แยกออกเป็น 2 กรณี คือ การเสนอคดีต่อศาลเป็นคำฟ้องกับกรณีเสนอคดีเป็นคำร้องขอ
กรณีเสนอคดีเป็นคำฟ้อง ซึ่งเป็นการฟ้องคดีมีข้อพิพาท ให้ฟ้องต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ หรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้น ศาลใดศาลหนึ่งก็ได้ แล้วแต่จะเลือก (มาตรา 4(1))
กรณีโจทก์เลือกฟ้องต่อศาลที่มูลคดีเกิด แม้จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่นอกราชอาณาจักรก็ฟ้องต่อศาลดังกล่าวได้ กรณีกลับกันถ้าโจทก์เลือกฟ้องต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขต แม้มูลคดีจะเกิดนอกราชอาณาจักร โจทก์ก็ฟ้องต่อศาลดังกล่าวได้ (ฎ. 447/40)
ศาลที่มูลคดีเกิด คำว่า “มูลคดี” หมายถึงต้นเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิ อันจะทำให้โจทก์เกิดอำนาจฟ้อง (ฎ. 2437/40)
ถ้าเป็นการฟ้องให้รับผิดในมูลละเมิด เหตุละเมิดเกิดขึ้นในเขตศาลใด ถือว่ามูลคดีเกิดในเขตศาลนั้น ถ้าเป็นการฟ้องให้รับผิดตามสัญญา ศาลที่มูลคดีเกิดได้แก่ที่ทำสัญญาและที่ประพฤติผิดสัญญา ดังนั้น ในคดีเรื่องหนึ่งอาจมีท้องที่ที่มูลคดีเกิดขึ้นหลายแห่งก็ได้
ฟ้องว่าคู่สมรสอีกฝ่ายทำละเมิด โดยนำสินสมรสไปขายให้บุคคลอื่น ดังนั้นสถานที่ที่คู่สมรสทำสัญญาขายสินสมรสให้บุคคลอื่นนั้น เป็นที่มาแห่งมูลละเมิด จึงเป็นสานที่ที่มูลคดีเกิดขึ้น (ฎ. 2768/40)
การฟ้องให้รับผิดตามสัญญา สถานที่ที่ทำสัญญาและสถานที่ประพฤติผิดสัญญาเป็นที่ที่มูลคดีเกิด เช่น ฟ้องว่าผิดสัญญาหย่า (ฎ 2464/42, 6155/40) เรื่องนี้เป็นกรณีที่การจดทะเบียนหย่ากันแล้ว ต่อมามีการผิดสัญญาหย่า ถือว่ามูลคดีเกิดขึ้นที่สถานที่จดทะเบียนหย่า
ฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญาซื้อขายเครื่องจักร เนื่องจากการส่งมอบและติดตั้งไม่เป็นไปตามสัญญา ดังนี้สถานที่ที่มูลคดีเกิดได้แก่ สถานที่ที่ทำสัญญาและสถานที่ที่ส่งมอบและติดตั้งเครื่องจักร (ฎ. 2916/48)
ฟ้องจำเลยซึ่งเป็นผู้ขายที่ดินให้คืนเงินตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ถือว่าสถานที่ทำสัญญาเป็นสถานที่มูลคดเกิด ส่วนสถานที่ที่ตั้งของที่ดินที่ตกลงจะซื้อจะขายไม่ใช่สถานที่มูลคดีเกิดด้วย (ฎ. 8947/47) เรื่องนี้แม้จะเป็นการฟ้องคดีที่สืบเนื่องมาจากจำเลยผิสัญญาจะซื้อจะขาย ที่ดินก็ตาม แต่เป็นการฟ้องให้จำเลยคืนเงิน ไม่ได้ฟ้องให้จำเลยโอนที่ดินที่ซื้อขายมิใช่เป็นการฟ้องบังคับเอาแก่ที่ดินโดยตรงมิใช่คำฟ้องเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ อันจะฟ้องต่อศาลที่อสังหาริมทรัพย์ตั้งอยู่ในเขตศาลได้ตามมาตรา 4 ทวิ
แม้สัญญาเช่าซื้อทำที่กรุงเทพมหานคร แต่สัญญาค้ำประกันทำที่จังหวัดลำปาง ถือว่ามูลคดีตามสัญญาค้ำประกันเกิดขึ้นที่จังหวัดลำปาง โจทก์จึงต้องฟ้องผู้ค้ำประกันที่ศาลจังหวัดลำปาง (ฎ. 6936/39) เรื่องนี้ มูลคดีตามสัญญาค้ำประกันเกิดที่จังหวัดลำปาง ส่วนมูลคดีคดีตามสัญญาเช่าซื้อเกิดที่กรุงเทพมหานคร โจทก์จึงฟ้องเฉพาะผู้ค้ำประกันต่อศาลแพ่งไม่ได้ แต่ถ้าฟ้องทั้งผู้เช่าซื้อและค้ำประกันให้รับผิดร่วมกันก็ฟ้องต่อศาลแพ่งได้ตามหลักมาตรา 5
สัญญาประกันชีวิต สถานที่ที่ผู้ขอเอาประกันทำคำขอเพื่อเอาประกันชีวิตกับตัวแทนของบริษัทรับประกันภัย เป็นสถานที่เริ่มต้นทำสัญญาประกันชีวิต ถือเป็นที่มูลคดีเกิดแห่งหนึ่งด้วย (ฎ. 6518/45, 572/29, 922/42) ในกรณีเช่นนี้ หากพิจารณาในเรื่องหลักการเกิดสัญญา กล่าวคือ คำขอเอาประกันชีวิตมีลักษณะเป็นคำเสนอ การที่บริษัทรับประกันภัยสำนักงานใหญ่พิจารณาออกกรมธรรม์ เป็นคำสนอง แต่ตามหลักเรื่องสัญญาระหว่างบุคคลซึ่งอยู่ห่างโดยระยะทางตามมาตรา 361 จะเกิดเป็นสัญญาประกันชีวิตเมื่อมีการบอกกล่าวคำสนองไปยังผู้เอาประกันชีวิตแล้ว อย่างไรก็ตามอาจถือได้ว่าการที่บริษัทผู้รับประกันภัยออกกรมธรรม์ และให้ความคุ้มครองทันทีถือได้ว่าเป็นพฤติการณ์ที่สัญญาเกิดขึ้นแล้ว ตามมาตรา 361 วรรคสอง จึงถือได้ว่ามูลคดีเกิดที่สำนักงานใหญ่ (ฎ. 620/48)
ข้อสังเกต
สถานที่เกิดสัญญาถือเป็นสถานที่มูลคดีเกิดอยู่ในตัว แต่สถานที่มูลคดีเกิดไม่จำเป็นต้องเป็นสถานที่เกิดสัญญาเสมอไป กล่าวคือ สัญญาเกิดเมื่อมีการสนองรับคำเสนอ ส่วนมูลคดีเกิด หมายถึง ต้นเหตุอันเป็นที่มาของการโต้แย้งสิทธิอันจะทำให้เกิดอำนาจฟ้องร้องตามสิทธินั้น
สัญญาบัตรเครดิต กรณีที่สำนักงานสาขาของธนาคารเป็นผู้รับเรื่องคำขอใช้บัตรเครดิตจากลูกค้า แล้วส่งเรื่องไปให้สำนักงานใหญ่ (ซึ่งอยู่ต่างเขตอำนาจกัน) พิจารณาอนุมัติให้สินเชื่อและออกบัตรเครดิตส่งกลับไปให้สำนักงานสาขาเพื่อมอบให้แก่ลูกค้าอีกต่อหนึ่งนั้น มีคำพิพากษาฎีกาโดยที่ประชุมใหญ่ ที่ 7788/46 วินิจฉัยว่า มูลคดีเกิดที่สาขาธนาคารที่ลูกค้ามาขอให้บัตรเครดิตและรับบัตรเครดิต เพราะการรับบัตรเครดิตเป็นขั้นตอนสุดท้ายที่ลูกค้าจะนำไปใช้ชำระค่าสินค้าหรือค่าบริการได้ ซึ่งเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิ ส่วนการอนุมัติและการออบัตรเครติดโดยสำนักงานใหญ่ เป็นขั้นตอนปฎิบัติของธนาคารเท่านั้น จึงไม่ถือว่ามูลคดีเกิดที่ธนาคารสำนักงานใหญ่ด้วย (ฎ. 7788/46 ป., 819/47)
แต่ถ้ามีการทำสัญญาและรับบัตรเครดิตกระทำที่สำนักงานใหญ่ ถือว่าสำนักงานใหญ่เป็นสถานที่มูลคดีเกิดด้วย (ฎ. 841/49) อย่างไรก็ตาม ถ้ามีการทำหนังสือรับสภาพหนี้ ที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิต ที่สำนักงานใหญ่ ก็ถือว่ามูลคดีเกิดตามหนังสือรับสภาพหนี้ โจทก์ฟ้องต่อศาลชั้นต้นซึ่งสถานที่ทำหนังสือรับสภาพหนี้ตั้งอยู่ในเจตได้ (ฎ. 9508/47)
ข้อสังเกต
จะเห็นได้ว่าแม้ธนาคารสำนักงานใหญ่จะอนุมัติและออกบัตรเครติดให้แล้ว แต่ถ้าลูกค้ายังไม่ได้รับบัตรเครติดไป ลูกค้าก็ยังไม่อาจใช้สินเชื่อบัตรเตรดิตในการซื้อสินค้าหรือชำระค่าบริการ หรือเบิกเงินสดได้ มูลคดีจึงมิได้เกิดที่ธนาคารสำนักงานใหญ่ แต่ถือว่ามูลคดีเกิดที่ สำนักงานสาขาที่ลูกค้ามารับบัตรเครดิต ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายที่ลูกค้าจะนำไปใช้ตามข้อตกลงได้ ถ้าลูกค้ายังไม่ได้รับบัตรเครดิตก็ยังไม่เกิดนิติสัมพันธ์เกี่ยวกับบัตรเครติดหรือสินเชื่อแต่อย่างใด
กรณีต่างจากสัญญาการให้บริการวิทยุคมนาคม กล่าวคือ เมื่อสำนักงานใหญ่ผู้ให้บริการพิจารณาอนุมัติตามคำขอของลูกค้าที่ยื่นต่อสำนักงานสาขาหรือตัวแทนแล้ว ก็จะเปิดสัญญาณคลื่นวิทยุคมนาคมให้แก่ลูกค้าใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องมีขั้นตอนอื่นอีก การเปิดคลื่นดังกล่าวถือเป็นการแสดงเจตนาสนองรับคำเสนอของลูกค้า โดยไม่ต้องมีคำบอกกล่าวสนองไปถึงลูกค้าอีก ถือว่ามูลคดีเกิดที่สำนักงานใหญ่ด้วย (ฎ. 1793/48) สำหรับสำนักงานสาขาหรือตัวแทนของผู้ให้บริการเป็นสถานที่ที่ลูกค้ามาติดต่อและยื่นคำขอให้บริการ ถือว่าเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอีกแห่งหนึ่งด้วย จึงถือว่ามูลคดีเกิดที่สำนักงานสาขาหรือตัวแทนด้วย
ในกรณีสัญญาเช่าซื้อศาลฎีกาวินิจฉัยว่าสัญญาเช่าซื้อ ต้องทำเป็นหนังสือ ลงลายมือชื่อทั้งสองฝ่าย ดังนี้การที่ผู้เช่าซื้อและผู้ให้เช่าซื้อลงชื่อในสัญญาไม่พร้อมกัน และต่างสถานที่กัน ถือว่าสัญญาเช่าซื้อเกิดขึ้นทั้งสองแห่ง คือสถานที่ที่เช่าซื้อและผู้ให้เช่าซื้อลงชื่อในสัญญาเช่าซื้อ (ฎ. 8553/47, 2586/40)
สถานที่ทำสัญญาเป็นสถานที่มูลคดีเกิด เช่น ตกลงซื้อขายสินค้ากันที่ใด ถือว่ามูลคดีเกิดขึ้นที่นั้น ส่วนสถานที่ส่งและรับมอบสินค้าเป็นสถานที่ชำระหนี้ ไม่ใช่สถานที่มูลคดีเกิด (ฎ.5483/40) เรื่องนี้ โจทก์จำเลยตกลงซื้อปลากันที่จังหวัดสงขลา มูลคดี จึงเกิดขึ้นที่จังหวัดสงขลา ส่วนจังหวัดภูเก็ตเป็นที่ส่งและรับสินค้าไม่ใช่ที่เกิดสัญญาซื้อขาย แต่ถ้ายังไม่มีการตกลงทำสัญญาซื้อขายกัน เพียงแต่ผู้ซื้อเสนอซื้อสินค้าไปยังผู้ขายยังไม่เกิดสัญญาซื้อขาย แต่เมื่อผู้ขายส่งสินค้าไปให้ผู้ซื้อ กรณีเช่นนี้ถือว่าการที่ผู้ขายส่งสินค้าที่ผู้ซื้อเสนอซื้อไปให้ผู้ซื้อนั้น เป็นการสนองรับคำเสนอของผู้ซื้อแล้วเกิดเป็นสัญญาซื้อขาย ณ.สถานที่รับมอบสินค้า (ฎ. 219/23)
ถ้าสัญญาที่เกิดขึ้นเป็นสัญญาระหว่างบุคคลที่อยู่ห่างกันโดยระยะทาง โดยคู่สัญญาอยู่ในเขตอำนาจศาลต่างกัน สัญญาจะเกิดขึ้นเมื่อคำสนองไปถึงคำเสนอ ( ป.พ.พ. มาตรา 361) ถือได้ว่า ทั้งสถานที่ทำคำเสนอและสถานที่ทำคำสนองเป็นสถานที่มูลคดีเกิด โจทก์จึงฟ้องจำเลยให้รับผิดตามสัญญาดังกล่าวต่อศาลใดศาลหนึ่งก็ได้ (ดู ฎ. 269/43, 534/40 ) และ ฎ. 219/23 ซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้ การที่โจทก์ส่งสินค้าไปไห้ ส. ตามที่ ส.สั่งซื้อ เป็นการแสดงเจตนาสนองรับคำเสนอแล้ว จึงถือว่ามูลคดีเกิดขึ้นที่ จังหวัดนครปฐม โจทก์จึงฟ้องที่จังหวัดนครปฐมได้
ในคดีฟ้องเรียกเงินตามเช็ค โดยปกติถือว่า มูลคดีตามเช็คเกิดขึ้น ณ.สถานที่ที่ธนาคารตามเช็ค (ธนาคารที่ปฎิเสธการจ่ายเงิน) ตั้งอยู่ หรือที่ที่จ่ายเช็ค นอกจากนี้ยังถือว่าสถานที่ที่มูลหนี้ตามเช็คเกิดขึ้นเป็นที่มูลคดีเกิดขึ้นด้วย เช่น เช็คที่ออกชำระหนี้ราคาทรัพย์สินที่ซื้อขาย สัญญาซื้อขายเดที่ใด ก็ถือว่ามูลคดีตามเช็คเกิดที่นั้นด้วย (ฎ. 3818/38) หรือออกเช็คเพื่อชำระค่าก่อสร้าง ถือว่าสถานที่ทำสัญญาว่าจ้างก่อสร้างเป็นที่มูลคดีตามเช็คเกิดขึ้นด้วย (ฎ. 1864/48) หรือเช็คที่มูลหนี้มาจากการขายลดเช็คหรือแลกเงินสด ถือว่าสถานที่ทำสัญญาขายลดเช็คหรือแลกเงินสดเป็นที่มูลคดีเกิดด้วย (ฎ. 7212/45) แสดงว่ามูลคดีตามเช็ค อาจเกิดขึ้นหลายแห่งก็ได้ โจทก์มีสิทธิฟ้องศาลใดศาลหนึ่ง ตามมาตรา 5 ได้
เช็คที่ออกเพื่อชำระหนี้ค่าหุ้นของบริษัทซึ่งตั้งอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นใด ถือว่ามูลคดีเกิดในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นนั้นด้วย โจทก์จึงฟ้องเรียกเงินตามเช็คต่อศาลชั้นต้นดังกล่าวได้ (ฎ. 8304/44)
การฟ้องต่อศาลที่มูลคดีเกิดสามารถฟ้องกระทำได้โดยไม่ต้องขออนุญาตต่อศาลก่อนดังบทบัญญัติเดิม (ฎ. 3994/40)
ในการบรรยายฟ้อง หากฟ้องต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลก็ไม่เกิดปัญหา เพราะตามคำฟ้องก็ต้องบรรยายระบุภูมิลำเนาของจำเลยในแบบพิมพ์คำฟ้องของศาลอยู่แล้ว แต่ถ้าโจทก์ประสงค์จะฟ้องจำเลยในศาลที่มูลคดีเกิด โจทก์ไม่จำต้องบรรยายมาในฟ้องว่ามูลคดีเกิดที่ศาลใด ศาลต้องพิจารณาจากสภาพข้อหาที่ปรากฏในฟ้อง (ฎ. 5447/45)
แต่ถ้าคำฟ้องไม่ปรากฏข้อเท็จจริง หรือพฤติการณ์ที่ทำให้เห็นว่าคดีเกิดขึ้นในศาลที่ตนฟ้องอย่างไร ก็จะฟ้องต่อศาลนั้นไม่ได้ (ฎ. 1646/37)
ตัวอย่าง...
ฎีกาที่ 3994/40 ป. ทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา คำฟ้องของโจทก์เป็นคำฟ้องเกี่ยวด้วยหนี้เหนือบุคคล โจทก์สามารถโอนคดีฟ้องต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลหรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลก็ได้
ฎีกาที่ 6437/41 จำเลยไม่มีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักร โจทก์ฟ้องยังศาลที่มูลคดีเกิดได้
ฎีกาที่ 2586/40 สัญญาเช่าซื้อจะต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายมิฉะนั้นตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ.มาตรา 572 วรรคสอง ดังนั้น แม้จำเลยที่ 1 ได้ลงลายมือชื่อในฐานะผู้เช่าซื้อที่จังหวัดลพบุรีแล้ว แต่ยังไม่มีการลงลายมือชื่อคู่สัญญาฝ่ายผู้ให้เช่าซื้อสัญญาเช่าซื้อจึงยังไม่ครบถ้วน เมื่อมีการส่งสัญญาดังกล่าว ไปให้ผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ลงลายมือชื่อในสัญญาในนามผู้ให้เช่าซื้อที่สำนักงานใหญ่ของโจทก์เพื่อให้สัญญาครบถ้วนบริบูรณ์ ย่อมถือได้ว่าสำนักงานใหญ่ของโจทก์เป็นสถานที่ที่ทำสัญญาฉบับนี้อันเป็นสถานที่ที่มูลคดีเกิดขึ้นอีกแห่งหนึ่งด้วย เมื่อสำนักงานใหญ่ของโจทก์ตั้งอยู่ในเขตปทุมวันซึ่งอยู่ในเขตศาลแพ่งกรุงเทพใต้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อและจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันซึ่งต้องรับผิดในมูลความแห่งคดีเกี่ยวข้องได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 4 ( 1 ) และมาตรา 5