หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า kankokub ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ศ.(พิเศษ ) พรเพชร วิชิตชลชัย ผู้บรรยาย , ผู้มีน้ำใจส่ง flie เสียงที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า ขอบคุณ. http://www.muansuen.com และคุณ admin ที่นำ flie เสียงมาลงแบ่งปันให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
ครั้งที่ 2 วันเสาร์ 2 ธันวาคม 2553
สวัสดีครับวันนี้ก็เป็นการสอนครั้งที่สองนะครับถ้ามีคำถามก็เขียนขึ้นมาถามได้นะครับ ก็อาจจะตอบในห้องนี้หรืออาจจะไปตอบในเวปไซต์
ก็ทบทวนนิดหน่อยเกี่ยวกับการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ก็เป็นการนำระบบไต่สวนมาใช้ ก็บอกแล้วว่าระบบไต่สวนนักกฎหมายก็ยังไม่ค่อยเข้าใจว่าคืออะไร ก็สรุปง่ายๆว่า ระบบไต่สวนก็คือการค้นหาข้อเท็จจริง มันก็ต่างจากระบบกล่าวหาคือว่า ประเด็นการค้นหาข้อเท็จจริงเด๋วต่อไปก็เป็นการกำหนดประเด็นข้อพิพาทและการพิสูจน์ ก็แล้วแต่ศาลรัฐธรรมนูญจะหยิบขึ้นมาก็ต่างจากที่เราเคยชิน ในประเด็นเรื่องการฟ้องในกำหนดระยะเวลาก็ดี การให้ความเห็นของนายทะเบียนก็เป็นเรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญหยิบยกมา อาศัยจากพยานหลักฐานในสำนวนจะเห็นได้ว่ามันมีผลตามมาคือโต้เถียงข้อเท็จจริงจากฝ่าย กกต.เพราะว่ามันก็ไม่ปรากฎว่า นายทะเบียนหรือ ประธาน กกตได้ไปให้การต่อศาลรัฐธรรมนูญ บันทึกถ้อยคำนายทะเบียน ปรเด็นเรื่องของการวินิจฉัยพยานหลักฐาน ปรากฎจากการบันทึกถ้อยคำต่อศาล จะเห็นได้ว่าเราไม่เคยชินกับการรับฟังพยานหลักฐานลักษณะนี้ก็เป็นประเด็นไต่สวนตามที่ศาลรัฐธรรมนูญใช้ จะเห็นได้ว่าในคดีแพ่งประเด็นต้องชัดเจนแล้วศาลก็กำหนดภาระการพิสูจน์จะเห็นว่ามันต่างจากระบบไต่สวน ว่าถ้าไม่ได้ยกอายุความขึ้นต่อสู้ก็ไม่มีประเด็นแต่ศาลรัฐธรรมนูญไม่ใช่เพราะศาลรัฐธรรมนูญเป็นระบบไต่สวน อีกสิ่งหนึ่งที่น่าเป็นข้อพิจารณาคือ ปัญหาข้อเท็จจริงหรือปัญหาข้อกฎหมาย
การกระทำของนายทะเบียนชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ยื่นคำร้องโดยกำหนดระยะเวลาหรือไม่ ดูผิวเผินเหมือนเป็นปัญหาข้อกฎหมาย แต่ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องมีการพิสูจน์ข้อเท็จจริงด้วย ว่านายทะเบียนมีคำสั่งอย่างไร รู้เมื่อไหร่ เป็นปัญหาข้อเท็จจริงทั้งนั้น ที่หนังสือพิมพ์ หรือ นักกฎหมายที่ว่า วินิจฉัยข้อกฎหมายแล้วทำไมต้องปล่อยให้สืบพยาน ซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะจริงๆแล้วมันคือการพิจารณาปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยข้อกฎหมาย ก็ตรงกันกับหลักพยานหลักฐานที่เราเรียน เมื่อข้อเท็จจริงยุติแล้วจึงจะวินิจฉํยปัญหาข้อกฎหมายได้
นี่ก็เป็นสิ่งที่เราปรับการรับรู้ของเราแล้วเอามาเปรียบเทียบว่าเราเข้าใจสิ่งเหล่านั้นหรือไม่คราวนี้เราก็จะมาพูดกันถึงว่าเมื่อเราบอกว่าฟังจากพยานหลักฐานกฎหมายใหม่ก็เขียนไว้ชัดเจนว่าต้องเป็นพยานหลักฐานในสำนวน มาตรา 84 ถ้าจะไปสอบเนฯ ก็พอมั่วได้บ้างไม่ต้องจำให้มันแม่นยำเท่าไหร่ แต่ถ้าสอบผู้ช่วยถ้ายังจำมาตรานี้ไม่ได้อย่าไปสอบ ฏีกาถ้าอ่านไปแต่ไม่เข้าใจมาตรานี้ก็ทำข้อสอบไม่ได้
มาตรา 84 เป็นของตายของมาตรานี้จำไว้ไม่เสียหาย เหมือนวิอาญามาตรา 226 ซึ่งออกลูกออกหลานมามากมาย เป็นมาตราที่ไม่จำไม่ได้ ถ้าไม่ว่ากันแต่แรกเสร็จเลย ฟังได้ฟังไม่ได้ไปสอบผู้ช่วยถูกแต่ธง ก็ได้คะแนนไม่ดี ก็ไม่น่าสงสัยว่าทำไมสอบได้ ยี่สิบห้าคน
ก็อยากให้นักศึกษาให้ความสนใจ ตัวบทมีไม่มากหรอกที่จะต้องจำบางคนก็อวดดีบอกว่าเลขมาตราไม่ต้องจำก็ได้ ถ้าเลขมาตราสำคัญๆ ทำไมจะไม่จำมันจะเสียหายอะไรนักหนา ไม่เสียหายอะไรแล้วไปดูธงคำตอบของเนฯ ของกรรมการสอบผู้ช่วยฯ มีไหมที่เขาไม่ใส่เลขมาตรา ไม่มี ทุกหลักกฎหมายมีหมด แล้วเราก็ไปหลงเชื่อที่ว่าไม่ใส่เลขมาตรา ก็ได้ 7 8 มีใครได้สิบบ้างหละ ทำไมไม่พูด
คราวนี้มาเรื่องมาตรา 84 ซึ่งเป็นหัวใจหลัก เป็นเรื่องการพิสูจน์ข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานในสำนวนนั้น
ยื่นคำร้องเมื่อไหร่ ก็เอาจากพยานหลักฐาน และต้องเป็นพยานหลักฐานในสำนวนก็เป็นหลักเดียวกันทุกระบบ ไม่ใช่ศาลไปสืบเสาะหรือไปรู้มาจากหนังสือพิมพ์ ความจริงก็ต้องเล่าประวัติความเป็นมา คำว่าพยานหลักฐานในสำนวนเป็นของอาจารย์จรัล ก็มีการพูดกันนิดหน่อย เติมเข้ามาก็ต้องมาสอน จริงๆแล้วหลักกฎหมายมีอยู่แล้วถึงไม่เติมในตัวบทกฎหมาย ก็มีการใช้หลักนี้อยู่แล้ว ว่าพยานหลักฐานในสำนวนคือ พยานหลักฐานที่ได้มีการนำสืบไว้ ในสำนวนอย่างถูกต้อง ดูมาตรา 86
และมาตรา 87 ก็จะเห็นได้ว่าพยานหลักฐานที่ยื่นฝ่าฝืนต่อบทบัญญัตินี้ศาลก็ไม่รับฟังดังนั้นพยานหลักฐานในสำนวนไม่ได้หมายความแค่เพียงว่ามันมีอยู่ในสำนวน แต่ว่ามันต้องได้มีการสืบอย่างถูกต้อง
226 วิอาญา พวกเราจำอยู่อย่างเดียว บอกสามอย่าง ถ้าถามรู้อยู่อย่างเดียวว่าพยานต้องเกิดขึ้นโดยชอบ หรือมีสองอย่าง 226 วิอาญา พยานวัตถุหรือพยานเอกสารหรือพยานบุคคลที่พิสูจน์ความผิดหรือบริสุทธิ์ของจำเลยต้องสืบด้วยพยานหลักฐาน ไม่ใช่เอาอย่างอื่นมาสืบ หลักประการที่หนึ่ง หลักประการที่สอง ชอบ และเรื่องพยานหลักฐานที่สืบโดยไม่ชอบ
และหลักที่สาม และให้สืบตามบทบัญญัติประมวลกฎหมายนี้ หรือประมวลกฎหมายอื่นว่าด้วยการสืบพยาน คุณจะแน่แค่ไหนก็ต้องสืบและสืบให้ถูกต้อง อาจารย์ก็คุยกับอาจารย์จรัลแล้วว่าไม่ต้องเติมก็ได้ เพราะหลักกฎหมายเดิมก็ใช้อยู่แล้ว 86 วิแพ่ง 226 วิอาญา แต่ท่านอาจารย์จรัลท่านบอกว่าเอาให้ชัดเจนกฎหมายอ่านแล้วให้คนเข้าใจ จะได้รู้ว่าศาลก็มักถูกตำหนิ จากคนที่รับรู้ข้อเท็จจริงนอกสำนวนเยอะ ท่านใส่ประโยคนี้ในคำพิพากษาก็ได้ ก็ไม่มีปัญหาอะไร ก็มีปัญหาเฉพาะว่าเราควรรู้ว่ากฎหมายบัญญัติไว้อย่างไร เราก็นำสิ่งที่กฎหมายบัญญัติไว้ไปตอบ ก็ได้คะแนนสิ ถ้ามันฟังได้ก็เป็นพยานหลักฐานที่นำสืบถูกต้องตาม ป.วิ.พ. และพยานหลักฐานที่พิสูจน์ความผิดของจำเลย
ตามฏีกาอาจจะไม่มีการตอบถึงสิ่งเหล่านี้เพราะเป็นนิติวิธีที่ตอบเฉพาะสิ่งที่คู่ความโต้แย้งกัน พยานหลักฐานในสำนวนฟังดูง่าย 987/2491 ใครไม่รู้ฏีกานี้แล้วตอบไม่ถูกก็แย่แล้ว
เจ้าหน้าที่ศาลนำสำเนาของพยานหลักฐานมาใส่ในสำนวน ไม่ต้องรู้ฏีกาก็ตอบถูก ด้วยเหตุนี้อาจารย์ถึงบอกว่าไม่ต้องรู้ฏีกา เข้าใจตัวบทก็ทำได้
จะเห็นได้ว่าฏีกาตอบเพียงเท่านี้แต่ถ้าสมมุติข้อสอบผู้ช่วยออกมา เราได้ฏีกาแค่นี้เราไปตอบคิดว่าเราได้คะแนนเต็มหรือ ไม่ใช่แน่นอน ไม่เป็นพยานหลักฐานในสำนวนเพราะอะไร เพราะไม่ได้มีการนำสืบพยานหลักฐานนั้นไว้ นี่คือเหตุผลของกฎหมาย อ่านฏีกาดีคือรู้ธงคำตอบรู้เป้าหมายว่าสุดท้ายต้องตอบอย่างไร แต่เหตุผลหลักกฎหมายลืมไม่ได้ มัวมานั่งคิดอยู่ไม่ได้ ก็เกี่ยวกับสำนวนคดีอื่น ไม่อ่านฏีกาก็ตอบได้
สำนวนคดีอื่นก็เป็นพยานหลักฐาน ถ้าไม่เรียกมาก็ใช้ไม่ได้ ถูกไหมครับ แต่อันนี้ก็คงจะชี้ในว่า ศาลมีอำนาจสืบพยานเพิ่มเติมถ้าคู่ความสืบพยานสำนวนคดีอื่น ก็เป็นพยานหลักฐานในคดีอื่น มาประกอบการพิจารณาก็เป็นการสืบพยานเพิ่มเติม อันนี้ก็วินิจฉัย 228 ที่อธิบายว่าทำไมเป็นพยานหลักฐานที่ได้มีการนำสืบ ตามบทบัญญัติประมวลกฎหมายนี้ มันจึงเป็นพยานหลักฐานที่ได้นำสืบแล้วตาม 226 ฏีกาไม่ได้เขียนไปถึงขนาดนี้หรอก ฏีกาบอกธง แต่อาจารย์บอกหลักกฎหมาย เมื่อสืบพยานหลักฐานเพิ่มเติม หรือคู่ความได้โต้เถียงว่าไม่ได้สืบสักหน่อย ศาลรัฐธรรมนูญเป็นระบบไต่สวน ได้เอง คนละคอนเซป แต่ทุกอย่างมีหลักกฎหมาย ก็มีปัญหาที่อาจเกิดขึ้น รวมพิจารณาเข้าด้วยกัน อันนี้อาจารย์ว่าไม่ต้องประชุมใหญ่ เมื่อรวมการพิจารณาแล้วการสืบพยานหลักฐานมีทีเดียวก็มีผลทั้งสองสำนวนสิ การรวมก็เพื่อสะดอกในการสืบพยาน วิแพ่งร่วมเพื่ออะไร มารวมก็เพื่อสะดวกแก่การสืบพยานก็ถือว่ามีผลทั้งสองสำนวน อันนี้ก็ง่ายฏีกาปี 26 ต้องตอบธงถูกว่า พยานสองสำนวน เป็นชุดเดียวกัน แต่ศาลไม่ได้สั่งรวมพิจารณา และโจทก์ไม่ได้ขออ้างสำนวนคดีก่อนหลักธรรมดาไม่อ่านฏีกาก็ตอบได้ อันนี้ก็ไม่ได้ยาก
840/2536 พยานเบิกความในสำนวนหนึ่งก่อนที่มีการรวมพิจารณาพิพากษาคดีนี้ ไม่อาจรับฟังในทางเป็นโทษกับจำเลยในคดีนี้
ก็มีจำเลยหลายคนจำเลยคนแรกถูกจับไม่มีบารมีอะไร ส่วนจำเลยอีกคนหายไประหว่างหายไปก็สืบพยานคือเด็กบ๋อยที่เป็นเจ้าหน้าที่ในร้านให้การเบิกความเห็นแสงสว่างชัดเจน วันดีคืนดี นายบีโผล่มาชูกำปั้นขอสู้คดีศาลก็สั่งรวมพิจารณากับนาย เอเพราะมูลคดีเดียวกัน คราวนี้ บ๋อยคนนั้นที่เป็นพยานเบิกความไว้ในคดีแรก พอเห็นนายบีมา เป็นอย่างไร หายไปเลย ไม่อยู่แล้ว ไม่กล้ามาสบตาแล้วหายไปแล้วไม่ว่าด้วยอะไรก็ตาม พยานหายไปแล้วนี่คือไม่รู้จะทำอย่างไร นายบีก็ยิ้มสิ เพราะว่าจะเอาคำพยานที่ไม่ได้เบิกความต่อหน้าจำเลย ต่อหน้านายบี มาใช้กับนายบีไม่ได้
การได้สำนวนคดีอื่นไว้เป็นพยานมันก็ถือว่าเป็นพยานหลักฐานชนิดหนึ่งสำนวนในคดีอื่นสถานะมันก็แค่พยานหลักฐาน ต้องยื่นบัญชีระบุพยาน ไม่อย่างนั้นต้องใช้อำนาจศาลเรียกมา คราวนี้มันมีเทคนิคนิดหนึ่งซึ่งละเอียดอ่อนเช่นว่าเป็นทางปฏิบัติของศาล
คือการนำสืบพยานหลักฐานนี้ ถ้าเราจะเรียนต่อไป หนึ่งต้องยื่นบัญชีระบุพยาน สองต้องมีคำสั่งเรียกมา ถ้าเป็นพยานบุคคลต้องนำมาเบิกความ ถ้าเป็นพยานวัตถุก็ต้องแสดงต่อศาล หรือขอให้ศาลไปตรวจสถานที่ ฏีกาปี 07 อ้างสำนวนคดีอื่นในการสืบพยาน แต่ไม่ได้ยื่นคำร้องต่อศาล อันนี้ศาลใจดีตีความว่าก็อยู่ในศาลนั้นอยู่แล้ว ศาลก็เอามาประกอบได้เลย ก็พยายามตีความช่วยเหลือ จริงๆแล้วอย่างที่อาจารย์บอกว่า การสืบพยาน ถ้าเป็นพยานเอกสารก็ต้องนำมาที่ศาล ต้องมีคำสั่งให้ส่งมาให้ศาล แต่อันนี้ไม่ทำแต่ศาลช่วย ฏีกาปี 838/2507 ก็ทะแม่งนิดหน่อย ไม่ถูกขั้นตอน ขั้นตอนมันต้องสองอย่างหนึ่งบัญชีระบุพยาน สองศาลเรียก
1639/2520 อันนี้เรียกไว้ถูกต้องแล้ว ในบัญชีระบุพยาน แต่ไม่ได้ขอให้ศาลเรียก อันนี้คือบรรทัดฐานที่ถูกต้อง ต้องทำอย่างนี้ แต่ 838/2507 นี่ ไปอนุโลมไปพยายามอนุโลม อันนี้ถ้าไปอ่านตำราของอาจารย์จรัล ท่านจะไปวิเคราะห์ว่าถ้าเป็นศาลเดียวกัน ก็แค่มีในบัญชีระบุพยานก็พอไม่ต้องมีคำสั่งเรียก หรือ นำสืบ แต่อาจารย์มีความเห็นทะแม่ง และคิดว่า 1639/2520 น่าจะเป็นหลักที่ถูกต้อง จะว่ากลับหลักก็ฟังไม่ถนัด อาจารย์ก็ตั้งทฤษฏีไม่ได้ ได้แต่ตั้งข้อสังเกตไว้ ซึ่งพวกเราก็ควรเข้าใจว่าวิธีการสืบพยานที่ถูกต้อง ต้องมีการสืบพยาน นอกจากนั้น ทางอ้อมก็คือใช้อำนาจศาล ศาลจะช่วยต้องเรียกพยานมาสืบเอง ถ้าไม่เรียกบัญชีระบุพยาน พยานหลักฐานในสำนวนจริงๆแล้วถ้าไม่คิดมาก อะไรที่ได้มีการนำสืบไว้ในสำนวนก็ใช้ได้หมดไม่ว่าในขั้นตอนไหน แต่มีฏีกาที่ทำฉงน คือ ในฏีกาหนึ่งมีการสืบพยานหลายขั้นตอน ขั้นตอนระหว่างคู่ความเรียกว่าการสืบพยาน (trial )ขั้นตอนระหว่างศาลกับคู่ความเรียกว่า การไต่สวนคำร้อง คำขอ
( hearing ) การไต่สวนคือการที่นำพยานหลักฐานมาไต่สวนและเป็นเรื่องระหว่างคู่ความกับศาล เป็นเรื่องคู่ความนำพยานหลักฐานมาสืบกัน ในหลายเรื่องในคดีหนึ่งมักมีกระบวนการที่เรียกว่าไต่สวนคำร้องคำขอต่างๆในคดีแพ่งเพื่อแสดงให้ศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงเป็นไปตามคำร้องคำขอ เช่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ คำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวระหว่างพิจารณา คำร้องขอยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียม ( เดิมคำร้องขอคดีคนอนาถา ) ที่อาจารย์ไปเสนอกฎหมาย ใหม่ไม่มีแล้ว ให้ใช้ว่าขอยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียม คนอนาถาไม่เอา กฎหมายเก่าเราก็ลืมไปบ้างแล้วกัน
คำร้องคำขอต่างๆเหล่านี้คู่ความก็ต้องสืบพยาน ว่าเขายากจน เขาไม่ได้รับหมายขอให้พิจารณาคดีใหม่ หลักง่ายๆก็คือว่า อาจารย์อยากจะบอกว่า น่าจะถือว่าทุกอย่างที่ได้มีการสืบพยาน ในชั้นคำร้องคำขอต่างๆ เป็นพยานหลักฐานในสำนวน ตามมาตรา 84 วรรคแรก ฏีกาสนับสนุนมากมาย ในเรื่องคนอนาถา ไม่ว่าในเรื่องคำร้องคุ้มครองชั่วคราว ฏีกา 1209/2502
คำร้องคำขอต่างๆ สรุปได้ว่าพยานหลักฐานที่ได้มีการนำสืบไว้ในชั้นไต่สวนของศาล สามารถนำมาใช้ในคดีนั้นได้ ทุกอย่างยกเว้น 5755/2531 ออกมาแหวกแนว บอกว่าเป็นการไต่สวนพิจารณาคดีใหม่ ประเด็นมันมีแต่ว่าการขาดนัดพิจารณาของโจทก์เป็นโดยจงใจหรือไม่ แต่โจทก์ไปสืบกล่าวล่วงไปถึงในคดี ฏีกาปี 31 จึงบอกว่าไปเอามาใช้ไม่ได้ ด้วยความเคารพอาจารย์เห็นว่าไปเอามาใช้ก็ไม่ได้ เสียหายอะไร ถ้าไม่เห็นด้วยก็สืบโต้แย้งสิ
เลยต้องพาดพิงถึงท่านอาจารย์จรัลอีกครั้ง ท่านอาจารย์จรัลก็วิเคราะห์ โดยท่านเห็นว่า เป็นการไต่สวนพยานหลักฐานเกินเลยไป ไม่เกี่ยวกับคดีเดิมไม่เกี่ยวกับคดีหลัก ไม่ใช่พยานหลักฐานในสำนวน อาจารย์เห็นว่าทฤษฏีนี้ฟังเป็นข้อยกเว้นก็ยังไม่ถนัด อาจารย์ไม่เห็นด้วยเท่าไหร่ ก็ลองอ่านดูนะครับ ทฤษฏีของอาจารย์คือไต่สวนคำร้องคำขอต่างๆเอามาใช้ได้ เป็นพยานหลักฐานในสำนวน
ก็ด้วยความเคารพอาจารย์ไม่เห็นด้วย และไม่เห็นว่าจะมีอันตรายอะไรเลย ถ้าไม่เห็นด้วยก็สืบโต้แย้งในชั้นสืบพยานได้ เพราะการไต่สวนคำร้องคำขอเป็นเรื่องเกี่ยวกับศาล ถ้าไม่เห็นด้วยก็โต้แย้งอีกครั้ง
คดีอาญา เราก็ต้อง เป็นพยานหลักฐานที่ได้มีการสืบอย่างถูกต้องตาม 226 ข้อความตอนท้ายและคดีอาญา ก็มีปัญหาเรื่องการไต่สวนมูลฟ้อง ไม่ค่อยมี ไม่เหมือนคดีแพ่ง มีได้ ดังนั้นในการไต่สวนมูลฟ้องก็มีน้อย มีน้อยเพราะอะไร เพราะเฉพาะคดีที่ราษฏร์เป็นโจทก์ จึงจะมีการไต่สวนมูลฟ้อง ฏีกาว่าอย่างไร ฏีกาก็บอกว่า นำมาใช้ได้ ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง นำมาใช้ได้ ดูฏีกา 2644/2535 คำเบิกความของโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องที่จำเลยออกเช็คมาแลกเงินข้อมูลย่อมนำมาเป็นข้อเท็จจริงที่ได้จากการสืบพยานเอามาวินิจฉัยในคดีหลักได้ 1145/2537 ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ได้เบิกความในการรู้ตัวผู้กระทำความผิดแล้ว ศาลนำมาประกอบในการพิจารณาได้ แต่อย่างไรก็ตามคำพยานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องปัจจุบันมีกฎหมายเขียนไว้ชัดเจนก็เท่ากับว่าคำพิพากษาฏีกาที่ได้กล่าวไปสองฏีกาเมื่อสักครู่ต้องตัดสินตามกฎหมายใหม่ มาตรา 226/5 เป็นหลักกฎหมายใหม่ และอาจารย์คิดว่าเป็นหลักกฎหมายที่สำคัญ ตระกูล 226 นี่สำคัญทุกมาตรา และออกข้อสอบประจำ ดังนั้นต้องให้ความสนใจ นั่นคือ 226/5 เขียนไว้ชัดเจน เท่ากับว่า 226/5 การจะฟังคำเบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้องจะต้องเข้าหลักเกณฑ์ตาม 226/5 ถ้าแถมมาอีกเรื่องหนึ่งคือบันทึกคำเบิกความของพยาน ที่บันทึกไว้ในคดีอื่น ก็เนื่องจากว่า ในคดีอาญา มันมีบ่อยครั้งที่ พยานที่ได้เบิกความไว้ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง แล้วไม่มาอีกแล้วคล้ายๆที่เรื่องเหยียบตาปลากัน มีเหตุที่ไม่มาหลายเรื่องเหตุที่แน่นอนก็คือตายไปแล้ว
เช่นเดียวกันบันทึกคำเบิกความที่เบิกความไว้ในคดีอื่น คำเบิกความในคดีของ นาย เอ เอามาใช้เล่นงานนาย บีด้วย อย่างนี้จึงเกิดมาตรา 226/5 ขึ้นมาโดยมองว่าไหนๆก็ไหนๆแล้ว ก็เป็นพยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือบ้าง ถ้ามันมีเหตุจำเป็นหรือเหตุอันสมควรเช่นมันพังไปแล้วก็ขุดเอาสิ่งที่เคยเบิกความไว้มาใช้ได้ 226/5 หลักการง่ายนิดเดียวคือต้องมีเหตุอันจำเป็นหรือพอสมควร ก็ต้องนำพยานหลักฐานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องหรือในคดีอื่นมาใช้ในคดีนี้ได้ บอกว่าอาจรับฟัง ประกอบพยานหลักฐานอื่นในคดีได้ คำนี้มีความหมายก็คือว่า เราต้องใช้คำนี้เมื่อถึงเวลาต้องใช้และเราไม่ใช้คำนี้ ถ้าไม่ใช่กรณีที่ต้องใช้ เพราะคำว่าประกอบพยานหลักฐานอื่น มันหมายถึงการบ่งชี้ถึงน้ำหนักพยานหลักฐานประเภทนี้ สรุปแล้วถ้าเขียนคำว่าประกอบ อย่าไปเขียนชุ่ยๆ ถ้ากฎหมายไม่เขียนไว้ ไปเขียนเรื่อยเปื่อยเหมือนกลอนพาไปคะแนนเราหาย เพราะว่ามีมาตราอื่นอีกในเรื่องประกอบ อย่าไปเขียนชุ่ยๆ
ดังนั้นเหตุจำเป็นก็เป็นเงื่อนไขแล้วใน 226/5 ที่อาจารย์สามารถเห็นได้เลยในเหตุจำเป็นนี้ก็คือ ตายไปแล้ว อีกอันหนึ่งที่น่าจะพออ้างได้ก็คือ ไปต่างประเทศหรือสาปสูญหาตัวไม่ได้ ฏีกาล่าสุดนี่ก็คงเป็นหลักเกณฑํธรรมดาคือ 7745/2552 เขียนไว้แบบไม่ได้ฟันธงอย่างเดียวอธิบายหลักกฎหมายด้วย ฏีกาพวกนี้น่าจะไปศึกษาในวิธีเขียนของเขา คือเป็นตัวอย่างในการตอบข้อสอบ ที่จะได้คะแนนดีต้องตอบในทางปฏิเสธได้ด้วย
ในขณะเดียวกันสิ่งที่เป็นหัวใจคือธงคำตอบที่ไม่รับฟังว่ามันคือเหตุจำเป็นหรือเหตุอันสมควร เป็นอันมาจากความผิดของโจทก์ที่เพิกเฉยในการส่งหมายเรียกให้พยานหรือนำพยานมาสืบ คดีนี้ข้อเท็จจริงโจทก์ไม่นำพยานมาสืบแล้วไม่ใส่ใจในการนำพยาน ถ้าโจทก์ใส่ใจก็ต้องมาแถลงต่อศาล ว่าพยานนี้ตายไปแล้วครับท่าน หรือสาปสูญไปแล้วครับท่าน ทำไมไม่ทำอย่างนี้ อันนี้ก็เป็นบรรทัดฐานแล้ว 7745/2552 ว่า 226/5 ไม่ใช่เรื่องอัตโนมัตินะ ต้องแสดงให้ศาลเห็นว่ามีเหตุอันจำเป็นหรือเหตุอันสมควรหลักเกณฑ์นี้นอกจากคำเบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว ยังหมายความถึงคำเบิกความที่อยู่ในศาลอื่น เมื่อเป็นพยานหลักฐานต้องมีการยื่นบัญชีระบุพยานและต้องมีการนำสืบ
เราบอกว่าพยานหลักฐานในสำนวนบางครั้งก็มีสิ่งที่ไม่ใช่พยานหลักฐาน นอกสำนวนก็มีสิ่งที่ไม่ใช่พยานหลักฐาน ก็ต้องดูต้องมาเข้าใจว่าอะไรบ้างที่ไม่ใช่พยานหลักฐาน ข้อเท็จจริงหลายประเภทไม่ถือว่าเป็นพยานหลักฐาน ข้อเท็จจริงบางประเภทมีสถานะดีกว่าพยานหลักฐาน
เราถือว่าข้อเท็จจริงบางอย่างไม่ใช่พยานหลักฐาน เช่นข้อกฎหมาย เช่นคำคู่ความที่ยื่นต่อศาลไม่ใช่พยานหลักฐาน ข้อกฎหมายความจริงก็คือข้อเท็จจริงชนิดหนึ่ง เราให้สถานะก็เพื่อให้เห็นว่าข้อกฎหมายก็เป็นสิ่งที่ศาลต้องรู้เอง ข้อเท็จจริงบางอย่างมันน่าจะเป็นพยานหลักฐานแต่กฎหมายก็จำกัดอยู่เช่นรายงานสืบเสาะของพนักงานคุมประพฤติ ฏีกาหลายฏีกา 2944/2544 รายงานการสืบเสาะของพนักงานคุมประพฤติหมายถึง ที่ศาลให้พนักงานคุมประพฤติไปสืบเสาะเพื่อประกอบการลงโทษศาลฏีกาบอกว่าไม่ใช่ฏีกาที่จะพิสูจน์ความผิด อาจารย์อยากให้เหตุผลเพิ่ม ไม่ใช่พยานหลักฐานเพราะไม่ได้มีการนำสืบตามบทบัญญัติของ ป.วิ.อ. เป็นคำสั่งของศาลที่ให้พนักงานไปสืบเสาะมา ไม่ได้มีการสืบต่อหน้าคู่ความ ตามหลักการนำสืบพยานหลักฐาน ดังนั้นสิ่งที่คำพิพากษาไม่ได้พูด รายงานการสืบเสาะมิได้มีการสืบแบบพยาน จึงจะนำมาวินิจฉัยความผิดของจำเลยไม่ได้ ข้อเท็จจริงคือพนักงานคุมประพฤติ ศาลชั้นต้นก็ใช้หลักสามัญสำนึก พนักงานคุมประพฤติรายงานว่าไม่ได้กระทำผิดน่าเชื่อถือ ยกฟ้อง ศาลฏีกาบอกว่า เอารายงานมาฟังไมได้ อาจารย์ให้เหตุผลเพิ่มเติมว่า ก็เพราะว่าไมได้สืบต่อหน้าคู่ความในสำนวน แต่ทำไมรายงานของพนักงานคุมประพฤติจึงฟังประกอบดุลพินิจการลงโทษได้ เอาหลักกฎหมายอะไรมา ก็เพราะว่า เฉพาะการพิสูจน์ความผิดหรือบริสุทธิ์ของจำเลยต้องทำด้วยพยานหลักฐานเท่านั้น ส่วนการใช้ดุลพินิจในการลงโทษไม่ใช่การพิสูจน์ความผิด ศาลจึงรับฟังข้อเท็จจริงอย่างอื่นมาประกอบดุลพินิจได้ เช่น ศาลฟังคำแถลงหรือคำร้องของจำเลยว่าจำเลยเคยทำคุณความดี เคยเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือสังคมมา เคยได้รับเหรียญตรา เครื่องราช ไม่ใช่การสืบพยานก็จริงแต่ศาลรับฟังเป็นดุลพินิจในการลงโทษได้ ไม่ใช่เรื่องการพิสูจน์ความผิดหรือบริสุทธิ์
ประเภทของสิ่งที่ไม่ใช่พยานหลักฐาน กฎหมายดีอย่างไร หมายความว่าอย่างไร ไม่ต้องมาพิสูจน์กันแล้ว
เหตุหย่ามีกี่เหตุ เปิดประมวลดูก็ได้ กฎหมายบอกว่าต้องรู้ ทุกคนต้องรู้กฎหมายด้วย คู่ความไม่ต้องนำสืบ นายทะเบียนต้องยื่นคำร้องภายในกี่วัน ศาลต้องรู้ กฎหมายมีว่าอย่างไรตีความว่าอย่างไร ศาลต้องรู้เอง คู่ความไม่ต้องนำสืบ กฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายทุกอย่างคู่ความไม่ต้องนำสืบ กฎหมายรัฐธรรมนูญ พระราชกำหนด กฎกระทรวง กฎหมายส่วนท้องถิ่นก็เป็นกฎหมาย เวลาเรียนหนังสืออาจารย์อ่านของอาจารย์ ดร.หยุด แสงอุทัย ก็เข้าใจง่ายดีนะ แต่ตอนหลังมันแปลกนะ มีกฎที่ออกโดยอาศัยอำนาจของกฎหมาย ที่อาจารย์เรียนกับดร.หยุด มีกฎหมายลูกเรียกชื่อแปลกๆ ว่ากฎ ประกาศ ระเบียบ ข้อบังคับ แต่พวกสิ่งเหล่านี้ออกโดยอาศัยอำนาจของกฎหมาย เยอะแยะไปหมดเลย ประกาศกระทรวงการคลังประกาศกระทรวงเกษตร กระทรวงการคลังวันนึงประกาศไม่รู้กี่เรื่อง
ศาลฏีกาบอกว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่กฎหมายแม้จะออกโดยอาศัยอำนาจของกฎหมาย แม้ในวิชาการจะเรียกว่ากฎหมายลำดับรองหรือกฎหมายลูก ดังนั้น เมื่อไม่ใช่กฎหมายก็เป็นปัญหาข้อเท็จจริง ก็ต้องนำสืบ ถ้าไม่นำสืบศาลไม่รู้ข้อเท็จจริงไม่มี ศาลรู้เฉพาะข้อกฎหมาย อันนี้คนวิพากษ์วิจารย์มาก ประกาศกระทรวงเกษตร กรมป่าไม้ ทำไมศาลจะไม่รู้ ประกาศเกี่ยวกับฤดูที่จะจับปลาได้ ศาลไม่รู้ แต่คนวิพากษ์ว่าศาลก็น่าจะตรวจสอบได้สิ อันนี้ก็เป็นจุดอ่อนของระบบกล่าวหา แต่พอมาศาลยุติธรรมต้องนำสืบ
4072/2545 จะมีการเปลี่ยนแนวไหม ไม่เปลี่ยนคำฏีกา 460/2550 ยืนยันว่ากฎหมายลำดับรองเรื่องอัตราดอกเบี้ย เป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ต้องนำสืบ ไม่ใช่เรื่องที่ศาลต้องรู้เองได้ คู่ความต้องนำสืบ ก็ต้องระวัง อย่าถือว่าเป็นกฎมหายลำดับรองแล้ว ศาลรู้เอง ศาลไม่รู้ได้อย่างไร ก็สรูปได้อย่างนี้
ก็เปลี่ยนแปลงไปแล้วปี 45 ก็ยืนยันว่าต้องนำสืบ อันนี้ก็เลยเป็นที่วิพากษ์วิจารย์ต่อไป ปรัชญากฎหมายก็คือต้องพิสูจน์ความจริง แต่ว่าความจริงอันนี้มันไม่ประกาศในราชกิจจา
กฎหมายต่างประเทศก็ง่ายมาก วันก่อนไปสัมมนากับต่างประเทศมา ก็ตรงกัน ต่างประเทศไม่รับเรา เราก็ไม่รับของเขา กฎหมายต่างประเทศมีว่าอย่างไรก็ต้องนำสืบ
แม้ว่าผู้พิพากษาคนนั้นจะจบเกียรตินิยมจากประเทศนั้นมาก็ตาม ก็เป็นเรื่องที่คู่ความต้องนำสืบ กฎหมายระหว่างประเทศ มีแรงผลักดันมาก กระแสโลกาภิวัตร ในเรื่องข้อตกลงต่างๆ ธรรมเนียมต่างประเทศ ปฏิญาสากล ก็ต้องนำสืบว่ามีว่าอย่างไร มีกระบวนการที่อยากให้เห็นว่าไม่ต้องนำสืบก็คงจะยาก ยกเว้นแต่มีการรวมตัวเป็นประชาคม อย่างสหภาคยุโรป หรือ อียูกฎหมายสหภาพยุโรป ทุกประเทศต้องรู้แต่ประชาคมอาเซียน ไม่ได้ สหภาพยุโรปใช้เงินเดียวกัน รวมตัวเหมือนจะเป็น ไม่มีผลให้บังคับซึ่งกันและกัน พูดสรุปว่ากฎหมายระหว่างประเทศถือว่าเป็นกฎหมายข้อเท็จจริงในกฎหมายลักษณะพยานของไทย ที่จะให้กฎหมายต่างๆยอมรับที่ต้องระวังคือ คำคู่ความคำร้องคำแถลงไม่ใช่พยานหลักฐาน พูดอะไรไว้ไม่ใช่พยานหลักฐาน จะนำมาใช้ชั่งน้ำหนักไม่ได้ แต่ต้องระวังนะครับ ถ้าคำคู่ความนั้นเป็นคำรับข้อเท็จจริง ถือว่าเป็นคำรับของคู่ความในศาล ตามมาตรา 84 อนุมาตรา 3 ข้อเท็จจริงนั้นย่อมใช้ฟังเป็นยุติ ใช้แทนพยานหลักฐาน การวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงต้องใช้พยานหลักฐาน เว้นแต่ข้อเท็จจริงที่รับกันในศาล ผลคือศาลรับฟังคำรังเป็นยุติ สิ่งที่เป็นพยานหลักฐาน ต้องชั่งน้ำหนักว่าจะเชื่อใคร มีการสนับสนุนจำนวนมาก ไม่ต้องสืบพยานฏีกาเยอะแยะ
เรื่องคำรับในศาลเป็นคำคู่ความเป็นเรื่องที่คู่ความรับกัน อาจจะรับในคำให้การ หรืออาจจะรับเมื่อศาลสั่งการก็ขอให้รับเมื่อรับแล้วศาลบันทึกเป็นคำรับฟังเป็นยุติคำรับมีปัญหา หลายกรณี บางเรื่องฏีกาบอกว่าไม่เข้าข่าย ต้องไปศึกษาในบทอื่นต่อไป
คำแปลของศาลต่างประเทศ คำแปลไม่ใช่พยานหลักฐาน คือเอกสารภาษาต่างประเทศ คำแปลเลยไม่ต้องยื่นบัญชีระบุพยาน รายงานของพนักงานคุมประพฤติไม่ใช่พยานหลักฐาน ก็ไม่ใช่เรื่องสิ่งที่ต้องนำสืบ ดังนั้นจะต้องนำมาวินิจฉัยความผิดของจำเลย ไม่ได้คือฏีกาปี 44 ไปสืบมาได้ความว่าไม่ได้ทำผิดไม่ได้ อย่างไรก็ตามฏีกา 2944/2544 ก็วินิจฉัยต่อไปว่ารายงานของพนักงานคุมประพฤติรายงานว่า
ศาลชั้นต้นเห็นรายงานก็เชื่อว่าไม่ใช่การพรากผู้เยาว์ก็จะยกฟ้องศาลฏีกาบอกว่ายกฟ้องไม่ได้เพราะว่าไม่ใช่พยานหลักฐานในการพิสูจน์ความบริสุทธิ์หรือผิดของจำเลย แต่ศาลฏีกาบอกว่าหากศาลสงสัยว่าจำเลยจะไม่ได้กระทำความผิดจริง เมื่ออ่านรายงานของพนักงานคุมประพฤติแล้ว ศาลเห็นการสงสัย ว่าจำเลยไม่ได้ทำผิดฐานพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจาร สิ่งที่ศาลทำได้คือให้มีการสืบพยานนั่นคือศาลยังไม่ฟังคำรับสารภาพเป็นยุติตามมาตรา 176 ป.วิ.อ. เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพศาลจะสืบพยานโดยไม่ลงโทษก็ได้ มาตรา 176 ป.วิ.อ. ก็ต้องจำอีกไม่จำไม่ได้โดยเฉพาะ 176 ป.วิ.อ. วรรคแรก และต้องจำอย่าให้ผิดด้วย ก็นั่งทบทวน มาตรา 176 ป.วิ.อ. ออกประจำไม่ออกข้อพยานก็ออกข้อวิอาญา มีข้อความเพียงหกบรรทัดในวรรคแรก ไม่น่าจะผิดพลาดแล้วนะครับ ต้องจำ ถ้าจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ด้วยเหตุนี้ฏีกาปี 44 บอกว่าเมื่อรายงานของพนักงานคุมประพฤติบอกว่าจำเลยไม่ผิดศาลก็ใช้อำนาจตาม 228 สั่งให้มีการสืบพยานได้ นี่คือหลักกฎหมายที่ครบถ้วนตามฏีกา 2944/2544 ก็จะเข้าใจกฎหมายในบริบทหลายเรื่องอยู่ ถ้าศาลไม่สงสัยศาลก็ลงโทษได้
ก็มี 7950/2550 วินิจฉัยตาม
ก็คงจะจบในเรื่องบทที่สอง และก็คิดว่าถ้านักศึกษาก็คงจะเข้าใจได้ว่ามีบทมาตราที่สำคัญเช่นมาตรา 84 ป.วิ.พ 226 ป.วิ.อ. 176 ป.วิ.อ. ต้องจำ อย่าไปคิดว่า ไม่จำก็ได้ อันนี้อาจารย์แนะนำว่าต้องจำเพราะสิ่งเหล่านี้เป็นคะแนนทั้งนั้น ตอบถูกธงต้องได้ 8 ได้ 9 ได้ 10 เพียงแต่ผิดธงไปเพราะว่าดูไม่ดี อ่านฏีกาไม่ชัดเจน