุก ๆ 7 วันนั้น เป็นขั้นตอนการปฏิบัติของศาลในการกำหนดวิธีการรับทราบคำสั่งของศาลมีผลเป็นคำสั่งของศาล หาใช่เป็นเพียงแบบฟอร์มและวิธีปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ศาลไม่ ศาลชั้นต้นกำหนดให้ผู้ร้องนำส่งสำเนาอุทธรณ์ภายใน 7 วัน โดยมีคำสั่งเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2545 หลังจากที่ผู้ร้องยื่นอุทธรณ์ 7 วันก็ตาม แต่การที่ทนาย ผู้ร้องลงลายมือชื่อรับทราบข้อความที่ประทับตรายางต้องถือว่าผู้ร้องยอมผูกพันตามข้อความที่ประทับตรายางนั้น ถ้าไม่มาก็ให้ถือว่าผู้ร้องทราบคำสั่งแล้ว ดังนั้นแม้ผู้ร้องจะไม่มาฟังคำสั่งก็ถือว่าคำสั่งศาลชั้นต้นได้ส่งให้จำเลยโดยชอบและผู้ร้องทราบคำสั่งนั้นแล้วตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน 2545 เมื่อปรากฏตามรายงานเจ้าหน้าที่ลงวันที่ 11 ตุลาคม 2545 ว่าผู้ร้องมิได้นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่ผู้คัดค้าน จึงเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 174 (2) ประกอบ มาตรา 246
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1869/2550
จำเลยที่ 1 ยื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 นำส่งสำเนาอุทธรณ์แก่โจทก์และผู้ซื้อทรัพย์ภายใน 15 วัน มิฉะนั้นถือว่าทิ้งอุทธรณ์ และในอุทธรณ์ดังกล่าวมีข้อความประทับว่า "ถ้าศาลไม่อาจสั่งได้ในวันนี้ ผู้ยื่นจะมาติดตามเพื่อทราบคำสั่งทุก ๆ 7 วัน มิฉะนั้น ถือว่าทราบคำสั่งแล้ว" โดยทนายจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อไว้ใต้ข้อความดังกล่าวจึงต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ได้ทราบคำสั่งแล้ว และเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ที่จะต้องนำส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลชั้นต้นด้วยตนเอง แม้จำเลยที่ 1 จะเสียค่าใช้จ่ายในการนำส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ไว้แล้วก็ไม่ทำให้จำเลยที่ 1 หมดหน้าที่ที่จะต้องจัดการนำส่งตามคำสั่งศาลชั้นต้น เมื่อเจ้าหน้าที่ศาลผู้ส่งหมายรายงานต่อศาลชั้นต้นว่าส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ไม่ได้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่ารอจำเลยที่ 1 แถลง เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่นำส่งเองแต่ให้เจ้าหน้าที่ศาลไปนำส่งตามลำพังเช่นนี้ ต้องถือว่าเป็นความผิดของจำเลยที่ 1 ที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล จะอ้างว่าไม่ทราบผลการส่งหมายไม่ได้ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นสั่งว่า รอจำเลยที่ 1 แถลง โดยไม่กำหนดเวลาให้จำเลยที่ 1 แถลงและไม่ได้แจ้งคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ทราบอีก ก็ถือว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบแล้ว การที่จำเลยที่ 1 ไม่ได้แถลงต่อศาลชั้นต้นว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไปนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจนถึงวันที่เจ้าหน้าที่ศาลรายงานต่อศาลชั้นต้นว่าจำเลยที่ 1 มิได้แถลงต่อศาลว่าจะดำเนินการอย่างไร รวมระยะเวลาเกือบ 2 เดือน จึงเป็นการเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 174 (2) ประกอบมาตรา 246 เป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ในส่วนที่เกี่ยวกับผู้ซื้อทรัพย์ ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจจำหน่ายคดีได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 132 (1)
ส่วนการส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ให้โจทก์นั้น เป็นการส่งหมายข้ามเขตซึ่งศาลแพ่งกรุงเทพใต้เป็นผู้ส่ง เมื่อส่งไม่ได้และศาลชั้นต้นมิได้แจ้งผลการส่งหมายดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 ทราบ จำเลยที่ 1 ก็ย่อมไม่ทราบถึงผลการส่งหมายดังกล่าว การที่จำเลยที่ 1 มิได้ยื่นคำแถลงให้ดำเนินการต่อไปจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดอันเป็นการทิ้งฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 174 (2)
อุส่าห์จะให้จบทิ้งฟ้องแต่ไม่จบจริงๆ แต่อย่างไรจะสอนให้จบทุกเรื่อง สัปดาห์หน้าเจอกัน
ครั้งที่ 9(20/01/09 )
ก็พยายามเลือกฎีกาที่น่าออกสอบมานำเสนอ ก่อนที่จะเข้าสู่ฎีกาในแต่ล่ะเรื่องก็มาทบทวนหลักกฎหมายสักนิดเพื่อได้รู้ว่าฎีกานี้เกี่ยวกับข้อไหน
หลักเกณฑ์ทิ้งฟ้อง
1. ศาลสั่งให้โจทก์ดำเนินคดี
2. โจทก์ทราบคำสั่งโดยชอบแล้ว
3. โจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีตามคำสั่งศาลภายในเวลาที่ศาลกำหนด
วันนี้ก็จะมาต่อข้อที่2.นะครับว่าอย่างไรคือโจทก์ทราบแล้ว เพราะบางกรณีศาลไม่ได้สั่งต่อหน้าโจทก์ปกติโจทก์จะทราบ ในกรณีที่
1. ถ้ามีวันนัดแล้วศาลสั่งในวันนัด กรณีอย่างนี้เมื่อโจทก์หรือผู้รับมอบฉันทะหรือตัวแทนโจทก์ลงลายมือชื่อในรายงานกระบวนพิจารณาหรือท้ายคำสั่งก็ถือว่าทราบแล้ว อันนี้เป็นกรณีที่สั่งขณะออกนั่งพิจารณา
2. กรณีที่สั่งโดยไม่ได้ออกนั่งพิจารณา สั่งก่อนวันนัด หรือสั่งในวันที่ไม่มีวันนัด เท่ากับว่าศาลไม่ได้สั่งต่อหน้าคู่ความ ศาลก็มีวิธีที่ให้คู่ความทราบก็โดยการออกหมายศาลแจ้งคำสั่งให้โจทก์ทราบ ส่วนใหญ่ก็ตรวจในสำนวนถ้ามีการออกหมายแจ้งในสำนวนก็ต้องมีสำเนาหมายกลัดติดในสำนวน
ทั้งสองวิธีเป็นเรื่องที่เป็นภาระของศาลทั้งสองกรณี แต่มีกรณีหนึ่งซึ่งได้เรียนไปในคราวแรกว่าเป็นการโยนภาระให้ต้องทราบคำสั่งศาลเอง
3. กรณีที่โจทก์ได้มายื่นคำคู่ความหรือเอกสารหรือคำแถลงใดๆเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งเกี่ยวกับคำคู่ความนั้นหรือตามที่โจทก์แถลงนั้น ปกติในแนวปฎิบัติของศาลศาลมองว่าคนที่มายื่นในเรื่องใดย่อมรู้ดีว่าศาลต้องรีบสั่งให้ฉะนั้นคนที่มายื่นมีหน้าที่คอยติดตามคำสั่งตามคำคู่ความหรือคำแถลงที่ตนได้ยื่น ในคำคู่ความหรือคำแถลงนั้นก็มักได้มีการกำหนดไว้ในแบบพิมพ์เวลาที่รับทราบไว้ อาจเป็นข้อความ รออยู่ไม่รอถือว่าทราบ แค่นี้คือ สั่งภายในวันนั้นเท่านั้น แต่ถ้าเป็นข้อความสมัยใหม่โดยได้เอาตรายางแกะข้อความอันใหม่มาประทับในแบบพิมพ์เป็นใหม่ว่า คือให้มาทราบทุก 7 วัน โดยไม่จำต้องออกหมายแจ้งให้โจทก์ทราบอีก
หน้าที่ตามมาตรา 70 วรรค 2 ในคำคู่ความผูกพันธ์โจทก์แล้วศาลสั่งอะไรก็ตามถือว่าโจทก์ได้ทราบแล้ว โจทก์มีหน้าที่นำส่ง แนวปฏิบัติศาลมักให้นำส่งภายใน 7 วัน โดยค่าเดินหมายนั้นก็ถูกแพงตามอัตราใกล้ไกลเราก็ต้องซื้อตั๋วแลกเงินมาวาง การที่โจทก์นำตั๋วมาวางก็ถือว่านำส่งแล้วแต่ไม่หมดหน้าที่ เพราะจริงๆแล้วหน้าที่นำส่งนั้นเป็นของโจทก์ ดังนั้น ผู้นำส่งต้องคอยติดตามเจ้าหน้าที่ว่าส่งได้หรือไม่ได้ ผู้นำส่งต้องมาแถลงศาลว่าประสงค์ให้ทำอย่างไร
ปกติจะสั่งว่า รับคำฟ้องหมายเรียกให้จำเลยแก้คดีภายใน 15 วันให้โจทก์นำส่งภายใน 7 วัน หากส่งไม่ได้ให้โจทก์แถลงภายใน 15 วันนับแต่วันส่งไม่ได้มิฉะนั้นถือว่าทิ้งฟ้อง ศาลจะออกคำสั่งให้ส่งให้ได้จนสิ้นกระแส
การส่งครั้งแรกศาลมักไม่อนุญาตให้ปิดหมายเพราะจำเลยอาจมีการย้ายภูมิลำเนา ในการส่งครั้งแรกเพื่อความเป็นธรรมศาลมักไม่อนุญาตให้ปิดหมาย โจทก์ต้องรู้เองเพราะโจทก์เป็นผู้นำส่ง โดยวางเงินอย่างเดียวไม่พอต้องขวนขวายติดตามผลด้วย
มาตรา ๑๗๔ ในกรณีต่อไปนี้ให้ถือว่าโจทก์ได้ทิ้งฟ้อง คือ
(๑) ภายหลังที่ได้เสนอคำฟ้องแล้ว โจทก์เพิกเฉยไม่ร้องขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อให้ส่งหมายเรียกให้แก้คดีแก่จำเลย และไม่แจ้งให้ศาลทราบเหตุแห่งการเพิกเฉยเช่นว่านั้นภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันยื่นคำฟ้อง
(๒) โจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาตามที่ศาลเห็นสมควรกำหนดไว้เพื่อการนั้นโดยได้ส่งคำสั่งให้แก่โจทก์โดยชอบแล้ว
มีกรณีหนึ่งที่แม้ศาลส่งก็ไม่เป็นกรณีรู้ผลหมายคือกรณีส่งหมายข้ามเขตโดยได้มีการสลักหลังหมายโดยศาล และถือว่าศาลเจ้าของคดีไม่ได้ส่งเอง โจทก์มีหน้าที่วางเงินเท่านั้นไม่มีหน้าที่ต้องไปติดตามผลการส่งหมาย ดังนั้นหากส่งไม่ได้ก็จะทำหนังสือแจ้งกลับมาศาลเจ้าของคดี
กรณีฎีกาส่งหมายข้ามเขตมี 3 ฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2627/2546
ศาลจังหวัดสมุทรปราการสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลย โดยให้จำเลยนำส่งสำเนาอุทธรณ์แก่โจทก์ภายใน 7 วัน หากส่งไม่ได้ให้แถลงภายใน 15 วัน คำสั่งดังกล่าวจึงเป็นการกำหนดให้จำเลยเป็นผู้ส่งสำเนาอุทธรณ์ ปรากฏว่าโจทก์มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลจังหวัดสมุทรปราการจึงมีหนังสือแจ้งให้ศาลแพ่งกรุงเทพใต้สั่งเจ้าหน้าที่ดำเนินการส่งสำเนาอุทธรณ์แก่โจทก์ ต่อมาศาลแพ่งกรุงเทพใต้แจ้งผลการส่งหมายมาที่ศาลจังหวัดสมุทรปราการว่าส่งให้ไม่ได้ ศาลจังหวัดสมุทรปราการสั่งว่ารอจำเลยแถลง ดังนี้ เป็นกรณีที่จำเลยมิได้เป็นผู้นำส่งแต่เป็นการส่งหมายข้ามเขตที่ศาลเป็นผู้ส่งเอง เมื่อศาลจังหวัดสมุทรปราการมิได้แจ้งผลการส่งหมายให้จำเลยทราบจำเลยย่อมไม่มีทางทราบถึงผลการส่งหมายดังกล่าว การที่จำเลยมิได้ยื่นคำแถลงให้ดำเนินการต่อไป จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174(2) อันจะถือเป็นการทิ้งฟ้องแต่อย่างใด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2712/2541
แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งรับอุทธรณ์จำเลยทั้งสาม โดยกำหนด ให้จำเลยทั้งสามนำส่งสำเนาให้โจทก์ภายใน 7 วัน ถ้าส่งไม่ได้ให้แถลงภายใน 7 วัน นับแต่วันส่งไม่ได้มิฉะนั้นจะถือว่าทิ้งฟ้อง แต่โจทก์มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำนาจศาลจังหวัดพัทลุง ศาลชั้นต้นได้มีหนังสือ แจ้งให้ศาลจังหวัดพัทลุงดำเนินการส่งหมายนัดและ สำเนาอุทธรณ์ให้โจทก์แทน แสดงว่าจำเลยทั้งสามมิได้ เป็นผู้นำส่งแต่เป็นกรณีส่งหมายข้ามเขตโดยเจ้าพนักงานเดินหมายเป็นผู้ส่งเอง ต่อมาศาลจังหวัดพัทลุงแจ้งศาลชั้นต้นว่าส่งสำเนาอุทธรณ์ให้โจทก์ไม่ได้ ศาลชั้นต้นสั่งในรายงานผลการส่งหมายแต่เพียงว่ารอจำเลยทั้งสามแถลงเมื่อศาลชั้นต้นยังไม่ได้แจ้งให้จำเลยทั้งสามทราบว่าเจ้าพนักงานเดินหมายของศาลจังหวัดพัทลุงส่งสำเนาอุทธรณ์ให้โจทก์ไม่ได้ จำเลยทั้งสามย่อมไม่มีโอกาสทราบถึงผลของการส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่โจทก์ ดังนั้นแม้จำเลย ทั้งสามจะมิได้แถลงให้ดำเนินการต่อไปก็ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสามไม่ได้ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดอันเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174(2)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5379/2540 ค้นไม่พบ
แต่แม้เป็นการให้ศาลอื่นส่งแทน แต่โจทก์ก็ยังมีหน้าที่วางตั๋วแลกเงินค่านำส่งหมาย ดังนั้นอาจมีกรณีที่ทิ้งฟ้องโดยการไม่ไปวางเงิน ในเวลาที่สมควร
และมีอีกกรณีที่ทิ้งฟ้องคือ ส่งไม่ได้แล้วและศาลเดิมได้แจ้งการส่งไม่ได้แก่โจทก์ทราบแล้วและโจทก์ไม่มาแถลง ดูได้จากฎีกา 2 เรื่องต่อไปนี้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5676/2540
ศาลชั้นต้นสั่งคำฟ้องของโจทก์ว่า "นัดไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์นำส่งหมายให้จำเลยภายใน 7 วัน ส่งไม่ได้ให้แถลงภายใน 5 วันมิฉะนั้นถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง" และสั่งคำร้องขอส่งหมายนัดแก่จำเลยข้ามเขตซึ่งโจทก์ได้ขออนุญาตให้ปิดหมายด้วยว่า "จัดการให้ให้ส่งโดยวิธีธรรมดาก่อนเนื่องจากไม่ปรากฏต้นฉบับหนังสือรับรองของจำเลยที่ 1" ซึ่งเป็นคำสั่งที่ชัดแจ้งอยู่แล้วเมื่อปรากฏว่าโจทก์ปล่อยให้เจ้าหน้าที่ของศาลส่งหมายนัดและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยทั้งสองโดยวิธีปิดหมายผิดไปจากคำสั่งของศาลอันเป็นการส่งที่ไม่ชอบ ศาลชั้นต้นจึงสั่งในรายงานการส่งหมายเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2539 ว่า"ศาลยังไม่มีคำสั่งให้ปิดหมาย การส่งหมายไม่ชอบ รอโจทก์แถลง" และเจ้าหน้าที่ศาลได้มีหนังสือแจ้งผลการส่งหมายดังกล่าวให้ทนายโจทก์ทราบในวันเดียวกันโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนและทนายโจทก์ได้รับหนังสือนั้นแล้ว ในหนังสือมีข้อความระบุไว้ด้วยว่า "เป็นการส่งหมายไม่ชอบ เพราะศาลไม่ได้สั่งให้ปิดหมาย"ดังนั้น โจทก์ย่อมทราบและเข้าใจดีตั้งแต่วันรับหนังสือนั้นว่ายังส่งหมายให้จำเลยโดยชอบไม่ได้ จะต้องมีการส่งหมายนัดและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยใหม่ และโจทก์ต้องแถลงให้ศาลทราบภายใน 5 วัน แม้ศาลจะไม่ได้กำหนดให้โจทก์แถลงภายในกี่วันก็มีความหมายชัดเจนอยู่ในตัวว่าให้แถลงภายใน 5 วันตามคำสั่งศาลที่ได้ให้ไว้ และโจทก์ได้ทราบแล้วตั้งแต่แรกตามที่ได้วินิจฉัยมาโดยศาลไม่จำต้องสั่งให้โจทก์แถลงภายในกี่วันซ้ำอีก แต่โจทก์กลับเพิกเฉยจนล่วงเลยกำหนดเวลามาหลายวัน มิได้แถลงให้ศาลทราบ เหตุนี้เมื่อเจ้าหน้าที่รายงานเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2539 เรื่องที่โจทก์มิได้แถลงต่อศาลชั้นต้นภายในเวลา ที่กำหนด และศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ทิ้งฟ้องให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7548/2544
ในชั้นตรวจอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์และให้โจทก์นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยภายใน 15 วัน แต่จำเลยมิได้มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครซึ่งเป็นที่ตั้งทำการของศาลชั้นต้น แม้จะได้ความว่าตามทางปฏิบัติศาลชั้นต้นจะมีหนังสือแจ้งให้ศาลจังหวัดชลบุรีที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลดำเนินการส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยแทนดังที่โจทก์ฎีกาก็ตาม แต่กรณีดังกล่าวโจทก์ก็มีหน้าที่ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมในการส่งสำเนาอุทธรณ์ไปชำระแก่เจ้าหน้าที่ของศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 70 วรรคสอง แม้โจทก์จะได้วางเงินไว้ในขณะยื่นคำฟ้องจำนวน 5,000 บาท แต่ก็เป็นเงินที่โจทก์ต้องวางเป็นประกันค่าใช้จ่ายไว้ต่อศาลตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 11 จึงมิใช่เงินที่โจทก์ได้วางไว้เป็นการชำระค่าธรรมเนียมในการส่งสำเนาอุทธรณ์ล่วงหน้า หากโจทก์ประสงค์จะให้หักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ อันเป็นค่าธรรมเนียมในคดีจากเงินประกันดังกล่าว ก็ชอบที่โจทก์จะแถลงให้ศาลชั้นต้นทราบและได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นก่อนเช่นดังที่โจทก์เคยปฏิบัติมาแต่ในชั้นดำเนินการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยขณะยื่นฟ้องคดี ดังนั้น ข้อที่โจทก์อ้างว่าได้แจ้งแก่เจ้าหน้าที่ฝ่ายนำหมายของศาลชั้นต้นว่า ได้วางเงินประกันค่าใช้จ่ายไว้ต่อศาลแล้ว และเจ้าหน้าที่ได้แจ้งว่าจะดำเนินการส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลย โดยจะหักเงินค่าธรรมเนียมในการส่งจากเงินประกันดังกล่าว แม้เป็นความจริงดังที่โจทก์อ้าง แต่ก็เป็นการปฏิบัติที่ไม่ชอบ ไม่อาจยกขึ้นอ้างเพื่อโจทก์ไม่ต้องวางเงินค่าธรรมเนียมในการส่งสำเนาอุทธรณ์ตามคำสั่งศาลชั้นต้นได้ เมื่อโจทก์มิได้ชำระเงินค่าธรรมเนียมในการส่งสำเนาอุทธรณ์แก่เจ้าหน้าที่ภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด จึงถือได้ว่าโจทก์เพิกเฉยไม่นำส่งสำเนาอุทธรณ์แก่จำเลย เป็นการเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174(2) และมาตรา 246 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลายฯ มาตรา 14
เรื่องทราบ ในหัวข้อที่ 2 ก็จบแค่นี้
ต่อไปก็คือหลักข้อที่ 3 ถ้าเป็นการเพิกเฉยเพราะไม่เห็นพ้องต่อคำสั่งศาล จะถือว่าทิ้งฟ้องหรือไม่ ก็ต้องดูว่า ถ้าไม่ใช่เรื่องที่ผิดกฎหมายโดยชัดแจ้ง โจทก์ไม่ปฎิบัติ ก็ถือว่าทิ้งฟ้อง
หากไม่เห็นด้วยต้องปฏิบัติตามก่อน โดยจะโต้แย้งหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8464/2544
แม้ที่ดินที่เป็นเหตุให้โจทก์จำเลยพิพาทกันในคดีนี้เป็นที่ดินแปลงเดียวกับที่ดินพิพาทในคดีแพ่งของศาลชั้นต้นอีกคดีหนึ่งก็ตามแต่ก็เป็นคนละคดีกัน เมื่อศาลอุทธรณ์เห็นว่าคดีเรื่องนี้เป็นคดีมีทุนทรัพย์และมีคำสั่งให้จำเลยวางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มจำเลยก็ชอบที่จะต้องนำเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาวางต่อศาลชั้นต้นให้ครบตามระยะเวลาที่กำหนด ส่วนที่จำเลยเห็นว่าจำเลยไม่ควรต้องวางเงินค่าขึ้นศาลอุทธรณ์ซ้ำอีก เพราะได้วางเงินค่าขึ้นศาลในอีกคดีหนึ่งแล้ว ก็เป็นกรณีที่จำเลยมีสิทธิที่จะคัดค้านคำสั่งของศาลอุทธรณ์ไว้แล้วฎีกาโต้แย้งดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ดังกล่าวในภายหลังได้ แต่การที่จำเลยไม่นำเงินมาวางตามกำหนดโดยการขอขยายระยะเวลาวางเงินออกไปอีกหลายครั้ง ทั้งมีการอุทธรณ์คำสั่งของศาลที่ไม่อนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลาวางเงินค่าขึ้นศาลอุทธรณ์เพิ่มด้วย เป็นพฤติการณ์ที่ทำให้เห็นได้ว่าจำเลยมีเจตนาประวิงเวลาให้ชักช้า ถือได้ว่าเป็นการเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาตามที่ศาลอุทธรณ์เห็นสมควรกำหนดให้จำเลยปฏิบัติและจำเลยก็ได้ทราบคำสั่งโดยชอบแล้ว จึงเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 174(2) ประกอบมาตรา 246
กรณีที่โจทก์เพิกเฉยแม้ได้ชื่อว่าทิ้งฟ้องแต่การที่ศาลให้อำนาจจำหน่ายคดีโจทก์ ก็เป็นเครื่องมือศาลกล่าวคือเป็นการให้ดุลพินิจศาล ศาลอาจไม่ใช้อำนาจนี้ก็ได้เป็นดุลพินิจศาลโดยแท้ตามมาตรา 132
คำสั่งคำร้องที่ 1849/2541
ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาจำเลย ให้จำเลยนำส่งสำเนาฎีกา ให้โจทก์แก้ภายใน 15 วัน จำเลยได้นำส่งสำเนาฎีกาให้โจทก์ ตามคำสั่งศาลแล้ว แต่ส่งไม่ได้ เมื่อเจ้าหน้าที่รายงาน ต่อศาลชั้นต้นและศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "รอจำเลยแถลง" จำเลยก็ได้แถลงขอให้ส่งสำเนาฎีกาแก่โจทก์ใหม่อีกครั้ง ศาลชั้นต้นก็มีคำสั่งอนุญาตตามคำแถลงของจำเลยดังกล่าว และตามพฤติการณ์เห็นได้ว่าจำเลยไม่ได้ไปวางเงินค่าธรรมเนียม ในการส่งสำเนาฎีกาให้แก่โจทก์เกิดจากความเข้าใจผิดของจำเลย มิใช่จำเลยจงใจเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลา ที่ศาลกำหนด จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยทิ้งฟ้องฎีกา
เป็นเรื่องการใช้ดุลพินิจ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1105/2543
ในชั้นร้องขอฎีกาอย่างคนอนาถา จำเลยส่งสำเนาคำร้องและสำเนาฎีกาให้แก่โจทก์แล้ว เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอฎีกาอย่างคนอนาถา ต่อมาศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลกึ่งหนึ่ง จำเลยนำเงินค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่มิได้รับยกเว้นมาวางศาลแล้ว ศาลชั้นต้นชอบที่จะสั่งให้รับเงินและรับฎีกาของจำเลยไว้แล้วดำเนินการออกหมายนัดแจ้งให้โจทก์ทราบกับกำหนดให้โจทก์แก้ฎีกาของจำเลยภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับหมายนัดไม่มีเหตุต้องสั่งให้จำเลยนำส่งสำเนาฎีกาให้แก่โจทก์ซ้ำอีก อันเป็นคำสั่งที่ผิดหลงและเป็นเหตุให้จำเลยสำคัญผิดว่าจำเลยได้ปฏิบัติตามคำสั่งของศาลชั้นต้นนั้นแล้วไม่จำต้องปฏิบัติซ้ำอีก ถือไม่ได้ว่าจำเลยจงใจไม่ดำเนินคดีในการนำส่งสำเนาฎีกาให้โจทก์
การขออุทธรณ์อย่างคนอนาถา ศาลสั่งให้นำส่งคำร้องแก่ทุกฝ่าย หลังจากศาลไต่ส่วนแล้วเห็นว่าไม่ยากจนจริงให้ยกคำร้องและให้นำค่าขึ้นศาลมาชำระ ไม่งั้นไม่รับ ก็นำมาชำระ สาลจึงสั่งรับอุทธรณืและให้ส่งสำเนาให้คู่ความทุกฝ่าย แต่เมื่อได้ส่งสำเนาอุทธรณ์ไปพร้อมกับคำร้องขออนาถาแล้วการไม่นำส่งอีกจึงเป็นการเข้าใจโดยสุจริตแล้ว ทางปฏิบัติ ถามว่าจริงๆก็ต้องนำส่งอีก ทางปฏิบัติก้ไม่ต้องนำส่งอีกมีวิธีให้รู้คือเป็นหน้าที่ศาลที่ต้องแจ้งจำเลยอุทธรณ์เอง
ก็ขอจบด้วยเวลาเพียงเท่านี้นะครับ
ครั้งที่ 10( 27/01/2552 )
ศาลชั้นต้นจะจำหน่ายคดีไม่ได้ถ้าเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์อำนาจในการสั่งจำหน่ายเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ ก็ต้องเป็นผู้ส่งสำนวนให้ศาลสูงสั่ง
มาตรา ๑๗๔ ในกรณีต่อไปนี้ให้ถือว่าโจทก์ได้ทิ้งฟ้อง คือ
(๑) ภายหลังที่ได้เสนอคำฟ้องแล้ว โจทก์เพิกเฉยไม่ร้องขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อให้ส่งหมายเรียกให้แก้คดีแก่จำเลย และไม่แจ้งให้ศาลทราบเหตุแห่งการเพิกเฉยเช่นว่านั้นภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันยื่นคำฟ้อง
(๒) โจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาตามที่ศาลเห็นสมควรกำหนดไว้เพื่อการนั้นโดยได้ส่งคำสั่งให้แก่โจทก์โดยชอบแล้ว
บางกรณีแม้ไม่ดำเนินกระบวนตามคำสั่งศาล แต่เกี่ยวข้องบางประเด็นของคดี ก็อาจใช้ดุลพินิจไม่จำหน่ายทั้งคดีก็ได้ เช่น
คดีนี้มีจำเลยหลายคนก็ต้องส่ง ให้จำเลยทุกคนส่งครั้งแรกส่งให้จำเลยที 1 และ 2ไม่ได้ โจทก์ก็ต้องมาแถลง แล้วโจทก์ไม่แถลง นับแต่ 15 วันนับแต่ส่งไม่ได้ ทางปฏิบัติก็มักแถลงว่าที่อยู่ที่ส่งถูกอยู่แล้วขอให้ปิดหมาย คดีนี้ จำหน่ายไปหมดเลยทั้งๆที่ความบกพร่องเกี่ยวแค่จำเลยบางคน เท่านั้นเอง ( คดีนี้จำเลยที่ 2 คนเดียว ) ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้ให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2เท่านั้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7600/2541
ในการที่โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องเกี่ยวกับภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 ในครั้งหลัง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าโจทก์ไม่มีหลักฐานแสดงว่า จำเลยที่ 1ทำงานอยู่ ณ ที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขลำนารายณ์ให้ยกคำร้องและให้โจทก์แถลงเกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ภายใน 7 วัน มิฉะนั้นถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง โดยศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าวในวันที่โจทก์ยื่นคำร้อง และท้ายคำร้องของโจทก์มีหมายเหตุว่า "ข้าพเจ้ารอฟังคำสั่งอยู่ ถ้าไม่รอให้ถือว่าทราบแล้ว" จึงต้องถือว่าโจทก์ทราบคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวในวันยื่นคำร้องแล้ว ไม่จำเป็นต้องแจ้งคำสั่งศาลชั้นต้นให้โจทก์ทราบอีกโจทก์จึงมีหน้าที่ต้องแถลงเกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด เมื่อโจทก์ไม่แถลงภายในกำหนดเวลา กรณีต้องถือว่าโจทก์เพิกเฉย ไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด อันเป็นการทิ้งฟ้องตาม ป.วิ.พ.มาตรา 174 (2) ศาลมีอำนาจจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความได้ตาม มาตรา 132 (1) แม้ตามมาตรา 132 (1)นี้ไม่ได้บังคับเด็ดขาดว่าศาลต้องจำหน่ายคดีเป็นแต่ให้ศาลใช้ดุลพินิจ แต่คดีนี้ เหตุที่ถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้องเป็นเพราะโจทก์เพิกเฉยไม่แถลงเกี่ยวกับภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1ศาลจึงควรจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ที่โจทก์ไม่ดำเนินการตามคำสั่งศาลเท่านั้นไม่สมควรจำหน่ายทั้งคดีออกจากสารบบความ ทั้งโจทก์ได้ดำเนินการนำส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยที่ 2 แล้ว และคดีของจำเลยที่ 1 ได้ยุติไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น โดยศาลอุทธรณ์อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องอุทธรณ์เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 และจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 กรณีมีเหตุสมควรไม่จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 2โดยให้โจทก์ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 2 ต่อไป
พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่จำหน่ายคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดแล้วให้ศาลชั้นต้นดำเนินการต่อไป และไม่คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้โจทก์ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
ตัวอย่างที่ 2 คล้ายๆกัน แต่เป็นเรื่องคดีหลายข้อหา เป็นคดีครอบครัว แน่นอน คดีเกี่ยวด้วยสิทธิในครอบครัวไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง อย่าไปเข้าใจว่าเป็นเพราะคดีไม่มีทุนทรัพย์ คดีนี้นอกจากจะฟ้องหย่าแล้วยังจะขอค่าทดแทนกรณีมีชู้อีกด้วย จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์เมื่อเสียค่าขึ้นศาลไม่ถูกต้อง ล่วงเลยเวลาให้แก้ไขเรื่องค่าขึ้นศาลเสียแล้ว จึงสั่งให้โจทก์นำค่าขึ้นศาลให้ครบ โจทก์ไม่เห็นด้วยและไม่มาเสีย ศาลต้นก็เห็นว่าทิ้งฟ้อง แล้วจำหน่ายคดีทั้งคดีออกจากสารบบความ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2995/2540
ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 224 วรรคสองที่บัญญัติยกเว้นให้มีสิทธิที่จะอุทธรณ์ได้ไว้ว่า "บทบัญญัติในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับในคดีเกี่ยวด้วยสิทธิแห่งสภาพบุคคลหรือสิทธิในครอบครัว" นั้น มีความหมายว่าถ้าเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิแห่งสภาพบุคคลหรือสิทธิในครอบครัวแล้ว มีสิทธิที่จะอุทธรณ์ได้เท่านั้น แต่หาได้มีความหมายไปถึงว่าคดีเกี่ยวกับสิทธิสภาพบุคคลและสิทธิในครอบครัวดังกล่าวเป็นคดีที่ไม่มีทุนทรัพย์เสมอไปไม่ โจทก์ฟ้องหย่าและเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูค่าทดแทนและค่าเลี้ยงชีพ อันเป็นการฟ้องตั้งสิทธิอันเกิดขึ้นจากความสัมพันธ์หรือความเกี่ยวข้องในครอบครัวระหว่างโจทก์กับจำเลยซึ่งเป็นสามีภริยากัน จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในครอบครัว ซึ่งมีสิทธิที่จะอุทธรณ์ฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 224 วรรคสอง และ 248 วรรคสอง แต่การที่โจทก์เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูมาจำนวน 180,000 บาท และเรียกค่าทดแทนมาจำนวน 200,000 บาท รวม 380,000 บาท อันเป็นการฟ้องเรียกร้องทรัพย์สินมีค่าเป็นจำนวนเงินเข้ามาด้วย กรณีจึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ ซึ่งโจทก์จำต้องจำต้องชำระค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ฟ้อง ศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลเฉพาะเกี่ยวกับค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าทดแทนที่โจทก์มีหน้าที่จะต้องชำระตามกฎหมายเท่านั้น เมื่อโจทก์ไม่ชำระ จึงเป็นการทิ้งฟ้องเฉพาะในส่วนข้อกำหนดตามที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไว้เท่านั้น คำฟ้องเฉพาะเรื่องขอหย่าเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ไม่จำต้องชำระค่าขึ้นศาล ส่วนคำฟ้องเกี่ยวกับคำขอค่าเลี้ยงชีพเป็นคำฟ้องเรียกค่าเสียหายในอนาคต ซึ่งโจทก์ได้ชำระค่าขึ้นศาลในอนาคตไว้ถูกต้องแล้ว เมื่อฟ้องของโจทก์ในสองส่วนนี้ซึ่งเป็นฟ้องที่สมบูรณ์และชอบด้วยกฎหมายอยู่และแยกเป็นคนละส่วนจากคำฟ้องที่โจทก์ทิ้งฟ้องได้เช่นนี้ จึงไม่มีเหตุที่จะถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้องในสองส่วนนี้ด้วย
เปลี่ยนจากฟ้องเดิมหลายข้อหา เป็นคดีเดิมมีหลายคำฟ้อง ก็คือมีการฟ้องแย้งด้วย แต่จำเลยหลังจากยื่นคำให้การและฟ้องแย้งแล้วจำเลยไม่มานำส่งหมายเรียกเพื่อให้โจทก์แก้ฟ้องแย้ง
ผลก็คือจำเลยทิ้งฟ้องแย้ง เรื่องนี้ศาลก็ชอบที่จำหน่ายคดี แต่ก็ชอบที่จะจำหน่ายเฉพาะฟ้องแย้งอย่างเดียวเท่านั้นนะครับ
แต่ถ้าเปลี่ยนข้อเท็จจริงว่ามีการทิ้งฟ้องในฟ้องเดิม ก็กลายเป็นว่า ฟ้องเดิมตกไปแต่หากเป็นการตกไปด้วยการทิ้งฟ้องนี้ ฟ้องแย้ง ไม่ตกไปด้วย นะครับ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6460/2546
จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอเรียกค่าชดเชยการใช้ทางจำเป็นจากโจทก์ในอัตราปีละ 20,000 บาท และขอเรียกค่าเสียหายเพราะเหตุถูกฟ้องเป็นเงิน 30,000 บาท ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การ ส่วนฟ้องแย้งเรื่องค่าเสียหายไม่รับ ค่าขึ้นศาลให้คำนวณจากค่าชดเชย 20,000 บาท คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่จำเลย ดังนี้ พอแปลได้ว่าศาลชั้นต้นรับฟ้องแย้งเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับค่าชดเชยเท่านั้น ต่อมามีการส่งหมายนัดสืบพยานโจทก์ สำเนาคำให้การและฟ้องแย้งให้แก่โจทก์โดยมิได้กำหนดให้ฝ่ายโจทก์ยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้ง ทั้งจำเลยก็มิได้นำส่งหมายนัด คำให้การ และฟ้องแย้งให้แก่ฝ่ายโจทก์ จนเวลาล่วงเลยไปจนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา กรณีจึงต้องถือว่าจำเลยเพิกเฉยไม่ร้องขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อให้ส่งหมายเรียกให้แก้คดีแก่โจทก์และไม่แจ้งให้ศาลทราบเหตุแห่งการเพิกเฉยเช่นว่านั้นภายในกำหนด 7 วัน นับแต่วันยื่นคำฟ้องแย้ง อันเป็นการที่จำเลยทิ้งฟ้องแย้งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสาม ประกอบมาตรา 174 (1)
โจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์ใช้ทางพิพาทเองจนได้ภาระจำยอม หาได้บรรยายว่าโจทก์ใช้ทางพิพาทต่อจากเจ้าของที่ดินเดิมที่ขายให้โจทก์ไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ซื้อที่ดินมาจากบุคคลอื่นย่อมได้รับสิทธิที่เจ้าของเดิมมีอยู่แล้วในการใช้ทางพิพาทนั้น จึงเป็นเรื่องนอกประเด็นตามคำฟ้อง เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
โจทก์ฟ้องว่า ทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมและเป็นทางจำเป็นด้วย เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีโดยวินิจฉัยว่าทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอม หากโจทก์ยังติดใจในประเด็นเรื่องทางจำเป็นอยู่ แม้โจทก์จะไม่จำเป็นต้องอุทธรณ์ แต่ก็ต้องยกขึ้นเป็นประเด็นไว้ในคำแก้อุทธรณ์เพื่อให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัย เมื่อโจทก์มิได้ตั้งประเด็นในเรื่องทางจำเป็นไว้ในคำแก้อุทธรณ์ ฉะนั้น ประเด็นในเรื่องทางพิพาทเป็นทางจำเป็นหรือไม่จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาให้ศาลฎีกาวินิจฉัยได้อีก
เป็นเรื่องที่มีการยื่นอุทธรณ์ แต่ในขณะเดียวกันก็มีการมาขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ ปรากฏว่าผุ้อุทธรณ์ไม่นำส่งสำเนาอุทธรณ์ ไม่ปฎิบัติหน้าที่ตามคำสั่งศาล ขณะเดียวกัน คำร้องอนาถาก็อยู่ในการไต่สวน การจำหน่ายอุทธรณ์ เพราะทิ้งฟ้องอุทธรณ์ ก็เท่ากับไม่รับอุทธรณ์นั่นเอง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4781/2550
การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นเรียกโจทก์ให้ชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มตามจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทให้ครบถ้วนภายใน 15 วัน นับแต่ทราบคำสั่ง และศาลชั้นต้นส่งหมายนัดแจ้งคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้โจทก์ทราบโดยชอบแล้ว โดยวิธีรับหมายเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2548 แต่โจทก์มิได้ดำเนินการชำระค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ให้ครบถ้วนภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าวจึงถือว่า โจทก์ทิ้งอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 174 (2) ประกอบมาตรา 246 และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความตาม ป.วิ.พ. 132 (1) นั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งว่า โจทก์ทิ้งอุทธรณ์และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความเท่ากับเป็นคำสั่งไม่รับอุทธรณ์นั่นเอง ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับอุทธรณ์แล้วโจทก์จะร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์โดยขอให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องของโจทก์อีกไม่ได้
ฎีกาสุดท้ายเรื่องทิ้งฟ้องแล้วครับ ต้องการพูดเพื่อให้ทราบว่าเรื่องทิ้งฟ้องแม้จะเป็นบทบัญญัติในวิแพ่งแต่ก็มีกรณีทิ้งฟ้องในคดีอาญาได้เช่นกัน ฎีกานี้เป็นเรื่องตัวอย่างว่า เรื่อง 174+176 ก็นำไปใช้ในคดีอาญาได้เช่นกัน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5676/2540
ศาลชั้นต้นสั่งคำฟ้องของโจทก์ว่า "นัดไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์นำส่งหมายให้จำเลยภายใน 7 วัน ส่งไม่ได้ให้แถลงภายใน 5 วัน มิฉะนั้นถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง" และสั่งคำร้องขอส่งหมายนัดแก่จำเลยข้ามเขตซึ่งโจทก์ได้ขออนุญาตให้ปิดหมายด้วยว่า "จัดการให้ ให้ส่งโดยวิธีธรรมดาก่อนเนื่องจากไม่ปรากฏต้นฉบับหนังสือรับรองของจำเลยที่ 1" ซึ่งเป็นคำสั่งที่ชัดแจ้งอยู่แล้ว เมื่อปรากฏว่าโจทก์ปล่อยให้เจ้าหน้าที่ของศาลส่งหมายนัดและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยทั้งสองโดยวิธีปิดหมายผิดไปจากคำสั่งของศาลอันเป็นการส่งที่ไม่ชอบ ศาลชั้นต้นจึงสั่งในรายงานการส่งหมายเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2539 ว่า "ศาลยังไม่มีคำสั่งให้ปิดหมาย การส่งหมายไม่ชอบ รอโจทก์แถลง" และเจ้าหน้าที่ศาลได้มีหนังสือแจ้งผลการส่งหมายดังกล่าวให้ทนายโจทก์ทราบในวันเดียวกันโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนและทนายโจทก์ได้รับหนังสือนั้นแล้ว ในหนังสือมีข้อความระบุไว้ด้วยว่า"เป็นการส่งหมายไม่ชอบ เพราะศาลไม่ได้สั่งให้ปิดหมาย" ดังนั้น โจทก์ย่อมทราบและเข้าใจดีตั้งแต่วันรับหนังสือนั้นว่ายังส่งหมายให้จำเลยโดยชอบไม่ได้ จะต้องมีการส่งหมายนัดและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยใหม่ และโจทก์ต้องแถลงให้ศาลทราบภายใน 5 วัน แม้ศาลจะไม่ได้กำหนดให้โจทก์แถลงภายในกี่วันก็มีความหมายชัดเจนอยู่ในตัวว่าให้แถลงภายใน 5 วัน ตามคำสั่งศาลที่ได้ให้ไว้ และโจทก์ได้ทราบแล้วตั้งแต่แรกตามที่ได้วินิจฉัยมาโดยศาลไม่จำต้องสั่งให้โจทก์แถลงภายในกี่วันซ้ำอีก แต่โจทก์กลับเพิกเฉยจนล่วงเลยกำหนดเวลามาหลายวันมิได้แถลงให้ศาลทราบ เหตุนี้เมื่อเจ้าหน้าที่รายงานเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2539 เรื่องที่โจทก์มิได้แถลงต่อศาลชั้นต้นภายในเวลาที่กำหนด และศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ทิ้งฟ้องให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว
ทิ้งฟ้องก็น่าจะออกสักรอบนึงนะ ถ้าอาจารย์ไม่ออกผมออกเอง ก็บอกเป็นอังเปา แล้วกัน
................................. จบทิ้งฟ้อง ......................................................
ต่อไปเรื่องถอนฟ้องเป็นข้อสอบที่เคยออกเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างหนึ่งในศาลต้น เป็นสิทธิของโจทก์ทีต้องการระงับคดี และต้องทำให้ถุกต้อง แม้เป้นสิทธิก็อาจใช้ได้เมื่อศาลอนุญาต
ดูเงื่อนไขตามมาตรา 175 และมาตรา 176 เป็นวิธีการถอนฟ้องและผลของการถอนฟ้องตามลำดับ
มาตรา ๑๗๕ ก่อนจำเลยยื่นคำให้การ โจทก์อาจถอนคำฟ้องได้โดยยื่นคำบอกกล่าวเป็นหนังสือต่อศาล
ภายหลังจำเลยยื่นคำให้การแล้ว โจทก์อาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลชั้นต้นเพื่ออนุญาตให้โจทก์ถอนคำฟ้องได้ ศาลจะอนุญาตหรือไม่อนุญาตหรืออนุญาตภายในเงื่อนไขตามที่เห็นสมควรก็ได้ แต่
(๑) ห้ามไม่ให้ศาลให้อนุญาต โดยมิได้ฟังจำเลยหรือผู้ร้องสอด ถ้าหากมีก่อน
(๒) ในกรณีที่โจทก์ถอนคำฟ้อง เนื่องจากมีข้อตกลงหรือประนีประนอมยอมความกับจำเลย ให้ศาลอนุญาตไปตามคำขอนั้น
ผู้มีสิทธิถอนฟ้องแน่นอนเสนอข้อหาโดยโจทก์ดังนั้นคนที่ยุติคือคนที่เริ่มก็ได้แก่โจทก์ แต่ถ้ามีโจทก์ร่วมคนหนึ่งอยากถอนอีกคนไม่อยากถอน ก็ต้องดูว่ามูลความแห่งคดีแบ่งแยกกันได้หรือไม่ การถอนไม่เหมือนการฟ้องการถอนเป็นการจำหน่ายสิทธิจึงทำแทนไม่ได้ เรื่องคู่ความร่วมกฎหมายก็ไม่ให้ทำแทนในกรณีที่ถ้าทำแทนแล้วจะเป็นการเสียประโยชน์
แต่ถ้ามูลความแห่งคดีแยกกันได้ ก็ตัวใครตัวมันได้ครับ เช่นกรณีละเมิด โจทก์ 1 หัวแตก โจทก์ 2 ขาหัก ก็มูลความแห่งคดีแยกออกจากกันได้ เช่นนี้บางคนจะถอนได้ ศาลก็จำหน่ายเฉพาะคำขอบังคับของคนๆนั้น
คนที่ไม่ใช่โจทก์ในนามตนเองแต่มาเป็นโจทก์ในนามคนอื่นจะถอนได้หรือไม่ เช่นผู้รับมอบอำนาจให้ฟ้องคดีแทน ก็ต้องดูอำนาจจากใบมอบอำนาจ
อีกคนหนึ่งทนายความก็ต้องดูตาม วิแพ่งมาตรา 62
มาตรา 62 ทนายความซึ่งคู่ความได้ตั้งแต่งนั้นมีอำนาจว่าความและดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ แทนคู่ความได้ตามที่เห็นสมควรเพื่อรักษาผลประโยชน์ของคู่ความนั้นแต่ถ้ากระบวนพิจารณาใดเป็นไปในทางจำหน่ายสิทธิของคู่ความ เช่น การยอมรับตามที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเรียกร้อง การถอนฟ้อง(174 ผล 176 จบ ) การประนีประนอมยอมความ การสละสิทธิ หรือใช้สิทธิในการอุทธรณ์หรือฎีกา หรือในการขอให้พิจารณาคดีใหม่ ทนายความไม่มีอำนาจที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาเช่นว่านี้ได้ โดยมิได้รับอำนาจจากตัวความโดยชัดแจ้ง อำนาจโดยชัดแจ้งเช่นว่านี้จะระบุให้ไว้ในใบแต่งทนายสำหรับคดีเรื่องนั้น หรือทำเป็นใบมอบอำนาจต่างหากในภายหลังใบเดียวหรือหลายใบก็ได้ และในกรณีหลังนี้ให้ใช้บทบัญญัติมาตรา ๖๑ บังคับ
กรณีจะเป็นอย่างไรก็ตาม ตัวความหรือผู้แทนจะปฏิเสธหรือแก้ไขข้อเท็จจริงที่ทนายความของตนได้กล่าวด้วยวาจาต่อหน้าตนในศาลในขณะนั้นก็ได้ แม้ถึงว่าตัวความหรือผู้แทนนั้นจะมิได้สงวนสิทธิเช่นนั้นไว้ในใบแต่งทนายก็ดี
ก็มีบุคคลเพียง 3 ประเภทนี้เท่านั้นที่จะมีอำนาจมาถอน
ระยะเวลาในการถอนฟ้อง ก็เมื่อเป็นกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้นก็ต้องก่อนสิ้นกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้น
อีกทั้งต้อง พิจารณาถึงผลตามมาตรา 176 ที่เป็นการลบล้างกระบวนพิจารณาใดๆ หลังจากยื่นฟ้องทั้งหมด ซึ่งก็รวมถึงคำพิพากษาด้วย จึงไม่อาจลบล้างคำพิพากษาได้เว้นแต่จะอุทธรณ์ฎีกาเท่านั้น ดังนั้นต้องถอนฟ้องก่อนมีคำพิพากษา
อย่างเร็วที่สุดก็คือการยื่นฟ้องแล้ว แม้ศาลยังไม่ได้สั่งรับก็ตาม
การถอนก่อนยื่นคำให้การ เป็นสิทธิ ไม่ต้องขอ กฎหมายเพียงให้บอกศาลก็พอ ทำเป็นคำบอกกล่าวเป็นหนังสือ แต่ถ้ามาถอนช้าก็ได้ยากหน่อย แทนที่จะเป็นสิทธิ ก็กลายเป็นเรื่องดุลพินิจศาลเสียแล้ว
ปกติถอนฟ้องต้องถอนก่อนมีคำพิพากษาจะไปถอนหลังมีคำพิพากษาไม่ได้ การถอนฟ้องระหว่างอุทธรณ์ก็ต้องอ่านให้ดีว่าตั้งใจมาถอนฟ้องหรือถอนอุทธรณ์
วันนี้ก็พอแค่นี้ครับ
ครั้งที่ 11(3/2/09)
ตกลงในชั้นอุทธรณ์ได้ก็มาถอนฟ้องโจทก์ก็มาถอนฟ้องในชั้นอุทธรณ์ตามที่รับปากว่าถ้ารับชำระหนี้ผมจะถอนฟ้องให้ แต่แม้จะได้รับชำระหนี้แล้วก็มาถอนฟ้อง ( ชั้นต้น ) ไม่ได้อยู่ดี จะแปลว่าเค้ามาถอนอุทธรณ์แทนได้หรือไม่ ตอบ แปลอย่างนั้นไม่ได้ เพราะ จริงอยู่โจทก์เป็นคนมายื่นถอนฟ้องเมื่อคดีคาอยู่ในศาลอุทธรณ์ก็ตาม แต่ที่แปลเช่นนั้นไม่ได้เพราะว่าโจทก์ไม่ใช่คนยื่นอุทธรณ์ สาระของฎีกานี้อยู่ตรงนี้นี่เอง ฎ. 7600/2548
การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องทำให้จำเลยต้องผูกพันตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่บังคับให้จำเลยออกไปจากที่ดินพิพาทต่อไป คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 5 จึงมีผลกระทบโดยตรงและอาจเป็นที่เสียหายแก่จำเลย จำเลยจึงมีสิทธิที่จะฎีกาคัดค้านคำสั่งดังกล่าวได้ มิใช่เป็นสิทธิของโจทก์ที่จะฎีกาโต้แย้งคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 5 แต่ฝ่ายเดียว หรือเป็นการที่จำเลยใช้สิทธิฎีกาโดยไม่ชอบ
ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วจำเลยอุทธรณ์ฝ่ายเดียวย่อมเป็นการล่วงเวลาที่จะอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้ และโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ด้วย จึงไม่มีคำฟ้องชั้นอุทธรณ์ที่จะถอนได้ ส่วนจำเลยมีข้อตกลงกับโจทก์อย่างไร ก็เป็นเรื่องที่จำเลยต้องว่ากล่าวเอาแก่โจทก์เป็นอีกส่วนหนึ่งต่างหาก โจทก์ไม่มีสิทธิมาขอถอนคำฟ้องเดิมในชั้นอุทธรณ์
ฎ.5623/2548
ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานจำเลยทั้งสองต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี แม้จำเลยทั้งสองจะยื่นฎีกาอยู่ก็ตาม แต่คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ย่อมผูกพันคู่ความอยู่จนกว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จะถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับหรืองดเสีย ถ้าหากมี ทั้งนี้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ดังนี้ ต้องถือว่า คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นที่จะต้องสืบพยานจำเลยต่อไป ดังนั้น โจทก์ย่อมขอถอนฟ้องได้ และศาลชั้นต้นชอบที่จะมีอำนาจสั่ง เมื่อศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องโดยจำเลยทั้งสองไม่คัดค้านแล้ว การถอนฟ้องย่อมลบล้างผลแห่งการยื่นคำฟ้อง รวมทั้งกระบวนพิจารณาอื่น ๆ อันมีต่อมาภายหลังยื่นคำฟ้อง และกระทำให้คู่ความกลับคืนสู่ฐานะเดิมเสมือนหนึ่งมิได้มีการยื่นคำฟ้องเลย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 176 ดังนั้น ฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงต้องถูกลบล้างไปด้วยผลของการถอนฟ้อง ไม่อาจที่จะนำฎีกาของจำเลยทั้งสองมาพิจารณาได้อีกต่อไป
คือฎีกาเกี่ยวกับระยะเวลาอีกเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องที่หลังจากศาลต้นพิพากษาแล้วปรากฏว่าคู่ความฝ่ายแพ้อุทธรณ์ ศาลพิพากษายกย้อน ยกกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบแล้วย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีใหม่ตามรูปคดีต่อไป
แต่มันก็ไม่ย้อนไปหมดเพราะว่าคู่ความฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการยกย้อน ก็เป็นผู้ฎีกา ตกลงคดีอยู่ชั้นไหนกันแน่ครับ ก็ส่งไปให้ศาลฎีกาพิจารณาว่าข้อที่อุทธรณ์ยกย้อนชอบหรือไม่ ถามว่าหากไปถอนฟ้องที่ศาลชั้นต้นถามว่าศาลชั้นต้นมีอำนาจถอนฟ้องได้หรือไม่
เราก็มาดูว่าศาลชั้นต้นถูกยกด้วยศาลอุทธรณ์คือศาลที่สูงกว่าแล้ว แม้จะยังไม่ถึงที่สุดเพราะยังอยู่ในชั้นฎีกา แต่ตราบใดที่ยังไม่ถูกกลับ ดังนั้น คำสั่งของศาลอุทธรณ์ที่ให้ยกย้อน ยังมีอยู่ ฉะนั้นที่โจทก์มาถอนฟ้อง ในศาลชั้นต้นนั้นทำได้
และหากศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจอนุญาตให้ถอนฟ้องได้ ก็ไม่ต้องไปดูศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาต้องจำหน่ายคดีทันที ไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารราต่อไป
เรามาดูประเด็นที่น่าสนใจประเด็นต่อไป คือวิธรการถอนฟ้อง ในมาตรา 175 ได้กำหนดวิธีการถอนฟ้องไว้ 2 กรณีด้วยกันครับ
มาตรา 175 ก่อนจำเลยยื่นคำให้การ โจทก์อาจถอนคำฟ้องได้โดยยื่นคำบอกกล่าวเป็นหนังสือต่อศาล
ภายหลังจำเลยยื่นคำให้การแล้ว โจทก์อาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลชั้นต้นเพื่ออนุญาตให้โจทก์ถอนคำฟ้องได้ ศาลจะอนุญาตหรือไม่อนุญาตหรืออนุญาตภายในเงื่อนไขตามที่เห็นสมควรก็ได้ แต่
(๑) ห้ามไม่ให้ศาลให้อนุญาต โดยมิได้ฟังจำเลยหรือผู้ร้องสอด ถ้าหากมีก่อน
(๒) ในกรณีที่โจทก์ถอนคำฟ้อง เนื่องจากมีข้อตกลงหรือประนีประนอมยอมความกับจำเลย ให้ศาลอนุญาตไปตามคำขอนั้น
วิธีที่ 1 ตามวรรค 1 ก็ง่ายมา ทำเป็นเพียงคำแถลง คือแค่มาบอกให้ทราบไม่ได้มาขออะไรเลย ต่างกันตรงไหน ก็อย่างน้อยๆแค่แบบพิมพ์ก็ไม่เหมือนกัน แต่นี่ไม่ใช่สาระ เพราะว่าทางปฏิบัติก็เอาแบบพิมพ์คำร้องมาขีดค่า มาทำเป็นคำแถลงนั่นแหละ ถ้าทำเกินได้หรือไม่ ทำเป็นคำร้องเลยได้หรือไม่ ก็เข้าหลักทุกอย่าง ทำเกินไม่เป็นไรอย่าทำขาดก็พอ แต่อาจารย์เห็นว่าอะไรที่ไม่ควรเกินก็อย่าไปทำเกินเลย เพราะเท่ากับกฎหมายบอกว่าสิ่งนั้นทำได้เองไม่ต้องขออนุญาตศาล ฉะนั้นในวรรค 1 การถอนฟ้องในเวลาที่จำเลยยังไม่ยื่นคำให้การ อำนาจอยู่ที่โจทก์แต่เป็นเพียงการบอกว่าช่วยกรุณามาบอกศาลด้วยเถอะ ฉะนั้น แทบไม่มีการไม่อนุญาต
วิธีที่ 2 คือตามวรรค 2 ที่ต้องทำเป็นคำร้อง กฎหมายกำลังบอกว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ทำได้เอง ศาลต้องเป็นผู้ขออนุญาต แล้วทำไมถึงต่างกันเพราะเรามาถอนหลังจากจำเลยยื่นคำให้การแล้ว เรารู้ว่าจำเลยจะสู้อย่างไรแล้วนี่ครับ เท่ากับโจทก์กำลังได้เปรียบเพราะรู้ข้อต่อสู้จำเลยแล้วนี่ครับ กฎหมายจึงให้ศาลเป็นผู้ตรวจสอบเพื่อไม่ต้องการให้โจทก์เอาเปรียบจำเลย
ถ้าคดีนั้นมีจำเลยหลายคน แล้วบางคนขาดนัดยื่นคำให้การบางคนยื่นคำให้การแล้ว โจทก์ต้องทำอย่างไร จะทำเป็นคำแถลงหรือคำร้อง ผลการที่โจทก์มาถอนหลังยื่นคำให้การคือ ต้องทำเป็นคำร้อง เป็นดุลพินิจศาล และหากศาลจะอนุญาตต้องฟังจำเลยก่อน (แม้จะฟังเฉยๆก็ตามไม่ถือเป็นสาระต้องสั่งตาม ที่จำเลยแถลง )
ฎ.เคยเอามาออกเป็นข้อสอบ แต่ก็นานแล้ว กว่า 5 ปีแล้ว เป็นเรื่องที่โจทก์ยื่นถอนฟ้องทั้งคดี เนื่องจากศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นการยื่นหลังจากจำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การแล้ว ศาลต้นจึงเห็นว่าหากจะอนุญาตต้องสอบจำเลยก่อน วิธีการสอบที่ไม่มีวันนัดนั้น ยากกว่าในวันนัดเพราะในวันนัดแค่ยื่นในสำเนาแล้วถามจำเลยเลยว่าจะว่าอย่างไร แต่ไม่มีวันนัดก็สอบเป็นหนังสิอพร้อมส่งหมาย แล้วให้โจทก์ส่ง โจทก์ไม่ส่งก็ทิ้งฟ้อง จำหน่ายคดี ( ทิ้งฟ้อง กับ ถอนฟ้อง ต่างกันอย่างน้อยก็เรื่องค่าขึ้นศาลที่ไม่ได้คืน )
โจทก์อุทธรณ์ จึงจะเห็นได้ว่าจำเลยมีหลายคน ต้องแยกพิจารณาเป็นรายจำเลย ตามลักษณะว่าจำเลยนั้นได้ให้การแล้วหรือยัง
ฎ.4888/2549
ในคดีที่จำเลยยื่นคำให้การแล้ว เมื่อโจทก์ขอถอนฟ้อง ป.วิ.พ. มาตรา 175 วรรคสอง (1) กำหนดให้ศาลฟังว่าจำเลยจะยินยอมให้โจทก์ถอนฟ้องหรือจะคัดค้านประการใด เพื่อประโยชน์ที่ศาลจะได้นำมาประกอบการพิจารณาสั่งตามที่เห็นสมควรดังที่กฎหมายบัญญัติให้อำนาจไว้นั้นต่อไป หากศาลยังมิได้ฟังจำเลยก่อนย่อมต้องห้ามตามกฎหมายไม่ให้ศาลสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง ดังนั้นการที่โจทก์ขอถอนฟ้องเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2547 ภายหลังจำเลยให้การต่อสู้คดีและศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและจำหน่ายคดีจากสารบบความในวันเดียวกันนั้น โดยปรากฏว่าจำเลยได้รับสำเนาคำร้องขอถอนฟ้องในวันที่ 22 ธันวาคม 2547 โดยไม่มีโอกาสได้คัดค้านหรือไม่คัดค้านในการที่โจทก์ถอนฟ้อง การที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องไปก่อนที่จะได้ฟังจำเลยเช่นนี้ จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 175 วรรคสอง (1) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 31
จำเลยยื่นคำให้การแล้วแต่ศาลสั่งโดยผิดหลงอนุญาตโจทก์ทันทีโดยไม่ได้ถามจำเลย อย่างที่เรียนให้ทราบแล้วว่า โจทก์จะถอนฟ้องตอนไหนก็ได้ ก็อาจมายื่นโดยไม่มีวันนัดและก็ไม่มีตัวจำเลยอยู่ขณะนั้นด้วย
คดีที่ไม่จำเป็นต้องถามจำเลยก่อนก่อนคือ
1. แม้จำเลยได้ยื่นคำให้การไว้ แต่ในวันนัด จำเลยขาดนัดพิจารณา อาจงงว่ามียกเว้นไว้ตรงไหนในเรื่องถอนฟ้องเหรอ กฎหมายใหม่บอกว่า ทางเดียวที่จำเลยจะขาดนัดพิจารณาได้ ก็ต้องยื่นคำให้การ อาศัยหลักมาตรา 21 ( 2 ) ครับ
(๒) ถ้าประมวลกฎหมายนี้มิได้บัญญัติไว้ว่า คำขออันใดจะทำได้แต่ฝ่ายเดียวห้ามมิให้ศาลทำคำสั่งในเรื่องนั้น ๆ โดยมิให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งหรือคู่ความอื่น ๆ มีโอกาสคัดค้านก่อนแต่ทั้งนี้ต้องอยู่ในบังคับแห่งบทบัญญัติของประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการขาดนัด
อีกกรณีหนึ่งก็อยู่ใน มาตรา 175 วรรค 2 ตอนท้ายนั้นเอง
๒) ในกรณีที่โจทก์ถอนคำฟ้อง เนื่องจากมีข้อตกลงหรือประนีประนอมยอมความกับจำเลย ให้ศาลอนุญาตไปตามคำขอนั้น
ครั้งที่ 12,13 ( 10/02/52 )
ท่านอาจารย์สมชัยติดภารกิจ วันนี้จึงบรรยายถึงสองทุ่มสัปดาห์หน้า อาจารย์สมชัยจะใช้สิทธิบรรยายชั่วโมงอาจารย์ทดแทนวันนี้จะพูดหลายเรื่องจะพุดเรื่องถอนฟ้องให้จบจากคราวที่แล้วและจะต่อด้วยเรื่องแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การ
ถ้าจำเลยยังไม่ยื่นคำให้การ ก็ทำเป็นคำบอกกล่าว ถ้ายื่นแล้วก็ต้องทำเป็นคำร้องและได้รับอนุญาตจากศาล
นอกจากนั้นกรณียื่นคำให้การแล้วก็ต้องฟังจำเลยหรือผู้ร้องสอดก่อน
1.การถอนต้องขออนุญาตเป็นคำร้อง และเป็นดุลพินิจโดยแท้ของศ่าล และถ้าจะอนุญาตต้องฟังจำเลยหรือผู้ร้องสอดก่อน
กรณีที่ไม่ต้องฟังคู่ความอีกฝ่ายก่อน ก็เช่นกรณีจำเลยไม่มาศาลหรือ เป็นการถอนฟ้องโดยข้อตกลงหรือประนีประนอมยอมความกันได้ ( นอกศาล ) คือไม่ติดใจพิพากษาตามยอม ถ้าเป็นพิพากษาตามยอมจะกลายเป็น 178
มาตรา ๑๗๕ ก่อนจำเลยยื่นคำให้การ โจทก์อาจถอนคำฟ้องได้โดยยื่นคำบอกกล่าวเป็นหนังสือต่อศาล
ภายหลังจำเลยยื่นคำให้การแล้ว โจทก์อาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลชั้นต้นเพื่ออนุญาตให้โจทก์ถอนคำฟ้องได้ ศาลจะอนุญาตหรือไม่อนุญาตหรืออนุญาตภายในเงื่อนไขตามที่เห็นสมควรก็ได้ แต่
(๑) ห้ามไม่ให้ศาลให้อนุญาต โดยมิได้ฟังจำเลยหรือผู้ร้องสอด ถ้าหากมีก่อน
(๒) ในกรณีที่โจทก์ถอนคำฟ้อง เนื่องจากมีข้อตกลงหรือประนีประนอมยอมความกับจำเลย ให้ศาลอนุญาตไปตามคำขอนั้น
ประเด็นต่อไปคือการพิจารณาสั่งของศาล และดุลพินิจศาล และผลของการให้ถอนฟ้องได้
มาจุดแรกก่อนเรื่อง การพิจารณาคำร้องของศาล
ถ้าออกนั่งพิจารณาก็สอบจำเลยได้เลย ถ้าแถลงต่อศาลบางทีก็ถือว่าไม่ได้ฟังเช่นพอทนายจำเลยรับสำนวนแล้วแถลงว่าไปปรึกษาตัวความก่อนอย่างนี้ยังไม่ถือว่าได้ฟังถึงเหตุและผลที่เค้าได้ค้านหรือไม่ค้านแถลงเพียงแค่นี้แม้ศาลได้ฟังแล้วก็เสมือนกับยังไม่ได้ฟัง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 777/2503
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 175 ที่บัญญัติถึงเรื่องโจทก์ถอนฟ้องภายหลังจำเลยยื่นคำให้การแล้วว่าห้ามไม่ให้ศาลอนุญาตโดยมิได้ฟังจำเลยก่อนนั้นหมายความให้ศาลฟังว่าจำเลยจะยินยอมให้โจทก์ถอนฟ้องหรือจะคัดค้านประการใดเพื่อประโยชน์ที่ศาลจะได้นำมาประกอบการพิจารณาสั่งตามที่เห็นสมควร ดังที่กฎหมายบัญญัติให้อำนาจไว้นั้นต่อไปถ้าหากว่าศาลยังมิได้ฟังจำเลยดุจกล่าวนี้ ย่อมต้องห้ามตามกฎหมายไม่ให้ศาลสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง
โจทก์ขอถอนฟ้อง ศาลชั้นต้นสอบถามทนายจำเลย ทนายจำเลยแถลงตอบในขณะนั้นว่า ขอผัดปรึกษาตัวจำเลยเสียก่อน เพื่อจะได้ตรึกตรองว่าจะคัดค้านหรือไม่เช่นนี้ ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยจะคัดค้านหรือไม่คัดค้านในการที่โจทก์ขอถอนฟ้องชอบที่ศาลจะพิจารณาว่าจะให้จำเลยขอเลื่อนเวลาไปเช่นนั้นหรือไม่ หากศาลมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องไปก่อนที่จะได้ฟังจำเลยดังกล่าว ก็ย่อมไม่เป็นไปโดยชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 175
กรณีว่าทนายจำเลยบอกว่าการถอนฟ้องของโจทก์ไม่มีเหตุผล ของการถอนฟ้องกรณีเช่นก็ถือว่าได้ฟังจำเลยแล้วได้แถลงเรียบร้อยแล้ว
และได้ตอบประเด็นด้วยว่าแม้โจทก์จะไม่ได้บอกเหตุผลของการถอนฟ้องก้ตามโตทก็ไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลก็ได้ บอกเหตุผลกว่างๆว่าไม่ต้องการดำเนินคดีต่อไปก็ได้
แม้โจทก์ไม่ได้บอกเหตุผลของการถอนฟ้องก็เป็นการถอนฟ้องได้ครับ ขอเพียงแจ้งความประสงค์มาก็พอครับ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1677/2540
ป.วิ.พ.มาตรา 175 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า "ภายหลังจำเลยยื่นคำให้การแล้ว โจทก์อาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลชั้นต้นเพื่ออนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้ ..." บทบัญญัติดังกล่าวมิได้ระบุว่าโจทก์จะต้องแสดงเหตุผลในการถอนฟ้องในคำร้องหรือต้องแถลงเหตุผลในการถอนฟ้องให้จำเลยทราบแต่อย่างใด เพราะแม้จำเลยจะคัดค้านหรือไม่ก็ตาม ศาลก็มีอำนาจตามบทบัญญัติดังกล่าวที่จะอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้เพราะเป็นดุลพินิจของศาล
ศาลชั้นต้นได้พิจารณาข้อคัดค้านของทนายจำเลยที่แถลงต่อศาลและรูปคดีของทั้งสองฝ่ายแล้วเห็นว่าไม่ทำให้จำเลยเสียเปรียบหากถูกโจทก์ฟ้องใหม่จึงอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้ เป็นการใช้ดุลพินิจในการสั่งโดยชอบแล้ว แม้โจทก์นำคดีมาฟ้องใหม่จำเลยก็มีสิทธิต่อสู้คดีได้เต็มที่
“ สุดแต่ศาลจะพิจารณาสั่ง “ กรณีอย่างนี้ ก็ถือว่าได้ฟังแล้ว จะว่าค้านก็ไม่ใช่ ไม่ค้านก็ไม่เชิง ฉะนั้นมีอยู่กรณีเดียวที่ยังถือว่าไม่ได้ฟังคือการผลัดว่าขอไปถามตัวความก่อน
กรณีที่ศาลจะสั่งไม่อนุญาตก็ไม่ต้องไปฟังจำเลยแล้วสั่งได้ทันที การที่จะไม่อนุญาต มักเกี่ยวพันกับ
1. เกี่ยวพันกับการไม่สุจริต โจทก์ทราบข้อต่อสู้ของจำเลยและพยานหลักฐานที่สำคัญของจำเลยแล้ว อาจจะคิดว่าโจทก์แพ้กับถอนฟ้องไม่ไม่น่าจะต่างกันเลย การยกฟ้องหรือการสั่งจำหน่ายคดีจำเลยก็ไม่ต้องรับผิดทั้งนั้น แต่ความจริงมันต่างกันครับตรงจำหน่ายคดีนั้น อาจได้รับคืนค่าขึ้นศาล บางส่วน แต่การ ยกฟ้อง นั้นอาจต้องรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมในตอนที่ศาลจะพิพากษาซึ่งมักจะให้ฝ่ายแพ้คดีชำระค่าฤชาธรรมเนียมให้แก่ฝ่ายที่ชนะ และการได้เปรียบอีกอย่างหนึ่งคือ โจทก์สามารถฟ้องใหม่ได้ไม่เป็นฟ้องซ้ำ
2. เกี่ยวกับ อาจไม่ถึงขนาดไม่สุจริตแต่เป็นเรื่องซึ่งอยู่ในช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสมที่จะให้ถอนฟ้องแล้วหล่ะ หรือในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา มันไม่มีการสืบพยาน แล้วจะเอาอะไรมาดูว่าคนที่มาถอนจะมาเอาเปรียบ
ถึงแม้จะไม่ออกสอบเพราะเป็นเรื่องดุลพินิจแต่ก็น่าจะควรรู้ไว้ก็ไม่เสียหลายนะครับ
ตัวอย่างที่ 1
เป็นกรณีที่โจทก์รู้ตัวว่าต้องถูกยกฟ้องแน่เพราะหนังสือมอบอำนาจไม่ถูกต้องผู้รับมอบอำนาจไม่ใช่คนที่มีอำนาจฟ้อง และล่วงเลยเวลาแก้ฟ้องมาแล้ว ก่อนวันชี้สองสถานหรือก่อนสิบพยานมาเกิน 7 วัน
แต่กรณีนี้ศาลอนุญาตเหตุผลที่ใช้ดุลพินิจอย่างนี้เพราะว่าการยกฟ้องไม่ได้แปลว่าโจทก์จะแพ้คดีนั้นตลอดไปเสมอไป เพราะหากเป็นการแพ้โดยยังไม่ได้วินิจฉัยในเนื้อหา โจทก์ไม่ได้แพ้จริงๆ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2223/2534
แม้หากศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปจนเสร็จสำนวนจะต้องพิพากษายกฟ้องเพราะเหตุโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ไม่ถูกต้องก็ตาม แต่การพิพากษายกฟ้องโดยอาศัยเหตุดังกล่าว ไม่เกี่ยวกับประเด็นในเนื้อหาแห่งคดี จึงไม่เป็นการต้องห้ามมิให้คู่ความรื้อร้องฟ้องกันอีก ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง จึงหามีผลทำให้จำเลยเสียเปรียบในเชิงคดีไม่และเมื่อการอนุญาตให้ถอนฟ้องมีเหตุอันสมควร ฟ้องแย้งย่อมตกไป
โจทก์ฟ้องจำเลย จำเลยต่อสู้ว่าฟ้องผิดศาล เนื่องจากศาลที่รับฟ้องไม่ใช่ศาลที่ไม่มีเขตอำนาจ โจทก์ตรวจสอบแล้วเห็นว่าเป็นจริง จึงจะมาถอนฟ้อง จำเลยคัดค้าน เรื่องนี้เช่นกันแม้ ยกฟ้องโจทก์ไปก็ไม่ตัดสิทธิโจทก์มาฟ้องจำเลยใหม่ได้เสมอ จึงไม่มีประโยชน์อะไรที่จะไม่ไปอนุญาตโจทก์ จึงมีเหตุสมควรที่จะอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้ไม่เป็นการเอาเปรียบจำเลย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 903/2547
ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 175 วรรคสอง การที่ศาลจะอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องหรือไม่ เป็นอำนาจศาลที่จะใช้ดุลพินิจ แม้จำเลยจะคัดค้าน แต่หากศาลเห็นว่าการถอนฟ้องของโจทก์ไม่เป็นเหตุให้จำเลยเสียเปรียบในเชิงคดี ศาลก็อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้ และในกรณีที่ฟ้องผิดศาลหากศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำพิพากษายกฟ้องเพราะคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจศาล โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องจำเลยใหม่ยังศาลที่คดีนั้นอยู่ในเขตอำนาจได้ ดังนั้น การที่โจทก์ขอถอนฟ้องเพราะเหตุฟ้องผิดศาล แม้จำเลยจะให้การต่อสู้คดีไว้ จึงมิได้ทำให้จำเลยเสียหายแต่ประการใด ข้ออ้างของจำเลยที่ว่า โจทก์ถอนฟ้องก็เพื่อจะไปดำเนินการเกี่ยวกับเอกสารต่างๆ ตามที่จำเลยให้การ โดยเฉพาะเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ เมื่อคดีนี้ยังไม่มีการสืบพยานโจทก์และจำเลยจึงยังไม่ได้มีคำวินิจฉัยในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายใด หากโจทก์นำคดีมาฟ้องใหม่ จำเลยก็มีสิทธิต่อสู้คดีได้เต็มที่เช่นเดิม จึงหาทำให้จำเลยต้องเสียเปรียบในเชิงคดีไม่
มีการถอนฟ้องโดยโจทก์ด้วยและมีการถอนฟ้องโดยจำเลยด้วย แต่ประเด็นที่โต้แย้งกันถึงฎีกาคือการถอนฟ้องของจำเลย ถ้าจะรอให้คดีแรกเสร็จการพิจารณาก็จะขาดอายุความเสียเปล่า
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 469/2546
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มิได้มีบทบัญญัติว่าด้วยการถอนอุทธรณ์ไว้โดยเฉพาะ แต่มาตรา 246 ของลักษณะ 1 ว่าด้วยอุทธรณ์บัญญัติให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ว่าด้วยการพิจารณาและการชี้ขาดตัดสินคดีในศาลชั้นต้นมาใช้บังคับแก่การพิจารณาและการชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นอุทธรณ์ได้โดยอนุโลมคำฟ้องอุทธรณ์จึงเป็นคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1(3)กรณีต้องนำเรื่องการถอนฟ้องตามมาตรา 175 มาใช้บังคับกับการถอนคำฟ้องอุทธรณ์โดยอนุโลม โดยมาตรา 175(1) บังคับเพียงว่า ห้ามไม่ให้ศาลอนุญาตโดยมิได้ฟังจำเลยหรือผู้ร้องสอดหากมีก่อน แม้จะมีการคัดค้านการขอถอนคำฟ้องก็อยู่ในดุลพินิจของศาลที่จะสั่งอนุญาตได้ ทั้งการขอถอนคำฟ้องก็เป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย ถือไม่ได้ว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่สุจริตเพื่อเอาเปรียบในเชิงคดี ดังนั้น เมื่อคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 จำเลยขอถอนอุทธรณ์ ก็ย่อมอยู่ในดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่จะอนุญาตให้จำเลยถอนอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 246 ประกอบด้วยมาตรา 175 ส่วนการที่โจทก์อ้างว่าจะทำให้ตนเสียเปรียบเพราะทำให้โจทก์เสียหายไม่สามารถยื่นฟ้องใหม่ได้ภายในกำหนดอายุความนั้น ก็มิใช่เงื่อนไขที่เกี่ยวกับการอนุญาตให้ถอนอุทธรณ์แต่อย่างใด
ต่อไปเป็นตัวอย่างสุดท้ายในเรื่อง ดุลพินิจถอนฟ้อง อันนี้เป็นดุลพินิจไม่อนุญาตบ้าง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1195/2540
การที่ศาลมีคำสั่งไม่ให้โจทก์ถอนฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 175 วรรคสอง หมายความว่า ให้ศาลพิจารณาถึงความสุจริตของโจทก์ในการดำเนินกระบวนพิจารณาประกอบด้วย หากปรากฏต่อศาลว่าการที่โจทก์ขออนุญาตถอนฟ้องอาจทำให้เสียเปรียบในการดำเนินคดี ศาลไม่อนุญาตให้ถอนฟ้องได้ คดีนี้โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องเนื่องจากศาลชั้นต้นสั่งงดชี้สองสถานและนัดฟังคำพิพากษา โดยโจทก์แถลงรับข้อเท็จจริงว่าขณะทำสัญญาจะซื้อจะขายโจทก์ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษาว่าคำฟ้องโจทก์เป็นการกล่าวอ้างถึงกรณีที่มีบทบัญญัติของกฎหมายห้ามมิให้กระทำการไว้ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดี เห็นได้ชัดว่าโจทก์รู้อยู่ว่าจะต้องแพ้คดี พฤติการณ์ขอถอนฟ้องคดีของโจทก์จึงมิได้เป็นไปโดยสุจริตซึ่งทำให้จำเลยเสียเปรียบ การที่ศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจึงชอบแล้ว
ผลของการถอนฟ้อง
มาตรา ๑๗๖ การทิ้งคำฟ้องหรือถอนคำฟ้องย่อมลบล้างผลแห่งการยื่นคำฟ้องนั้นรวมทั้งกระบวนพิจารณาอื่น ๆ อันมีมาต่อภายหลังยื่นคำฟ้อง และกระทำให้คู่ความกลับคืนเข้าสู่ฐานะเดิมเสมือนหนึ่งมิได้มีการยื่นฟ้องเลย แต่ว่าคำฟ้องใด ๆ ที่ได้ทิ้งหรือถอนแล้ว อาจยื่นใหม่ได้ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1938/2540
คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระหนี้ในฐานะผู้กู้ และขอให้จำเลยที่ 2 รับผิดชำระหนี้ในฐานะผู้ค้ำประกัน มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันไม่ได้ แม้ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 59 (1) ให้ถือว่า บรรดากระบวนพิจารณาซึ่งได้ทำโดยหรือทำต่อคู่ความร่วมคนหนึ่งนั้นให้ถือว่าได้ทำโดยหรือทำต่อคู่ความร่วมคนอื่น ๆ ด้วยก็ตาม แต่หลังจากที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การยกอายุความเรื่องสิทธิเรียกร้องตามสัญญากู้เงินขึ้นต่อสู้ โจทก์ได้ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1ศาลชั้นต้นอนุญาต และจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความแล้ว ผลย่อมเป็นไปตามมาตรา 176 แห่ง ป.วิ.พ.ที่ว่าการถอนคำฟ้องย่อมมีผลลบล้างผลแห่งการยื่นคำฟ้องนั้น รวมทั้งกระบวนพิจารณาอื่น ๆ อันมีมาต่อภายหลังยื่นคำฟ้องและกระทำให้คู่ความกลับคืนเข้าสู่ฐานะเดิมเสมือนหนึ่งมิได้มีการยื่นคำฟ้องเลย ดังนั้นกระบวนพิจารณาที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การยกอายุความเรื่องสิทธิเรียกร้องตามสัญญากู้เงินขึ้นต่อสู้โจทก์ ถือว่าเป็นอันลบล้างไปด้วยผลของการถอนฟ้องตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงเท่ากับว่าไม่มีกำหนดอายุความเรื่องสิทธิเรียกร้องตามสัญญากู้ของจำเลยที่ 1 ที่จะนำมาพิจารณาได้อีก ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาว่า เมื่อหนี้ของจำเลยที่ 1ซึ่งเป็นผู้กู้ขาดอายุความย่อมมีผลถึงจำเลยที่ 4 ผู้ค้ำประกันหนี้ดังกล่าวด้วยจึงเป็นการไม่ชอบ
จำเลยที่ 1 ได้กู้ยืมเงินไปจากโจทก์จำนวน 1,000,000 บาทยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี โดยจำเลยที่ 4 ได้ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินฉบับดังกล่าว และจำเลยที่ 1 ตกเป็นผู้ผิดนัดแล้ว จำเลยที่ 4 ยังไม่เคยชำระหนี้ตามสัญญาค้ำประกันให้แก่โจทก์ การที่โจทก์กับจำเลยที่ 1ตกลงเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยกันหลายครั้งโดยจำเลยที่ 4 มิได้ตกลงยินยอมด้วยนั้นมิใช่เป็นการเปลี่ยนแปลงสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้ตามสัญญากู้เงินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงมิใช่เป็นการแปลงหนี้ใหม่ หนี้ตามสัญญากู้เงินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงไม่ระงับสิ้นไป และจำเลยที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงยังไม่หลุดพ้นจากความรับผิด
หมายเหตุ
จำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การยกอายุความขึ้นต่อสู้โจทก์ย่อมเป็นประโยชน์แก่จำเลยที่ 4ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 59(1)แม้การที่โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 1 จะมีผลตามมาตรา 176 เป็นการลบล้างผลแห่งการยื่นคำฟ้องรวมทั้งกระบวนพิจารณาอื่น ๆ อันมีมาต่อภายหลังยื่นคำฟ้องและกระทำให้คู่ความกลับคืนเข้าสู่ฐานะเดิมเสมือนหนึ่งมิได้มีการยื่นฟ้องเลยก็ตาม ก็เป็นเรื่องในส่วนของคำฟ้องซึ่งเป็นเรื่องของโจทก์เท่านั้น แต่การยื่นคำให้การยกเรื่องอายุความขึ้นต่อสู้นั้นเป็นการกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่น่าจะมีผลลบล้างไปด้วย แม้ศาลชั้นต้นจะจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความแล้วก็เพียงทำให้ไม่มีผลของคดีที่จำเลยที่ 1จะต้องผูกพันตามคำพิพากษาเท่านั้น คดีจึงยังมีปัญหาเรื่องอายุความที่จะต้องวินิจฉัยให้ในส่วนของจำเลยที่ 4 ที่เป็นผู้ค้ำประกันต่อไป เพราะมิฉะนั้นโจทก์จะเป็นฝ่ายได้เปรียบในเชิงคดีที่สามารถตัดประเด็นที่ตนอาจแพ้คดีได้โดยการถอนฟ้องจำเลยที่ 1 เสีย ซึ่งย่อมไม่เป็นธรรม
ไพโรจน์ วายุภาพ
กรณีถอนฟ้องอาจจะมีกรณีที่ศาลสั่งอนุญาตแต่ไม่มีการจำหน่ายคดีเพราะเป็นการถอนฟ้องบางส่วนได้
กรณีถอนฟ้องจำเลยบางคนทำให้ข้อต่อสู้ตกไปคู่ความอื่นไม่สามารถยกประเด็นนั้นต่อสู้ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2891/2537
ระหว่างนัดสืบพยานโจทก์ในคดีก่อน โจทก์ยื่นคำร้องว่าโจทก์ไม่มีความประสงค์จะดำเนินคดีนี้กับจำเลยอีกต่อไป ขอถอนฟ้อง จำเลยแถลงไม่คัดค้าน ศาลอนุญาตให้ถอนฟ้อง มีความหมายเพียงว่า โจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีกับจำเลยสำหรับคดีนั้นเท่านั้น หาอาจแปลไปว่าโจทก์จะไม่ฟ้องคดีใหม่กับจำเลยอีก ทั้งมิใช่เป็นการถอนฟ้องตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังนั้น การถอนฟ้องในคดีก่อนไม่ทำให้อำนาจฟ้องของโจทก์หมดไป โจทก์จึงฟ้องคดีนี้ใหม่ได้ภายในอายุความ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ โดยวินิจฉัยอ้างเหตุต่างกัน กล่าวคือ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ ส่วนศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ แต่ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำ ดังนี้เมื่อศาลฎีกาเห็นว่าฟ้องโจทก์ไม่เป็นฟ้องซ้ำ แต่สำหรับปัญหาข้ออื่นซึ่งศาลชั้นต้นกำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ ได้แก่เรื่องอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่จำเลยค้างค่ากระแสไฟฟ้า และโจทก์มีสิทธิเรียกค่ากระแสไฟฟ้าจากจำเลยตามฟ้องหรือไม่ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัย เมื่อศาลฎีกาเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ย่อมมีอำนาจยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในประเด็นที่ยังเหลืออยู่ แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
หมายเหตุ
การถอนฟ้องของโจทก์มีผลแตกต่างกันระหว่างคดีแพ่งและคดีอาญาในคดีอาญามีบัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 36ว่าเมื่อมีการถอนฟ้องคดีใดไปจากศาลแล้ว จะนำมาฟ้องอีกหาได้ไม่เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นดังที่ระบุไว้ในอนุมาตรา 1-3 ส่วนคดีแพ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 176 บัญญัติไว้ว่าการถอนฟ้องย่อมลบล้างผลแห่งการยื่นคำฟ้องนั้น รวมทั้งกระบวนพิจารณาอื่น ๆ อันมีมาต่อภายหลังยื่นคำฟ้องและทำให้คู่ความกลับคืนเข้าสู่ฐานะเดิมเสมือนหนึ่งมิได้มีการยื่นฟ้องเลย คำฟ้องที่มีการถอนแล้วอาจยื่นใหม่ได้ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความจะเห็นได้ว่าในส่วนของคดีแพ่งมิได้ห้ามโจทก์นำคดีที่มีการถอนฟ้องไปจากศาลแล้วมาฟ้องใหม่ ตรงกันข้ามได้บัญญัติรับรองสิทธิของโจทก์ว่าให้กลับเข้าสู่ฐานะเดิมและอาจยื่นฟ้องใหม่ได้ภายในอายุความที่กฎหมายกำหนด ซึ่งจะเห็นได้ว่าแตกต่างจากคดีอาญาก็โดยเหตุผลว่าคดีอาญาเมื่อศาลประทับฟ้องไว้พิจารณาแล้ว เว้นแต่จำเลยจะได้รับประกันตัวจะต้องถูกขังในระหว่างการพิจารณาซึ่งกระทบต่อเสรีภาพของบุคคล กฎหมายจึงบัญญัติห้ามมิให้นำคดีมาฟ้องใหม่
ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้เดิมโจทก์เคยยื่นฟ้องให้จำเลยชำระหนี้ค่ากระแสไฟฟ้าพร้อมดอกเบี้ยซึ่งเป็นมูลหนี้อย่างเดียวกันมาแล้วครั้งหนึ่ง และในคดีก่อนจำเลยได้ยื่นคำให้การแก้คดีแล้ว ระหว่างนัดสืบพยานโจทก์ โจทก์ยื่นคำร้องว่า ไม่มีความประสงค์จะดำเนินคดีนี้กับจำเลยอีกต่อไป ขออนุญาตถอนฟ้องจำเลยรับสำเนาคำร้องแล้วแถลงไม่คัดค้าน ศาลอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องต่อมาโจทก์นำหนี้ตามคดีเดิมมาฟ้องเป็นคดีอีก ศาลฎีกาก็วินิจฉัยตามหลักในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 176 และตีความข้อความที่โจทก์ระบุไว้ในคำร้องขอถอนฟ้องว่าไม่ประสงค์จะดำเนินคดีกับจำเลยอีกต่อไปนั้น มีความหมายเพียงว่าไม่ดำเนินคดีกับจำเลยในคดีที่โจทก์ถอนฟ้องเท่านั้น หาใช่จะไม่ฟ้องเกี่ยวกับมูลหนี้ดังกล่าวอีก อันเป็นทำนองสละสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 176 ซึ่งก็เป็นการวินิจฉัยตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เคยวินิจฉัยไว้ เช่น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1823/2536 แม้ในคดีเดิมโจทก์จะแถลงว่าสาเหตุที่ถอนฟ้อง เพราะโจทก์ไม่ติดใจดำเนินคดีกับจำเลยต่อไปเนื่องจากตกลงกันได้ ก็ไม่มีความหมายชัดแจ้ง หรืออาจแปลได้ว่าโจทก์สละสิทธิที่จะเรียกร้องในมูลหนี้กรณีเดียวกันนั้นกับจำเลยอีกในภายหลัง โจทก์จึงฟ้องคดีได้ใหม่ภายในอายุความ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1823/2525 คดีเดิมโจทก์แถลงว่าสาเหตุที่ถอนฟ้องเพราะโจทก์ไม่ติดใจดำเนินคดีกับจำเลยต่อไป เนื่องจากตกลงกันได้แล้ว ก็ไม่มีข้อความชัดแจ้งหรืออาจแปลได้ว่าโจทก์สละสิทธิที่จะเรียกร้องในมูลกรณีเดียวกันนั้นกับจำเลยในภายหลัง ฉะนั้นการถอนฟ้องในคดีก่อน จึงไม่ทำให้อำนาจฟ้องโจทก์หมดไป โจทก์จึงฟ้องคดีใหม่ได้ภายในอายุความ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3678/2528 คดีก่อนอยู่ในระหว่างส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลย โจทก์ยื่นคำบอกกล่าวว่าโจทก์ไม่ประสงค์ดำเนินกับจำเลยต่อไป ขอถอนฟ้อง ศาลอนุญาต มีความหมายเพียงว่า โจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีกับจำเลยสำหรับคดีนั้นเท่านั้นหาแปลไปว่าโจทก์จะไม่ฟ้องคดีใหม่กับจำเลยอีกตามสิทธิของโจทก์ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 176 บัญญัติรับรองไว้แต่อย่างใดไม่ โจทก์ฟ้องใหม่ ไม่เป็นฟ้องซ้ำ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 164,165/2528 วินิจฉัยทำนองเดียวกัน)
อย่างไรก็ตาม หากถอนฟ้องโดยมีข้อตกลงกันระหว่างโจทก์กับจำเลยว่า จะไม่ดำเนินคดีกับจำเลยในมูลหนี้เดียวกันนั้นอีก หรือโจทก์สละสิทธิที่จะไม่ฟ้องคดีกับจำเลยในมูลหนี้อย่างเดียวกันโดยชัดเจนจะบังคับหรือมีผลผูกพันโจทก์หรือไม่ มีคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยไว้เป็น 2 แนว
แนวที่ 1 วินิจฉัยว่า โจทก์ยังสามารถนำคดีมาฟ้องได้อีกตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 176 คือ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 268/2489 โจทก์ขอถอนฟ้องโดยกล่าวว่าไม่ติดใจว่ากล่าวเอาความแก่จำเลยต่อไป ศาลสอบถามจำเลย จำเลยแถลงรับว่าที่ถอนฟ้องนั้นหมายถึงไม่ติดใจ ดำเนินคดีตลอดเรื่องใช่ไหม ฝ่ายโจทก์รับว่าถูกต้องแล้ว ศาลอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง ต่อมาโจทก์กลับมายื่นฟ้องขอให้ศาลบังคับจำเลยอย่างเดียวกัน และในมูลหนี้กรณีเดียวกันกับคดีก่อน ดังนี้ไม่เป็นฟ้องซ้ำ เพราะคดีก่อนศาลยังไม่ได้วินิจฉัยประเด็นข้อพิพาท และไม่ใช่เป็นการถอนฟ้อง โดยมีข้อตกลงหรือประนีประนอมยอมความ ตามมาตรา 175(2)
แนวที่ 2 วินิจฉัยว่าฟ้องใหม่ไม่ได้ คือ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 200/2511 โจทก์ฟ้องจำเลยและขอถอนฟ้องไปโดยแถลงต่อศาลว่า จะไม่ฟ้องจำเลยเกี่ยวกับทรัพย์พิพาทอีก ดังนั้นคำแถลงของโจทก์ในคดีก่อนซึ่งยอมสละสิทธินำคดีเรื่องนี้มาฟ้องใหม่ตามมาตรา 176 จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่โจทก์ในคดีนั้นได้ทำต่อศาลและคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งผูกมัดโจทก์ โจทก์จะมาฟ้องจำเลยเกี่ยวกับทรัพย์พิพาทได้อีก
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2240/2515 โจทก์เคยฟ้องจำเลยขอให้จดทะเบียนรับรอง ป. เป็นบุตร แล้วตกลงท้ากันให้จำเลยสาบานจำเลยได้สาบานตามคำท้า โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง และแถลงว่าจำเลยได้สาบานว่า ป. ไม่ใช่บุตรของจำเลยต่อไป ขอถอนฟ้องและไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลย ศาลอนุญาต ดังนี้ คำแถลงของโจทก์เช่นนี้เป็นการยอมสละสิทธิของตนที่มีอยู่ตามมาตรา 176 ผูกพันโจทก์จึงไม่อาจนำมาฟ้องจำเลยได้อีก
ผู้บันทึกเห็นว่าตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาแนวที่ 2 น่าจะชอบด้วยเหตุผลมากกว่า เนื่องจากคดีแพ่งเป็นเรื่องของคู่ความเมื่อโจทก์มีความประสงค์ที่จะไม่ฟ้องร้องดำเนินคดีในมูลหนี้ดังกล่าวอีกก็น่าจะผูกพันโจทก์หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งสิทธินำคดีมาฟ้องใหม่ตามมาตรา 176 นี้ สามารถสละสิทธิได้ โดยจะต้องระบุให้ชัดเจน
ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้ จำเลยให้การต่อสู้คดีด้วยว่าฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องซ้ำ และศาลอุทธรณ์ก็พิพากษายกฟ้องโจทก์โดยวินิจฉัยว่าเป็นฟ้องซ้ำ แต่ศาลฎีกามิได้วินิจฉัยปัญหานี้โดยตรง หากแต่วินิจฉัยโดยอาศัยหลักของมาตรา 176 ซึ่งหากพิจารณาหลักเกณฑ์การฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148แล้ว จะต้องเป็นเรื่องที่คดีเดิมศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นข้อพิพาทเดียวกันกับคดีใหม่ ตามคำพิพากษาศาลฎีกานี้คดีเดิมศาลยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นข้อพิพาท แต่เป็นเรื่องที่ในคดีเดิมโจทก์ขอถอนฟ้อง กรณีจึงมิใช่เรื่องฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 และ มีข้อที่น่าสังเกตอีกประการหนึ่งในตอนท้ายของคำพิพากษาศาลฎีกาที่วินิจฉัยว่า "ทั้งมิใช่เป็นการถอนฟ้องตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ดังนั้นการถอนฟ้องในคดีก่อนไม่ทำให้อำนาจฟ้องของโจทก์หมดไป" นั้น อาจทำให้เข้าใจว่าถ้าเป็นการถอนฟ้องตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้วกรณีไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 176 และโจทก์ไม่สามารถฟ้องคดีใหม่ได้ ผู้บันทึกเห็นว่าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 176 มิได้บัญญัติว่า ถ้าเป็นการถอนฟ้องตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้วห้ามมิให้ฟ้องคดีใหม่ จึงไม่น่าจะต้องห้ามเหมือนการถอนฟ้องทั่วไป เว้นแต่ตามสัญญาที่คู่ความตกลงกันมีข้อความสละสิทธิในการที่จะฟ้องเป็นคดีใหม่ หรือสละสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ที่ฟ้องนั้น ถ้ามีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความแล้วในทางปฏิบัติย่อมจะมีข้อตกลงเช่นนั้นเสมอซึ่งก็เป็นไปตามแนววินิจฉัยของศาลฎีกาตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2240/2515,2002/2511 มิใช่ต้องห้ามตามมาตรา 176
สมกุมชาด
ดูเปรียบเทียบ อันนี้คือถอนฟ้องแล้วจะไม่มาฟ้องอีกถือว่าสละสิทธิแล้ว
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7834/2540
โจทก์เคยมอบอำนาจให้ ณ. เป็นโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท ต่อมา ณ. ได้ถอนฟ้องไม่ประสงค์จะดำเนินคดีไม่ว่าข้อหาใด ๆ เกี่ยวกับที่ดินพิพาทอีกต่อไปดังนี้ เมื่อโจทก์ถอนฟ้องโดยประสงค์จะนำคดีมาฟ้องอีกย่อมเป็นการสละสิทธิของโจทก์ที่มีอยู่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 176 โจทก์จึงไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้องใหม่เป็นคดีนี้
สละสิทธิไม่มาฟ้องจำเลยใหม่ ไม่ฟ้องลูกหนี้ชั้นต้นแล้วแต่ฟ้องผู้ค้ำประกัน ฟ้องได้หรือเปล่า วินิจฉัยว่าฟ้องได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4094/2540
คดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยร่วมและ ล. โจทก์ได้ถอนฟ้องโดยระบุในคำร้องขอถอนฟ้องว่าถอนฟ้องเนื่องจากจำเลยทั้งสองตกลงชำระหนี้ให้โจทก์บางส่วนโดยโจทก์ไม่ติดใจเรียกร้องจากจำเลยต่อไปอีก ต่อมาโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามในฐานะผู้ค้ำประกันให้ชำระหนี้แก่โจทก์แสดงว่าโจทก์ยังติดใจเรียกร้องหนี้ส่วนที่เหลือจากจำเลยทั้งสามในฐานะผู้ค้ำประกัน มิใช่ยินยอมให้หนี้ส่วนที่เหลือระงับสิ้นไป และที่โจทก์ถอนฟ้องในคดีที่เคยฟ้องจำเลยทั้งสามก็เนื่องจากใบมอบอำนาจให้ฟ้องคดีผิดพลาด ถือไม่ได้ว่าโจทก์สละสิทธิในการดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสาม โจทก์ย่อมมีสิทธิยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามใหม่ในเรื่องเดิมได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 176
การชำระหนี้กู้ยืมเงินต้องมีหลักฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 653 วรรคสองมาแสดงจำเลยร่วมเพียงปากเดียวมาเบิกความลอย ๆ ว่าได้ชดใช้เงินให้แก่โจทก์จึงไม่อาจรับฟังได้ในส่วนของดอกเบี้ยสัญญากู้ระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมและ ล. ระบุว่าลูกหนี้ยอมชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 16 ต่อปีผู้ค้ำประกันจึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าว
เป็นเรื่องเกี่ยวกับการถอนฟ้องเหมือนกัน เป็นเรื่องที่ว่าคดีเดิมที่ถอนฟ้องมีฟ้องแย้งพิจารณาอยุ่ด้วยกัน เรื่องนี้มีการถอนฟ้องเช่นกันแต่มีการพิจารณาเกี่ยวกับฟ้องแย้งอยู่ด้วย แต่ถูกกลับไปแล้ว
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2223/2534 (ถูกกลับโดยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6909/2543)
แม้หากศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปจนเสร็จสำนวนจะต้องพิพากษายกฟ้องเพราะเหตุโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ไม่ถูกต้องก็ตาม แต่การพิพากษายกฟ้องโดยอาศัยเหตุดังกล่าว ไม่เกี่ยวกับประเด็นในเนื้อหาแห่งคดี จึงไม่เป็นการต้องห้ามมิให้คู่ความรื้อร้องฟ้องกันอีก ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง จึงหามีผลทำให้จำเลยเสียเปรียบในเชิงคดีไม่และเมื่อการอนุญาตให้ถอนฟ้องมีเหตุอันสมควร ฟ้องแย้งย่อมตกไป
แนวล่าสุดถอนฟ้องเดิมไปฟ้องแย้งไม่ตกไปด้วยแล้วนะครับ
*** คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6909/2543
เมื่อจำเลยฟ้องแย้งเข้ามาในคำให้การ โจทก์ก็คือจำเลยในฟ้องแย้ง คดีตามฟ้องแย้งจึงมีคู่ความครบถ้วนที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปได้การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องเดิม ก็คงมีผลเฉพาะคดีโจทก์ว่าไม่มีฟ้องเดิมที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปเท่านั้น หามีผลให้ฟ้องแย้งของจำเลยตกไปด้วยไม่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3132/2549
ศาลแพ่งธนบุรีอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องแล้ว แต่จำเลยที่ 1 ยังอุทธรณ์ต่อมา คดีจึงอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ส่วนการถอนคำฟ้องที่มีผลลบล้างผลแห่งการยื่นคำฟ้องและทำให้คู่ความกลับเข้าสู่ฐานะเดิมเสมือนหนึ่งมิได้มีการยื่นฟ้องเลยดังที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 176 นั้น หมายถึงการถอนคำฟ้องนั้นได้ถึงที่สุดแล้ว ดังนี้ ฟ้องโจทก์คดีนี้สำหรับจำเลยที่ 1 ที่โจทก์ยื่นฟ้องขณะที่คดีก่อนอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์จึงเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) แม้ต่อมาคดีก่อนจะถึงที่สุด ก็หาทำให้ฟ้องคดีนี้ซึ่งเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายมาแต่ต้น กลายเป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายขึ้นมาใหม่ เมื่อโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ก็ไม่มีฟ้องของโจทก์และตัวโจทก์ที่จำเลยที่ 1 จะฟ้องแย้ง จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิฟ้องแย้งเช่นกัน จึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์โจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และอุทธรณ์จำเลยที่ 1 เพราะไม่ทำให้ผลคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เปลี่ยนแปลงไป
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นตัวแทนค้าต่างของบริษัท จ. โดยไม่ได้กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นตัวแทนของโจทก์ด้วย ปัญหาว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นตัวแทนของโจทก์หรือไม่ จึงเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินของปัญหาและการค้าระหว่างประเทศ ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง
จบเรื่องถอนฟ้องแล้วครับ
.............................................................................................
ก็มีเรื่องแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องและแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การ และเรื่องฟ้องแย้ง 2 เรื่องที่ ยังเหลืออยู่ ปีนี้ก็ไม่น่าจะได้ออกในเรื่องแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การ เพราะปีที่แล้วได้ออกไปแล้ว แต่ก็ไม่แน่
มีมาตราเกี่ยวข้อง 3 มาตรา
1. 179 อะไรที่แก้ไขได้บ้าง
2. 180 วิธีหรือเงื่อนเวลาที่ขอแก้
3. 181 การพิจารณาสั่งของศาล
ฉะนั้นการที่จะนำมาออกมักให้แง่มุม 2 มาตรา แรก
มาตรา 179 โจทก์หรือจำเลยจะแก้ไขข้อหา ข้อต่อสู้ ข้ออ้าง หรือข้อเถียงอันกล่าวไว้ในคำฟ้องหรือคำให้การที่เสนอต่อศาลแต่แรกก็ได้
การแก้ไขนั้น โดยเฉพาะอาจเป็นการแก้ไขในข้อต่อไปนี้
(๑) เพิ่ม หรือลด จำนวนทุนทรัพย์ หรือราคาทรัพย์สินที่พิพาทในฟ้องเดิม หรือ
(๒) สละข้อหาในฟ้องเดิมเสียบางข้อ หรือเพิ่มเติมฟ้องเดิมให้บริบูรณ์โดยวิธีเสนอคำฟ้องเพิ่มเติม หรือเสนอคำฟ้องเพื่อคุ้มครองสิทธิของตนในระหว่างการพิจารณา หรือเพื่อบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง หรือ
(๓) ยกข้อต่อสู้ขึ้นใหม่ เป็นข้อแก้ข้อหาเดิม หรือที่ยื่นภายหลัง หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้ออ้าง หรือข้อเถียงเพื่อสนับสนุนข้อหา หรือเพื่อหักล้างข้อหาของคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง
แต่ห้ามมิให้คู่ความฝ่ายใดเสนอคำฟ้องใดต่อศาล ไม่ว่าโดยวิธีฟ้องเพิ่มเติมหรือฟ้องแย้ง ภายหลังที่ได้ยื่นคำฟ้องเดิมต่อศาลแล้ว เว้นแต่คำฟ้องเดิมและคำฟ้องภายหลังนี้จะเกี่ยวข้องกันพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้
โดยสรุปตาม อนุ 1 แก้เพื่อให้ฟ้องโจทก์บริบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นการแก้เพิ่ม ลด เปลี่ยนแปลงฟ้องให้บริบูรณ์ และ ข้อที่โจทก์แก้ต้องเกี่ยวกับฟ้องเดิม
ถ้าจำเลยยกข้อต่อสู้ใดไว้ในคำให้การบังคับศาลให้วินิจฉัย
ก็ไม่ได้ให้แก้ทุกเรื่อง
มาตรา 180 การแก้ไขคำฟ้องหรือคำให้การที่คู่ความเสนอต่อศาลไว้แล้วให้ทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลก่อนวันชี้สองสถาน หรือก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน ในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถาน เว้นแต่มีเหตุอันสมควรที่ไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนนั้น หรือเป็นการขอแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย
มาตรา 181 เว้นแต่ในกรณีที่คำร้องนั้นอาจทำได้แต่ฝ่ายเดียว
(๑) ห้ามไม่ให้มีคำสั่งยอมรับการแก้ไข เว้นแต่จะได้ส่งสำเนาคำร้องให้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งทราบล่วงหน้าอย่างน้อยสามวัน ก่อนกำหนดนัดพิจารณาคำร้องนั้น
(๒) ห้ามมิให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งชี้ขาดในประเด็นที่คู่ความได้แก้ไขคำฟ้องหรือคำให้การ เว้นแต่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะได้มีโอกาสบริบูรณ์ในอันที่จะตรวจโต้แย้งและหักล้างข้อหาหรือข้อต่อสู้ใหม่ หรือข้ออ้าง หรือข้อเถียงใหม่ที่กล่าวไว้ในคำร้องขอแก้ไขนั้น
ฎีกาเรื่องแรก รีบแก้ก่อนศาลหยิบยกประเด็นเรื่อง อำนาจฟ้อง เปลี่ยนชื่อให้ชัดเจน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2095/2543
คำร้องขอแก้ไขคำฟ้องของโจทก์เป็นการเพิ่มเติมชื่อโจทก์ที่จะต้องระบุไว้แน่ชัดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 67 เข้ามาในภายหลัง จึงเป็นการเพิ่มจำนวนผู้เป็นโจทก์เข้ามาในคำฟ้องเดิม มิใช่เป็นเรื่องขอแก้ไขคำฟ้องตามนัยบทกฎหมายดังกล่าว คำสั่งอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่มีผลแต่อย่างใด เมื่อตามคำฟ้องของโจทก์ระบุว่าโจทก์เป็นคณะบุคคลตามกฎหมายใช้ชื่อว่า "คณะบุคคลกำชัย-มณฑา" ซึ่งเป็นเพียงคณะบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่รวมกันเป็นหน่วยภาษีตามประมวลรัษฎากรเท่านั้น มิใช่นิติบุคคลตามกฎหมาย โจทก์จึงมิใช่บุคคลธรรมดาและมิใช่นิติบุคคลอันอาจเป็นคู่ความในคดีได้
หมายเหตุ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2095/2543 นี้ มีกรณีศึกษา 2 เรื่อง คือ เรื่องการขอแก้ไขคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 179 โดยการขอเพิ่มชื่อโจทก์เข้ามาในคดีอีกหนึ่งคน โดยเดิมโจทก์ฟ้องคดีในนามของคณะบุคคลตามประมวลรัษฎากร มาตรา 50 และ 56 ซึ่งถือเป็นหน่วยภาษีในการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามประมวลรัษฎากร คือ มีเงินได้และแยกเสียภาษีเงินได้เป็นเอกเทศต่างหากคณะบุคคลของโจทก์ใช้ชื่อว่า "คณะบุคคล ก.-ม. " โดยมี ก. และ ม. รวม 2 คน และ ก. เป็นผู้จัดการ ซึ่งตั้งขึ้นโดยหลักทั่วไปและตามประมวลรัษฎากรมาตรา 56 ซึ่งกำหนดให้มีผู้ทำการแทนคณะบุคคลนั้น เรียกว่า ผู้จัดการ เพื่อยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมิน ในการฟ้องคดีเดิมโจทก์ฟ้องในนามของคณะบุคคลก.-ม. โดย ก. ผู้จัดการของโจทก์ ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้อง โดยขอเพิ่มตัวโจทก์ขึ้นมาอีกเป็น ก. ในฐานะส่วนตัว และในฐานะผู้รับมอบอำนาจจาก ม. ปัญหาว่า จะขอเพิ่มเช่นนี้ได้หรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่ากรณีนี้เป็นการเพิ่มตัวโจทก์ไม่ใช่เป็นกรณีที่มาตรา 179 ให้กำหนดไว้ เช่น เพิ่มหรือลดทุนทรัพย์หรือราคาทรัพย์สินที่พิพาทในฟ้องเดิม หากแต่เป็นการเพิ่มเติมชื่อโจทก์ซึ่งจะต้องระบุไว้แต่แรกตามมาตรา 67 แล้ว ดังนี้ จึงไม่อาจขอเพิ่มได้ กรณีนี้เป็นเรื่องน่าศึกษาเพราะ "คณะบุคคลก.-ม." ก็คือ ก. กับ ม. นั้นเอง แต่อย่างไรก็ดีก็คงไม่ใช่ใช้วิธีแก้ไขคำฟ้องเข้ามา ข้อที่ควรพิจารณาก็คือว่าจะใช้วิธีร้องสอดเข้ามาได้หรือไม่โดยถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียและขอเข้ามาเป็นโจทก์ร่วม ซึ่งปัญหานี้จะยังไม่กล่าวถึง เพียงแต่ตั้งเป็นปัญหาไว้เพื่อศึกษากันต่อไป และทางแก้สุดท้ายของคดีประเภทนี้ ซึ่งปรากฏชัดในประมวลรัษฎากรซึ่งเป็นข้อพิพาทระหว่างรัฐกับเอกชน คือ คณะบุคคลทั้งหมดร่วมกันเป็นโจทก์ฟ้องคดีโดยเป็นโจทก์ที่ 1, ที่ 2, ฯลฯ หรือคณะบุคคลในกลุ่มนั้นมอบให้ผู้จัดการของคณะบุคคลฟ้องคดีโดยฟ้องในฐานะคณะบุคคล ในฐานะส่วนตัว และในฐานะผู้รับมอบอำนาจดังนี้ก็น่าจะแก้ปัญหาได้ แต่ก็อาจมีปัญหาว่าการบรรยายฟ้องส่วนนี้จะเคลือบคลุมหรือไม่ จึงเป็นเรื่องฝ่ายเอกชนต้องทำความเข้าใจ ขอทิ้งปัญหานี้ไว้เพียงเท่านี้ก่อน
กรณีที่น่าศึกษาเป็นพิเศษ คือ เรื่องอำนาจฟ้องของ "คณะบุคคล ก.-ม." ซึ่งเกิดขึ้นได้ตามประมวลรัษฎากร มีเงินได้เป็นของตัวเองได้ และต้องเสียภาษีเงินได้ด้วยถูกตรวจสอบไต่สวนและประเมินให้เสียภาษีได้ด้วย ทั้งยังอุทธรณ์การประเมินภาษีได้เพราะยังไม่มีข้อโต้แย้งจากคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ว่าไม่มีอำนาจอุทธรณ์การประเมินเนื่องจากมิใช่คณะบุคคล และยังไม่มีปัญหาพิพาทกรณีดังกล่าวมายังศาลฎีกาทั้งในคดีที่ขึ้นมาสู่ศาลฎีกาในเรื่องของคณะบุคคลเกี่ยวกับการเรียกภาษีเงินได้ของคณะบุคคลนี้ไม่มีกรณีกล่าวถึงอำนาจอุทธรณ์การประเมินของคณะบุคคลเลย
เพื่อประโยชน์ในการศึกษาทำความเข้าใจกันต่อไป ใคร่ขอนำรายละเอียดคำวินิจฉัยของศาลฎีกาเรื่องนี้พิจารณาประกอบการศึกษาและทำความเข้าใจกันดังนี้ "ผู้ที่จะเป็นคู่ความในคดี กล่าวคือ เป็นผู้ยื่นคำฟ้องหรือถูกฟ้องต่อศาลได้นั้น จะต้องเป็นบุคคลดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 1(11) ว่า "คู่ความ" หมายความว่า บุคคลผู้ยื่นคำฟ้องหรือถูกฟ้องต่อศาลและคำว่าบุคคลนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ได้แก่ บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล สำหรับคณะบุคคลกำชัย-มณฑา นั้น เป็นเพียงคณะบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่รวมกันเป็นหน่วยภาษีตามประมวลรัษฎากร ทั้งนี้เพื่อยื่นรายการเงินได้สำหรับจำนวนเงินได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษีเสมือนเป็นบุคคลธรรมดาคนเดียวโดยบุคคลในคณะบุคคลแต่ละคนไม่จำต้องยื่นรายการเงินได้ สำหรับจำนวนเงินได้พึงประเมินของคณะบุคคลนั้นเพื่อเสียภาษีอีก เมื่อไม่ปรากฏว่าได้มีการจดทะเบียนตามบทบัญญัติแห่งลักษณะ 22 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1015 โจทก์จึงไม่เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย นอกจากนี้ตามคำฟ้องของโจทก์ไม่ปรากฏว่านายกำชัยและนางสาวมณฑาฟ้องคดีในฐานะส่วนตัว ผู้เป็นโจทก์ในคดีนี้จึงมิใช่บุคคลธรรมดาเช่นกัน เมื่อโจทก์มิใช่บุคคลธรรมดาและมิใช่นิติบุคคลย่อมไม่อาจเป็นคู่ความในคดีได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง"
ขอให้สังเกตว่า การวินิจฉัยเรื่องนี้ ศาลฎีกานำหลักเรื่อง คู่ความ และบุคคลหรือนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาประกอบการวินิจฉัย ซึ่งเคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาดั้งเดิมเคยวินิจฉัยไว้แล้วคือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 495/2519 ระหว่างกรมสรรพากร โจทก์ คณะบุคคลกรุงเทพฯ กรีฑา จำเลย ว่าผู้ที่จะเป็นคู่ความในคดีได้นั้นจะต้องเป็นบุคคลดังบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 1(11) และคำว่าบุคคลนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ได้แก่บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล แต่คณะบุคคลกรุงเทพฯ กรีฑา จำเลยที่ 1 เป็นเพียงคณะบุคคลหรือกลุ่มบุคคลมิใช่บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล ดังนั้น โจทก์จึงไม่อาจฟ้องจำเลยที่ 1 ให้รับผิดชำระหนี้ภาษีการค้าได้
อย่างไรก็ดี มีข้อน่าคิดว่าเมื่อประมวลรัษฎากรซึ่งเป็นกฎหมายว่าด้วยการจัดเก็บภาษีอากร ถือเป็นกฎหมายปกครองในสาขาของกฎหมายมหาชน จึงเป็นกฎหมายพิเศษ การที่กำหนดให้มีคณะบุคคลเพื่อแยกเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาต่างหากจากตัวบุคคลธรรมดา มีสิทธิหักค่าใช้จ่าย และค่าลดหย่อนได้ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดไว้ เช่น การหักค่าลดหย่อนตามประมวลรัษฎากร มาตรา 47(6) และต้องยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินในชื่อของคณะบุคคล และคณะบุคคลทุกคนอาจต้องร่วมรับผิดในภาษีอากรที่ค้างชำระด้วย ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลรัษฎากรมาตรา 56 วรรคสอง ดังนี้
"ในกรณีห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเกินจำนวนตาม (1) ให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินในชื่อของห้างหุ้นส่วนหรือคณะบุคคลนั้นที่ได้รับในระหว่างปีภาษีที่ล่วงมาแล้วภายในกำหนดเวลาและตามแบบเช่นเดียวกับวรรคก่อน การเสียภาษีในกรณีเช่นนี้ ให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการรับผิดเสียภาษีในชื่อของห้างหุ้นส่วนหรือคณะบุคคลนั้นจากยอดเงินได้พึงประเมินทั้งสิ้นเสมือนเป็นบุคคลคนเดียวไม่มีการแบ่งแยกทั้งนี้ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือบุคคลในคณะบุคคลแต่ละคนไม่จำต้องยื่นรายการเงินได้สำหรับจำนวนเงินได้พึงประเมินดังกล่าวเพื่อเสียภาษีอีก แต่ถ้าห้างหุ้นส่วนหรือคณะบุคคลนั้นมีภาษีค้างชำระ ให้ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือบุคคลในคณะบุคคลทุกคนร่วมรับผิดในเงินภาษีที่ค้างชำระนั้นด้วย"
ดังนี้ คงเห็นแล้วว่าบุคคลในคณะบุคคลนั้นต้องร่วมรับผิดในภาษีอากรที่คณะบุคคลนั้นค้างชำระแต่เมื่อเห็นว่าการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ไม่ชอบกลับฟ้องไม่ได้ทั้งที่ได้อุทธรณ์การประเมินอันเป็นการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ประมวลรัษฎากรกำหนดแล้ว โดยอ้างเหตุตามหลักกฎหมายทั่วไปว่าไม่เป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลเท่านั้น จึงเป็นข้อน่าพิจารณาว่าประมวลรัษฎากรฯเป็นกฎหมายพิเศษซึ่งอาจมีข้อแตกต่างจากหลักทั่วไปหรือไม่ และถ้าให้คณะบุคคลมีอำนาจฟ้องได้นั้น ก็น่าจะไม่มีผลกระทบต่อแนวคิดในเรื่องของบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลแต่อย่างใด เพราะเรื่องนี้เป็นกรณีที่ประมวลรัษฎากรได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะและน่าจะถือว่ามีผลในทางปฏิบัติและกลับกันเมื่อกรมสรรพากรฟ้องคณะบุคคลให้รับผิดในภาษีอากรที่ค้างชำระก็อาจมีปัญหาได้ดังที่ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยมาก่อนแล้ว
ปัจจุบันมีคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยไว้แนวเดียวกับคำพิพากษาศาลฎีกาหัวข้อหมายเหตุ เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2100/1543 และ 2401/2543โดยมีข้อสังเกตว่า ตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวนั้นถ้าคณะบุคคลนั้นฟ้องในฐานะส่วนตัว เช่น คณะบุคคลนั้นมีอยู่ 5 คน ก็ระบุในฟ้องเป็นจำเลยที่ 1, ที่ 2. และที่ 5 ดังนี้ ถือว่าเป็นการฟ้องในนามของบุคคลธรรมดา จึงจะเป็นคู่ความในคดีและมีอำนาจฟ้องได้ จึงเป็นข้อคิดสำหรับผู้ที่จะเสนอคดีสู่ศาลต่อไป
พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา
จริงๆแล้วไม่ใช่คนเดียวเป็น 2 คน กลายเป็นแก้ฟ้องเพิ่มคนอย่างนี้ไม่ได้แล้วเป็นเรื่องฟ้องผิดคนแล้ว อย่างนี้ต้องทำโดยถอนฟ้องแล้วมาฟ้องใหม่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1586/2542
เดิมโจทก์ฟ้องว่า จำเลยคือนางประไพพรรณ หรือซายิด จันจุมอัมพา หรือนางประไพพรรณ อับบาส โดยบรรยายฟ้องว่าจำเลยเป็นผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาท บุคคลที่ถูกฟ้องดังกล่าวมีเพียงคนเดียวเป็นหญิง มีชื่อ 2 ชื่อ ชื่อสกุล 2 ชื่อ การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขหลังจากที่จำเลยยื่นคำให้การต่อศาลแล้วว่า จำเลยมิได้เป็นผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาทผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายคือเจ้าของบัญชีร่วมกับจำเลยแม้ศาลชั้นต้นจะยังไม่ได้สั่งรับคำให้การก็ตามแต่ก็ทำให้ ปรากฏว่าผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทเป็นผู้อื่นที่ไม่ใช่บุคคลซึ่งมีชื่อตามที่โจทก์ฟ้อง การขอแก้ไขคำฟ้องของโจทก์จึงไม่ใช่เป็นเพียงการขอแก้ไขชื่อจำเลย แต่เป็นเรื่อง ที่โจทก์ฟ้องผิดคนแล้วขอแก้ไขคำฟ้อง ซึ่งถ้าศาลสั่งอนุญาต จะมีผลเป็นการเปลี่ยนตัวบุคคลซึ่งเป็นจำเลย จากบุคคลหนึ่งเป็นอีกบุคคลหนึ่ง ศาลจึงต้องสั่งยกคำร้องของโจทก์
ไม่ใช่กรณีฟ้องผิดตัว อันนี้แก้ได้ เป็นเพียงการแก้รายละเอียดเล็กน้อย ถ้าฟ้องถูกคน ชื่อไม่ถูกแก้ชื่อคนแก้ได้ อย่าให้เป็นการเพิ่มคนหรือเปลี่ยนตัวคนก็แล้วก้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7206/2544
เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าสหกรณ์แท็กซี่ร่วมมิตร จำกัด กับสหกรณ์แท็กซี่รวมมิตร จำกัด เป็นนิติบุคคลเดียวกัน การขอแก้ไขเพิ่มเติมชื่อสหกรณ์แท็กซี่รวมมิตร จำกัด เข้ามาจึงมิใช่เป็นกรณีฟ้องจำเลยผิดตัวหรือฟ้องคดีต่างบุคคลกันและมิใช่เป็นการเพิ่มเติมข้อหาใหม่หากแต่เป็นการเพิ่มเติมในรายละเอียดให้ชัดเจนถูกต้องตรงตามความเป็นจริง แม้จะอยู่ในชั้นบังคับคดีแต่ก็มิได้เป็นการเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาหรือเป็นการบังคับคดีนอกเหนือไปจากคำพิพากษาแต่อย่างใด ทั้งกรณีเช่นนี้มิใช่เป็นการแก้ไขคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 179 ฉะนั้น จึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 180 และ 181 ที่จะต้องถูกจำกัดระยะเวลาการยื่นคำร้องว่าต้องยื่นก่อนวันชี้สองสถานหรือก่อนวันสืบพยานและไม่จำต้องส่งสำเนาคำร้องให้อีกฝ่ายหนึ่งก่อนศาลจึงจะมีคำสั่งได้
ใบมอบอำนาจผิด คือระบุชื่อในใบมอบอำนาจผิดมาในท้ายฟ้อง ต้องการแก้ใบมอบอำนาจให้ถูกต้อง เราก็ต้องดูว่าใบมอบอำนาจแนบมากับฟ้องก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง เมื่อแก้ฟ้องได้ก็แก้ส่วนหนึ่งของคำฟ้องได้ และการเปลี่ยนชื่อในใบมอบนี้ก็ไม่ได้เป็นการ เปลี่ยนบุคคลตามฟ้องคล้ายเป็นเพียงการเปลี่ยนชื่อและก็ต้องแนบใบมอบอำนาจอันใหม่มาด้วย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2042/2548
แม้สำเนาหนังสือมอบอำนาจที่แนบมาพร้อมคำฟ้องจะระบุว่าโจทก์มอบอำนาจให้ พ. ฟ้องจำเลยเรื่องตั๋วเงิน ซึ่งไม่ตรงกับที่โจทก์บรรยายมาในคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามบันทึกข้อตกลงการชำระหนี้ก็ตาม แต่ก็เห็นได้ชัดว่าเป็นการระบุข้อหาผิดพลาดซึ่งถือเป็นข้อบกพร่องเล็กน้อยไม่ถึงกับทำให้อำนาจฟ้องของโจทก์เสียไป ทั้งโจทก์ได้ขอแก้ไขคำฟ้องก่อนจำเลยยื่นคำให้การว่า สำเนาหนังสือมอบอำนาจฉบับดังกล่าวนั้นพิมพ์ผิดพลาด และขอส่งฉบับที่ถูกต้องแทนซึ่งศาลชั้นต้นอนุญาต จึงถือได้ว่าโจทก์ได้แก้ไขข้อบกพร่องในเรื่องอำนาจฟ้องแล้วและมีผลเสมือนสำเนาหนังสือมอบอำนาจฉบับใหม่นี้เป็นเอกสารที่โจทก์ได้แนบมาพร้อมคำฟ้องตั้งแต่ต้น จึงถือได้ว่าโจทก์มอบอำนาจให้ พ. ฟ้องคดีนี้
เรื่องสุดท้ายของวันนี้ใบมอบอำนาจผิดเหมือนกัน ก็ขอแก้ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 241/2546
ตามสำเนาสัญญาเช่าซื้ออันเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องระบุไว้ชัดเจนว่าได้ทำขึ้นระหว่างโจทก์ผู้ให้เช่าซื้อโดย ว. ผู้รับมอบอำนาจตามหนังสือมอบอำนาจฝ่ายหนึ่งกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เช่าซื้ออีกฝ่ายหนึ่ง เมื่ออ่านคำฟ้องแล้วจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่สัญญาย่อมเข้าใจได้ดีว่า โจทก์ได้มอบอำนาจให้ ว. เป็นผู้ลงนามในสัญญาเช่าซื้อแทนโจทก์การที่โจทก์ระบุในคำฟ้องว่าโจทก์มอบอำนาจให้ ส. เป็นผู้ลงนามในสัญญาแทน และส่งสำเนาหนังสือมอบอำนาจฉบับที่โจทก์มอบอำนาจให้ ส. มีอำนาจลงนามแทนโจทก์ประกอบคำฟ้องนั้นเป็นเพียงข้อผิดพลาดเล็กน้อย ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องได้ แม้จะเป็นการขอแก้ไขคำฟ้องหลังจากสืบพยานโจทก์เสร็จสิ้นแล้วและมิได้มีการส่งสำเนาคำร้องให้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง เพราะเป็นการแก้ไขคำฟ้องให้ตรงกับข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่สัญญาทราบดีอยู่แล้วและเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อย จึงถือมิได้ว่าทำให้จำเลยที่ 1 เสียเปรียบในทางคดีแต่อย่างใด เมื่อศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องเกี่ยวกับตัวผู้รับมอบอำนาจแล้ว ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจรับฟังหนังสือมอบอำนาจฉบับใหม่ที่ถูกต้องแทนฉบับเดิมได้ครั้งที่ 14
สัปดาห์ต่อไปเป็นเรื่องขอแก้ไม่ได้บ้าง
ครั้งที่14 ( 24/02/2552 )
สำหรับพวกเราที่เตรียมสอบเนกำหนดเวลาก็ใกล้แล้ว ถ้าไม่นับครั้งนี้ก็เหลือเพียงสองครั้ง ตอนนี้เราก็เหลือเพียงสองเรื่องคือการขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องเพิ่มเติมคำให้การและฟ้องแย้ง
ส่วนใหญ่ในตัวบท ก็จะมีจุดที่ออกสอบได้สองจุดคือ
1. การที่ศาลจะอนุญาตให้แก้ไขเพิ่มเติมฟ้องก็ดีแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การก็ดี การแก้ต้องดูที่เนื้อหาว่าแก้ได้หรือเปล่า ดูมาตรา 179 ถ้าเป็นการแก้ในลักษณะเพิ่มจำเลยเข้ามาหรือแก้ที่จะเป็นการเปลี่ยนตัวจำเลยไม่สามารถทำได้ คราวนี้ก็จะนำเสนอ แนวฎีกา ทำนองนี้ จะแก้ไม่ได้
2. ในการแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องหรือให้การก็ดี มักถามว่าคำร้องที่แก้เมื่อเกินกำหนดหรือเปล่าเป็นเรื่อง มาตรา 180 ส่วนเรื่องมาตรา 181 ไม่ใช่ข้อกฎหมายที่จะมาถามเป็นพียงแนวปฎิบัติศาล
วันนี้ก็จะมานำเสนอสองจุดนี้แหละ ดูเรื่องเนื้อหาที่เพิ่มเติมก่อนเป็นด่านแรกค่อยไปดูระยะเวลาที่ขอแก้ ดูตัวบท โดยเฉพาะ 179 อนุ 1 – 3
มาตรา ๑๗๙ โจทก์หรือจำเลยจะแก้ไขข้อหา ข้อต่อสู้ ข้ออ้าง หรือข้อเถียงอันกล่าวไว้ในคำฟ้องหรือคำให้การที่เสนอต่อศาลแต่แรกก็ได้
การแก้ไขนั้น โดยเฉพาะอาจเป็นการแก้ไขในข้อต่อไปนี้
(๑) เพิ่ม หรือลด จำนวนทุนทรัพย์ หรือราคาทรัพย์สินที่พิพาทในฟ้องเดิม หรือ
(๒) สละข้อหาในฟ้องเดิมเสียบางข้อ หรือเพิ่มเติมฟ้องเดิมให้บริบูรณ์โดยวิธีเสนอคำฟ้องเพิ่มเติม หรือเสนอคำฟ้องเพื่อคุ้มครองสิทธิของตนในระหว่างการพิจารณา หรือเพื่อบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง หรือ
(๓) ยกข้อต่อสู้ขึ้นใหม่ เป็นข้อแก้ข้อหาเดิม หรือที่ยื่นภายหลัง หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้ออ้าง หรือข้อเถียงเพื่อสนับสนุนข้อหา หรือเพื่อหักล้างข้อหาของคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง
แต่ห้ามมิให้คู่ความฝ่ายใดเสนอคำฟ้องใดต่อศาล ไม่ว่าโดยวิธีฟ้องเพิ่มเติมหรือฟ้องแย้ง ภายหลังที่ได้ยื่นคำฟ้องเดิมต่อศาลแล้ว เว้นแต่คำฟ้องเดิมและคำฟ้องภายหลังนี้จะเกี่ยวข้องกันพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้
โดยสรุปแล้วถ้าเป็นการแก้สภาพแห่งข้อหาและข้อที่ขอบังคับนั้น ยังไงก็ตามก็ทำเพื่อให้ฟ้องเดิมบริบูรณ์แต่อย่างไรจะทำให้เป็นข้อหาใหม่ หรือเป็นการข้อบังคับใหม่ ไม่ได้ ฟ้องเดิมเป็นเรื่องยังไงฟ้องใหม่ต้องเป็นเรื่องนี้นอยู่
เรื่องนี้ฟ้องเดิม คำฟ้องโจทก์ขอให้บังคับจำเลยทั้ง 6 เพิกถอนการจดทะเบียน รับซื้อหุ้นเพิ่มทุน ของจำเลยทั้งหกหลังจากที่จำเลยทั้งหกมีมติให้เพิ่มทุน จำนวน 18 ล้านกว่าหุ้น โจทก์ขอคิดค่าเสียหายเพิ่มเติมมา จากฟ้องเดิมไม่มีเรื่องการเรียกค่าเสียหาย เป็นการแก้ฟ้องเพิ่มเติมข้อหาเข้ามา
แต่ในเวลาเราตอบสอบเราอาจจะเพิ่มประเด็นไปว่าแม้จะเป็นการขอแก้ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดก็ตาม แต่ ไม่สามารถแก้ฟ้องได้ เพราะ ...
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6055/2546
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งหกได้ร่วมกันจัดสรรหุ้นเพิ่มทุนของบริษัทจำเลยที่ 1 จำนวน227,894,845 หุ้น ให้แก่บุคคลผู้ไม่มีสิทธิและจดทะเบียนรับผู้ซื้อหุ้นเพิ่มทุนดังกล่าวเป็นผู้ถือหุ้นใหม่ของจำเลยที่ 1 อันเป็นการขัดต่อข้อบังคับของบริษัท ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนรับผู้ซื้อหุ้นเพิ่มทุนดังกล่าว โจทก์มิได้ฟ้องเรียกค่าเสียหายเพราะโจทก์ไม่ได้รับการจัดสรรซื้อหุ้นเพิ่มทุนตามสัดส่วนที่ถือหุ้นเดิมอยู่ 9,299,990 หุ้น เป็นเงินทั้งสิ้น 92,999,900 บาท ดังนั้นที่โจทก์ขอแก้ไขคำฟ้องว่า การกระทำของจำเลยทั้งหกเป็นเหตุให้โจทก์ในฐานะผู้ถือหุ้นเดิมได้รับความเสียหาย เสียโอกาสได้รับการจัดสรรซื้อหุ้นเพิ่มทุน ซึ่งโจทก์จะมีสิทธิจองซื้อหุ้นเพิ่มทุนได้ 9,299,990 หุ้น ในราคาหุ้นละ10 บาท เป็นเงินค่าเสียหายทั้งสิ้น 92,999,900 บาท แต่โจทก์ขอคิดค่าเสียหายเพียง 90,000,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ 90,000,000 บาทจึงเป็นการขอเพิ่มข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและขอบังคับนอกเหนือไปจากคำฟ้องเดิม มิใช่เป็นกรณีที่เพิ่มจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทในฟ้องเดิมหรือเพิ่มเติมฟ้องเดิมให้บริบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 179(1)(2)
เดิมฟ้องว่าขายตึกแถวที่พิพาทโดยได้รับความยินยอมจาก จำเลยที่สอง เมื่อครบกำหนดวันโอนจำเลยที่ 1 ผัดผ่อนทำให้โจทก์เสียหายโดยโจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวไปแก่จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 1 โดยนอกจากจำเลยที่สองเพิกเฉยแล้วยังมีหนังสือแจ้งว่าไม่ได้เป็นคู่สัญญาจึงฟ้องบังคับให้โอนที่ดินหากโอนไม่ได้ให้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หรือ ชดใช้ค่าเสียหาย
ปรากฏว่าแม้จำเลยที่สองในฟ้องไม่ได้ระบุว่าเป็นคู่สัญญา จำเลยที่สองเลยให้การต่อสุ้ว่าไม่ใช่คู่สัญญา ในระยะเวลาที่ยังอยุ่ในกำหนดแก้ จึงแก้ฟ้องว่า จำเลยที่สองเป็นคู่สัญญา และ มีค่าเสียหาย ได้ และแก้ท้ายฟ้อง ว่าขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกัน
ไม่ได้เพีมตัวจำเลยเพราะจำเลยที่สองเป็นคู่สัญญาอยู่แล้ว เป้นการเพิ่มเติมข้ออ้างที่เป็นการขอบังคับเป็นการตั้งข้อหาแก่จำเลยที่ 2 ขึ้นใหม่ ไม่ใช่การแก้ฟ้องเดิมที่บริบูรณ์ เป้นการทำให้ประเด็นแห่งคดีเปลี่ยนไป โจทก์ขอแก้ไม่ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1513/2546 ค้นไม่พบ
ฎีกานี้บางทีต้องดุจากย่อยาวถึงจะเข้าใจ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9677/2539
เดิมโจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองทำสัญญาจะขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่โจทก์โดยมีเงื่อนไขในสัญญาจะซื้อขายดังกล่าวว่าจำเลยทั้งสองยอมให้โจทก์เข้าปรับปรุงพัฒนาที่ดินและนำไปขายต่อให้แก่บุคคลอื่นได้ ทั้งจำเลยทั้งสองจะแบ่งแยกที่ดินให้ทำถนน ต่อมาโจทก์จำเลยทั้งสองและบุคคลภายนอกได้ทำบันทึกการให้ทางดังกล่าวไว้ต่างหากอีกฉบับหนึ่งด้วย
แต่โจทก์ไม่สามารถพัฒนาและทำถนนให้แล้วเสร็จตามที่ตกลงกันได้ เนื่องจากจำเลยที่ 2 คอยขัดขวางขอให้บังคับจำเลยทั้งสองปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อขายและข้อตกลงในบันทึกการให้ทางทั้งให้จำเลยทั้งสองร่วมกันถอนคำคัดค้านที่ให้ไว้ต่อการไฟฟ้านครหลวง กับชำระค่าเสียหาย พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ซึ่งตามคำฟ้องเดิมโจทก์มิได้ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองผิดสัญญาจะซื้อขาย โดยไม่ไปทำหนังสือสัญญาและจดทะเบียนขายตามกำหนดอันจะทำให้มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองได้อีกหนึ่งเท่าตัว ตามสัญญาจะซื้อขาย ดังนั้นที่โจทก์ขอแก้ไขคำฟ้องว่าให้จำเลยทั้งสองร่วมกันโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ตามสัญญาจะซื้อขายกับใช้ค่าปรับพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จเพิ่มจากคำฟ้องเดิม จึงเป็นการขอเพิ่มข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา และคำขอบังคับนอกเหนือไปจากคำฟ้องเดิมที่เสนอต่อศาลแต่แรก มิใช่เป็นกรณีที่เพิ่มจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทในฟ้องเดิมหรือเพิ่มเติมฟ้องเดิมให้บริบูรณ์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 179 (1) (2) ทั้งมิใช่เป็นการขอแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อย จึงไม่ชอบที่จะกระทำได้
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อขายที่ดินและบันทึกการให้ทางทำถนนซอยในที่ดินกับให้ร่วมกันถอนคำคัดค้านที่ให้ไว้ต่อการไฟฟ้านครหลวงสำนักงานเขตบางใหญ่ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาและให้ร่วมกันใช้ค่าเสียหาย 4,000,000 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีแก่โจทก์ นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ
ศาลชั้นต้นชี้สองสถานแล้วนัดสืบพยานโจทก์ ต่อมาในวันนัดสืบพยานโจทก์ โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง
โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำฟ้องเดิมโจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองทำสัญญาจะขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่โจทก์โดยมีเงื่อนไขในสัญญาจะซื้อขายดังกล่าวว่าจำเลยทั้งสองยอมให้โจทก์เข้าปรับปรุงพัฒนาที่ดินและนำไปขายต่อให้แก่บุคคลอื่นได้ ทั้งจำเลยทั้งสองจะแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 5165ให้ทำถนนกว้าง 3 เมตร ยาวประมาณ 12 เส้น ต่อมาโจทก์จำเลยทั้งสองและบุคคลภายนอกได้ทำบันทึกการให้ทางดังกล่าวไว้ต่างหากอีกฉบับหนึ่งด้วย แต่โจทก์ไม่สามารถพัฒนาและทำถนนให้แล้วเสร็จตามที่ตกลงกันได้ เนื่องจากจำเลยที่ 2 คอยขัดขวางเช่น คัดค้านการขอติดตั้งไฟฟ้า น้ำประปา ลงในพื้นที่ส่วนที่เป็นถนนซอย เป็นเหตุให้บุคคลภายนอกเดือดร้อน โจทก์ต้องจ่ายเงินค่าถมดินในพื้นที่ถนนซอย ค่าขอติดตั้งไฟฟ้า ค่าน้ำประปา ถังน้ำบาดาลและค่าปรับให้แก่บุคคลภายนอกที่ได้รับความเดือดร้อนดังกล่าวรวมเป็นเงิน 4,000,000 บาท จึงขอให้บังคับให้จำเลยทั้งสองปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อขายและข้อตกลงในบันทึกการให้ทางทั้งให้จำเลยทั้งสองร่วมกันถอนคำคัดค้านที่ให้ไว้ต่อการไฟฟ้านครหลวงสำนักงานเขตบางใหญ่ กับชำระค่าเสียหาย 4,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ซึ่งตามคำฟ้องเดิมโจทก์มิได้ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองผิดสัญญาจะซื้อขาย โดยไม่ไปทำหนังสือสัญญาและจดทะเบียนขายตามกำหนด อันจะทำให้มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองได้อีกหนึ่งเท่าตัว (จำนวน 9,000,000 บาท)ตามสัญญาจะซื้อขายท้ายฟ้องข้อ 3 แต่อย่างใด ดังนั้นที่โจทก์ขอแก้ไขคำฟ้องว่าให้จำเลยทั้งสองร่วมกันโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ตามสัญญาจะซื้อขายกับใช้ค่าปรับจำนวน 9,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จเพิ่มจากคำฟ้องเดิมจึงเป็นการขอเพิ่มข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา และคำขอบังคับนอกเหนือไปจากคำฟ้องเดิมที่เสนอต่อศาลแต่แรก มิใช่เป็นกรณีที่เพิ่มจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทในฟ้องเดิมหรือเพิ่มเติมฟ้องเดิมให้บริบูรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 179(1)(2)ทั้งมิใช่เป็นการขอแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยดังที่โจทก์ฎีกาการแก้ไขคำฟ้องของโจทก์จึงไม่ชอบที่จะกระทำได้
พิพากษายืน
เป็นตัวอย่างสุดท้ายของเรื่องนี้ ถูกเลิกจ้างโดยอ้างอ้างว่ายักยอกทรัพย์ที่ไม่เป็นความจริง ขอให้จ่ายค่าชดเชยและเงินประกัน ในเวลาที่ขอแก้ไขเพิ่มเติมได้ จึงขอเรียกค่าเสียหายที่เกิดจากการละเมิด ที่ฟ้องคดียักยอกโดยไม่เป็นความจริงทำให้โจทก์เสียหาย จึงมีปัญหาว่า ขอแก้ไขเพิ่มเติมได้หรือไม่
แก้ไม่ได้แม้เป็นการทำละเมิดทั้งคู่แต่ของเดิมเป็น การละเมิดทางการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม แต่มาแก้เพิ่มในคดีอาญา เป็นการแก้นอกประเด้นเดิม
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6775 - 6776/2548
ตามคำฟ้องเดิมโจทก์ทั้งสองฟ้องอ้างว่าถูกจำเลยเลิกจ้างโดยกล่าวหาว่าโจทก์ทั้งสองยักยอกทรัพย์ซึ่งไม่เป็นความจริง สภาพแห่งข้อหาที่โจทก์ทั้งสองอ้างว่ามีสิทธิเหนือจำเลยคือโจทก์ทั้งสองถูกจำเลยเลิกจ้าง โดยข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาคือเหตุที่เลิกจ้างนั้นไม่มีอยู่จริง ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดและคืนเงินประกัน ซึ่งค่าเสียหายจากการละเมิดนั้นเกิดจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ส่วนคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องโจทก์ทั้งสองขอเรียกค่าเสียหายจากการละเมิดอันเกิดจากการที่จำเลยจงใจกลั่นแกล้งร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีอาญาฐานยักยอกแก่โจทก์ทั้งสองโดยไม่เป็นความจริง ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย สภาพแห่งข้อหาที่โจทก์ทั้งสองอ้างว่ามีสิทธิเหนือจำเลยคือจำเลยร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนด้วยเรื่องที่ไม่เป็นจริงว่าโจทก์ทั้งสองยักยอกทรัพย์ ด้วยข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่าจากการร้องทุกข์นั้นทำให้โจทก์ทั้งสองถูกจับกุมและถูกฟ้องเป็นคดีอาญาได้รับความเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ไม่สามารถประกอบอาชีพในระหว่างถูกจับกุม แม้ว่าตามคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองจะเป็นเรียกค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดเช่นกัน แต่เป็นการกระทำละเมิดเนื่องจากการร้องทุกข์และฟ้องคดีอาญา ไม่เกี่ยวกับการเลิกจ้างที่ไม่มีเหตุอันสมควรที่โจทก์ทั้งสองฟ้องเรียกค่าเสียหายตามฟ้องเดิม คำฟ้องภายหลังตามคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องจึงไม่เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิม ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 179 วรรคสาม
………………………………………………………………………………….
จำเลยจะแก้คำให้การแม้จะเป็นข้ออ้างทีไม่เคยกล่าวไว้ในคำให้การเดิมเลยก็ตาม อ้างได้เสมอ เช่นไม่เคยยกเรื่องอายุความ แต่มายกเพิ่มภายหลังก็สามารถทำได้ แต่การเพิ่มข้ออ้างจะไม่ถูกจำกัดตามมาตรา 179 ก็จริงแต่อาจจะ ถูกจำกัดด้วยมาตรา 177 คือ คำให้การเดิมดี อยู่แล้วแต่พอแก้ไขคำให้การทำให้ของเดิมที่ดีอยู่แล้วกลับเป็นไม่ดีได้ครับคือ การแก้ไขคำให้การไปขัดกับคำให้การเดิม
เดิมให้การแก้ฟ้องว่า ยอมรับตามฟ้องโจทก์แต่ ได้ชำระหนี้ไปแล้ว แต่มาขอเพิ่มเติมคำให้การว่า โจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของรถที่ประกัน และเงินที่จ่ายมา ไม่ใช่ของโจทก์ โจทก์ไม่ใช่คู่สัญญา จึงไปคำให้การที่ขัดกับคำให้การเดิม
ผลคือเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้ง เป็นคำให้การที่ไม่ชอบ แนวปฏิบัติก็คือศาลจะสั่งไม่รับคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2236/2545 ( ได้เคยนำมาเป็นข้อสอบเนแล้ว )
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 179(3) มิได้บัญญัติว่า ข้อความที่ขอแก้ไขคำให้การจำเลยใหม่จะต้องเกี่ยวกับคำให้การเดิมหรือข้ออ้างเดิมของจำเลยคงบัญญัติห้ามเฉพาะเรื่องคำฟ้องเท่านั้น ฉะนั้นแม้การแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยที่ 1 จะเป็นการยกข้อต่อสู้ขึ้นใหม่กล่าวแก้ข้อหาของโจทก์ ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับคำให้การเดิมหรือไม่ก็ย่อมกระทำได้
จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องอันเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งจำเลยที่ 1 มีสิทธิยื่นคำร้องขอแก้ไขภายหลังจากวันสืบพยานโจทก์ได้ ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 180
จำเลยที่ 1 ให้การไว้ว่า โจทก์ได้ชำระเบี้ยประกันภัยโดยสั่งจ่ายเช็คและจำเลยที่ 2ได้นำเช็คไปเรียกเก็บเงินเข้าบัญชีของจำเลยที่ 2 แล้ว เมื่อจำเลยที่ 2 ได้ส่งมอบกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่โจทก์แล้วก็ต้องถือว่าโจทก์ได้ชำระเบี้ยประกันภัยให้แก่จำเลยที่ 2 แล้วคำให้การดังกล่าวจำเลยที่ 1 รับว่า โจทก์เป็นผู้ทำสัญญาประกันภัยรถยนต์กับจำเลยที่ 2และเงินที่จ่ายค่าเบี้ยประกันภัยเป็นเงินของโจทก์ ส่วนคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยที่ 1 ขอเพิ่มเติมว่าโจทก์ไม่ใช่เจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์ในขณะที่นำมาทำสัญญาประกันภัยไว้แก่จำเลยที่ 2 เพราะโจทก์ได้โอนและส่งมอบการครอบครองรถยนต์ให้เป็นทรัพย์สินส่วนกลางของ ท. แล้ว โจทก์จึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียในรถยนต์กรมธรรม์ประกันภัยจึงไม่มีผลผูกพันคู่กรณีเงินค่าเบี้ยประกันภัยไม่ใช่ของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ดังนั้น คำให้การกับคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยที่ 1จึงขัดแย้งกันเอง หากศาลอนุญาตแล้วย่อมจะทำให้กลายเป็นคำให้การที่มิได้ปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์โดยชัดแจ้ง จึงไม่อาจอนุญาตให้จำเลยที่ 1 แก้ไขเพิ่มเติมคำให้การได้
………………………………………………………………………………………………..
มาดูฎีกาแนวต่อไป อันนี้ไม่มีการเลือกปฏิบัติแล้วครับ โจทก์ จำเลย ใช้หลักเดียวกันแล้วครับ กฎหมายกำหนดว่าคำร้องที่มาขอแก้นั้น
ต้องมายื่นก่อนวันชี้สองสถาน หรือ วันสืบพยานในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถาน ไม่น้อยกว่า 7 วัน ( หลัก )
(ข้อยกเว้น )
1.มีเหตุอันสมควรที่ไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนนั้น
2.เป็นการขอแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน
3.เป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย
มาตรา ๑๘๐ การแก้ไขคำฟ้องหรือคำให้การที่คู่ความเสนอต่อศาลไว้แล้วให้ทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลก่อนวันชี้สองสถาน หรือก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน ในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถาน เว้นแต่มีเหตุอันสมควรที่ไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนนั้น หรือเป็นการขอแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย
สังเกตนิดหนึ่งว่า ถ้าจะถามเรื่อง 180 ก็มักจะเป็นการถามเรื่องเลยเวลาทั้งนั้นแหละ ฉะนั้นเรามีหน้าที่วินิจฉัยว่า ข้อนั้นเข้าข้อยกเว้นหรือไม่ ก็ต้องดูให้ครบสามข้อว่าเข้าข้อยกเว้นหรือไม่ ถ้าเข้าสักข้อก็ถือว่า แก้ได้
ฏีกา
เป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นคดีนี้ไม่มีชี้สองสถานนัดสิบพยาน 21 พฤษภาคมคู่ความแถลงขอให้ศาล ให้พนักงานทำแผนที่พิพาท ส่งมา 13 ก.ค. ขระนั้นคดีอยู่ระหว่างสืบพยาน เรื่องนี้อ้างว่าครอบครองปรปักษ์ของผู้คัดค้านจนได้กรรมสิทธิ์แล้วผู้ร้องมาคัดค้าน เป็นคดีมีข้อพิพาท ในคำร้องขอบรรยายว่า มีเนื้อที่ 14 ตารางวา ปรากฏว่าจากการรังวัดที่พิพาทมีเนื้อที่ 25 ตารางวาไม่ใช่ 14 ตารางวา ผุ้ร้องก็ขอแก้ไขคำร้อง ให้ตรงแผนที่รังวัด มีปัญหาว่าศาลจะให้แก้หรือไม่ สิบพยานตั้งแต่กุมภา เกินกำหนดไปตั้งนานแล้วครับ
เรื่องนี้ศาลฎีกาให้แก้ มี 2 เหตุผล แรกคือคงจะเห็นใจผุ้ครอบครองปรปักษืที่ บรรยายไม่เป็นคงเข้าขอ้ยกเว้นข้อแรกคือ มีเหตุสมควรที่ไม่อาจยื่นคำร้องได้ เพราะพึ่งทราบ อีกเหตุผลหนึ่งศาลเห็นว่าเป็นแก้ไขเล้กน้อยเพราะเป็นที่พิพาทเดิมไม่ได้แก้เพื่อขยายแปลงที่พิพาท แก้ตัวเลขให้ตรงกับความจริง ไม่ได้แก้ขอ 14 เป็น 25 แต่เป็นการแก้ขอที่พิพาทตำแห่งเดิมจุดเดิม
ขออนุญาตอำลาเราในครั้งนี้เพียงเท่านี้คราวหน้าจะต่อประเด็นที่น่าสนใจครับ
ครั้งที่ 15 ( 3 มีนาคม 52 )
มาตรา ๑๘๐ การแก้ไขคำฟ้องหรือคำให้การที่คู่ความเสนอต่อศาลไว้แล้วให้ทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลก่อนวันชี้สองสถาน หรือก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน ในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถาน เว้นแต่มีเหตุอันสมควรที่ไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนนั้น หรือเป็นการขอแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย
ฟ้องแย้งมาในยื่นคำขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การก็ต้องมาดูว่ายื่นภายในเวลาหรือไม่
สิ่งที่จำเลยขอเพิ่มเติมมาโดยยกข้อต่อสู้มา 2 ประเด็น
1.สัญญานั้นเป็นโมฆะ เนื่องจากไม่จดทะเบียน เป็นการต่อสู้ในเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย จึงยกขึ้นได้
2.ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ การขาดอายุความในคดีแพ่งไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบ และโจทก์ได้บรรยายทั้งหมดตั้งแต่แล้ว ดังนั้นถ้าจะยกก็สามารถยกต่อสู้ได้ตั้งแต่แรกแล้ว ไม่เข้าข้อยกเว้นทั้งสามข้อเลย
สรุปฎีกานี้อนุญาตให้แก้ในส่วนที่ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเท่านั้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4685/2549
คำร้องขอแก้ไขคำให้การในส่วนที่ว่า สัญญาการให้สิทธิดำเนินกิจการสถานีบริการน้ำมันเป็นสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าซึ่งต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เมื่อไม่มีการจดทะเบียนตามกฎหมายย่อมตกเป็นโมฆะนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดตามความผูกพันทางสัญญา จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การโดยอ้างว่าสัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้า ซึ่งต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เมื่อไม่มีการจดทะเบียนตามกฎหมายย่อมตกเป็นโมฆะ จึงเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนยื่นหลังจากวันชี้สองสถานได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 180
จำเลยให้การต่อสู้เรื่องความไม่สมบูรณ์ของสัญญา และมีสิทธิที่จะแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การเพื่อปฏิเสธความรับผิดชอบตามข้อต่อสู้นี้ได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 180 แต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของข้อ 2 ว่า "และโจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้และค่าเสียหายหรือไม่ เพียงใด" โจทก์และจำเลยจึงมีสิทธิที่จะนำสืบถึงเรื่องความรับผิดในกรณีที่สัญญาจะมีผลผูกพันต่อกันหรือไม่อยู่แล้ว ไม่มีเหตุสมควรที่จะต้องแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การในส่วนนี้
วันที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีและวันที่โจทก์อ้างว่าจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ล้วนปรากฏชัดเจนอยู่ในคำฟ้องโจทก์ จำเลยก็ทราบเรื่องการทำสัญญามาแต่ต้น หากจำเลยมีความประสงค์ที่จะต่อสู้คดีในประเด็นเรื่องอายุความ ย่อมสามารถจะทำได้ตั้งแต่แรก และในส่วนของฟ้องแย้งก็เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้างถึงสัญญาซึ่งได้เคยทำไว้กับโจทก์มาก่อน จึงเป็นเรื่องที่จำเลยทราบอยู่ก่อนแล้วเช่นกันมิใช่กรณีที่ไม่อาจยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การได้ก่อนวันชี้สองสถานทั้งไม่ใช่การแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อย หรือข้อผิดหลงเล็กน้อย ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 180 จำเลยจึงไม่มีสิทธิขอแก้ไขคำให้การส่วนในนี้
เรื่องที่สองให้มารับผิดทำสัญญาประนีประนอมยอมความ การที่กล่าวอ้างว่านิติกรรมเป็นโมฆียะไม่ว่าจะได้บอกล้างหรือไม่ก็ตามไม่ใช่ข้อปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5074/2549
การขอแก้ไขคำให้การตาม ป.วิ.พ. มาตรา 180 จำเลยจะต้องทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลก่อนวันชี้สองสถานหรือก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน ในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถาน เว้นแต่มีเหตุอันสมควรที่ไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนนั้นหรือเป็นการขอแก้ไขเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อย หรือข้อผิดหลงเล็กน้อย ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นชี้สองสถานไปแล้วต่อมาระหว่างสืบพยานโจทก์ จำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การเดิมโดยอ้างเพิ่มเติมว่า สัญญาประนีประนอมยอมความตามฟ้องไม่มีผลผูกพันจำเลย เนื่องจากขณะที่ทำสัญญาดังกล่าวจำเลยมีอายุเพียง 17 ปี ยังเป็นผู้เยาว์กระทำนิติกรรมโดยมิได้รับความเห็นชอบหรือความยินยอมจากมารดาซึ่งเป็นผู้ปกครอง จึงมีผลเป็นโมฆียะกรรม และขอถือเอาคำให้การที่ขอแก้ไขนี้เป็นการบอกล้างโมฆียกรรมประกอบกับจำเลยได้บอกล้างโมฆียะกรรมแล้ว ดังนั้นคำให้การที่ขอแก้ไขดังกล่าวจึงเป็นกรณีที่จำเลยหยิบยกเรื่องความเป็นโมฆียะกรรมของสัญญาประนีประนอมยอมความตามฟ้องขึ้นโต้เถียงโจทก์ซึ่งการกล่าวอ้างว่านิติกรรมที่ทำเป็นโมฆียะกรรมโดยจะบอกล้างหรือไม่ก็ตามมิใช่เป็นเรื่องเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนอันจะอยู่ในข้อยกเว้นที่พึงอนุญาตให้จำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การภายหลังล่วงพ้นกำหนดเวลาตามกฎหมายดังกล่าว
เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในศาลแรงงาน คดีแรงงานไม่มีการชี้สองสถาน ฉะนั้นการขอแก้ไขเพิ่มเติมก้แก้ได้ แต่ต้องแก้ก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 685/2550
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มิได้บัญญัติถึงวิธีการหรือหลักเกณฑ์ในการขอแก้ไขคำฟ้องไว้ จึงต้องนำ ป.วิ.พ. มาตรา 180 มาใช้บังคับโดยอนุโลมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 31 ซึ่งมาตรา 180 บัญญัติว่า "การแก้ไขคำฟ้องหรือคำให้การที่คู่ความเสนอต่อศาลไว้แล้วให้ทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลก่อนวันชี้สองสถาน หรือก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน ในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถาน..." ดังนั้น การที่ในวันนัดพิจารณาและสืบพยานโจทก์ คู่ความมาศาล ศาลแรงงานกลางไกล่เกลี่ยแล้วยังตกลงกันไม่ได้จึงกำหนดประเด็นข้อพิพาทแล้วนัดสืบพยานโจทก์ การกำหนดประเด็นข้อพิพาทและกำหนดวันนัดสืบพยานดังกล่าวของศาลแรงงานกลางเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาไปตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 39 ซึ่งบัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้วไม่จำต้องนำเรื่องการชี้สองสถานตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 183 มาใช้บังคับ ถือได้ว่าคดีแรงงานไม่มีการชี้สองสถาน เมื่อไม่มีการชี้สองสถาน โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องโดยเป็นการแก้ไขในรายละเอียดและเพิ่มเติมฟ้องเดิมให้บริบูรณ์ ซึ่งเป็นข้อที่เกี่ยวข้องกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ ทั้งโจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน โจทก์จึงมีสิทธิขอแก้ไขคำฟ้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 179 และมาตรา 180 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 31
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8395/2550 ค้นไม่พบ วินิจฉัยอย่างเดียวกันกับฎีกาข้างบน
สำหรับเรื่องต่อไปเป็นเรื่องที่โจทก์เป็นนายจ้างฟ้องลูกจ้างให้รับผิด ตามสัญญาจ้างแรงงาน หลังจากมีการสืบพยานแล้ว จำเลยมาขอแก้คำให้การ อ้างว่าฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้อน เป็นเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แก้ได้ ตามข้อยกเว้นที่สอง
ถ้าออกสอบถามได้สองเรื่องเลยนะครับเนี่ย
1.คือเรื่องแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องหรือแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การด้วย
หรือ 2. อาจจะเป็นเรื่องฟ้องซ้อนหรือไม่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 977/2550
จำเลยที่ 2 ขอแก้ไขคำให้การเพิ่มเติมประเด็นฟ้องซ้อน เป็นการขอแก้ไขเกี่ยวกับอำนาจฟ้องของโจทก์ซึ่งเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยที่ 2 จึงอาจขอแก้ไขได้ก่อนศาลแรงงานกลางพิพากษาคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 180 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 31
กรณีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานความผิดยักยอกทรัพย์และขอให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยักยอกไป แม้จะถือว่าเป็นการขอแทนผู้เสียหายตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 43 ก็ตาม แต่ก็เป็นกรณีที่ความเสียหายนั้นเนื่องมาจากการกระทำผิดอาญาเท่านั้น ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้าง ซึ่งการกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ทำให้เกิดความเสียหายนั้นอาจเป็นบ่อเกิดแห่งหนี้ที่จะใช้สิทธิเรียกร้องได้สองทาง คือในมูลละเมิดและในมูลแห่งสัญญาจ้างแรงงานที่มีต่อกันอยู่ ในคดีอาญาดังกล่าวกับคดีนี้ถึงแม้คำขอบังคับจะเป็นอย่างเดียวกันคือ ขอให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายแต่ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหานั้นมิได้เป็นอย่างเดียวกัน ในคดีอาญานั้นข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาที่พนักงานอัยการขอบังคับในส่วนแพ่งนั้น มาจากข้ออ้างเนื่องจากการกระทำผิดทางอาญาอันเป็นการเรียกร้องในมูลหนี้ละเมิด แต่คดีนี้มีที่มาจากมูลสัญญาจ้างแรงงาน และคำฟ้องของโจทก์กรณีของการผิดสัญญาจ้างแรงงานนั้นเป็นอำนาจของคู่สัญญาโดยเฉพาะ พนักงานอัยการที่เป็นโจทก์ในคดีอาญาไม่อาจจะอาศัยสิทธิในเรื่องของสัญญาจ้างแรงงานมาเป็นข้ออ้างในคำขอส่วนแพ่งได้ จึงมิใช่เป็นกรณีที่เป็นการฟ้องคดีในเรื่องเดียวกันอันจะเป็นฟ้องซ้อนตามความหมายของ ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 31
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1062/2551 ค้นไม่พบ ว่าจ้างโจทก์ให้ทำป้ายโฆษณา จำเลยให้การสู้คดีระหว่างพิจารณา คดีนี้เป็นโจทก์ที่ขอแก้ไขเพิ่มเติมว่า ตามสัญญาเดียวกันมีค่าทำป้ายที่ยังไม่ได้เรียกอีก ศาลก็เปิดโอกาสให้จำเลยเพิ่มเติมคำให้การบ้าง จำเลยเลยให้การว่าข้อที่ตั้งมาใหม่ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม เพิ่มเติมไม่ได้และ ค่าป้ายที่เพิ่มมานั้นขาดอายุความแล้ว
ฎีกานี้เลยต้องตอบสองประเด็นแต่ฎีกานี้คงไม่เกี่ยวกับ 180 เพราะโจทก์ขอแก้ไขเพิ่มเติมในเวลา แต่เป้นฎีกาที่เกี่ยวกับมาตรา 179 ซะมากกว่าในส่วนของโจทก์
อย่างที่เราทราบว่าข้อที่แก้ต้องเกี่ยวกับฟ้องเดิมจึงจะเพิ่มข้อหาใหม่มาก็ไม่ได้ ดังนั้นแม้จะเป็นค่าทำป้ายฉบับใหม่นั้น แต่เป็นงานเดียวกันสัญญาเดียวกันจึงไม่เป็นข้อหาใหม่ แก้ไขเพิ่มเติมได้
ส่วนปัญหาเรื่องขาดอายุความเมื่อมันเป็นส่วนหนึ่งของฟ้องเดิมขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องเดิมไม่เกินอายุความแล้วการยื่นฟ้อง อายุความสะดุดหยุดลงนับแต่ได้ฟ้องแล้ว ส่วนนี้จึงไม่ขาดอายุความ เพราะนับอายุความถึงวันฟ้องเท่านั้นไม่ได้นับต่อถึงวันแก้ไขคำฟ้อง
เรื่องนี้ให้จำเลยรับผิดสามแสนกว่าบาท โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมฟ้องโดย ข้อแก้ไขโดยลดจำนวนทุนทรัพย์เนื่องจากบรรยายในคำร้องว่าได้รับชำระหนี้จากจำเลยแล้วบางส่วนจึงลดจากสองแสนกว่าบาทเรื่องนี้แก้ในกำหนดเวลาจึงเห็นว่าจำเลยไม่เสียเปรียบ ศาลชั้นต้นเห็นว่าเมื่อลดทุนทรัพย์แล้วคดีอยุ่ในอำนาจสาลแขวง จึงคืนคดีให้ไปฟ้องแก่ศาลแพ่งต่อไป จำเลยอุทธรณ์ให้ยกฟ้องไปเลยเพราะเป็นการฟ้องไม่ถูกศาล
เรื่องนี้ศาลฎีกาก็ให้คำตอบเรื่องนี้อาจจะไม่สนุกเท่าไหร่เพราะได้เคยออกสอบแล้วหล่ะ ศาลบอกว่า 16 วรรค 4 นอกจากศาลจังหวัดแล้วหมายรวมถึงศาลแพ่งเหล่านี้ด้วย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2040/2550
โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องครั้งที่สองโดยรับข้อเท็จจริงบางส่วนตามคำให้การของจำเลยทั้งสี่ เป็นการขอลดทุนทรัพย์ฟ้องเดิมภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ และคดีนี้ศาลชั้นต้นยังไม่ได้สืบพยานโจทก์และพยานจำเลยจึงยังอยู่ภายในกำหนดเวลาที่จำเลยทั้งสี่จะแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยทั้งสี่เพื่อหักล้างข้ออ้างของโจทก์ได้ การแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวจึงไม่ทำให้จำเลยทั้งสี่เสียเปรียบและหลงข้อต่อสู้แต่ประการใด
ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมฯ มาตรา 16 วรรคสี่ ที่บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีการยื่นฟ้องคดีต่อศาลจังหวัด และคดีนั้นเกิดขึ้นในเขตของศาลแขวงและอยู่ในอำนาจของศาลแขวง ให้ศาลจังหวัดนั้นมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลแขวงที่มีเขตอำนาจ" นั้น แม้จะใช้ถ้อยคำว่าศาลจังหวัดก็ตาม แต่เจตนารมณ์ของกฎหมายที่บัญญัติความในวรรคสี่ไว้เนื่องจากไม่ประสงค์ให้ศาลชั้นต้นที่มีศาลแขวงตั้งอยู่ในเขตศาลนั้นรับพิจารณาคดีที่เกิดขึ้นในเขตของศาลแขวงและอยู่ในอำนาจของศาลแขวง เมื่อศาลแพ่งธนบุรีเป็นศาลชั้นต้นที่มีศาลแขวงธนบุรีและศาลแขวงตลิ่งชันตั้งอยู่ในเขตจึงต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติดังกล่าวด้วย คดีนี้โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องโดยลดจำนวนทุนทรัพย์ลงเป็นเหตุให้คดีของโจทก์เป็นคดีที่เกิดในเขตของศาลแขวงและอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลแขวง ศาลแพ่งธนบุรีจึงต้องมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลแขวงธนบุรีซึ่งเป็นศาลแขวงที่มีเขตอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว
หมายเหตุ
การบริหารคดีในกรณีที่ท้องที่ใดมีปริมาณคดีขึ้นสู่ศาลชั้นต้นเป็นจำนวนมากทำได้ด้วยการให้ท้องที่นั้นมีศาลจังหวัดและศาลแขวงตั้งอยู่ซ้อนกันโดยให้ศาลแขวงรับคดีเล็กน้อยไปพิจารณาพิพากษา แต่โจทก์ก็ยังมีสิทธินำคดีที่อยู่ในอำนาจศาลแขวงไปยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 18 ทำให้คดีดังกล่าวกลับไปสู่ศาลจังหวัดอีก พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคสี่ จึงให้ศาลจังหวัดมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลแขวงที่มีเขตอำนาจ
กรุงเทพมหานครก็มีการบริหารคดีแพ่งในลักษณะดังกล่าวในท้องที่ที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลแพ่ง ศาลแพ่งกรุงเทพใต้และศาลแพ่งธนบุรี จึงต้องบังคับตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคสี่ เช่นกัน แม้ตัวบทจะใช้คำว่าศาลจังหวัดก็ตามก็ต้องตีความไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ดังที่ศาลฎีกาวินิจฉัย
ไพโรจน์ วายุภาพ
เรื่องต่อไปเป็น ฎีกาที่ โจทก์ฟ้องว่ามารดาโจทก์ไปอยู่กินกับผู้ตาย โจทก์ยื่นคำร้อง เป็นผู้ร้อง ปรากฏว่าพี่ชายผู้ตายยื่นคำคัดค้านขึ้นมา ว่าไม่จริง ปรากฏว่าในระหว่างการพิจารณาต่างฝ่ายต่างก็แก้คำคู่ความในส่วยของตน ผู้ร้องขอแก้ให้ตรงกับความจริง ผู้คัดค้านๆว่า การฟ้องให้รับคดีเป็นบุตร ขาดอายุความในการร้องแล้ว อายุความไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1646/2548
ผู้ร้องเกิดเมื่อกลางปี 2516 นับถึงวันยื่นคำร้องเป็นเวลาเกือบ 30 ปี เหตุการณ์ในช่วงเวลาจัดพิธีสมรสและการตั้งครรภ์ไม่มีหลักฐานปรากฏวันเดือนปีที่แน่นอนเป็นเรื่องคาดคะเนเอาโดยประมาณจึงอาจผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปได้บ้าง ทั้งร้องขอแก้ไขคำร้องขอโดยอ้างเหตุพิมพ์ข้อความผิดพลาดเล็กน้อยเพื่อให้ตรงตามความเป็นจริง จึงเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยทั้งมีเหตุผลสมควร ผู้ร้องมีสิทธิขอแก้ไขคำร้องได้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องแก้ไขคำร้องขอชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 180 ตอนท้ายแล้ว
เดิมผู้คัดค้านมิได้ให้การต่อสู้เรื่องอายุความไว้ในคำคัดค้านเพิ่งมายื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำคัดค้านว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอคดีนี้เมื่อผู้ร้องอายุ 28 ปี เป็นการฟ้องคดีเมื่อเกิน 1 ปี นับแต่บรรลุนิติภาวะ คดีของผู้ร้องขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1556 วรรคสาม หลังจากมีการสืบพยานผู้ร้องเสร็จไปบางส่วนแล้ว อ้างเหตุผลว่าเป็นทนายความคนใหม่ของผู้คัดค้านเพิ่งได้รับการแต่งตั้งและตรวจสำนวนพบคำคัดค้านยังบกพร่องไม่สมบูรณ์ จึงเป็นการขอแก้ไขเพิ่มเติมคำคัดค้านหลังจากพ้นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดคือก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน เหตุที่อ้างก็ไม่ใช่เหตุผลอันสมควรตามกฎหมายและการขอแก้ไขเพิ่มเติมประเด็นเรื่องกำหนดเวลาฟ้องคดีตามาตรา 1556 วรรคสามเป็นอายุความฟ้องคดีซึ่งมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ทั้งมิใช่การแก้ข้อผิดพลาดหรือผิดหลงเล็กน้อย เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้แก้ไขเพิ่มเติมคำคัดค้านโดยชอบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 180 แล้ว จึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทเรื่องอายุความให้ศาลจำต้องวินิจฉัยและเป็นข้อมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์
ผู้ร้องเป็นบุตรสืบสายโลหิตของ ป. ป. แสดงออกต่อญาติพี่น้องและเพื่อนบ้านที่บ้านซึ่งเป็นภูมิลำเนาของมารดาผู้ร้อง มิได้แสดงออกต่อญาติข้างบิดาหรือเพื่อนบ้านแถวบ้านพักของ ป. ซึ่งอยู่ต่างท้องที่กันว่าผู้ร้องเป็นบุตร ก็ถือได้ว่าพฤติกรรมที่รู้กันอยู่ทั่วไปตลอดเวลาว่าผู้ร้องเป็นบุตร ป. ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1555 (7) แล้ว
ฟ้องว่าผิดสัญญาเช่าซื้อจำเลยที่ 1. อ้างว่าไม่ได้เช่าซื้อ ลายมือชื่อปลอม แต่ต่อมาสละข้อที่ลายมือชื่อปลอมออกไปและเพิ่มว่าไม่ใช่กรรมการที่มีอำนาจ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1044/2548
จำเลยที่ 1 ขอแก้ไขในคำให้การเดิม จากที่ปฏิเสธว่าลายมือชื่อผู้เช่าซื้อในสัญญาเช่าซื้อมิใช่ลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 และผู้ลงนามในสัญญาเช่าซื้อมิใช่กรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ เป็นว่า ผู้ลงนามในฐานะเจ้าของผู้ให้เช่าซื้อมิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่ให้เช่าซื้อในขณะทำสัญญาเช่าซื้อ และมิใช่กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้ตามกฎหมายขณะทำสัญญาเช่าซื้อ ข้อความที่ขอแก้ไขดังกล่าวจึงเป็นการสละข้อต่อสู้เดิมที่ว่าสัญญาเช่าซื้อเป็นเอกสารปลอมและยกข้อต่อสู้ว่าในขณะทำสัญญาผู้ลงนามในฐานะผู้ให้เช่าซื้อมิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่ให้เช่าซื้อ และมิใช่ผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ กรณีหาใช่การแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย แต่เป็นการยกข้อต่อสู้นอกเหนือจากคำให้การเดิมและเป็นเรื่องที่จำเลยอาจขอแก้ไขได้ก่อนวันชี้สองสถานอีกทั้งโจทก์ได้บรรยายฟ้องมาโดยชัดแจ้งแล้วในเรื่องการมอบอำนาจให้ลงนามในสัญญาเช่าซื้อแทนโจทก์ ซึ่งจำเลยมิได้ปฏิเสธหรือต่อสู้ในข้อนี้ ข้อความที่จำเลยขอแก้ไขดังกล่าวจึงไม่กระทบถึงความสมบูรณ์ของสัญญาเช่าซื้อ อันจะทำให้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนแต่อย่างใด การยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การภายหลังวันชี้สองสถานเช่นนี้ จึงเป็นการฝ่าฝืน ป.วิ.พ. มาตรา 180
ขณะทำสัญญาโจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของรถยนต์พิพาท
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3579/2545
ในขณะที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อและจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันกับโจทก์นั้น โจทก์จะเป็นเจ้าของรถยนต์พิพาทหรือไม่ เป็นเพียงข้อเท็จจริง มิได้มีผลกระทบถึงความสมบูรณ์ของสัญญาเช่าซื้อ ทั้งมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยทั้งสองจึงไม่อาจยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การในปัญหาดังกล่าวเมื่อพ้นกำหนดเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 264/2546
คำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยมิได้ยื่นก่อนวันนัดสืบพยานไม่น้อยกว่า7 วัน แต่ยื่นในวันนัดสืบพยาน เป็นการขอเพิ่มเติมคำให้การเพื่อโต้แย้งว่า การคิดดอกเบี้ยของโจทก์ในฐานะเป็นธนาคารพาณิชย์ไม่เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในประกาศธนาคารโจทก์ตามข้อกำหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย อันเป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ฯ มาตรา 14(2) ที่บัญญัติให้อำนาจธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยหรือส่วนลดที่ธนาคารพาณิชย์อาจเรียกได้ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่มีผลกระทบต่อการลงทุนและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ และมาตรา 44 แห่งพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ฯ บัญญัติให้ธนาคารพาณิชย์ที่ฝ่าฝืนมีความผิดทางอาญาต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 300,000 บาท ข้ออ้างของจำเลยที่ขอเพิ่มเติมคำให้การดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน
ส่วนที่จำเลยขอเพิ่มเติมคำให้การว่า การชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 แก่โจทก์ตกเป็นพ้นวิสัย เพราะหลังจากทำสัญญาทรัสต์รีซีทแล้ว อัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์สหรัฐเมื่อแลกเป็นเงินบาทต้องใช้เงินบาทสูงขึ้นมาก และอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ก็เพิ่มขึ้นมากจนจำเลยที่ 1 มีหนี้เพิ่มสูงกว่าความเป็นจริงทั้งนี้เนื่องจากวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจอันเป็นพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลังที่ได้ก่อหนี้ซึ่งจำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดชอบกับเพิ่มเติมเป็นคำให้การว่า หนี้เดิมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ระงับไปแล้วด้วยการแปลงหนี้ใหม่เป็นหนี้การซื้อขายเงินตราต่างประเทศแล้ว และสัญญาค้ำประกันกับสัญญาจำนองตามคำฟ้องเป็นการค้ำประกันและจำนองประกันการชำระหนี้ประเภทอื่นไม่ได้ประกันการชำระหนี้ตามสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตและทรัสต์รีซีท ล้วนเป็นเรื่องที่จำเลยยกข้อเท็จจริงใหม่มาเพิ่มเติมเป็นคำให้การเพื่อปฏิเสธความรับผิด ซึ่งข้อเท็จจริงที่อ้างเป็นเหตุไม่ต้องรับผิดดังกล่าวแม้เป็นเหตุที่อาจมีผลต่อคู่สัญญาบางรายได้ แต่ไม่ได้มีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนแต่อย่างใด จึงไม่ใช่การขอแก้ไขเพิ่มเติมในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน
โจทก์ขอแก้หมายเลขทะเบียนรถ เพื่อให้เห็นว่าเป็นรถคันเดิมเป็นเรื่องแก้ไขเล้กน้อยเข้าข้อยกเว้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1677/2546
การที่โจทก์ทั้งสองขอแก้ไขคำฟ้องเกี่ยวกับหมายเลขทะเบียนรถยนต์คันที่โจทก์ที่ 1 ขับ โดยขอแก้หมายเลขทะเบียนเฉพาะเลขตัวท้ายตัวเดียว โดยให้เหตุผลว่าพิมพ์เลขผิดพลาดจึงขอแก้ไขให้ถูกต้องตามความเป็นจริงโดยยังเป็นรถยนต์คันเดิมอยู่ดังนี้ เป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเกี่ยวกับรายละเอียดเพียงเล็กน้อยเพื่อให้ตรงตามความจริง และยังเป็นการขอแก้ไขก่อนวันสืบพยาน ไม่เป็นเหตุให้จำเลยเสียเปรียบในการต่อสู้คดี ที่ศาลอุทธรณ์อนุญาตให้โจทก์ทั้งสองแก้ไขคำฟ้องส่วนนี้ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 แล้ว
หาตัวเลขไม่เจอสรุปว่าโจทก์ฟ้องหนี้เงินกู้จำเลยต่อสุ้เรื่องความรับผิดศาลต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่าต้องรับผิดอย่างใดหลังวันชี้ จำเลยมาขอแก้เพิ่มข้อต่อสู้ว่าคิดดอกเบี้ยเกินอัตรา จะแก้ได้หรือไม่ จากฎีกาเดิมและเรื่องนี้ก็ยืนยันว่าเป็นเรื่องเกี่ยวด้วยความสงบ แต่ที่พิเศษคือ เรื่องนี้ศาลไม่อนุญาตให้แก้ไขเพิ่มเติมคำให้การ จึงเป็นหลักว่าเป็นดุลพินิจของศาล เพราะการที่ศาลได้กำหนดประเด็นพิพาทในคดีว่าจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่เพียงใดนั้นได้มีประเด็นเรื่องดอกเบี้ยแล้ว
ก็จบเรื่องแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องคำให้การแล้วครับ คราวหน้าพูดเรื่องฟ้องแย้ง ถ้าคราวหน้าไม่จบก็ต่อปีหน้าแต่พวกเราคงไม่ได้มาเรียนแล้วหล่ะครับเพราะก็คงสอบผ่านกันไปหมดแล้ว
ครั้งที่ 16 ( 10 /03/09 )
มาตรา ๑๗๗ ...................
จำเลยจะฟ้องแย้งมาในคำให้การก็ได้ แต่ถ้าฟ้องแย้งนั้นเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมแล้ว ให้ศาลสั่งให้จำเลยฟ้องเป็นคดีต่างหาก ………….
มาตรา ๑๗๙ ………………
แต่ห้ามมิให้คู่ความฝ่ายใดเสนอคำฟ้องใดต่อศาล ไม่ว่าโดยวิธีฟ้องเพิ่มเติมหรือฟ้องแย้ง ภายหลังที่ได้ยื่นคำฟ้องเดิมต่อศาลแล้ว เว้นแต่คำฟ้องเดิมและคำฟ้องภายหลังนี้จะเกี่ยวข้องกันพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้
อาจารย์ก็เลือกฎีกามาแล้วหล่ะ ก็มีฎีกามาให้เลือกวันนี้ก็ให้ฎีกาฟ้องแย้งปี 49 ปี 50 ปี 51 มา แต่มีฎีกามาให้เลือกน้อยหน่อย ฟ้องแย้งส่วนใหญ่ที่ออกมาก็ออกประเด็น ฟ้องแย้งรับไว้พิจารณาได้หรือไม่ เราก็มีหน้าที่ต้องทายใจแนวฎีกา ว่าฟ้องเดิมเป็นอย่างนี้ฟ้องแย้งเป็นอย่างนั้น ก็ต้องดูว่าฟ้องเดิมฟ้องประเด็นเรื่องอะไรฟ้องแย้งฟ้องประเด็นเรื่องอะไรและฟ้องแย้งและฟ้องเดิมเกี่ยวกันจนรวมเป็นฟ้องเดียวกันได้หรือไม่
แนวฎีกาในเรื่องฟ้องแย้งที่น่าสนใจ
ต่อสู่เพิ่มเติมมา
สรุปจากฎีกา
1.ฟ้องแย้งเป็นคำฟ้องอย่างหนึ่ง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1 (3)
2.การบรรยายฟ้องจะ ต้องแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นตาม มาตรา 172 วรรคสอง
3.ต้องบรรยายให้เห็นว่าโจทก์ได้โต้แย้งสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายของจำเลยที่ 2 อย่างไรตามมาตรา 55
4****ต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ตามมาตรา 177 วรรคสาม และมาตรา 179 วรรคท้าย
เรื่องนี้ฟ้องเดิมเป็นเรื่องฟ้องโจทก์ที่ 1 ตามสัญญาเช่าซื้อ ฟ้องจำเลยที่สองตามสัญญาค้ำประกัน จำเลยที่สองฟ้องแย้งอ้างว่าจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อครบหมดแล้ว แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย โจทก์ต้องใส่ชื่อทายาท จึงฟ้องแย้งให้โจทก์ใส่ชื่อทายาท ก็มีปัญหาว่าถ้านำฎีกานี้มาออกสอบพวกเราคิดว่าฟ้องเดิมเกี่ยวกับฟ้องแย้งหรือไม่
เรื่องนี้ถ้าเอามาออกสอบ ก็เป็นเรื่องที่จำเลยที่สองฟ้องแย้งในเรื่อง ว่าโจทก์โต้แย้งสิทิจำเลยที่ 1 ไม่ได้กล่าวอ้างว่าโจทก์ที่ 1 โต้แย้งจำเลยที่สองอย่างไร
( กลายเป็นประเด็นข้อ 3 มากกว่า )
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3932/2549
ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1 (3) ฟ้องแย้งเป็นคำฟ้องอย่างหนึ่ง ดังนั้น การบรรยายฟ้องจะต้องปฏิบัติตามมาตรา 172 วรรคสอง กล่าวคือ ต้องแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น และต้องบรรยายให้เห็นว่าโจทก์ได้โต้แย้งสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายของจำเลยที่ 2 อย่างไรตามมาตรา 55 ทั้งต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ตามมาตรา 177 วรรคสาม และมาตรา 179 วรรคท้าย
โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ตามสัญญาเช่าซื้อ จำเลยที่ 2 ตามสัญญาค้ำประกัน จำเลยที่ 2 ฟ้องแย้งอ้างว่า จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนแล้ว เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย โจทก์ต้องจดทะเบียนใส่ชื่อทายาทของจำเลยที่ 1 เป็น ผู้ถือกรรมสิทธิ์รถยนต์ที่เช่าซื้อ เป็นการกล่าวอ้างว่าโจทก์โต้แย้งสิทธิของจำเลยที่ 1 หาใช่โต้แย้งสิทธิของจำเลยที่ 2 ไม่ จำเลยที่ 2 ไม่มีอำนาจฟ้องแย้ง ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 จึงไม่เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิม ไม่อาจพิจารณารวมไปกับคำฟ้องเดิมได้ และการที่สัญญาค้ำประกันระบุว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วมนั้น มีผลเพียงว่าโจทก์มีสิทธิที่จะเรียกชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 หรือจำเลยที่ 2 คนใดคนหนึ่งโดยสิ้นเชิงได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 291 และจำเลยที่ 2 ไม่อาจใช้สิทธิดังที่กล่าวไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 688, 689 และ 690 ได้เท่านั้น หาทำให้จำเลยที่ 2 เกิดสิทธิที่จะฟ้องคดีแทนจำเลยที่ 1 ด้วยไม่
การฟ้องแย้งนอกจะต้องถูกโต้แย้งสิทธิแล้วต้องมีคำขอบังคับด้วย ( ขาดข้อสอง )
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4622/2550
ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) แต่แบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เป็นหลักฐานที่รับฟังได้แต่เพียงว่าขณะแจ้งการครอบครองผู้แจ้งอ้างว่าที่ดินเป็นของผู้แจ้ง ที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) หาใช่อสังหาริมทรัพย์ที่ได้จดทะเบียนไว้ในทะเบียนที่ดินตามนัยที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1373 อันจะทำให้โจทก์ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองแต่อย่างใดไม่ จำเลยเป็นฝ่ายยึดถือครอบครองที่ดินพิพาท จำเลยย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตาม ป.พ.พ. มาตรา 1369 ว่าจำเลยยึดถือที่ดินพิพาทเพื่อตน จึงตกเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่ต้องนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว
การที่จำเลยนำสืบว่าได้ซื้อที่ดินพิพาทมาจากโจทก์และ ถ. มิใช่เป็นการนำสืบว่าจำเลยแย่งการครอบครอง และแม้ว่าคำให้การของจำเลยจะไม่มีประเด็นนำสืบว่าจำเลยซื้อที่ดินพิพาทมาจากโจทก์และ ถ. เนื่องจากจำเลยมิได้แสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่าจำเลยเข้าครอบครองที่ดินพิพาทได้อย่างไรก็ตาม แต่การที่จำเลยให้การว่าจำเลยเข้าครอบครองที่ดินพิพาทและได้สิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วนั้น เท่ากับเป็นการให้การปฏิเสธว่าโจทก์มิใช่เจ้าของที่ดินพิพาทตามฟ้อง โจทก์จึงต้องนำสืบให้ได้ความตามฟ้อง เมื่อโจทก์นำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานตาม ป.พ.พ. มาตรา 1369 ให้รับฟังไม่ได้ว่าจำเลยมิได้ยึดถือที่ดินพิพาทเพื่อตน จึงต้องฟังว่าจำเลยยึดถือที่ดินพิพาทเพื่อตน และได้ไปซึ่งสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1367
ฟ้องแย้งนอกจากจะต้องเป็นคำฟ้องที่มีสภาพแห่งข้อหาว่าโจทก์โต้แย้งสิทธิของจำเลยในส่วนที่เกี่ยวกับฟ้องเดิมอย่างไร รวมทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อเช่นว่านั้นแล้ว ยังต้องมีคำขอบังคับ คือจะให้ศาลบังคับโจทก์ให้กระทำหรืองดเว้นการกระทำอย่างไรในเรื่องที่ถูกโต้แย้งสิทธินั้นด้วยตามนัย แห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง และมาตรา 177 วรรคสาม คดีนี้จำเลยฟ้องแย้งโดยเพียงแต่ขอให้ศาลพิพากษาว่าจำเลยได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาท มิใช่คำขอให้บังคับโจทก์ทั้งเป็นเรื่องที่ศาลวินิจฉัยได้ตามฟ้องเดิมอยู่แล้ว จึงเป็นฟ้องแย้งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้คู่ความมิได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247
เหมือนจะเป็นฟ้องแย้งมีเงื่อนไข แต่เรื่องนี้ศาลฎีกากลับเห็นตรงกันข้ามว่าว่าเป็นฟ้องแย้งที่เกี่ยวเนื่องกับคำขอท้ายฟ้องของโจทก์นั่นเอง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6996 - 6997/2550
คำฟ้องของโจทก์มีคำขอ 2 ข้อคือ ขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์จดทะเบียนรับจำเลยที่ 2 เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ และให้โจทก์มีอำนาจปกครอง อุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 2 การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 2 ร่วมกันฟ้องแย้งขอให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 2 จึงเป็นข้อโต้แย้งเกี่ยวเนื่องจากคำขอของโจทก์นั่นเอง สมควรที่จะได้วินิจฉัยให้เสร็จไปในคราวเดียวกัน ไม่ต้องรอให้คดีที่โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์จนคำพิพากษาถึงที่สุดเสียชั้นหนึ่งก่อนแล้วจึงจะมาฟ้องขอเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูอีกในภายหลัง ถือได้ว่าฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสาม
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5578/2549
จำเลยฟ้องแย้งว่า จำเลยได้ขอให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการรังวัดสอบเขตเพื่อแก้ไขรูปแผนที่ในโฉนดที่ดินของจำเลยให้ถูกต้องแต่โจทก์ไปคัดค้าน จึงขอให้บังคับโจทก์ยินยอมรับการสอบเขตที่ดินของจำเลย เป็นการกล่าวอ้างว่าโจทก์กระทำละเมิดต่อจำเลย มูลคดีที่จำเลยฟ้องแย้งจึงเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทตามประเด็นในคำฟ้องเดิมของโจทก์ซึ่งเป็นเรื่องขับไล่จำเลยผู้บุกรุกที่ดินของโจทก์ไม่อาจฟ้องแย้งมาในคำให้การได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสาม ส่วนที่จำเลยฟ้องแย้งขอให้บังคับเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาประทาย แก้ไขรูปแผนที่และเนื้อที่ดินของโจทก์และจำเลยให้ตรงกับความจริงเป็นฟ้องแย้งที่กระทบกระเทือนถึงสิทธิของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาประทายซึ่งเป็นบุคคลภายนอก จึงเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม ศาลจะรับฟ้องแย้งในส่วนนี้ของจำเลยไว้พิจารณาไม่ได้เช่นเดียวกัน
ฟ้องแย้งที่เกี่ยวกับการขาดนัด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3778/2549
โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยออกจากอาคารพิพาทซึ่งโจทก์อ้างว่ามีค่าเช่าเดือนละ 24,000 บาท จำเลยให้การต่อสู้ว่าค่าเช่ามีเพียงเดือนละ 2,000 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างชำระแก่โจทก์เดือนละ 2,000 บาท โจทก์ไม่อุทธรณ์ข้อเท็จจริงจึงฟังยุติว่าอาคารพิพาทมีค่าเช่าเดือนละ 2,000 บาท และในส่วนฟ้องแย้งนั้นจำเลยมีคำขอบังคับให้โจทก์คืนเงินมัดจำ 50,000 บาท แก่จำเลยพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ คดีตามฟ้องเดิมและฟ้องแย้งจึงต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่งและวรรคสอง
ศาลชั้นต้นกำหนดให้โจทก์มีหน้าที่นำสืบก่อน ในวันนัดสืบพยานโจทก์ จำเลยไม่มาศาล การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดพิจารณาย่อมถือได้ว่าจำเลยขาดนัดทั้งสองฐานะ คือทั้งที่เป็นจำเลยและที่เป็นโจทก์ฟ้องแย้งด้วย เมื่อโจทก์ได้นำพยานหลักฐานมาสืบในประเด็นตามฟ้องและคำให้การแก้ฟ้องแย้งของโจทก์จนเสร็จแล้ว จึงถือได้ว่าโจทก์ในฐานะจำเลยฟ้องแย้งได้แจ้งให้ศาลทราบโดยปริยายว่าโจทก์ในฐานะจำเลยฟ้องแย้งได้ขอดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ตาม ป.วิ.พ. 201 (เดิม) แล้ว การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียวและพิพากษาคดีในส่วนฟ้องแย้งจึงชอบด้วยกฎหมาย
หมายเหตุ
ฟ้องเดิมกับฟ้องแย้ง แม้จะถือว่าเป็นคดีคนละเรื่องกันแต่ต้องพิจารณารวมกัน เมื่อจำเลยขาดนัดพิจารณาถือว่าขาดนัดพิจารณาในฐานะเป็นโจทก์ของฟ้องแย้งซึ่งโจทก์ในฐานะจำเลยของฟ้องแย้งต้องแจ้งในวันสืบพยานขอให้ศาลดำเนินการพิจารณาคดีต่อไปศาลจึงจะพิจารณาคดีต่อไปโดยไม่สั่งจำหน่ายคดีในส่วนของฟ้องแย้งจากสารบบความตามมาตรา 201 เดิม (มาตรา 202 ใหม่) ได้ การแจ้งต่อศาลดังกล่าวเป็นการแสดงความประสงค์ของโจทก์ การที่โจทก์ได้นำพยานหลักฐานมาสืบในวันสืบพยานย่อมแสดงให้เห็นความประสงค์ของโจทก์แล้ว จึงถือว่าโจทก์ได้ขอดำเนินการพิจารณาคดีต่อไปโดยปริยาย แม้จะมิได้แถลงต่อศาลโดยชัดแจ้งก็ตาม ศาลจึงดำเนินการพิจารณาคดีต่อไปได้ (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ 779/2532)
ไพโรจน์ วายุภาพ
ฟ้องแย้งที่เกี่ยวกับฟ้องซ้อน ตกไปเพราะโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จึงไม่มีตัวโจทก์ในกรณีฟ้องแย้ง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3132/2549
ศาลแพ่งธนบุรีอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องแล้ว แต่จำเลยที่ 1 ยังอุทธรณ์ต่อมา คดีจึงอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ส่วนการถอนคำฟ้องที่มีผลลบล้างผลแห่งการยื่นคำฟ้องและทำให้คู่ความกลับเข้าสู่ฐานะเดิมเสมือนหนึ่งมิได้มีการยื่นฟ้องเลยดังที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 176 นั้น หมายถึงการถอนคำฟ้องนั้นได้ถึงที่สุดแล้ว ดังนี้ ฟ้องโจทก์คดีนี้สำหรับจำเลยที่ 1 ที่โจทก์ยื่นฟ้องขณะที่คดีก่อนอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์จึงเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) แม้ต่อมาคดีก่อนจะถึงที่สุด ก็หาทำให้ฟ้องคดีนี้ซึ่งเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายมาแต่ต้น กลายเป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายขึ้นมาใหม่ เมื่อโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ก็ไม่มีฟ้องของโจทก์และตัวโจทก์ที่จำเลยที่ 1 จะฟ้องแย้ง จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิฟ้องแย้งเช่นกัน จึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์โจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และอุทธรณ์จำเลยที่ 1 เพราะไม่ทำให้ผลคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เปลี่ยนแปลงไป
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นตัวแทนค้าต่างของบริษัท จ. โดยไม่ได้กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นตัวแทนของโจทก์ด้วย ปัญหาว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นตัวแทนของโจทก์หรือไม่ จึงเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินของปัญหาและการค้าระหว่างประเทศ ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง
ฟ้องแย้งที่เกี่ยวกับคำให้การ ข้อต่อสู้ดังกล่าวก็ไม่เป็นประเด็นเมื่อฟ้องแย้งขัดกันเองกับ คำให้การเดิมของตน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5252/2550
โจทก์มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทที่ได้จดทะเบียนแล้ว ย่อมสันนิษฐานไว้ก่อนว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1373 จำเลยกล่าวอ้างว่าโจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน จำเลยจึงมีหน้าที่นำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทและให้จำเลยเข้าไปปลูกบ้านอยู่อาศัย โจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยและบริวารอยู่อาศัยอีกต่อไป ขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกไป จำเลยให้การและฟ้องแย้งในตอนแรกว่า ที่ดินพิพาทเป็นของบิดามารดาจำเลย ต่อมาบิดามารดายกที่ดินพิพาทให้จำเลย เท่ากับจำเลยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของของจำเลย แต่จำเลยกลับให้การและฟ้องแย้งในตอนหลังว่า จำเลยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของมาเกิน 10 ปีแล้ว กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทจึงเป็นของจำเลยเช่นกัน จึงขัดแย้งกับคำให้การและฟ้องแย้งในตอนแรก รูปคดีตามที่โจทก์ฟ้องและจำเลยให้การและฟ้องแย้งดังกล่าวจึงไม่มีประเด็นเรื่องการครอบครองปรปักษ์ตาม ป.พ.พ.มาตรา 1382 เพราะการครอบครองปรปักษ์จะมีได้ก็แต่ในที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น แม้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 จะรับวินิจฉัยให้ ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
เป็นเรื่องว่าเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม ฟ้องเดิมโจทกืให้แบ่งแปลงแรก แต่ดันมาฟ้องแย้งให้แบ่งแปลง 3 ศาลฎีกามองว่าแม้เป็นที่ดินคนล่ะแปลงแต่ก้มีมูลจากเรื่องการแบ่งที่ดินเหมือนกันสามารถฟ้องแย้งรวมกันได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1644/2549
คดีนี้จำเลยทั้งสี่ฟ้องแย้งในส่วนที่เกี่ยวกับที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 302 ว่า ที่ดินดังกล่าวเป็นมรดกของ ท. ซึ่งตกทอดแก่จำเลยที่ 1 และ ส. ผู้วายชนม์ ปัจจุบันโจทก์และจำเลยทั้งสี่ครอบครองที่ดินดังกล่าวร่วมกัน ขอให้โจทก์ซึ่งเป็นทายาทและผู้จัดการมรดกของ ส. แบ่งปันที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 จำนวน 1 ใน 2 ส่วน หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ ดังนี้ จำเลยที่ 2 ถึงจำเลยที่ 4 มิได้มีสิทธิทางแพ่งโต้แย้งกับโจทก์แต่อย่างใด จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จึงไม่มีสิทธิฟ้องแย้งในส่วนนี้ การที่จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ว่าฟ้องแย้งในส่วนนี้เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมต้องรับไว้พิจารณาพิพากษา และศาลอุทธรณ์ภาค 4 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในปัญหาดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบ และถือว่าเป็นฎีกาในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง
แม้โจทก์ซึ่งเป็นทายาทและผู้จัดการมรดกของ ส. ผู้วายชนม์จะฟ้องเรียกที่ดินที่โจทก์อ้างว่าเป็นมรดกของ ส. คืนจากจำเลยทั้งสี่เพื่อนำมาแบ่งปันกันในระหว่างทายาทของ ส. จำนวน 2 แปลง โดยมิได้ฟ้องเรียกที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 302 มาด้วยก็ตาม แต่ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ที่เรียกที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 302 จากโจทก์จำนวน 1 ใน 2 ส่วน ก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับการแบ่งปันทรัพย์มรดกของ ส. เช่นเดียวกันกับที่โจทก์ฟ้องนั่นเอง ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ในส่วนนี้จึงเกี่ยวกับฟ้องเดิมและเกี่ยวข้องกันพอที่จะรวมพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้
ฟ้องแย้งไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 828/2550
มูลหนี้ตามฟ้องเดิมเป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและสัญญากู้ยืมเงินกับโจทก์พร้อมกับทำสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันการชำระหนี้ ต่อมาจำเลยได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้และสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับโจทก์เพื่อขยายเวลาชำระหนี้ แต่จำเลยผิดนัด ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ดังกล่าวกับขอให้บังคับจำนอง ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยเป็นเรื่องอ้างว่า ภาระหนี้ของจำเลยที่มีต่อโจทก์ตามฟ้องเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพประเภทจัดชั้นสงสัยจะสูญ แต่โจทก์ไม่โอนให้แก่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยภายในกำหนดเวลาที่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยกำหนด โจทก์ต้องรับผิดจ่ายค่าชดเชยตาม พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยฯ ขอให้บังคับโจทก์นำเงินค่าชดเชยมาหักชำระหนี้ของจำเลยดังกล่าว แม้ข้ออ้างของจำเลยตามฟ้องแย้งจะเกี่ยวกับหนี้ที่จำเลยมีต่อโจทก์ตามฟ้อง แต่ก็เป็นเรื่องขอให้โจทก์รับผิดจ่ายค่าชดเชยเพราะเหตุไม่โอนหนี้ดังกล่าวให้แก่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยตามกฎหมาย ซึ่งการกระทำของโจทก์ดังกล่าวจะเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายและต้องรับผิดจ่ายค่าชดเชยหรือไม่นั้นเป็นคนละส่วนกับมูลหนี้ที่จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้อง ฟ้องแย้งของจำเลยจึงไม่เกี่ยวกับฟ้องคดีเดิมที่จะรวมพิจารณาพิพากษาไปในคดีเดียวกัน ชอบที่จะนำคดีไปฟ้องร้องเป็นอีกกรณีหนึ่งต่างหาก
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6258/2550
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ค้ำประกันบริษัท ก. ลูกหนี้เงินกู้ของโจทก์ให้รับผิดตามสัญญาค้ำประกัน จำเลยที่ 1 ให้การว่าสัญญากู้ยืมเงินสัญญาจำนองและสัญญาค้ำประกันระหว่างบริษัท ก. และจำเลยที่ 1 กับโจทก์เป็นโมฆะ เพราะเป็นนิติกรรมอำพรางการที่โจทก์และ ว. ตั้งจำเลยที่ 1 และบริษัท ก. เป็นตัวแทนลงทุนทำโครงการจัดสรรและพัฒนาที่ดิน และฟ้องแย้งว่าโจทก์และ ว. ตัวการได้สั่งการให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าพัฒนาที่ดินโครงการจัดสรรดังกล่าวรวมเป็นเงิน 147,647,250 บาท แทนโจทก์และ ว. ไปก่อนแต่โจทก์กับ ว. ซึ่งเป็นตัวการกลับไม่ยอมชำระเงินคืนให้แก่จำเลยที่ 1 ขอให้บังคับโจทก์ชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยให้แก่จำเลยที่ 1 ตามคำฟ้องและคำให้การของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว คงมีประเด็นเกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาค้ำประกัน แต่ตามฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างว่า ว. กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์มอบหมายให้จำเลยที่ 1 และบริษัท ก. เป็นตัวแทนโจทก์ในการลงทุนจัดทำโครงการจัดสรรและพัฒนาที่ดินซึ่งโจทก์ไม่สามารถดำเนินการเองได้เพราะผิดต่อกฎหมาย ปัญหาว่าการกระทำทั้งหลายของ ว. ตามที่จำเลยที่ 1 กล่าวมาในฟ้องแย้งจะพูกพันโจทก์ให้ต้องรับผิดหรือไม่ในการที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างว่าได้ออกเงินค่าพัฒนาที่ดินไปก่อน เป็นค่าก่อสร้างถนนภายในโครงการ ค่าก่อสร้างถนนจากมิตราภาพเข้าโครงการและทำรั้วลวดหนามรอบโครงการ ค่าซื้อที่ดิน ค่าจ้างออกแบบสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม ค่าขุดเจาะบ่อน้ำบาดาล ปลูกต้นไม้ ก่อสร้างสำนักงานขาย ขุดสระน้ำ นำไฟฟ้าแรงสูงและระบบไฟฟ้าเข้าใช้ในโครงการ การก่อสร้างคอนโดมิเนียม ไทม์ แชร์ริ่ง หรือคอนโดเทล ค่าแบ่งแยกที่ดินเป็นแปลงย่อย ค่าการตลาดและบริหารการขาย กรมสวัสดิการกองทัพบอก ค่าใช้จ่ายในการขาย การบริหารและค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดนั้นล้วนแต่เป็นการตั้งประเด็นขึ้นใหม่อันเป็นคนละเรื่องคนละมูลหนี้ที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ให้รับผิดตามสัญญาค้ำประกันหนี้เงินกู้ ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 จึงเป็นเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมพอที่จะรวมพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 465/2551 ค้นไม่พบ
ubc ฟ้องว่าละเมิดลิขสิทธิ์ เจ้าของคอนโดฟ้องแย้งว่า พนักงานของโจทก์เป็นผุ้ละเมิด ทำให้จำเลยที่ 4 เสียหาย ศาลฎีกาว่าเป็นคนล่ะคราว ส่วนการเอาเรื่องเท็จมาฟ้องเป็นการไม่เกี่ยวกันฟ้องเดิม
……………………………………………………………………………………………………….