สรุปคำบรรยาย วิแพ่ง 2 ( สามัญ ) ภาค 2/61 ครั้งที่ 9-11ครับ

549 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
Feb 4, 2009, 9:08:27 PM2/4/09
to LAWSIAM, lawsiam com, TRAITHEP tupkit
หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า  kankokub  ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ทองธาร เหลืองเรืองรอง ผู้บรรยาย   , ผู้ก่อตั้ง lawsiamgooglegroups และ คุณแบ่งปัน ที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า

 

ครั้งที่ 9(20/01/09 )

ก็พยายามเลือกฎีกาที่น่าออกสอบมานำเสนอ ก่อนที่จะเข้าสู่ฎีกาในแต่ล่ะเรื่องก็มาทบทวนหลักกฎหมายสักนิดเพื่อได้รู้ว่าฎีกานี้เกี่ยวกับข้อไหน

หลักเกณฑ์ทิ้งฟ้อง

1.      ศาลสั่งให้โจทก์ดำเนินคดี

2.      โจทก์ทราบคำสั่งโดยชอบแล้ว

3.      โจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีตามคำสั่งศาลภายในเวลาที่ศาลกำหนด

วันนี้ก็จะมาต่อข้อที่2.นะครับว่าอย่างไรคือโจทก์ทราบแล้ว เพราะบางกรณีศาลไม่ได้สั่งต่อหน้าโจทก์ปกติโจทก์จะทราบ ในกรณีที่

1.      ถ้ามีวันนัดแล้วศาลสั่งในวันนัด กรณีอย่างนี้เมื่อโจทก์หรือผู้รับมอบฉันทะหรือตัวแทนโจทก์ลงลายมือชื่อในรายงานกระบวนพิจารณาหรือท้ายคำสั่งก็ถือว่าทราบแล้ว อันนี้เป็นกรณีที่สั่งขณะออกนั่งพิจารณา

2.      กรณีที่สั่งโดยไม่ได้ออกนั่งพิจารณา สั่งก่อนวันนัด หรือสั่งในวันที่ไม่มีวันนัด เท่ากับว่าศาลไม่ได้สั่งต่อหน้าคู่ความ ศาลก็มีวิธีที่ให้คู่ความทราบก็โดยการออกหมายศาลแจ้งคำสั่งให้โจทก์ทราบ ส่วนใหญ่ก็ตรวจในสำนวนถ้ามีการออกหมายแจ้งในสำนวนก็ต้องมีสำเนาหมายกลัดติดในสำนวน  

ทั้งสองวิธีเป็นเรื่องที่เป็นภาระของศาลทั้งสองกรณี แต่มีกรณีหนึ่งซึ่งได้เรียนไปในคราวแรกว่าเป็นการโยนภาระให้ต้องทราบคำสั่งศาลเอง

3.      กรณีที่โจทก์ได้มายื่นคำคู่ความหรือเอกสารหรือคำแถลงใดๆเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งเกี่ยวกับคำคู่ความนั้นหรือตามที่โจทก์แถลงนั้น ปกติในแนวปฎิบัติของศาลศาลมองว่าคนที่มายื่นในเรื่องใดย่อมรู้ดีว่าศาลต้องรีบสั่งให้ฉะนั้นคนที่มายื่นมีหน้าที่คอยติดตามคำสั่งตามคำคู่ความหรือคำแถลงที่ตนได้ยื่น ในคำคู่ความหรือคำแถลงนั้นก็มักได้มีการกำหนดไว้ในแบบพิมพ์เวลาที่รับทราบไว้  อาจเป็นข้อความ รออยู่ไม่รอถือว่าทราบ แค่นี้คือ สั่งภายในวันนั้นเท่านั้น แต่ถ้าเป็นข้อความสมัยใหม่โดยได้เอาตรายางแกะข้อความอันใหม่มาประทับในแบบพิมพ์เป็นใหม่ว่า คือให้มาทราบทุก 7 วัน โดยไม่จำต้องออกหมายแจ้งให้โจทก์ทราบอีก

หน้าที่ตามมาตรา 70 วรรค 2 ในคำคู่ความผูกพันธ์โจทก์แล้วศาลสั่งอะไรก็ตามถือว่าโจทก์ได้ทราบแล้ว โจทก์มีหน้าที่นำส่ง แนวปฏิบัติศาลมักให้นำส่งภายใน 7 วัน  โดยค่าเดินหมายนั้นก็ถูกแพงตามอัตราใกล้ไกลเราก็ต้องซื้อตั๋วแลกเงินมาวาง การที่โจทก์นำตั๋วมาวางก็ถือว่านำส่งแล้วแต่ไม่หมดหน้าที่ เพราะจริงๆแล้วหน้าที่นำส่งนั้นเป็นของโจทก์ ดังนั้น ผู้นำส่งต้องคอยติดตามเจ้าหน้าที่ว่าส่งได้หรือไม่ได้ ผู้นำส่งต้องมาแถลงศาลว่าประสงค์ให้ทำอย่างไร

ปกติจะสั่งว่า รับคำฟ้องหมายเรียกให้จำเลยแก้คดีภายใน 15 วันให้โจทก์นำส่งภายใน 7 วัน หากส่งไม่ได้ให้โจทก์แถลงภายใน 15 วันนับแต่วันส่งไม่ได้มิฉะนั้นถือว่าทิ้งฟ้อง ศาลจะออกคำสั่งให้ส่งให้ได้จนสิ้นกระแส

      การส่งครั้งแรกศาลมักไม่อนุญาตให้ปิดหมายเพราะจำเลยอาจมีการย้ายภูมิลำเนา ในการส่งครั้งแรกเพื่อความเป็นธรรมศาลมักไม่อนุญาตให้ปิดหมาย  โจทก์ต้องรู้เองเพราะโจทก์เป็นผู้นำส่ง โดยวางเงินอย่างเดียวไม่พอต้องขวนขวายติดตามผลด้วย

มาตรา ๑๗๔ ในกรณีต่อไปนี้ให้ถือว่าโจทก์ได้ทิ้งฟ้อง คือ
(๑) ภายหลังที่ได้เสนอคำฟ้องแล้ว โจทก์เพิกเฉยไม่ร้องขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อให้ส่งหมายเรียกให้แก้คดีแก่จำเลย และไม่แจ้งให้ศาลทราบเหตุแห่งการเพิกเฉยเช่นว่านั้นภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันยื่นคำฟ้อง
(๒) โจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาตามที่ศาลเห็นสมควรกำหนดไว้เพื่อการนั้นโดยได้ส่งคำสั่งให้แก่โจทก์โดยชอบแล้ว
มีกรณีหนึ่งที่แม้ศาลส่งก็ไม่เป็นกรณีรู้ผลหมายคือกรณีส่งหมายข้ามเขตโดยได้มีการสลักหลังหมายโดยศาล และถือว่าศาลเจ้าของคดีไม่ได้ส่งเอง โจทก์มีหน้าที่วางเงินเท่านั้นไม่มีหน้าที่ต้องไปติดตามผลการส่งหมาย ดังนั้นหากส่งไม่ได้ก็จะทำหนังสือแจ้งกลับมาศาลเจ้าของคดี
กรณีฎีกาส่งหมายข้ามเขตมี 3 ฎีกา

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2627/2546
ศาลจังหวัดสมุทรปราการสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลย โดยให้จำเลยนำส่งสำเนาอุทธรณ์แก่โจทก์ภายใน 7 วัน หากส่งไม่ได้ให้แถลงภายใน 15 วัน คำสั่งดังกล่าวจึงเป็นการกำหนดให้จำเลยเป็นผู้ส่งสำเนาอุทธรณ์ ปรากฏว่าโจทก์มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลจังหวัดสมุทรปราการจึงมีหนังสือแจ้งให้ศาลแพ่งกรุงเทพใต้สั่งเจ้าหน้าที่ดำเนินการส่งสำเนาอุทธรณ์แก่โจทก์ ต่อมาศาลแพ่งกรุงเทพใต้แจ้งผลการส่งหมายมาที่ศาลจังหวัดสมุทรปราการว่าส่งให้ไม่ได้ ศาลจังหวัดสมุทรปราการสั่งว่ารอจำเลยแถลง ดังนี้ เป็นกรณีที่จำเลยมิได้เป็นผู้นำส่งแต่เป็นการส่งหมายข้ามเขตที่ศาลเป็นผู้ส่งเอง เมื่อศาลจังหวัดสมุทรปราการมิได้แจ้งผลการส่งหมายให้จำเลยทราบจำเลยย่อมไม่มีทางทราบถึงผลการส่งหมายดังกล่าว การที่จำเลยมิได้ยื่นคำแถลงให้ดำเนินการต่อไป จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174(2) อันจะถือเป็นการทิ้งฟ้องแต่อย่างใด

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2712/2541
แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งรับอุทธรณ์จำเลยทั้งสาม โดยกำหนด ให้จำเลยทั้งสามนำส่งสำเนาให้โจทก์ภายใน 7 วัน ถ้าส่งไม่ได้ให้แถลงภายใน 7 วัน นับแต่วันส่งไม่ได้มิฉะนั้นจะถือว่าทิ้งฟ้อง แต่โจทก์มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำนาจศาลจังหวัดพัทลุง ศาลชั้นต้นได้มีหนังสือ แจ้งให้ศาลจังหวัดพัทลุงดำเนินการส่งหมายนัดและ สำเนาอุทธรณ์ให้โจทก์แทน แสดงว่าจำเลยทั้งสามมิได้ เป็นผู้นำส่งแต่เป็นกรณีส่งหมายข้ามเขตโดยเจ้าพนักงานเดินหมายเป็นผู้ส่งเอง ต่อมาศาลจังหวัดพัทลุงแจ้งศาลชั้นต้นว่าส่งสำเนาอุทธรณ์ให้โจทก์ไม่ได้ ศาลชั้นต้นสั่งในรายงานผลการส่งหมายแต่เพียงว่ารอจำเลยทั้งสามแถลงเมื่อศาลชั้นต้นยังไม่ได้แจ้งให้จำเลยทั้งสามทราบว่าเจ้าพนักงานเดินหมายของศาลจังหวัดพัทลุงส่งสำเนาอุทธรณ์ให้โจทก์ไม่ได้ จำเลยทั้งสามย่อมไม่มีโอกาสทราบถึงผลของการส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่โจทก์ ดังนั้นแม้จำเลย ทั้งสามจะมิได้แถลงให้ดำเนินการต่อไปก็ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสามไม่ได้ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดอันเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174(2)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5379/2540 ค้นไม่พบ
             แต่แม้เป็นการให้ศาลอื่นส่งแทน แต่โจทก์ก็ยังมีหน้าที่วางตั๋วแลกเงินค่านำส่งหมาย ดังนั้นอาจมีกรณีที่ทิ้งฟ้องโดยการไม่ไปวางเงิน ในเวลาที่สมควร

และมีอีกกรณีที่ทิ้งฟ้องคือ ส่งไม่ได้แล้วและศาลเดิมได้แจ้งการส่งไม่ได้แก่โจทก์ทราบแล้วและโจทก์ไม่มาแถลง ดูได้จากฎีกา 2 เรื่องต่อไปนี้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5676/2540
ศาลชั้นต้นสั่งคำฟ้องของโจทก์ว่า "นัดไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์นำส่งหมายให้จำเลยภายใน 7 วัน ส่งไม่ได้ให้แถลงภายใน 5 วันมิฉะนั้นถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง" และสั่งคำร้องขอส่งหมายนัดแก่จำเลยข้ามเขตซึ่งโจทก์ได้ขออนุญาตให้ปิดหมายด้วยว่า "จัดการให้ให้ส่งโดยวิธีธรรมดาก่อนเนื่องจากไม่ปรากฏต้นฉบับหนังสือรับรองของจำเลยที่ 1" ซึ่งเป็นคำสั่งที่ชัดแจ้งอยู่แล้วเมื่อปรากฏว่าโจทก์ปล่อยให้เจ้าหน้าที่ของศาลส่งหมายนัดและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยทั้งสองโดยวิธีปิดหมายผิดไปจากคำสั่งของศาลอันเป็นการส่งที่ไม่ชอบ ศาลชั้นต้นจึงสั่งในรายงานการส่งหมายเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2539 ว่า"ศาลยังไม่มีคำสั่งให้ปิดหมาย การส่งหมายไม่ชอบ รอโจทก์แถลง" และเจ้าหน้าที่ศาลได้มีหนังสือแจ้งผลการส่งหมายดังกล่าวให้ทนายโจทก์ทราบในวันเดียวกันโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนและทนายโจทก์ได้รับหนังสือนั้นแล้ว ในหนังสือมีข้อความระบุไว้ด้วยว่า "เป็นการส่งหมายไม่ชอบ เพราะศาลไม่ได้สั่งให้ปิดหมาย"ดังนั้น โจทก์ย่อมทราบและเข้าใจดีตั้งแต่วันรับหนังสือนั้นว่ายังส่งหมายให้จำเลยโดยชอบไม่ได้ จะต้องมีการส่งหมายนัดและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยใหม่ และโจทก์ต้องแถลงให้ศาลทราบภายใน 5 วัน แม้ศาลจะไม่ได้กำหนดให้โจทก์แถลงภายในกี่วันก็มีความหมายชัดเจนอยู่ในตัวว่าให้แถลงภายใน 5 วันตามคำสั่งศาลที่ได้ให้ไว้ และโจทก์ได้ทราบแล้วตั้งแต่แรกตามที่ได้วินิจฉัยมาโดยศาลไม่จำต้องสั่งให้โจทก์แถลงภายในกี่วันซ้ำอีก แต่โจทก์กลับเพิกเฉยจนล่วงเลยกำหนดเวลามาหลายวัน มิได้แถลงให้ศาลทราบ เหตุนี้เมื่อเจ้าหน้าที่รายงานเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2539 เรื่องที่โจทก์มิได้แถลงต่อศาลชั้นต้นภายในเวลา ที่กำหนด และศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ทิ้งฟ้องให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7548/2544
ในชั้นตรวจอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์และให้โจทก์นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยภายใน 15 วัน แต่จำเลยมิได้มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครซึ่งเป็นที่ตั้งทำการของศาลชั้นต้น แม้จะได้ความว่าตามทางปฏิบัติศาลชั้นต้นจะมีหนังสือแจ้งให้ศาลจังหวัดชลบุรีที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลดำเนินการส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยแทนดังที่โจทก์ฎีกาก็ตาม แต่กรณีดังกล่าวโจทก์ก็มีหน้าที่ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมในการส่งสำเนาอุทธรณ์ไปชำระแก่เจ้าหน้าที่ของศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 70 วรรคสอง แม้โจทก์จะได้วางเงินไว้ในขณะยื่นคำฟ้องจำนวน 5,000 บาท แต่ก็เป็นเงินที่โจทก์ต้องวางเป็นประกันค่าใช้จ่ายไว้ต่อศาลตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 11 จึงมิใช่เงินที่โจทก์ได้วางไว้เป็นการชำระค่าธรรมเนียมในการส่งสำเนาอุทธรณ์ล่วงหน้า หากโจทก์ประสงค์จะให้หักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ อันเป็นค่าธรรมเนียมในคดีจากเงินประกันดังกล่าว ก็ชอบที่โจทก์จะแถลงให้ศาลชั้นต้นทราบและได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นก่อนเช่นดังที่โจทก์เคยปฏิบัติมาแต่ในชั้นดำเนินการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยขณะยื่นฟ้องคดี ดังนั้น ข้อที่โจทก์อ้างว่าได้แจ้งแก่เจ้าหน้าที่ฝ่ายนำหมายของศาลชั้นต้นว่า ได้วางเงินประกันค่าใช้จ่ายไว้ต่อศาลแล้ว และเจ้าหน้าที่ได้แจ้งว่าจะดำเนินการส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลย โดยจะหักเงินค่าธรรมเนียมในการส่งจากเงินประกันดังกล่าว แม้เป็นความจริงดังที่โจทก์อ้าง แต่ก็เป็นการปฏิบัติที่ไม่ชอบ ไม่อาจยกขึ้นอ้างเพื่อโจทก์ไม่ต้องวางเงินค่าธรรมเนียมในการส่งสำเนาอุทธรณ์ตามคำสั่งศาลชั้นต้นได้ เมื่อโจทก์มิได้ชำระเงินค่าธรรมเนียมในการส่งสำเนาอุทธรณ์แก่เจ้าหน้าที่ภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด จึงถือได้ว่าโจทก์เพิกเฉยไม่นำส่งสำเนาอุทธรณ์แก่จำเลย เป็นการเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174(2) และมาตรา 246 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลายฯ มาตรา 14
เรื่องทราบ ในหัวข้อที่ 2 ก็จบแค่นี้

ต่อไปก็คือหลักข้อที่ 3  ถ้าเป็นการเพิกเฉยเพราะไม่เห็นพ้องต่อคำสั่งศาล จะถือว่าทิ้งฟ้องหรือไม่ ก็ต้องดูว่า ถ้าไม่ใช่เรื่องที่ผิดกฎหมายโดยชัดแจ้ง โจทก์ไม่ปฎิบัติ ก็ถือว่าทิ้งฟ้อง

หากไม่เห็นด้วยต้องปฏิบัติตามก่อน โดยจะโต้แย้งหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง  
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8464/2544
แม้ที่ดินที่เป็นเหตุให้โจทก์จำเลยพิพาทกันในคดีนี้เป็นที่ดินแปลงเดียวกับที่ดินพิพาทในคดีแพ่งของศาลชั้นต้นอีกคดีหนึ่งก็ตามแต่ก็เป็นคนละคดีกัน เมื่อศาลอุทธรณ์เห็นว่าคดีเรื่องนี้เป็นคดีมีทุนทรัพย์และมีคำสั่งให้จำเลยวางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มจำเลยก็ชอบที่จะต้องนำเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาวางต่อศาลชั้นต้นให้ครบตามระยะเวลาที่กำหนด ส่วนที่จำเลยเห็นว่าจำเลยไม่ควรต้องวางเงินค่าขึ้นศาลอุทธรณ์ซ้ำอีก เพราะได้วางเงินค่าขึ้นศาลในอีกคดีหนึ่งแล้ว ก็เป็นกรณีที่จำเลยมีสิทธิที่จะคัดค้านคำสั่งของศาลอุทธรณ์ไว้แล้วฎีกาโต้แย้งดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ดังกล่าวในภายหลังได้ แต่การที่จำเลยไม่นำเงินมาวางตามกำหนดโดยการขอขยายระยะเวลาวางเงินออกไปอีกหลายครั้ง ทั้งมีการอุทธรณ์คำสั่งของศาลที่ไม่อนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลาวางเงินค่าขึ้นศาลอุทธรณ์เพิ่มด้วย เป็นพฤติการณ์ที่ทำให้เห็นได้ว่าจำเลยมีเจตนาประวิงเวลาให้ชักช้า ถือได้ว่าเป็นการเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาตามที่ศาลอุทธรณ์เห็นสมควรกำหนดให้จำเลยปฏิบัติและจำเลยก็ได้ทราบคำสั่งโดยชอบแล้ว จึงเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 174(2) ประกอบมาตรา 246
กรณีที่โจทก์เพิกเฉยแม้ได้ชื่อว่าทิ้งฟ้องแต่การที่ศาลให้อำนาจจำหน่ายคดีโจทก์ ก็เป็นเครื่องมือศาลกล่าวคือเป็นการให้ดุลพินิจศาล ศาลอาจไม่ใช้อำนาจนี้ก็ได้เป็นดุลพินิจศาลโดยแท้ตามมาตรา 132
คำสั่งคำร้องที่ 1849/2541
ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาจำเลย ให้จำเลยนำส่งสำเนาฎีกา ให้โจทก์แก้ภายใน 15 วัน จำเลยได้นำส่งสำเนาฎีกาให้โจทก์ ตามคำสั่งศาลแล้ว แต่ส่งไม่ได้ เมื่อเจ้าหน้าที่รายงาน ต่อศาลชั้นต้นและศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "รอจำเลยแถลง" จำเลยก็ได้แถลงขอให้ส่งสำเนาฎีกาแก่โจทก์ใหม่อีกครั้ง ศาลชั้นต้นก็มีคำสั่งอนุญาตตามคำแถลงของจำเลยดังกล่าว และตามพฤติการณ์เห็นได้ว่าจำเลยไม่ได้ไปวางเงินค่าธรรมเนียม ในการส่งสำเนาฎีกาให้แก่โจทก์เกิดจากความเข้าใจผิดของจำเลย มิใช่จำเลยจงใจเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลา ที่ศาลกำหนด จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยทิ้งฟ้องฎีกา
เป็นเรื่องการใช้ดุลพินิจ  
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1105/2543
ในชั้นร้องขอฎีกาอย่างคนอนาถา จำเลยส่งสำเนาคำร้องและสำเนาฎีกาให้แก่โจทก์แล้ว เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอฎีกาอย่างคนอนาถา ต่อมาศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลกึ่งหนึ่ง จำเลยนำเงินค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่มิได้รับยกเว้นมาวางศาลแล้ว ศาลชั้นต้นชอบที่จะสั่งให้รับเงินและรับฎีกาของจำเลยไว้แล้วดำเนินการออกหมายนัดแจ้งให้โจทก์ทราบกับกำหนดให้โจทก์แก้ฎีกาของจำเลยภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับหมายนัดไม่มีเหตุต้องสั่งให้จำเลยนำส่งสำเนาฎีกาให้แก่โจทก์ซ้ำอีก อันเป็นคำสั่งที่ผิดหลงและเป็นเหตุให้จำเลยสำคัญผิดว่าจำเลยได้ปฏิบัติตามคำสั่งของศาลชั้นต้นนั้นแล้วไม่จำต้องปฏิบัติซ้ำอีก ถือไม่ได้ว่าจำเลยจงใจไม่ดำเนินคดีในการนำส่งสำเนาฎีกาให้โจทก์

การขออุทธรณ์อย่างคนอนาถา ศาลสั่งให้นำส่งคำร้องแก่ทุกฝ่าย หลังจากศาลไต่ส่วนแล้วเห็นว่าไม่ยากจนจริงให้ยกคำร้องและให้นำค่าขึ้นศาลมาชำระ ไม่งั้นไม่รับ  ก็นำมาชำระ สาลจึงสั่งรับอุทธรณืและให้ส่งสำเนาให้คู่ความทุกฝ่าย  แต่เมื่อได้ส่งสำเนาอุทธรณ์ไปพร้อมกับคำร้องขออนาถาแล้วการไม่นำส่งอีกจึงเป็นการเข้าใจโดยสุจริตแล้ว  ทางปฏิบัติ ถามว่าจริงๆก็ต้องนำส่งอีก ทางปฏิบัติก้ไม่ต้องนำส่งอีกมีวิธีให้รู้คือเป็นหน้าที่ศาลที่ต้องแจ้งจำเลยอุทธรณ์เอง

ก็ขอจบด้วยเวลาเพียงเท่านี้นะครับ

ครั้งที่ 10( 27/01/2552 )

ศาลชั้นต้นจะจำหน่ายคดีไม่ได้ถ้าเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์อำนาจในการสั่งจำหน่ายเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์  ก็ต้องเป็นผู้ส่งสำนวนให้ศาลสูงสั่ง

มาตรา ๑๗๔ ในกรณีต่อไปนี้ให้ถือว่าโจทก์ได้ทิ้งฟ้อง คือ
(๑) ภายหลังที่ได้เสนอคำฟ้องแล้ว โจทก์เพิกเฉยไม่ร้องขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อให้ส่งหมายเรียกให้แก้คดีแก่จำเลย และไม่แจ้งให้ศาลทราบเหตุแห่งการเพิกเฉยเช่นว่านั้นภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันยื่นคำฟ้อง
(๒) โจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาตามที่ศาลเห็นสมควรกำหนดไว้เพื่อการนั้นโดยได้ส่งคำสั่งให้แก่โจทก์โดยชอบแล้ว
บางกรณีแม้ไม่ดำเนินกระบวนตามคำสั่งศาล แต่เกี่ยวข้องบางประเด็นของคดี ก็อาจใช้ดุลพินิจไม่จำหน่ายทั้งคดีก็ได้ เช่น

คดีนี้มีจำเลยหลายคนก็ต้องส่ง ให้จำเลยทุกคนส่งครั้งแรกส่งให้จำเลยที 1 และ 2ไม่ได้ โจทก์ก็ต้องมาแถลง แล้วโจทก์ไม่แถลง นับแต่ 15 วันนับแต่ส่งไม่ได้ ทางปฏิบัติก็มักแถลงว่าที่อยู่ที่ส่งถูกอยู่แล้วขอให้ปิดหมาย  คดีนี้ จำหน่ายไปหมดเลยทั้งๆที่ความบกพร่องเกี่ยวแค่จำเลยบางคน เท่านั้นเอง ( คดีนี้จำเลยที่ 2 คนเดียว ) ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้ให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2เท่านั้น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7600/2541
ในการที่โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องเกี่ยวกับภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 ในครั้งหลัง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าโจทก์ไม่มีหลักฐานแสดงว่า จำเลยที่ 1ทำงานอยู่ ณ ที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขลำนารายณ์ให้ยกคำร้องและให้โจทก์แถลงเกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ภายใน 7 วัน มิฉะนั้นถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง โดยศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าวในวันที่โจทก์ยื่นคำร้อง และท้ายคำร้องของโจทก์มีหมายเหตุว่า "ข้าพเจ้ารอฟังคำสั่งอยู่ ถ้าไม่รอให้ถือว่าทราบแล้ว" จึงต้องถือว่าโจทก์ทราบคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวในวันยื่นคำร้องแล้ว ไม่จำเป็นต้องแจ้งคำสั่งศาลชั้นต้นให้โจทก์ทราบอีกโจทก์จึงมีหน้าที่ต้องแถลงเกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด เมื่อโจทก์ไม่แถลงภายในกำหนดเวลา กรณีต้องถือว่าโจทก์เพิกเฉย ไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด อันเป็นการทิ้งฟ้องตาม ป.วิ.พ.มาตรา 174 (2) ศาลมีอำนาจจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความได้ตาม มาตรา 132 (1) แม้ตามมาตรา 132 (1)นี้ไม่ได้บังคับเด็ดขาดว่าศาลต้องจำหน่ายคดีเป็นแต่ให้ศาลใช้ดุลพินิจ แต่คดีนี้ เหตุที่ถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้องเป็นเพราะโจทก์เพิกเฉยไม่แถลงเกี่ยวกับภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1ศาลจึงควรจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ที่โจทก์ไม่ดำเนินการตามคำสั่งศาลเท่านั้นไม่สมควรจำหน่ายทั้งคดีออกจากสารบบความ ทั้งโจทก์ได้ดำเนินการนำส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยที่ 2 แล้ว และคดีของจำเลยที่ 1 ได้ยุติไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น โดยศาลอุทธรณ์อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องอุทธรณ์เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 และจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 กรณีมีเหตุสมควรไม่จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 2โดยให้โจทก์ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 2 ต่อไป
พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่จำหน่ายคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดแล้วให้ศาลชั้นต้นดำเนินการต่อไป และไม่คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้โจทก์ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
             
ตัวอย่างที่ 2 คล้ายๆกัน แต่เป็นเรื่องคดีหลายข้อหา เป็นคดีครอบครัว แน่นอน คดีเกี่ยวด้วยสิทธิในครอบครัวไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง  อย่าไปเข้าใจว่าเป็นเพราะคดีไม่มีทุนทรัพย์  คดีนี้นอกจากจะฟ้องหย่าแล้วยังจะขอค่าทดแทนกรณีมีชู้อีกด้วย จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์เมื่อเสียค่าขึ้นศาลไม่ถูกต้อง  ล่วงเลยเวลาให้แก้ไขเรื่องค่าขึ้นศาลเสียแล้ว จึงสั่งให้โจทก์นำค่าขึ้นศาลให้ครบ โจทก์ไม่เห็นด้วยและไม่มาเสีย ศาลต้นก็เห็นว่าทิ้งฟ้อง แล้วจำหน่ายคดีทั้งคดีออกจากสารบบความ


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2995/2540
              ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 224 วรรคสองที่บัญญัติยกเว้นให้มีสิทธิที่จะอุทธรณ์ได้ไว้ว่า "บทบัญญัติในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับในคดีเกี่ยวด้วยสิทธิแห่งสภาพบุคคลหรือสิทธิในครอบครัว" นั้น มีความหมายว่าถ้าเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิแห่งสภาพบุคคลหรือสิทธิในครอบครัวแล้ว มีสิทธิที่จะอุทธรณ์ได้เท่านั้น แต่หาได้มีความหมายไปถึงว่าคดีเกี่ยวกับสิทธิสภาพบุคคลและสิทธิในครอบครัวดังกล่าวเป็นคดีที่ไม่มีทุนทรัพย์เสมอไปไม่ โจทก์ฟ้องหย่าและเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูค่าทดแทนและค่าเลี้ยงชีพ อันเป็นการฟ้องตั้งสิทธิอันเกิดขึ้นจากความสัมพันธ์หรือความเกี่ยวข้องในครอบครัวระหว่างโจทก์กับจำเลยซึ่งเป็นสามีภริยากัน จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในครอบครัว ซึ่งมีสิทธิที่จะอุทธรณ์ฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 224 วรรคสอง และ 248 วรรคสอง แต่การที่โจทก์เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูมาจำนวน 180,000 บาท และเรียกค่าทดแทนมาจำนวน 200,000 บาท รวม 380,000 บาท อันเป็นการฟ้องเรียกร้องทรัพย์สินมีค่าเป็นจำนวนเงินเข้ามาด้วย กรณีจึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ ซึ่งโจทก์จำต้องจำต้องชำระค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ฟ้อง ศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลเฉพาะเกี่ยวกับค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าทดแทนที่โจทก์มีหน้าที่จะต้องชำระตามกฎหมายเท่านั้น เมื่อโจทก์ไม่ชำระ จึงเป็นการทิ้งฟ้องเฉพาะในส่วนข้อกำหนดตามที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไว้เท่านั้น คำฟ้องเฉพาะเรื่องขอหย่าเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ไม่จำต้องชำระค่าขึ้นศาล ส่วนคำฟ้องเกี่ยวกับคำขอค่าเลี้ยงชีพเป็นคำฟ้องเรียกค่าเสียหายในอนาคต ซึ่งโจทก์ได้ชำระค่าขึ้นศาลในอนาคตไว้ถูกต้องแล้ว เมื่อฟ้องของโจทก์ในสองส่วนนี้ซึ่งเป็นฟ้องที่สมบูรณ์และชอบด้วยกฎหมายอยู่และแยกเป็นคนละส่วนจากคำฟ้องที่โจทก์ทิ้งฟ้องได้เช่นนี้ จึงไม่มีเหตุที่จะถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้องในสองส่วนนี้ด้วย
             เปลี่ยนจากฟ้องเดิมหลายข้อหา เป็นคดีเดิมมีหลายคำฟ้อง ก็คือมีการฟ้องแย้งด้วย แต่จำเลยหลังจากยื่นคำให้การและฟ้องแย้งแล้วจำเลยไม่มานำส่งหมายเรียกเพื่อให้โจทก์แก้ฟ้องแย้ง

ผลก็คือจำเลยทิ้งฟ้องแย้ง เรื่องนี้ศาลก็ชอบที่จำหน่ายคดี แต่ก็ชอบที่จะจำหน่ายเฉพาะฟ้องแย้งอย่างเดียวเท่านั้นนะครับ

แต่ถ้าเปลี่ยนข้อเท็จจริงว่ามีการทิ้งฟ้องในฟ้องเดิม ก็กลายเป็นว่า ฟ้องเดิมตกไปแต่หากเป็นการตกไปด้วยการทิ้งฟ้องนี้ ฟ้องแย้ง ไม่ตกไปด้วย นะครับ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6460/2546
จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอเรียกค่าชดเชยการใช้ทางจำเป็นจากโจทก์ในอัตราปีละ 20,000 บาท และขอเรียกค่าเสียหายเพราะเหตุถูกฟ้องเป็นเงิน 30,000 บาท ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การ ส่วนฟ้องแย้งเรื่องค่าเสียหายไม่รับ ค่าขึ้นศาลให้คำนวณจากค่าชดเชย 20,000 บาท คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่จำเลย ดังนี้ พอแปลได้ว่าศาลชั้นต้นรับฟ้องแย้งเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับค่าชดเชยเท่านั้น ต่อมามีการส่งหมายนัดสืบพยานโจทก์ สำเนาคำให้การและฟ้องแย้งให้แก่โจทก์โดยมิได้กำหนดให้ฝ่ายโจทก์ยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้ง ทั้งจำเลยก็มิได้นำส่งหมายนัด คำให้การ และฟ้องแย้งให้แก่ฝ่ายโจทก์ จนเวลาล่วงเลยไปจนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา กรณีจึงต้องถือว่าจำเลยเพิกเฉยไม่ร้องขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อให้ส่งหมายเรียกให้แก้คดีแก่โจทก์และไม่แจ้งให้ศาลทราบเหตุแห่งการเพิกเฉยเช่นว่านั้นภายในกำหนด 7 วัน นับแต่วันยื่นคำฟ้องแย้ง อันเป็นการที่จำเลยทิ้งฟ้องแย้งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสาม ประกอบมาตรา 174 (1)
โจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์ใช้ทางพิพาทเองจนได้ภาระจำยอม หาได้บรรยายว่าโจทก์ใช้ทางพิพาทต่อจากเจ้าของที่ดินเดิมที่ขายให้โจทก์ไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ซื้อที่ดินมาจากบุคคลอื่นย่อมได้รับสิทธิที่เจ้าของเดิมมีอยู่แล้วในการใช้ทางพิพาทนั้น จึงเป็นเรื่องนอกประเด็นตามคำฟ้อง เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
โจทก์ฟ้องว่า ทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมและเป็นทางจำเป็นด้วย เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีโดยวินิจฉัยว่าทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอม หากโจทก์ยังติดใจในประเด็นเรื่องทางจำเป็นอยู่ แม้โจทก์จะไม่จำเป็นต้องอุทธรณ์ แต่ก็ต้องยกขึ้นเป็นประเด็นไว้ในคำแก้อุทธรณ์เพื่อให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัย เมื่อโจทก์มิได้ตั้งประเด็นในเรื่องทางจำเป็นไว้ในคำแก้อุทธรณ์ ฉะนั้น ประเด็นในเรื่องทางพิพาทเป็นทางจำเป็นหรือไม่จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาให้ศาลฎีกาวินิจฉัยได้อีก
เป็นเรื่องที่มีการยื่นอุทธรณ์ แต่ในขณะเดียวกันก็มีการมาขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ ปรากฏว่าผุ้อุทธรณ์ไม่นำส่งสำเนาอุทธรณ์ ไม่ปฎิบัติหน้าที่ตามคำสั่งศาล ขณะเดียวกัน คำร้องอนาถาก็อยู่ในการไต่สวน การจำหน่ายอุทธรณ์ เพราะทิ้งฟ้องอุทธรณ์ ก็เท่ากับไม่รับอุทธรณ์นั่นเอง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4781/2550
การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นเรียกโจทก์ให้ชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มตามจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทให้ครบถ้วนภายใน 15 วัน นับแต่ทราบคำสั่ง และศาลชั้นต้นส่งหมายนัดแจ้งคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้โจทก์ทราบโดยชอบแล้ว โดยวิธีรับหมายเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2548 แต่โจทก์มิได้ดำเนินการชำระค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ให้ครบถ้วนภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าวจึงถือว่า โจทก์ทิ้งอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 174 (2) ประกอบมาตรา 246 และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความตาม ป.วิ.พ. 132 (1) นั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งว่า โจทก์ทิ้งอุทธรณ์และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความเท่ากับเป็นคำสั่งไม่รับอุทธรณ์นั่นเอง ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับอุทธรณ์แล้วโจทก์จะร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์โดยขอให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องของโจทก์อีกไม่ได้
                   ฎีกาสุดท้ายเรื่องทิ้งฟ้องแล้วครับ  ต้องการพูดเพื่อให้ทราบว่าเรื่องทิ้งฟ้องแม้จะเป็นบทบัญญัติในวิแพ่งแต่ก็มีกรณีทิ้งฟ้องในคดีอาญาได้เช่นกัน ฎีกานี้เป็นเรื่องตัวอย่างว่า เรื่อง 174+176 ก็นำไปใช้ในคดีอาญาได้เช่นกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5676/2540
ศาลชั้นต้นสั่งคำฟ้องของโจทก์ว่า "นัดไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์นำส่งหมายให้จำเลยภายใน 7 วัน ส่งไม่ได้ให้แถลงภายใน 5 วัน มิฉะนั้นถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง" และสั่งคำร้องขอส่งหมายนัดแก่จำเลยข้ามเขตซึ่งโจทก์ได้ขออนุญาตให้ปิดหมายด้วยว่า "จัดการให้ ให้ส่งโดยวิธีธรรมดาก่อนเนื่องจากไม่ปรากฏต้นฉบับหนังสือรับรองของจำเลยที่ 1" ซึ่งเป็นคำสั่งที่ชัดแจ้งอยู่แล้ว เมื่อปรากฏว่าโจทก์ปล่อยให้เจ้าหน้าที่ของศาลส่งหมายนัดและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยทั้งสองโดยวิธีปิดหมายผิดไปจากคำสั่งของศาลอันเป็นการส่งที่ไม่ชอบ ศาลชั้นต้นจึงสั่งในรายงานการส่งหมายเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2539 ว่า "ศาลยังไม่มีคำสั่งให้ปิดหมาย การส่งหมายไม่ชอบ รอโจทก์แถลง" และเจ้าหน้าที่ศาลได้มีหนังสือแจ้งผลการส่งหมายดังกล่าวให้ทนายโจทก์ทราบในวันเดียวกันโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนและทนายโจทก์ได้รับหนังสือนั้นแล้ว ในหนังสือมีข้อความระบุไว้ด้วยว่า"เป็นการส่งหมายไม่ชอบ เพราะศาลไม่ได้สั่งให้ปิดหมาย" ดังนั้น โจทก์ย่อมทราบและเข้าใจดีตั้งแต่วันรับหนังสือนั้นว่ายังส่งหมายให้จำเลยโดยชอบไม่ได้ จะต้องมีการส่งหมายนัดและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยใหม่ และโจทก์ต้องแถลงให้ศาลทราบภายใน 5 วัน แม้ศาลจะไม่ได้กำหนดให้โจทก์แถลงภายในกี่วันก็มีความหมายชัดเจนอยู่ในตัวว่าให้แถลงภายใน 5 วัน ตามคำสั่งศาลที่ได้ให้ไว้ และโจทก์ได้ทราบแล้วตั้งแต่แรกตามที่ได้วินิจฉัยมาโดยศาลไม่จำต้องสั่งให้โจทก์แถลงภายในกี่วันซ้ำอีก แต่โจทก์กลับเพิกเฉยจนล่วงเลยกำหนดเวลามาหลายวันมิได้แถลงให้ศาลทราบ เหตุนี้เมื่อเจ้าหน้าที่รายงานเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2539 เรื่องที่โจทก์มิได้แถลงต่อศาลชั้นต้นภายในเวลาที่กำหนด และศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ทิ้งฟ้องให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว
ทิ้งฟ้องก็น่าจะออกสักรอบนึงนะ  ถ้าอาจารย์ไม่ออกผมออกเอง ก็บอกเป็นอังเปา แล้วกัน
.................................            จบทิ้งฟ้อง           ......................................................

 

ต่อไปเรื่องถอนฟ้องเป็นข้อสอบที่เคยออกเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างหนึ่งในศาลต้น เป็นสิทธิของโจทก์ทีต้องการระงับคดี และต้องทำให้ถุกต้อง แม้เป้นสิทธิก็อาจใช้ได้เมื่อศาลอนุญาต

ดูเงื่อนไขตามมาตรา 175 และมาตรา 176 เป็นวิธีการถอนฟ้องและผลของการถอนฟ้องตามลำดับ

มาตรา ๑๗๕ ก่อนจำเลยยื่นคำให้การ โจทก์อาจถอนคำฟ้องได้โดยยื่นคำบอกกล่าวเป็นหนังสือต่อศาล
ภายหลังจำเลยยื่นคำให้การแล้ว โจทก์อาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลชั้นต้นเพื่ออนุญาตให้โจทก์ถอนคำฟ้องได้ ศาลจะอนุญาตหรือไม่อนุญาตหรืออนุญาตภายในเงื่อนไขตามที่เห็นสมควรก็ได้ แต่
(๑) ห้ามไม่ให้ศาลให้อนุญาต โดยมิได้ฟังจำเลยหรือผู้ร้องสอด ถ้าหากมีก่อน
(๒) ในกรณีที่โจทก์ถอนคำฟ้อง เนื่องจากมีข้อตกลงหรือประนีประนอมยอมความกับจำเลย ให้ศาลอนุญาตไปตามคำขอนั้น

ผู้มีสิทธิถอนฟ้องแน่นอนเสนอข้อหาโดยโจทก์ดังนั้นคนที่ยุติคือคนที่เริ่มก็ได้แก่โจทก์ แต่ถ้ามีโจทก์ร่วมคนหนึ่งอยากถอนอีกคนไม่อยากถอน ก็ต้องดูว่ามูลความแห่งคดีแบ่งแยกกันได้หรือไม่ การถอนไม่เหมือนการฟ้องการถอนเป็นการจำหน่ายสิทธิจึงทำแทนไม่ได้ เรื่องคู่ความร่วมกฎหมายก็ไม่ให้ทำแทนในกรณีที่ถ้าทำแทนแล้วจะเป็นการเสียประโยชน์

แต่ถ้ามูลความแห่งคดีแยกกันได้ ก็ตัวใครตัวมันได้ครับ  เช่นกรณีละเมิด โจทก์ 1 หัวแตก โจทก์ 2 ขาหัก ก็มูลความแห่งคดีแยกออกจากกันได้ เช่นนี้บางคนจะถอนได้ ศาลก็จำหน่ายเฉพาะคำขอบังคับของคนๆนั้น

คนที่ไม่ใช่โจทก์ในนามตนเองแต่มาเป็นโจทก์ในนามคนอื่นจะถอนได้หรือไม่ เช่นผู้รับมอบอำนาจให้ฟ้องคดีแทน  ก็ต้องดูอำนาจจากใบมอบอำนาจ  

อีกคนหนึ่งทนายความก็ต้องดูตาม วิแพ่งมาตรา 62

มาตรา 62  ทนายความซึ่งคู่ความได้ตั้งแต่งนั้นมีอำนาจว่าความและดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ แทนคู่ความได้ตามที่เห็นสมควรเพื่อรักษาผลประโยชน์ของคู่ความนั้นแต่ถ้ากระบวนพิจารณาใดเป็นไปในทางจำหน่ายสิทธิของคู่ความ เช่น การยอมรับตามที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเรียกร้อง การถอนฟ้อง(174 ผล 176 จบ ) การประนีประนอมยอมความ การสละสิทธิ หรือใช้สิทธิในการอุทธรณ์หรือฎีกา หรือในการขอให้พิจารณาคดีใหม่ ทนายความไม่มีอำนาจที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาเช่นว่านี้ได้ โดยมิได้รับอำนาจจากตัวความโดยชัดแจ้ง อำนาจโดยชัดแจ้งเช่นว่านี้จะระบุให้ไว้ในใบแต่งทนายสำหรับคดีเรื่องนั้น หรือทำเป็นใบมอบอำนาจต่างหากในภายหลังใบเดียวหรือหลายใบก็ได้ และในกรณีหลังนี้ให้ใช้บทบัญญัติมาตรา ๖๑ บังคับ

กรณีจะเป็นอย่างไรก็ตาม ตัวความหรือผู้แทนจะปฏิเสธหรือแก้ไขข้อเท็จจริงที่ทนายความของตนได้กล่าวด้วยวาจาต่อหน้าตนในศาลในขณะนั้นก็ได้ แม้ถึงว่าตัวความหรือผู้แทนนั้นจะมิได้สงวนสิทธิเช่นนั้นไว้ในใบแต่งทนายก็ดี

ก็มีบุคคลเพียง 3 ประเภทนี้เท่านั้นที่จะมีอำนาจมาถอน

ระยะเวลาในการถอนฟ้อง  ก็เมื่อเป็นกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้นก็ต้องก่อนสิ้นกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้น

อีกทั้งต้อง พิจารณาถึงผลตามมาตรา 176 ที่เป็นการลบล้างกระบวนพิจารณาใดๆ หลังจากยื่นฟ้องทั้งหมด ซึ่งก็รวมถึงคำพิพากษาด้วย จึงไม่อาจลบล้างคำพิพากษาได้เว้นแต่จะอุทธรณ์ฎีกาเท่านั้น  ดังนั้นต้องถอนฟ้องก่อนมีคำพิพากษา

อย่างเร็วที่สุดก็คือการยื่นฟ้องแล้ว แม้ศาลยังไม่ได้สั่งรับก็ตาม

การถอนก่อนยื่นคำให้การ เป็นสิทธิ ไม่ต้องขอ กฎหมายเพียงให้บอกศาลก็พอ ทำเป็นคำบอกกล่าวเป็นหนังสือ แต่ถ้ามาถอนช้าก็ได้ยากหน่อย แทนที่จะเป็นสิทธิ ก็กลายเป็นเรื่องดุลพินิจศาลเสียแล้ว

ปกติถอนฟ้องต้องถอนก่อนมีคำพิพากษาจะไปถอนหลังมีคำพิพากษาไม่ได้ การถอนฟ้องระหว่างอุทธรณ์ก็ต้องอ่านให้ดีว่าตั้งใจมาถอนฟ้องหรือถอนอุทธรณ์

 

วันนี้ก็พอแค่นี้ครับ

 

ครั้งที่ 11(3/2/09)

           

ตกลงในชั้นอุทธรณ์ได้ก็มาถอนฟ้องโจทก์ก็มาถอนฟ้องในชั้นอุทธรณ์ตามที่รับปากว่าถ้ารับชำระหนี้ผมจะถอนฟ้องให้ แต่แม้จะได้รับชำระหนี้แล้วก็มาถอนฟ้อง ( ชั้นต้น ) ไม่ได้อยู่ดี จะแปลว่าเค้ามาถอนอุทธรณ์แทนได้หรือไม่ ตอบ แปลอย่างนั้นไม่ได้ เพราะ จริงอยู่โจทก์เป็นคนมายื่นถอนฟ้องเมื่อคดีคาอยู่ในศาลอุทธรณ์ก็ตาม แต่ที่แปลเช่นนั้นไม่ได้เพราะว่าโจทก์ไม่ใช่คนยื่นอุทธรณ์ สาระของฎีกานี้อยู่ตรงนี้นี่เอง ฎ. 7600/2548

การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องทำให้จำเลยต้องผูกพันตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่บังคับให้จำเลยออกไปจากที่ดินพิพาทต่อไป คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 5 จึงมีผลกระทบโดยตรงและอาจเป็นที่เสียหายแก่จำเลย จำเลยจึงมีสิทธิที่จะฎีกาคัดค้านคำสั่งดังกล่าวได้ มิใช่เป็นสิทธิของโจทก์ที่จะฎีกาโต้แย้งคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 5 แต่ฝ่ายเดียว หรือเป็นการที่จำเลยใช้สิทธิฎีกาโดยไม่ชอบ

ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วจำเลยอุทธรณ์ฝ่ายเดียวย่อมเป็นการล่วงเวลาที่จะอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้ และโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ด้วย จึงไม่มีคำฟ้องชั้นอุทธรณ์ที่จะถอนได้ ส่วนจำเลยมีข้อตกลงกับโจทก์อย่างไร ก็เป็นเรื่องที่จำเลยต้องว่ากล่าวเอาแก่โจทก์เป็นอีกส่วนหนึ่งต่างหาก โจทก์ไม่มีสิทธิมาขอถอนคำฟ้องเดิมในชั้นอุทธรณ์

 

ฎ.5623/2548

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานจำเลยทั้งสองต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี แม้จำเลยทั้งสองจะยื่นฎีกาอยู่ก็ตาม แต่คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ย่อมผูกพันคู่ความอยู่จนกว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จะถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับหรืองดเสีย ถ้าหากมี ทั้งนี้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ดังนี้ ต้องถือว่า คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นที่จะต้องสืบพยานจำเลยต่อไป ดังนั้น โจทก์ย่อมขอถอนฟ้องได้ และศาลชั้นต้นชอบที่จะมีอำนาจสั่ง เมื่อศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องโดยจำเลยทั้งสองไม่คัดค้านแล้ว การถอนฟ้องย่อมลบล้างผลแห่งการยื่นคำฟ้อง รวมทั้งกระบวนพิจารณาอื่น ๆ อันมีต่อมาภายหลังยื่นคำฟ้อง และกระทำให้คู่ความกลับคืนสู่ฐานะเดิมเสมือนหนึ่งมิได้มีการยื่นคำฟ้องเลย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 176 ดังนั้น ฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงต้องถูกลบล้างไปด้วยผลของการถอนฟ้อง ไม่อาจที่จะนำฎีกาของจำเลยทั้งสองมาพิจารณาได้อีกต่อไป

 

  คือฎีกาเกี่ยวกับระยะเวลาอีกเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องที่หลังจากศาลต้นพิพากษาแล้วปรากฏว่าคู่ความฝ่ายแพ้อุทธรณ์ ศาลพิพากษายกย้อน ยกกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบแล้วย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีใหม่ตามรูปคดีต่อไป

แต่มันก็ไม่ย้อนไปหมดเพราะว่าคู่ความฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการยกย้อน ก็เป็นผู้ฎีกา ตกลงคดีอยู่ชั้นไหนกันแน่ครับ  ก็ส่งไปให้ศาลฎีกาพิจารณาว่าข้อที่อุทธรณ์ยกย้อนชอบหรือไม่ ถามว่าหากไปถอนฟ้องที่ศาลชั้นต้นถามว่าศาลชั้นต้นมีอำนาจถอนฟ้องได้หรือไม่

เราก็มาดูว่าศาลชั้นต้นถูกยกด้วยศาลอุทธรณ์คือศาลที่สูงกว่าแล้ว แม้จะยังไม่ถึงที่สุดเพราะยังอยู่ในชั้นฎีกา แต่ตราบใดที่ยังไม่ถูกกลับ ดังนั้น คำสั่งของศาลอุทธรณ์ที่ให้ยกย้อน ยังมีอยู่ ฉะนั้นที่โจทก์มาถอนฟ้อง ในศาลชั้นต้นนั้นทำได้

และหากศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจอนุญาตให้ถอนฟ้องได้  ก็ไม่ต้องไปดูศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาต้องจำหน่ายคดีทันที ไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารราต่อไป

เรามาดูประเด็นที่น่าสนใจประเด็นต่อไป คือวิธรการถอนฟ้อง ในมาตรา 175 ได้กำหนดวิธีการถอนฟ้องไว้ 2 กรณีด้วยกันครับ

มาตรา 175  ก่อนจำเลยยื่นคำให้การ โจทก์อาจถอนคำฟ้องได้โดยยื่นคำบอกกล่าวเป็นหนังสือต่อศาล

ภายหลังจำเลยยื่นคำให้การแล้ว โจทก์อาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลชั้นต้นเพื่ออนุญาตให้โจทก์ถอนคำฟ้องได้ ศาลจะอนุญาตหรือไม่อนุญาตหรืออนุญาตภายในเงื่อนไขตามที่เห็นสมควรก็ได้ แต่

(๑) ห้ามไม่ให้ศาลให้อนุญาต โดยมิได้ฟังจำเลยหรือผู้ร้องสอด ถ้าหากมีก่อน

(๒) ในกรณีที่โจทก์ถอนคำฟ้อง เนื่องจากมีข้อตกลงหรือประนีประนอมยอมความกับจำเลย ให้ศาลอนุญาตไปตามคำขอนั้น

วิธีที่ 1 ตามวรรค 1  ก็ง่ายมา ทำเป็นเพียงคำแถลง คือแค่มาบอกให้ทราบไม่ได้มาขออะไรเลย  ต่างกันตรงไหน ก็อย่างน้อยๆแค่แบบพิมพ์ก็ไม่เหมือนกัน แต่นี่ไม่ใช่สาระ เพราะว่าทางปฏิบัติก็เอาแบบพิมพ์คำร้องมาขีดค่า มาทำเป็นคำแถลงนั่นแหละ ถ้าทำเกินได้หรือไม่ ทำเป็นคำร้องเลยได้หรือไม่ ก็เข้าหลักทุกอย่าง ทำเกินไม่เป็นไรอย่าทำขาดก็พอ แต่อาจารย์เห็นว่าอะไรที่ไม่ควรเกินก็อย่าไปทำเกินเลย เพราะเท่ากับกฎหมายบอกว่าสิ่งนั้นทำได้เองไม่ต้องขออนุญาตศาล ฉะนั้นในวรรค 1 การถอนฟ้องในเวลาที่จำเลยยังไม่ยื่นคำให้การ อำนาจอยู่ที่โจทก์แต่เป็นเพียงการบอกว่าช่วยกรุณามาบอกศาลด้วยเถอะ ฉะนั้น แทบไม่มีการไม่อนุญาต

วิธีที่ 2 คือตามวรรค 2 ที่ต้องทำเป็นคำร้อง กฎหมายกำลังบอกว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ทำได้เอง ศาลต้องเป็นผู้ขออนุญาต แล้วทำไมถึงต่างกันเพราะเรามาถอนหลังจากจำเลยยื่นคำให้การแล้ว เรารู้ว่าจำเลยจะสู้อย่างไรแล้วนี่ครับ เท่ากับโจทก์กำลังได้เปรียบเพราะรู้ข้อต่อสู้จำเลยแล้วนี่ครับ กฎหมายจึงให้ศาลเป็นผู้ตรวจสอบเพื่อไม่ต้องการให้โจทก์เอาเปรียบจำเลย

            ถ้าคดีนั้นมีจำเลยหลายคน แล้วบางคนขาดนัดยื่นคำให้การบางคนยื่นคำให้การแล้ว โจทก์ต้องทำอย่างไร จะทำเป็นคำแถลงหรือคำร้อง ผลการที่โจทก์มาถอนหลังยื่นคำให้การคือ ต้องทำเป็นคำร้อง เป็นดุลพินิจศาล และหากศาลจะอนุญาตต้องฟังจำเลยก่อน (แม้จะฟังเฉยๆก็ตามไม่ถือเป็นสาระต้องสั่งตาม ที่จำเลยแถลง )

ฎ.เคยเอามาออกเป็นข้อสอบ แต่ก็นานแล้ว กว่า 5 ปีแล้ว  เป็นเรื่องที่โจทก์ยื่นถอนฟ้องทั้งคดี เนื่องจากศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นการยื่นหลังจากจำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การแล้ว ศาลต้นจึงเห็นว่าหากจะอนุญาตต้องสอบจำเลยก่อน วิธีการสอบที่ไม่มีวันนัดนั้น ยากกว่าในวันนัดเพราะในวันนัดแค่ยื่นในสำเนาแล้วถามจำเลยเลยว่าจะว่าอย่างไร แต่ไม่มีวันนัดก็สอบเป็นหนังสิอพร้อมส่งหมาย แล้วให้โจทก์ส่ง โจทก์ไม่ส่งก็ทิ้งฟ้อง จำหน่ายคดี  ( ทิ้งฟ้อง กับ ถอนฟ้อง ต่างกันอย่างน้อยก็เรื่องค่าขึ้นศาลที่ไม่ได้คืน )

โจทก์อุทธรณ์ จึงจะเห็นได้ว่าจำเลยมีหลายคน  ต้องแยกพิจารณาเป็นรายจำเลย ตามลักษณะว่าจำเลยนั้นได้ให้การแล้วหรือยัง

ฎ.4888/2549

ในคดีที่จำเลยยื่นคำให้การแล้ว เมื่อโจทก์ขอถอนฟ้อง ป.วิ.พ. มาตรา 175 วรรคสอง (1) กำหนดให้ศาลฟังว่าจำเลยจะยินยอมให้โจทก์ถอนฟ้องหรือจะคัดค้านประการใด เพื่อประโยชน์ที่ศาลจะได้นำมาประกอบการพิจารณาสั่งตามที่เห็นสมควรดังที่กฎหมายบัญญัติให้อำนาจไว้นั้นต่อไป หากศาลยังมิได้ฟังจำเลยก่อนย่อมต้องห้ามตามกฎหมายไม่ให้ศาลสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง ดังนั้นการที่โจทก์ขอถอนฟ้องเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2547 ภายหลังจำเลยให้การต่อสู้คดีและศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและจำหน่ายคดีจากสารบบความในวันเดียวกันนั้น โดยปรากฏว่าจำเลยได้รับสำเนาคำร้องขอถอนฟ้องในวันที่ 22 ธันวาคม 2547 โดยไม่มีโอกาสได้คัดค้านหรือไม่คัดค้านในการที่โจทก์ถอนฟ้อง การที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องไปก่อนที่จะได้ฟังจำเลยเช่นนี้ จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 175 วรรคสอง (1) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 31

 

 จำเลยยื่นคำให้การแล้วแต่ศาลสั่งโดยผิดหลงอนุญาตโจทก์ทันทีโดยไม่ได้ถามจำเลย  อย่างที่เรียนให้ทราบแล้วว่า โจทก์จะถอนฟ้องตอนไหนก็ได้ ก็อาจมายื่นโดยไม่มีวันนัดและก็ไม่มีตัวจำเลยอยู่ขณะนั้นด้วย

คดีที่ไม่จำเป็นต้องถามจำเลยก่อนก่อนคือ

1. แม้จำเลยได้ยื่นคำให้การไว้ แต่ในวันนัด จำเลยขาดนัดพิจารณา อาจงงว่ามียกเว้นไว้ตรงไหนในเรื่องถอนฟ้องเหรอ  กฎหมายใหม่บอกว่า ทางเดียวที่จำเลยจะขาดนัดพิจารณาได้ ก็ต้องยื่นคำให้การ อาศัยหลักมาตรา 21 ( 2 ) ครับ

 

(๒) ถ้าประมวลกฎหมายนี้มิได้บัญญัติไว้ว่า คำขออันใดจะทำได้แต่ฝ่ายเดียวห้ามมิให้ศาลทำคำสั่งในเรื่องนั้น ๆ โดยมิให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งหรือคู่ความอื่น ๆ มีโอกาสคัดค้านก่อนแต่ทั้งนี้ต้องอยู่ในบังคับแห่งบทบัญญัติของประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการขาดนัด

 

อีกกรณีหนึ่งก็อยู่ใน มาตรา 175 วรรค 2 ตอนท้ายนั้นเอง

๒) ในกรณีที่โจทก์ถอนคำฟ้อง เนื่องจากมีข้อตกลงหรือประนีประนอมยอมความกับจำเลย ให้ศาลอนุญาตไปตามคำขอนั้น

 

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages