ชั่วโมงที่ 2 วันที่ 1 มิถุนายน 2553
............ ถ้าพิสูจน์ไม่ได้ก็เป็นอั้งยี่ซ่องโจรด้วย ต้องพิสูจน์ให้ได้ ถ้าพิสูจน์ไม่ได้ก็ไม่มีความผิด 381/2461
การประชุมก็ต้องประกอบด้วยเจตนาตามมาตรา 59 คือเข้าร่วมประชุมแต่อย่างที่พูดแล้วก็คือรู้ว่าเป็นการประชุมอั้งยี่ซ่องโจร เจตนาในที่นี้คือเจตนาในการประชุม แต่ได้ความว่ารู้เพียงแต่ว่ากำหนดให้แก้ตัวได้ ต่อไปมาตรา 212 ช่วยเหลือหรือเกื้อกูลอั้งยี่ซ่องโจร
สำหรับมาตรานี้เป็นข้อๆ เป็นอนุมาตราเรียงกันไปตาม 1 2 3 4 อนุใดก็ได้ไม่ต้องครบทั้งสี่อนุเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งก็ผิด เพราะใช้คำว่าหรือ
เราจะมาดูแต่ละอนุมาตรา อนุหนึ่ง การจัดหาที่ประชุมที่พำนัก ก็เป็นการจัดหาก่อนการกระทำความผิดหรือกระทำความผิดมาแล้วก็ได้ แต่ต้องเป็นการประชุมหรือพำนัก ระหว่างที่อั้งยี่หรือซ่องโจรยังคงมีอยู่
การจัดหาแม้ยังไม่มีการประชุมหรือพำนักก็เป็นการจัดหาหรือให้ที่พำนักแล้วก็เป็นความผิดสำเร็จแล้ว
อนุมาตราสอง ชักชวนบุคคลอื่นให้เข้าร่วมอั้งยี่หรือซ่องโจร ก็เป็นความผิดแล้วแม้ตนเองไม่ได้เป็นสมาชิกอั้งยี่หรือซ้องโจรนั้น
การชักช่วน อาจก่อนที่จะมีอั้งยี่หรือซ้องโจรนั้นก็ได้ ผลก็คือ ผู้ถูกชักชวนต้องยอมเข้า
อนุมาตราสาม อุปการะอั้งยี่หรือซ่องโจร หรือให้ทรัพย์
ให้ความรู้มีข่าวหรือข้อมูลของอั้งยี่ซ้องโจร เจ้าหน้าที่บ้านเมืองเคลื่อนไหวอย่างไร ให้การคุ้มครองเสบียงอาหาร ก็เข้าเรื่องอุปการะแล้ว
อนุมาตราสี่ ช่วยจำหน่ายทรัพย์ที่ได้มาภายหลังจากการกระทำความผิด อันนี้จะต่างจากอนุอื่น คือทรัพย์นั้น อั้งยี่ซ้องโจรมีอยู่
ทรัพย์ที่ได้มาโดยการกระทำความผิด อาจมีโทษแรงกว่ารับของโจรก็ได้
212 มีข้อสังเกตว่า ไม่เหมือนกับ 211 ที่ให้รับโทษเช่นเดียวกับอั้งยี่หรือซ้องโจรเลย แต่ไม่ได้เป็นผู้กระทำความผิดฐานอั้งยี่หรือซ้องโจร
ผลตามมาตรานี้คือ 213 ต่อไป ไม่อาจนำมาใช้กับผู้กระทำความผิดฐานนี้ด้วย เพราะเขาไม่ได้เป็นสมาชิกอั้งยี่ซ้องโจรจริงๆ
หากพรรคพวกซ้องโจรไปกระทำความผิดผู้จัดหาหรืออุปการะก็ไม่ต้องรับ
ต่อไปมาตรา 213 สมาชิกไปกระทำความผิด ตามความมุ้งหมายของสมาชิกอั้งยี่ซ้องโจรที่อยู่ด้วยในการกระทำความผิดหรืออยู่ในที่ประชุม หัวหน้า หรือผู้มีตำแหน่ง ต้องรับโทษทุกคน
เพราะฉะนั้นองค์ประกอบภายนอก คือ สมาชิกอั้งยี่หรือซ้องโจรคนหนึ่ง กระทำความผิด
สอง สมาชิกเหล่านี้ต้องรับผิด
ก อยู่ในการกระทำความผิด
ข อยู่ในที่ประชุม
ค หัวหน้า หรือผู้มีตำแหน่ง
องค์ประกอบภายในเจตนาธรรมดา
มาตรานี้เป็นมาตราเดียวใน ป อ ที่ต้องรับผิดในการกระทำของคนอื่น
มาตรานี้ก็คือบุคคลตาม 209 – 211 ถ้าผู้อยู่ในที่ประชุมไม่คัดค้านการประชุมในที่ประชุมนั้น ผู้ที่คัดค้านไม่ต้องกระทำความผิดด้วย
116/2471 กำลังประชุมบวงสรวงว่าจะไปปล้น ดังนี้ไม่ใช่ความผิดที่สมคบกันกระทำ เพราะว่าประชุมบวงสรวงทำพิธีไปปล้นทรัพย์ มีผู้มาพบเข้าแล้วไปยิงตาย ไม่ใช่เรื่องที่สมคบกันในการประชุม
1103 – 1104 /2496
สมคบกันไปปล้นทอง ผู้ที่ประชุมตกลงด้วยในครั้งแรกแต่ไม่ได้ร่วมประชุมครั้งหลัง ไม่ต้องรับโทษด้วย เรื่องปล้นทรัพย์ไม่ใช่การกระทำความผิดมุ่งหมายตามครั้งแรก
ที่ว่าวางแผนไปปล้นทรัพย์ผู้เสียหายที่สอง ก็เป็นซ่องโจร 4548/2540
ถ้าการกระทำความผิดนั้นเป็นเพื่อช่วยบิดามารดาหรือสามีของผู้กระทำ ก็เป็นเรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัว
ประพฤติตัวเป็นกิจธุระ
ให้บุคคลที่ตนรู้ว่ากระทำความผิดในภาคสอง
ก็มีเหตุลดโทษ มีเหตุชักจูงใจเพื่อเป็นการช่วย บุตร สามี ภริยา ของตน วรรคสองศาลจะลงโทษหรือไม่ก็ได้ ถ้าจะใช้ดุลพินิจไม่ลงโทษก็ได้ เพราะกฎหมายไม่ได้บัญญัติเผื่อให้ทำเช่นนั้นได้ ศาลจะไม่ลงโทษก็ได้ ลงโทษก็ได้
ภายหลังที่ว่านี้คือภายหลังกระทำความผิด ผู้สนับสนุนก่อนการกระทำความผิดก็คือ 86 ตามประมวลกฎหมายอาญา
การช่วยเหลือจะช่วยก่อนหรือหลังกระทำก็ได้ จัดหาที่พำนักที่ซ่อนเร้น เตรียมไว้ก่อนก็ได้ แต่ต้องความผิดภาคสองเกิดขึ้นด้วย
คำว่าปกติธุระ ความเห็นของอาจารย์ทางด้านกฎหมาย มีความเห็นสองสามประการ ประการแรกคือกระทำซ้ำๆกัน ในลักษณะที่เป็นการกระทำต่อไป สองครั้งก็น่าจะพอแล้ว ส่วนความเห็นประการที่สองจะต้องกระทำสม่ำเสมอเป็นอาจิน พิจารณาจากการทำซ้ำๆเป็นเกณฑ์ความเห็นนี้ต้องนำพยานหลักฐานมาสืบ ว่าทำสม่ำเสมอตลอดมา หรืออีกความเห็นหนึ่งความเห็นที่สามดูที่เจตนาของผู้กระทำ เพราะการประพฤติตนต้องมีการตั้งต้นสำคัญคือเจตนาเป็นเกณฑ์ เช่นทำห้องมีฝาสองชั้น เพื่อซ่อนคนต่อไปก็ถือว่าเป็นปกติธุระได้แล้ว
ต่อไปมาตรา 215 น่าจะเป็นเรื่องเข้าเหตุการณ์ คือ มั่วสุม ( ก่อการจลาจล )
ข้อสังเกตคือ มีอาวุธกับใช้อาวุธไม่เหมือนกันนะครับ สำหรับมาตรานี้แยกองค์ประกอบภายนอกได้ดังนี้นะครับ
หนึ่ง มั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป
สอง ใช้กำลังประทุษร้าย หรือ ขู่เข็ญกันว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย
วรรคสอง วรรคสาม ต้องเป็นผู้รู้ข้อเท็จจริงนั้น รับผิดตาม 62 วรรคท้าย วรรคสามเป็นเหตุเพิ่มโทษ เป็นเหตุลักษณะคดี คือหัวหน้าผู้กระทำความผิด
มั่วสุมคือการเข้ามารวมกัน ไม่จำต้องนัดหมายกันมาก่อน
772/2482
เป็นเรื่องคนมารวมกัน ต้องเข้าองค์ประกอบข้อสอง คือใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือ ก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง ต้องเป็นการกระทำของผู้ประสงค์ร่วมกันแล้ว ของผู้ที่มั่วสุม สิบคนด้วย
เป็นการประสงค์ร่วมกันอย่างที่ว่า ไม่ต้องคบคิดนัดหมายก่อนก็ได้
การมามั่วสุมแต่ต่างคนต่างทำกัน แม้จะเป็นวุ่นวายแต่เป็นเรื่องต่างคนต่างทำไม่ได้ตกลงพร้อมใจกระทำร่วมกัน
593/2462
772/2482
ขู่เข็ญคืออะไรไปดู มาตรา 337 ทำให้เสียความสงบของประชาชน คือ กระทำให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ไม่ได้หมายถึง หมู่บ้านหรือตัวเมืองเท่านั้น อาจจะเกิดที่นอกเมืองก็ได้ ท้องไร่ท้องนา งานวัดก็ได้ ไม่ใช่คนอื่นต้องวุ่นวาย
การชุมนุมกันเดินขบวน คัดค้าน สงบเรียบร้อย ไม่ถือเป็นการวุ่นวาย ถ้าไม่มีข้อเท็จจริงต่อมาว่าจะมีการใช้กำลังหรือผิดกฎหมายประการใด แต่ถ้าเริ่มปิดกั้นช่องทางเข้าออก พังประตู เผารถยนต์ แม้จะเกิดขึ้นในปัจจุบันนั้นเอง และคนที่กระทำเป็นบางคน หากเป็นความประสงค์ร่วมกัน ผิดตามมาตรานี้
ชักชวนนักศึกษาประชาชน กล่าวโจมตีผู้ว่าฯ คนเหล่านั้นรวมตัวกันหลายพันคน ขว้างปาเผาจวนผู้ว่า ผิดตาม 215 กรรมเดียวผิดหลายบทลงตาม บทหนัก
2387/2536
จำเลยกับพวกสองร้อยคน ได้ร่วมกันนัดหยุดงานปิดกั้นทางเข้าออกของโรงงานทำให้คนงานไม่สามารถเข้าหรือออกจากโรงงานได้จนกระทั่งมีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นโดยการปะทะร่างกายซึ่งกันและกัน เนื่องจากพวกหยุดงานไม่ยอมให้พวกทำงานออก
เหตุเกิดริมถนนสาธารณะอันเป็นที่สัญจรของบุคคลทั่วไป การกระทำดังกล่าวย่อมเป็นเรื่องก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองแล้ว
ตัวจำเลยผิดตาม 215 วรรคสาม นี่คือเรื่องก่อการจลาจล ต่อไปมาตรา 216
กฎหมายบัญญัติว่าเมื่อเจ้าพนักงานสั่งผู้ที่มั่วสุมให้เลิกไป ผู้ใดไม่เลิกต้องระวางโทษ
คือไม่ยอมเลิกมั่วสุมตามคำสั่งเจ้าพนักงาน คือสั่งผู้ที่กระทำความผิดตาม 215 ให้เลิกแล้วไม่เลิก เพียงแต่มั่วสุมเพื่อกระทำความผิดตาม 215 ถ้าทำผิดแล้วก็เป็นตาม 215 เจ้าพนักงานสั่งให้ผู้มั่วสุมเลิก ขณะที่เจ้าพนักงานสั่งให้เลิกมั่วสุมต้องไม่มีความผิดตาม 215 เกิดขึ้น พอมั่วสุมกันปั้ปเจ้าพนักงานก็สั่งให้เลิก เพราะถ้าวุ่นวายแล้วก็ผิดตาม 215 ยังคงมั่วสุมไม่เลิกก็ผิดตาม 216 ก็ไม่ผิดไม่มีความผิดเกิดขึ้น
1974/2532
1903/2532
346 – 7 /2535
โทษตาม 116 จะหนักกว่า 215 ตัวอย่างที่ยกไปแล้วว่า เริ่มชักชวนอาทิตย์หน้าคงเริ่มความผิดต่ออันตรายของประชาชน