สายไล่เบื้องต้นกฎหมายอาญาสไตล์ผ่านมาแล้วอยากตอบ ตอนที่ 1

635 views
Skip to first unread message

patchara lapasawatnun

unread,
May 16, 2011, 3:03:34 AM5/16/11
to puripat chumtham, Patvipa A., prapasiri

สายไล่กฎหมายอาญานั้น เราๆท่านๆจักต้องตั้งต้นสายไล่จาก “โครงสร้างความรับผิดในทางอาญา”
โดยเราจะต้องตั้งต้นสายไล่จาก
1. ผู้กระทำความผิด จากจุดนี้เราจักต้องแบ่งผู้กระทำความผิดออกเป็นสองประเภทด้วยกัน กล่าวคือ
ผู้ที่ลงมือกระทำความผิด ประเภทหนึ่ง และ
ผู้ร่วมกระทำความผิด อีกประเภทหนึ่ง
และตั้งแต่นี้เป็นต้นไป เราๆท่านๆจักต้องถือว่าบุคคลทั้งสองประเภทนี้ รวมเรียกว่า “เป็นผู้กระทำความผิด........และตั้งแต่นี้ไปเมื่อเราๆท่านๆพูดถึงผู้กระทำความผิดในกรณีที่มีผู้กระทำความผิดหลายคน เราๆท่านๆก็จักต้องนึกถึง “ผู้ที่ลงมือกระทำความผิด เป็นคนหนึ่ง” กับ “ผู้ร่วมกระทำความผิด เป็นอีกคนหนึ่ง” แยกต่างหากจากกันด้วยนะครับ
และเมื่อเราๆท่านๆพูดถึง “ผู้ร่วมกระทำความผิด” เราๆท่านๆก็จักต้องนึกไปถึง “ผู้ร่วมกระทำความผิดในฐานะที่เป็นตัวการ ผู้หนึ่ง”.......กับ “ผู้ร่วมกระทำความผิดในฐานะที่เป็นผู้ใช้ อีกผู้หนึ่ง”.......และ “ผู้ร่วมกระทำความผิดในฐานะที่เป็นผู้สนับสนุน เป็นอีกผู้หนึ่ง” เสมอเลยนะครับ

หลักของการไล่สายตรงนี้ก็คือ ในกรณีที่มีผู้กระทำความผิดหลายคน เราจักต้องหาให้ได้เสียก่อนว่า “ใครเป็นผู้ลงมือกระทำความผิด ส่วนคนที่เหลือก็จะเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดนั่นเอง”
เหตุผลของการที่เราๆท่านๆต้องแบ่งเช่นนี้ ก็เพราะว่า “เราๆท่านๆจักต้องทำการไล่สายการรับผิดของผู้ที่ลงมือกระทำความผิดตามโครงสร้างความรับผิดให้ได้เสียก่อนว่าต้องรับผิดในการกระทำความผิดที่ตนได้กระทำลงไปหรือไม่”......... “เมื่อเราๆท่านๆหาได้ว่าผู้ที่ลงมือกระทำความผิดต้องรับผิดหรือไม่แล้ว” หลังจากนั้นเราๆท่านๆค่อยมาตอบว่าผู้ร่วมกระทำความผิดเหล่านั้นจะต้องรับผิดร่วมกับผู้ที่ลงมือกระทำความผิดหรือไม่ต่อไป โดยเราๆท่านๆจักต้องนำหลักของการเป็นตัวการจับดูเป็นลำดับแรก ถ้าเข้าตามหลักของการเป็นตัวการ ผู้ร่วมกระทำความผิดคนนั้นก็ต้องร่วมรับผิดในฐานะที่เป็นตัวการ......แต่ถ้าไม่เข้าตามหลักของการเป็นตัวการ เราๆท่านๆก็ต้องนำหลักของการเป็นผู้ใช้มาจับเป็นลำดับต่อไป ซึ่งถ้าเข้าตามหลักของการเป็นผู้ใช้ ผู้ร่วมกระทำความผิดคนนั้นก็ต้องร่วมรับผิดในฐานะที่เป็นผู้ใช้......แต่ถ้าไม่เข้าตามหลักของการเป็นผู้ใช้ เราๆท่านๆก็ต้องนำหลักของการเป็นผู้สนับสนุนมาจับเป็นลำดับต่อไป ซึ่งถ้าเข้าตามหลักของการเป็นผู้สนับสนุน ผู้ร่วมกระทำความผิดคนนั้นก็ต้องร่วมรับผิดในฐานะที่เป็นผู้สนับสนุนนั่นเองครับผม
เหตุผลของการที่เราๆท่านๆต้องแบ่งเช่นนี้ ก็เพราะว่า “ในบางปีข้อสอบออกมาทดสอบเราๆท่านๆถึงผู้ร่วมกระทำความผิดล้วนๆเลยทีเดียวครับ ดังเช่นข้อสอบข้อ 2 ในสมัยที่ 55 ดังนี้เป็นต้น......จุดที่ข้อสอบในสมัยที่ 55 ต้องการทดสอบมิได้เน้นหนักอยู่ที่ตัวของผู้ลงมือกระทำความผิดแต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังเน้นไปถึงตัวของผู้ร่วมกระทำความผิดแฝงเข้ามาด้วยโดยที่น้ำหนักมิได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลยนะครับ......ดังนั้นในการวางสายไล่ผมจึงต้องแบ่งตัวของผู้กระทำความผิดออกมาเช่นนี้
เหตุผลของการที่เราๆท่านๆต้องแบ่งเช่นนี้ ก็เพราะว่า “การกระทำความผิดหนึ่งฐานความผิดในกรณีที่มีผู้กระทำความผิดหลายคนนั้น ส่วนใหญ่แล้วบางคนมิได้ร่วมลงมือกระทำความผิดด้วย ดังนั้นถ้าเข้าหลักของการเป็นตัวการก็ดี/หรือถ้าเข้าหลักของการเป็นผู้ใช้ก็ดี/หรือถ้าเข้าหลักของการเป็นผู้สนับสนุนก็ดี บุคคลต่างๆเหล่านั้นก็ต้องมาร่วมรับผิดกับผู้ที่ลงมือกระทำความผิดในฐานะเป็นผู้กระทำความผิดไปด้วยนั่นเองครับผม”
เหตุผลของการที่เราๆท่านๆต้องแบ่งเช่นนี้ ก็เพราะว่า “จะเป็นการง่ายต่อการที่เราๆท่านๆจักเขียนตอบ โดยเราๆท่านๆจักต้องไล่สายเขียนตอบผู้ที่ลงมือกระทำความผิดให้เสร็จเสียก่อน……..หลังจากนั้นเราๆท่านๆจึงค่อยมาเขียนตอบผู้ที่ร่วมกระทำความผิดในภายหลัง จะทำให้เราๆท่านๆไม่หลงประเด็นในการเขียนตอบ/หรือจะทำให้ไม่สับสนในการเขียนตอบ.......อีกทั้งจะทำให้เราๆท่านๆเขียนตอบได้เป็นขั้นเป็นตอนอีกด้วยนั่นเองครับ”
สรุป หาตัวผู้ที่ลงมือกระทำความผิด โดยแยกออกมาจากตัวผู้ที่ร่วมกระทำความผิดให้ชัดเจนเสียก่อนว่ามีใครเป็นผู้ที่ลงมือกระทำความผิด และใครบ้างที่เป็นผู้ร่วมกระทำความผิด.....หลังจากนั้นเราๆท่านๆจักต้องเขียนตอบในกรณีของผู้ที่ลงมือกระทำความผิดให้สุดสายไปจนเสร็จสิ้นเสียก่อน….....เมื่อเราๆท่านๆเขียนตอบกรณีของผู้ที่ลงมือกระทำความผิดเสร็จสิ้นไปจนสุดสายแล้ว……..หลังจากนั้นเราๆท่านๆจึงค่อยมาเขียนตอบในกรณีของผู้ร่วมกระทำความผิด โดยนำเอาหลักของตัวการ ผู้ใช้ ผู้สนับสนุนมาจับ ซึ่งถ้าเข้าหลักใดเราๆท่านๆก็จักต้องตอบตามหลักนั้นๆ......
และมีสิ่งที่เราๆท่านควรที่จักต้องระวังเอาไว้ด้วย ก็คือ “การตอบในเชิงปฏิเสธ” ดังเช่นข้อสอบข้อที่ 2 ในสมัย 52 ซึ่งข้อสอบออกข้อเท็จจริงบีบให้เราๆท่านๆต้องตอบในเชิงปฏิเสธทั้งสาย......โดยจะบีบให้เราๆท่านๆต้องตอบในเชิงปฏิเสธตั้งแต่ตัวของผู้ที่ลงมือกระทำความผิด......และยังบีบให้เราๆท่านๆจักต้องตอบในเชิงปฏิเสธไปจนถึงตัวของผู้ร่วมกระทำความผิดอีกด้วย......ซึ่งเราๆท่านๆก็จักต้องตอบออกมาตามแรงบีบดังกล่าวด้วยว่า “ไม่เป็นผู้ใช้เพราะอะไร”...... “ไม่เป็นผู้สนับสนุนเพราะอะไร”.......ดังนั้นเราๆท่านๆจึงต้องควรระมัดระวังในการตอบข้อสอบเชิงปฏิเสธเอาไว้บ้างก็จะดีมิใช่น้อยนะครับ.....และข้อสอบในเชิงปฏิเสธมีแนวโน้มที่จะนำเอามาออกทดสอบมากขึ้นทุกทีครับผม)

2. เมื่อเราๆท่านๆหาตัวผู้ที่ลงมือกระทำความผิดแยกออกมาจากตัวผู้ร่วมกระทำความผิดได้แล้ว......ขั้นตอนการไล่สายต่อมาก็คือ “ขั้นตอนการไล่สายว่ามีการกระทำของผู้ลงมือกระทำความผิดหรือไม่”
หลักของการไล่สายตรงนี้ก็คือ “เราๆท่านๆจักต้องนำเอาหลักตามม.59 วรรคแรกประกอบกับหลักตามม.59 วรรค 2 มาวางเป็นตัวตั้งต้นของการไล่สายในขั้นตอนนี้ กล่าวคือ
2.1 จากหลักที่ว่า “บุคคลจะรับผิดในทางอาญาต่อเมื่อได้กระทำโดยเจตนา”ตามม.59 วรรคแรก......และจากหลักที่ว่า “การกระทำโดยเจตนาได้แก่ การกระทำโดยรู้สำนึกในการที่กระทำ”
จากหลักที่ได้ขีดเส้นใต้ดังกล่าวข้างต้น ก็จะเป็นที่มาของความหมายของ “มีการกระทำ” ในการไล่สายขั้นตอนนี้นั่นเอง......ดังนั้นถ้าผู้ที่ลงมือกระทำความผิดได้กระทำโดย “รู้สำนึกในการที่กระทำ และในขณะเดียวกันก็อยู่ในการควบคุมของจิตใจ” ท่านว่าผู้ลงมือกระทำความผิดได้มีการกระทำแล้วล่ะครับ
2.2 และเมื่อผู้ลงมือกระทำความผิด “ได้มีการกระทำ”แล้ว......เราๆท่านๆจักต้องทำการไล่สายต่อไปว่า “การมีการกระทำดังกล่าว ได้กระทำจนถึงขึ้นที่กฎหมายบัญญัติเป็นความผิดหรือไม่”......โดยเราๆท่านๆจะต้องนำเอาหลักขั้นตอนของการกระทำมาจับ ซึ่งขั้นตอนของการกระทำ อย่างที่เราๆท่านๆรู้กันดีอยู่แล้วก็คือ “ขั้นตอนคิด ขั้นตอนตัดสินใจ ขั้นตอนตระเตรียม และขั้นตอนลงมือกระทำ”......และขั้นตอนของการกระทำที่กฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิดก็คือ “ขั้นตอนลงมือกระทำ” นั่นเองนะครับ
ดังนั้นถ้าผู้ลงมือกระทำความผิด ได้มีการกระทำจนถึงขั้นลงมือกระทำแล้วล่ะก็ เราก็ต้องถือว่า “ได้มีการลงมือกระทำความผิด”แล้วล่ะครับท่าน
2.3 เมื่อถือว่าได้มีการลงมือกระทำความผิดไปแล้ว เราๆท่านๆอย่าเพิ่งด่วนสรุปไปนะครับ เราๆท่านจักต้องทำสายไล่ต่อไปว่า “การลงมือกระทำความผิดนั้น ได้ลงมือกระทำความผิดในลักษณะใด” กล่าวคือ “เราจะต้องทำสายไล่ เพื่อที่จักไล่ไปหาประเด็นที่ว่าจะเป็นการกระทำในลักษณะเคลื่อนไหวร่างกาย หรือไม่เคลื่อนไหวร่างกาย”ต่อไปนั่นเองครับผม
ซึ่งเราก็จักต้องนำหลักดังต่อไปนี้มาวางเป็นสายไล่
2.3.1 การลงมือกระทำความผิดนั้น เป็นการลงมือในลักษณะที่เคลื่อนไหวโดยตรง กล่าวคือ “เป็นการที่ผู้ลงมือกระทำความผิด ได้มีการลงมือกระทำความผิดนั้นๆเสียเอง” /หรือว่า “เป็นการที่ผู้ลงมือกระทำความผิด ไม่ได้มีการลงมือกระทำความผิดนั้นๆเองแต่ได้อาศัยสิ่งมีชีวิตไปกระทำการแทน”/หรือว่า “เป็นการใช้สิ่งไม่มีชีวิตไปกระทำการแทน”......(อย่าลืมนะครับ เราๆท่านๆจักต้องทำการไล่สาย เผื่อข้อสอบจะออกมาวัดเราๆท่านๆถึงประเด็นเหล่านี้นั่นเองครับผม)
เหตุที่ใช้คำว่า “สิ่งมีชีวิต” ก็เพราะว่า “ในปัจจุบันนี้นอกจากฝึกสัตว์นานาชนิด แล้วก็ยังมีการฝึกแมลง ยังมีการสร้างเชื้อโรคเพื่อให้ไปทำร้ายฝ่ายตรงข้ามอีกนั่นเองครับ”
เหตุที่ใช้คำว่า “สิ่งไม่มีชีวิต” ก็เพราะว่า “เนื่องจากในยุคปัจจุบันนี้เป็นยุคของไฮเทคโนโลยี่ อาจมีการสร้างหุ่นยนต์/อาจมีการสร้างขีปนาวุธ/อาจมีการสร้างดาวเทียมเพื่อให้ไปทำร้ายฝ่ายตรงข้ามก็เป็นไปได้นะครับ”

2.3.2 หรือการลงมือกระทำความผิดนั้น เป็นการลงมือในลักษณะที่เคลื่อนไหวโดยทางอ้อม กล่าวคือ “เป็นการที่ผู้ลงมือกระทำความผิดไม่ได้มีการลงมือกระทำความผิดนั้นๆเอง แต่ได้ใช้ผู้ที่ไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดไปกระทำการแทนตน” ......(ใช้ผู้ที่ได้ชื่อว่า innocent agent ไปกระทำความผิดแทนตน)
ดังเช่น ข้อสอบในสมัยที่ 58 ได้ออกการลงมือในลักษณะเคลื่อนไหวโดยทางอ้อมมาทดสอบวัดความรู้โดยออกคู่กับผู้ใช้......โดยข้อสอบต้องการวัดผู้เข้าสอบว่า “ผู้ลงมือกระทำความผิดเป็นผู้ลงมือกระทำความผิดโดยทางอ้อม หรือเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดในฐานะที่เป็นผู้ใช้กันแน่” นั่นเองครับผม 
(อย่าลืมนะครับ เราๆท่านๆจักต้องทำการไล่สายไปให้สุดสายในทุกครั้งเสมอเลยนะครับ เผื่อข้อสอบจะออกมาวัดเราๆท่านๆถึงประเด็นเหล่านี้นั่นเองครับผม)
2.3.3 การลงมือกระทำความผิดนั้น เป็นการลงมือในลักษณะที่ไม่เคลื่อนไหวร่างกายโดยละเว้น ซึ่งเราๆท่านๆจักต้องเอาหน้าที่ในทางศีลธรรมจรรยา/หรือเอาหน้าที่ในฐานะเป็นพลเมืองดี/หรือเอาหน้าที่โดยทั่วๆไปมาจับ 
2.3.4 การลงมือกระทำความผิดนั้น เป็นการลงมือในลักษณะที่ไม่เคลื่อนไหวร่างกายโดยงดเว้น ส่วนงดเว้นนั้น เราๆท่านๆจักต้องเอาหน้าที่ซึ่งบุคคลนั้นจักต้องกระทำโดยเฉพาะเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลอย่างที่ได้เกิดขึ้นมาแล้วนั้น
ซึ่งหน้าที่โดยเฉพาะที่บุคลนั้นจักต้องกระทำได้แก่
(1) หน้าที่ตามสัญญาต่างๆ
(2) หน้าที่ตามกฎหมาย
(3) หน้าที่ที่เกิดขึ้นมาเพราะการกระทำก่อนๆของตน
(4) หน้าที่ที่เกิดจากความสัมพันธ์พิเศษเฉพาะเรื่อง นั่นเองครับผม
2.4 เมื่อเราๆท่านๆไล่สายตาม2.3 มาจนถึง2.3.4แล้ว ไม่ว่าผลที่ได้ออกมาจะเป็นการกระทำประเภทใดชนิดใดก็ตาม ท้ายสุดของสายเราๆท่านๆก็จักต้องไล่ต่อไปให้สุดสายตรงที่ว่า “การกระทำที่เราๆท่านๆไล่สายออกมาได้นั้นมันสัมพันธ์กับผลที่เกิดขึ้นมาหรือไม่ด้วยเป็นการปิดท้ายเสมอเลยนะครับ จึงขอย้ำมา ณ ที่นี้” 
โดยเราๆท่านๆจักต้องใช้ทฤษฎีเงื่อนไข(หรือทฤษฎีผลโดยตรง)/ และทฤษฎีมูลเหตุเหมาะสม (ทฤษฎีเหตุแทรกแซง)/และทฤษฎีผลธรรมดามาจัดการหาความสัมพันธ์ นั่นเองครับผม
และในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำและผล เราจะมีหลักอยู่ว่า “ในความผิดอาญาที่ต้องการผลนั้น ถ้าในบั้นปลายมีผลของการกระทำเกิดขึ้น ผู้กระทำจะรับผิดในผลที่เกิดขึ้นนั้นๆก็ต่อเมื่อ
1. ผลนั้นเป็นผลโดยตรง
2. หรือถ้าผลที่เกิดขึ้นมานั้น จะทำให้ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้น ท่านว่า นอกจากผลที่เกิดขึ้นมานั้นจะต้องเป็นผลโดยตรงแล้ว......ผลนั้นยังจะต้องเป็นผลตามธรรมดาที่ย่อมต้องเกิดขึ้นจากการกระทำนั้นอีกด้วย
3. หรือถ้าผลนั้นไม่ใช่ผลที่ทำให้ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้น แต่เป็นผลที่เกิดขึ้นจากเหตุที่แทรกแซงเข้ามา ท่านว่าผู้กระทำจะรับผิดในผลนั้น ก็ต่อเมื่อผลที่เกิดจากแทรกแซงนั้น เป็นผลที่วิญญูชนสามารถคาดหมายได้ว่าจะต้องเกิดขึ้น


เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำและผล
ผลโดยตรง……..ผลที่เกิดจากเหตุใหม่ซึ่งต่อเนื่อง/หรือเกี่ยวเนื่องมาจากเหตุแรก = ล้วนถือเป็นผลโดยตรงทั้งสิ้น 
[จากคำนิยามดังกล่าวข้างต้นนี้ จะใช้กับในกรณีที่มีผลที่เกิดจากเหตุใหม่ซึ่งมิใช่เกิดเพราะเหตุจากผู้ลงมือกระทำความผิด……..ดังนี้ถึงแม้ว่าผลที่เกิดจากเหตุใหม่นั้นมิได้เกิดขึ้นมาเพราะเหตุจากผู้ลงมือกระทำความผิดก็ตาม แต่ผู้ลงมือกระทำความผิดก็ยังคงต้องรับผิดในผลที่เกิดขึ้นจากเหตุใหม่นั้นด้วย ถ้าได้ความว่า “ผลที่เกิดจากเหตุใหม่นั้นเป็นผลซึ่งเกิดต่อเนื่องหรือเป็นผลที่เกิดเกี่ยวเนื่องมาจากเหตุแรก”]
ผลธรรมดา……..ต้องดูคู่กับผลผิดธรรมดา
เหตุแทรกแซง.....เหตุใหม่ที่เกิดขึ้นมาจะต้องตัดตอนเหตุแรก....และในขณะเดียวกันเราจะต้องคาดหมายได้ว่าเหตุใหม่จะต้องเกิดขึ้นแล้วมาแทรกแซงเหตุแรกอย่างแน่นอน….....ผู้ลงมือกระทำความผิดจึงจะมารับผิดต่อผลที่เกิดขึ้นจากเหตุใหม่ที่แทรกแซงเข้ามานั้นด้วยครับ

ข้อสังเกต

1. ผลโดยตรงนั้น ก็คือ ผลตามทฤษฎีเงื่อนไข……โดยมีหลักในการพิจารณาดังนี้ 
1.1 ถ้าไม่มีการกระทำของจำเลย ผลนั้นย่อมไม่เกิดขึ้น แต่เป็นเพราะมีการกระทำของจำเลย ผลจึงเกิดขึ้นมา ดังนั้นจึงถือว่าผลนั้นเป็นผลโดยตรงจากการกระทำของจำเลย
1.2 แต่ถ้าถึงแม้ว่าจะไม่มีการกระทำของจำเลยก็ตามแต่ผลนั้นก็ยังคงเกิดขึ้นอยู่ดี เราๆท่านๆจะถือว่าผลที่เกิดขึ้นนั้น เป็นผลโดยตรงจากการกระทำของจำเลยไม่ได้ ”
2. ผลธรรมดา ก็คือ ผลตาม ม.63......โดยมีหลักในการพิจารณาตามลำดับดังต่อไปนี้
2.1 ผลที่เกิดขึ้นมานั้น จะต้องทำให้ผู้กระทำได้รับโทษหนักขึ้น
2.2 และผลที่เกิดขึ้นมานั้น จะต้องเป็นผลโดยตรงจากการกระทำของผู้กระทำเสียก่อน
2.3 และผู้กระทำจะได้รับโทษหนักขึ้นก็ต่อเมื่อผลนั้นจะต้องเป็นผลธรรมดาที่ย่อมต้องเกิดขึ้นจากการกระทำความผิดนั้นๆด้วย
เมื่อครบองค์สามดังกล่าวข้างต้น ผลนั้นย่อมเป็นผลธรรมดาที่จักทำให้ผู้ลงมือกระทำความผิดต้องได้รับโทษหนักขึ้นนั่นเองครับผม
3. ผลที่เกิดขึ้นจากเหตุแทรกแซง ก็คือ ผลตามทฤษฎีมูลเหตุเหมาะสม นั่นเอง......โดยมีหลักในการพิจารณาตามลำดับดังต่อไปนี้
3.1 ผลที่เกิดขึ้นมานั้นจักต้องมิได้เป็นผลมาจากผลโดยตรง
3.2 แต่จะเป็นผลที่เกิดขึ้นมาเพราะมีเหตุใหม่เกิดขึ้นมาตัดตอนเหตุแรก
3.3 ซึ่งผู้ลงมือกระทำความผิดจะรับผิดในผลที่เกิดขึ้นจากเหตุใหม่ก็ต่อเมื่อคาดหมายได้ว่าเหตุใหม่นั้นจักต้องเกิดขึ้นมาแทรกแซงเหตุแรกอย่างแน่นอน
เมื่อครบองค์สามดังกล่าวข้างต้น ท่านว่าผู้ลงมือกระทำความผิดจักต้องรับผิดในผลที่เกิดขึ้นมาจากเหตุใหม่นั้นด้วย

2.5 เมื่อเราๆท่านๆไล่มาตั้งแต่ขั้นตอน2.1มาจนสุดสายที่ขั้นตอน2.4แล้ว......เราๆท่านๆย่อมสามารถสรุปออกมาในเบื้องต้นได้ว่า “ผู้ลงมือกระทำความผิดควรที่จะรับผิดในผลที่เกิดขึ้นมาจากการกระทำของตน”
ส่วนผู้ลงมือกระทำความผิดจะต้องรับผิดในผลที่เกิดขึ้นมานั้นหรือไม่ เราๆท่านๆจักต้องทำสายไล่ต่อไปครับผม......และจากหลักกฎหมายที่ว่า “ผู้ลงมือกระทำความผิดจะรับผิดในผลที่เกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ การกระทำความผิดจักต้องครบองค์ประกอบความผิดทั้งภายนอกและภายในเสียก่อน”......(ดูหลักกฎหมายข้างล่างนี้ประกอบด้วยนะครับ)


ก่อนที่เราๆท่านๆจะมาพิจารณาในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำและผล ท่านว่าการกระทำนั้นๆจะต้องเป็นการกระทำที่ครบองค์ประกอบภายในมาก่อน

คิดเป็นสูตรออกมาจะได้ว่า
ความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำและผลนั้น = จำเลยต้องมีการกระทำโดยเจตนา หรือ โดยประมาทมาก่อน
ซึ่งถ้าจำเลยมิได้มีการกระทำโดยเจตนา หรือ การกระทำโดยประมาท = จะเป็นเรื่องของการขาดองค์ประกอบภายในไป
จึงเท่ากับว่าไม่มีประเด็นอะไรที่จะไปพิจารณาเรื่องความสัมพันธ์ ระหว่างการกระทำและผล นั่นเอง


ดังนั้นจากหลักกฎหมายข้างต้นนี้เอง เมื่อเราๆท่านๆจะนำเอามาทำเป็นสายไล่เพื่อง่ายและสะดวกต่อการไล่สาย.......เราๆท่านๆจึงต้องนำมาต่อจากสาย”มีการกระทำในขั้นตอนที่ 2 ข้างต้นที่ผ่านมานั่นเองครับผม......โดยเราๆท่านๆจักต้องทำสายไล่เป็นขั้นตอนที่ 3 ต่อไปว่า “ผู้ลงมือกระทำความผิดจะรับผิดในผลที่เกิดขึ้นก็ต่อเมื่อผู้ลงมือกระทำความผิดต้องกระทำความผิดจนครบองค์ประกอบความผิดทั้งภายนอกและทั้งภายในด้วย”


จากความดังกล่าวข้างต้น เราๆท่านๆสามารถนำเอามาทำข้อสรุปการไล่สาย “มีการกระทำ” ได้ดังต่อไปนี้

ข้อสรุปการไล่สาย “มีการกระทำ” (ที่เราๆท่านๆจักต้องไล่ไปให้สุดสายในทุกๆครั้งที่ทำการไล่สายเสมอเลยนะครับ.....ขอย้ำมา ณ ที่นี้ด้วยความเคารพ)
1. ดูว่ามีการกระทำหรือไม่ แล้วอย่างไรจึงจะถือว่ามีการกระทำ อย่างไรจึงจะไม่ถือว่ามีการกระทำ……ถ้าไม่มีการกระทำก็จบลง ณ จุดนี้ แต่ถ้ามีการกระทำ เราๆท่านๆก็ต้องไปไล่สายในข้อที่ 2 ต่อไป 
2. ถ้ามีการกระทำแล้ว เรามาดูต่อไปว่าแล้วการกระทำนั้นได้กระทำไปจนถึงขั้นตอนที่กฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิดหรือไม่…….ถ้าไม่ถึงขั้นตอนที่กฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิดก็จบลง ณ จุดนี้ แต่ถ้าถึงขั้นตอนที่กฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิดแล้ว เราๆท่านๆก็ต้องไปไล่สายในข้อที่ 3 ต่อไป 
3. ถ้าถึงขั้นตอนที่กฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิด เราๆท่านๆก็ต้องดูต่อไปว่า “การกระทำที่ได้กระทำไปจนถึงขั้นตอนที่กฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิดแล้วนั้น เป็นการกระทำประเภทใด.......ระหว่างการกระทำเคลื่อนไหวร่างกายกับการกระทำที่ไม่เคลื่อนไหวร่างกาย
4. ถ้าเป็นการกระทำเคลื่อนไหวร่างกาย ก็ต้องดูต่อไปว่าเป็นการกระทำเคลื่อนไหวรางกายโดยตรง หรือ โดยอ้อม
5. ถ้าเป็นการกระทำที่ไม่เคลื่อนไหวร่างกาย ก็ต้องดูว่าเป็นการกระทำที่ไม่เคลื่อนไหวร่างกายโดยละเว้น หรือ โดยงดเว้น
6. ท้ายสุดไม่ว่าจะเป็นการกระทำประเภทใดชนิดใดก็ตาม เราๆท่านๆต้องดูต่อไปว่า การกระทำที่เราได้มานั้นมันสัมพันธ์กับผลที่เกิดขึ้นมาหรือไม่ 
7. ขั้นตอนในการไล่สายว่าข้อสอบจะถามถึงขั้นตอนของสายใด เราๆท่านๆก็จะต้องไปดูที่ข้อเท็จจริงในข้อสอบว่า “ข้อเท็จจริงที่ข้อสอบให้มานั้นสื่อถึงเรื่องใดในสายที่ได้กล่าวมาข้างต้นนี้ นั่นเองครับผม……แล้วให้ไปตีความหลักข้อสันนิษฐานข้างล่างนี้ให้เข้าใจก็จักดีมิใช่น้อยนะครับ

“ถ้าข้อเท็จจริงใดปรากฏอยู่ในข้อสอบ ท่านให้สันนิษฐานเอาไว้ก่อนว่าข้อสอบต้องการให้เราตอบข้อเท็จจริงที่ปรากฏอยู่ในข้อสอบนั้นนั่นเอง”
“และถ้าข้อเท็จจริงที่ปรากฏใดตรงกับสายไล่ไหน ท่านให้สันนิษฐานเอาไว้ก่อนว่าข้อสอบต้องการให้เราตอบตามสายที่ข้อเท็จจริงนั้นปรากฏอยู่ในสายนั้นนั่นเอง”

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages