สรุปคำบรรยาย เนติภาคค่ำล้มละลาย ชั่วโมงที่ 1-2 สอนเมื่อ พฤ 3/12/09

161 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
Dec 9, 2009, 9:42:57 PM12/9/09
to LAWSIAM

หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า kankokub ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ไกรสร  บารมีอวยชัย ผู้บรรยาย ,  บิดามารดาข้าพเจ้า ขอบคุณ. http://www.muansuen.com และคุณ admin ที่นำ flie เสียงมาลงแบ่งปันให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
สรุปคำบรรยาย  สัปดาห์ที่ 2 ชั่วโมงที่ 1 – 2  พฤ 3/12/52

            สำหรับวิชาที่อาจารย์รับผิดชอบก็คือ กฎหมายล้มละลายซึ่งบรรยายคู่กับอาจารย์เอื้อน ขุนแก้ว อาจารย์บรรยายในส่วนล้มละลาย อาจารย์เอื้อน สอนในส่วนฟื้นฟูกิจการ ก็มีความคิดให้เนฯ เชิญ อาจารย์หลายท่านมาร่วมสอน จะได้หลายความคิด ดูหน้าดูตาอาจารย์ก็คุ้น เคยได้สอนในชั้นปริญญาตรี หวังว่าคงไม่มีการซ้ำชั้นในการเรียนที่นี่

            เวลาเรียนกฎหมายทุกฉบับอยากให้เข้าใจวัตถุประสงค์ ว่ามีความจำเป็นที่จะต้องบัญญัติกฎหมายมาจากอะไร กฎหมายล้มละลาย มีความจำเป็น ต้องนำกฎหมายมาใช้ เช่นคนโทรศัพท์ในรถ อาจจะยังไม่มีกฎหมาย ก็เริ่มจากการเชิญชวน แล้วไม่มีคนเชื่อ ก็มีปัญหาเกิดอุบัติเหตุก็เลยต้องออกกฎหมายมาใช้ โดยมีวัตถุประสงค์ให้คนขับรถ ไม่ใช้มือถือ เช่นเดียวกับกฎหมายล้มละลาย เมื่อลูกหนี้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ มันก็เกิดปัญหาขึ้นกับใครบ้าง แน่นอนเมื่อชำระหนี้ไม่ได้ไปทำงานได้มาเจ้าหนี้ก็มาบังคับฟ้องคดีแพ่งก็มายึดไปหมดลูกหนี้ก็ไม่มีกำลังใจที่จะมาทำงาน อย่างในช่วงหลังวิกฤษต้มยำกุ้ง ก็มีคนฆ่าตัวตายก็เป็นปัญหาสังคม

            ไม่ใช่เฉพาะแต่ปัญหาของลูกหนี้ เจ้าหนี้ก็มีปัญหาที่จะต้องไปแย่งชิงให้ได้รับชำระหนี้เต็มจำนวน แย่งชิงที่ได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ แน่นอนเจ้าหนี้หลายรายก็ต้องได้ทรัพย์เพียงคนเดียว คนมีกำลังก็จะได้ไป ก็อาจมีการต่อสู้ระหว่างเจ้าหนี้ด้วยกัน รัฐก็ต้องเข้ามาดูแลในจุดนี้เพื่อให้ทุกคนมีสิทธิได้รับชำระหนี้ในส่วนที่เหมาะสมทุกคน

            ในพรบล้มละลายมีบทบัญญัติอะไรบ้างที่ให้ได้รับชำระหนี้ทุกคน เช่นกระบวนการในการขอรับชำระหนี้ ไม่ใช่คนฟ้องได้เพียงคนเดียวทุกคนมีสิทธิได้ทุกคน กฎหมายไม่ยอมให้คนหนึ่งคนใดได้รับชำระหนี้ไปก่อน จำมาตรา 115 ได้หรือไม่ครับ ถ้ามีเจ้าหนี้คนใดได้เปรียบเจ้าหนี้คนอื่น จพทมีสิทธิเพิกถอน  

            มาตรา 13 ให้นั่งพิจารณาเป็นการด่วน นอกจากนี้ยังต้องกันให้เจ้าหนี้ทุกรายได้รับชำระหนี้ให้ได้มากที่สุดกฎหมายล้มละลายมีกระบวนการให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ได้มากที่สุด คือให้ค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด ค่าขึ้นศาลก็ถูกกว่าคดีแพ่งสามัญ ค่าขึ้นศาลเพียง ห้าร้อยบาท

            ค่าใช้จ่าย พอลูกหนี้แพ้คดีลูกหนี้ก็ต้องรับผิดชอบ กองทรัพย์สินก็น้อยลง  เลยมีการสร้างกฎหมายให้ง่ายรวดเร็ว ประหยัด การรวบรวมทรัพย์แทนที่จะให้ไปฟ้องเรียกร้องเอง ก็เป็นการ ให้จพท ที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐรวบรวม

            นอกจากการประนอมหนี้แล้วมีอะไรอีกหล่ะ การปลดจากล้มละลาย หนี้หลุดไปหมดไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ หนี้ต่างๆก็หลุดพ้นไป นี่คือมาตรการในกฎหมายล้มละลาย

            ต่อไปการแตกต่างคดีแพ่งกับคดีล้มละลาย

1.ดูจากผลของคดีที่มีต่อเจ้าหนี้ คดีล้มละลายให้สิทธิเจ้าหนี้ทุกรายได้ประโยชน์ มีสิทธิมาขอชำระหนี้ได้ แต่คดีแพ่งให้สิทธิเฉพาะเจ้าหนี้ที่ฟ้องเท่านั้น

2.ผลต่อลูกหนี้ คดีล้มละลายลูกหนี้ถูกบังคับกับทรัพย์สินทั้งหมด ไม่ดูว่าเจ้าหนี้ฟ้องในทรัพย์สินชิ้นใด ซึ่งต่างกันกับคดีแพ่งเมื่อเจ้าหนี้ฟ้องลูกหนี้ ไม่เกินหนี้ที่ฟ้อง หรือหนี้ตามคำพิพากษาเท่านั้น

            กระบวนพิจารณาคดีล้มละลายก็บางครั้งก็นำคดีแพ่งมาใช้ไม่ได้ เช่นในเรื่องลักษณะพยาน

            ต่อไปก็คือกระบวนล้มละลาย

            เริ่มจากเจ้าหนี้ ฟ้อง ลูกหนี้ต่อศาล กฎหมายล้มละลาย ไม่มี โจทก์ หรือ จำเลยเฉยๆ

เพราะกฎหมายไม่มีและตอนเราวินิจฉัยคดี แล้วอ้างมาตรา มันก็เขียนคัดกัน คำก็อ้างผิด อันนี้ก็เล่าถึงสาเหตุให้ฟัง

            เมื่อเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ศาลก็พิจารณาตัดสินคดี ถ้าให้ลูกหนี้ชนะก็พิพากษายกฟ้อง ถาลูกหนี้แพ้ก็สั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด

            แล้วมาดำเนินคดีกันที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เพราะฉะนั้นกระบวนพิจารณามีทั้งที่ศาล และ จ.พ.ท จ.พ.ท. ก็จะทำการนัดประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรก จ.พ.ท.ก็รายงานให้ศาลพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

            อีกหน้าที่หนึ่งคือรวบรวมเจ้าหนี้ กฎหมายก็ให้เจ้าหนี้ยื่นขอรับชำระหนี้ จพทก็ทำการสอบสวน ให้ศาลสั่งว่าแต่ละรายมีสิทธิเท่าไหร่

            หน้าที่ประการที่สามคือรวบรวมทรัพย์สิน แล้วต่อมาก็คือชายทรัพย์สิน พอแบ่งเสร็จไม่มีทรัพย์รวบรวมได้อีกก็รายงานศาลสั่งปิดคดี เพื่อได้ยุติหน้าที่ ถ้าลูกหนี้มีทรัพย์สินอะไรขึ้นมาก็รายงานศาลของให้เปิดคดี ให้ขายต่อ ถ้ารวบรวมแล้วไม่ได้อะไรอีกแล้ว จพทก็รายงานศาลสั่ง เลิกล้มละลาย

            ในขณะเดียวกันถ้าเป็นบุคคลธรรมดา สามปีก็ได้รับการปลดจากคนล้มละลาย จพทก็ตามมาแบ่งได้หมด

            คดีล้มละลายก็จบลง เพราะฉะนั้นการสั่งปลดล้มละลายไม่จบนะครับ ให้ลูกหนี้หลุดไปแต่ทรัพย์สินต่อไป ก็ให้จพท รวมรวม จะจบก็ต่อเมื่อศาลสั่งยกเลิก นอกจากนี้ก็อยากให้ทราบ ให้สิทธิลูกหนี้เพื่อจะหลุกพ้นจากคดีล้มละลาย โดยผลของคำสั่งศาล ประการที่สอง คือ โดยตามกฏหมาย ซึ่งเราก็ว่ากันต่อไป

            ต่อไปก็เข้าเนื้อหาของขอบกฎหมายเพื่อว่าเรามาเรียนก็คงเอาต่อบทมาด้วย

            เริ่มต้น กฎหมายล้มละลายเราต้องทราบว่าเค้าเรียกว่ากฎหมายอะไร ชื่อว่าอะไรดูที่ไหน เปิดดูที่หน้าปก แล้วถ้าเล่มเก่าหล่ะ ไม่มีปกจะทำอย่างไร ก็ดูที่สันปกสิ แต่อย่าไปตอบอย่างนี้นะครับถ้ามีใครถาม ตอบแบบนี้เฉิ่ม กฎหมายทุกกฎหมายมีชื่ออยู่ในมาตรา 1 นะครับ เราไปเปิดดู พรบ จัดตั้งศาล ก็มีบัญญัติชื่อเขาอยู่ในมาตรา 1 เหมือนกัน ต้องตอบให้ถูกต้องนะครับ กฎหมายสองฉบับที่กล่าวนั้นมีความแตกต่าง ที่ 2483 ใช้ พุทธศักราช 2542 ใช้คำว่า พ ศ ทำไมต่างกัน ทำไมใช้ไม่เหมือนกัน ต่างกันเพราะว่า ช่วง 2483 ไม่ใช้คำว่า พ ศ ใช้คำว่าพุทธศักราช เช่นเดียวกับช่วงที่ใช้ รศ ก็จะออก รศ นี่เป็นข้อสังเกตเฉยๆ อย่าไปย่อนะครับ เหมือนเรียกชื่อคนผิดเหมือนกันเลยนะครับ แต่เวลาสอบข้อสอบ อย่าไปกังวลนะครับ เกิดจำผิด คะแนนหายอีกนะครับ

            ใช้คำว่าตามหลักกฎหมายได้บัญญัติเรื่องนี้ว่า ก็ได้ ข้อสำคัญอย่าไปเขียนผิดก็แล้วกัน มีความเป็นไปได้นะครับ เพราะล้มละลายสอบพร้อมกับ วิแพ่ง อาจเสียหายได้นะครับ

            มาตรา 1 – 5 จะผ่านนะครับ

            มาตรา 6 เป็นวิเคราะห์ศัพท์ ผมจะให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะวิเคราะห์ศัพท์ นักศึกษาไม่สนใจ พอเข้าไปในเนื้อหา แล้ว ไม่รู้เรื่อง ส่วนใหญ่ถามนักศึกษาแล้วตอบไม่ได้ งง

            โดยเฉพาะเรียนวิแพ่ง วิเคราะห์ศัพท์ สำคัญทุกตัวเลยนะครับ ถ้าเราไม่รู้เราก็จะไม่เข้าใจกฎหมายที่แท้จริง

            วิเคราะห์ศัพท์ในล้มละลายก็มีความสำคัญ เวลามีปัญหาข้อพิพาทกันก็ต้องเอากฎหมายมาใช้ ต้องตามกฎหมาย ไม่ใช่มาเน้นฏีกา อาจารย์ไม่อยากเป็นตู้ฏีกาเคลื่อนที่ อยู่ๆไปแบกตู้ฏีกา เรียนกฎหมายเราต้องเข้าใจ ถ้าเข้าใจก็ตอบได้หมด

            เริ่มต้นนะครับ คือ รัฐมนตรี ดูตัวบท แล้วเหนื่อยนะครับ บัญญัติไม่เหมือนประมวลกฎหมาย ที่อ่านแล้วเข้าใจง่าย พรบ อ่านแล้วจะงง

            แล้วตกลงเป็น รัฐมนตรีกระทรวงไหน ล่ะครับ ถ้าเราจะให้คำตอบจะอยู่ในมาตรา 5 คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ทำไมไม่ใช้กลาโหม ทำไมกฎหมายต้องมีรัฐมนตรีรักษาการ ที่ต้องมีเพื่อให้รัฐมนตรีที่ว่ามาออกกฎระเบียบต่างๆให้เจ้าพนักงานปฏิบัติไม่ให้ จพง เลือกปฏิบัติ เช่นเวลาลูกหนี้ขอเดินทางออกต่างประเทศ ก็มีดุลพินิจจะให้หรือไม่ก็ได้ ซึ่งกฏหมายก็ไม่ได้บัญญัติว่ามีหลักเกณฑ์ อะไรบ้าง ซึ่งแน่นอนด้วยตัวดุลพินิจไม่เหมือนกัน ด้วยเหตุนี้จึงต้องมีรมต มาดูแลออกกฎระเบียบต่างๆ เพื่ออกไปแนวเดียวกัน และมีรมต รักษาการ ดูว่าให้กระทรวงไหน ก็ดูว่าเจ้าพนักงานสังกัดกระทรวงใดก็ยุติธรรมนี่คือที่มาของรัฐมนตรีรักษาการนะครับ

 ต่อไปคือคำว่า เจ้าพนังงานพิทักษ์ทรัพย์ เขาจะแต่งตั้งใคร เราก็ดู พรบ ล้มละลาย ว่าจพท ตอบคำถามได้หรือไม่ ก็ตอบไม่ได้ ทำให้คน งง เล่น เปิดมาตราเดียวตอบไม่ได้หรอกครับ เวลาอยากรู้ว่า จพท เป็นใคร พลิกดู มาตรา 139  ก็ต้องไปดู 139 ดูวิเคราะห์ศัพท์ตอบไม่ได้

            ที่บัญญัติก็เพื่อคุ้มครอง บุคคล ที่จพท มอบหมายให้ไปทำหน้าที่แทน มีอำนาจเหมือน จพท นั่นเอง หรือ อาจพูดง่ายๆคือ ตัวการที่เป็น จพท ตั้งใครเป็นตัวแทน คนนั้นคือ จพท ด้วย ถ้าไปทำความผิดอาญา ก็รับผิด ที่เจ้าพนักงานกระทำความผิด ใครไปดูหมิ่นเขา ก็เป็นการดูหมิ่น เจ้าพนักงาน

            ต่อไป เจ้าพนักงานบังคับคดี อยู่ใน 110 -112 ก็จะมีความหมายๆถึง จพท ในประมวลกฎหมายวิแพ่งนั่นเอง คือ จพท สังกัด กรมบังคับคดี ให้เป็นไปตาม ป วิ พ

            ต่อไปคำว่าเจ้าหนี้มีประกัน  ก็เป็นคำนิยามที่เราจะต้องเข้าใจ เพราะว่าในกฎหมายล้มละลายจะแบ่งเจ้าหนี้ธรรมดากับเจ้าหนี้มีประกันไว้ สิทธิหน้าที่ต่างๆมีความต่างกัน ซึ่งกฎหมายล้มละลายคุ้มครอง เจ้าหนี้มีประกันสูง ที่จะบังคับเอาแก่หลักประกันเสมอ เจ้าหนี้อื่นมายุ่งไม่ได้ จากวิเคราะห์ศัพท์อันนี้ เริ่มต้นจะต้องเป็นผู้ที่มีสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้เสียก่อน ยึดถือไว้และมีสิทธิเหนือทรัพย์ตนเองได้ แต่ว่ามีสัญญาที่บังคับกับทรัพย์นั้นได้ก่อนคนอื่น และทรัพย์สินที่ว่านี้ต้องเป็นทรัพย์สินของลูกหนี้ด้วย ถ้าไม่ใช่ของลูกหนี้ เจ้าหนี้รายนั้นก็ไม่ใช่เจ้าหนี้มีประกัน เช่น ลูกหนี้มากู้เงินจากเจ้าหนี้แล้วนำทรัพย์ของแฟนมาให้ยึดถือเป็นประกัน ทรัพย์อันนั้นเป็นของคนอื่นไม่ใช่ของเจ้าหนี้

ฎ. 737/2542

          โจทก์นำมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งที่ถึงที่สุดมาฟ้อง ขอให้จำเลยล้มละลายโดยมูลหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวเกิดจากจำเลยผิดสัญญาประกันผู้ต้องหาต่อโจทก์และ ในการประกันผู้ต้องหานั้น จำเลยได้นำที่ดินตาม น.ส.3 ของบุคคลภายนอกวางเป็นหลักประกันไว้ ขณะที่จำเลยยื่น คำร้องขอประกันและทำสัญญาประกันผู้ต้องหาโดยมิได้จดทะเบียน จำนอง โจทก์จึงไม่ใช่ผู้มีสิทธิเหนือทรัพย์สินของจำเลย ในที่ดินที่เป็นหลักประกันถือไม่ได้ว่าโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตาม คำพิพากษาเป็นเจ้าหนี้มีประกัน ดังนั้นโจทก์จึงสามารถฟ้องจำเลยให้ล้มละลายได้ตาม พระราชบัญญัติล้มละลายฯมาตรา 9 โดยมิต้องปฏิบัติตามความในมาตรา 10 จำเลยได้รับหนังสือทวงถามจากโจทก์ให้ชำระหนี้แล้วไม่น้อยกว่าสองครั้ง มีระยะห่างกันไม่น้อยกว่าสามสิบวันจำเลยไม่ชำระหนี้ และไม่ปรากฏว่าจำเลยมีทรัพย์สินอย่างใดอย่างหนึ่งที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้ พฤติการณ์ของจำเลยจึงเข้าข้อสันนิษฐานว่าเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 8(5)(9)

 

            ทรัพย์อันนั้นเป็นของจำเลยหรือเปล่าไม่ใช่เป็นของนายประกันเค้า หรือกรณีที่สามีไปกู้เงิน ภริยาเอาที่ดินไปจำนอง เจ้าหนี้รายนี้ก็ไม่ใช่เจ้าหนี้มีประกัน เพราะทรัพย์ที่มาจำนองเป็นของภริยา ถ้าทรัพย์เป็นของลูกหนี้ สิทธินั้นเป็นอะไรได้บ้าง

            ก็คือ จำนอง จำนำ สิทธิยึดหน่วง หรือบุริมสิทธิที่ได้ทำนองเดียวกับจำนำ จริง  ๆแล้วแยกได้เป็นสองส่วน

            หนึ่งคือเหนือทรัพย์ลูกหนี้ จำนอง จำนำ สิทธิยึดหน่วง จะต้องเหนือทรัพย์ของลูกหนี้

            สองคือ เจ้าหนี้ผู้มีบุริมสิทธิบังคับได้ทำนองเดียวกับผู้รับจำนำ จริงๆแล้วถ้าเราดู ในพาวเวอร์พ้อยย์อาจารย์ก็ทำอย่างทั่วไป

            เรามาดู เจ้าหนี้จำนองก็ต้องทำให้ชอบด้วยกฎหมาย ลำพังเอาทรัพย์มาให้ยึดถือไว้เฉยๆก็ไม่ใช่เจ้าหนี้จำนอง จำนำก็เช่นเดียวกันต้องมีการส่งทรัพย์ที่จำนำ สิทธิยึดหน่วงจะเกิดขึ้นได้โดยเฉพาะกฎหมายบัญญัติ เช่นตามกฎหมายลักษณะหนี้ เช่น เอารถยนต์ไปให้ ซ่อม แล้วไม่จ่ายค่าซ่อม หรือ กฎหมายตัวแทน ยึดหน่วงทรัพย์สินของตัวการ

            ก็มีฏีกาเกี่ยวกับเรื่องลูกหนี้สั่งให้ตัวแทน ซื้อหุ้นแล้วลูกหนี้เบี้ยวค่าหุ้น บริษัทตัวแทนก็เป็นเจ้าหนี้ผู้มีสิทธิยึดหน่วง หุ้นที่ซื้อมาจนกว่าลูกหนี้ชำระหนี้ให้

            ฎ.1725/2529

          ตามสัญญาประกันภัยมีเงื่อนไขระบุว่าเมื่อรถยนต์ที่เอาประกันภัยไว้เกิดความเสียหายผู้รับประกันภัยมีสิทธิซ่อมเปลี่ยนหรือใช้รถยนต์สภาพเดียวกันนั้นผู้รับประกันภัยจะต้องเลือกซ่อมโดยช่างซ่อมที่มีฝีมือด้วยการที่ผู้เอาประกันภัยไม่ยอมส่งมอบรถยนต์ให้ซ่อมเพราะยังไม่พอใจว่าช่างซ่อมของผู้รับประกันภัยจะซ่อมรถได้ดีหรือไม่และไม่ปรากฏว่าผู้เอาประกันภัยจะไม่ส่งมอบรถยนต์ให้ผู้รับประกันภัยโดยเด็ดขาดจึงถือไม่ได้ว่าผู้เอาประกันภัยผิดเงื่อนไขในสัญญา. การที่ผู้เอาประกันภัยฟ้องเรียกค่าเสียหายจากผู้ที่อ้างว่าทำละเมิดนั้นเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายของผู้เอาประกันภัยจะถือว่าผู้เอาประกันภัยสละสิทธิที่จะให้ผู้รับประกันภัยปฏิบัติตามสัญญาหาได้ไม่.

 

            คำต่อไปกระบวนพิจารณาคดีล้มละลาย ก็ทำต่อ ศาล และต่อ จพท ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงที่สุด ก็บัญญัติวิเคราะห์ศัพท์ รองรับไว้ เหตุผลก็เพื่อให้การทำหน้าที่ของ จพท เป็นกระบวนการพิจารณาคดีล้มละลาย ใครไม่พอใจไปร้องเรียน ผู้บังคับบัญชา จพทไม่ได้ จะไปเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นไม่ได้ เพราะนี่คือกระบวนพิจารณา เรื่องทางบริหารมายุ่งเกี่ยวไม่ได้

            ต่อไปคำว่าพิพากษา ตลอดถึงการชี้ขาดคดีเป็นคำสั่ง เราอ่านแล้วเราเข้าใจหรือไม่ ว่าล้มละลายบัญญัติคำพิพากษาไว้เพื่ออะไร เวลาอ่านกฎหมายแล้วต้องถาม แล้วหาคำตอบ คำตอบที่ตอบต้องถูก ถ้าตอบไม่ได้ ก็ถามผู้รู้ ถ้างง ก็ถามผู้รู้คนอื่นๆ ทำไมต้องบัญญัติไว้ เพื่ออะไร คำนี้มีประโยชน์มากที่สุด คนร่างกฎหมายเยี่ยมมากๆ ที่บัญญัติคำว่าพิพากษาเป็นวิเคราะห์ศัพท์ไว้ ประโยชน์เพื่ออะไรรู้ไม๊ครับ กรณีที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ลูกหนี้ไม่พอใจ ต้องอุทธรณ์ภายในหนึ่งเดือน

            เวลาตอบปัญหาต้องเอากฎหมายมาตอบ ว่า คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเป็นคำวินิจฉัยชี้ขาดคดี เป็นคำสั่งซึ่ง มาตรา 6 บัญญัติไว้ว่าเป็นคำพิพากษา ดังนั้นลูกหนี้อุทธรณ์ต้องภายในหนึ่งเดือนนับแต่มีคำพิพากษา ซึ่งคำตอบอยู่ในวิเคราะห์ศัพท์ คนยกร่างเห็นว่าการพิจารณาคดีล้มละลายมีกรณีที่ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเป็นคำสั่งอยู่เพื่อไม่ให้มีปัญหาในการอุทธรณ์ในการที่จะว่าคำสั่งนั้นเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาหรือเปล่าให้คำสั่งชี้ขาดคดีนั้นเป็นคำพิพากษาเลย  ต้องอุทธรณ์ภายในหนึ่งเดือน ก็มาดูว่าอะไรเป็นคำชี้ขาดคดี ต้องอุทธรณ์ภายในหนึ่งเดือนนับแต่มีคำพิพากษานั้น มีอะไรบ้าง เช่น  คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด

            คำสั่งคำขอรับชำระหนี้ เป็นคำชี้ขาดตัดสินคดี มีการแพ้การชนะในประเด็นแห่งคดี  คำสั่งตามมาตรา 118 119 146  เพราะฉะนั้นคนที่ไม่พอใจก็ต้องอุทธรณ์ภายในหนึ่งเดือน นับแต่ศาลมีคำสั่ง แต่ถ้ากฎหมายไม่ได้วิเคราะห์ ศัพท์ คำนี้ไว้ ยุ่งเลยนะครับ กรณีศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด จะอุทธรณ์ทันทีไม่ได้ นะครับ เพราะศาลยังไม่มีคำพิพากษา แต่มีคำว่าพิพากษาไว้ปุ๊ป แก้ปัญหาได้หมด

            ต่อไปคือคำว่าพิทักษ์ทรัพย์ เหตุผลก็คือว่า กฎหมายไม่ต้องการบัญญัติคำซ้ำๆไว้ในแต่ละมาตรา มาตรานั้นใช้บังคับไว้ชั่วคราวหรือเด็ดขาดก็ได้ มันจะได้ไม่ฟุ่มเฟือย

            ยกตัวอย่างมาตรา 24 คำว่าพิทักษ์ทรัพย์ตรงนี้ก็คือไม่ว่าชั่วคราวหรือเด็ดขาดก็ตามลูกหนี้กระทำการอย่างใดๆเกี่ยวกับทรัพย์สินไม่ได้เลย

คำต่อไปคือคำว่ามติ  ไม่มีคำว่าธรรมดาต่อท้ายนะครับ ก็หมายถึงมติของเจ้าหนี้ฝ่ายที่มีจำนวนหนี้ข้างมาก กระบวนการพิจารณาคดีล้มละลาย จพท ก็อาจมีการประชุมเพื่อขอ มติจากเจ้าหนี้ ส่วนมากก็เป็นการจากจำนวนหนี้มาก แต่มีข้อสังเกต การดูมติ เจ้าหนี้ฝ่ายที่มีจำนวนหนี้ข้างมาก ที่เข้าประชุมและออกเสียงลงคะแนนในการประชุมนั้นด้วย เข้าประชุมและออกเสียงนะครับ ต้องทั้งสองอย่าง จากเจ้าหนี้ที่มาประชุมและออกเสียงลงคะแนน  ถามว่ากรณีได้มติหรือไม่ ก็ตอบว่าได้ เพราะการรับมติ มาสี่ราย อีกหกรายตัดเป็นศูนย์ พอเวลาลงมติ มีหนึ่งรายไม่ออกเสียง ก็ตัดออกอีก

มติพิเศษก็เช่นกัน ดูจากเจ้าหนี้ที่มาประชุมและออกเสียงเช่นกัน แต่เพิ่มเติมเจ้าหนี้ฝ่ายข้างมาก คือดูจำนวนคนด้วย และ ต้องมีหนี้อย่างน้อย สามในสี่  คือดูจำนวนหนี้ด้วย ในวันประชุมมีเจ้าหนี้มาประชุมกี่ราย และมีออกเสียงทั้งหมดกี่ราย ก็ดูจำนวน เอานี่แหละเป็นวง จำนวนหนี้เท่ากับสามในสี่หรือไม่ จริงๆแล้วคำอาจจะคราดเคลื่อนนิดหนึ่ง เพราะถ้าเกิดว่าประชุมเจ้าหนี้ให้ได้มติพิเศษ มันไม่มีโอกาสที่จะเปรี้ยเท่า คือไม่น้อยกว่าสามในสี่ มันไม่มีทางได้เลยที่จะเข้าลงตัว

มติพิเศษจะใช้กรณีคำขอประนอมหนี้เท่านั้น 

คำต่อไปคือ คำว่าบุคคลภายใน มีที่ใช้มาตรา 115 มาตราเดียว ก็คือคนที่ใกล้ชิดกับลูกหนี้ มีหลายคนมากลองดูในตัวบท คือใช้ในเรื่องเจ้าหนี้กระทำการใดๆที่ให้เปรียบเจ้าหนี้รายอื่น ถ้าเป็นบุคคลภายใน สามเดือนจะขยายเป็นภายในหนึ่งปี ที่ จพทขอให้ศาลเพิกถอนได้

คำต่อไปคือ บุคคลล้มละลายทุจริต เราจะเห็นได้ว่า บุคคลล้มละลายที่ถูกศาลพิพากษาแสดงว่าจะต้องถูกศาลพิพากษาว่าเป็นบุคคลล้มละลายเสียก่อน ในทางอาญา ในทางปฏิบัติ เกิดได้ยาก มักนำไปใช้ในกรณีการปลดจากล้มละลาย ไม่ต้องการให้ได้รับประโยชน์จากการปลดล้มละลาย แล้วก็ไม่ได้รับประโยชน์จากการประนอมหนี้ด้วย

มาตราต่อไป คือ มาตรา 7 อาจารย์จะพยายามเรียงตามมาตรานะครับ แต่ถ้าไม่สามารถเรียงได้ ก็เน้นการเรียงตามเนื้อหาเป็นหลัก

บทบัญญัติว่าด้วยลูกหนี้ที่ถูกฟ้องให้ล้มละลาย หรือว่าจะบอกว่าเป็นคุณสมบัติลูกหนี้ในศาลล้มละลาย ถ้าลูกหนี้ไม่มีคุณสมบัติตามมาตรา 7 เจ้าหนี้จะฟ้องในศาลล้มละลายไม่ได้ ประการแรก บุคคลทุกประเภท ได้ทั้งสิ้น เราไปเปรียบเทียบกับคดีฟื้นฟูกิจการ ที่เฉพาะ ลูกหนี้ที่เป็น บริษัทจำกัด หรือ บริษัทมหาชนจำกัดเท่านั้น ที่ขอฟื้นฟูกิจการ ลูกหนี้ที่ว่านั้นอาจเป็นคนไทย คนต่างชาติ ถูกฟ้องล้มละลายได้หมด เข้าองค์ประกอบมาตรา 7 ก็เข้าฟ้องได้

มีหนี้สินล้นพ้นตัว คือ มีทรัพย์สินน้อยกว่าหนี้สิน ความจริงไม่มีบัญญัติ ใน วิเคราะห์ทรัพย์ อย่าไปตอบว่าตามพรบ ล้มละลายให้ความหมายนะครับ เกิดจาก วิเคราะห์ของศาลฏีกา

องค์ประกอบข้อที่สองคือ มีภูมิลำเนา คือกฏหมายต้องการให้ลูกหนี้มีความเกาะเกี่ยวกับหลักดินแดนของเรา ถ้าเคยมีภูมิลำเนาก็ฟ้องได้ ก็ดูตามมาตรา 37 ของ ปพพ  คือถิ่นที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ต้องมีเจตนาที่จะอยู่ที่นั่นด้วยนะครับ หรือประกอบธุรกิจ เขาอาจจะอยู่ต่างประเทศ แต่มีตัวแทนประกอบธุรกิจอยู่ในไทยก็ฟ้องตัวเขาได้ อันนี้เป็นองค์ประกอบในส่วนของลูกหนี้ที่จะถูกฟ้องให้ล้มละลาย บุคคลที่มีสิทธิฟ้องคดีล้มละลาย กฎหมายของเราก็ให้สิทธิเจ้าหนี้ ที่ยกมาก็เปรียบเทียบคดีฟื้นฟูกิจการเช่นกัน กฎหมายฟื้นฟูกิจการเราให้สิทธิเจ้าหนี้ นอกจากเจ้าหนี้แล้ว ก็คือหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจกำกับดูแล แต่ล้มละลายเราให้สิทธิเฉพาะเจ้าหนี้ คือ ที่มีประกันหรือไม่มีประกัน ก็เบรกไว้แค่นี้ก่อนนะครับเราจะได้ไปพักกันบ้าง

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages