คำพิพากษาฎีกา 3801/2555
"ข้อความในสัญญาเช่าที่ว่า
ก่อนครบสัญญาเช่าโจทก์และจำเลยจะปรับเปลี่ยนค่าเช่าหรือระยะเวลาเช่าในอัตราที่เป็นธรรมดั่งที่ปฏิบัติมาเป็นคำมั่นจะให้เช่าหรือไม่ ?"
ข้อเท็จจริง
1. โจทก์ฟ้องว่า
บริษัทบ้านฉัตรเพ็ชรจำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของโจทก์ ทำสัญญาเช่าอาคารเลขที่ 266/14
และ 266/15 สยามสแควร์ จำนวน 2 คูหา จากจำเลยและต่อสัญญาเช่าเพื่อปรับเปลี่ยนค่าเช่าหลายครั้ง
ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2541 มีกำหนด 7 ปี จนถึงวันที่ 30 เมษายน
2548 ต่อมาวันที่ 27 มิถุนายน 2546
โจทก์ใช้สิทธิทำสัญญาเช่าอาคาร 2 คูหาดังกล่าวกับจำเลยโดยถือกำหนดระยะเวลาเช่าเดิม
มีคำมั่นว่า ก่อนครบกำหนดสัญญา
โจทก์และจำเลยจะปรับเปลี่ยนค่าเช่าเพื่อขยายระยะเวลาเช่าในอัตราที่เป็นธรรมดั่งที่เคยปฏิบัติมา
โจทก์จึงให้ทนายความมีหนังสือแสดงความจำนงต่อจำเลยเพื่อขอเช่าอาคารต่อในอัตราค่าเช่าเดิมคือเพิ่มอีกร้อยละ
40 ตามที่เคยตกลงและให้คำมั่นไว้ในการต่อสัญญาเช่าครั้งสุดท้าย
จำเลยได้รับหนังสือดังกล่าวแล้วเพิกเฉย
ขอให้บังคับจำเลยต่ออายุสัญญาเช่าหรือทำสัญญาเช่าฉบับใหม่กับโจทก์เป็นระยะเวลา 7
ปี ในอัตราค่าเช่าที่เป็นธรรมตามข้อตกลงเดือนละ 49,300 บาท นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2548 จนกว่าจะครบกำหนดตามสัญญาเช่าฉบับใหม่
หากจำเลยต่อสัญญาเช่าไม่ได้ไม่ว่าด้วยเหตุใดๆ
ขอให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย
2. ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องของโจทก์แล้ววินิจฉัยว่า
โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้องค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
2.1 การดำเนินคดีแพ่งของประเทศไทยนั้น
การยื่นฟ้องคดีแพ่งครั้งแรกจะต้องกระทำที่ศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 170 วรรคแรก
2.2 ในทางปฏิบัติศาลชั้นต้นจะตรวจคำฟ้องของโจทก์ทุกคดี
โดยในการตรวจคำฟ้องศาลจะตรวจ
(1) ศาลจะตรวจคำฟ้องว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือไม่
ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 2(1)
(2) ศาลจะตรวจว่าคดีอยู่ในเขตศาลหรือไม่
ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 2(2)
(3) ศาลจะตรวจคำฟ้องโดยพิจารณาว่าคู่ความเป็นใคร
เช่น เป็นบุคคลธรรมดาหรือไม่ เป็นนิติบุคคลหรือไม่ หรือเป็นผู้ไร้ความสามารถหรือไม่
(4) ศาลจะตรวจฟ้องว่าโจทก์ลงชื่อในคำฟ้องแล้วหรือไม่
(5) ศาลจะตรวจดูค่าขึ้นศาลว่า
โจทก์เสียค่าขึ้นศาลมาถูกต้องหรือไม่
(6) กรณีผู้ยื่นฟ้องเป็นทนาย
ศาลก็จะตรวจดูใบแต่งทนายความว่ามีหรือไม่
กรณีผู้ฟ้องคดีเนื่องจากมีการมอบอำนาจศาลก็จะดูว่ามีใบมอบอำนาจแนบมาในคำฟ้องหรือไม่
ให้พิจารณาศึกษาจากฎีกาต่อไปนี้
ฎีกาที่ 1271/2508
การที่คู่ความทำหนังสือมอบอำนาจให้บุคคลใดเป็นผู้แทนตนในคดี
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 60
นั้น
แม้การมอบอำนาจจะมีหนังสือมอบอำนาจก็ตามแต่กฎหมายก็มิได้บัญญัติว่าในการยื่นคำฟ้องต่อศาล
โจทก์จะต้องแสดงหนังสือมอบอำนาจนั้นติดมากับฟ้องด้วย
ซึ่งต่างกับกรณีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 61, 63 และ 64 ซึ่งบัญญัติไว้ชัดเจนว่าต้องยื่นใบแต่งทนาย
แสดงใบมอบอำนาจทำหนังสือแต่งตั้งหรือยื่นใบมอบฉันทะต่อศาล
ฉะนั้นแม้โจทก์จะมิได้ยื่นใบมอบอำนาจต่อศาลในขณะยื่นคำฟ้องก็ไม่เป็นการขัดต่อกฎหมายแต่ประการใด
ผู้มีสิทธิในเครื่องหมายการค้า
หาใช่จำกัดเฉพาะผู้ทำสินค้าขึ้นเท่านั้นไม่
แม้โจทก์จะมิใช่ผู้ประดิษฐ์หรือผลิตสินค้า
แต่เป็นผู้รับโอนเครื่องหมายการค้าที่เจ้าของเดิมจดทะเบียนไว้
พร้อมด้วยกิจการบริการจำหน่ายสินค้าในประเทศไทย
โจทก์ย่อมมีสิทธิแต่ผู้เดียวที่จะค้าขายสินค้าที่มีเครื่องหมายซึ่งได้จดทะเบียนไว้นั้น
ฉะนั้น
การที่จำเลยสั่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าในบังคับแห่งสิทธิของโจทก์เข้ามาจำหน่ายโดยมิได้รับความยินยอม
ย่อมเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ เพราะการสั่งสินค้าเข้ามาจำหน่ายย่อมเป็นการใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ติดมากับสินค้านั้นด้วย(วรรคแรกวินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่
ครั้งที่15/2508)
ฎีกา 1202/2535
โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยเช่าที่ดินของโจทก์ปลูกสร้างตึกแถวต่อมาโจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยเช่าต่อไปจึงได้บอกเลิกการเช่าและให้รื้อถอนขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินที่เช่าในคำขอท้ายฟ้องโจทก์ขอให้จำเลยรื้อถอนตึกแถวออกจากที่ดินของโจทก์ทั้งขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปด้วย
ดังนี้ คำฟ้องของโจทก์ได้แสดงถึงสภาพแห่งข้อหาคือสัญญาเช่า
ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาคือโจทก์ไม่ประสงค์จะให้เช่าต่อไป
และได้บอกเลิกการเช่าแล้ว
คำขอบังคับคือให้จำเลยรื้อถอนตึกแถวและขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินโจทก์ครบถ้วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
มาตรา 172 แล้ว
และจำเลยก็เข้าใจคำฟ้องได้ดี ดังที่ให้การต่อสู้ว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของที่ดินจำเลยมิได้เช่าที่ดังกล่าวจากโจทก์
ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุมที่โจทก์ไม่ระบุว่าจำเลยเช่าที่ดินตรงทิศไหน มุมไหน
หรือส่วนไหนของโฉนด
ไม่ทำแผนที่แสดงแนวเขตที่ดินที่อ้างว่าจำเลยเช่าแนบมากับฟ้องนั้น
ไม่ทำให้เป็นฟ้องเคลือบคลุม การมอบอำนาจให้ฟ้องคดีไม่จำต้องระบุว่าให้ฟ้องที่ศาลไหนเพราะการจะฟ้องคดีที่ไหนนั้นต้องเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ
ฎีกา 2155/2535
คำให้การของจำเลยที่มีข้อความเพียงว่า จ.
ได้มอบอำนาจให้อ. เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยหรือไม่
จำเลยไม่ทราบและไม่รับรองเนื่องจากหนังสือมอบอำนาจเอกสารท้ายฟ้องทำไว้นานแล้ว ในช่องผู้ลงชื่อมอบอำนาจจะใช่ลายมือชื่อ
จ. ที่แท้จริงหรือไม่ และปัจจุบัน จ.
ยังคงเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทโจทก์หรือไม่จำเลยไม่ทราบ และไม่ขอรับรอง
เนื่องจากหนังสือรับรองเอกสารท้ายฟ้องเจ้าหน้าที่รับรองไว้นานแล้ว
เป็นคำให้การที่ไม่ได้ความแจ้งชัดว่าจำเลยปฏิเสธฟ้องโจทก์
เป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ทำให้เกิดประเด็น
ถือว่าจำเลยรับข้อเท็จจริงในข้อนั้นตามฟ้องแล้ว
หนังสือมอบอำนาจของโจทก์มีข้อความระบุว่า เรียกร้องทวงถามให้ชำระหนี้
แจ้งการบังคับจำนองหรือจำนำ ดำเนินคดีฟ้องร้องแก้ต่างทั้งคดีแพ่ง คดีอาญา
เป็นการมอบอำนาจที่ผู้รับมอบอำนาจสามารถดำเนินการฟ้องร้องผู้ที่โต้แย้งสิทธิของโจทก์ได้
เมื่อจำเลยกระทำการโต้แย้งสิทธิของโจทก์
ผู้รับมอบอำนาจย่อมมีอำนาจดำเนินคดีฟ้องร้องจำเลยแทนโจทก์ได้ตามที่ระบุไว้ในหนังสือมอบอำนาจโดย
ไม่จำต้องระบุชื่อผู้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ในหนังสือมอบอำนาจ
ฎีกา 299/2524
โจทก์มอบอำนาจให้ ส.
ฟ้องจำเลยและดำเนินกระบวนพิจารณาอื่น ๆ เป็นการมอบให้ ส. เป็นตัวแทนของโจทก์
มีฐานะเป็นคู่ความในนาม ของโจทก์ ส. มีอำนาจเรียงคำฟ้องแทนโจทก์ได้
ไม่ขัดต่อพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2508 มาตรา 16
ฎีกา 2904/2537
ทนายความที่ขาดต่อใบอนุญาตย่อมขาดจากการเป็นทนายความไม่มีอำนาจลงชื่อเป็นผู้เรียงและพิมพ์คำคู่ความที่ยื่นต่อศาลตลอดจนดำเนินคดีในศาล
ถ้าฝ่าฝืนย่อมไม่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 67(5) หาใช่กรณีเป็นข้อบกพร่องในเรื่องความสามารถหรือบกพร่องเกี่ยวกับการเขียนคำคู่ความ
ซึ่งศาลมีอำนาจสั่งให้แก้ไขหรือมีคำสั่งในเรื่องที่ผิดระเบียบได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา
27
3. คดีนี้ โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
ซึ่งโจทก์ได้ยื่นฎีกาต่อมาเป็นคดีนี้
4. ปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกามีว่า
4.1 ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายอันศาลชั้นต้นต้องรับไว้พิจารณาหรือไม่
คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าอาคารพาณิชย์จากจำเลย
ต่อมาเมื่อจำเลยแจ้งข้อกำหนดในสัญญาเกี่ยวกับเงื่อนไขการปรับเปลี่ยนค่าเช่าใหม่ให้แก่ผู้เช่า
โจทก์จำยอมมีหนังสือถึงจำเลยเพื่อขยายอายุสัญญาเช่าใหม่โดยมอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือแสดงเจตจำนงในการต่อสัญญาขยายระยะเวลาเช่ากับจำเลยโดยกำหนดระยะเวลาการเช่าอีก
5 ปี นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2548
เป็นต้นไป ในอัตราค่าเช่าใหม่ที่เป็นธรรม
โดยปรับค่าเช่าเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 40 ของค่าเช่าเดิมรวมเป็นค่าเช่าเดือนละ
49,300 บาท โดยขอให้จำเลยต่อสัญญาเช่าฉบับใหม่ภายใน 15
วัน นับแต่วันที่จำเลยได้รับหนังสือบอกกล่าว
จำเลยได้รับหนังสือบอกกล่าวแล้วแต่เพิกเฉย
4.2 ศาลฎีกาเห็นว่า
การที่โจทก์อ้างว่า สัญญาเช่ามีคำมั่นว่า ก่อนครบสัญญาเช่าโจทก์และจำเลยจะปรับเปลี่ยนค่าเช่าหรือระยะเวลาเช่าในอัตราที่เป็นธรรม
ดังที่ปฏิบัติมาเป็นปกติประเพณีนั้นข้อความดังกล่าวไม่มีรายละเอียดชัดเจนเกี่ยวกับค่าเช่าหรือระยะเวลาเช่าที่แน่นอนอันเป็นสาระสำคัญของสัญญาเช่า
จึงยังไม่เข้าลักษณะคำมั่นจะให้เช่า ซึ่งเมื่อจำเลยเพิกเฉยไม่สนองรับคำเสนอที่โจทก์แจ้งรับถือว่า
คำเสนอของโจทก์ตกไป สัญญเช่าจึงไม่เกิดขึ้น กรณีถือได้ว่า
จำเลยไม่ได้กระทำการอันเป็นการโต้แย้งสิทธิหน้าที่ของโจทก์ที่โจทก์จะบังคับให้จำเลยทำสัญญาเช่าฉบับใหม่กับโจทก์
ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 55 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย
4.3 ศาลฎีกาได้พิจารณาต่อไปว่า
ในชั้นตรวจคำฟ้องศาลชั้นต้นต้องปฏิบัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคท้ายที่บัญญัติว่า “ให้ศาลตรวจคำฟ้องนั้นแล้วสั่งรับไว้หรือให้ยกเสียหรือให้คืนไป
ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 18” คำว่าให้ยกเสีย
ตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นการยกฟ้องของโจทก์นั่นเอง ศาลจึงมีอำนาจยกฟ้องในชั้นตรวจคำฟ้องได้โดยไม่จำต้องสั่งรับฟ้องไว้ก่อน
ดังนั้น
เมื่อโจทก์ฟ้องคดีโดยไม่ปรากฏว่ามีการโต้แย้งสิทธิเนื่องจากโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องศาลชอบที่จะยกฟ้องโจทก์เสีย
ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย
หมายเหตุ
1. กรณีพิพากษายกฟ้องในชั้นตรวจคำฟ้อง
เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วเห็นว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เช่น
สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยยังไม่เกิดขึ้น
โจทก์ไม่มีอำนาจแห่งมูลหนี้ที่จะเรียกให้จำเลยชำระหนี้ตาม ป.พ.พ.มาตรา 194 หรือเพราะคดีโจทก์ไม่มีมูลที่จะฟ้องร้องให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ฐานละเมิด
หรือเพราะไม่มีข้อโต้แย้งสิทธิ หรือไม่มีความจำเป็นจะต้องใช้สิทธิทางศาลตาม
ป.วิ.พ. มาตรา 55 ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นตรวจฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดี
ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 131(2) ได้ทันที
โดยไม่จำต้องสั่งรับคำฟ้องนั้นไว้พิจารณาชั้นหนึ่งก่อนแล้วจึงทำคำพิพากษาอีกทีหนึ่ง
กล่าวคือ ศาลสามารถทำคำพิพากษาในคำฟ้องนั้นได้ทันที
2. การทำคำพิพากษาดังกล่าวมาในข้อ 1
องค์คณะผู้พิพากษาจะต้องลงชื่อให้ครบถ้วนตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม
3. ให้พิจารณาศึกษาเพิ่มเติมจากฎีกาต่อไปนี้
ฎีกา 2136/2525
อำนาจหน้าที่ของกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยจำเลยตามประกาศของคณะปฏิวัติ
ฉบับที่ 58 นั้น
มีขอบเขตของการควบคุมเพื่อตรวจตราดูแลให้บริษัทเงินทุนได้ดำเนินงานให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในประกาศของกระทรวงการคลัง
ไม่มีหน้าที่เข้าไปเกี่ยวข้องดำเนินงานหรือกระทำการช่วยเหลือชี้ช่องในการบริหารงาน
ให้แก่คณะกรรมการของบริษัทเงินทุนการกระทำของบริษัทเงินทุน เช่นการเพิ่มทุนก็ดี
ราคาหุ้นของบริษัทสูงมากอย่างรวดเร็วก็ดี ให้กู้ยืมโดยไม่มีหลักประกันก็ดี
หรือหนี้สูญจำนวนมากก็ดี จึงทำให้ ฐานะของบริษัทเงินทุนทรุดหนักจนไม่อาจแก้ไขได้นั้น
เมื่อไม่ปรากฏว่า จำเลยทั้งสองยอมรับหรือสมยอมให้บริษัทกระทำการดังกล่าวหรือ
ประมาทเลินเล่อไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดความเสียหาย
ของโจทก์ที่เป็นลูกค้าที่ฝากเงินไว้กับบริษัทหากจะมีก็เกิดจาก
การกระทำของบริษัทเงินทุน มิใช่เกิดจากการกระทำของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสอง
จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ฐานละเมิด
การที่ศาลชั้นต้นตรวจพิเคราะห์คำฟ้องแล้วเห็นว่าคดีโจทก์ไม่มีมูลที่จะฟ้องร้องให้จำเลยรับผิดจึงมีคำสั่งยกฟ้องโจทก์ให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับนั้น
เป็นการวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 131(2) มีผลเป็นการพิพากษาคดีแล้ว
ไม่ใช่เรื่องที่ศาลชั้นต้นไม่รับหรือคืนคำฟ้องตามที่บัญญัติไว้ใน มาตรา18 จึงไม่มีเหตุที่จะคืนค่าขึ้นศาลให้แก่โจทก์ตาม มาตรา 151
ฎีกา 996/2508
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา
131(2),133,139 นั้นเมื่อจำเลยยื่นคำให้การฟ้องแย้ง
ศาลชั้นต้นสั่งว่า......ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยนั้นศาลได้พิจารณาแล้ว.......จึงพร้อมกันมีคำสั่งให้ยกฟ้องแย้งเสีย
ค่าธรรมเนียมเป็นพับ เช่นนี้ เป็นปริยายว่าศาลชั้นต้นพิจารณาเสร็จแล้ว
จึงชี้ขาดฟ้องแย้งโดยทำเป็นคำสั่งให้ยกฟ้องแย้งไม่ใช่สั่งให้คืนไปหรือไม่รับ
ตามมาตรา 15
ฟ้องแย้งว่า
โจทก์มีหนังสือขอให้จำเลยไปพบเพื่อรับคำบอกกล่าวขับไล่ หรือทำสัญญาเช่าแล้วแต่กรณี
จำเลยได้ทำหนังสือขอทำสัญญาเช่าแต่โจทก์เรียกเงินกินเปล่า 30,000 บาท กับชำระค่าเช่าที่ค้าง
จำเลยขอให้ 25,000 บาท จึงไม่ตกลงกัน เช่นนี้นับว่ามิได้มีสัญญาต่อกัน
จำเลยไม่มีอำนาจแห่งมูลหนี้ที่จะฟ้องแย้งให้โจทก์ทำสัญญาเช่า
ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า เมื่อศาลเห็นว่าแม้เป็นจริงดังฟ้องแย้ง
จำเลยก็ไม่มีทางชนะคดีตามฟ้องแย้ง ศาลยกฟ้องแย้งเสียเลยได้ (เฉพาะปัญหาที่ 2
เป็นมติที่ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 14/2508)
ฎีกา 420/2519
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความและสัญญาแบ่งมรดก
เป็นการฟ้องเรียกร้องให้ได้ทรัพย์พิพาทคืนมาเป็นทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์แก่โจทก์ผู้เป็นทายาทเป็นคดีมีทุนทรัพย์
แม้ศาลชั้นต้นจะสั่งไม่รับฟ้องของโจทก์จึงไม่ได้หมายเรียกจำเลยให้มาแก้คดี
แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นรับฟ้องไว้พิจารณาจำเลยฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
มาตรา 247
Credit : รพี' ๕๖//ทบทวนหลักกฎหมายกับ อ.ประยุทธ
.......................................................................................................................................
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ขอแนะนำ !!
รวมคำบรรยายเนติฯ (ภาคปกติ /ภาคค่ำ/ภาคทบทวนวันอาทิตย์) ภาค 1/65 และ 2/65
++ กลุ่มวิชากฎหมายแพ่งและอาญา (ไฟล์เสียงคำบรรยายภาคปกติ, ภาคค่ำ และภาคทบทวนวันอาทิตย์)
พร้อมไฟล์เอกสาร
- เอกสารสรุปคำบรรยายเนติฯ 1/65
- เอกสารประกอบคำบรรยาย1/65
- บทบรรณาธิการ 1/63-1/65
- ธงคำตอบกลุ่มวิชากฎหมายแพ่งและอาญา (สมัยที่ 56-64)
- พร้อม !! เคล็ดลับการอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบเนติฯ + ระเบียบการเรียนเนติฯ +เทคนิคและแนวการเขียนข้อสอบ, การเตรียมพร้อมสอบเนติฯ/ผู้ช่วยฯ/อัยการ
++ กลุ่มวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและวิธีพิจารณาความอาญา (ไฟล์เสียงคำบรรยายภาคปกติ, ภาคค่ำ และภาคทบทวนวันอาทิตย์)
พร้อมไฟล์เอกสาร
- เอกสารสรุปคำบรรยายเนติฯ 2/65
- เอกสารประกอบคำบรรยาย 2/65
- บทบรรณาธิการ 2/63-2/65
- ธงคำตอบกลุ่มวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและวิธีพิจารณาความอาญา (สมัยที่ 56-64)
- พร้อม !! เคล็ดลับการอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบเนติฯ + ระเบียบการเรียนเนติฯ +เทคนิคและแนวการเขียนข้อสอบ, การเตรียมพร้อมสอบเนติฯ/ผู้ช่วยฯ/อัยการ
ค่ารวบรวม ภาคละ 350.-บาท (DVD 4 แผ่น) (ส่ง EMS ฟรี !! + แถมฟรี !! แผ่นรองเม้าท์)
หมายเหตุ : สั่งซื้อทั้ง 2 ภาค ค่ารวมรวมราคาพิเศษ 650.- บาท (ส่ง EMS ฟรี !! + แถมฟรี !! แผ่นรองเม้าท์ + CD แบบร่างสัญญามากกว่า 400 แบบ (file word) + แบบฟอร์มศาล, แบบฟอร์มเอกสารงานบุคคล,เอกสารงานบัญชีและภาษี)
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อ ตุ้ย มือถือ 085-801-0725,E-mail : siripit...@gmail.com
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ข้อดี :
- คุณไม่ต้องเสียเวลาไปหารวบรวมเอกสาร หรือ Download เอกสารเอง
- มีข้อมูลครบถ้วนตรงตามที่เรียน เช่น สรุปแนวการสอบปีที่ผ่านมา, สถิติมาตราที่ออกสอบ,ธงคำตอบ, บทบรรณาธิการ, เสียงตัวบท, เคล็ดลับการสอบ เป็นต้น
- ข้อมูลรวบรวมอยู่ในแผ่น DVD คุณสามารถนำไป Copy ใส่เครื่องเล่นอย่างอื่น เช่น Frash Drive, โทรศัพท์, CD ได้ง่าย
- ไฟล์เอกสาร คุณสามารถเลือก Print ได้ตามหัวข้อที่ต้องการ (ได้แยกไว้เป็นรายข้อของแต่ละเรื่องที่จะสอบ)
- ข้อมูลทั้งหมดสามารถเก็บรวมรวมไว้ใช้ได้ตลอด เพราะคุณต้องมีการสอบตลอด คุณไม่ต้องเสียเงินซื้อเอกสารหรือตำราใหม่ (เหมาะสำหรับท่านที่จะต้องสอบผู้ช่วยฯ, อัยการ)
- ค่ารวบรวมราคาถูก (350.-บาท/1 ภาค) คุณไม่ต้องเสียเวลาหารวบรวมเอกสารเอง, ไม่ต้องเสียค่าเดินทางเพื่อมารวบรวมเอกสารที่เนติฯ, อีกทั้งมีการจัดส่ง EMS ให้ฟรี !!
ไม่เก่ง..แต่พยายาม เจ๋ง ! กว่า เก่ง....แต่ขี้เกียจ
ขอให้โชคดีและประสบความสำเร็จกันทุกคนนะคับ