สรุปคำบรรยาย เนติภาคกลางวัน มรดกสัปดาห์ที่8สอนเมื่อ จ 13/07/09*****

1,334 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
Jul 17, 2009, 12:42:53 AM7/17/09
to LAWSIAM

หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า  kankokub  ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ ม.ล.เฉลิมชัย เกษมสันต์ผู้บรรยาย   , ผู้มีน้ำใจส่ง flie เสียงที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า , ขอบคุณ. http://www.muansuen.com และคุณ admin ที่นำ flie เสียงมาลงแบ่งปันให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

ครั้งที่ 7 . () w.8 13-07-09

สวัสดีครับ อาจารย์หม่อมพี่รู้สึกกิจการยังรุ่งเรื่อง นักศึกษาแน่นก็มีกำลังใจ ครั้งนี้ที่ 7

อธิบายสั้นสำหรับนักศึกษาที่ไม่เข้าใจว่าทำไมไม่สอนเรียงมาตรา

            เมื่อวันที่ 6 เผื่อใครไม่มา ข้อที่ 1. มาตรา 1640  เมื่อบุคคลใดต้องถือว่าถึงแก่ความตายตามความในมาตรา 65 แห่งประมวลกฎหมายนี้ให้มีการรับมรดกแทนที่กันได้ คำว่าตายหมายถึงทั้งสองกรณี

ข้อที่ 2 การถูกกำจัดภายหลัง 478/2539

โจทก์เป็นบุคคลภายนอกไม่ใช่คู่ความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่154/2527ของศาลชั้นต้นดังนั้นโจทก์สามารถพิสูจน์ได้ว่าที่ดินส่วนของบ. ในโฉนดเลขที่2505ดังกล่าวเป็นมรดกของบ. จำเลยมิได้ครอบครองที่ดินดังกล่าวโดยสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลา10ปีคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวไม่ผูกพันโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา145(2) ที่ดินพิพาทเป็นมรดกของบ. โดยบ. มีบุตร4คนคือโจทก์ทั้งสองจำเลยและจ.แต่จ.ถึงแก่ความตายก่อนบ. โดยจ. มีบุตร3คนบ.ถึงแก่ความตายโดยมิได้ทำพินัยกรรมจำเลยจึงมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นมรดกของบ. เพียงหนึ่งในสี่สวนเท่านั้นเมื่อจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งแสดงว่าจำเลยมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทส่วนของบ.ทั้งหมดโดยการครอบครองทั้งๆที่จำเลยมิได้ครองครองที่ดินพิพาทโดยสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลาถึง10ปีก่อนจำเลยยื่นคำร้องขอเช่นนั้นแล้วจำเลยนำพยานหลักฐานมาไต่สวนในคดีดังกล่าวจนศาลชั้นต้นหลงเชื่อและมีคำสั่งว่าจำเลยมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทส่วนของบ. ในโฉนดที่ดินเลขที่2505โดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1382แล้วจำเลยนำคำสั่งศาลชั้นต้นนั้นไปจดทะเบียนการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทจึงถือได้ว่าจำเลยได้ยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกมากว่าส่วนที่ตนจะได้โดยฉ้อฉลหรือรู้อยู่ว่าตนทำให้เสื่อมประโยชน์ของทายาทคนอื่นจำเลยจึงต้องถูกกำจัดมิให้ได้รับมรดกเลยตามมาตรา1605วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์ที่1เบิกความเป็นพยานในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่154/2527ของศาลชั้นต้นยืนยันว่าจำเลยครอบครองที่ดินของบ. โดยสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเกินกว่า10ปีโดยเจตนาให้หลานและทายาทอื่นของบ. ไม่ได้รับมรดกด้วยโจทก์ที่1ย่อมต้องได้รับผลในลักษณะคดีในฐานพยานเท็จไม่ได้รับมรดกที่ดินในกรณีพิพาทนี้ด้วยเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ต้องห้ามไม่ให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความมาตรา249วรรคหนึ่งศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองโดยไม่ได้วินิจฉัยปัญหาเรื่องฟ้องโจทก์ทั้งสองขาดอายุความไม่เมื่อโจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ทั้งสองอุทธรณ์จำเลยก็ไม่ได้ยกปัญหาเรื่องฟ้องโจทก์ทั้งสองขาดอายุความตั้งเป็นประเด็นไว้ในคำแก้อุทธรณ์จึงไม่มีประเด็นเรื่องอายุความในชั้นอุทธรณ์ที่จำเลยฎีกาว่าฟ้องโจทก์ทั้งสองขาดอายุความจึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ทั้งไม่ใช่ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามมาตรา249วรรคหนึ่งเช่นกัน แม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1639บัญญัติให้ผู้สืบสันดานของทายาทที่ถูกกำจัดมิให้รับมรดกแทนที่ทายาทนั้นได้ในกรณีที่ทายาทนั้นถูกกำจัดมิให้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกตายเท่านั้นก็ตามแต่มาตรา1607บัญญัติว่าการถูกกำจัดมิให้รับมรดกนั้นเป็นการเฉพาะตัวผู้สืบสันดานของทายาทที่ถูกกำจัดสืบมรดกต่อไปเหมือนหนึ่งว่าทายาทนั้นตายแล้วโดยมิได้บัญญัติว่าผู้สืบสันดานของทายาทที่ถูกกำจัดมิให้รับมรดกสืบมรดกต่อไปได้เฉพาะในกรณีที่ทายาทนั้นถูกกำจัดมิให้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกตายเท่านั้นดังนั้นแม้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยได้ยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกของบ. เจ้ามรดกมากกว่าส่วนที่ตนจะได้และต้องถูกกำจัดมิให้ได้รับมรดกของบ. เลยอันเป็นการถูกกำจัดมิให้ได้รับมรดกหลังเจ้ามรดกตายก็ตามบุตรของจำเลยซึ่งเป็นผู้สืบสันดานของจำเลยทายาทผู้ถูกกำจัดมิให้รับมรดกของนายบุญช่วยย่อมสืบมรดกของบ.ต่อไปได้เหมือนหนึ่งว่าจำเลยตายแล้วตามบทบัญญัติแห่งมาตรา1607และบทบัญญัติมาตรา1607หาได้อยู่ภายใต้บังคับของมาตรา1639ไม่

 

             ใช้มาตรา 1607  การถูกกำจัดมิให้รับมรดกนั้นเป็นการเฉพาะตัว ผู้สืบสันดานของทายาทที่ถูกกำจัดสืบมรดกต่อไปเหมือนหนึ่งว่าทายาทนั้นตายแล้ว แต่ในส่วนทรัพย์สินซึ่งผู้สืบสันดานได้รับมรดกมาเช่นนี้ ทายาทที่ว่านั้นไม่มีสิทธิที่จะจัดการและใช้ดั่งที่ระบุไว้ในบรรพ 5 ลักษณะ 2 หมวด 3 แห่งประมวลกฎหมายนี้ ในกรณีเช่นนั้นให้ใช้มาตรา 1548 บังคับโดยอนุโลมเป็นคำตอบ การถูกกำจัดเป็นการเฉพาะตัวเท่านั้นให้สืบมรดกได้ และไม่อยู่ในบังคับมาตรา 1609  การแสดงเจตนาตัดมิให้รับมรดกนั้นจะถอนเสียก็ได้

            ถ้าการตัดมิให้รับมรดกนั้นได้ทำโดยพินัยกรรม จะถอนเสียได้ก็แต่โดยพินัยกรรมเท่านั้น แต่ถ้าการตัดมิให้รับมรดกได้ทำเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ การถอนจะทำตามแบบใดแบบหนึ่งดั่งบัญญัติไว้ในมาตรา 1608(1) หรือ (2)ก็ได้

            คือมีการถกเถียงมาตรา 1605  ทายาทคนใดยักย้าย หรือปิดบังทรัพย์มรดกเท่าส่วนที่ตนจะได้หรือมากกว่านั้นโดยฉ้อฉลหรือรู้อยู่ว่า ตนทำให้เสื่อมประโยชน์ของทายาทคนอื่น ทายาทคนนั้นต้องถูกกำจัดมิให้ได้มรดกเลยแต่ถ้าได้ยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกน้อยกว่าส่วนที่ตนจะได้ ทายาทคนนั้นต้องถูกกำจัดมิให้ได้มรดกเฉพาะส่วนที่ได้ยักย้ายหรือปิดบังไว้นั้น

            มาตรานี้มิให้ใช้บังคับแก่ผู้รับพินัยกรรม ซึ่งผู้ตายได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินให้เฉพาะสิ่งเฉพาะอย่าง ในอันที่จะได้รับทรัพย์สินนั้น คือ ปิดบังยักย้าย เท่าหรือมากกว่า ให้สืบมรดกได้และในเรื่องสืบมรดกก็ผู้สืบสันดานเฉยๆไม่จำเป็นต้องเป็นผู้สืบสันดานโดยตรง

            แต่ถ้าเกิดยักย้ายน้อยกว่า จะใช้ฏีกา 478/2539 ( อ้างแล้ว ) ได้หรือไม่ ถามว่าข้อสอบแบบนี้น่าออกไหม คำตอบยังมีปัญหาอยู่อาจารย์ส่วนใหญ่ยังมีความเห็นต่าง ข้อสอบอย่างนี้ไม่น่าออกสอบ สำหรับอาจารย์เพราะถ้าออกไม่มีการผิดไม่มีการถูก ฉะนั้นในความเห็นอาจารย์ ถ้าจะออก ต้องปิดบังยักย้าย เท่าส่วนหรือมากกว่าส่วน

            เคยออกแล้วในเนฯสมัยที่ 51 คือยักย้ายเท่าที่พึงจะได้รับ ข้อดีของฏีกานี้คือถ้าไม่แม่น มาตรา 1629  ทายาทโดยธรรมมีหกลำดับเท่านั้น และภายใต้บังคับแห่งมาตรา 1630 วรรค 2 แต่ละลำดับมีสิทธิได้รับมรดกก่อนหลังดังต่อไปนี้ คือ

                            (1) ผู้สืบสันดาน

                            (2) บิดามารดา

                            (3) พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน

                            (4) พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน

                            (5) ปู่ ย่า ตา ยาย

                            (6) ลุง ป้า น้า อา

                            คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นก็เป็นทายาทโดยธรรม ภายใต้บังคับของบทบัญญัติพิเศษแห่งมาตรา 1635

 

                            มาตรา 1630  ตราบใดที่มีทายาทซึ่งยังมีชีวิตอยู่ หรือมีผู้รับมรดกแทนที่ยังไม่ขาดสายแล้วแต่กรณีในลำดับหนึ่งๆ ที่ระบุไว้ในมาตรา 1629 ทายาทผู้ที่อยู่ในลำดับถัดลงไปไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตายเลย

                            แต่ความในวรรคก่อนนี้มิให้ใช้บังคับในกรณีเฉพาะที่มีผู้สืบสันดานคนใดยังมีชีวิตอยู่หรือมีผู้รับมรดกแทนที่กัน แล้วแต่กรณี และมีบิดามารดายังมีชีวิตอยู่ ในกรณีเช่นนั้นให้บิดามารดาได้ส่วนแบ่งเสมือนหนึ่งว่าเป็นทายาทชั้นบุตร

 

                            มาตรา 1631  ในระหว่างผู้สืบสันดานต่างชั้นกันนั้นบุตรของเจ้ามรดกอันอยู่ในชั้นสนิทที่สุดเท่านั้นมีสิทธิรับมรดก ผู้สืบสันดานที่อยู่ในชั้นถัดลงไปจะรับมรดกได้ก็แต่โดยอาศัยสิทธิในการรับมรดกแทนที่

 

หมวด 3

การแบ่งส่วนมรดกของทายาทโดยธรรม

ในลำดับและชั้นต่างๆ

--------

ส่วนที่ 1

ญาติ

--------

                            มาตรา 1632 ภายใต้บังคับแห่งมาตรา 1629 วรรคสุดท้ายการแบ่งส่วนมรดกของทายาทโดยธรรมในลำดับญาติให้เป็นไปตามบทบัญญัติในส่วนที่ 1 แห่งหมวดนี้

 

                            มาตรา 1633 ทายาทโดยธรรมในลำดับเดียวกัน ในลำดับหนึ่งๆ ที่ระบุไว้ในมาตรา 1629 นั้น ชอบที่จะได้รับส่วนแบ่งเท่ากัน ถ้าในลำดับหนึ่งมีทายาทโดยธรรมคนเดียว ทายาทโดยธรรมคนนั้นมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งทั้งหมด

 

                            มาตรา 1634 ระหว่างผู้สืบสันดานที่รับมรดกแทนที่กันในส่วนแบ่งของสายหนึ่งๆ ตามบทบัญญัติในลักษณะ 2 หมวด 4 นั้น ให้ได้รับส่วนแบ่งมรดกดังนี้

                            (1) ถ้ามีผู้สืบสันดานต่างชั้นกัน บุตรของผู้ตายซึ่งอยู่ในชั้นสนิทที่สุดเท่านั้นมีสิทธิรับมรดก ผู้สืบสันดานในชั้นถัดลงไปจะรับมรดกได้ก็แต่โดยอาศัยสิทธิในการรับมรดกแทนที่

                            (2) ผู้สืบสันดานในชั้นเดียวกันได้รับส่วนแบ่งเท่ากัน

                            (3) ถ้าในชั้นหนึ่งมีผู้สืบสันดานคนเดียว ผู้สืบสันดานคนนั้นมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งทั้งหมด

 

 

 

 

ส่วนที่ 2

คู่สมรส

--------

                            มาตรา 1635  ลำดับและส่วนแบ่งของคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ในการรับมรดกของ

ผู้ตายนั้น ให้เป็นไปดังต่อไปนี้

              (1) ถ้ามีทายาทตามมาตรา 1629(1) ซึ่งยังมีชีวิตอยู่หรือมีผู้รับมรดกแทนที่แล้วแต่กรณี คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้น มีสิทธิได้ส่วนแบ่งเสมือนหนึ่งว่าตนเป็นทายาทชั้นบุตร

               (2) ถ้ามีทายาทตามมาตรา 1629(3) และทายาทนั้นยังมีชีวิตอยู่หรือมีผู้รับมรดกแทนที่ หรือถ้าไม่มีทายาทตามมาตรา 1629(1) แต่มีทายาทตามมาตรา 1629(2) แล้วแต่กรณี คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นมีสิทธิได้รับมรดกกึ่งหนึ่ง

               (3) ถ้ามีทายาทตามมาตรา 1629(4)หรือ(6) และทายาทนั้นยังมีชีวิตอยู่ หรือมีผู้รับมรดกแทนที่ หรือมีทายาทตามมาตรา 1629(5) แล้วแต่กรณีคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ มีสิทธิได้มรดกสองส่วนในสาม

             (4) ถ้าไม่มีทายาทดังที่ระบุไว้ในมาตรา 1629 คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นมีสิทธิได้รับมรดกทั้งหมด

 

            มาตรา 1636  ถ้าเจ้ามรดกมีภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 5 หลายคนยังมีชีวิตอยู่ ภริยาเหล่านั้นทั้งหมดรวมกันมีสิทธิได้รับมรดกตามลำดับชั้นและส่วนแบ่งดังระบุไว้ในมาตรา 1635 แต่ในระหว่างกันเองให้ภริยาน้อยแต่ละคนมีสิทธิได้รับมรดกกึ่งส่วนที่ภริยาหลวงจะพึงได้รับ

 

           มาตรา 1637  ถ้าคู่สมรสฝ่ายใดที่ยังมีชีวิตอยู่เป็นผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันชีวิต คู่สมรสฝ่ายนั้นมีสิทธิรับจำนวนเงินทั้งหมดที่ได้ตกลงไว้กับผู้รับประกันภัย แต่จำต้องเอาจำนวนเบี้ยประกันภัย เพียงเท่าที่พิสูจน์ได้ว่าสูงกว่าจำนวนเงินที่ผู้ตายจะพึงส่งใช้เป็นเบี้ยประกันภัยได้ ตามรายได้หรือฐานะของตนโดยปกติไปชดใช้สินเดิมของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง หรือสินสมรสแล้วแต่กรณี

            ถึงอย่างไรก็ดี จำนวนเงินเบี้ยประกันภัยซึ่งจะพึงส่งคืนตามบทบัญญัติข้างต้นนั้นรวมทั้งสิ้นต้องไม่เกินจำนวนเงินที่ผู้รับประกันภัยได้ชำระให้

 

                                ตรา 1638  เมื่อคู่สมรสทั้งสองฝ่ายได้ลงทุนออกเงินในการทำสัญญา และตามสัญญานั้นทั้งสองฝ่ายจะต้องได้รับเงินปีในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ร่วมกันและเมื่อฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดตาย ฝ่ายที่ยังมีชีวิตอยู่ยังจะต้องได้รับเงินปีต่อไปตลอดอายุฝ่ายที่ยังมีชีวิตอยู่ จำต้องชดใช้สินเดิมของอีกฝ่ายหนึ่ง หรือสินสมรสแล้วแต่กรณี สุดแต่ว่าได้เอาเงินสินเดิม หรือสินสมรสไปใช้ในการลงทุนนั้น เงินที่จะต้องชดใช้สินเดิมหรือสินสมรสดังว่านี้ ให้ชดใช้เท่าจำนวนเงินซึ่งผู้จ่ายเงินรายปีจะเรียกให้ใช้เพิ่มขึ้นเป็นพิเศษ เพื่อผู้จ่ายจะได้จ่ายเงินรายปีให้แก่คู่สมรสฝ่ายที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นต่อไป

 ในการแบ่งมรดกแล้วไม่มีทางตอบมาตรา 1605(อ้างแล้วด้านบน) ได้เลย

            ดูอีกนิดว่า มาตรา 1639  ถ้าบุคคลใดซึ่งจะเป็นทายาทตามมาตรา 1629(1)(3)(4) หรือ (6) ถึงแก่ความตาย หรือ ถูกกำจัดมิให้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกตาย ถ้าบุคคลนั้นมีผู้สืบสันดานก็ให้ผู้สืบสันดานรับมรดกแทนที่ ถ้าผู้ สืบสันดานคนใดของบุคคลนั้นถึงแก่ความตายหรือถูกกำจัดมิให้รับมรดกเช่นเดียวกัน ก็ให้ผู้สืบสันดานของผู้สืบสันดานนั้นรับมรดกแทนที่ และให้มีการรับมรดกแทนที่กันเฉพาะส่วนแบ่งของบุคคลเป็นรายๆสืบต่อกันเช่นนี้ไปจนหมดสายเปิดตัวบท ว่าคำว่าตายนั้น หมายถึงตายอย่างไร ตายโดยธรรมชาติหรือตายโดยศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญ ได้ทั้งสองกรณี จะตายโดยวิธีไหนก็ได้ ตายโดยศาลสั่งเป็นคนสาบสูญ ย้ำอีกครั้งจุดใช้อยู่ที่ไหน ตอบอยู่ที่ 1516 ( 5 ) 5) สามีหรือภริยาถูกศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญ หรือไปจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่เป็นเวลาเกินสามปีโดยไม่มีใครทราบแน่ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้ คือสั่งให้เป็นคนสาบสูญแล้ว การสมรสยังไม่สิ้นสุด

            1615 วรรค 2 มาตรา 1615  การที่ทายาทสละมรดกนั้น มีผลย้อนหลังไปถึงเวลาที่เจ้ามรดกตาย

            เมื่อทายาทโดยธรรมคนใดสละมรดก ผู้สืบสันดานของทายาทคนนั้นสืบมรดกได้ตามสิทธิของตนและชอบที่จะได้รับส่วนแบ่งเท่ากับส่วนแบ่งที่ผู้สละมรดกนั้นจะได้รับ แต่ผู้สืบสันดานนั้นต้องไม่ใช่ผู้ที่บิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้อนุบาลแล้วแต่กรณี ได้บอกสละมรดกโดยสมบูรณ์ในนามของผู้สืบสันดานนั้นเกี่ยวกับการสละมรดกมีการสืบสิทธิมีหลักเกณฑ์อย่างไร กลุ่มของมันคือ มาตรา 1617  ผู้รับพินัยกรรมคนใดสละมรดก ผู้นั้นรวมตลอดทั้งผู้สืบสันดานไม่มีสิทธิจะรับมรดกที่ได้สละแล้วนั้น

 

                มาตรา 1618  ถ้าทายาทโดยธรรมผู้ที่ได้สละมรดกไม่มีผู้สืบสันดานที่จะรับมรดกได้ หรือผู้รับพินัยกรรมได้สละมรดก ให้ปันส่วนแบ่งของผู้ที่ได้สละมรดกนั้นๆ แก่ทายาทอื่นของเจ้ามรดกต่อไป

             ย้ำสองมาตรานี้ให้แยกให้ออก ว่าเป็นการสละมรดกประเภทใดบ้าง น่าสนใจ สละมรดกสละในฐานะทายาทโดยธรรม กับในฐานะผู้รับพินัยกรรม การสละต่างกันอย่างไร ถ้าทายาทโดยธรรมก็เอาส่วนที่สละไปแบ่งทายาทอื่น แต่ถ้าสละในส่วนของผู้รับพินัยกรรมก็รับไม่ได้ และสืบมรดกไม่ได้

            อีกอันคือ มาตรา 1645  การที่บุคคลใดสละมรดกของบุคคลอีกคนหนึ่งนั้น ไม่ตัดสิทธิของผู้สละที่จะรับมรดกแทนที่บุคคลอีกคนหนึ่งนั้นในการสืบมรดกบุคคลอื่น

            มาตรานี้มีทั้งสละ มีทั้งการสืบมรดกด้วย อยากทบทวนมาตรา 1645 เกิดขึ้น จดตัวอย่างไว้ สั้นๆง่ายๆ ก มีบุตรคือ 1 และ 2 1629 ( 1 ) คือบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายต่อไป 1 สละมรดกเท่ากับ มาตรา 1612  การสละมรดกนั้น ต้องแสดงเจตนาชัดแจ้งเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่หรือทำเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ

            มาตรา 1613  การสละมรดกนั้น จะทำแต่เพียงบางส่วน หรือทำโดยมีเงื่อนไข หรือเงื่อนเวลาไม่ได้

            การสละมรดกนั้น จะถอนเสียมิได้   สละแล้วถามว่าเกิดอะไรขึ้น เมื่อหนึ่งสละก็ไม่มีสิทธิรับมรดกใช่หรือไม่ คงมีสองที่เป็นทายาทโดยธรรมรับมรดกแต่ผู้เดียวใช่หรือไม่ ตรงนี้สำคัญอีกแล้วตามตัวอย่างนี้ 1 ตายก่อน ก หรือ หลัง ก ตาย คำตอบตามข้อเท็จจริง 1 ตายก่อน ก  1 เป็นผู้สืบสันดาน เข้า มาตรา 1639  ถ้าบุคคลใดซึ่งจะเป็นทายาทตามมาตรา 1629(1)(3)(4) หรือ (6) ถึงแก่ความตาย หรือ ถูกกำจัดมิให้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกตาย ถ้าบุคคลนั้นมีผู้สืบสันดานก็ให้ผู้สืบสันดานรับมรดกแทนที่ ถ้าผู้ สืบสันดานคนใดของบุคคลนั้นถึงแก่ความตายหรือถูกกำจัดมิให้รับมรดกเช่นเดียวกัน ก็ให้ผู้สืบสันดานของผู้สืบสันดานนั้นรับมรดกแทนที่ และให้มีการรับมรดกแทนที่กันเฉพาะส่วนแบ่งของบุคคลเป็นรายๆสืบต่อกันเช่นนี้ไปจนหมดสาย ตายก่อนมีการรับมรดกแทนที่ได้

            คำถามไปว่า 2 ซึ่งเป็นบุตรของ 1 เป็น มาตรา 1643  สิทธิที่จะรับมรดกแทนที่กันนั้นได้เฉพาะแก่ผู้สืบสันดานโดยตรง ผู้บุพการีหามีสิทธิดังนั้นไม่ รับมรดกแทนที่ 1 ได้หรือไม่คำตอบ ได้ นั่นคือตัวบท สละมรดกแล้วแต่ก็รับมรดกแทนที่ได้นั่นคือ 1645

            ดูอีกเรื่องหนึ่งเราจบที่ 1605 เมื่อคราวที่แล้วเรื่องการกำจัดไม่ให้รับมรดก 478/2539 อ้างแล้ว คงมีปัญหาที่ฝากเพราะมีความเห็นไม่ตรงกันของอาจารย์

1        2  3 เป็นทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดก เท่ากับ 1 2 3 ตรงกับ 1629 ( 1 ) เป็นผู้สืบสันดานของเจ้ามรดก ถามว่า ถ้าเจ้ามรดกมีทรัพย์มรดก 3000 บาท ลองแบ่งมรดกรายนี้ก่อนสิ คำตอบ 123 ได้รับคนละ 1000 เท่ากัย 1629 ( 1 ) + 1633 คือคำตอบ ดูตัวบท 1605 ภาพเกิดแล้ว 1 ยักย้าย 600 บาท น้อยกว่า ไม่ได้ เท่าหรือมากกว่า เขาถูกกำจัดหรือไม่ ไม่ถูกกำจัด หนึ่งไม่ถูกกำจัด 2 ยักย้าย 200 บาท มีสิทธิรับแปดร้อยบาท 3 ยักย้าย 100 แสดงว่าได้ 900 บาท

ก็เอาที่เหลือมาแบ่งกันใหม่ คือ เอาที่ หนึ่งยักย้ายได้ มาแบ่งให้คนที่ไม่ได้ยักย้าย คือสองและสาม ส่วนที่สองยักย้ายก็ เอามาแบ่งให้ หนึ่ง และสาม เอาส่วนที่ สามยักย้ายมาแบ่งให้ 1 และ สอง

แต่ดูอีกนิดเป็นตำราของอีกท่านอยากให้จดเลย ตัวอย่างเดิมเลย 123 เมื่อสักครู่นี้เลย

            แต่เปลี่ยนข้อเท็จจริงเป็น 1 ยักย้ายหรือเปิดบัง 900  2 ยักย้ายหรือเปิดบัง   600    3 ไม่ได้ยักย้ายเลย   คำตอบความเห็นอาจารย์หม่อม คือ นำส่วนที่ยักย้าย มาให้สามทั้งหมดเลย คนที่ไม่ได้ยักย้าย

            ถ้าตอบข้อสอบ ให้ตอบตามวิธีแรก เพราะเป็นการตอบตามฏีกาและกรรมการผู้ออก

            โอกาสออกข้อสอบ น้อยมาก ถ้าออกข้อสอบลักษณะนี้ ก็ถามแค่ว่า ถูกกำจัดหรือไม่ อย่าเอาข้อนี้ไปกลุ้มเลยกล้ายืนยัน ว่าไม่ออก

            นายเฉลิมชัยมีลูก หนึ่งคน ลูกคนนี้มีลูก ก็คือหลาน ชื่อ สอง นั่นเอง เกิดภาพ 1639 แล้ว แต่เขาถามมันส์ไปอีกคือ หนึ่งกับสองนั่งรถไปเจอรถชน มัดข้อเท็จจริงอีกว่า ตายพร้อมกัน มาตรานี้ เอามาตราใดมาแบ่งมรดก มีสิทธิใช้ 1639 ได้หรือไม่สำหรับคำถามนี้ จะใช้ตัวบท 1639 ได้ ต้องเป็นกรณี 1 ทายาทตายก่อนเจ้ามรดก และผู้สืบสันดาน เข้ารับมรดกทแทนที่ แล้วมรดกของอาจารย์เฉลิมไทยไปไหนหล่ะก็ตกเป็นของแผ่นดินก็ชัดอยู่ในตัว

            มาตรา 1606  บุคคลดั่งต่อไปนี้ต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกฐานเป็นผู้ไม่สมควร คือ

                            (1) ผู้ที่ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่าได้เจตนากระทำ หรือพยายามกระทำให้เจ้ามรดกหรือผู้มีสิทธิได้รับมรดกก่อนตนถึงแก่ความตายโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

                            (2) ผู้ที่ได้ฟ้องเจ้ามรดกหาว่าทำความผิดโทษประหารชีวิตและตนเองกลับต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่ามีความผิดฐานฟ้องเท็จหรือทำพยานเท็จ

                      (3) ผู้ที่รู้แล้วว่า เจ้ามรดกถูกฆ่าโดยเจตนา แต่มิได้นำข้อความนั้นขึ้นร้องเรียนเพื่อเป็นทางที่จะเอาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ แต่ข้อนี้มิให้ใช้บังคับ ถ้าบุคคลนั้นมีอายุยังไม่ครบสิบหกปีบริบูรณ์ หรือเป็นคนวิกลจริตไม่สามารถรู้ผิดชอบหรือถ้าผู้ที่ฆ่านั้นเป็นสามีภริยาหรือผู้บุพการีหรือผู้สืบสันดานของตนโดยตรง

                            (4) ผู้ที่ฉ้อฉลหรือข่มขู่ให้เจ้ามรดกทำ หรือเพิกถอน หรือเปลี่ยนแปลงพินัยกรรมแต่บางส่วนหรือทั้งหมดซึ่งเกี่ยวกับทรัพย์มรดก หรือไม่ให้กระทำการดังกล่าวนั้น

                            (5) ผู้ที่ปลอม ทำลาย หรือปิดบังพินัยกรรมแต่บางส่วนหรือทั้งหมด

                            เจ้ามรดกอาจถอนข้อกำจัดฐานเป็นผู้ไม่สมควรเสียก็ได้โดยให้อภัยไว้เป็นลายลักษณ์อักษร การจำกัดไม่ให้รับเพราะทายามประพฤติตัวไม่สมควร หลัก คือกำจัดโดยสิ้นเชิงไม่ต้องมาถั้วเฉลี่ยอะไรอีกเลย

 เปิดดูตัวบท 1606 ( 1 ) บรรทัดแรกต่างกับ 1605 ตรงไปไหนคิดดู

1605 ขีดเส้นคำว่าทายาท แต่ 1606 ใช่คำว่าบุคคลดังต่อไปนี้ขีดเส้น แสดงว่าใช้ศัพท์ไม่เหมือนกัน

1606 ใช้คำว่าบุคคล กว้างไม่จำเป็นต้องเป็นทายาท เข้าตรงนี้หมด กว้าง ให้ความเห็นว่า 1606 ก็คือทายาทตามความหมาย 1605 อยู่ดีเพราะสภาพมันต้องเกิดจากการเป็นทายาทก่อน จึงสืบเนื่องไปที่อื่น ถ้าก่อนเจ้ามรดกตายก็รับมรดกแทนที่ถ้าหลังก็สืบสิทธิได้

ดูภาพจะเห็นชัดดูที่ ( 1 ) ทายาทถ้าฆ่าหรือพยายามฆ่า แล้วศาลพิพากษาถึงที่สุดว่าได้มีความผิดจริง ต้องเป็นเรื่องเกิดจากการเป็นทายาทเสียก่อน ฆ่าใคร จุดออกข้อสอบตรงนี้คือ ฆ่าได้สองคนคือ เจ้ามรดกหรือ บุคคลที่ได้รับมรดกก่อน ตน  

การฆ่าไม่จำเป็นต้องเพื่อได้รับมรดก กฎหมายกำจัดเพราะชั่วที่ฆ่า ถ้าเป็นการป้องกันก็ไม่มีความผิด

หนึ่ง ฆ่าพ่อ ก็ได้รับมรดกเร็วขึ้น ก็หนึ่งเป็นทายาท คนอื่นฆ่าจะมาเกี่ยวกับเรื่องมรดกได้อย่างไร ต้องเป็นทายาทที่มีสิทธิรับมรดกอยู่นั่นเอง ถ้าข้อสอบออกอย่างหนึ่ง อาจารย์หม่อมมีลูกคือหนึ่งและสอง สองฆ่าหนึ่งจะเข้าตัวบทนี้หรือไม่ คำตอบ หนึ่งกับสองเป็นทายาทลำดับเดียวกันไม่ได้มีสิทธิรับมรดกก่อนกันอย่าเผลอๆ

ถ้า 1629 ( 3 )  กับ 1629 ( 1 ) พี่น้อยร่วมบิดามารดา ฆ่าผู้สืบสันดานเข้าหรือไม่ ก็เข้า มีข้อสอบอันหนึ่งอยากฝาก อาจารย์หม่อมมีลูกสามคนคือ 1 2 3 1629 ( 3 ) ฆ่าเพื่อหวังมรดกถามว่า 1629 ( 3 ) ต้อง ฆ่าทั้งสามคนใช่หรือไม่ ต้องให้สิ้นตอ ไปให้หมดใช่หรือไม่  ยังไม่มีฏีกา

เรียงลำดับการตัด มาตรา 1608  จ้ามรดกจะตัดทายาทโดยธรรมของตนคนใดมิให้รับมรดกก็ได้แต่ด้วยแสดงเจตนาชัดแจ้ง

                 (1) โดยพินัยกรรม

                            (2) โดยทำเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่

                            ตัวทายาทผู้ถูกตัดมิให้รับมรดกนั้นต้องระบุไว้ให้ชัดเจน

            แต่เมื่อบุคคลใดได้ทำพินัยกรรมจำหน่ายทรัพย์มรดกเสียทั้งหมดแล้วให้ถือว่าบรรดาทายาทโดยธรรมผู้ที่มิได้รับประโยชน์จากพินัยกรรม เป็นผู้ถูกตัดมิให้รับมรดก

 

            มาตรา 1609  การแสดงเจตนาตัดมิให้รับมรดกนั้นจะถอนเสียก็ได้

            ถ้าการตัดมิให้รับมรดกนั้นได้ทำโดยพินัยกรรม จะถอนเสียได้ก็แต่โดยพินัยกรรมเท่านั้น แต่ถ้าการตัดมิให้รับมรดกได้ทำเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ การถอนจะทำตามแบบใดแบบหนึ่งดั่งบัญญัติไว้ในมาตรา 1608(1) หรือ (2)ก็ได้ การตัดเกิดเพราะเจ้ามรดกไม่ ประสงค์ให้ทายาทโดยธรรม รับมรดก ส่วนถ้าไม่อยากให้ผู้รับพินัยกรรมได้รับมรดก ก็ทำฉบับใหม่ลบล้างฉบับเก่าก็ได้ หรือ ก็ทำลายพินัยกรรมฉบับเก่าก็ได้

ตัดโดยวิธีอะไร ตอบ 3.1 ทำเป็นหนังสือมอบแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือ ทำเป็นพินัยกรรม มีสองวิธี คล้ายๆ 1612 เผลอกันได้ คล้ายๆเรื่องสละมรดก 1608 ดูเปรียบเทียบ 1612

      ตัดโดยปริยาย คือเจ้ามรดกทำพินัยกรรมยกทรัพย์ให้บุคคลอื่นเสียหมดเลย

คำว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ 1250/2538

ารสละมรดกจะต้องแสดงเจตนาชัดแจ้งเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่หรือทำเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1612โดยกฎกระทรวงกับพระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินพ.ศ.2495มาตรา40กำหนดอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจในกรณีแรกได้แก่ผู้อำนวยการเขตถ้าทำในกรุงเทพมหานครหรือนายอำเภอถ้าทำในต่างจังหวัดฉะนั้นการที่โจทก์กับ ศ. ทำหนังสือสละมรดกให้ไว้แก่เจ้าพนักงานที่ดินจึงมิใช่หนังสือสละมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1612

  ถ้ากรุงเทพคือผู้อำนาวยการเขต ต่างจังหวัดคือ นายอำเภอ ตัดแล้วถอนได้ 1609 วรรค 1 วิธีถอนทำอย่างไร ทำการให้อภัยเป็นลายลักษณ์อักษร

การตัดให้ไม่ให้รับมรดกมีการรับมรดกแทนที่ได้หรือไม่ **** ตัดเป็นเรื่องร้ายแรงเป็นเรื่องเจตนาของเจ้ามรดกที่ไม่อยากให้บุคคลผู้นั้นหรือสายนั้นได้เลย 178/2520

การปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยทั่วไปนั้นถ้าไม่มีกฎหมายบังคับไว้โดยตรงหรือโดยปริยายว่าให้ต้องทำในสถานที่ราชการเท่านั้นแล้วพนักงานผู้มีหน้าที่ก็ย่อมจะออกไปปฏิบัติราชการตามหน้าที่นอกสถานที่ได้ และการที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติราชการเป็นการบริการให้แก่ประชาชนในวันหยุดราชการเมื่อไม่มีกฎหมายห้ามไว้และไม่เป็นการขัดต่อระเบียบแบบแผนก็ย่อมจะต้องถือว่าเป็นการปฏิบัติราชการโดยชอบข้าราชการผู้ปฏิบัติราชการเช่นนี้ย่อมเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายการที่ปลัดอำเภอได้ออกไปจากอำเภอไปทำหนังสือตัดทายาทโดยธรรมมิให้รับมรดก เอกสารดังกล่าวจึงเป็นหนังสือตัดมรดกที่ได้ทำต่อหน้าเจ้าพนักงานโดยชอบมีผลบังคับได้ตามกฎหมาย

ท. มารดาจำเลยถูกตัดไม่ให้รับมรดกตั้งแต่ก่อน ท.ตาย ท. จึงไม่ได้เป็นทายาทตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 อีกต่อไป ท. จึงไม่มีที่(ความเป็นทายาท) ที่จำเลยจะเข้ารับมรดกแทนได้และไม่มีบทกฎหมายมาตรา ใดบัญญัติให้สิทธิแก่ผู้สืบสันดานที่จะเข้าแทนที่การรับมรดกของทายาทโดยธรรมที่ถูกตัดมรดก หนังสือตัดไม่ให้รับมรดกเป็นการแสดงเจตนาโดยเด็ดขาดปราศจากเงื่อนไขใด ๆ ของเจ้ามรดกจึงมีผลทันทีเมื่อได้ทำขึ้นโดยถูกต้องตามกฎหมายหาใช่จะมีผลต่อเมื่อเจ้ามรดกตายไม่ เพราะหนังสือตัดทายาทโดยชอบธรรมไม่ใช่พินัยกรรมส่วนการที่การแสดงเจตนาตามหนังสือตัดการรับมรดกจะเกิดผลขึ้นเมื่อใดเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก

จึงไม่อาจรับมรดกแทนที่หรือสืบมรดกได้

577/2488

สามีโอนที่ดินสินเดิมของตนให้ภริยาในระหว่างอยู่กินด้วยกันโดยมิได้ระบุว่าให้เป็นสินส่วนตัว ทรัพย์นั้นย่อมตกเป็นสินสมรส

สามีทำพินัยกรรมยกทรัพย์ให้ภรรยาแล้วโอนทรัพย์นั้นให้ภรรยา แต่ทรัพย์นั้นตกเป็นสินสมรส ดังนี้ไม่ถือว่าข้อกำหนดในพินัยกรรมนั้นถูกเพิกถอนตาม ม.1696

ผู้ตายทำพินัยกรรมยกทรัพย์ให้ภรรยาและบุตร์ 2 คนและระบุว่า คนอื่นนอกจากนี้ไม่ให้ได้รับทรัพย์เป็นอันขาดนั้น ถือว่าเป็นการตัดทายาทอื่น ม.1608 (1)

2945/2537

ตามพินัยกรรมมีข้อความให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรม ไม่มีข้อความใดจำกัดห้ามมิให้ผู้ร้องจัดการมิให้ผู้ร้องจัดการมรดกของผู้ตายที่ไม่ได้ระบุไว้ในพินัยกรรม เมื่อพินัยกรรมตั้งผู้ร้องเป็นจัดการมรดกโดยมิได้จำกัดอำนาจที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายทั้งหมดจึงชอบแล้ว ตามคำร้องขอได้แสดงเหตุขัดข้องในการจัดการมรดก คำคัดค้านก็มิได้โต้เถียงว่าไม่มีเหตุขัดข้องในการจัดการมรดก และยังขอตั้งเองเป็นผู้จัดการมรดก แสดงว่ายอมรับว่ามีเหตุขัดข้องในการจัดการมรดก ประเด็นเรื่องเหตุขัดข้องในการจัดการมรดกจึงไม่มี ผู้ร้องไม่ต้องนำสืบถึงเหตุขัดข้องในการจัดการมรดกอีก พินัยกรรมระบุให้ตัดญาติพี่น้องออกจากกองมรดกทั้งหมดซึ่งหมายถึงตัวผู้คัดค้านด้วย ผู้คัดค้านจึงไม่อยู่ในฐานะทายาทที่จะยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก

การตัดไม่ให้รับมรดกไม่จำเป็นต้องระบุชื่อเพียงเขียนให้เข้าใจก็พอแล้วว่าตัดผู้ใด

            ผู้ถูกตัดไม่ให้รับมรดกยกอายุความตามมาตรา 1755  อายุความหนึ่งปีนั้น จะยกขึ้นต่อสู้ได้ก็แต่โดยบุคคลซึ่งเป็นทายาท หรือบุคคลซึ่งชอบที่จะใช้สิทธิของทายาท หรือโดยผู้จัดการมรดก

ได้หรือไม่ เปิดตัวบท 1755 สักนิดหนึ่ง 

ผู้ที่จะยกอายุความได้คือ 1.ทายาท 2. ผู้ใช้สิทธิทายาท 3. ผู้จัดการมรดก

ไม่อยู่ในหนึ่งในสามนี้ไม่มีสิทธิยกอายุความตามมาตรา 1755 ได้

ต่อไปตั้งสติให้ดีเอาจริงและ เรื่องสละมรดกออกครั้งสุดท้ายเมื่อสี่ปีก่อน มาตรา 1612  การสละมรดกนั้น ต้องแสดงเจตนาชัดแจ้งเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่หรือทำเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ

 

            มาตรา 1613  การสละมรดกนั้น จะทำแต่เพียงบางส่วน หรือทำโดยมีเงื่อนไข หรือเงื่อนเวลาไม่ได้

            การสละมรดกนั้น จะถอนเสียมิได้ ต่างกับ

มาตรา 1750  การแบ่งปันทรัพย์มรดกนั้น อาจทำได้โดยทายาทต่างเข้าครอบครองทรัพย์สินเป็นส่วนสัด หรือโดยการขายทรัพย์มรดกแล้วเอาเงินที่ขายได้มาแบ่งปันกันระหว่างทายาท

            ถ้าการแบ่งปันมิได้เป็นไปตามวรรคก่อน แต่ได้ทำโดยสัญญาจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ เว้นแต่จะมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดหรือตัวแทนของฝ่ายนั้นเป็น สำคัญ ในกรณีเช่นนี้ให้นำมาตรา 850,852 แห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยประนีประนอมยอมความมาใช้บังคับโดยอนุโลม  อย่างไร และ 1750 มีฏีกาใหม่เอี่ยมวินิจฉัยไว้ด้วยจึงน่าสนใจ

เรียงภาพดังนี้ การสละมรดกเป็นการเสียสิทธิมีบัญญัติไว้ใน มาตรา 1610  ถ้ามรดกตกทอดแก่ผู้เยาว์ หรือบุคคลวิกลจริต หรือบุคคลผู้ไม่สามารถจะจัดทำการงานของตนเองได้ตามความหมายแห่งมาตรา 32 แห่งประมวลกฎหมายนี้ และบุคคลนั้นยังไม่มีผู้แทนโดยชอบธรรม หรือผู้อนุบาล หรือผู้พิทักษ์ เมื่อผู้มีส่วนได้เสีย หรือพนักงานอัยการร้องขอ ก็ให้ศาลตั้งผู้ปกครองผู้อนุบาล หรือผู้พิทักษ์แล้วแต่กรณี 

               

            มาตรา 1611  ทายาทซึ่งเป็นผู้เยาว์ บุคคลวิกลจริตหรือบุคคลผู้ไม่สามารถจะจัดทำการงานของตนเองได้ตามความหมายแห่งมาตรา 32 แห่งประมวลกฎหมายนี้ จะทำการดังต่อไปนี้ไม่ได้ เว้นแต่จะได้รับความยินยอมของบิดา มารดา ผู้ปกครอง ผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์แล้วแต่กรณี และได้รับอนุมัติจากศาลแล้วคือ

                            (1) สละมรดก

                            (2) รับมรดกอันมีค่าภาระติดพันหรือเงื่อนไข

               

            มาตรา 1612  การสละมรดกนั้น ต้องแสดงเจตนาชัดแจ้งเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่หรือทำเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ

 

            มาตรา 1613  การสละมรดกนั้น จะทำแต่เพียงบางส่วน หรือทำโดยมีเงื่อนไข หรือเงื่อนเวลาไม่ได้

            การสละมรดกนั้น จะถอนเสียมิได้

 

            มาตรา 1614  ถ้าทายาทสละมรดกด้วยวิธีใดโดยที่รู้อยู่ว่าการที่ทำเช่นนั้นจะทำให้เจ้าหนี้ของตนเสียเปรียบ เจ้าหนี้มีสิทธิที่จะร้องขอให้เพิกถอนการสละมรดกนั้นเสียได้แต่ความข้อนี้มิให้ใช้บังคับ ถ้าปรากฏว่าในขณะที่สละมรดกนั้นบุคคลซึ่งเป็นผู้ได้ลาภงอกแต่การนั้นมิได้รู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้เจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบนั้นด้วย แต่หากกรณีเป็นการสละมรดกโดยเสน่หา เพียงแต่ทายาทผู้สละมรดกเป็นผู้รู้ฝ่ายเดียวเท่านั้นก็พอแล้ว ที่จะขอเพิกถอนได้

            เมื่อได้เพิกถอนการสละมรดกแล้ว เจ้าหนี้จะร้องขอให้ศาลสั่ง เพื่อให้ตนรับมรดกแทนที่ทายาทและในสิทธิของทายาทนั้นก็ได้

            ในกรณีเช่นนี้ เมื่อได้ชำระหนี้ของทายาทนั้นให้แก่เจ้าหนี้แล้ว ถ้าส่วนของทายาทนั้นยังมีเหลืออยู่อีกก็ให้ได้แก่ผู้สืบสันดานของทายาทนั้น หรือทายาทอื่นของเจ้ามรดกแล้วแต่กรณี

 

 

 

            มาตรา 1615  การที่ทายาทสละมรดกนั้น มีผลย้อนหลังไปถึงเวลาที่เจ้ามรดกตาย

            เมื่อทายาทโดยธรรมคนใดสละมรดก ผู้สืบสันดานของทายาทคนนั้นสืบมรดกได้ตามสิทธิของตนและชอบที่จะได้รับส่วนแบ่งเท่ากับส่วนแบ่งที่ผู้สละมรดกนั้นจะได้รับ แต่ผู้สืบสันดานนั้นต้องไม่ใช่ผู้ที่บิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้อนุบาลแล้วแต่กรณี ได้บอกสละมรดกโดยสมบูรณ์ในนามของผู้สืบสันดานนั้น

 

            มาตรา 1616  ถ้าผู้สืบสันดานของผู้สละมรดกได้มรดกมาดังกล่าวไว้ในมาตรา 1615 แล้ว ผู้ที่ได้สละมรดกนั้นไม่มีสิทธิในส่วนทรัพย์สินอันผู้สืบสันดานของตนได้รับมรดกมา ในอันที่จะจัดการและใช้ดังที่ระบุไว้ในบรรพ 5 ลักษณะ 2 หมวด 3 แห่งประมวลกฎหมายนี้ และให้ใช้มาตรา 1548 บังคับโดยอนุโลม

 

                มาตรา 1617  ผู้รับพินัยกรรมคนใดสละมรดก ผู้นั้นรวมตลอดทั้งผู้สืบสันดานไม่มีสิทธิจะรับมรดกที่ได้สละแล้วนั้น

 

                มาตรา 1618  ถ้าทายาทโดยธรรมผู้ที่ได้สละมรดกไม่มีผู้สืบสันดานที่จะรับมรดกได้ หรือผู้รับพินัยกรรมได้สละมรดก ให้ปันส่วนแบ่งของผู้ที่ได้สละมรดกนั้นๆ แก่ทายาทอื่นของเจ้ามรดกต่อไป

 

            มาตรา 1619  ผู้ใดจะสละหรือจำหน่ายจ่ายโอนโดยประการใดซึ่งสิทธิอันหากจะมีในภายหน้าในการสืบมรดกผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นไม่ได้

 

1.      กาดอกจันทร์พยายามย่อให้สั้นนะ ทายาทที่ว่านั้นจะเป็นทายาทโดยธรรมก็ได้ ทายาทผู้รับพินัยกรรมก็ได้ คือผู้ที่สละมรดกได้ ทายาทโดยธรรมในเรื่องนี้ สักแต่เป็นเฉยๆใช่หรือไม่ ย่อจากฏีกาว่าผู้ที่จะสละได้นั้น ต้องมีสิทธิรับมรดกอย่างแท้จริงไม่ว่าจะเป็นทายาทโดยธรรมหรือผู้รับพินัยกรรม

นึกภาพอาจารย์หม่อมเป็นเจ้ามรดก มีหนึ่งเป็นทายาทโดยธรรมลำดับที่ 1 มีหกเป็นลุง คือทายาทโดยธรรมลำดับที่ หก บุคคลที่มีสิทธิที่จะสละมรดกได้ในกรณีนี้เฉพาะนาย หนึ่ง เท่านั้น  นาย หก ซึ่งเป็นลุง ไม่มีสิทธิสละ เพราะไม่มีสิทธิรับมรดกอยู่แล้ว

            ถ้าข้อสอบออกมาเป็นเรื่องผู้รับพินัยกรรม ต้องดูว่าพินัยกรรมนี้ใช้บังคับได้หรือไม่ มาตรา 1620  ถ้าผู้ใดตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้หรือทำพินัยกรรมไว้แต่ไม่มีผลบังคับได้ ให้ปันทรัพย์มรดกทั้งหมดแก่ทายาทโดยธรรมของผู้ตายนั้นตามกฎหมาย

            ถ้าผู้ใดตายโดยได้ทำพินัยกรรมไว้ แต่พินัยกรรมนั้นจำหน่ายทรัพย์หรือมีผลบังคับได้แต่เพียงบาง ส่วนแห่งทรัพย์มรดก ให้ปันส่วนที่มิได้จำหน่ายโดยพินัยกรรมหรือส่วนที่พินัยกรรมไม่มีผลบังคับให้แก่ทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย

  ที่พูดแล้วพูดอีก โมฆะไหม าตรา 1703  พินัยกรรมซึ่งบุคคลที่มีอายุยังไม่ครบสิบห้าปีบริบูรณ์ทำขึ้นนั้นเป็นโมฆะ

 

            มาตรา 1704  พินัยกรรมซึ่งบุคคลผู้ถูกศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถทำขึ้นนั้น เป็นโมฆะ

            พินัยกรรมซึ่งบุคคลผู้ถูกอ้างว่าเป็นคนวิกลจริต แต่ศาลยังไม่ได้สั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถทำขึ้นนั้น จะเป็นอันเสียเปล่าก็แต่เมื่อพิสูจน์ได้ว่าในเวลาที่ทำพินัยกรรมนั้นผู้ทำจริตวิกลอยู่

 

                                มาตรา 1705  พินัยกรรมหรือข้อกำหนดพินัยกรรมนั้น ถ้าได้ทำขึ้นขัดต่อบทบัญญัติแห่งมาตรา1652,1653,1656,1657,1658,1660,1661 หรือ 1663 ย่อมเป็นโมฆะ

 

            มาตรา 1706  ข้อกำหนดพินัยกรรมเป็นโมฆะ

                            (1) ถ้าตั้งผู้รับพินัยกรรมไว้โดยมีเงื่อนไขว่า ให้ผู้รับพินัยกรรมจำหน่ายทรัพย์สินของเขาเองโดยพินัยกรรมให้แก่ผู้ทำพินัยกรรม หรือแก่บุคคลภายนอก

                            (2) ถ้ากำหนดบุคคลซึ่งไม่อาจที่จะทราบตัวแน่นอนได้เป็นผู้รับพินัยกรรมแต่ผู้รับพินัยกรรมตามพินัยกรรมลักษณะเฉพาะนั้น อาจกำหนดโดยให้บุคคลใดคนหนึ่งเป็นผู้ระบุเลือกเอาจากบุคคลอื่นหลายคนหรือจากบุคคลอื่นหมู่ใดหมู่หนึ่ง ซึ่งผู้ทำพินัยกรรมระบุไว้ก็ได้

                            (3) ถ้าทรัพย์สินที่ยกให้โดยพินัยกรรมระบุไว้ไม่ชัดแจ้งจนไม่อาจที่จะทราบแน่นอนได้ หรือถ้าให้บุคคลใดคนหนึ่งกำหนดให้มากน้อยเท่าใดตามแต่ใจ

 

            มาตรา 1707  ถ้าข้อกำหนดพินัยกรรมตั้งผู้รับพินัยกรรมโดยมีเงื่อนไขว่าให้ผู้รับพินัยกรรมจำหน่ายทรัพย์สินที่ยกให้โดยพินัยกรรมนั้นแก่บุคคลอื่น ให้ถือว่าเงื่อนไขนั้นเป็นอันไม่มีเลย  พินัยกรรมไร้ผลหรือไม่ มาตรา 1693  ผู้ทำพินัยกรรมจะเพิกถอนพินัยกรรมของตนเสียทั้งหมดหรือแต่บางส่วนในเวลาใดก็ได้  อายุคบไหม มาตรา 25 นั่นแหละเขาดึงเรื่องพินัยกรรมมาให้เราตอบแล้ว บุคคลเหล่านี้ไม่มีสิทธิได้รับพินัยกรรมเลย ฉะนั้นไม่มีสิทธิสละมรดกได้

      ข้อที่สาม การสละมรดกนั้นทั้งทายาทโดยธรรมและผู้รับพินัยกรรมต้องมีการกระทำโดยเจตนา ไม่ได้ ถูกข่มขู่ ถูกหลอกลวง 156 159 164 จดไว้ในเรื่องสละมรดกต้องเกิดขึ้นด้วยความเต็มใจเต็มอกว่ากูรไม่เอาแล้ว

**********  ดูตัวบท มาตรา 1619  ผู้ใดจะสละหรือจำหน่ายจ่ายโอนโดยประการใดซึ่งสิทธิอันหากจะมีในภายหน้าในการสืบมรดกผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นไม่ได้

 

2.       ประกอบ การสละมรดกได้เกิดขึ้นต่อเมื่อเจ้ามรดกตายแล้วเท่านั้น ********** ต้องตายแล้วจึงจะเกิดการสละมรดกได้ มีฏีกาเยอะมาก

ตัวอย่าง 1 2 3 เป็นลูกอาจารย์หม่อมก็เห็นว่าไม่มีใครแล้วเราเพียงสามคนเท่านั้นที่มีสิทธิรับมรดก สองกับสามเลยตกลงกัน สละมรดกก่อนล่วงหน้าเลยให้ หนึ่งเท่านั้นที่กำลังดูแลพ่อที่ป่วยได้ คำตอบทำล่วงหน้าที่ไมได้

      ขีดเส้นในตัวบทไว้เลย คำว่าอันอาจจะเกิดมีในภายหน้า

5.ความสามารถของผู้ที่จะสละมรดกมีข้อจำกัดอย่างไร  มาตรา 1611  ทายาทซึ่งเป็นผู้เยาว์ บุคคลวิกลจริตหรือบุคคลผู้ไม่สามารถจะจัดทำการงานของตนเองได้ตามความหมายแห่งมาตรา 32 แห่งประมวลกฎหมายนี้ จะทำการดังต่อไปนี้ไม่ได้ เว้นแต่จะได้รับความยินยอมของบิดา มารดา ผู้ปกครอง ผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์แล้วแต่กรณี และได้รับอนุมัติจากศาลแล้วคือ

                            (1) สละมรดก

                            (2) รับมรดกอันมีค่าภาระติดพันหรือเงื่อนไข

 ก็คุ้มครองผุ้เยาว์ผุ้วิกลจริตอยู่ ขีดเส้นคำว่า ต้องได้รับความยินยอมจากบุคคลที่เกี่ยวข้องโดยตรงเสียก่อนสละ

6**************วิธีการสละมรดก

6.1 กระทำโดยมารตรา 1612 ขีดเส้นในตัวบทที่ว่าต้องแสดงเจตนาชัดแจ้งอ่านแล้วเห้นได้ชัดว่าเขาเจตนาสละมรดกและต้อง ทำเป็นหนังสือมอบแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ อธิบายฏีกา มีเยอะเรื่องนี้เป็นเจตนาฝ่ายเดียว เขาไม่รับ แสดงเจตนาโดยสมบูรณ์เข้าทำเป็นหนังสือขึ้นมา ไม่มีรูปแบบ ทำอย่างไรก็ได้ เพียงแต่มีการ ลงลายมือชื่อเป็นลายลักษณ์อักษรไว้เป็นเพียงพอแล้ว  ถามว่าฏีกามีอะไรมันเกิดเรื่องแล้ว แค่ทำเป็นหนังสือไม่เพียงพอ ต้องมอบให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ เท่านั้น จะไปมอบแก่เจ้าอาวาสไม่ได้ อย่างนี้ใช้ไม่ได้ เมื่อไม่สละมรดกวิ่งเข้าสุ้ 1620 วิ่งเข้าสู่ ทายาท

      ดังนั้น ชูสองนิ้วขึ้นมา หนึ่ง ทำเป็นหนังสือ สอง มอบแก่เจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่

6.2 ทำเป็นสัญญาประนีประนอม มาตรา 850  อันว่าประนีประนอมยอมความนั้น คือสัญญาซึ่งผู้เป็นคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายระงับข้อพิพาทอันใดอันหนึ่งซึ่งมีอยู่หรือจะมีขึ้นนั้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน กับ           มาตรา 852  ผลของสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น ย่อมทำให้การเรียกร้องซึ่งแต่ละฝ่ายได้ยอมสละนั้นระงับสิ้นไป และทำให้แต่ละฝ่ายได้สิทธิตามที่แสดงในสัญญานั้นว่าเป็นของตน

หมายความว่าอย่างไร ก็คือการตกลงระงับข้อพิพาทที่จะเกิดขึ้น นึกภาพ อาจารย์หม่อมตายมีลูกสามคน มาตกลงกันว่าเขาจะเอาแค่นั้น คนนี้จะเอาแค่นี้ จะเข้าเรื่องนี้หรือไม่ เดี๊ยวพูดอีกครั้งเคยเป็นข้อสอบสมัย 57 ย้ำ สามคนนี้ลงชื่อไม่ครบ ใช้ได้หรือไม่ สัญญาประนีประนอมอันนี้ เคยอ่านฏีกาเจอหรือไม่ เขียนลงไปในหนังสือว่า เฉพาะผู้สละเท่านั้นที่ลงชื่อ คู่สัญญาคนอื่นไม่ต้องลงชื่อก็ได้

      7.สละมรดกบางส่วนได้หรือไม่ คือน้อยหรือเท่าส่วนของตน ผูกมาตรา 1613 ทันที ว่าจะสละมีเงื่อนไข หรือบางส่วน ไม่ได้ ต้องคำนวณให้ได้ว่าเขามีสิทธิได้รับเท่าไหร่ แล้วเขาสละครบถ้วนตรงนั้นหรือไม่ พุดง่ายๆสละมรดกต้องไม่มียื่อใยกับมรดกนี้อีกแล้ว

                        ย้ำ มีเงื่อนไข เงื่อยเวลา บางส่วน มันจะเข้า 1750 จุดนี้น่าออกมาก แบ่งมรดกโดยสัญญา เข้าใจภาพ ถ้าข้อสอบออกมาอย่างนี้ 123 ทำสัญยาประนี้ประนอม 1 ไม่รับมรดกเลย ให้ 2 3 ไป แล้วมอบไว้แก่เจ้าอาวาสได้หรือไม่

            ปัญหามีวินิจฉัยว่าการสละมรดกโดยชอบด้วยกฎหมายมีหลักว่าอย่างไร

            วางหลัก 1613 คือ 1.เป้นหนังสือและมอบแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือ 2. สัญญาประนีประนอมยอมความ

            ได้ทำเป็นหนังสือและตกลงกันอย่างเรียบร้อยแล้ว ถือว่าเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ

            แม้ลงชื่อไม่ครบ ก็มีผล เพียงแค่ลงชื่อคนที่สละมรดกเท่านั้น ก็เพียงพอแล้ว

            การมอบไว้แก่เจ้าอาวาสวัด ก็ชอบด้วยกฎหมาย เพราะเป็นสัญยาประนีประนอมความ ไม่ได้ระบุว่าต้องมอบให้ใคร

            8.การสละโดยสร้างภาระให้คนอื่นได้หรือไม่ ตอบ ไม่ได้เลย

            มีฏีกาเรื่องหนึ่งคือเงินที่สละมรดกนั้น จะให้ไปเพิ่มทายาทคนนั้น คนนี้ได้หรือไม่ ตอบไม่ได้ 1613 มีเงื่อนไขไม่ได้นั่นเอง

            9.สละมรดกแล้วเกิดอะไรขึ้น 1613 วรรค 2 สละมรดกแล้ว ถอนไม่ได้ ทายาทที่สละจะมาเปลี่ยนใจไม่ได้ ผิดกับเรื่องตัด เจ้ามรดกตัดแล้ว เปลี่ยนใจได้ อันนี้สับสนได้ ในห้องสอบ

            10. ******** ผลของการสละมรดก มาตรา 1615 วรรค 1คือคำตอบ การที่ทายาทสละมรดกนั้นมีผลย้อนหลังไปถึงเวลาที่เจ้ามรดกตาย ผลของการสละมรดก ย้อนหลังกลับไปวันที่เจ้ามรดกตาย ********* ตายวันไหนกลับมาแบ่งที่วันนั้น สำหรับมีการสละมรดก

            11. การสละมรดกต้องแยกให้ออกว่าสละในฐานะอะไร ต้องดูให้ดีว่าสละในฐานะทายาทโดยธรรมหรือในฐานะผู้รับพินัยกรรม แยกออกมา ทายาทโดยธรรมสละมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมอยู่ที่ 1615 วรรค 2 ถ้าเราดูตัวบทแล้วพูดหลายครั้งแล้ว อ่านแล้วขีดเส้น ทายาทโดยธรรมเท่านั้น ผู้สืบสันดาน เฉยๆ สืบมรดกได้ตามสิทธิของตน และชอบได้รับส่วนแบ่งเท่าที่ ส่วนที่ตนได้รับ แต่ต้องไม่ใช่การสละโดยกำหนดว่าสละทั้งสาย

            ตัวอย่าง ก มีมรดกสามแสนบาท มีบุตร สองคน คือ หนึ่ง กับ สอง ก ตาย หนึ่งกับสองมีสิทธิได้รับมรดกเท่ากัน 1629 ( 1 ) + มาตรา 1633 ทายาทโดยธรรมในลำดับเดียวกัน ในลำดับหนึ่งๆ ที่ระบุไว้ในมาตรา 1629 นั้น ชอบที่จะได้รับส่วนแบ่งเท่ากัน ถ้าในลำดับหนึ่งมีทายาทโดยธรรมคนเดียว ทายาทโดยธรรมคนนั้นมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งทั้งหมด

 หนึ่ง กับ สองได้ คนละแสนห้าหมื่นบาทถ้วน อันนี้ง่าย

            ตัวอย่างอีกอัน ก . มีบุตรคือ 1 2 3  มีสิทธิรับมรดกคนละ หมื่นบาท  ก ตาย 1 สละมรดก 1 มีบุตรคือ 4 และ 5  ให้แบ่งมรดกรายนี้

            สองสามได้รับมรดกคือ คนละหมื่นบาท

*************ดู 1617 มีรางสังหรณ์แปลก ว่าจะออก เป็นภาพผู้รับพินัยกรรมสละมรดก พอไหมไม่พอต้องบวกด้วย 1618 ด้วย คือไม่มีผู้สืบสันดานที่จะรับมรดกได้ หรือได้สละโดยกำหนดปันส่วนให้แก่ทายาทของเจ้ามรดกต่อไป

            ดูที่ มาตรา 1618  ถ้าทายาทโดยธรรมผู้ที่ได้สละมรดกไม่มีผู้สืบสันดานที่จะรับมรดกได้ หรือผู้รับพินัยกรรมได้สละมรดก ให้ปันส่วนแบ่งของผู้ที่ได้สละมรดกนั้นๆ แก่ทายาทอื่นของเจ้ามรดกต่อไป

 ก่อน ทายาทโดยธรรมที่ได้สละมรดก ไม่มีผู้สืบสันดานที่จะรับมรดกได้ เช่น ก เจ้ามรดกมีลูก คือ 1 2 3 ไม่มีทายาทโดยธรรมอีกเลย 1 ก็ไม่มีเมีย ไม่มีลูกเลย ดูตัวบท 1618 ให้ดีเพื่อกันการสับสน 1 สละมรดกมีผลย้อนหลังไปวันที่ เจ้ามรดกตาย ถ้าเจ้ามรดกมีเงินอยู่หกพันบาท อย่ามองข้ามนะ 1617 มีแค่สองบรรทัดแต่ยากนะ

            ตอนแรก คือ ก่อนสละก้ได้ คนละ พัน

            ตามคำถามนี้พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ก เจ้ามรดกมีทรัพย์สิน หกพันบาท 1629 (1 ) + 1633

1612-1613 หนึ่งไม่มีสิทธิรับมรดกต่อไปคงเหลือ 2 กับ สาม เท่านั้น ปัญหามีว่าเมื่อ 1 ไม่มีผู้สืบมรดกกรณีจะเข้ามาตรา 1618 คือ ไม่มีผู้สืบสันดาน ที่จะสืบรับมรดกได้ ให้ปันแก่ทายาทอื่น น่าออกจริงๆ ออกสักทีดีไหม ดังนั้นทายาทอื่นจึงมีสองกับสามเท่านั้นใช่หรือไม่ เข้า 1618 เป๊ะ ก็โยนไปท่อง 1615 1617 1618 ให้ได้

            ต่อไป 1618 ผู้รับพินัยกรรมสละมรดก  เขาไม่รับ 1612 1613 ทุกประการ ถ้าสละทรัพย์ตามพินัยกรรม ผู้รับพินัยกรรมก็รับไม่ได้ และผู้สืบสันดานของผู้รับพินัยกรรมก็รับไม่ได้ ถ้าสละแปลว่าสละตลอดสายเลย

            จดตัวอย่าง คิดตามด้วย ก มีบุตรสองคนคือ หนึ่งกับสอง ก ทำพินัยกรรมยก รถยนต์หนึ่งคันให้ หนึ่ง แต่ผู้เดียว ก ตาย หนึ่งสละมรดก ชอบถามว่า ให้แบ่งมรดกรายนี้ของ ก หากก่อนตาย ก มีเงินสดอีกแสนบาท

            ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเบื้องต้น ก เจ้ามรดกมีทรัพย์มรดกเพียงใด คือ รถยนต์หนึ่งคันและเงินสดอีกหนึ่งแสนบาท เป็นกองมรดกต้องด้วยมาตรา 1600 แล้ว

            ตามปัญหาผู้ที่มีสิทธิรับมรดกคือ หนึ่งและสอง

            ก ทำพินัยกรรมยกรถยนต์ให้แก่หนึ่ง แต่หนึ่งสละมรดกรายนี้โดยชอบ คำตอบ เป็นการสละมรดกตามพินัยกรรม ชัดที่สุดคือ 1618 ผู้รับพินัยกรรมสละมรดก ให้ปันส่วนแก่ทายาทอื่นๆของเจ้ามรดกต่อไป รถยนต์ ให้ปันต่อ ทายาทอื่นต่อไป หนึ่งมีลูก ชื่อ จอ จอจะมารับได้หรือไม่ เฉพาะรถยนต์นะ ไม่ได้ มาตรา1617 และมาตรา 1618 ไม่มีการรับมรดกแทนที่ได้เลย อีกต่อไป

            กองมรดกตรงนี้คือรถยนต์กับเงินหนึ่งแสน รถยนต์คันนี้หนึ่งไม่มีสิทธิ ในฐานะผู้รับพินัยกรรม แล้วจะมีสิทธิได้รับในฐานะทายาทโดยธรรมอีกหรือไม่ หนึ่งยังเป็นทายาทโดยธรรมอยู่ สละมรดกเฉยๆในส่วน ผู้รับพินัยกรรม ยังมีสิทธิในกองมรดกคือรถยนต์หนึ่งแสนบาทได้หรือไม่

            จดนะครับจะหาว่าหล่อไม่เตือน

            มาตรา 1615  การที่ทายาทสละมรดกนั้น มีผลย้อนหลังไปถึงเวลาที่เจ้ามรดกตาย

            เมื่อทายาทโดยธรรมคนใดสละมรดก ผู้สืบสันดานของทายาทคนนั้นสืบมรดกได้ตามสิทธิของตนและชอบที่จะได้รับส่วนแบ่งเท่ากับส่วนแบ่งที่ผู้สละมรดกนั้นจะได้รับ แต่ผู้สืบสันดานนั้นต้องไม่ใช่ผู้ที่บิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้อนุบาลแล้วแต่กรณี ได้บอกสละมรดกโดยสมบูรณ์ในนามของผู้สืบสันดานนั้น

 

            มาตรา 1616  ถ้าผู้สืบสันดานของผู้สละมรดกได้มรดกมาดังกล่าวไว้ในมาตรา 1615 แล้ว ผู้ที่ได้สละมรดกนั้นไม่มีสิทธิในส่วนทรัพย์สินอันผู้สืบสันดานของตนได้รับมรดกมา ในอันที่จะจัดการและใช้ดังที่ระบุไว้ในบรรพ 5 ลักษณะ 2 หมวด 3 แห่งประมวลกฎหมายนี้ และให้ใช้มาตรา 1548 บังคับโดยอนุโลม

 

                มาตรา 1617  ผู้รับพินัยกรรมคนใดสละมรดก ผู้นั้นรวมตลอดทั้งผู้สืบสันดานไม่มีสิทธิจะรับมรดกที่ได้สละแล้วนั้น

 

                มาตรา 1618  ถ้าทายาทโดยธรรมผู้ที่ได้สละมรดกไม่มีผู้สืบสันดานที่จะรับมรดกได้ หรือผู้รับพินัยกรรมได้สละมรดก ให้ปันส่วนแบ่งของผู้ที่ได้สละมรดกนั้นๆ แก่ทายาทอื่นของเจ้ามรดกต่อไป

 

            มาตรา 1619  ผู้ใดจะสละหรือจำหน่ายจ่ายโอนโดยประการใดซึ่งสิทธิอันหากจะมีในภายหน้าในการสืบมรดกผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นไม่ได้

 คือกลุ่มที่น่าสนใจ เปิดตัวบท 1614 อันนี้รู้ไว้เฉยๆ เรื่องหนี้นั่นเอง สละมรดกเพื่อหนีหนี้ได้หรือไม่ 1614 เปิดดูก็เข้าใจ

            เปิดตัวบท 1750 เพื่อให้เห็นชัด การแบ่งมรดกนั้น ใช้คำว่าปันทรัพย์มรดกทำได้โดยการครอบครอง โดยทายาทครอบครอง คือเจตนาเป็นเจ้าของ จะเอาทรัพยือันนี้เป็นมรดกของตก การครอบครองในที่นี้ให้คนอื่นครอบครองแทนก็ได้

            2.แบ่งมรดกโดยการขายทรัพย์

            3.********* ใส่ที่ 1613 ชอบออกผู้ช่วย เนฯก็ชอบออก เป็นการแบ่งมรดกโดยการทำสัญญา 1 2 3 มีมรดกคนละแสน ทำการตกลงอย่างนี้คือ มีการประนีประนอมยอมความ 850 ทำเป็นหนังสือคือ 852 จะตกลงกันตามอำเภอใจ ไม่ต้องอยู่ในการแบ่งมรดก ตกลงอย่างไรก็ได้ ฏีกาเยอะจริงๆ ตามอำเภอใจยังมีกิเลศอยู่ อย่างนี้เข้า 1750 อยู่เพราะมันมีเงื่อนไขอยู่ อย่างนี้ 1750 มันมีเงื่อนไข

            เปิด 1615 วรรค 2 กับ 1750 วรรค 3 มันต่างกันตรงไหน

            แบบสั้นๆง่ายๆ ถ้าวินิจฉัยเป็นเรื่องสละมรดก 1615 วรรค 2 มีการสืบมรดกได้ ทายาทของผู้สละมรดกสืบมรดกต่อไปได้ 1615 วรรค 2 บอกชัดแต่ถ้าเป็น 1750 วรรค 2 อันนี้ เป็นการตกลงกันอย่างนี้

            จดเลย เท่ากับ หนึ่งมีหนึ่งแสน สองมีสองแสน สามมีห้าแสน

            หนึ่งตายหนึ่งก็มีมรดกเพียงเท่าที่แบ่งแยกกันแล้ว ไม่มีการสืบมรดกได้เลย สายใครสายมันแล้ว ก็ไปแบ่งเหมือนเป็นเจ้ามรดกใหม่

            ให้ระวังไว้ 1750 วรรค 2

………………………………………………………………………………………………………

            จดล่วงหน้า มาเลย ครั้งหน้าครั้งสุดท้ายจะพูดเรื่องนี้ อันนี้เคยออกสอบเกี่ยวกับพินัยกรรม 1673 ใช้บ่อยโยงเรื่องการแบ่งมรดกได้

มาตรา 1673  สิทธิและหน้าที่ใดๆ อันเกิดขึ้นตามพินัยกรรม ให้มีผลบังคับเรียกร้องกันได้ตั้งแต่ผู้ทำพินัยกรรมตายเป็นต้นไป เว้นแต่ผู้ทำพินัยกรรมจะได้กำหนดเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลาให้มีผลบังคับเรียกร้องกันได้ภายหลัง

            1696 คล้ายๆ 1698 ( 4 ) อย่างไร

มาตรา 1696  ถ้าผู้ทำพินัยกรรมได้โอนไปโดยสมบูรณ์ซึ่งทรัพย์สินอันเป็นวัตถุแห่งข้อกำหนดพินัยกรรมใดด้วยความตั้งใจ ข้อกำหนดพินัยกรรมนั้นเป็นอันเพิกถอนไป

            วิธีเดียวกันนี้ให้ใช้บังคับ เมื่อผู้ทำพินัยกรรมได้ทำลายทรัพย์สินนั้นด้วยความตั้งใจ

 

มาตรา 1698  ข้อกำหนดพินัยกรรมนั้น ย่อมตกไป

                            (1) เมื่อผู้รับพินัยกรรมตายก่อนผู้ทำพินัยกรรม

                            (2) เมื่อข้อกำหนดพินัยกรรมเป็นผลใช้ได้ต่อเมื่อเงื่อนไขอย่างใดอย่างหนึ่งสำเร็จลง และผู้รับพินัยกรรมตายเสียก่อนเงื่อนไขสำเร็จ หรือปรากฏเป็นที่แน่นอนอยู่แล้วว่าเงื่อนไขนั้นไม่อาจจะสำเร็จได้

                            (3) เมื่อผู้รับพินัยกรรมบอกสละพินัยกรรม

                            (4) เมื่อทรัพย์สินทั้งหมดที่ยกให้สูญหาย หรือถูกทำลายโดยผู้ทำพินัยกรรมมิได้ตั้งใจในระหว่างที่ผู้ทำพินัยกรรมยังมีชีวิตอยู่ และผู้ทำพินัยกรรมมิได้ได้มาซึ่งของแทน หรือซึ่งสิทธิที่จะเรียกค่าทดแทนในการที่ทรัพย์สินนั้นสูญหายไป

            มาตรา 1700 - 1702  และ 1706 ( 1 ) ต่างกับ 1707 อย่างไร ดูมาล่วงหน้าแล้วพูดง่าย

            มาตรา 1700  ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติในหมวดนี้บุคคลจะจำหน่ายทรัพย์สินใด ๆ โดยนิติกรรมที่มีผลในระหว่างชีวิต หรือเมื่อตายแล้ว โดยมีข้อกำหนดห้ามมิให้ผู้รับประโยชน์โอนทรัพย์สินนั้นก็ได้ แต่ต้องมีบุคคลใดบุคคลหนึ่งนอกจากผู้รับประโยชน์กำหนดไว้ สำหรับเป็นผู้จะได้รับทรัพย์สินนั้นเป็นสิทธิเด็ดขาด ในเมื่อมีการละเมิดข้อกำหนดห้ามโอน

            ผู้ซึ่งกำหนดขึ้นดังกล่าวนั้นต้องเป็นผู้สามารถจะมีสิทธิต่างๆได้อยู่ในขณะที่การจำหน่ายทรัพย์สินนั้นมีผลบังคับ

            ถ้ามิได้กำหนดบุคคลที่จะเป็นผู้รับทรัพย์สินในเมื่อมีการละเมิดข้อกำหนดห้ามโอนไว้ให้ถือว่าข้อกำหนดห้ามโอนนั้นเป็นอันไม่มีเลย

 

            มาตรา 1701  ข้อกำหนดห้ามโอนตามมาตราก่อนนั้นจะให้มีกำหนดเวลาหรือตลอดชีวิตของผู้รับประโยชน์ก็ได้

            ถ้าไม่ได้กำหนดเวลาห้ามโอนไว้ ในกรณีที่ผู้รับประโยชน์เป็นบุคคลธรรมดา ให้ถือว่าข้อกำหนดห้ามโอนมีระยะเวลาอยู่ตลอดชีวิตของผู้รับประโยชน์แต่ในกรณีที่ผู้รับประโยชน์เป็นนิติบุคคล ให้มีระยะเวลาเพียงสามสิบปี

            ถ้าได้กำหนดเวลาห้ามโอนไว้ กำหนดนั้นมิให้เกินสามสิบปี ถ้ากำหนดไว้นานกว่านั้น ก็ให้ลดลงมาเป็นสามสิบปี

 

            มาตรา 1702  ข้อกำหนดห้ามโอนอันเกี่ยวกับสังหาริมทรัพย์ซึ่งไม่อาจจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ได้นั้นให้ถือว่าเป็นอันไม่มีเลย

                                ข้อกำหนดห้ามโอนเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้น ไม่บริบูรณ์ เว้นแต่จะได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนการห้ามโอนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่บทบัญญัติที่กล่าวมาในวรรคก่อนนี้ ให้ใช้บังคับแก่เรือมีระวางตั้งแต่ห้าตันขึ้นไป ทั้งแพและสัตว์พาหนะด้วย

จด คราวหน้าจะเน้น 1600

มาตรา 1600  ภายใต้บังคับของบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ กองมรดกของผู้ตายได้แก่ทรัพย์ สินทุกชนิดของผู้ตาย ตลอดทั้งสิทธิหน้าที่และความรับผิดต่างๆ เว้นแต่ตามกฎหมายหรือว่าโดยสภาพแล้วเป็นการเฉพาะตัวของผู้ตายโดยแท้

            1605 = 1607 478/2539

มาตรา 1605  ทายาทคนใดยักย้าย หรือปิดบังทรัพย์มรดกเท่าส่วนที่ตนจะได้หรือมากกว่านั้นโดยฉ้อฉลหรือรู้อยู่ว่า ตนทำให้เสื่อมประโยชน์ของทายาทคนอื่น ทายาทคนนั้นต้องถูกกำจัดมิให้ได้มรดกเลยแต่ถ้าได้ยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกน้อยกว่าส่วนที่ตนจะได้ ทายาทคนนั้นต้องถูกกำจัดมิให้ได้มรดกเฉพาะส่วนที่ได้ยักย้ายหรือปิดบังไว้นั้น

            มาตรานี้มิให้ใช้บังคับแก่ผู้รับพินัยกรรม ซึ่งผู้ตายได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินให้เฉพาะสิ่งเฉพาะอย่าง ในอันที่จะได้รับทรัพย์สินนั้น

                 มาตรา 1607  การถูกกำจัดมิให้รับมรดกนั้นเป็นการเฉพาะตัว ผู้สืบสันดานของทายาทที่ถูกกำจัดสืบมรดกต่อไปเหมือนหนึ่งว่าทายาทนั้นตายแล้ว แต่ในส่วนทรัพย์สินซึ่งผู้สืบสันดานได้รับมรดกมาเช่นนี้ ทายาทที่ว่านั้นไม่มีสิทธิที่จะจัดการและใช้ดั่งที่ระบุไว้ในบรรพ 5 ลักษณะ 2 หมวด 3 แห่งประมวลกฎหมายนี้ ในกรณีเช่นนั้นให้ใช้มาตรา 1548 บังคับโดยอนุโลม

            1606( มีทั้งก่อนและหลัง ) ก่อน 1639 1640 1642 1643 สวย หลัง 1607 , 478/2539

            มาตรา 1606  บุคคลดั่งต่อไปนี้ต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกฐานเป็นผู้ไม่สมควร คือ

                            (1) ผู้ที่ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่าได้เจตนากระทำ หรือพยายามกระทำให้เจ้ามรดกหรือผู้มีสิทธิได้รับมรดกก่อนตนถึงแก่ความตายโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

                            (2) ผู้ที่ได้ฟ้องเจ้ามรดกหาว่าทำความผิดโทษประหารชีวิตและตนเองกลับต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่ามีความผิดฐานฟ้องเท็จหรือทำพยานเท็จ

                      (3) ผู้ที่รู้แล้วว่า เจ้ามรดกถูกฆ่าโดยเจตนา แต่มิได้นำข้อความนั้นขึ้นร้องเรียนเพื่อเป็นทางที่จะเอาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ แต่ข้อนี้มิให้ใช้บังคับ ถ้าบุคคลนั้นมีอายุยังไม่ครบสิบหกปีบริบูรณ์ หรือเป็นคนวิกลจริตไม่สามารถรู้ผิดชอบหรือถ้าผู้ที่ฆ่านั้นเป็นสามีภริยาหรือผู้บุพการีหรือผู้สืบสันดานของตนโดยตรง

                            (4) ผู้ที่ฉ้อฉลหรือข่มขู่ให้เจ้ามรดกทำ หรือเพิกถอน หรือเปลี่ยนแปลงพินัยกรรมแต่บางส่วนหรือทั้งหมดซึ่งเกี่ยวกับทรัพย์มรดก หรือไม่ให้กระทำการดังกล่าวนั้น

                            (5) ผู้ที่ปลอม ทำลาย หรือปิดบังพินัยกรรมแต่บางส่วนหรือทั้งหมด

                            เจ้ามรดกอาจถอนข้อกำจัดฐานเป็นผู้ไม่สมควรเสียก็ได้โดยให้อภัยไว้เป็นลายลักษณ์อักษร

มาตรา 1639  ถ้าบุคคลใดซึ่งจะเป็นทายาทตามมาตรา 1629(1)(3)(4) หรือ (6) ถึงแก่ความตาย หรือ ถูกกำจัดมิให้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกตาย ถ้าบุคคลนั้นมีผู้สืบสันดานก็ให้ผู้สืบสันดานรับมรดกแทนที่ ถ้าผู้ สืบสันดานคนใดของบุคคลนั้นถึงแก่ความตายหรือถูกกำจัดมิให้รับมรดกเช่นเดียวกัน ก็ให้ผู้สืบสันดานของผู้สืบสันดานนั้นรับมรดกแทนที่ และให้มีการรับมรดกแทนที่กันเฉพาะส่วนแบ่งของบุคคลเป็นรายๆสืบต่อกันเช่นนี้ไปจนหมดสาย

 

               มาตรา 1640  เมื่อบุคคลใดต้องถือว่าถึงแก่ความตายตามความในมาตรา 65 แห่งประมวลกฎหมายนี้ให้มีการรับมรดกแทนที่กันได้

 

มาตรา 1642  การรับมรดกแทนที่กันนั้น ให้ใช้บังคับแต่ในระหว่างทายาทโดยธรรม

 

            มาตรา 1643  สิทธิที่จะรับมรดกแทนที่กันนั้นได้เฉพาะแก่ผู้สืบสันดานโดยตรง ผู้บุพการีหามีสิทธิดังนั้นไม่

1612 คู่ 1613 1750

  มาตรา 1612  การสละมรดกนั้น ต้องแสดงเจตนาชัดแจ้งเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่หรือทำเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ

 

            มาตรา 1613  การสละมรดกนั้น จะทำแต่เพียงบางส่วน หรือทำโดยมีเงื่อนไข หรือเงื่อนเวลาไม่ได้

            การสละมรดกนั้น จะถอนเสียมิได้

มาตรา 1750  การแบ่งปันทรัพย์มรดกนั้น อาจทำได้โดยทายาทต่างเข้าครอบครองทรัพย์สินเป็นส่วนสัด หรือโดยการขายทรัพย์มรดกแล้วเอาเงินที่ขายได้มาแบ่งปันกันระหว่างทายาท

            ถ้าการแบ่งปันมิได้เป็นไปตามวรรคก่อน แต่ได้ทำโดยสัญญาจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ เว้นแต่จะมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดหรือตัวแทนของฝ่ายนั้นเป็น สำคัญ ในกรณีเช่นนี้ให้นำมาตรา 850,852 แห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยประนีประนอมยอมความมาใช้บังคับโดยอนุโลม

 

            1615 วรรค 2 + 1618

    มาตรา 1615  การที่ทายาทสละมรดกนั้น มีผลย้อนหลังไปถึงเวลาที่เจ้ามรดกตาย

            เมื่อทายาทโดยธรรมคนใดสละมรดก ผู้สืบสันดานของทายาทคนนั้นสืบมรดกได้ตามสิทธิของตนและชอบที่จะได้รับส่วนแบ่งเท่ากับส่วนแบ่งที่ผู้สละมรดกนั้นจะได้รับ แต่ผู้สืบสันดานนั้นต้องไม่ใช่ผู้ที่บิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้อนุบาลแล้วแต่กรณี ได้บอกสละมรดกโดยสมบูรณ์ในนามของผู้สืบสันดานนั้น

มาตรา 1618  ถ้าทายาทโดยธรรมผู้ที่ได้สละมรดกไม่มีผู้สืบสันดานที่จะรับมรดกได้ หรือผู้รับพินัยกรรมได้สละมรดก ให้ปันส่วนแบ่งของผู้ที่ได้สละมรดกนั้นๆ แก่ทายาทอื่นของเจ้ามรดกต่อไป

 

            1617 + 1618 ******

มาตรา 1617  ผู้รับพินัยกรรมคนใดสละมรดก ผู้นั้นรวมตลอดทั้งผู้สืบสันดานไม่มีสิทธิจะรับมรดกที่ได้สละแล้วนั้น

 

                มาตรา 1618  ถ้าทายาทโดยธรรมผู้ที่ได้สละมรดกไม่มีผู้สืบสันดานที่จะรับมรดกได้ หรือผู้รับพินัยกรรมได้สละมรดก ให้ปันส่วนแบ่งของผู้ที่ได้สละมรดกนั้นๆ แก่ทายาทอื่นของเจ้ามรดกต่อไป

 

            1620 1699 1618

  มาตรา 1620  ถ้าผู้ใดตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้หรือทำพินัยกรรมไว้แต่ไม่มีผลบังคับได้ ให้ปันทรัพย์มรดกทั้งหมดแก่ทายาทโดยธรรมของผู้ตายนั้นตามกฎหมาย

            ถ้าผู้ใดตายโดยได้ทำพินัยกรรมไว้ แต่พินัยกรรมนั้นจำหน่ายทรัพย์หรือมีผลบังคับได้แต่เพียงบาง ส่วนแห่งทรัพย์มรดก ให้ปันส่วนที่มิได้จำหน่ายโดยพินัยกรรมหรือส่วนที่พินัยกรรมไม่มีผลบังคับให้แก่ทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย

มาตรา 1699  ถ้าพินัยกรรม หรือข้อกำหนดในพินัยกรรม เกี่ยวกับทรัพย์สินรายใดเป็นอันไร้ผลด้วยประการใดๆ ทรัพย์สินรายนั้นตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมหรือได้แก่แผ่นดินแล้วแต่กรณี

มาตรา 1618  ถ้าทายาทโดยธรรมผู้ที่ได้สละมรดกไม่มีผู้สืบสันดานที่จะรับมรดกได้ หรือผู้รับพินัยกรรมได้สละมรดก ให้ปันส่วนแบ่งของผู้ที่ได้สละมรดกนั้นๆ แก่ทายาทอื่นของเจ้ามรดกต่อไป

 

 1621 1623 และ อันนี้ไม่ต้องใบ 1629 -1638 อย่างไรก็มา

าตรา 1621  เว้นแต่ผู้ทำพินัยกรรมจะได้แสดงเจตนากำหนดไว้ในพินัยกรรมเป็นอย่างอื่น แม้ทายาทโดยธรรมคนใดจะได้รับทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดตามพินัยกรรมทายาทคนนั้นก็ยังมีสิทธิที่จะเรียกเอาส่วนโดยธรรมของตนจากทรัพย์มรดกส่วนที่ยังไม่ได้จำหน่ายโดยพินัยกรรมจนเต็มอีกก็ได้

 

            มาตรา 1622  พระภิกษุนั้น จะเรียกร้องเอาทรัพย์มรดกในฐานะที่เป็นทายาทโดยธรรมไม่ได้ เว้นแต่จะได้สึกจากสมณะเพศมาเรียกร้องภายในกำหนดอายุความตามมาตรา 1754

            แต่พระภิกษุนั้น อาจเป็นผู้รับพินัยกรรมได้

 

            มาตรา 1623  ทรัพย์สินของพระภิกษุที่ได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณะเพศนั้น เมื่อพระภิกษุนั้นถึงแก่มรณภาพให้ตกเป็นสมบัติของวัดที่เป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุนั้น เว้นไว้แต่พระภิกษุนั้นจะได้จำหน่ายไปในระหว่างชีวิตหรือโดยพินัยกรรม

 

            1639 1645 การรับมรดกแทนที่

มาตรา 1639  ถ้าบุคคลใดซึ่งจะเป็นทายาทตามมาตรา 1629(1)(3)(4) หรือ (6) ถึงแก่ความตาย หรือ ถูกกำจัดมิให้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกตาย ถ้าบุคคลนั้นมีผู้สืบสันดานก็ให้ผู้สืบสันดานรับมรดกแทนที่ ถ้าผู้ สืบสันดานคนใดของบุคคลนั้นถึงแก่ความตายหรือถูกกำจัดมิให้รับมรดกเช่นเดียวกัน ก็ให้ผู้สืบสันดานของผู้สืบสันดานนั้นรับมรดกแทนที่ และให้มีการรับมรดกแทนที่กันเฉพาะส่วนแบ่งของบุคคลเป็นรายๆสืบต่อกันเช่นนี้ไปจนหมดสาย

 

               มาตรา 1640  เมื่อบุคคลใดต้องถือว่าถึงแก่ความตายตามความในมาตรา 65 แห่งประมวลกฎหมายนี้ให้มีการรับมรดกแทนที่กันได้

 

                มาตรา 1641  ถ้าบุคคลใดซึ่งจะเป็นทายาทตามมาตรา 1629(2) หรือ (5) ถึงแก่ความตาย หรือถูกกำจัดมิให้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกตาย ถ้ามีทายาทในลำดับเดียวกันยังมีชีวิตอยู่ ก็ให้ส่วนแบ่งทั้งหมดตกได้แก่ทายาทนั้นเท่านั้นห้ามมิให้มีการรับมรดกแทนที่กันต่อไป

 

            มาตรา 1642  การรับมรดกแทนที่กันนั้น ให้ใช้บังคับแต่ในระหว่างทายาทโดยธรรม

 

            มาตรา 1643  สิทธิที่จะรับมรดกแทนที่กันนั้นได้เฉพาะแก่ผู้สืบสันดานโดยตรง ผู้บุพการีหามีสิทธิดังนั้นไม่

 

            มาตรา 1644  ผู้สืบสันดานจะรับมรดกแทนที่ได้ต่อเมื่อมีสิทธิบริบูรณ์ในการรับมรดก

 

            มาตรา 1645  การที่บุคคลใดสละมรดกของบุคคลอีกคนหนึ่งนั้น ไม่ตัดสิทธิของผู้สละที่จะรับมรดกแทนที่บุคคลอีกคนหนึ่งนั้นในการสืบมรดกบุคคลอื่น

 

            1642 1643 1645 ย้ำ 1645 ย้ำ 1645

มาตรา 1642  การรับมรดกแทนที่กันนั้น ให้ใช้บังคับแต่ในระหว่างทายาทโดยธรรม

 

            มาตรา 1643  สิทธิที่จะรับมรดกแทนที่กันนั้นได้เฉพาะแก่ผู้สืบสันดานโดยตรง ผู้บุพการีหามีสิทธิดังนั้นไม่

 

            มาตรา 1644  ผู้สืบสันดานจะรับมรดกแทนที่ได้ต่อเมื่อมีสิทธิบริบูรณ์ในการรับมรดก

 

         *****   มาตรา 1645  การที่บุคคลใดสละมรดกของบุคคลอีกคนหนึ่งนั้น ไม่ตัดสิทธิของผู้สละที่จะรับมรดกแทนที่บุคคลอีกคนหนึ่งนั้นในการสืบมรดกบุคคลอื่น

            พินัยกรรมที่ไม่เคยออก

            1656 1657  มีฏีกาปี 51

                มาตรา 1656  พินัยกรรมนั้น จะทำตามแบบดังนี้ก็ได้ กล่าวคือต้องทำเป็นหนังสือลงวัน เดือน ปี ในขณะที่ทำขึ้น และผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อไว้ต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน ซึ่งพยานสองคนนั้นต้องลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรมไว้ในขณะนั้น

            การขูดลบ ตก เติม หรือการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอย่างอื่นซึ่งพินัยกรรมนั้นย่อมไม่สมบูรณ์ เว้นแต่จะได้ปฏิบัติตามแบบอย่างเดียวกับการทำพินัยกรรมตามมาตรานี้

 

            มาตรา 1657  พินัยกรรมนั้น จะทำเป็นเอกสารเขียนเองทั้งฉบับก็ได้ กล่าวคือผู้ทำพินัยกรรมต้องเขียนด้วยมือตนเองซึ่งข้อความทั้งหมด วัน เดือน ปี และลายมือชื่อของตน

            การขูดลบ ตก เติม หรือการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอย่างอื่นซึ่งพินัยกรรมนั้นย่อมไม่สมบูรณ์ เว้นแต่ผู้ทำพินัยกรรมจะได้ทำด้วยมือตนเอง และลงลายมือชื่อกำกับไว้

            บทบัญญัติมาตรา 9 แห่งประมวลกฎหมายนี้ มิให้ใช้บังคับแก่พินัยกรรมที่ทำขึ้นตามมาตรานี้

            1673 1676

                มาตรา 1673  สิทธิและหน้าที่ใดๆ อันเกิดขึ้นตามพินัยกรรม ให้มีผลบังคับเรียกร้องกันได้ตั้งแต่ผู้ทำพินัยกรรมตายเป็นต้นไป เว้นแต่ผู้ทำพินัยกรรมจะได้กำหนดเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลาให้มีผลบังคับเรียกร้องกันได้ภายหลัง

                มาตรา 1676 พินัยกรรมจะทำขึ้นโดยให้บุคคลใดตกอยู่ในภาระติดพันที่จะต้องก่อตั้งมูลนิธิ หรือจะสั่งจัดสรรทรัพย์สินไว้โดยตรง เพื่อประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งตามบทบัญญัติมาตรา 110 แห่งประมวลกฎหมายนี้ก็ได้

            1696 1698 ( 4 )

มาตรา 1696  ถ้าผู้ทำพินัยกรรมได้โอนไปโดยสมบูรณ์ซึ่งทรัพย์สินอันเป็นวัตถุแห่งข้อกำหนดพินัยกรรมใดด้วยความตั้งใจ ข้อกำหนดพินัยกรรมนั้นเป็นอันเพิกถอนไป

            วิธีเดียวกันนี้ให้ใช้บังคับ เมื่อผู้ทำพินัยกรรมได้ทำลายทรัพย์สินนั้นด้วยความตั้งใจ

มาตรา 1698  ข้อกำหนดพินัยกรรมนั้น ย่อมตกไป

                            (1) เมื่อผู้รับพินัยกรรมตายก่อนผู้ทำพินัยกรรม

                            (2) เมื่อข้อกำหนดพินัยกรรมเป็นผลใช้ได้ต่อเมื่อเงื่อนไขอย่างใดอย่างหนึ่งสำเร็จลง และผู้รับพินัยกรรมตายเสียก่อนเงื่อนไขสำเร็จ หรือปรากฏเป็นที่แน่นอนอยู่แล้วว่าเงื่อนไขนั้นไม่อาจจะสำเร็จได้

                            (3) เมื่อผู้รับพินัยกรรมบอกสละพินัยกรรม

                            (4) เมื่อทรัพย์สินทั้งหมดที่ยกให้สูญหาย หรือถูกทำลายโดยผู้ทำพินัยกรรมมิได้ตั้งใจในระหว่างที่ผู้ทำพินัยกรรมยังมีชีวิตอยู่ และผู้ทำพินัยกรรมมิได้ได้มาซึ่งของแทน หรือซึ่งสิทธิที่จะเรียกค่าทดแทนในการที่ทรัพย์สินนั้นสูญหายไป

            1700 1701 1702

มาตรา 1700  ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติในหมวดนี้บุคคลจะจำหน่ายทรัพย์สินใด ๆ โดยนิติกรรมที่มีผลในระหว่างชีวิต หรือเมื่อตายแล้ว โดยมีข้อกำหนดห้ามมิให้ผู้รับประโยชน์โอนทรัพย์สินนั้นก็ได้ แต่ต้องมีบุคคลใดบุคคลหนึ่งนอกจากผู้รับประโยชน์กำหนดไว้ สำหรับเป็นผู้จะได้รับทรัพย์สินนั้นเป็นสิทธิเด็ดขาด ในเมื่อมีการละเมิดข้อกำหนดห้ามโอน

            ผู้ซึ่งกำหนดขึ้นดังกล่าวนั้นต้องเป็นผู้สามารถจะมีสิทธิต่างๆได้อยู่ในขณะที่การจำหน่ายทรัพย์สินนั้นมีผลบังคับ

            ถ้ามิได้กำหนดบุคคลที่จะเป็นผู้รับทรัพย์สินในเมื่อมีการละเมิดข้อกำหนดห้ามโอนไว้ให้ถือว่าข้อกำหนดห้ามโอนนั้นเป็นอันไม่มีเลย

 

            มาตรา 1701  ข้อกำหนดห้ามโอนตามมาตราก่อนนั้นจะให้มีกำหนดเวลาหรือตลอดชีวิตของผู้รับประโยชน์ก็ได้

            ถ้าไม่ได้กำหนดเวลาห้ามโอนไว้ ในกรณีที่ผู้รับประโยชน์เป็นบุคคลธรรมดา ให้ถือว่าข้อกำหนดห้ามโอนมีระยะเวลาอยู่ตลอดชีวิตของผู้รับประโยชน์แต่ในกรณีที่ผู้รับประโยชน์เป็นนิติบุคคล ให้มีระยะเวลาเพียงสามสิบปี

            ถ้าได้กำหนดเวลาห้ามโอนไว้ กำหนดนั้นมิให้เกินสามสิบปี ถ้ากำหนดไว้นานกว่านั้น ก็ให้ลดลงมาเป็นสามสิบปี

 

            มาตรา 1702  ข้อกำหนดห้ามโอนอันเกี่ยวกับสังหาริมทรัพย์ซึ่งไม่อาจจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ได้นั้นให้ถือว่าเป็นอันไม่มีเลย

                                ข้อกำหนดห้ามโอนเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้น ไม่บริบูรณ์ เว้นแต่จะได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนการห้ามโอนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่บทบัญญัติที่กล่าวมาในวรรคก่อนนี้ ให้ใช้บังคับแก่เรือมีระวางตั้งแต่ห้าตันขึ้นไป ทั้งแพและสัตว์พาหนะด้วย

            1706 ( 1 ) 1707 คู่กัน

มาตรา 1706  ข้อกำหนดพินัยกรรมเป็นโมฆะ

                            (1) ถ้าตั้งผู้รับพินัยกรรมไว้โดยมีเงื่อนไขว่า ให้ผู้รับพินัยกรรมจำหน่ายทรัพย์สินของเขาเองโดยพินัยกรรมให้แก่ผู้ทำพินัยกรรม หรือแก่บุคคลภายนอก

                            (2) ถ้ากำหนดบุคคลซึ่งไม่อาจที่จะทราบตัวแน่นอนได้เป็นผู้รับพินัยกรรมแต่ผู้รับพินัยกรรมตามพินัยกรรมลักษณะเฉพาะนั้น อาจกำหนดโดยให้บุคคลใดคนหนึ่งเป็นผู้ระบุเลือกเอาจากบุคคลอื่นหลายคนหรือจากบุคคลอื่นหมู่ใดหมู่หนึ่ง ซึ่งผู้ทำพินัยกรรมระบุไว้ก็ได้

                            (3) ถ้าทรัพย์สินที่ยกให้โดยพินัยกรรมระบุไว้ไม่ชัดแจ้งจนไม่อาจที่จะทราบแน่นอนได้ หรือถ้าให้บุคคลใดคนหนึ่งกำหนดให้มากน้อยเท่าใดตามแต่ใจ

 

            มาตรา 1707  ถ้าข้อกำหนดพินัยกรรมตั้งผู้รับพินัยกรรมโดยมีเงื่อนไขว่าให้ผู้รับพินัยกรรมจำหน่ายทรัพย์สินที่ยกให้โดยพินัยกรรมนั้นแก่บุคคลอื่น ให้ถือว่าเงื่อนไขนั้นเป็นอันไม่มีเลย

 

และพินัยกรรมโมฆะ 1703 -1707 ดูเหล่านี้มาก่อน

            ดูเรื่องอายุความสั้นๆ ลักษณะ 6

อายุความ

--------

            มาตรา 1754 ห้ามมิให้ฟ้องคดีมรดกเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย หรือนับแต่เมื่อทายาทโดยธรรมได้รู้ หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก

            คดีฟ้องเรียกตามข้อกำหนดพินัยกรรม มิให้ฟ้องเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปี นับแต่เมื่อผู้รับพินัยกรรมได้รู้หรือควรได้รู้ถึงสิทธิซึ่งตนมีอยู่ตามพินัยกรรม

            ภายใต้บังคับแห่งมาตรา 193/27 แห่งประมวลกฎหมายนี้ถ้าสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้อันมีต่อเจ้ามรดกมีกำหนดอายุความยาวกว่าหนึ่งปี มิให้เจ้าหนี้นั้นฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก

            ถึงอย่างไรก็ดี สิทธิเรียกร้องตามที่ว่ามาในวรรคก่อนๆนั้น มิให้ฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนดสิบปีนับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย     

             

                                มาตรา 1755  อายุความหนึ่งปีนั้น จะยกขึ้นต่อสู้ได้ก็แต่โดยบุคคลซึ่งเป็นทายาท หรือบุคคลซึ่งชอบที่จะใช้สิทธิของทายาท หรือโดยผู้จัดการมรดก

.....................................................................................................................................

 

           

 

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages