สรุปคำบรรยาย พระธรรมนูญศาล ภาค 2/61 ครั้งที่ 6-8

436 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
Feb 7, 2009, 1:07:10 AM2/7/09
to LAWSIAM, lawsiam com, TRAITHEP tupkit

หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า  kankokub  ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์อนันต์ ชุมวิสูตร ผู้บรรยาย   , ผู้ก่อตั้ง lawsiamgooglegroups และ คุณแบ่งปัน ที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า

ครั้งที่ 6 ( 08/01/52 ) เริ่มอธิบายในส่วนของพระธรรมนูญศาลครั้งที่ 1

                กฎหมายแก้ครั้งล่าสุดกุมภา 51  ใช้บังคับ 19 พฤษภาคม 2543 เหตุผลหลักคือต้องการแยกศาลจากฝ่ายบริหารนี่คือเหตุผลหลัก มีที่มาเริ่มจากรัฐธรรมนูญปี 2540 เสร็จเด็ดขาดพฤษภาคม 2543  ถ้าเราดู พ.ร.บ.ให้ใช้ ตั้งแต่แต่มาตรา 2

                  เราเริ่มที่มาตรา 5 บอกว่าให้ใช้แก่คดีที่ยื่นฟ้องวันที่พระธรรมนูญศาลฉบับนี้เป็นหลัก เอาวันฟ้องคดีเป็นหลักส่วนวันที่เกิดมูลคดีไม่สำคัญ วันฟ้องที่ว่า ตามมาตรา 5 วรรค 1 คือ วันที่ฟ้องคดีต่อศาลชั้นต้น ไม่รวมถึงฟ้อง อุทธรณ์ หรือ ฟ้อง ฎีกา

            ถ้าเราดูตัวอย่างของมาตรา 5 วรรค 1 เช่น คดีลักทรัพย์ศาลอาญา  มาตรา 334 ไม่เกิน 3 หมื่น ปรับไม่เกิน 6พัน ถ้าเราดูก็คือ  17+25(5) เป็นคดีศาลแขวงหรือไม่ก็ผู้พิพากษานายเดียวศาลจังหวัด แต่ถ้าเกิด ก่อน 19 พฤษภาคม 43  แล้วมาฟ้องวันที่ 19 เป๊ะเลย คดีนี้ต้องใช้ตาม ฉบับปัจจุบัน ฉะนั้นทุกเรื่องที่เกี่ยวกับพระธรรมนูญศาล

             ถ้าเป็นฉบับเดิมก็ต้องไปหาผู้พิพากษาเป็นคนที่สองเป็นผุ้พิพากษาธรรมดา จะเป็นแบบนี้นถ้าเป็นแบบเก่า แต่ถ้าเป็นฉบับปัจจุบัน จะต้อง เป็นผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเท่านั้น  ตาม 29(3) ถ้าองค์คณะผิดกฎหมาย คำพิพากษาไม่ชอบ ฉะนั้นจุดแรกที่ต้องรู้คือวันที่เริ่มให้ใช้ ดู มาตรา 5 คือ เริ่มใช้ 19 พฤษภาคม 2543

            แต่ถ้าเริ่มฟ้องคดี ก่อน 19 พฤษภาคม ก็ต้องใช้พระธรรมนูญศาล ฉบับเดิม 2477 จนกว่าคดีถึงที่สุด ( ถือตาม วิแพ่ง ก็คือสิ้นสุดกระบวนความ ไม่ใช่แค่สิ้นสุดแต่ล่ะชั้น )

            แต่ก็มีข้อยกเว้นอยู่ในมาตรา 5 วรรค 2 คือ ถ้าเกิดเหตุตาม

มาตรา 28 เหตุจำเป็นอื่นอันไม่อาจก้าวล่วงชั้นพิจารณา

มาตรา 29 เหตุจำเป็นอื่นอันไม่อาจก้าวล่วงชั้นพิพากษา

มาตรา  30 31

เช่นอยู่ๆคดีสืบพยานเสร็จแล้วเจ้าของสำนวนมีเหตุต้องย้ายไปตายไปเป็นต้นนี่คือมาตรา 29 โดยนิยามทรัพยือยู่ที่มาตรา 30 ส่วนมาตรา 31 คือนิยามเพิ่มเติมตรา 30 ให้กว้างขึ้นไปอีก

แต่เหตุคดีนั้นๆต้องฟ้อง ก่อน 11 ตุลาคม 2545 เป็นต้นไป

สรุปเหตุในมาตรา 28 29 ต้องเกิดตั้งแต่วันที่ 11 ตุลาคม 2545 เป็นต้นไป

ฎีกาตัวอย่างมาตรา 5 พรบให้ใช้

มีคดีตัวอย่าง ฎ. 7223/2545

ตามมาตรา 5 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรมพ.ศ. 2543 บัญญัติว่า "บรรดาคดีที่ได้ยื่นฟ้องก่อนวันที่พระธรรมนูญศาลยุติธรรมท้ายพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้บังคับตามกฎหมายซึ่งใช้อยู่ก่อนวันที่พระธรรมนูญศาลยุติธรรมท้ายพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับจนกว่าคดีจะถึงที่สุด" คำว่า "จนกว่าคดีจะถึงที่สุด" นั้น หมายถึง ถึงที่สุดตามความในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 147 คือ คดีที่ได้มีการอุทธรณ์หรือฎีกา และศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาแล้ว กรณีหาได้มีความหมายว่าถึงที่สุดในแต่ละชั้นศาล ปรากฏว่าคดีนี้โจทก์ได้ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2542 อันเป็นวันก่อนพระธรรมนูญศาลยุติธรรมฉบับนี้ใช้บังคับ คดียังมีการอุทธรณ์ฎีกาต่อมา คดีจึงยังไม่ถึงที่สุดจึงต้องบังคับตามกฎหมายซึ่งใช้อยู่ก่อนคือ พระราชบัญญัติให้ใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ. 2477 และพระธรรมนูญศาลยุติธรรมซึ่งได้ใช้บังคับโดยพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรมฉบับเดิม มาตรา 10(4)(1) ให้อำนาจประธานศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาคดีใด ๆ ของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงมีอำนาจพิจารณาคดีนี้

ฎ. 1675/2546

โจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2543 แม้ต่อมาได้มีพระราชบัญญัติให้ใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2543ยกเลิกพระราชบัญญัติให้ใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ. 2477 และให้ใช้บทบัญญัติแห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรมท้ายพระราชบัญญัติให้ใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรมพ.ศ. 2543 เป็นพระธรรมนูญศาลยุติธรรม แต่ตามพระราชบัญญัติให้ใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 มาตรา 5 วรรคสอง บัญญัติว่า "บรรดาคดีที่ได้ยื่นฟ้องก่อนวันที่พระธรรมนูญศาลยุติธรรมท้ายพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้บังคับตามกฎหมายซึ่งใช้อยู่ก่อนวันที่พระธรรมนูญศาลยุติธรรมท้ายพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับจนกว่าคดีจะถึงที่สุด"คดีของโจทก์จึงต้องบังคับตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมเดิม

 

                 ในพระธรรมนูญศาลเดิมจะมีการแยกคดีแพ่ง ในมาตรา 22 เดิม ในอำนาจนายเดียวของผู้พิพากษา ทุนทรัพย์ต้องไม่เกิน สี่หมื่นบาท หากจะพิจารณาก็ทำได้สี่หมื่นไม่เกิน 1 แสน แต่ไม่มีอำนาจพิพากษา มีแต่อำนาจพิจารณา ฟ้องก่อน 19 พ.ค 43  ต้องใช้กฎหมายฉบับเดิม

นั่นคือมาตรา 5 ที่ต้องสังเกต โดยเฉพาะมาตรา 5 วรรค 2 ที่ไปกระทบ 28 29 30 31 ฉบับนี้ ที่หากเหตุตามสี่มาตรานี้เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่  11 ต.ค. 45 จึงจะใช้กฎหมายปัจจุบัน 

 ถามว่าตรงนี้ออกข้อสอบได้หรือไม่ ออกยากเหมือนกันนะ

                   ต่อไปเลยที่ มาตรา 6 พรบให้ใช้  เดิม รอง มีมากกว่า 1 รอง เปลี่ยนใหม่จึงกลายเป็นว่า ในศาลชั้นต้น และศาลฎีกา ถัดจากรองคนที่สาม คือรองสี่ เป็นต้นไป ให้อยู่ตรง 11 ตุ.ค 45 ตกเก้าอี้ครับ อันนี้คือมาตรา 6 ให้ใช้ มีหลักสำคัญเพียงเท่านี้

                    มาตรา 6 ให้ระดับศาลอุทธรณ์ ระดับรองสอง ตกเก้าอี้ เมื่อ 11 ต.ค 45

วรรคสาม ก็ให้รองช่วย ก็แค่นั้น

มาตรา 7 เป็นเรื่องคอนเฟริม ว่ากฎหมายเดิมที่มีก่อนแยกศาล ถ้าไม่มีการแก้ไขให้ใช้ดังเดิม

มาตรา 8 ก็ให้เบอร์หนึ่งของตุลาการ แทน

จบพรบให้ใช้แล้วครับ จะเห็นได้ว่า มีหลักที่น่าจะออกสอบได้มาตราเดียวคือ มาตรา 5

คราวนี้มาดูตัวจริง พระธรรมนูญศาล

             มาตรา 1 ให้มี 3 ชั้น อย่าบอกว่ามี 3 ศาลนะครับเชยแหลก  ปัจจุบันศาลอุทธรณ์ มี 10 ศาล ศาลฎีกา มี 1 เดียว แต่ในข้างในแบ่งแผนกกันอย่างกับรังปลวก แผนกล่าสุดคือแผนกคดีเลือกตั้ง ข้อสอบเนคงไม่ออกหรอกว่าจะมีแผนกอะไรบ้าง แต่นึกถึงสนามจิ๋ว ที่มีหลักว่าไม่ให้ออกตุ๊กตา 100 เปอร์เซ็นต์ ที่เนฯไม่มีแบบนี้อย่าหวัง

               ศาลชั้นต้นก็มีศาลชำนัญพิเศษได้ กรุงเทพ มี 5 ศาลจังหวัด ส่วนศาลชั้นต้นก็มีต่างจังหวัดรอบนอก ศาลพิเศษก็พวก ศาลเยาวชนและครอบครัว       

               ส่วนศาลชำนัญ ( หลักการ ) 10 ศาล ต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในเรื่องแรงงาน ภาษีก็เหมือนกัน

            มาตรา 2 ก็อธิบายว่าศาลชั้นต้นมีอะไรบ้าง ชิวๆ ไม่น่าออกข้อสอบได้  รวมทั้งศาลยุติธรรมอื่นก็เป็นศาลชั้นต้น  ใครอยากรู้ก็ไปดูพรบจัดตั้งศาล  ศาลจังหวัดเคยมีคนพูดเล่นว่าไปตั้งที่อำเภอทำไมไม่เรียกศาลอำเภอ ก็เป็นเกร็ดสังเกตเล่นๆ

            ปัจจุบันนี้บางจังหวัดไม่มีศาลแขวง และปัจจุบันก็ไม่ตั้งศาลแขวงเพิ่มเพราะมีพรบวิแขวงให้ใช้ได้ องค์คณะก็นายเดียวได้ เป็นตามพ.ร.บนำวิแขวงไปใช้ในศาลจังหวัด ศาลชำนัญพิเศษ มี ศาลแรงงาน ( 10 ศาล ) ศาลภาษีอากร ศาลทรัพย์สินทางปัญญาการค้าระหว่างประเทศ ศาลล้มละลาย   

            ก็พอรู้จักหน้าตาศาลชั้นต้นแล้ว

            มาตรา 3 พูดถึงศาลอุทธรณ์  ก็เป็นเรื่องแจ้งให้ทราบไม่น่าออกได้เลย  หลักการศาลอุทธรณ์ภาคก็คือครอบศาลชั้นต้นในภาคนั้นๆ เป็นการครอบเขตเดียวกันอยู่มีพิเศษคือศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ศาลต่างๆในกรุงเทพในเขตภาค 1 แต่เวลาอุทธรณ์ไม่ขึ้นอุทธรณ์ภาค 1 แต่ขึ้นอุทธรณ์รัชดา

            มาตรา 4 ต่อเลยครับเป็นเรื่องที่ต้องเร็วเพราะเป็นระเบียบภายในมากกว่า  ตอนแยกศาลยุติธรรม ปี 43 เป็นกต ศาลยุติธรรม เป็นการแบ่งแผนกใน

            มาตรา 5 เป็นเรื่องหน้าที่ประธานศาลฎีกา มหน้าที่ออกระเบียบ เป็นการที่มีข้อสังเกตว่าต้องแก้ให้สอดคล้องกับ 11 ( 4 ) หรือไม่

เอาไว้คราวหน้าจะอธิบาย ว่า มาตรา 11 มีดียังไงถึงเคยออกข้อสอบผู้ช่วยมาแล้ว

 

ครั้งที่ 7 ( 15/01/52 ) เริ่มอธิบายในส่วนของพระธรรมนูญศาลครั้งที่ 2

         

  คราวที่แล้วได้พูดถึงมาตรา 4 ซึ่งไม่มีอะไรมากในเชิงที่จะนำไปออกข้อสอบได้  

            มาตรา 5 ให้ประธานศาลวางระเบียบเพื่อให้เกิดความเรียบร้อย และให้คำแนะนำ อันนี้แก้ปี 51 แต่ก่อนใช้คำว่าดูแล ที่มาก็คือระเบียบที่มีเยอะมาก  เช่น ระเบียบตุลากาลฉบับที่ 9 ที่ให้เปิดทำการในวันหยุด เป็นระเบียบที่ไปอ่านได้เลยว่าศาลเปิดวันไหนบ้างอันนี้ผ่านนะครับไม่ยุ่งยาก

            มาตรา 6 ก็ยังเป็นเรื่อง ระเบียบบริหารราชการ มีจุดสังเกต คือโดยความเห็นชอบของกบศ มีอำนาจ ให้ความเห็น จัดตั้ง ยุบเลิก เปลี่ยนแปลงเขตศาล เลขาธิการก็คือ สายบังคับบัญชาสูงสุดของสำนักงานศาลยุติธรรม  ก็ไม่น่าออกสอบได้

            มาตรา 7 ก็คือให้กบศ เป็นผู้กำหนดจำนวนผู้พิพากษา ในแต่ล่ะศาลยุติธรรม กบศเป็นผู้กำหนดกำลังรบ กต เป็นผู้แต่งตั้ง ลงโทษ ให้คุณ  ก็ไม่น่าออกสอบได้

            มาตรา 8  ศาลฎีกาก็มีประธาน 1 คน ศาลอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาคก็ให้มีเบอร์หนึ่งได้เพียง ศาลล่ะ 1 คน ศาลอื่นๆก็เช่นกัน  

                        ส่วนรอง ศาลฎีกาปัจจุบันมี 6 รอง ตามกฎหมาย( ในหลักการได้เพียง 1 คนแต่ อาจกำหนดมากกว่า 1 ก็ได้ แต่ไม่เกิน 6 ) ส่วนศาลอุทธรณ์ก็ เช่นกัน รองได้ไม่เกิน 3 คน

                        ตรงนี้แค่จับตำแหน่ง ในเชิงข้อสอบเน เป็นเพียงตัวประกอบ ที่ไป ออกในหลัก มาตรา 9 ( มาตรา 9 เป็น จุดหนึ่งที่ ออกข้อสอบได้ )ข้อสอบเนไม่ออกในมาตรา 8 วรรค 2 แต่เพื่อความไม่ประมาทก็ดูเผื่อไว้ก็ดี

                        ถ้ามีตำแหน่งว่างลงมีหลายรอง รองไหนขึ้นแทนก็ต้องเป็นรองเบอร์หนึ่งขึ้นแทนใน หกรองเมื่อกี้ขึ้นแทน การขึ้นแบบนี้ขึ้นโดยอัตโนมัติตามกฎหมายไม่ต้องให้มีใครมาสั่ง เมื่อขึ้นมาแล้ว ก็มีอำนาจอย่างเบอร์หนึ่งทุกประการ มีอำนาจทุกอย่าง

                        ว่างลง หมายความว่า ตาย หรือ ย้าย หรือ ออก ( ลาออก หรือ ปลดออก หรือ ให้ออกแล้วแต่ ) หรือ อีกกรณีหนึ่งคือเป็นผู้พิพากษาอาวุโส เป็นอย่างไรติดไว้ก่อน

                        ส่วนในกรณีไม่อาจปฏิบัติราชการได้ คือ ลาต่างๆที่ไม่ใช่ ลาออกใช่หมด เป็นผู้ทำการแทนไม่ใช่รักษาราชการแทนนะ เขียนผิด ถือว่าผิดเลยนะครับ

                        ปัญหาถ้ารอง 1 ไม่ว่าง ก็ให้รองอาวุโสถัดไป ขึ้นมาแทน  ทุกอย่างขึ้นโดยอัตโนมัติ

ผุ้พิพากษาที่มีอาวุโส ต่างกับผู้พิพากษาอาวุโส ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป เป็นชื่อตำแหน่งตุลากาล

           

 

พอมามาตรา  8 วรรค 3  กังวลว่าถ้าเกิดขัดข้องทางเทคนิค ก็เลยให้ ประธานศาลฎีกา สั่งให้ไปจัดการเป็นเบอร์หนึ่งในศาลนั้นๆ โดยจะสั่งให้ผู้พิพากษาคนใดก็ได้มาแทน ( แต่ในทางปฏิบัติก็จะสั่งให้ผู้พิพากษาที่เหมาะสมมาแทน )

            มาตรา 8 วรรค ท้าย กับ มาตรา 9 วรรค ท้าย เขียนเหมือนกันก็คือห้ามเด็ดขาดไม่ให้ผู้พิพากษาอาวุโสกับผู้พิพากษาประจำศาลมาเป็นเบอร์หนึ่งไม่ได้ เพราะท่านแก่แล้ว และเด็กคือพรรษาทางตุลากาลน้อยไป  

            ผู้พิพากษาประจำศาลก็คือผู้พิพากษาที่พึ่งขึ้นชั้นมาจากผู้ช่วยผู้พิพากษานั่นเอง จากเณรมาเป็นพระใหม่นั่นเอง

            การที่ท่านประธานสั่งตามวรรค 4 นั้นคนล่ะเรื่องกับท่านประธานสั่งให้ไปช่วยทำงานเนื่องจากศาลอื่นคนไม่พอที่ว่าไม่เกินหกเดือน

            สังเกตดูที่ว่ามาตรา 8 วรรค 2 พูดแค่เบอร์หนึ่งว่างลงแต่ถ้า เบอร์ 2 ว่างลงหล่ะ ไม่นำมาใช้ใน มาตรานี้ เพราะเรื่องของรองเป็นรเรื่องที่ขึ้นตามระเบียบโดยออโต้อยู่แล้ว

            การสั่งตามมาตรา 8 วรรค 4  ไม่ต้องถามความยินยอม และสามารถสั่งได้นานตราบเท่าที่ เบอร์หนึ่งศาลนั้นจะมา  จะนานกว่า 6 เดือนก็ได้ไม่ต้องเข้า กต  ซึ่งต่างจากพ.ร.บ. ให้ช่วยราชการ

              มาตรา 9 ก็คล้ายกับมาตรา 8 เลย แต่มาตรา 9 เป็นเรื่องของศาลชั้นต้น

            มาตรา 9 วรรค 2 กับวรรค ท้าย มักโยงไป 28 29 ลองดูก็ได้ครับ

28 เกิดเหตุจำเป็นอื่นอันไม่อาจกล่าวล่วงได้ ดูมาตรา 30 คือคำแปล อ่าน 30 แปลตรงๆตัว อ่าน 31 คือให้รวมถึงเหตุอันนี้ด้วยนะ  นั่นคือทางแก้ของกฎหมายที่ให้เบอร์หนึ่งของศาลนั้นๆเข้าว่าคดีแทน มาตรา 28 มอบหมายได้ มาตรา 29 แทนไม่ได้

 

ครั้งที่ 8 ( 21/01/52 ) เริ่มอธิบายในส่วนของพระธรรมนูญศาลครั้งที่ 3

 

สมมุติว่าจะเอามาตรา 9 มาเป็นตุ๊กตาจะสร้างอย่างไร มาตรา 9 ถ้ามาเป็นคำถามก็ไม่มามาตรา เดียว จะมาโยงกับมาตราอื่นด้วย จะยกตัวอย่างสัก สามตัวอย่าง ( ไม่ได้บอกข้อสอบนะ )

ตัวอย่างประกอบมาตรา 9

 

ตัวอย่างที่ 1

            อัยการฟ้องจำเลยต่อศาลแขวงราชบุรีให้ลงโทษ ฐานลักทรัพย์มาตรา 334 ระวางโทษไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 6 พันบาท นายแสบคนเดียวพิจารณาคดีนี้ ก่อนทำคำพิพากษานายแสบได้รับคำสั่งให้ไปรับราชการที่อื่น  ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแขวงราชบุรีป่วยไม่อาจมาปฏิบัติราชการได้ นายนกผุ้พิพากษาอาวุโสเห็นว่าตนพิจารณาได้และทำคำพิพากษาได้ นายยมอาวุโสรองลงมาทำคำพิพากษาตัดหน้านายนก พิพากษา จำ 1 ปี ปรับ 5 พันบาท โทษจำให้รอไว้

ถาม นายนกมีอำนาจทำหรือไม่ การทำคำพิพากษาของนายยมชอบหรือไม่

ตอบ  ก็ต้องไปดูมาตรา 17 + 25 ( 5 ) อันนี้คืออำนาจของศาลแขวงในคดีอาญาเป็นสเต็บแรกที่ต้องทำเลยในข้อสอบ พระธรรมนูญศาลคืออำนาจศาลแขวง ก็จะได้คำตอบว่า ศาลแขวงมีอำนาจคดีที่อัตราทาจำคุกอย่างสูงไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท  แสดงว่าผ่านสเต็บแรกได้แล้ว

            องค์คณะไม่จำต้องมากกว่า 1 ขึ้นไป ศาลแขวงผู้พิพากษาคนเดียวพิจารณาได้อยู่แล้วนายแสบทำถูกแล้ว แสดงว่ายังไม่ได้ทำคำพิพากษาค้างอยู่

            ผู้พิพากษาอาวุโส แปลว่าแก่ อย่าปนกับผู้พิพากษาอาวุโสถัดจากหัวหน้าศาล  ซึ่งข้อเท็จจริงนี้คือ นายยม คือหนุ่ม  นายนกแม้เป็นอดีตอธิบดีภาค ก็ตาม แต่นายยมคนหนุ่มตัดหน้าเสียก่อน ถามคนแก่ถ้าจะทำทำได้หรือไม่

 ก็ต้องตอบว่า  ใช้มาตรา 29 มาจับ เพราะเกิดเหตุจำเป็นอื่นในช่วงทำคพิพากษา ไม่ใช่นำมาตรา 28 มาใช้นะครับเพราะมาตรา 28 ใช้กรณีเกิดเหตุจำเป็นอื่นในชั้นพิจารณา เวลาตอบก็ต้องโยงมาตรา 30 ด้วยในส่วนของเหตุจำเป็นอื่นที่เกิดขึ้นด้วย คือให้เบอร์หนึ่งแต่ล่ะศาลแม้เป็นผู้ที่ไม่ได้นั่งพิจารณาคดีมาก่อนก็มีอำนาจทำคำพิพากษาคดีนั้นได้เป็นหลักยกเว้นมาจากมาตรา 29  

แต่มีปัญหาซ้อนไปอีกชั้นตรงที่เบอร์หนึ่งคือผู้พิพากษาหัวหน้าศาล ไม่อยู่ก็ต้องนำมาตรา 9 มาใช้  คือนำ มาตรา 9 วรรค 2 มาจับโดยอัตโนมัติ ดังนั้น นายนก ที่แก่นั้น ไม่มีอำนาจมาจับเพราะไม่ใช่ผู้ที่มีอาวุโสถัดมาจากหัวหน้าศาลและต้องห้ามตาม มาตรา 9 วรรคท้ายอย่างชัดเจนเลย

            นายยมคือคนที่มีอาวุโสสูงสุดถัดจากหัวหน้าศาลจึงขึ้นตามมาตรา 9 บัดนนี้นายยมคือบุคคลตามมาตรา 29 (3 )

            ถามว่านายยม คนหนุ่มทำคำพิพากษาถูกหรือไม่ ก็ตาม 17 + 25 ( 5 ) ก็ต้องดูมาตรา 31 ( 2 ) อีกด้วย  แม้จะเป็นการไม่เป็นการจำคุกจริงเพราะให้รอลงอาญา แต่ก็ต้องถือว่าเป็นการลงโทษเกิน เดือนแล้ว ผู้พิพากษานายเดียวจึงทำคำพิพากษาไม่ได้

ฎ.5943/2548

ศาลแขวงพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 1 ปี และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี และให้คุมความประพฤติจำเลยไว้ แต่มีผู้พิพากษาลงนามในคำพิพากษาเพียงคนเดียว เป็นกรณีที่ศาลแขวงมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (5) เพราะผู้พิพากษาคนเดียวจะพิพากษาลงโทษจำคุกเกินหกเดือน หรือปรับเกินหนึ่งหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งโทษจำคุกหรือปรับอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างเกินอัตราที่กล่าวแล้วไม่ได้ คำพิพากษาศาลแขวงจึงไม่ชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าว ซึ่งมีผลทำให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้

ปัญหาข้างต้นเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 9/2548)

มาตรา 9 28 29 30 31 25 17 คือกลุ่มมาตรา เป้าหมาย

ตัวอย่างที่ 2

นายแดงกับนายดำ ถูกย้ายไปเป็นหัวหน้าศาลศาลอื่น หัวหน้าศาลก็มอบหมายให้นายเหลือง เป็นองค์คระร่วมกับหัวหน้าศาลนั่นแหละ ลงนามในคำพิพากษาถามว่าคำพิพากษานี้ถูกกฎหมายหรือไม่

ตอบ หลักเบื้องต้นคือคนที่มีอำนาจทำคำพิพากษาคือคนที่นั่งพิจารณาคดี นี่คือหลักเบื้องต้น แต่มีมาตรายกเว้น คือ มาตรา 29 ( เพราะเกิดในชั้นทำคำพิพากษา ) โดยโยงมาตรา 30 เป็นนิยาม ใครจะเป็นคนมาแก้ปัญหา เกิดที่ศาลจังหวัด ตามคำพิพากษาไม่ได้พูดถึงอธิบดีภาคเลย  ก็ มาตรา 29 นี้บังคับว่าเบอร์หนึ่งต้องเป็นผู้มาทำแทนเองมอบหมายให้คนอื่นมาทำแทนไม่ได้ ( อันนี้เป็นจุดตัดที่วัดว่ารู้ความแตกต่างระหว่างมาตรา 28 และ 29 หรือไม่ ) ฉะนั้นต้องตอบว่านายเหลืองไม่มีอำนาจทำคำพิพากษาเพราะไม่เข้าเหตุมาตรา 9

คดีแพ่งที่ฟ้องศาลจังหวัด ผู้พิพากษานายเดียวตัดสินได้หรือไม่ เป็นคดีฟ้องขับไล่ ไม่มีทุนทรัพย์ หัวหน้าศาลคนเดียวตัดสินคดีนี้ไม่ได้ เพราะเกินอำนาจผู้พิพากษาคนเดียว เพราะฉะนั้นทั้งข้อคือหลอกตลอดเลยครับ

ตัวอย่างเอาแค่นี้เอาแค่พอท้วมๆ แล้วมาต่อกัน

มาตรา 11 ต่อจากคราวที่แล้ว ว่ามีการแก้ไขตรง ( 1 )  เป็นนั่งพิจารณาและพิพากษาคดีใดๆของศาลนั้น  แปลว่าทุกคดี ไม่ใช่ แค่คดีใหญ่เหมือนแต่ก่อนแล้ว ( อธิบดีภาคมีอำนาจเหมือนกันทุกอย่างโดยโยงจากมาตรา 14 )  สังเกตว่าต้องเคยนั่งพิจารณาคดีมาก่อน นะจึงจะทำคำพิพากษาได้ และ เพิ่มเติมอีกคือเรื่องความเห็นแย้งที่ไม่จำเป็นต้องนั่งพิจารณามาก่อนก็ได้

            ก่อนแก้ให้ชัดเจนอย่างนี้มีการแปลกฎหมายอย่างขัดข้องคือหัวหน้าหรืออธิบดีหัวหน้าศาลไม่มีอำนาจพิจารณาและทำความเห็นแย้ง นี่คือเดิมก่อนแก้กฎหมายปี 51

ปัญหาว่าหลักการเดิมที่ให้ให้อธิบดีภาคหรือหัวหน้าศาลนั้นมาดูคดีที่เป็นที่สนใจหรือเป็นคดีใหญ่ๆ จะทิ้งหลักการเดิมหรือไม่ แต่ในทางปฏิบัติก็ยังไม่ทิ้ง ถ้ามีคดีที่มีความสำคัญอย่าง ( 1 ) ก่อนแก้ หัวหน้าศาลหรืออธิบดีภาค ควร เข้าไปพิจารณาอยู่เช่นเจตนารมณ์ของกฎหมายเดิม

            ชุดแรก คดี 107-129 นี่คือคดีความมั่นคง คดีเกี่ยวกับสิ่งเสพย์ติด จำนวนมาก คดีที่เกี่ยวกับองค์กรข้ามชาติ คดีล้มบนฝูก  คดีปั่นหุ้น คดีเกี่ยวกับอาชญากรรมเสรษฐกิจ คดีที่กระทบต่อสิ่งแวดล้มและทรัพยากรธรรมชาติ

            ชุดสอง คดีที่มีประชาชนให้ความสนใจ เช่น ตัวผุ้กระทำความผิดเป้นบุคคลสำคัญ หรือวิธีการ ที่ซับว้อน

            ชุดสาม คดีอาญาโทษร้ายแรง คดีที่การกระทำของจำเลยโหดเหี้ยมร้ายแรง กระทบต่อความรู้สึกต่อของประชาชน คดีแพ่งคดีที่มีจำนวนทุนทรัพย์สูง สูงนี้ ก็ แล้วแต่ ท้องที่ ศาลเบตง 5 ล้าน อาจมองว่าสูง  คดีละเมิดอำนาจศาล

            เหล่านี้คือคดีที่เบอร์หนึ่งแต่ล่ะศาลควรเข้าไป

            มาตรา 11 ( 2 )  ก็ดูมาตราต่างๆว่ามีมาตราใดที่ให้อำนาจเฉพาะเบอร์หนึ่งเป็นผู้สั่งเช่น มาตรา 26 ป.วิ.พ.

            ( 4 ) ก็ไม่น่าเชื่อเคยมีนำมาออกข้อสอบผู้ช่วยมาแล้ว

คำถามว่าโจทก์ลุกล้ำไป 1 แสนบาททำให้โจทก์เสียหาย ขอท้ายฟ้องว่าที่ดินนั้นเป็นของโจทก์และขอให้ถอนที่ดินออกไปและให้จ่ายเสียหาย จำเลยให้การว่าสร้างในที่ดินตนขอให้ยกฟ้อง ศาลจังหวัดเห็นว่าเป็นเหตุตามสาลแขวงให้โอนคดีไป 16 วรรค 4  พอมาศาลแขวงก็จ่ายคดีให้แก่นายเปียก นายเปียกเห็นว่าต้องการให้ใช้ค่าเสียหาย ไป แต่ติดตรงคำขอที่ว่าให้รื้อถอนไป ที่เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์  เลยมาปรึกษาหัวหน้าศาล ตาม 11 ( 4 ) คำถามโฟกัส 11 ( 4 ) แต่ถามกระจายไปทั่ว

1.ศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาคดีนี้หรือไม่

ตอบ คดีนี้เริ่มต้นให้ศาลจังหวัดพิพากษาให้ที่ดินนั้นเป็นของโจทก์ จำเลยต่อสู้ว่าเป็นของจำเลยจึงเป็นการต่อสู้กรรมสิทธิ์ เงินค่าเสียหายนั้นไม่สำคัญเท่าที่ดิน เป็นคดีมีทุนทรัพย์กี่บาท คำถามบอกแล้วว่าไม่เกิน 3 แสนบาท ( ราคาที่ 1 แสน+  ค่าเสียหายก็ไม่เกิน ) ส่วนที่ว่าให้ทำที่ดินให้มีสภาพเดิม นั้นเหมือนจะเป็นกรณีที่เป็นคำขอไม่มีทุนทรัพย์แต่ พิจารราดุแล้วจะเห็นว่าเป็นคำขอต่อเนื่องกัน จึงสามารถ วินิจฉัยได้  นายเปียกมีอำนาจวินิจฉัยคดีได้ตลอดไปทั้งคดี

 

ครั้งที่ 6 ( 08/01/52 ) เริ่มอธิบายในส่วนของพระธรรมนูญศาลครั้งที่ 1

                กฎหมายแก้ครั้งล่าสุดกุมภา 51  ใช้บังคับ 19 พฤษภาคม 2543 เหตุผลหลักคือต้องการแยกศาลจากฝ่ายบริหารนี่คือเหตุผลหลัก มีที่มาเริ่มจากรัฐธรรมนูญปี 2540 เสร็จเด็ดขาดพฤษภาคม 2543  ถ้าเราดู พ.ร.บ.ให้ใช้ ตั้งแต่แต่มาตรา 2

                  เราเริ่มที่มาตรา 5 บอกว่าให้ใช้แก่คดีที่ยื่นฟ้องวันที่พระธรรมนูญศาลฉบับนี้เป็นหลัก เอาวันฟ้องคดีเป็นหลักส่วนวันที่เกิดมูลคดีไม่สำคัญ วันฟ้องที่ว่า ตามมาตรา 5 วรรค 1 คือ วันที่ฟ้องคดีต่อศาลชั้นต้น ไม่รวมถึงฟ้อง อุทธรณ์ หรือ ฟ้อง ฎีกา

            ถ้าเราดูตัวอย่างของมาตรา 5 วรรค 1 เช่น คดีลักทรัพย์ศาลอาญา  มาตรา 334 ไม่เกิน 3 หมื่น ปรับไม่เกิน 6พัน ถ้าเราดูก็คือ  17+25(5) เป็นคดีศาลแขวงหรือไม่ก็ผู้พิพากษานายเดียวศาลจังหวัด แต่ถ้าเกิด ก่อน 19 พฤษภาคม 43  แล้วมาฟ้องวันที่ 19 เป๊ะเลย คดีนี้ต้องใช้ตาม ฉบับปัจจุบัน ฉะนั้นทุกเรื่องที่เกี่ยวกับพระธรรมนูญศาล

             ถ้าเป็นฉบับเดิมก็ต้องไปหาผู้พิพากษาเป็นคนที่สองเป็นผุ้พิพากษาธรรมดา จะเป็นแบบนี้นถ้าเป็นแบบเก่า แต่ถ้าเป็นฉบับปัจจุบัน จะต้อง เป็นผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเท่านั้น  ตาม 29(3) ถ้าองค์คณะผิดกฎหมาย คำพิพากษาไม่ชอบ ฉะนั้นจุดแรกที่ต้องรู้คือวันที่เริ่มให้ใช้ ดู มาตรา 5 คือ เริ่มใช้ 19 พฤษภาคม 2543

            แต่ถ้าเริ่มฟ้องคดี ก่อน 19 พฤษภาคม ก็ต้องใช้พระธรรมนูญศาล ฉบับเดิม 2477 จนกว่าคดีถึงที่สุด ( ถือตาม วิแพ่ง ก็คือสิ้นสุดกระบวนความ ไม่ใช่แค่สิ้นสุดแต่ล่ะชั้น )

            แต่ก็มีข้อยกเว้นอยู่ในมาตรา 5 วรรค 2 คือ ถ้าเกิดเหตุตาม

มาตรา 28 เหตุจำเป็นอื่นอันไม่อาจก้าวล่วงชั้นพิจารณา

มาตรา 29 เหตุจำเป็นอื่นอันไม่อาจก้าวล่วงชั้นพิพากษา

มาตรา  30 31

เช่นอยู่ๆคดีสืบพยานเสร็จแล้วเจ้าของสำนวนมีเหตุต้องย้ายไปตายไปเป็นต้นนี่คือมาตรา 29 โดยนิยามทรัพยือยู่ที่มาตรา 30 ส่วนมาตรา 31 คือนิยามเพิ่มเติมตรา 30 ให้กว้างขึ้นไปอีก

แต่เหตุคดีนั้นๆต้องฟ้อง ก่อน 11 ตุลาคม 2545 เป็นต้นไป

สรุปเหตุในมาตรา 28 29 ต้องเกิดตั้งแต่วันที่ 11 ตุลาคม 2545 เป็นต้นไป

ฎีกาตัวอย่างมาตรา 5 พรบให้ใช้

มีคดีตัวอย่าง ฎ. 7223/2545

ตามมาตรา 5 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรมพ.ศ. 2543 บัญญัติว่า "บรรดาคดีที่ได้ยื่นฟ้องก่อนวันที่พระธรรมนูญศาลยุติธรรมท้ายพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้บังคับตามกฎหมายซึ่งใช้อยู่ก่อนวันที่พระธรรมนูญศาลยุติธรรมท้ายพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับจนกว่าคดีจะถึงที่สุด" คำว่า "จนกว่าคดีจะถึงที่สุด" นั้น หมายถึง ถึงที่สุดตามความในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 147 คือ คดีที่ได้มีการอุทธรณ์หรือฎีกา และศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาแล้ว กรณีหาได้มีความหมายว่าถึงที่สุดในแต่ละชั้นศาล ปรากฏว่าคดีนี้โจทก์ได้ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2542 อันเป็นวันก่อนพระธรรมนูญศาลยุติธรรมฉบับนี้ใช้บังคับ คดียังมีการอุทธรณ์ฎีกาต่อมา คดีจึงยังไม่ถึงที่สุดจึงต้องบังคับตามกฎหมายซึ่งใช้อยู่ก่อนคือ พระราชบัญญัติให้ใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ. 2477 และพระธรรมนูญศาลยุติธรรมซึ่งได้ใช้บังคับโดยพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรมฉบับเดิม มาตรา 10(4)(1) ให้อำนาจประธานศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาคดีใด ๆ ของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงมีอำนาจพิจารณาคดีนี้

ฎ. 1675/2546

โจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2543 แม้ต่อมาได้มีพระราชบัญญัติให้ใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2543ยกเลิกพระราชบัญญัติให้ใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ. 2477 และให้ใช้บทบัญญัติแห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรมท้ายพระราชบัญญัติให้ใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรมพ.ศ. 2543 เป็นพระธรรมนูญศาลยุติธรรม แต่ตามพระราชบัญญัติให้ใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 มาตรา 5 วรรคสอง บัญญัติว่า "บรรดาคดีที่ได้ยื่นฟ้องก่อนวันที่พระธรรมนูญศาลยุติธรรมท้ายพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้บังคับตามกฎหมายซึ่งใช้อยู่ก่อนวันที่พระธรรมนูญศาลยุติธรรมท้ายพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับจนกว่าคดีจะถึงที่สุด"คดีของโจทก์จึงต้องบังคับตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมเดิม

 

                 ในพระธรรมนูญศาลเดิมจะมีการแยกคดีแพ่ง ในมาตรา 22 เดิม ในอำนาจนายเดียวของผู้พิพากษา ทุนทรัพย์ต้องไม่เกิน สี่หมื่นบาท หากจะพิจารณาก็ทำได้สี่หมื่นไม่เกิน 1 แสน แต่ไม่มีอำนาจพิพากษา มีแต่อำนาจพิจารณา ฟ้องก่อน 19 พ.ค 43  ต้องใช้กฎหมายฉบับเดิม

นั่นคือมาตรา 5 ที่ต้องสังเกต โดยเฉพาะมาตรา 5 วรรค 2 ที่ไปกระทบ 28 29 30 31 ฉบับนี้ ที่หากเหตุตามสี่มาตรานี้เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่  11 ต.ค. 45 จึงจะใช้กฎหมายปัจจุบัน 

 ถามว่าตรงนี้ออกข้อสอบได้หรือไม่ ออกยากเหมือนกันนะ

                   ต่อไปเลยที่ มาตรา 6 พรบให้ใช้  เดิม รอง มีมากกว่า 1 รอง เปลี่ยนใหม่จึงกลายเป็นว่า ในศาลชั้นต้น และศาลฎีกา ถัดจากรองคนที่สาม คือรองสี่ เป็นต้นไป ให้อยู่ตรง 11 ตุ.ค 45 ตกเก้าอี้ครับ อันนี้คือมาตรา 6 ให้ใช้ มีหลักสำคัญเพียงเท่านี้

                    มาตรา 6 ให้ระดับศาลอุทธรณ์ ระดับรองสอง ตกเก้าอี้ เมื่อ 11 ต.ค 45

วรรคสาม ก็ให้รองช่วย ก็แค่นั้น

มาตรา 7 เป็นเรื่องคอนเฟริม ว่ากฎหมายเดิมที่มีก่อนแยกศาล ถ้าไม่มีการแก้ไขให้ใช้ดังเดิม

มาตรา 8 ก็ให้เบอร์หนึ่งของตุลาการ แทน

จบพรบให้ใช้แล้วครับ จะเห็นได้ว่า มีหลักที่น่าจะออกสอบได้มาตราเดียวคือ มาตรา 5

คราวนี้มาดูตัวจริง พระธรรมนูญศาล

             มาตรา 1 ให้มี 3 ชั้น อย่าบอกว่ามี 3 ศาลนะครับเชยแหลก  ปัจจุบันศาลอุทธรณ์ มี 10 ศาล ศาลฎีกา มี 1 เดียว แต่ในข้างในแบ่งแผนกกันอย่างกับรังปลวก แผนกล่าสุดคือแผนกคดีเลือกตั้ง ข้อสอบเนคงไม่ออกหรอกว่าจะมีแผนกอะไรบ้าง แต่นึกถึงสนามจิ๋ว ที่มีหลักว่าไม่ให้ออกตุ๊กตา 100 เปอร์เซ็นต์ ที่เนฯไม่มีแบบนี้อย่าหวัง

               ศาลชั้นต้นก็มีศาลชำนัญพิเศษได้ กรุงเทพ มี 5 ศาลจังหวัด ส่วนศาลชั้นต้นก็มีต่างจังหวัดรอบนอก ศาลพิเศษก็พวก ศาลเยาวชนและครอบครัว       

               ส่วนศาลชำนัญ ( หลักการ ) 10 ศาล ต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในเรื่องแรงงาน ภาษีก็เหมือนกัน

            มาตรา 2 ก็อธิบายว่าศาลชั้นต้นมีอะไรบ้าง ชิวๆ ไม่น่าออกข้อสอบได้  รวมทั้งศาลยุติธรรมอื่นก็เป็นศาลชั้นต้น  ใครอยากรู้ก็ไปดูพรบจัดตั้งศาล  ศาลจังหวัดเคยมีคนพูดเล่นว่าไปตั้งที่อำเภอทำไมไม่เรียกศาลอำเภอ ก็เป็นเกร็ดสังเกตเล่นๆ

            ปัจจุบันนี้บางจังหวัดไม่มีศาลแขวง และปัจจุบันก็ไม่ตั้งศาลแขวงเพิ่มเพราะมีพรบวิแขวงให้ใช้ได้ องค์คณะก็นายเดียวได้ เป็นตามพ.ร.บนำวิแขวงไปใช้ในศาลจังหวัด ศาลชำนัญพิเศษ มี ศาลแรงงาน ( 10 ศาล ) ศาลภาษีอากร ศาลทรัพย์สินทางปัญญาการค้าระหว่างประเทศ ศาลล้มละลาย   

            ก็พอรู้จักหน้าตาศาลชั้นต้นแล้ว

            มาตรา 3 พูดถึงศาลอุทธรณ์  ก็เป็นเรื่องแจ้งให้ทราบไม่น่าออกได้เลย  หลักการศาลอุทธรณ์ภาคก็คือครอบศาลชั้นต้นในภาคนั้นๆ เป็นการครอบเขตเดียวกันอยู่มีพิเศษคือศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ศาลต่างๆในกรุงเทพในเขตภาค 1 แต่เวลาอุทธรณ์ไม่ขึ้นอุทธรณ์ภาค 1 แต่ขึ้นอุทธรณ์รัชดา

            มาตรา 4 ต่อเลยครับเป็นเรื่องที่ต้องเร็วเพราะเป็นระเบียบภายในมากกว่า  ตอนแยกศาลยุติธรรม ปี 43 เป็นกต ศาลยุติธรรม เป็นการแบ่งแผนกใน

            มาตรา 5 เป็นเรื่องหน้าที่ประธานศาลฎีกา มหน้าที่ออกระเบียบ เป็นการที่มีข้อสังเกตว่าต้องแก้ให้สอดคล้องกับ 11 ( 4 ) หรือไม่

เอาไว้คราวหน้าจะอธิบาย ว่า มาตรา 11 มีดียังไงถึงเคยออกข้อสอบผู้ช่วยมาแล้ว

 

ครั้งที่ 7 ( 15/01/52 ) เริ่มอธิบายในส่วนของพระธรรมนูญศาลครั้งที่ 2

         

  คราวที่แล้วได้พูดถึงมาตรา 4 ซึ่งไม่มีอะไรมากในเชิงที่จะนำไปออกข้อสอบได้  

            มาตรา 5 ให้ประธานศาลวางระเบียบเพื่อให้เกิดความเรียบร้อย และให้คำแนะนำ อันนี้แก้ปี 51 แต่ก่อนใช้คำว่าดูแล ที่มาก็คือระเบียบที่มีเยอะมาก  เช่น ระเบียบตุลากาลฉบับที่ 9 ที่ให้เปิดทำการในวันหยุด เป็นระเบียบที่ไปอ่านได้เลยว่าศาลเปิดวันไหนบ้างอันนี้ผ่านนะครับไม่ยุ่งยาก

            มาตรา 6 ก็ยังเป็นเรื่อง ระเบียบบริหารราชการ มีจุดสังเกต คือโดยความเห็นชอบของกบศ มีอำนาจ ให้ความเห็น จัดตั้ง ยุบเลิก เปลี่ยนแปลงเขตศาล เลขาธิการก็คือ สายบังคับบัญชาสูงสุดของสำนักงานศาลยุติธรรม  ก็ไม่น่าออกสอบได้

            มาตรา 7 ก็คือให้กบศ เป็นผู้กำหนดจำนวนผู้พิพากษา ในแต่ล่ะศาลยุติธรรม กบศเป็นผู้กำหนดกำลังรบ กต เป็นผู้แต่งตั้ง ลงโทษ ให้คุณ  ก็ไม่น่าออกสอบได้

            มาตรา 8  ศาลฎีกาก็มีประธาน 1 คน ศาลอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาคก็ให้มีเบอร์หนึ่งได้เพียง ศาลล่ะ 1 คน ศาลอื่นๆก็เช่นกัน  

                        ส่วนรอง ศาลฎีกาปัจจุบันมี 6 รอง ตามกฎหมาย( ในหลักการได้เพียง 1 คนแต่ อาจกำหนดมากกว่า 1 ก็ได้ แต่ไม่เกิน 6 ) ส่วนศาลอุทธรณ์ก็ เช่นกัน รองได้ไม่เกิน 3 คน

                        ตรงนี้แค่จับตำแหน่ง ในเชิงข้อสอบเน เป็นเพียงตัวประกอบ ที่ไป ออกในหลัก มาตรา 9 ( มาตรา 9 เป็น จุดหนึ่งที่ ออกข้อสอบได้ )ข้อสอบเนไม่ออกในมาตรา 8 วรรค 2 แต่เพื่อความไม่ประมาทก็ดูเผื่อไว้ก็ดี

                        ถ้ามีตำแหน่งว่างลงมีหลายรอง รองไหนขึ้นแทนก็ต้องเป็นรองเบอร์หนึ่งขึ้นแทนใน หกรองเมื่อกี้ขึ้นแทน การขึ้นแบบนี้ขึ้นโดยอัตโนมัติตามกฎหมายไม่ต้องให้มีใครมาสั่ง เมื่อขึ้นมาแล้ว ก็มีอำนาจอย่างเบอร์หนึ่งทุกประการ มีอำนาจทุกอย่าง

                        ว่างลง หมายความว่า ตาย หรือ ย้าย หรือ ออก ( ลาออก หรือ ปลดออก หรือ ให้ออกแล้วแต่ ) หรือ อีกกรณีหนึ่งคือเป็นผู้พิพากษาอาวุโส เป็นอย่างไรติดไว้ก่อน

                        ส่วนในกรณีไม่อาจปฏิบัติราชการได้ คือ ลาต่างๆที่ไม่ใช่ ลาออกใช่หมด เป็นผู้ทำการแทนไม่ใช่รักษาราชการแทนนะ เขียนผิด ถือว่าผิดเลยนะครับ

                        ปัญหาถ้ารอง 1 ไม่ว่าง ก็ให้รองอาวุโสถัดไป ขึ้นมาแทน  ทุกอย่างขึ้นโดยอัตโนมัติ

ผุ้พิพากษาที่มีอาวุโส ต่างกับผู้พิพากษาอาวุโส ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป เป็นชื่อตำแหน่งตุลากาล

           

 

พอมามาตรา  8 วรรค 3  กังวลว่าถ้าเกิดขัดข้องทางเทคนิค ก็เลยให้ ประธานศาลฎีกา สั่งให้ไปจัดการเป็นเบอร์หนึ่งในศาลนั้นๆ โดยจะสั่งให้ผู้พิพากษาคนใดก็ได้มาแทน ( แต่ในทางปฏิบัติก็จะสั่งให้ผู้พิพากษาที่เหมาะสมมาแทน )

            มาตรา 8 วรรค ท้าย กับ มาตรา 9 วรรค ท้าย เขียนเหมือนกันก็คือห้ามเด็ดขาดไม่ให้ผู้พิพากษาอาวุโสกับผู้พิพากษาประจำศาลมาเป็นเบอร์หนึ่งไม่ได้ เพราะท่านแก่แล้ว และเด็กคือพรรษาทางตุลากาลน้อยไป  

            ผู้พิพากษาประจำศาลก็คือผู้พิพากษาที่พึ่งขึ้นชั้นมาจากผู้ช่วยผู้พิพากษานั่นเอง จากเณรมาเป็นพระใหม่นั่นเอง

            การที่ท่านประธานสั่งตามวรรค 4 นั้นคนล่ะเรื่องกับท่านประธานสั่งให้ไปช่วยทำงานเนื่องจากศาลอื่นคนไม่พอที่ว่าไม่เกินหกเดือน

            สังเกตดูที่ว่ามาตรา 8 วรรค 2 พูดแค่เบอร์หนึ่งว่างลงแต่ถ้า เบอร์ 2 ว่างลงหล่ะ ไม่นำมาใช้ใน มาตรานี้ เพราะเรื่องของรองเป็นรเรื่องที่ขึ้นตามระเบียบโดยออโต้อยู่แล้ว

            การสั่งตามมาตรา 8 วรรค 4  ไม่ต้องถามความยินยอม และสามารถสั่งได้นานตราบเท่าที่ เบอร์หนึ่งศาลนั้นจะมา  จะนานกว่า 6 เดือนก็ได้ไม่ต้องเข้า กต  ซึ่งต่างจากพ.ร.บ. ให้ช่วยราชการ

              มาตรา 9 ก็คล้ายกับมาตรา 8 เลย แต่มาตรา 9 เป็นเรื่องของศาลชั้นต้น

            มาตรา 9 วรรค 2 กับวรรค ท้าย มักโยงไป 28 29 ลองดูก็ได้ครับ

28 เกิดเหตุจำเป็นอื่นอันไม่อาจกล่าวล่วงได้ ดูมาตรา 30 คือคำแปล อ่าน 30 แปลตรงๆตัว อ่าน 31 คือให้รวมถึงเหตุอันนี้ด้วยนะ  นั่นคือทางแก้ของกฎหมายที่ให้เบอร์หนึ่งของศาลนั้นๆเข้าว่าคดีแทน มาตรา 28 มอบหมายได้ มาตรา 29 แทนไม่ได้

 

ครั้งที่ 8 ( 21/01/52 ) เริ่มอธิบายในส่วนของพระธรรมนูญศาลครั้งที่ 3

 

สมมุติว่าจะเอามาตรา 9 มาเป็นตุ๊กตาจะสร้างอย่างไร มาตรา 9 ถ้ามาเป็นคำถามก็ไม่มามาตรา เดียว จะมาโยงกับมาตราอื่นด้วย จะยกตัวอย่างสัก สามตัวอย่าง ( ไม่ได้บอกข้อสอบนะ )

ตัวอย่างประกอบมาตรา 9

 

ตัวอย่างที่ 1

            อัยการฟ้องจำเลยต่อศาลแขวงราชบุรีให้ลงโทษ ฐานลักทรัพย์มาตรา 334 ระวางโทษไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 6 พันบาท นายแสบคนเดียวพิจารณาคดีนี้ ก่อนทำคำพิพากษานายแสบได้รับคำสั่งให้ไปรับราชการที่อื่น  ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแขวงราชบุรีป่วยไม่อาจมาปฏิบัติราชการได้ นายนกผุ้พิพากษาอาวุโสเห็นว่าตนพิจารณาได้และทำคำพิพากษาได้ นายยมอาวุโสรองลงมาทำคำพิพากษาตัดหน้านายนก พิพากษา จำ 1 ปี ปรับ 5 พันบาท โทษจำให้รอไว้

ถาม นายนกมีอำนาจทำหรือไม่ การทำคำพิพากษาของนายยมชอบหรือไม่

ตอบ  ก็ต้องไปดูมาตรา 17 + 25 ( 5 ) อันนี้คืออำนาจของศาลแขวงในคดีอาญาเป็นสเต็บแรกที่ต้องทำเลยในข้อสอบ พระธรรมนูญศาลคืออำนาจศาลแขวง ก็จะได้คำตอบว่า ศาลแขวงมีอำนาจคดีที่อัตราทาจำคุกอย่างสูงไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท  แสดงว่าผ่านสเต็บแรกได้แล้ว

            องค์คณะไม่จำต้องมากกว่า 1 ขึ้นไป ศาลแขวงผู้พิพากษาคนเดียวพิจารณาได้อยู่แล้วนายแสบทำถูกแล้ว แสดงว่ายังไม่ได้ทำคำพิพากษาค้างอยู่

            ผู้พิพากษาอาวุโส แปลว่าแก่ อย่าปนกับผู้พิพากษาอาวุโสถัดจากหัวหน้าศาล  ซึ่งข้อเท็จจริงนี้คือ นายยม คือหนุ่ม  นายนกแม้เป็นอดีตอธิบดีภาค ก็ตาม แต่นายยมคนหนุ่มตัดหน้าเสียก่อน ถามคนแก่ถ้าจะทำทำได้หรือไม่

 ก็ต้องตอบว่า  ใช้มาตรา 29 มาจับ เพราะเกิดเหตุจำเป็นอื่นในช่วงทำคพิพากษา ไม่ใช่นำมาตรา 28 มาใช้นะครับเพราะมาตรา 28 ใช้กรณีเกิดเหตุจำเป็นอื่นในชั้นพิจารณา เวลาตอบก็ต้องโยงมาตรา 30 ด้วยในส่วนของเหตุจำเป็นอื่นที่เกิดขึ้นด้วย คือให้เบอร์หนึ่งแต่ล่ะศาลแม้เป็นผู้ที่ไม่ได้นั่งพิจารณาคดีมาก่อนก็มีอำนาจทำคำพิพากษาคดีนั้นได้เป็นหลักยกเว้นมาจากมาตรา 29  

แต่มีปัญหาซ้อนไปอีกชั้นตรงที่เบอร์หนึ่งคือผู้พิพากษาหัวหน้าศาล ไม่อยู่ก็ต้องนำมาตรา 9 มาใช้  คือนำ มาตรา 9 วรรค 2 มาจับโดยอัตโนมัติ ดังนั้น นายนก ที่แก่นั้น ไม่มีอำนาจมาจับเพราะไม่ใช่ผู้ที่มีอาวุโสถัดมาจากหัวหน้าศาลและต้องห้ามตาม มาตรา 9 วรรคท้ายอย่างชัดเจนเลย

            นายยมคือคนที่มีอาวุโสสูงสุดถัดจากหัวหน้าศาลจึงขึ้นตามมาตรา 9 บัดนนี้นายยมคือบุคคลตามมาตรา 29 (3 )

            ถามว่านายยม คนหนุ่มทำคำพิพากษาถูกหรือไม่ ก็ตาม 17 + 25 ( 5 ) ก็ต้องดูมาตรา 31 ( 2 ) อีกด้วย  แม้จะเป็นการไม่เป็นการจำคุกจริงเพราะให้รอลงอาญา แต่ก็ต้องถือว่าเป็นการลงโทษเกิน เดือนแล้ว ผู้พิพากษานายเดียวจึงทำคำพิพากษาไม่ได้

ฎ.5943/2548

ศาลแขวงพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 1 ปี และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี และให้คุมความประพฤติจำเลยไว้ แต่มีผู้พิพากษาลงนามในคำพิพากษาเพียงคนเดียว เป็นกรณีที่ศาลแขวงมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (5) เพราะผู้พิพากษาคนเดียวจะพิพากษาลงโทษจำคุกเกินหกเดือน หรือปรับเกินหนึ่งหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งโทษจำคุกหรือปรับอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างเกินอัตราที่กล่าวแล้วไม่ได้ คำพิพากษาศาลแขวงจึงไม่ชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าว ซึ่งมีผลทำให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้

ปัญหาข้างต้นเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 9/2548)

มาตรา 9 28 29 30 31 25 17 คือกลุ่มมาตรา เป้าหมาย

ตัวอย่างที่ 2

นายแดงกับนายดำ ถูกย้ายไปเป็นหัวหน้าศาลศาลอื่น หัวหน้าศาลก็มอบหมายให้นายเหลือง เป็นองค์คระร่วมกับหัวหน้าศาลนั่นแหละ ลงนามในคำพิพากษาถามว่าคำพิพากษานี้ถูกกฎหมายหรือไม่

ตอบ หลักเบื้องต้นคือคนที่มีอำนาจทำคำพิพากษาคือคนที่นั่งพิจารณาคดี นี่คือหลักเบื้องต้น แต่มีมาตรายกเว้น คือ มาตรา 29 ( เพราะเกิดในชั้นทำคำพิพากษา ) โดยโยงมาตรา 30 เป็นนิยาม ใครจะเป็นคนมาแก้ปัญหา เกิดที่ศาลจังหวัด ตามคำพิพากษาไม่ได้พูดถึงอธิบดีภาคเลย  ก็ มาตรา 29 นี้บังคับว่าเบอร์หนึ่งต้องเป็นผู้มาทำแทนเองมอบหมายให้คนอื่นมาทำแทนไม่ได้ ( อันนี้เป็นจุดตัดที่วัดว่ารู้ความแตกต่างระหว่างมาตรา 28 และ 29 หรือไม่ ) ฉะนั้นต้องตอบว่านายเหลืองไม่มีอำนาจทำคำพิพากษาเพราะไม่เข้าเหตุมาตรา 9

คดีแพ่งที่ฟ้องศาลจังหวัด ผู้พิพากษานายเดียวตัดสินได้หรือไม่ เป็นคดีฟ้องขับไล่ ไม่มีทุนทรัพย์ หัวหน้าศาลคนเดียวตัดสินคดีนี้ไม่ได้ เพราะเกินอำนาจผู้พิพากษาคนเดียว เพราะฉะนั้นทั้งข้อคือหลอกตลอดเลยครับ

ตัวอย่างเอาแค่นี้เอาแค่พอท้วมๆ แล้วมาต่อกัน

มาตรา 11 ต่อจากคราวที่แล้ว ว่ามีการแก้ไขตรง ( 1 )  เป็นนั่งพิจารณาและพิพากษาคดีใดๆของศาลนั้น  แปลว่าทุกคดี ไม่ใช่ แค่คดีใหญ่เหมือนแต่ก่อนแล้ว ( อธิบดีภาคมีอำนาจเหมือนกันทุกอย่างโดยโยงจากมาตรา 14 )  สังเกตว่าต้องเคยนั่งพิจารณาคดีมาก่อน นะจึงจะทำคำพิพากษาได้ และ เพิ่มเติมอีกคือเรื่องความเห็นแย้งที่ไม่จำเป็นต้องนั่งพิจารณามาก่อนก็ได้

            ก่อนแก้ให้ชัดเจนอย่างนี้มีการแปลกฎหมายอย่างขัดข้องคือหัวหน้าหรืออธิบดีหัวหน้าศาลไม่มีอำนาจพิจารณาและทำความเห็นแย้ง นี่คือเดิมก่อนแก้กฎหมายปี 51

ปัญหาว่าหลักการเดิมที่ให้ให้อธิบดีภาคหรือหัวหน้าศาลนั้นมาดูคดีที่เป็นที่สนใจหรือเป็นคดีใหญ่ๆ จะทิ้งหลักการเดิมหรือไม่ แต่ในทางปฏิบัติก็ยังไม่ทิ้ง ถ้ามีคดีที่มีความสำคัญอย่าง ( 1 ) ก่อนแก้ หัวหน้าศาลหรืออธิบดีภาค ควร เข้าไปพิจารณาอยู่เช่นเจตนารมณ์ของกฎหมายเดิม

            ชุดแรก คดี 107-129 นี่คือคดีความมั่นคง คดีเกี่ยวกับสิ่งเสพย์ติด จำนวนมาก คดีที่เกี่ยวกับองค์กรข้ามชาติ คดีล้มบนฝูก  คดีปั่นหุ้น คดีเกี่ยวกับอาชญากรรมเสรษฐกิจ คดีที่กระทบต่อสิ่งแวดล้มและทรัพยากรธรรมชาติ

            ชุดสอง คดีที่มีประชาชนให้ความสนใจ เช่น ตัวผุ้กระทำความผิดเป้นบุคคลสำคัญ หรือวิธีการ ที่ซับว้อน

            ชุดสาม คดีอาญาโทษร้ายแรง คดีที่การกระทำของจำเลยโหดเหี้ยมร้ายแรง กระทบต่อความรู้สึกต่อของประชาชน คดีแพ่งคดีที่มีจำนวนทุนทรัพย์สูง สูงนี้ ก็ แล้วแต่ ท้องที่ ศาลเบตง 5 ล้าน อาจมองว่าสูง  คดีละเมิดอำนาจศาล

            เหล่านี้คือคดีที่เบอร์หนึ่งแต่ล่ะศาลควรเข้าไป

            มาตรา 11 ( 2 )  ก็ดูมาตราต่างๆว่ามีมาตราใดที่ให้อำนาจเฉพาะเบอร์หนึ่งเป็นผู้สั่งเช่น มาตรา 26 ป.วิ.พ.

            ( 4 ) ก็ไม่น่าเชื่อเคยมีนำมาออกข้อสอบผู้ช่วยมาแล้ว

คำถามว่าโจทก์ลุกล้ำไป 1 แสนบาททำให้โจทก์เสียหาย ขอท้ายฟ้องว่าที่ดินนั้นเป็นของโจทก์และขอให้ถอนที่ดินออกไปและให้จ่ายเสียหาย จำเลยให้การว่าสร้างในที่ดินตนขอให้ยกฟ้อง ศาลจังหวัดเห็นว่าเป็นเหตุตามสาลแขวงให้โอนคดีไป 16 วรรค 4  พอมาศาลแขวงก็จ่ายคดีให้แก่นายเปียก นายเปียกเห็นว่าต้องการให้ใช้ค่าเสียหาย ไป แต่ติดตรงคำขอที่ว่าให้รื้อถอนไป ที่เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์  เลยมาปรึกษาหัวหน้าศาล ตาม 11 ( 4 ) คำถามโฟกัส 11 ( 4 ) แต่ถามกระจายไปทั่ว

1.ศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาคดีนี้หรือไม่

ตอบ คดีนี้เริ่มต้นให้ศาลจังหวัดพิพากษาให้ที่ดินนั้นเป็นของโจทก์ จำเลยต่อสู้ว่าเป็นของจำเลยจึงเป็นการต่อสู้กรรมสิทธิ์ เงินค่าเสียหายนั้นไม่สำคัญเท่าที่ดิน เป็นคดีมีทุนทรัพย์กี่บาท คำถามบอกแล้วว่าไม่เกิน 3 แสนบาท ( ราคาที่ 1 แสน+  ค่าเสียหายก็ไม่เกิน ) ส่วนที่ว่าให้ทำที่ดินให้มีสภาพเดิม นั้นเหมือนจะเป็นกรณีที่เป็นคำขอไม่มีทุนทรัพย์แต่ พิจารราดุแล้วจะเห็นว่าเป็นคำขอต่อเนื่องกัน จึงสามารถ วินิจฉัยได้  นายเปียกมีอำนาจวินิจฉัยคดีได้ตลอดไปทั้งคดี

 

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages