หลักการเพิกถอนการฉ้อฉล ตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 มีองค์ประกอบอย่างไร ??
พิจารณาศึกษาจากคำพิพากษาฎีกาที่ 6239/2555
ข้อเท็จจริง
1. เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2543 นางจันหอมบุตรจำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้ค้ำประกันและมอบโฉนดเลขที่
20425 ของจำเลยที่ 1 ให้โจทก์ยึดถือไว้
ต่อมาจำเลยที่ 1 ไปแจ้งต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าโฉนดที่ดินดังกล่าวสูญหายไป
และขอออกใบแทนโฉนด เมื่อเจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนโฉนดที่ดินให้แล้ว
จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมขายที่ดินพิพาทตามโฉนดที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่
2 ต่อมานางจันหอมกับจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้แก่โจทก์
โจทก์จึงฟ้องบุคคลทั้งสองและศาลชั้นต้นพิพากษาให้นางจันหอมและจำเลยที่ 1 ร่วมกันชำระเงิน 900,000 บาท
แต่โจทก์ไม่อาจบังคับคดีนำยึดที่ดินพิพาทตามโฉนดที่ดินดังกล่าวได้
2. โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่1 และที่ 2 ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่
20425 ระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2
และให้จำเลยที่ 2 โอนที่ดินดังกล่าวมาเป็นของจำเลยที่
1 หากไม่โอนให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา
2.1 ในทางปฏิบัติเมื่อโจทก์ยื่นฟ้องแล้ว
ศาลจะสั่งคำฟ้องของโจทก์ทำนองว่า “รับฟ้อง
หมายส่งสำเนาให้จำเลยทั้งสอง ให้โจทก์นำส่งภายใน 5 วัน
ส่งไม่ได้ให้โจทก์แถลงภายใน 7 วันนับแต่ส่งไม่ได้
มิฉะนั้นถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง”
2.2 การยื่นฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้
ถือเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ให้พิจารณาศึกษาจากคำพิพากษาฎีกาต่อไปนี้
คำพิพากษาฎีกาที่ 919/2508
ป.วิ.พ. มาตรา 150, 189 (1), 198 (3)
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินซึ่งจำเลยที่
1 ลูกหนี้โจทก์ได้โอนขายให้แก่จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ได้รู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ
ฟ้องเช่นนี้เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้เพราะคำขอของโจทก์ไม่ได้เรียกร้องเอาที่พิพาทมาเป็นของโจทก์
หรือขอให้โจทก์ได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด
เพราะผลของการที่โจทก์ขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลมีแต่เพียงให้ทรัพย์สินกลับคืนมาเป็นของลูกหนี้ตามเดิมเท่านั้น
(ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 14/2508)
คำพิพากษาฎีกาที่ 2855/2526
ป.พ.พ. มาตรา 237
ป.วิ.พ. มาตรา ตาราง 1 ข้อ 2 (ก), 150
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมยกให้ที่ดิน
ซึ่งจำเลยที่ 1 ที่ 2 ลูกหนี้โจทก์ได้โอนให้แก่จำเลยที่
3ที่ 4 อันเป็นทางให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบตามฟ้องของโจทก์มิได้เรียกร้องเอาที่ดินมาเป็นของโจทก์เพียงแต่ขอให้ที่ดินกลับมาเป็นของจำเลยที่
1 ที่ 2ลูกหนี้ตามเดิม
จึงถือไม่ได้ว่าเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้โจทก์ไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์
2.3 เมื่อเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องต้องเสียค่าขึ้นศาล
ตามตาราง 1 ท้าย ป.วิ.พ. (2)(ก)
เรื่องละ 200 บาท
2.4 เมื่อเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์สามารถอุทธรณ์ฎีกาในข้อเท็จจริงได้
ไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 และมาตรา 248
3. จำเลยที่ 1 และที่
2 ยื่นคำให้การขอให้ยกฟ้อง
3.1 จำเลยทั้งสองจะต้องยื่นคำให้การภายใน
15 วันและจำเลยต้องแสดงโดยแจ้งชัดในคำให้การว่ายอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วนรวมทั้งเหตุแห่งการนั้น
ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 177
4. เมื่อสืบพยานโจทก์และจำเลยแล้ว
ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 20425 ระหว่างจำเลยทั้งสอง กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์
5. จำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์
5.1 การยื่นอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองต้องดำเนินการตาม
ป.วิ.พ. มาตรา 229 กล่าวคือต้องยื่นอุทธรณ์ภายใน 1 เดือน และต้องนำเงินค่าขึ้นศาลอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์และเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนโจทก์และค่านำหมายมายื่นพร้อมอุทธรณ์ซึ่งเงินทั้งสามจำนวนนี้หากไม่นำมาวางก็จะมีผลแตกต่างกันไป
ซึ่งรายละเอียดจะได้นำเสนอในโอกาสต่อไป
5.2 เมื่อจำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์แล้ว
ศาลจะสั่งอุทธรณ์ทำนองว่า “รับเป็นอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง สำเนาให้โจทก์แก้ภายใน 15 วัน
ให้จำเลยทั้งสองนำส่งสำเนาอุทธรณ์ภายใน 5 วัน
ไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิด หากส่งไม่ได้ให้แถลงภายใน 15 วัน
นับแต่วันส่งไม่ได้ หากไม่แถลงให้ถือว่าจำเลยทิ้งฟ้องอุทธรณ์”
6. ปรากฏว่าเมื่อจำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์แล้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน จำเลยทั้งสองจึงยื่นฎีกาต่อมา
ซึ่งศาลฎีกาได้พิจารณาฎีกาของจำเลยทั้งสองแล้ว มีประเด็นปัญหาว่า
6.1 การที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาททั้งรู้อยู่ว่าเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบหรือไม่ ซึ่งศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้การที่จำเลยที่ 1 ยอมให้โจทก์ยึดถือโฉนดที่ดินพิพาทไว้
จะไม่มีผลในทางจำนอง แต่ก็แสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ว่า ยอมให้โจทก์ยึดโฉนดที่ดินดังกล่าว เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้
หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระโจทก์สามารถบังคับคดีเอากับที่ดินแปลงดังกล่าวได้และเพื่อไม่ให้จำเลยที่
1 ไปทำนิติกรรมใดๆ เกี่ยวกับที่ดินพิพาทนั่นเอง
การที่จำเลยที่ 1 ไปแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานที่ดิน
จนเจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนโฉนดที่ดินดังกล่าว แล้วจำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ไป จำเลยที่ 1
ย่อมรู้ดีว่าทำให้โจทก์ไม่อาจที่จะบังคับชำระหนี้เอาจากที่ดินพิพาท
ทั้งข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 มีทรัพย์สินอื่นพอจะชำระหนี้ได้ และจำเลยที่ 1 ก็ยอมรับว่าไม่ได้ประกอบอาชีพและไม่มีรายได้
จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 ทั้งรู้อยู่ว่าเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ
6.2 ประเด็นที่ศาลฎีกาได้พิจารณาต่อไปมีว่า
จำเลยที่ 2 รับโอนที่ดินพิพาทโดยรู้ข้อความจริงอันเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบหรือไม่
ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยที่ 1 กับที่ 2 มีความสัมพันธ์เป็นพ่อตาและบุตรเขยกันย่อมมีความใกล้ชิดกัน
แม้จำเลยที่ 2 จะอ้างว่าซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1
โดยสุจริต แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า เมื่อจำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทพร้อมบ้านซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 2 ก็ไม่ได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาทและบ้านหลังดังกล่าวแต่อย่างใด ทั้งทรัพย์สินของใช้ต่างๆ ของ จ. บุตรสาวของจำเลยที่ 1 ที่อยู่ที่บ้านหลังดังกล่าวก็ไม่ได้ขนย้ายออกไปและเจ้าพนักงานบังคับคดีสามารถยึดไปได้หลายรายการ
นอกจากนี้ ภริยาของจำเลยที่ 1 ก็ยังอยู่ในบ้านหลังดังกล่าว
ตามพฤติการณ์จึงส่อไปในทางสมรู้กัน
ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่ามีการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 จริง เชื่อว่าจำเลยที่ 2 รับโอนที่ดินพิพาทโดยรู้ข้อความจริงอันเป็นทางให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่
1 ต้องเสียเปรียบ
หมายเหตุ
1. ป.พ.พ. มาตรา 237 บัญญัติว่า “เจ้าหนี้ชอบที่จะร้องขอให้ศาลเพิกถอนเสียได้ซึ่งนิติกรรมใดๆ
อันลูกหนี้ได้กระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบแต่ความข้อนี้ท่านมิให้ใช้บังคับ
ถ้าปรากฏว่าในขณะที่ทำนิติกรรมนั้น
บุคคลซึ่งเป็นผู้ได้ลาภงอกแต่การนั้นมิได้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้เจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบนั้นด้วย....”
2. ตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 ผู้มีสิทธิขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลได้ ต้องเป็นเจ้าหนี้
ให้พิจารณาศึกษาจากคำพิพากษาฎีกาดังต่อไปนี้
คำพิพากษาฎีกาที่ 5207/2545
ป.พ.พ. มาตรา 237
ป.วิ.พ. มาตรา 55
อำนาจฟ้องเพิกถอนการฉ้อฉลซึ่งนิติกรรมที่ลูกหนี้ได้กระทำลงโดยรู้ว่าเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบนั้น
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 ได้บัญญัติให้เป็นอำนาจของเจ้าหนี้
ซึ่งหมายรวมถึงเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาด้วย ไม่ว่าจะมีการบังคับคดีแล้วหรือไม่
เมื่อโจทก์อ้างว่าตนเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ 1 ในคดีก่อนและจำเลยที่
1 ลูกหนี้ตามคำพิพากษาทำนิติกรรมยกทรัพย์พิพาทให้จำเลยที่ 2
โดยรู้อยู่ว่าเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบอันเป็นการฉ้อฉลโจทก์
โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองให้เพิกถอนการฉ้อฉลได้
การที่จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นสามีภริยากันรีบไปจดทะเบียนหย่าและทำสัญญาแบ่งทรัพย์สินเพื่อหลีกเลี่ยงมิให้โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์พิพาทที่จำเลยที่
1 เป็นเจ้าของรวมนั้น ถือเป็นทางที่ทำให้โจทก์เสียเปรียบ
โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา
237
คำพิพากษาฎีกาที่ 3975/2553
ป.พ.พ. มาตรา 214, 237
การฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 เป็นการให้สิทธิแก่เจ้าหนี้ที่จะสงวนไว้ซึ่งกองทรัพย์สินของลูกหนี้
เพราะทรัพย์สินของลูกหนี้ย่อมเป็นหลักประกันในการชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ตาม ป.พ.พ.
มาตรา 214 ดังนั้น
เจ้าหนี้ผู้มีสิทธิร้องขอให้ศาลเพิกถอนการฉ้อฉลจึงหมายถึงเจ้าหนี้ที่มีสิทธิเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ของตนจากทรัพย์สินของลูกหนี้และต้องเสียเปรียบจากการที่ทรัพย์สินของลูกหนี้ลดลงไม่พอชำระหนี้อันเนื่องมาจากการทำนิติกรรมฉ้อฉลของลูกหนี้
ไม่ว่าเจ้าหนี้ดังกล่าวจะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่ก็ตาม แม้เจ้าหนี้ในหนี้ที่ยังไม่ได้มีการฟ้องร้องบังคับให้ชำระหนี้ก็มีสิทธิที่จะร้องขอให้เพิกถอนได้เมื่อโจทก์แจ้งความดำเนินคดีอาญาและฟ้องเรียกเงินคืนจากจำเลยที่
1 จำเลยที่ 1 ย่อมทราบว่าตกเป็นลูกหนี้ที่จะต้องชำระหนี้ให้แก่โจทก์
การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2
โดยเสน่หา
และไม่มีทรัพย์สินอื่นที่จะให้โจทก์บังคับคดีได้อีกนอกจากที่ดินพิพาทจำเลยที่ 1
ย่อมรู้อยู่ว่าเป็นทางให้โจทก์เจ้าหนี้เสียเปรียบ
โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมซึ่งเป็นการฉ้อฉลนั้นเสียได้
คำพิพากษาฎีกาที่ 2269/2543
ป.พ.พ. มาตรา 70, 237, 240
การฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา
237 เป็นการให้สิทธิเจ้าหนี้ที่จะสงวนไว้ซึ่งกองทรัพย์สินของลูกหนี้เนื่องจากทรัพย์สินของลูกหนี้เหล่านี้ย่อมเป็นหลักประกันการชำระหนี้ตามมาตรา
214 เจ้าหนี้ที่มีสิทธิเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ของตนจากทรัพย์สินของลูกหนี้ดังกล่าวและต้องเสียเปรียบเนื่องจากทรัพย์สินของลูกหนี้ลดลงไม่พอชำระหนี้เพราะการทำนิติกรรมฉ้อฉลของลูกหนี้จึงมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลได้
ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาฎีกาที่ถึงที่สุดแล้วหรือไม่
หรือเจ้าหนี้ที่ยังมิได้ฟ้องร้องเพื่อให้บังคับชำระหนี้ก็ตาม
ต้นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา
240 หมายถึง
เจ้าหนี้ได้รู้ทั้งข้อที่ว่าลูกหนี้กระทำนิติกรรมที่จะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ
และข้อที่ว่าลูกหนี้รู้ว่านิติกรรมดังกล่าวทำให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ
ซึ่งการรู้ต้นเหตุในกรณีโจทก์เป็นนิติบุคคลโดยเป็นกรมในรัฐบาลหมายถึงการรู้ของอธิบดีกรมป่าไม้ซึ่งเป็นผู้แทนผู้แสดงเจตนาความประสงค์ของโจทก์
ไม่อาจถือว่าการรู้ต้นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอนการฉ้อฉลของพนักงานอัยการที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้แทนในการดำเนินคดีแพ่งเดิมเป็นการรู้ของอธิบดีกรมป่าไม้
3. นิติกรรมที่ลูกหนี้กระทำตาม ป.พ.พ.
มาตรา 237 มีวัตถุเป็นสิทธิในทรัพย์สิน มีตัวอย่างเช่น
การจำหน่ายทรัพย์สิน การปลดหนี้ การกู้ยืมเงิน การจำนอง เป็นต้น
4. นิติกรรมที่ลูกหนี้ทำลงเป็นเหตุให้เจ้าหนี้เสียเปรียบหมายความว่า
ทรัพย์สินที่เหลืออยู่ของลูกหนี้ไม่พอจะชำระหนี้ให้กับเจ้าหนี้ให้พิจารณาศึกษาจากคำพิพากษาฎีกาต่อไปนี้
คำพิพากษาฎีกาที่ 1785/2551
ป.พ.พ. มาตรา 237
จำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้ของโจทก์
จดทะเบียนโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรโดยเสน่หา
ดังนั้น จึงไม่ต้องวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 ทราบหรือไม่ว่าการทำนิติกรรมพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบที่จำเลยที่
2 ฎีกาอ้างว่า ได้ชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 ทำนองว่าเป็นนิติกรรมที่มีค่าตอบแทนนั้น
ก็เป็นการนำสืบที่ขัดกับเอกสารซึ่งระบุชัดเจนว่าเป็นการให้โดยเสน่หาไม่อาจรับฟังได้
ขณะที่จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมโอนทรัพย์สินตามฟ้องให้จำเลยที่ 2 จำเลยที่
1 ไม่มีทรัพย์สินอื่นอีก เมื่อจำเลยที่ 1 มีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องแต่เพียงอย่างเดียวและเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาสองแสนบาทเศษ
และยังไม่ชำระให้โจทก์แต่กลับโอนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้จำเลยที่ 2
ซึ่งเป็นบุตร จึงทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ไม่มีทางบังคับชำระหนี้เอาจากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวได้เป็นทางที่ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ
ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 มีทรัพย์สินเพียงที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องเท่านั้น
ไม่มีทรัพย์สินอื่นอีก และโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ชำระหนี้ให้โจทก์
จึงเป็นการทำนิติกรรมการโอนทั้ง ๆ
รู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ
คำพิพากษาฎีกาที่ 5572/2552
ป.พ.พ. มาตรา 237, 1300
แม้สิทธิการเป็นเจ้าหนี้ของโจทก์ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทจะเป็นเพียงบุคคลสิทธิ
แต่การที่จำเลยที่ 1 ผู้เป็นลูกหนี้โอนที่ดินพิพาทให้จำเลยที่
5 เพื่อตีใช้หนี้ค่าวัสดุก่อสร้างให้จำเลยที่ 5 ไปโดยจำเลยที่ 5 รู้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาจะขายที่ดินพิพาทให้โจทก์และรับชำระราคาบางส่วนจากโจทก์แล้วนั้น
เป็นการทำนิติกรรมที่ทำให้โจทก์เสียเปรียบตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 โจทก์จึงมีสิทธิขอเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทได้ตามบทบัญญัติดังกล่าว
แม้การโอนที่ดินพิพาทจะได้มีการจดทะเบียนแล้ว แต่เมื่อจำเลยที่ 5 รับโอนไว้โดยไม่สุจริต จำเลยที่ 5 ย่อมไม่ได้รับความคุ้มครองตามบทบัญญัติมาตรา
1300 ซึ่งบัญญัติห้ามมิให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนอสังหาริมทรัพย์เฉพาะกรณีผู้รับโอนเสียค่าตอบแทนและรับโอนมาโดยสุจริต
เท่านั้น
คำพิพากษาฎีกาที่ 1392/2545
ป.พ.พ. มาตรา 237
ป.รัษฎากร มาตรา 118
ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะทำสัญญาซื้อขายและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2
จำเลยที่ 2 ทราบว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทต่อกันไว้ก่อนแล้วการที่จำเลยที่ 2 ทำสัญญาซื้อขายและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 จึงเป็นการทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 เสียเปรียบ
ถือว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันทำการฉ้อฉลโจทก์
โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยทั้งสองได้
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237
จำเลยที่ 1 ให้การรับว่าจำเลยที่
1 ได้ทำหนังสือสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำไว้กับโจทก์จริงจึงไม่ต้องนำสัญญาจะซื้อขายมาแสดงฉะนั้นแม้หนังสือสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำจะมิได้ปิดอากรแสตมป์ก็ฟังได้ว่าโจทก์กับจำเลยที่
1 ได้ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทกันไว้จริง
5. ลูกหนี้และผู้ทำนิติกรรมกับลูกหนี้
รู้ว่าทำให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ ให้พิจารณาศึกษาจากคำพิพากษาฎีกาต่อไปนี้
คำพิพากษาฎีกาที่ 1785/2551
ป.พ.พ. มาตรา 237
จำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้ของโจทก์
จดทะเบียนโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรโดยเสน่หา
ดังนั้น จึงไม่ต้องวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 ทราบหรือไม่ว่าการทำนิติกรรมพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบที่จำเลยที่
2 ฎีกาอ้างว่า ได้ชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 ทำนองว่าเป็นนิติกรรมที่มีค่าตอบแทนนั้น
ก็เป็นการนำสืบที่ขัดกับเอกสารซึ่งระบุชัดเจนว่าเป็นการให้โดยเสน่หาไม่อาจรับฟังได้
ขณะที่จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมโอนทรัพย์สินตามฟ้องให้จำเลยที่ 2 จำเลยที่
1 ไม่มีทรัพย์สินอื่นอีก เมื่อจำเลยที่ 1 มีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องแต่เพียงอย่างเดียวและเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาสองแสนบาทเศษ
และยังไม่ชำระให้โจทก์แต่กลับโอนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้จำเลยที่ 2
ซึ่งเป็นบุตร
จึงทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ไม่มีทางบังคับชำระหนี้เอาจากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวได้เป็นทางที่ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ
ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 มีทรัพย์สินเพียงที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องเท่านั้น
ไม่มีทรัพย์สินอื่นอีก และโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ชำระหนี้ให้โจทก์
จึงเป็นการทำนิติกรรมการโอนทั้ง ๆ
รู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ
คำพิพากษาฎีกาที่ 7929/2544
ป.พ.พ. มาตรา 237, 1600
ขณะที่ บ. ทำพินัยกรรม บ.
มีสิทธิในที่ดินพิพาทตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนการให้ที่ดินระหว่าง
บ. กับจำเลยที่ 1 ในคดีก่อน แม้คดีจะยังไม่ถึงที่สุด
แต่คำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีก่อนย่อมผูกพันคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
มาตรา 145 วรรคหนึ่งนอกจากนี้ บ.
ยังมีสิทธิในการฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่
2 อันทำให้ บ. ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบสิทธิทั้งสองดังกล่าวเป็นสิทธิที่เกี่ยวกับที่ดินพิพาทจึงเป็นทรัพย์สินของ
บ.
การที่ บ.
ทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองโดยมีข้อความในข้อ 1 ยกบรรดาทรัพย์สินที่มีอยู่และที่จะเกิดขึ้นในภายภาคหน้าให้โจทก์ทั้งสอง
เห็นได้ว่า บ. มีเจตนาทำพินัยกรรมให้โจทก์ทั้งสองมีสิทธิตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีก่อนรวมทั้งสิทธิในการขอให้เพิกถอนนิติกรรมอันเป็นสิทธิที่เกี่ยวกับที่ดินพิพาทด้วย
สิทธิตามที่กล่าวในที่ดินพิพาทจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสองในฐานะผู้รับพินัยกรรมตามกฎหมาย
การที่จำเลยที่ 2 ได้รับโอนที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 โดยไม่ได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 โจทก์ทั้งสองย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่
1 กับจำเลยที่ 2 ได้
Credit : ทบทวนหลักกฎหมายกับอาจารย์ประยุทธ
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ขอแนะนำ !!
รวมคำบรรยายเนติฯ (ภาคปกติ /ภาคค่ำ/ภาคทบทวนวันอาทิตย์) ภาค 1/66 (New) และ 2/65
++ กลุ่มวิชากฎหมายแพ่งและอาญา (ไฟล์เสียงคำบรรยายภาคปกติ, ภาคค่ำ และภาคทบทวนวันอาทิตย์) 1/66 New !!
พร้อมไฟล์เอกสาร
- เอกสารสรุปคำบรรยายเนติฯ 1/66 New !!
- เอกสารประกอบคำบรรยาย1/66 New !!
- บทบรรณาธิการ 1/64-1/66 New !!
- ธงคำตอบกลุ่มวิชากฎหมายแพ่งและอาญา (สมัยที่ 56-65)
- ทบทวนสรุปประเด็นน่าสนใจ 1/66 New !!
- รวมคำพิพากษาฎีกาใหม่ (พร้อมข้อสังเกตน่าสนใจ)1/66 New !!
- เทคนิคการเขียนคำตอบแบบถูกต้องที่สุด ตลอดจนเทคนิคการปรับบทกฎหมายต่างๆสำหรับทุกสนามสอบ (การเตรียมพร้อมสอบเนติฯ/ผู้ช่วยฯ/อัยการ)
- ไฟล์เสียงตัวบทกฎหมายมาตราสำคัญ
++ กลุ่มวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและวิธีพิจารณาความอาญา (ไฟล์เสียงคำบรรยายภาคปกติ, ภาคค่ำ และภาคทบทวนวันอาทิตย์) (2/65)
พร้อมไฟล์เอกสาร
- เอกสารสรุปคำบรรยายเนติฯ 2/65
- เอกสารประกอบคำบรรยาย 2/65
- บทบรรณาธิการ 2/63-2/65
- ธงคำตอบกลุ่มวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและวิธีพิจารณาความอาญา (สมัยที่ 56-65)
- เทคนิคการเขียนคำตอบแบบถูกต้องที่สุด ตลอดจนเทคนิคการปรับบทกฎหมายต่างๆสำหรับทุกสนามสอบ (การเตรียมพร้อมสอบเนติฯ/ผู้ช่วยฯ/อัยการ)
- ไฟล์เสียงตัวบทกฎหมายมาตราสำคัญ
ค่ารวบรวม ภาคละ 350.-บาท (DVD 4 แผ่น) (ส่ง EMS ฟรี !! + แถมฟรี !! แผ่นรองเม้าท์)
หมายเหตุ : สั่งซื้อทั้ง 2 ภาค ค่ารวมรวมราคาพิเศษ 650.- บาท (ส่ง EMS ฟรี !! + แถมฟรี !! แผ่นรองเม้าท์ + CD แบบร่างสัญญามากกว่า 400 แบบ (file word) + แบบฟอร์มศาล, แบบฟอร์มเอกสารงานบุคคล,เอกสารงานบัญชีและภาษี)
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อ มือถือ 085-801-0725,E-mail : siripit...@gmail.com
...............................................................................................................................................................
ไม่เก่ง..แต่พยายาม เจ๋ง ! กว่า เก่ง....แต่ขี้เกียจ
ขอให้โชคดีและประสบความสำเร็จกันทุกคนนะคับ...