สรุปคำบรรยาย วิแพ่ง 1ภาค 2/61 ครั้งที่ 11 - 12

1,017 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
Feb 17, 2009, 1:22:18 AM2/17/09
to LAWSIAM, lawsiam com, TRAITHEP tupkit

หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า  kankokub  ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ไพฤทธิ์ เศรษฐไกรกุล ผู้บรรยาย   , ผู้ก่อตั้ง lawsiamgooglegroups และ คุณแบ่งปัน ที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า

ครั้งที่ 11( 07/02/52 )

            อีกเดือนเศษๆเราก็ จะปิดคอร์ส แล้วนะครับ เรียนกฎหมายแม้จะลำบากตลอดชีวิตแต่ก็เป็นความลำบากที่วางอยู่บนความสุข

            นักกฎหมายที่จะเป็นผู้ไกล่เกลี่ยมีปรัชญาคือทำอย่างไรถึงจะไปนั่งในหัวใจของคู่ความ สิ่งที่ต้องลดลงให้ได้คือ อีโก้ คือความถือดีต่างๆ

            เวลาเรียนกฎหมายต้องรู้จริงรู้อย่างแก้ไขปัญหาสังคมได้  ในคำพิพากษาของท่านเมื่ออ่านแล้วต้องปรามสังคมให้ได้ คดีแพ่งต้องไม่กระทบกระเทือนต่อเศรษฐกิจของประเทศ

                                             .......................................

             คราวที่แล้วจบลงที่คำพิพากษา 4 ฉบับ บอกอะไรแก่พวกเราจากการดูเรื่องร้องสอดทั้งหมด ทำให้ได้รู้ว่าบุคคลภายนอกคดีกฎหมายก็บัญญัติทางให้ กว่า 3 ทาง และบัญญัติวิธีเรียกไว้ด้วย ก็เรียกพร้อมคำฟ้อง

             และสิ่งที่ต้องแนบไปด้วยคือสำเนาคำฟ้องตั้งต้นคดี

            และหากไม่จำเป็นต้องเข้ามาเลยอย่างเช่นเจ้าของร่วมก็ไม่ต้องเข้ามา

ก็ต้องพิจารณาอีกหากมาเป็นคู่ความฝ่ายที่ 3 ถ้าเป้นคำฟ้อง ก็ต้องสมบูรณ์ตาท 172 วรรค 2 หากเป็นคำให้การก็ต้องสมบูรณ์ตาม 177

มาตรา ๕๗ บุคคลภายนอกซึ่งมิใช่คู่ความอาจเข้ามาเป็นคู่ความได้ด้วยการร้องสอด
(๑) ด้วยความสมัครใจเองเพราะเห็นว่าเป็นการจำเป็นเพื่อยังให้ได้รับความรับรองคุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ โดยยื่นคำร้องขอต่อศาลที่คดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณาหรือเมื่อตนมีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง โดยยื่นคำร้องขอต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีนั้น
(๒) ด้วยความสมัครใจเองเพราะตนมีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดีนั้นโดยยื่นคำร้องขอต่อศาลไม่ว่าเวลาใด ๆ ก่อนมีคำพิพากษา ขออนุญาตเข้าเป็นโจทก์ร่วมหรือจำเลยร่วม หรือเข้าแทนที่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียทีเดียวโดยได้รับความยินยอมของคู่ความฝ่ายนั้นแต่ว่าแม้ศาลจะได้อนุญาตให้เข้าแทนที่กันได้ก็ตาม คู่ความฝ่ายนั้นจำต้องผูกพันตนโดยคำพิพากษาของศาลทุกประการเสมือนหนึ่งว่ามิได้มีการเข้าแทนที่กันเลย
(๓) ด้วยถูกหมายเรียกให้เข้ามาในคดี (ก) ตามคำขอของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำเป็นคำร้องแสดงเหตุว่าตนอาจฟ้องหรือถูกคู่ความเช่นว่านั้นฟ้องตนได้ เพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือเพื่อใช้ค่าทดแทน ถ้าหากศาลพิจารณาให้คู่ความเช่นว่านั้นแพ้คดี หรือ (ข) โดยคำสั่งของศาลเมื่อศาลนั้นเห็นสมควร หรือเมื่อคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีคำขอ ในกรณีที่กฎหมายบังคับให้บุคคลภายนอกเข้ามาในคดี หรือศาลเห็นจำเป็นที่จะเรียกบุคคลภายนอกเข้ามาในคดีเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม แต่ถ้าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จะเรียกบุคคลภายนอกเข้ามาในคดีดังกล่าวแล้วให้เรียกด้วยวิธียื่นคำร้องเพื่อให้หมายเรียกพร้อมกับคำฟ้องหรือคำให้การ หรือในเวลาใด ๆต่อมาก่อนมีคำพิพากษาโดยได้รับอนุญาตจากศาล เมื่อศาลเป็นที่พอใจว่าคำร้องนั้นไม่อาจยื่นก่อนนั้นได้
การส่งหมายเรียกบุคคลภายนอกตามอนุมาตรานี้ต้องมีสำเนาคำขอ หรือคำสั่งของศาล แล้วแต่กรณี และคำฟ้องตั้งต้นคดีนั้นแนบไปด้วย
บทบัญญัติในประมวลกฎหมายนี้ไม่ตัดสิทธิของเจ้าหนี้ ในอันที่จะใช้สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้และที่จะเรียกลูกหนี้ให้เข้ามาในคดีดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา ๕๘ ผู้ร้องสอดที่ได้เข้าเป็นคู่ความตามอนุมาตรา (๑) และ (๓) แห่งมาตราก่อนนี้ มีสิทธิเสมือนหนึ่งว่าตนได้ฟ้องหรือถูกฟ้องเป็นคดีเรื่องใหม่ ซึ่งโดยเฉพาะผู้ร้องสอดอาจนำพยานหลักฐานใหม่มาแสดง คัดค้านเอกสารที่ได้ยื่นไว้ ถามค้านพยานที่ได้สืบมาแล้วและคัดค้านพยานหลักฐานที่ได้สืบไปแล้วก่อนที่ตนได้ร้องสอด อาจอุทธรณ์ฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ และอาจได้รับหรือถูกบังคับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียม
ห้ามมิให้ผู้ร้องสอดที่ได้เป็นคู่ความตามอนุมาตรา (๒) แห่งมาตราก่อน ใช้สิทธิอย่างอื่นนอกจากสิทธิที่มีอยู่แก่คู่ความฝ่ายซึ่งตนเข้าเป็นโจทก์ร่วมหรือจำเลยร่วมในชั้นพิจารณาเมื่อตนร้องสอด และห้ามมิให้ใช้สิทธิเช่นว่านั้นในทางที่ขัดกับสิทธิของโจทก์หรือจำเลยเดิม และให้ผู้ร้องสอดเสียค่าฤชาธรรมเนียมอันเกิดแต่การที่ร้องสอด แต่ถ้าศาลได้อนุญาตให้เข้าแทนที่โจทก์หรือจำเลยเดิม ผู้ร้องสอดจึงมีฐานะเสมอด้วยคู่ความที่ตนเข้าแทน
เมื่อได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งแล้ว ถ้ามีข้อเกี่ยวข้องกับคดี เป็นปัญหาจะต้องวินิจฉัยในระหว่างผู้ร้องสอดกับคู่ความฝ่ายที่ตนเข้ามาร่วม หรือที่ตนถูกหมายเรียกให้เข้ามาร่วมผู้ร้องสอดย่อมต้องผูกพันตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น เว้นแต่ในกรณีต่อไปนี้
(๑) เนื่องจากความประมาทเลินเล่อของคู่ความนั้น ทำให้ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความในคดีช้าเกินสมควรที่จะแสดงข้อเถียงอันเป็นสาระสำคัญได้ หรือ
(๒) เมื่อคู่ความนั้นจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงมิได้ยกขึ้นใช้ซึ่งข้อเถียงในปัญหาข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญซึ่งผู้ร้องสอดมิได้รู้ว่ามีอยู่เช่นนั้น
            ก็มาถึง 3 ฎีกา ต่อไปนี้เป็นอีกกลุ่มหนึ่ง  เราตั้งเป็นหัวข้อว่า ร้องสอดจะฟ้องแย้งด้วยได้ไหม ก็ต้งกลับไปดูก่อนว่าฟ้องแย้งหน้าตาเป็นอย่างไร  ฟ้องแย้งก็เป็นคำฟ้อง แย้งฝ่ายเดียวกันไม่ได้ มีเงื่อนไขไม่ได้ และต้องเกี่ยวกับฟ้องเดิมชนิดที่พิพากษารวมกันไปได้

 พอตั้งคำถามอย่างนี้ต้องนึกว่าจะร้องเข้ามาตามอนุมาตราไหน ร้องเข้ามาเป็นจำเลยร่วม จำเลยเกดิมไม่ฟ้องแย้ง ผู้ร้องสอดก็ฟ้องแย้งไม่ได้เพราะขัดกับสิทธิจำเลยเดิม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3665/2538
ตามคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วมของจำเลยร่วมทั้งห้าอ้างว่าจำเลยและ ท.มารดาของจำเลยร่วมทั้งห้า ได้ร่วมกันซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างจาก จ.มาตั้งแต่ปี 2490 แต่มิได้จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม หลังจากทำสัญญาซื้อขายแล้ว จ.ได้ส่งมอบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยและ ท. จำเลยและ ท.ได้ครอบครองใช้ทำประโยชน์ตลอดมาจนได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างแล้วโดยการครอบครองปรปักษ์ ต่อมา ท.ได้ถึงแก่ความตาย จำเลยร่วมทั้งห้าผู้เป็นบุตรของ ท.จึงได้ครอบครองที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างต่อมา ซึ่งมีลักษณะเป็นเจ้าของร่วมมีฐานะเดียวกันกับจำเลย และในตอนท้ายของคำร้องจำเลยร่วมทั้งห้าก็ขอเข้าเป็นจำเลยร่วม จึงเห็นได้ชัดแจ้งว่า จำเลยร่วมทั้งห้าได้ร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วมตาม ป.วิ.พ.มาตรา 57 (2) หาใช่เป็นการร้องขอเข้ามาในฐานะที่เป็นคู่ความฝ่ายที่สามตามมาตรา 57 (1) ไม่ เมื่อจำเลยร่วมทั้งห้าขอเข้ามาเป็นจำเลยร่วมตามมาตรา 57 (2) จึงต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิอย่างอื่นนอกจากสิทธิที่มีอยู่แก่จำเลยซึ่งเป็นคู่ความฝ่ายที่ตนเข้าร่วม เมื่อจำเลยให้การโดยมิได้ฟ้องแย้ง จำเลยร่วมทั้งห้าจึงไม่อาจใช้สิทธิฟ้องแย้งโจทก์ได้
หมายเหตุ
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสามจำเลยจะฟ้องแย้งมาในคำให้การก็ได้ แต่คดีนี้จำเลยยื่นคำให้การโดยไม่ได้ฟ้องแย้งมาด้วยจำเลยจึงหมดสิทธิที่จะฟ้องแย้งมาในภายหลัง ต่อมาผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดเข้ามาตามมาตรา 57(2)เป็นจำเลยร่วม เมื่อจำเลยหมดสิทธิฟ้องแย้งแล้ว ผู้ร้องสอดจึงไม่อาจฟ้องแย้งเข้ามาในคำให้การของผู้ร้องสอด ไม่ใช่ว่าการฟ้องแย้งของผู้ร้องสอดต้องได้รับความเห็นชอบจากจำเลยด้วยเพราะแม้จำเลยจะสั่งให้ผู้ร้องสอดฟ้องแย้งเข้ามาในคำให้การของผู้ร้องสอดก็ไม่อาจฟ้องแย้งได้ เพราะจะเป็นการใช้สิทธินอกจากสิทธิที่จำเลยมีอยู่อันเป็นการต้องห้ามตามมาตรา 58 วรรคสอง
แต่ถ้าผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดเข้ามาเป็นจำเลยร่วมก่อนจำเลยยื่นคำให้การผู้ร้องสอดย่อมฟ้องแย้งเข้ามาได้แม้ต่อมาจำเลยจะไม่ยื่นคำให้การ หรือยื่นคำให้การแต่ไม่ได้ฟ้องแย้งก็ตาม เพราะขณะที่ยื่นคำร้องสอดนั้นจำเลยยังสิทธิยื่นคำให้การและฟ้องแย้งได้ จึงไม่เป็นการใช้สิทธินอกจากสิทธิที่จำเลยมีอยู่ (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ 875/2537)
ไพโรจน์ วายุภาพ

    แต่ถ้าเป็นร้องสอดตาม 57 (1 ) หรือถูกหมายเรียกเข้ามาในคดีแล้วเข้ามาในฐานะจำเลยจะฟ้องแย้งได้หรือไม่
โจทก์ฟ้องว่าบุกรุกจำเลยอ้างว่าที่ดินเป็นของกรมทางหลวง จำเลยเป็นพนักงานมาปักหมุด ไม่ได้บุกรุก ระหว่างพิจารณา กรมทางหลวงก็ร้องสอดเข้ามาขอให้ยกฟ้องและพิพากษาว่าที่ดินเป้ฯของกรมทางหลวง ถามว่าหากเป็นศาลจะรับคำร้องสอดไว้พิจารณาหรือไม่เพราะเหตุใด

วิธีคิดให้ปักหลักตรงที่คำร้องสอดก่อนว่าจะเลยต้องการอะไร  ขอให้ยกฟ้องเป็นคำให้การและมีขอเพิ่ม คำฟ้องด้วย อย่างนี้มันคือฟ้องแย้ง  
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 163/2507
(1)บทบัญญัติว่าด้วยการขาดนัดยื่นคำให้การจะนำใช้แก่ผู้ร้องสอดหาได้ไม่
(2)คำร้องของผู้ร้องสอดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 57 นั้น ย่อมเป็นทั้งคำให้การต่อสู้และฟ้องแย้งคดีได้อยู่ในตัว แล้วแต่กรณี
(3)เมื่อตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 57 กำหนดให้ผู้ร้องสอดทำคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความ ก็ย่อมใช้กระดาษแบบคำร้องตลอดถึงฟ้องแย้งในคำร้องสอดนั้นด้วยได้
(ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 5/2507)
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยบุกรุก ขอให้ศาลสั่งแสดงว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ บังคับขับไล่จำเลยและบริวารออกไปอย่าให้เกี่ยวข้อง
จำเลยให้การต่อสู้ว่า ที่พิพาทเป็นของกรมทางหลวงแผ่นดินจำเลยซ่อมแซมหลักตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา
ต่อมากรมทางหลวงแผ่นดินยื่นคำร้องสอดขอเข้ามาเป็นคู่ความร่วมว่าที่พิพาทเป็นส่วนหนึ่งของกรมทางหลวงแผ่นดิน ได้มาโดยคณะกรรมการอำเภอวารินเอาที่ดินซึ่งสงวนไว้ใช้ประโยชน์ในราชการยกให้ตั้งแต่วันที่ 19 ตุลาคม 2477 ตามคำสั่งกระทรวงมหาดไทย แล้วได้ครอบครองดูแลรักษาประโยชน์ตลอดมา นายปรารมย์จำเลยเป็นช่างกำกับการหมวดการทางได้ปฏิบัติการไปตามคำสั่งในฐานะเป็นตัวแทนของกรมทางหลวงแผ่นดินขอให้ยกฟ้องและพิพากษาแสดงว่าที่ดินพิพาทเป็นของกรมทางหลวงแผ่นดินอย่าให้โจทก์และบริวารเกี่ยวข้องต่อไป
ศาลชั้นต้นเห็นว่า คำร้องสอดของกรมทางหลวงแผ่นดินมีคำขอเป็นฟ้องแย้งและเมื่อทำแผนที่พิพาทแล้วปรากฏว่ามีเนื้อที่ 27 ไร่เศษจึงตีราคาทุนทรัพย์ 150,000 บาท ให้โจทก์แก้ฟ้องแย้ง
โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ที่พิพาทเป็นของโจทก์ คณะกรมการอำเภอวารินไม่มีอำนาจยกที่ดินของโจทก์ให้แก่ผู้ใดได้ก่อน พ.ศ. 2494 จำเลยหรือผู้ร้องสอดไม่เคยเข้าครอบครองที่พิพาทเลย หากทางอำเภอยกที่ดินให้แก่ผู้ร้องสอดจริง ก็ไม่ใช่แปลงพิพาทนี้ เป็นที่ดินอีกแปลงหนึ่งต่างหาก กับตัดว่าคำร้องของผู้ร้องสอดเป็นเพียงคำขอ ไม่ควรรับเป็นฟ้องแย้งหรือคำให้การที่มีข้อต่อสู้
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว ฟังว่าที่พิพาทเป็นที่หลวงสำหรับใช้ในราชการของกรมทางหลวงแผ่นดิน พิพากษายกฟ้องโจทก์ ห้ามไม่ให้โจทก์และบริวารเข้าเกี่ยวข้องอีกต่อไป
โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษา
โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาได้ตรวจสำนวนปรึกษาโดยที่ประชุมใหญ่แล้ว
ฎีกาข้อแรกเป็นข้อกฎหมายอ้างว่า ผู้ร้องสอดมิได้ยื่นคำให้การภายในกำหนด ต้องถือว่าขาดนัดยื่นคำให้การ และไม่มีข้อต่อสู้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 นั้น เรื่องนี้ศาลชั้นต้นเห็นว่าคำร้องของผู้ร้องเป็นฟ้องแย้ง ให้โจทก์ยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้ง ครั้นต่อมาโจทก์ร้องว่า ผู้ร้องสอดมิได้ยื่นคำให้การ ขอให้สั่งขาดนัด ศาลชั้นต้นสั่งว่าไม่ปรากฏเหตุดังโจทก์อ้างที่จะสั่งให้ผู้ร้องสอดขาดนัดได้ ให้ยกคำร้อง โจทก์ไม่ได้โต้แย้งเพื่ออุทธรณ์ต่อไป
ตามพฤติการณ์ดังกล่าวมาเห็นได้ว่า โจทก์มุ่งถือเอาว่าผู้ร้องสอดเป็นจำเลยที่โจทก์ฟ้องด้วย ศาลฎีกาเห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 ได้กำหนดสิทธิและหน้าที่ของบุคคลภายนอกไว้เป็นพิเศษแตกต่างกับจำเลย เช่น ให้มีสิทธิขอเข้าเป็นคู่ความด้วยความสมัครใจโดยยื่นคำร้องต่อศาลในระหว่างพิจารณาคดีนั้นหรือเวลาใด ๆ ก่อนมีคำพิพากษาก็ได้ ( ตรงนี้คือการล้อกฎหมายเป็นการอ้างกฎหมายอันนี้คือหลักกฎหมายอ้างมาตรา 57 มาเลย ) ฉะนั้นเมื่อโจทก์ไม่ได้ฟ้องผู้ร้องสอดเป็นจำเลยด้วย ก็จะนำบทบัญญัติว่าด้วยจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การภายในกำหนดมาใช้แก่ผู้ร้องสอดหาได้ไม่ ทั้งคำร้องของผู้ร้องสอดเป็นทั้งคำให้การต่อสู้และฟ้องแย้งคดีโจทก์อยู่ในตัวแล้ว หาใช่เป็นคำร้องเพียงเพื่อขอยื่นคำให้การหรือฟ้องแย้งดังข้อค้านของโจทก์ไม่
ที่โจทก์ฎีกาว่า คำร้องของผู้ร้องสอดใช้กระดาษแบบพิมพ์ไม่ถูกประเภท คือ ใช้แบบพิมพ์คำร้อง (7) ไม่ใช่แบบพิมพ์คำให้การ (10 ก.) นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อตามกฎหมายกำหนดให้ผู้ร้องสอดทำคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความ ก็ย่อมใช้กระดาษแบบคำร้องตลอดถึงฟ้องแย้งในคำร้องสอดนั้นด้วยได้
ส่วนข้อเท็จจริง ในเรื่องเจ้าของที่พิพาทนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าฝ่ายจำเลยมีทั้งพยานบุคคลและพยานเอกสารประกอบกันฟังได้สนิทว่าเดิมเป็นที่รกร้างว่างเปล่า ทางราชการกระทรวงมหาดไทยได้ประกาศหวงห้ามไว้เพื่อใช้ประโยชน์ในราชการ แต่ฟังไม่ได้ว่าเป็นของโจทก์ ฯลฯ ศาลทั้งสองพิพากษาชี้ขาดยกฟ้องโจทก์ชอบแล้ว
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4222/2523 ค้นไม่พบ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1226/2510
ในกรณีร้องสอดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57นั้น ถ้าบุคคลภายนอกมีคำขอสอดเข้ามาในคดีเพื่อเป็นคู่ความร่วมกับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดหรือไม่ร่วมกับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด จะต้องแสดงเหตุที่จะขอเข้ามาในคดี คำขอเช่นนี้เป็นคำคู่ความตามฝ่ายที่เข้าร่วม หรือถ้าไม่เป็นฝ่ายใด แต่เพื่อบังคับตามสิทธิของตนก็เป็นคำฟ้อง ในกรณีที่ถูกเรียกให้เข้ามาในคดีเป็นฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ก็ต้องยื่นเอกสารแสดงเหตุว่าเข้ามา ในคดีเพราะเหตุใด ถ้าถูกเรียกเข้ามาเป็นฝ่ายจำเลย จะต้องยื่นคำให้การด้วย ตามมาตรา 177 วรรคท้าย ดังนี้ คำขอและเอกสารแสดงเหตุที่สอดเข้ามาจึงจัดว่าเป็นคำคู่ความถ้าศาลมีคำสั่งไม่ให้เข้ามาในคดี ย่อมมีผลเป็นการไม่รับคำคู่ความ แต่คำขอให้เรียกบุคคลภายนอกเข้ามาในคดี ยังไม่มีการขอเข้ามาหรือแสดงเหตุที่เข้ามาเป็นคู่ความ หาใช่เป็นคำคู่ความไม่และมิใช่เป็นการตั้งประเด็นเพราะมิได้เป็นข้อเถียงหรือข้อแก้คำฟ้องแต่ประการใดคำสั่งคำขอชนิดนี้จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา
คำขอให้เรียกคนภายนอกเข้ามาเป็นจำเลย มิใช่คำขอเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของจำเลยในระหว่างพิจารณาตามมาตรา 228(2) เพราะถ้าจำเลยแพ้คดีจะได้ฟ้องไล่เบี้ยเอาแก่บุคคลภายนอกที่จะเรียกเข้ามา ประโยชน์อย่างนี้มิใช่ประโยชน์ในระหว่างพิจารณาเพราะประโยชน์จะเกิดขึ้น เมื่อศาลพิพากษาคดีให้จำเลยแพ้แล้วและจำเลยต้องชำระหนี้แล้ว จึงจะรับช่วงสิทธิของโจทก์ไปไล่เบี้ยได้ (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 15/2510)
               เมื่อศาลอนุญาตแล้วจะยกอายุความขึ้นต่อสู้ได้หรือไม่ อย่านำไปปะปนกับมาตรา 59 คู่ความร่วม แต่ถ้ามีการประโยชน์ร่วมกันในมูลความเห็นคดี ที่ให้ถือร่วมกันได้ 2 คดี

               แต่เรื่องร้องสอดไม่ได้ เป็นเรื่องเข้ามาที่หลังการหยิบยกอายุความจะหยิบยกอย่างไร
เรื่องนี้เป็นเรื่องร้องสอดเข้ามาแทนที่โจทก์ ทุกครั้งที่เห็นอย่างนี้ก็ต้องได้รับอนุญาต และ ต้องถือเหมือนไม่ได้แทนที่ ต้องรับผลตามคำพิพากษา

 ประโยคตาม 58 วรรค 2 ต้องมีเสมอจะลืมไม่ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6405/2538
จำเลยเป็นผู้ขนส่งสินค้าอ้างว่าสินค้าได้รับความเสียหายเพราะเหตุสุดวิสัย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิด จำเลยมีหน้าที่นำสืบว่าสินค้าดังกล่าวได้รับความเสียหายเพราะเหตุสุดวิสัยตาม ป.พ.พ. มาตรา 616
ในการขนส่งสินค้าทางทะเล ข้อที่จำเลยนำสืบคงได้ความเพียงว่า ในระหว่างการขนสินค้าได้เกิดพายุขึ้นและมีคลื่นใหญ่เท่านั้น จำเลยมิได้นำสืบว่ากรณีดังกล่าวมีความร้ายแรงผิดปกติจนไม่อาจคาดหมายได้หรือมิอาจป้องกันมิให้สินค้าเสียหายได้ ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าคลื่นลมและสภาวะอากาศดังกล่าวเป็นเหตุสุดวิสัยตาม ป.พ.พ. มาตรา 8
ผู้ร้องสอดใช้สิทธิร้องสอดเข้าแทนที่โจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (2) จึงมีฐานะเสมอด้วยโจทก์ซึ่งเป็นคู่ความที่ผู้ร้องสอดเข้าแทนที่ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 58 วรรคสอง เมื่อจำเลยไม่ได้ยกอายุความขึ้นต่อสู้โจทก์ จำเลยย่อมไม่มีสิทธิยกข้อต่อสู้ดังกล่าวขึ้นต่อสู้ผู้ร้องสอด
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ไม่มีผลย้อนหลังเมื่อปรากฏว่า พ.ร.บ.ดังกล่าวมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2535ซึ่งเป็นเวลาหลังจากเกิดเหตุคดีนี้ จึงไม่มีผลบังคับแก่คดีนี้ ฎีกาของจำเลยที่ว่าจำเลยไม่ใช่ผู้ขนส่งตามความหมายใน พ.ร.บ.ดังกล่าวจึงไม่จำต้องวินิจฉัย
เรื่องยกอายุความต้องไม่ลืม 193/28 ประมวลแพ่ง เพราะอายุความเป้นเรื่องพิเศษตรงที่ถ้าจำเลยไม่ยกต่อสู้ศาลจะวินิจฉันไมได้

อายุความอีกเรื่องหนึ่ง เมื่อสักครู่เราเจอเข้ามาแทนที่แล้วจำเลยเดิมไม่ได้ยกไว้ จะมายกใส่ผู้ร้องสอดไม่ได้

เพราะว่าจำเลยเค้าก็มีสิทธิต่อสู้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4391/2530
จำเลยที่ 1 รับราชการอยู่กรมข่าวทหาร สังกัดกองบัญชาการทหารสูงสุดซึ่งเป็นนิติบุคคลต่างหากจากกระทรวงกลาโหม แต่กองบัญชาการทหารสูงสุดเป็นส่วนราชการส่วนหนึ่งในสังกัดกระทรวงกลาโหมตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2503 เมื่อการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 เกิดขึ้นจากการปฏิบัติราชการตามหน้าที่ กระทรวงกลาโหมและกองบัญชาการทหารสูงสุดต้องร่วมกันรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 76
ค่าเสียหายในเรื่องละเมิดนั้นแม้โจทก์นำสืบถึงจำนวนแน่นอนไม่ได้ศาลก็อาจกำหนดให้ตามสมควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด
โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลหมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีละเมิดเมื่อพ้น 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน คดีโจทก์สำหรับจำเลยร่วมจึงขาดอายุความฟ้องร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448
เรื่องนี้อาจไม่เป็นประเด็นมากนักแต่ก็เรื่องประดับความรู้ สั้นๆนิดเดียวว่าในคดีอาญาไม่มีการร้องสอด เพราะคดีอาญามุ่งไปที่บุคคลสองคน คนหนึ่งคือผู้กระทำความผิด คนที่สองคือผู้เสียหาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3797/2540
การกระทำผิดฐานใช้เรือบรรทุกน้ำมันดีเซลซึ่งผลิตในต่างประเทศเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยหลีกเลี่ยงการเสียค่าภาษีศุลกากรและโดยเจตนาฉ้อค่าภาษีของรัฐบาลที่จะต้องเสียภาษีอากรขาเข้าสำหรับของดังกล่าวตาม พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27,32เป็นความผิดเกี่ยวกับรัฐ และรัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหายส่วนผู้ร้องเป็นเจ้าพนักงานผู้จับและมีสิทธิเพียงได้รับเงินรางวัล ตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิดพ.ศ. 2489 มาตรา 6,7,8 และ 9 ผู้จับมิใช่บุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดตามฟ้อง ผู้ร้องจึงไม่ใช่ผู้เสียหายตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(4)แม้ผู้ร้องจะมีส่วนได้เสียในคดี โดยหากโจทก์ชนะคดีผู้ร้องจะได้รับเงินบำเหน็จรางวัลตาม พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิดก็ดี และหากโจทก์แพ้คดีผู้ร้องจะไม่ได้รับบำเหน็จรางวัลก็ดี การที่ผู้ร้องจับจำเลยทั้งสามเป็นเหตุให้ผู้ร้องถูกเจ้าของเรือของกลางซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยทั้งสามฟ้องทั้งคดีแพ่งและคดีอาญาก็ดี แม้ข้อเท็จจริงจะเป็นตามที่ผู้ร้องอ้าง แต่ปัญหาเรื่องการขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีอาญานั้นมีบัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 30 และ 31 เฉพาะกรณีที่ผู้เสียหายขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการหรือพนักงานอัยการขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับผู้เสียหายในคดีที่มิใช่ความผิดต่อส่วนตัวเท่านั้น นอกเหนือจากสองกรณีนี้แล้วการขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ไม่อาจจะมีได้ ดังนั้น เมื่อพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องคดีแล้ว ผู้ร้องซึ่งมิใช่ผู้เสียหายจะร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมจึงไม่อาจกระทำได้ และจะอาศัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 57(1)(2) ซึ่งบัญญัติให้สิทธิบุคคลภายนอกในกรณีร้องสอดขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 มาอนุโลมบังคับใช้ในกรณีนี้ก็ไม่ได้เช่นเดียวกัน เพราะอำนาจฟ้องดังกล่าวถือว่ากฎหมายได้บัญญัติไว้เป็นกรณีพิเศษโดยเฉพาะแล้ว ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิที่จะร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการซึ่งเป็นโจทก์เดิมได้
คราวนี้มาอีกเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องกระทบโดยตรงกับเรื่องร้องสอดเรา  ตั้งชื่อหัวข้อว่าการร้องสอดจะทให้เป็นคดีอุทลุมได้หรือไม่ ( ป.พ.พ. 1562 )

เรื่องนี้อาจารย์จัดให้เป็น 3 กรณี

1.ถ้าผู้ร้องสอดเป็นคู่ความ ร้องเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่ 3  ตามมาตรา 57 ( 1 ) เป็นคดีอุทลุม เพราะเป็นการตั้งข้อพิพาทกับบุพการีของตน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2412/2527
โจทก์และจำเลยเป็นบุตรของจำเลยร่วม ทั้งสามต่างเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดที่ 2568 ร่วมกัน โจทก์ต้องการโฉนดมาเพื่อทำนิติกรรมจำหน่ายส่วนของตนและเข้าใจว่าจำเลยเป็นผู้เก็บโฉนดไว้ไม่ยอมมอบให้ จึงฟ้องจำเลยขอให้ส่งมอบโฉนดและเรียกค่าเสียหาย ต่อมาความปรากฏแก่ศาลว่าจำเลยร่วมเป็นผู้เก็บรักษาโฉนดไว้ ดังนี้จึงเป็นการสมควรและจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่ศาลจะมีคำสั่งเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 57(3)(ข) และพิพากษาบังคับจำเลยร่วมให้รับผิดตามฟ้องของโจทก์ได้
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1562 เป็นบทบัญญัติตัดสิทธิห้ามมิให้ฟ้องผู้บุพการีของตน จึงต้องแปลโดยเคร่งครัด การที่ศาลมีคำสั่งเรียกบิดาโจทก์เข้ามาเป็นจำเลยร่วมกับจำเลยในคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) (ข) ยังเรียกไม่ได้ว่าโจทก์ฟ้องบุพการีของตน จึงไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1562

2.จำเลยเป็นบุพการีของผู้ร้องสอดเข้าเป็นโจทก์ร่วม คดีเป็นอุทลุม ( ฎ.1854/2493)

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1854/2493
ภรรยาเป็นโจทก์ฟ้องในฐานะส่วนตัวและผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กผู้เป็นบุตรเรียกทรัพย์ของสามีผู้เป็นบิดาของบุตรจากปู่ของบุตร ดังนี้ แม้การฟ้องในฐานะเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็ก จะไม่ชอบเพราะเป็นอุทลุมแต่ที่ฟ้องในฐานะส่วนตัวยังสมบูรณ์อยู่ ฉะนั้นอัยการในนามของเด็กบุตรโจทก์ย่อมมีสิทธิร้องสอดเข้าเป็นโจทก์ร่วมเพื่อรักษาผลประโยชน์ของเด็กให้ได้รับความคุ้มครองได้
โจทก์ฟ้องเรียกทรัพย์จากจำเลยโดยอ้างว่า เป็นของผู้ตายและโจทก์เป็นทายาท เมื่อทางพิจารณาได้ความว่า เป็นทรัพย์ของผู้ตายกับจำเลยคนละครึ่งและจำเลยก็เป็นทายาทผู้หนึ่งด้วยเหมือนกัน ดังนี้ ศาลย่อมพิพากษาให้แบ่งทรัพย์รายนั้นออกเป็น 2 ส่วนก่อนแล้วให้แบ่งส่วนของผู้ตายให้แก่โจทก์จำเลยผู้เป็นทายาทตามส่วนที่ตนมีสิทธิได้
อัยการในนามของเด็กฟ้องเรียกมรดกของบิดาเด็กจากปู่ของเด็กเมื่อเด็กบางคนตายในระหว่างคดี อัยการก็ไม่มีอำนาจเป็นโจทก์สำหรับเด็กคนที่ตายนั้นต่อไป แต่ศาลก็พิพากษาให้เด็กที่ยังอยู่ได้รับส่วนแบ่งตามส่วนของตนที่มีอยู่เดิม ส่วนของเด็กที่ตายซึ่งเหลือจากแบ่งให้เด็กที่ยังอยู่แล้ว เป็นเรื่องที่จะเรียกร้องกันอีกส่วนหนึ่งต่างหาก
ฟ้องเรียกเงินทั้งหมดได้ความว่า เป็นของโจทก์จำเลยร่วมกัน ศาลพิพากษาให้แบ่งไปเลยแต่โจทก์ไม่สมควรได้ดอกเบี้ย
3.ผู้สืบสันดานเป็นโจทก์ฟ้องบุคคลหนึ่งบุคลใดไว้แล้วบุพการีร้องมาเป้นจำเลยร่วมไม่ถือว่าผุ้สืบสันดานฟ้องบุพการีไม่เป็นอุทลุม( ฎ.734/2482 )

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 734/2482
โจทก์ฟ้องขับไล่ผู้อื่นผู้นั้นอ้างว่าซื้อมาจากมารดาโจทก์และมารดาโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยด้วยนั้น ไม่ทำให้ฟ้องของโจทก์เป็นอุทลุม
หรือบุพการีถูกเรียกเข้ามาในคดีเป็นจำเลยร่วมก็ไม่เป็นอุทลุมเช่นกัน  ( 2 ฎีกาต่อไปนี้ )เพราะทั้งหมดนี่ไม่เป็นการกระทำของผุ้สืบสันดานเอง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 961/2509
การที่ศาลเรียกบิดาโจทก์เข้ามาเป็นจำเลยร่วมกับจำเลยในคดีเนื่องจากศาลเห็นสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(3) ข. แม้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 58 จะบัญญัติว่า ผู้ที่ศาลเรียกเข้ามาเป็นคู่ความจะมีสิทธิเสมือนว่าตนได้ฟ้องหรือถูกฟ้องก็ตาม ก็เป็นบทบัญญัติให้สิทธิแก่ผู้ที่ถูกเรียกเข้ามาในคดีเท่านั้น การที่บิดาโจทก์ถูกเรียกเข้ามาในคดี ไม่ใช่เป็นการกระทำของโจทก์ เรียกไม่ได้ว่าโจทก์ฟ้องบุพการีของตน จึงไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1534
กฎหมายไม่ได้ห้ามในการนำสืบหักล้างพยานเอกสาร ห้ามแต่การนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไข
โจทก์ครอบครองที่พิพาทจนได้กรรมสิทธิ์แล้วผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดพิพาทได้โอนที่พิพาทนั้นให้จำเลยด้วยความสมัครใจอันเป็นทางให้เสียเปรียบแก่โจทก์ผู้อยู่ในฐานะอันจะขอให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนแล้ว และการโอนให้นั้นจำเลยมิได้เสียค่าตอบแทน โจทก์จึงยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้จำเลย และขอให้เพิกถอนการโอนที่ทำให้ตนเสียเปรียบได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1300
แม้ในคำขอโจทก์จะไม่ได้ขอให้ถอนชื่อจำเลยออกจากโฉนดก็ตาม แต่ที่ขอให้เพิกถอน ทำลายนิติกรรมให้จำเลยนั้น ก็เป็นการขอให้เพิกถอนชื่อจำเลยอยู่ในตัวแล้ว การที่ศาลพิพากษาให้เพิกถอนชื่อจำเลยจึงไม่เกินคำขอ
จำเลยร่วมโอนที่พิพาทส่วนของตนและของโจทก์ไปให้จำเลยอื่น โจทก์จะขอให้เพิกถอนการโอนไปถึงส่วนของจำเลยร่วมด้วยไม่ได้ การที่ศาลพิพากษาให้เพิกถอนการโอนในส่วนของจำเลยร่วมด้วย จึงเป็นการพิพากษาที่ไม่ชอบ
แม้โจทก์จะไม่ได้อ้างโฉนดพิพาทเป็นพยานก็ตามแต่โจทก์ได้ระบุมาในฟ้องและนำสืบข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ได้ครอบครองเป็นเจ้าของที่ดินในโฉนดพิพาท เป็นส่วนสัดจนได้กรรมสิทธิ์แล้ว ทั้งจำเลยก็ได้อ้างโฉนดพิพาทเข้ามาในคดีด้วย ดังนี้ ศาลจึงหยิบยกขึ้นพิพากษาให้แก้โฉนดได้
โจทก์ขอให้แสดงว่าโจทก์เป็นเจ้าของและใส่ชื่อโจทก์ในโฉนดร่วมกับจำเลยรวม 4 คนนั้น มีความหมายให้แสดงว่าโจทก์มีส่วนเป็นเจ้าของคนละ 1 ใน 4 แม้จะขอมาในลักษณะเป็นเจ้าของร่วมก็ตาม เมื่อได้ความว่าต่างได้ครอบครองเป็นส่วนสัดกันแล้ว ศาลก็มีอำนาจที่จะพิพากษาให้แยกส่วนตามที่ครอบครองเป็นส่วนสัดกันนั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (2)
(ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 5/2509)
          
เรื่องนี้มันเกี่ยวด้วยกับการยื่นคำให้การของผุ้ร้องสอด  เราได้หลักอยุ่แล้วตาม 57 ( 1 ) เป็นคำฟ้อง คำให้การ อยู่แล้ว ส่วน 58 วรรค 2 ผล มี 2 ประการคือ ยกเพิ่มไม่ได้ เป้นปฏิปักษ์เดิมไม่ได้ เดิมขาดนัด ร้องสอดมาก็ยกเพิ่มไม่ได้ ก็เพราะคู่ความเดิมเค้าไม่ต้องการต่อสู้คดี

ฎีกานี้ต้องจำเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งไม่ได้ขัดหรือแย้งเดิม เป้นเพียงทางออกเพิ่มเติม เรื่องนี้บุคคลผู้ร้องสอดเป้นจำเลยร่วมและยื่นคำให้การพ้วงมาเลยประกอบกับคดียังไม่พ้นกำหนดยื่นคำให้การจำเลยเดิม แล้วจำเลยตัวจริงเสียงจริงก็ยังไม่ยื่นคำให้การ แล้วสุดท้ายจำเลยในคดีก็ไม่ยื่นคำให้การ อย่างนี้ศาลจะรับคำให้การของผู้ร้องสอดไว้พิจารณาได้หรือไม่เพราะเหตุใด

ฎีกาฉบับนี้มีคำว่าไม่ถืออยู่ 2 แห่ง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 875/2537
จำเลยร่วมยื่นคำร้องสอดเข้าเป็นจำเลยร่วมพร้อมยื่นคำให้การมาก่อนที่จะครบกำหนดเวลาที่จำเลยจะยื่นคำให้การได้ และศาลชั้นต้นอนุญาตให้เข้าเป็นจำเลยร่วมได้ จึงต้องถือว่าจำเลยร่วมใช้สิทธิของจำเลยที่มีอยู่ในขณะที่ตนร้องสอด ไม่อาจถือว่าจำเลยร่วมใช้สิทธิอย่างอื่นนอกจากสิทธิที่จำเลยมีอยู่ขณะที่ร้องสอดเข้ามา เมื่อปรากฏต่อมาว่าจำเลยมิได้ยื่นคำให้การ จึงไม่มีกรณีที่จะถือว่าข้อต่อสู้ตามคำให้การของจำเลยร่วมเป็นไปในทางที่ขัดสิทธิของจำเลยเดิม ดังนั้นการยื่นคำให้การของจำเลยร่วมจึงไม่เป็นการใช้สิทธิที่ขัดกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 58 วรรคสอง ศาลต้องรับคำให้การของจำเลยร่วมไว้พิจารณา
หมายเหตุ
ผลของการร้องสอดจะทำให้ผู้ร้องสอดมีสิทธิเพียงใดนั้นประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 58 บัญญัติแยกไว้เป็น 2 กรณีโดยพิจารณาว่า เป็นการร้องสอดเข้ามาตามมาตรา 57(1) และ (3) กรณีหนึ่งกับตามมาตรา 57(2) อีกกรณีหนึ่ง ซึ่งแต่ละกรณีมีสิทธิไม่เท่ากัน
คดีนี้จำเลยร่วมร้องสอดเข้ามาเป็นจำเลยร่วมกับจำเลยจึงเป็นกรณีที่จำเลยร่วมเข้ามาในฐานะเป็นผู้ร้องสอดตามมาตรา 57(2) ซึ่งย่อมมีสิทธิตามมาตรา 58 วรรคสอง แต่ขณะที่ยื่นคำร้องสอดจำเลยยังมีสิทธิยื่นคำให้การได้ จำเลยร่วมจึงร้องสอดเข้ามาได้และมีสิทธิยื่นคำให้การได้แม้ต่อมาจำเลยจะขาดนัดยื่นคำให้การก็ตามศาลจึงรับคำร้องสอดและคำให้การไว้ได้
ถ้าข้อเท็จจริงเปลี่ยนไปเป็นว่า ต่อมาจำเลยได้ยื่นคำให้การภายในกำหนด เช่นนี้ก็จะต้องนำคำให้การของจำเลยมาเทียบกับคำให้การของจำเลยร่วม ถ้าขัดกันก็น่าจะถือคำให้การของจำเลยเป็นหลัก คำให้การของจำเลยร่วมเป็นอันไร้ผล ถ้าเช่นนั้นก็น่าจะต้องสั่งเพิกถอนคำสั่งเดิมเป็นไม่รับคำร้องสอดเสีย เพื่อไม่ให้จำเลยร่วมต้องผูกพันตามคำพิพากษาโดยไม่มีโอกาสต่อสู้คดีซึ่งย่อมไม่เป็นธรรม
ดังนั้น เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาดังกล่าว น่าจะรอไว้สั่งรับหรือไม่รับคำร้องสอดและคำให้การภายหลังจากที่จำเลยได้ยื่นคำให้การแล้ว
ไพโรจน์ วายุภาพ
ปิดท้ายเรื่องคำให้การ ว่า ในทางกลับกันถ้าเข้ามาตาม ( 1 ) แล้วจำเลยเดิมขาดนัดยื่นคำให้การแล้วผู้ร้องสอดเข้ามา  จะยกข้อต่อสู้ได้หรือไม่ ตรงนี้ก็ไม่ต้องตอบแล้วถ้าเรียนมาขนาดนี้ยังไม่ทราบก็แปลว่า ปีหน้าก็เรียนใหม่ เพราะ เหมือนตนได้ฟ้องหรือถุกฟ้องเป็นคดีใหม่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 172/2520
โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่พิพาทจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การผู้ร้องยื่นคำร้องว่าที่พิพาทและสิ่งปลูกสร้างบนที่พิพาทเป็นของผู้ร้องจึงขอเข้าเป็นจำเลยเพื่อรักษาสงวนสิทธิของผู้ร้องโดยจะยื่นคำให้การภายใน 8 วัน นับแต่ศาลสั่งอนุญาต ดังนี้ เป็นเรื่องที่ผู้ร้องตั้งข้อพิพาทเข้ามาเพื่อต่อสู้คดีกับโจทก์เพื่อยังให้ได้รับความรับรองคุ้มครองสิทธิของตน เป็นการร้องสอดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(1) จึงไม่ต้องห้ามตามมาตรา 58 ที่จะใช้สิทธิในทางขัดกับสิทธิของโจทก์หรือจำเลยเดิม ดังนั้น แม้จำเลยจะขาดนัดยื่นคำให้การผู้ร้องก็ยังมีสิทธิร้องสอดได้เมื่อคดียังไม่มีการสืบพยานศาลย่อมรับคำร้องไว้พิจารณา

………………………………………………………………

ต่อไปก็เป็นกลุ่มที่สำคัญว่า  ร้องสอดจะเป็นร้องซ้อน หรือกระบวนการพิจารณาซ้ำได้หรือไม่ เป็นเรื่องอีดว๊านซ์แล้วนะครับ เพราะทดสอบหมายเรี่อง

ให้พลิกดูมาตรา 173 ดูให้เข้าใจวันนี้ เป็นมาตราหลัก 173 ไม่ได้มีแต่เรื่องฟ้องซ้อนซ่อนอยุ่อย่างเดียว

 

มาตรา 173 เมื่อศาลได้รับคำฟ้องแล้ว ให้ศาลออกหมายส่งสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยเพื่อแก้คดี และภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันยื่นคำฟ้อง ให้โจทก์ร้องขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อให้ส่งหมายนั้น

นับแต่เวลาที่ได้ยื่นคำฟ้องแล้ว คดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณา และผลแห่งการนี้

(๑) ห้ามไม่ให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกัน หรือต่อศาลอื่นและ

(๒) ถ้ามีเหตุเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในพฤติการณ์อันเกี่ยวด้วยการยื่นฟ้องคดีต่อศาลที่มีเขตศาลเหนือคดีนั้น เช่น การเปลี่ยนแปลงภูมิลำเนาของจำเลย การเปลี่ยนแปลงเช่นว่านี้หาตัดอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีไว้ในอันที่จะพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีนั้นไม่

 

เมื่อศาลสั่งรับฟ้อง แปลว่าผ่าน 18 และ 172 มาแล้ว บังคับศาลเลยนะให้ศาลส่งหมาย หมายอะไรหมายตรงนี้ก็คือหมายเรียกคดีแพ่งเป็นเอกสารเบอร์ 13 ไปสู่บ้านจำเลย หมายตัวนี้คือหมายเรียกคดีแพ่งซึ่งศาลเป็นผู้ออกให้

ตรงนี้ระวังเพราะมีเวลาคิด 7 วันสำหรับโจทก์ ถ้าไม่ทำก็ 174 ( 1 ) ประกอบ  โดยใช้เฉพาะสาลชั้นต้น ในชั้นสูงมีเพียงแค่หน้าที่ ส่งหมาย

ดังนั้นใน วรรค 1 ไม่เกี่ยว กับเรื่องร้องสอดเลย

กลับมาที่วรรค ที่ 2 ว่า คดีอยู่ระหว่างพิจารณา ทุกชั้นศาล  อันนี้สอดคล้องกับ 226 กฎหมายบอกไปว่าและผลจากการนั้น คือผลจากการที่คดีอยู่ระหว่างพิจารณา 2 อนุ ใช้คำว่าและเป็นตัวเชื่อมคือ ห้ามไม่ให้  โจทก์ฟ้องเรื่องเดียวกัน ห้ามโจทก์ ขีดเส้นใต้ดำว่าโจทก์ทุกกรณี รวมทั้งผู้ร้องขัดทรัพยืทุกอย่างที่มีฐานะเป็นโจทก์ และโจทก์เดียวกันทุกคดี กฎหมายใช่คำว่าและ อันนี้สำคัญในเรื่องพฤติการณ์หรือเหตุที่เป็นไป เกี่ยวด้วยการยื่นฟ้องคดีเหนื่อศาลที่มีอำนาจเหนือคดีนั้น แล้วตัวบทใช้คำว่าเช่น เช่นการเปลี่ยนภูมิลำเนาของจำเลย ดู173 ชัดเจนเลยว่าการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้หาอาจทำให้อำนาจของศาลนั้นเปลี่ยนแปลงไปไม่ ตรงนี้แหละที่ที่อาจารย์เห็นว่าควรไปปรับกับฎีกาที่เราได้ว่ากันมาแล้ว ฉะนั้น ใน173 นี่แหละที่เราจะเห็นว่าเป็นฟ้องซ้อน

            คราวนี้ส่วนดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำดู 144 เป็นเรื่องคดียังไม่ถึงที่สุดแต่คดีมีคำพิพากษาแล้ว ห้ามไม่ให้ดำเนินกระบวนพิจารณา ชำเลือง 1 วงเล็บเจ็ด แต่อย่างไรก็ตามกฎหมายเว้นได้ 5 ประการ ก็ตาม 144 ก็ไปดู

(๑) การแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยอื่น ๆ ตามมาตรา ๑๔๓

(๒) การพิจารณาใหม่แห่งคดีซึ่งได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินไปฝ่ายเดียวตามมาตรา ๒๐๙ และคดีที่เอกสารได้สูญหายหรือบุบสลายตามมาตรา ๕๓

(๓) การยื่น การยอมรับ หรือไม่ยอมรับ ซึ่งอุทธรณ์หรือฎีกาตามมาตรา ๒๒๙และ ๒๔๗ และการดำเนินวิธีบังคับชั่วคราวในระหว่างการยื่นอุทธรณ์ หรือฎีกาตามมาตรา ๒๕๔วรรคสุดท้าย

(๔) การที่ศาลฎีกาหรือศาลอุทธรณ์ส่งคดีคืนไปยังศาลล่างที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีนั้น เพื่อให้พิพากษาใหม่หรือพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามมาตรา ๒๔๓

(๕) การบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งตามมาตรา ๓๐๒

 

เทียบกับ148 ต้องคดีถึงที่สุดจะรู้ได้อย่างไร ดู147 เมื่อนำ3 มาตรามาวางก็ไม่มีเรื่องอะไรยากอีกต่อไป
เรามาถึงประเด็นที่เราจะพูดในร้องสอด ว่ามันเกี่ยวพันกับร้องซ้อนหรือไม่ จะเป็นตรงไหน

เรื่องนี้มันยาวจะสรุปง่ายๆ ว่าในคดีที่ 1โจทก์( ผู้ร้องสอด ) ฟ้องคนสองคนเป็นจำเลยให้โอนทะเบียนรถ คดีนั้นก็อยู่ระหว่างพิจารณา  จำเลยสองคนนั้นฉีกตัวมาเป็นโจทก์คนหนึ่งฟ้องพรรคพวกตัวเองเป็นจำเลยเป็นคดีที่สอง ขอให้โอนรถยนต์คันเดียวกันนี้ ระหว่างการพิจารณาคดี โจทก์คดีเดิมก็มาร้องสอดคดีนี้ถามว่าศาลจะรับคำร้องสอดหรือไม่เพราะเหตุใด

คดีชุดนี้ต้องจัดคู่ชกเป็นคู่ๆให้ดีจะได้ไม่พลาด เรื่องนี้ผู้ร้องสอดในคดีหลัง

สังเกตว่าเมื่อผู้ร้องให้โอนรถให้ตนเป็นอนุมาตราไหน ก็เป็นการบังคับตามสิทธิ ทุกจุดในคำพิพากษาฎีกานี้มีคะแนนทุกจุด

ไม่ได้อ้างเนื้อหาในการร้องสอดแต่เป็นการอ้างเนื้อหาในการฟ้องซ้อน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 122/2542
ผู้ร้องยื่นคำร้องสอดว่า ผู้ร้องได้ซื้อและครอบครองเป็นเจ้าของรถยนต์คันพิพาท และได้ฟ้องโจทก์และจำเลยเป็นคดีแพ่ง ขอให้บังคับโจทก์และจำเลยในคดีนี้ (คดีที่ 2 ) ดำเนินการจดทะเบียนโอนรถยนต์คันพิพาทให้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียและมีเหตุจำเป็นเพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่เป็นการตั้งสิทธิขึ้นมาใหม่เพื่อพิพาทกับคู่ความเดิมจึงเป็นการร้องสอดเข้ามาตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(1) ผู้ร้องมีสิทธิเสมือนหนึ่งว่า ตนได้ฟ้องหรือถูกฟ้องเป็นคดี เรื่องใหม่ ตามมาตรา 58 วรรคแรก และคำร้องสอด ดังกล่าวถือว่าเป็นคำฟ้องตามมาตรา 1(3) ปรากฏว่า ก่อนยื่นคำร้องสอดคดีนี้ ผู้ร้องได้ยื่นฟ้องโจทก์และจำเลย ในคดีนี้เป็นจำเลยต่อศาลเดียวกันนี้อ้างว่า ผู้ร้องได้ซื้อและครอบครองเป็นเจ้าของรถยนต์คันพิพาทอยู่ในปัจจุบัน ขอให้ดำเนินการจดทะเบียนโอนรถยนต์คันพิพาทให้แก่ผู้ร้อง อันเป็นประเด็นเดียวกับที่ร้องสอดเข้ามาในคดีนี้ เมื่อคดีที่ผู้ร้องได้ยื่นฟ้องไว้ก่อนนั้นยังอยู่ในระหว่างพิจารณา จึงห้ามมิให้ผู้ร้องยื่นคำฟ้องเรื่อง เดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกันหรือต่อศาลอื่น ตามมาตรา 173(1) การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องสอดเข้ามาในคดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว
พิพากษาเช่นเดียวกับฎีกาข้างบน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8995/2542
กรณีผู้ร้องยื่นคำฟ้องต่อศาลก็เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาและเป็นการพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1(8)เมื่อคดีอยู่ในระหว่างไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาก็ถือว่าคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 173 วรรคสอง แล้วโดยไม่ต้องรอให้ศาลมีคำสั่งในเรื่องการขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาก่อน การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องสอดเข้ามาในคดีโดยอ้างสิทธิว่า ที่ดินพร้อมบ้านพิพาทที่จำเลยนำไปขายฝากโจทก์ทั้งสี่เป็นทรัพย์สินที่ผู้ร้องกับจำเลยได้ร่วมกันซื้อมาผู้ร้องจึงมีส่วนเป็นเจ้าของอยู่กึ่งหนึ่ง จำเลยไม่มีสิทธินำที่ดินและบ้านพิพาทไปขายฝากโจทก์ทั้งสี่นั้นเป็นการตั้งสิทธิของผู้ร้องเข้ามาในคดีในฐานะคู่ความฝ่ายที่สามและเป็นปฏิปักษ์แก่โจทก์ทั้งสี่และจำเลย หาใช่เข้ามาเพียงเป็นจำเลยต่อสู้คดีกับโจทก์ทั้งสี่โดยเฉพาะไม่ ซึ่งถ้าศาลรับคำร้องสอดของผู้ร้องไว้ โจทก์ทั้งสี่และจำเลยก็ต้องให้การแก้คำร้องสอดของผู้ร้อง คำร้องสอดของผู้ร้องจึงเป็นคำฟ้อง และผู้ร้องอยู่ในฐานะเป็นโจทก์หาใช่เป็นจำเลยไม่ เมื่อสิทธิที่ผู้ร้องอ้างว่าถูกโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยโต้แย้งนี้ผู้ร้องได้ฟ้องโจทก์ทั้งสี่เป็นคดีต่อศาลไว้แล้วและคดีอยู่ในระหว่างพิจารณาคำร้องสอดของผู้ร้องจึงเป็นฟ้องซ้อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1)
ต้องทบทวนนิดหนึ่ง ว่าคำร้องสอด มันไปซ้อนกับฟ้องเดิมคือสองฎีกาข้างบน เราดูกลับไปว่าคำฟ้องใหม่จะมีโอกาสจะไปซ้อนกับคำร้องสอดได้หรือไม่

เรื่องนี้เป็นร้องสอดในชั้นบังคับคดีซึ่งอาจารย์จะอธิบายเป็นช็อตสุดท้ายในเรื่องร้องสอด คดีแรกเป็นคดีร้องขอครอบครองปรปักษ์ เงียบมากไม่มีใครคัดค้านก็ให้ผู้ร้องได้สิทธิโดยครอบครองปรปักษ์ ผู้ร้องก็ขอคัดสำเนาคำร้องขอไปเปลี่ยนแปลงคดี เท่านั้นผู้คัดค้านเข้ามา ขอค้านในตอนนี้คดีสรุปลงว่า การที่ผู้คัดค้านเข้ามาในขณะที่ศาลสั่งแล้วถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสีย ( อิง 3776/2534  วางหลักไว้สองหลักว่าการร้องสอดในชั้นบังคับคดีต้องมีส่วนได้เสียในชั้นบังคับคดีและจะต้องถูกโต้แย้งสิทธิ คราวนี้คดีที่ขอเข้ามาอยู่ระหว่างการพิจารณา โจทก์ก็คือผู้ร้องสอดก็คือผู้คัดค้านก็มาฟ้องเป็นคดีใหม่ ถามว่าจะเป็นฟ้องซ้อนหรือไม่

ถอยคำแบ่งเป็นสองตอน เปราะที่ 1  เป็นการวินิจฉัยว่า ร้องสอดได้

ศาลอธิบายต่อไปว่าไม่ได้คัดค้านเข้าไปในคดีก่อนจึงเป็นบุคคลภายนอก ที่จะร้องสอดตาม 57 อนุ 1

ศาลฎีกาก็บอกว่าฟ้องใหม่ซ้อนกับคำร้องสอด

การแยกแยกอันหนึ่งคือเรื่องร้องสอดในชั้นบังคับคดี
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1935/2540
การที่โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านในคดีก่อนก็เพราะจำเลยซึ่งเป็นผู้ร้องในคดีก่อนนำคำสั่งศาลไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อดำเนินการขอเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนเป็นชื่อจำเลย เป็นการดำเนินการในชั้นบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง หากเจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการให้ย่อมจะมีความเสียหายแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว โจทก์จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น ทั้งถูกโต้แย้งสิทธิ โจทก์จึงมีสิทธิร้องขอเข้าไปในชั้นบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1)

และคดีก่อนโจทก์ไม่ได้ร้องคัดค้านเข้าไปในคดีก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งแสดงกรรมสิทธิ์ โจทก์จึงเป็นบุคคลภายนอกสามารถและพิสูจน์ในชั้นบังคับคดีได้ว่า โจทก์มีสิทธิในที่พิพาทดีกว่าจำเลย คำสั่งของศาลชั้นต้นในคดีก่อนที่แสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินไม่ผูกพันโจทก์ ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 145 (2) โดยไม่ต้องฟ้องจำเลยเป็นคดีใหม่
               คำร้องขอของโจทก์ในคดีก่อนเป็นคำฟ้อง และแม้ในคดีก่อนศาลอุทธรณ์จะพิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ แต่โจทก์ก็ยังฎีกาคัดค้านต่อศาลฎีกาคดีก่อนจึงยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา การที่โจทก์มาฟ้องขับไล่จำเลยเป็นคดีนี้ ซึ่งคดีก่อนอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาโดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่พิพาทจำเลยเป็นบริวารของผู้เช่า ซึ่งมีประเด็นต้องวินิจฉัยเช่นเดียวกับคดีก่อนว่าที่พิพาทเป็นรรมสิทธิ์ของโจทก์หรือของจำเลย ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงต้องห้ามตาม ป.วิ.พ.มาตรา 173 (1)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3776/2534
ศาลชั้นต้นพิพากษาและออกคำบังคับให้จำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาท และศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตให้จำเลยทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์ จำเลยจะต้องรื้อถอนบ้านและสิ่งปลูกสร้างออกไปตามคำบังคับ ซึ่งจะเป็นผลเสียหายแก่ผู้ร้องหากผู้ร้องเป็นเจ้าของบ้านและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว ดังนี้ผู้ร้องจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีนี้ และถูกโต้แย้งสิทธิจึงชอบที่จะร้องเข้ามาในชั้นบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57(1)ได้ โดยไม่ต้องรอให้มีการบังคับคดีเสียก่อน เนื่องจากโจทก์ย่อมขอให้ศาลตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีรื้อถอนบ้านและสิ่งปลูกสร้างได้ทันทีตามมาตรา 296 ทวิ
เรื่องนี้ตั้งหัวข้อว่าคดีที่เอามาฟ้องใหม่ไม่เป็นฟ้องแต่จะเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีซ้ำกับการร้องสอดได้หรือไม่

คำตอบอยู่ในฎีกาฉบับนี้ สรุปเป็นอย่างนี้ครับแยกหน้ากระดาษเป็นสองส่วน

คดีที่ 1 โจทก์ ( คือจำเลยทั้งสามในคดีที่สอง ) ฟ้อง ส กับ ต เป็นจำเลย ว่าออก นส3 ก ทับที่ดินของโจทก์ คราวนี้ในคดีแรกผู้ร้องสอด ( โจทก์คดีที่สองเป็นผู้ร้องสอดในคดีที่ 1 ) ร้องสอดเข้ามาเป็นจำเลยร่วม กับ ส และ ต  

คดีที่ 2 โจทก์ ( ผู้ร้องสอด ) ฟ้องจำเลยสามคน ( คือโจทก์ในคดีที่ 1 )  แล้วการฟ้องคดีที่ 2 นี้ฟ้องก่อนคดีที่ 1 ตัดสินและฟ้องเรื่องเดียวกันกับที่ ส  และ ต ถูกฟ้อง

ผลคือการยื่นคำร้องสอดตาม 57 ( 1 ) ในดีก่อนดังนั้นจึงเป็นคู่ความในคดีก่อน ที่ใช้ 1 (  11 ) ไม่ใช่ 1 ( 3 ) เพราะมันไม่มีคำฟ้องนั้นเอง

เพราะคดีนี้โจทก์มันคนล่ะคนกันไม่เป็นฟ้องซ้อนแน่นอน  แต่ต้องด้วยเรื่อง 144  ข้อสำคัญคือเรื่องนั้น ประเด็นนั้นได้มีคำพิพากษาแล้วนำมา ดำเนินคดีในศาลนั้นอีก
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2116/2542
ปัญหาว่า โจทก์ดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้ซ้ำและฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งเรื่องก่อนตาม ป.วิ.พ.มาตรา 144 และมาตรา 148 หรือไม่ เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 249 วรรคสอง
เดิมจำเลยทั้งสามในคดีนี้เป็นโจทก์ฟ้อง ส.และ ต.เป็นจำเลยเป็นคดีแพ่งโดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า จำเลยทั้งสามเป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่พิพาทตาม น.ส.3 เลขที่ 15 ต่อมา ส.และ ต.ไปขอออก น.ส.3 ก.เลขที่ 4618 โดยมิชอบทับที่ดินตาม น.ส.3 เลขที่ 15 ของจำเลยทั้งสาม ส.และ ต.ให้การว่า การขอออก น.ส.3 ก.เลขที่ 4618 ถูกต้องและได้เข้าครอบครองที่พิพาทอย่างเจ้าของ ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า น.ส.3 ก.เลขที่ 4618 ออกทับที่พิพาทของจำเลยทั้งสาม อันจะต้องเพิกถอนหรือไม่ การที่โจทก์ยื่นคำร้องสอดขอเข้าเป็นจำเลยร่วมตาม ป.วิ.พ.มาตรา 57 (2) ในคดีก่อน โจทก์จึงเป็นคู่ความในคดีก่อน ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 1 (11) และต้องถูกผูกพันในกระบวนพิจารณาของศาลตาม ป.วิ.พ.มาตรา 145 เมื่อศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีในคดีก่อนแล้วว่า น.ส.3 ก.เลขที่ 4618 ออกทับที่ของจำเลยทั้งสามตาม น.ส.3เลขที่ 15 ให้เพิกถอน โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้โดยอ้างว่าโจทก์เป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินตาม น.ส.3 ก.เลขที่ 4618 อีก เพราะเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตาม ป.วิ.พ.มาตรา 144 แม้โจทก์จะฟ้องคดีนี้ก่อนศาลได้วินิจฉัยในคดีก่อนก็ตาม แต่เมื่อศาลชั้นต้นได้พิพากษาชี้ขาดคดีในคดีก่อนแล้ว กรณีก็ต้องตกอยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 144 เช่นกัน

 

ก็ต้องมาต่อคราวหน้า ในวันวาเลนไทน์อีก คราวนี้พอแค่นี้ครับ

 

ครั้งที่ 12 ( 14/02/52 )

 หลายคนยิ้มเขินๆ อีก เดือนกว่าๆก็จะสอบแล้วนะครับ สิ่งแรกที่เราจะต้องรักก่อนนะครับคือ ตัวเองและคุณพ่อคุณแม่ เรื่องราววันแห่งความรักเป็นเรื่องที่คนสมมุติทั้งนั้น แต่สิ่งที่อาจารย์จะฝากคือต้องรักอนาคตตัวเอง และรักหนังสือบทเรียนในวิชาชีพของตนเอง ทุกชีวิตต้องเจอทางแยก ต้องตัดสินใจถ้าเลี้ยวไปเจอเป้าหมายที่สั้นและดี ก็ถูกทางแต่ถ้าเลี้ยวผิดก็อาจจะต้องเสียเวลากว่าครึ่งชีวิตเลยนะครับ ฉะนั้นก่อนเลี้ยวต้องตัดสินใจให้ดี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับสภาพรถของเราด้วย ว่าได้มีการเตรียมความรู้ให้พร้อมหรือไม่ คือต้องดูกฎหมายทุกวันแต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือจริยธรรม ถ้าพวกเราทำอย่างนี้ได้ วันวาเลนไทน์จะเป็นวันที่มีความหมาย พวกเราต้องเป็นคนดูแลความเป็นธรรมของสังคม ต่อไป

               ………………………………………………………………..

ต่อไปคือเรื่องร้องสอดตอนจบ ซึ่งได้พูดมาแล้วถึงสองครั้ง การร้องสอดได้กี่วิธีก็คงทราบดีแล้ว สภาพการร้องสอดเป็นอย่างไร ยื่นอย่างไร ศาลสั่งอย่างไร ก็คงทราบดีแล้ว

ผลแห่งการร้องสอดก็อยู่ที่มาตรา 58 ซึ่งอาจเป็นฟ้องซ้อน ดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำก็ได้

ดูมาตรา 58 ตอนท้ายซึ่งจะเป็นเรื่องที่จะพูดในวันนี้ กฎหมายกำหนดไว้เลยว่าผู้ร้องสอดจะต้องถูกผูกพันตามคำพิพากษาเว้นแต่ เข้าข้อยกเว้น 2 ข้อ

อาจารย์เคยยกตัวอย่างเรื่องบริษัทขนส่งให้ฟังแล้ว

แต่ในทางกลับกันคำพิพากษาจะส่งผลถึงผู้ร้องสอดหรือไม่ เป็นปัญหาพอสมควร ก็มีความเห็นหลายหลาก   

 ในกรณีที่ผู้ร้องสอดได้เข้ามาในคดีแล้วคำพิพากษาจะผูกพันเพียงใด ( ไม่ใช่กรณีตาม 58 วรรคท้าย ) พวกเรารู้แล้วเพราะกฎหมายบัญญัติให้ชำเลือง 57 ( 2 ) ว่า เสมือนหนึ่งไม่ได้แทนที่ และต้องขอความยินยอม มีเฉพาะเรื่องนี้นี่เองที่กฎหมายเขียนว่าต้องผูกพัน กรณีอื่นไม่ได้มีบัญญัติถึงก็ต้องนำหลักคำพิพากษามาจับ

แน่นอนผู้ร้องสอดเป็นบุคคลภายนอกคดี แล้วคำพิพากษาจะไปถึงเค้าไหม จะเป็นคำพิพากษาที่เกินคำขอหรือไม่


                        มาตรา ๕๘ ผู้ร้องสอดที่ได้เข้าเป็นคู่ความตามอนุมาตรา (๑) และ (๓) แห่งมาตราก่อนนี้ มีสิทธิเสมือนหนึ่งว่าตนได้ฟ้องหรือถูกฟ้องเป็นคดีเรื่องใหม่ ซึ่งโดยเฉพาะผู้ร้องสอดอาจนำพยานหลักฐานใหม่มาแสดง คัดค้านเอกสารที่ได้ยื่นไว้ ถามค้านพยานที่ได้สืบมาแล้วและคัดค้านพยานหลักฐานที่ได้สืบไปแล้วก่อนที่ตนได้ร้องสอด อาจอุทธรณ์ฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ และอาจได้รับหรือถูกบังคับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียม
ห้ามมิให้ผู้ร้องสอดที่ได้เป็นคู่ความตามอนุมาตรา (๒) แห่งมาตราก่อน ใช้สิทธิอย่างอื่นนอกจากสิทธิที่มีอยู่แก่คู่ความฝ่ายซึ่งตนเข้าเป็นโจทก์ร่วมหรือจำเลยร่วมในชั้นพิจารณาเมื่อตนร้องสอด และห้ามมิให้ใช้สิทธิเช่นว่านั้นในทางที่ขัดกับสิทธิของโจทก์หรือจำเลยเดิม และให้ผู้ร้องสอดเสียค่าฤชาธรรมเนียมอันเกิดแต่การที่ร้องสอด แต่ถ้าศาลได้อนุญาตให้เข้าแทนที่โจทก์หรือจำเลยเดิม ผู้ร้องสอดจึงมีฐานะเสมอด้วยคู่ความที่ตนเข้าแทน
เมื่อได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งแล้ว ถ้ามีข้อเกี่ยวข้องกับคดี เป็นปัญหาจะต้องวินิจฉัยในระหว่างผู้ร้องสอดกับคู่ความฝ่ายที่ตนเข้ามาร่วม หรือที่ตนถูกหมายเรียกให้เข้ามาร่วมผู้ร้องสอดย่อมต้องผูกพันตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น เว้นแต่ในกรณีต่อไปนี้
(๑) เนื่องจากความประมาทเลินเล่อของคู่ความนั้น ทำให้ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความในคดีช้าเกินสมควรที่จะแสดงข้อเถียงอันเป็นสาระสำคัญได้ หรือ
(๒) เมื่อคู่ความนั้นจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงมิได้ยกขึ้นใช้ซึ่งข้อเถียงในปัญหาข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญซึ่งผู้ร้องสอดมิได้รู้ว่ามีอยู่เช่นนั้น
              เดี๋ยวทุกคำพิพากษาในวันนี้จะตอบประเด็นนี้อย่างเดียวว่าเป็นนอกฟ้องหรือไม่ คำพิพากษาฎีกานี้บอกว่าไม่นอกฟ้อง เพราะถือได้ว่าคำขอ ( เมื่อมีฐานะเป็นจำเลยแล้วไม่ว่าจะเข้ามาก่อนหรือหลัง )ย่อมบังคับเอาแก่จำเลยทุกคนโดยร่วมกันและแทนกันได้
             นี่คือหลักเกณฑ์ประการที่ 1 ว่าไม่ถือว่านอกคำขอท้ายฟ้อง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1737/2494 ( ไม่ถือว่าเป็นเรื่องนอกฟ้อง )
                     ผู้ให้เช่าฟ้องขอให้ผู้เช่าส่งมอบทรัพย์ที่เช่าคืนเพราะเลิกสัญญาเช่ากันแล้ว ผู้เช่าให้การว่าทรัพย์ที่เช่านั้น บุคคลภายนอกได้ยึดหน่วงไว้โดยอ้างว่า ผู้ให้เช่าค้างชำระค่าเช่า และทำของของเขาเสียหายจึงไม่สามารถส่งคืนได้ จึงขอให้เรียกบุคคลภายนอกนั้นเข้ามาเป็นจำเลยร่วมด้วยเช่นนี้ ศาลย่อมมีคำสั่งให้หมายเรียกบุคคลภายนอกนั้นเข้ามาเป็นจำเลยร่วมด้วยได้และเมื่อบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นจำเลยร่วมด้วยแล้ว ศาลก็ย่อมพิพากษาบังคับให้บุคคลภายนอกนั้นส่งมอบทรัพย์ที่เช่าแก่ผู้ให้เช่าได้ไม่เป็นการนอกคำขอท้ายฟ้อง เพราะถือได้ว่าคำขอย่อมบังคับเอาแก่จำเลยทุกคนโดยร่วมกันและแทนกันได้
                       เช่าทรัพย์เขามาโดยได้รับมอบทรัพย์ที่เช่ามาจากเขาแล้ว ครั้นเมื่อเลิกสัญญาเช่ากัน ไม่ส่งคืนทรัพย์ที่เช่าแก่เขา กลับเอาไปมอบแก่บุคคลภายนอก ครั้นเขาทวงคืนจึงไปขอจากบุคคลภายนอกบุคคลภายนอกไม่ยอมคืนให้ ดังนี้ตนชอบที่จะต้องจัดการเรียกคืนการครอบครองตามสิทธิของตนถ้าไม่จัดการดังกล่าวแล้ว จะอ้างว่าเป็นเหตุสุดวิสัยในการชำระหนี้ไม่ได้
เรื่องที่ 2  ดู เมื่ออ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟังแล้วตาม 271 272 คำพิพากษาย่อมผูกพันคู่ความ ตาม มาตรา 145 จึงออกคำบังคับ ถึงผู้ร้องสอดได้หรือไม่

เมื่อร้องสอดเข้ามาในคดีแล้วเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาศาลออกคำบังคับได้แม้ไม่ได้แก้ฟ้องก็ตาม
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 989/2501 ( ออกคำบังคับถึงผู้ร้องสอด )
                    ผู้ที่ร้องสอดเข้ามาเป็นจำเลยในคดียกข้อต่อสู้พิพาทต่อโจทก์นั้นย่อมถือได้ว่าได้เข้ามามีฐานะเป็นจำเลยตามที่ตนขอ ต่อมาเมื่อคดีถึงที่สุดในชั้นบังคับคดี จะมาอ้างข้อต่อสู้ขึ้นใหม่ไม่ได้ เพราะเป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่เพื่อลบล้างข้อเท็จจริงในคดีที่ถึงที่สุดแล้ว
ในกรณีดังกล่าวแล้ว เมื่อโจทก์ชนะคดีโจทก์ย่อมขอให้ศาลออกคำบังคับเอาแก่ผู้ร้องสอดที่เข้ามาเป็นจำเลยนั้นในประเด็นที่ได้ยกขึ้นพิพาทกับโจทก์ได้ (แม้โจทก์จะมิได้ขอเพิ่มเติมให้บังคับเอาแก่ผู้ร้องสอดหลังจากที่ได้มีการร้องสอดเข้ามาแล้วก็ตาม)
โจทก์ฟ้องเรียกที่ดินคืนจากจำเลย ผู้ร้องสอดร้องเข้ามาว่าเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่นั้น โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้อง คดีถึงที่สุดว่าจำเลยต้องคืนที่ให้แก่โจทก์ ศาลย่อมออกคำบังคับผู้ร้องสอดไม่ให้มาเกี่ยวข้องขัดขวางการได้คืนที่ดินของโจทก์ได้
หลักกฎหมายนี้ก็มีการเถียงกันอยู่ ต่อสู้ตาม 142 ว่าเมื่อศาลอนุญาตแล้ว โจทก์ต้องขอแก้คำขอท้ายฟ้องหรือไม่ มิเช่นนั้นจะไม่สามารถพิพากษาได้หรือไม่  เรื่องนี้แก้เพียงคำฟ้องไม่ได้แก้คำขอท้ายฟ้อง แม้ไม่แก้ก็ตาม ( ให้ความรู้ทางด้านภาษา ว่า ขึ้นต้นว่า แม้    ต้องจบ ด้วยคำว่า ก็ตาม )ก็มีผลถึงผู้ร้องสอดและออกคำบังคับได้ด้วย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 517/2506
( ไม่ขอแก้คำขอท้ายฟ้อง )
โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1-2 ปลูกเรือนในที่ดินของโจทก์ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองกับบริวารออกจากที่ดินและรื้อถอนเรือนออกไปต่อมาโจทก์ขอแก้ฟ้องว่า เรือนเป็นของมารดาจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1-2 อาศัยอยู่ด้วยในฐานะบริวาร ขอให้เรียกมารดาจำเลยที่ 2 มาเป็นจำเลยที่ 3 ด้วย ดังนี้แม้โจทก์จะมิได้ขอแก้คำขอท้ายฟ้อง ซึ่งขอให้บังคับจำเลยที่ 1-2 ให้รวมถึงจำเลยที่ 3 ด้วยก็ตาม ศาลก็ย่อมพิพากษาบังคับจำเลยที่ 3 ตามคำขอนั้นได้เพราะตามคำฟ้องเดิมของโจทก์ ประกอบกับคำร้องขอแก้ฟ้องก็ได้แสดงสภาพแห่งข้อหาของโจทก์ต่อจำเลยที่ 3 รวมทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาชัดแจ้งอยู่แล้ว
เป็นข้อกฎหมายที่ยุติแล้ว  ไม่นอกฟ้อง ออกคำบังคับได้ ไม่เกินคำขอ ไม่ต้องแก้คำฟ้อง ไม่ต้องแก้คำขอท้ายฟ้องก็ผูกพันธ์ผู้ร้องสอดได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 652/2510
( ไม่เกินคำขอ )
ผู้ร้องสอดที่เข้ามาเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(1) และ (3) มีสิทธิเสมือนหนึ่งว่าตนได้ฟ้องหรือถูกฟ้องเป็นคดีเรื่องใหม่ อาจได้รับหรือถูกบังคับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมได้
โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่พิพาท ผู้ร้องสอดเข้ามาต่อสู้คดีกับโจทก์อ้างว่าที่พิพาทเป็นของผู้ร้องสอด แต่ผู้ร้องสอดนำสืบไม่สม ผู้ร้องสอดจึงต้องรับผิดตามคำพิพากษา เมื่อผู้ร้องสอดเข้ายึดถือที่พิพาทโดยปราศจากสิทธิใด ๆ อันจะพึงอ้างได้โดยชอบด้วยกฎหมายผู้ร้องสอดจึงต้องถูกบังคับให้รื้อถอนไป หาเป็นการบังคับคดีนอกฟ้องหรือเกินคำขอไม่

การร้องสอดจะไม่มีฟ้องซ้ำเพราะการฟ้องซ้ำจะต้องเป็นกรณีที่ คดีถึงที่สุดแล้ว ไม่มีทางเป็นการร้องสอดเว้นแต่เป็นการร้องสอดในชั้นบังคับคดี เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ค่อนข้างจะยากเพราะไม่ได้ปฏิบัติ คดีแรกยกฟ้อง พอมีคนเช่ารายใหม่ก็ฟ้องอีกไม่เป็นฟ้องซ้ำเพราะคู่ความคนล่ะคู่ จำเลยคนใหม่ เรื่องนี้ออกเรื่องคำพิพากษาผูกพันคู่ความ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 333/2515
            โจทก์เคยฟ้องผู้มีชื่อเป็นจำเลยอ้างว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์และขอให้ศาลเรียกผู้ว่าราชการจังหวัดกับนายอำเภอเข้าเป็นจำเลยร่วมจำเลยร่วมต่อสู้ว่าที่พิพาทเป็นขององค์การบริหารส่วนจังหวัด ศาลพิพากษาว่าข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ให้ยกฟ้องคดีถึงที่สุดไปแล้ว แล้วโจทก์มาฟ้องจำเลยเป็นคดีใหม่อ้างว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดกับนายอำเภอได้ร้องสอดเข้าเป็นจำเลยร่วมอีก ดังนี้ คำพิพากษาในคดีเดิมย่อมผูกพันโจทก์กับผู้ร้องสอดซึ่งเป็นคู่ความกันมาแล้ว (ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคแรก) โจทก์จะกล่าวอ้างว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์อีกหาได้ไม่ และย่อมไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยซึ่งเป็นผู้เช่าที่พิพาทจากผู้ร้องสอดห้ามมิให้เกี่ยวข้องกับที่พิพาท

ต่อไปเป็นอีกกลุ่มหนึ่งให้แยกมาว่า คำพิพากษาไม่ผูกพันผู้ร้องสอด
ผู้รับช่วงคำพิพากษาไม่ผูกพัน ประเด็นคือมีผู้รับจ้างช่วง ดำเนินการแทน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1278/2513
โจทก์จ้างเหมาให้จำเลยที่ 2 สร้างคานเรือโดยมีจำเลยที่ 1 ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 2 ต่อโจทก์ เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ก่อสร้างให้เสร็จตามสัญญาจ้างเหมา โจทก์จึงฟ้องจำเลยที่ 1 ให้ใช้ค่าเสียหายตามสัญญาค้ำประกัน และศาลเรียกจำเลยที่ 2 เข้ามาในคดีด้วยตามคำขอของจำเลยที่ 1 มีผู้อื่นขอเข้ามาเป็นจำเลยร่วมด้วยโดยอ้างว่าเป็นผู้รับเหมางานช่วงจากจำเลยที่ 2 อาจถูกไล่เบี้ยได้ ศาลอนุญาต ดังนี้เมื่อฝ่ายจำเลยแพ้คดี ศาลจะพิพากษาให้จำเลยร่วมพลอยต้องร่วมใช้ค่าเสียหายอันเกิดแต่นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2ด้วยหาได้ไม่ แต่จำเลยร่วมอาจต้องร่วมใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ด้วย
ค่าทนายความอันเป็นส่วนหนึ่งของค่าฤชาธรรมเนียมนั้น ศาลจะพิพากษาให้ฝ่ายที่แพ้คดีรับผิดชดใช้ให้แก่ฝ่ายที่ชนะหรือไม่เพียงใดย่อมเป็นเรื่องที่ศาลจะใช้ดุลพินิจโดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการสู้ความหรือการดำเนินคดีของคู่ความทั้งปวง คดีที่โจทก์เป็นรัฐวิสาหกิจซึ่งมีพนักงานอัยการเป็นทนายให้ เมื่อชนะคดี ศาลจะพิพากษาให้ฝ่ายที่แพ้คดีใช้ค่าทนายให้ก็ได้
มีการเช่าสองสัญญาสัญญาแรกก็เอาไปให้เช่าช่วง ต่อมาปรากฎว่าผู้เช่าช่วงผิดสัญญาไม่ชำระค่าเช่าต่อมาก็มีผู้เช่ารายใหม่มาเช่า
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1281 - 1283/2493

เช่าทรัพย์สินจากเจ้าของทรัพย์มาแล้วให้เช่าช่วง เมื่อหมดสัญญาเช่าแล้วเจ้าของทรัพย์กลับให้คนอื่นเป็นผู้เช่าแทนส่วนผู้เช่าช่วงยังคงเป็นคนเดิม ดังนี้ ผู้เช่าคนแรกจะเรียกค่าเช่าจากผู้เช่าช่วง ตั้งแต่วันที่ สัญญาของตนกับเจ้าของทรัพย์สิ้นสุดลงแล้ว ต่อไปอีกไม่ได้
ในกรณีเช่นนี้ ถ้าผู้เช่าช่วงชำระค่าเช่าให้แก่ผู้เช่าคนก่อนสำหรับการเช่าภายหลังสัญญาที่ผู้เช่าคนก่อนกับเจ้าของทรัพย์สิ้นอายุแล้วก็ดี ผู้เช่าคนใหม่ก็ไม่มีสิทธิมาฟ้องผู้เช่าคนก่อนเรียกค่าเช่าที่ผู้เช่าช่วงชำระไปแก่ผู้เช่าคนก่อนได้ เพราะผู้เช่าคนก่อนกับผู้เช่าคนใหม่ไม่มีนิติสัมพันธ์กันอย่างใด และการที่ผู้เช่าคนก่อนรับชำระค่าเช่าไว้จากผู้เช่าช่วง ก็ไม่ถือว่าเป็นการละเมิดต่อผู้เช่าคนใหม่แต่อย่างใด
ผู้เช่าคนก่อนฟ้องเรียกค่าเช่าที่ค้างจากผู้เช่าช่วง ผู้เช่าคนใหม่ร้องสอดเข้ามาเป็นจำเลยร่วมด้วย แม้ศาลจะตัดสินให้ผู้เช่าช่วงชำระค่าเช่าที่ค้างแก่ผู้เช่าคนก่อนก็เป็นหนี้เฉพาะตัวผู้เช่าช่วง ผู้เช่าคนใหม่ไม่ต้องรับผิดในหนี้ส่วนตัวระหว่างผู้เช่าช่วงกับผู้เช่าคนก่อนด้วย
สัญญาเช่าข้อหนึ่งมีข้อความว่า "ทรัพย์สินที่ผู้รับเช่าได้เปลี่ยนแปลงแก้ไขหรือเพิ่มเติมหรือนำมาติดต่อเป็นเครื่องประกอบตกแต่งในโรงมหรสพก็ดี ผู้รับเช่ายอมยกให้เป็นกรรมสิทธิ์แก่ผู้ให้เช่าทั้งสิ้น แต่ทรัพย์สิ่งใดที่ผู้แสดงมหรสพนำมาใช้ เพียงเพื่อประกอบการแสดงของตนนั้นอยู่นอกสัญญานี้ฯ" ดังนี้ เมื่อปรากฏเพียงแต่ว่าเป็นทรัพย์ของผู้เช่า ซึ่งผู้เช่านำเข้ามาในโรงมหรสพเท่านั้น จึงยังไม่พอที่จะชี้ขาดว่า ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าของโรงมหรสพ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1583/2511
การรับขนของจากประเทศเดนมาร์คและนอร์เวย์มายังประเทศไทยแม้ของจะมาถึงประเทศไทยแล้ว ก็ยังเป็นสัญญาในการรับขนของทางทะเล ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 609 ซึ่งในปัจจุบันนี้กฎหมายและกฎข้อบังคับของประเทศไทยว่าด้วยการรับขนของทางทะเลยังไม่มี
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 624 ไม่ใช่กฎหมายว่าด้วยการรับขนของทางทะเล
การตกลงกันให้ใช้กฎหมายเดนมาร์คบังคับแก่ข้อพิพาท ย่อมจะให้ใช้ได้เพียงที่ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนแห่งประเทศไทย
กฎหมายเรื่องอายุความ เป็นกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประเทศไทย ฉะนั้น ข้อตกลงหรือเงื่อนไขในใบตราส่งในส่วนที่จะให้มีผลถึงการใช้กฎหมายเรื่องอายุความของกฎหมายเดนมาร์คมาบังคับแก่ข้อพิพาทในคดีนี้ จึงใช้บังคับไม่ได้
แม้โจทก์จะไปรับสินค้าจากจำเลยเป็นเวลาล่าช้าก็ดี ก็ไม่เป็นเหตุถึงกับจะทำให้โจทก์หมดสิทธิที่จะรับสินค้านั้นจากจำเลย หากการล่าช้านั้นเป็นเหตุให้เกิดการเสียหายแก่จำเลยอย่างใด ก็เป็นเรื่องที่จะว่ากล่าวกันได้
โจทก์เป็นผู้ทรงใบตราส่งโดยชอบตามใบกำกับสินค้าซึ่งมีรายการตามใบตราส่งและซึ่งมีอยู่ที่จำเลยนั้น ปรากฏว่า รายการเกี่ยวกับผู้รับตราส่งลงไว้โดยมิได้ระบุชื่อผู้ใด แต่ลงว่า "ตามคำสั่ง" ซึ่งจำเลยมีหน้าที่จะต้องส่งมอบสินค้านั้นให้แก่ผู้ทรงใบตราส่ง แต่จำเลยกลับมอบสินค้านั้นแก่บริษัทอุดมจำกัดไปโดยที่บริษัทอุดม จำกัด มิใช่ผู้รับตราส่งไม่ได้เป็นผู้ทรงใบตราส่ง เป็นการส่งโดยมิชอบ แม้จำเลยจะอ้างว่าเป็นประเพณีที่ปฏิบัติกันเช่นนั้น จำเลยก็ยังต้องรับผิดต่อโจทก์
โจทก์เป็นทั้งผู้ทรงใบตราส่งและผู้ทรงตั๋วแลกเงินตั๋วแลกเงินยังไม่ได้มีการใช้เงิน หนี้จึงยังไม่ระงับสิ้นไป โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องจำเลย
จำเลยอาจฟ้องธนาคารแหลมทอง จำกัด เรียกให้ชำระหนี้แก่จำเลยตามสัญญาค้ำประกันที่ธนาคารแหลมทอง จำกัด เป็นผู้ค้ำประกันในการที่บริษัทอุดม จำกัด รับสินค้าไปจากจำเลย ถ้าหากจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ตามที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ จำเลยก็ย่อมจะขอให้เรียกธนาคารแหลมทอง จำกัดเข้ามาในคดีได้ แต่จะพิพากษาให้ธนาคารแหลมทองจำกัดต้องรับผิดแทนจำเลยหาได้ไม่ เพราะโจทก์ไม่มีนิติสัมพันธ์อันใดกับธนาคารแหลมทองจำกัด
บทสรุปแล้วเราจะดูอย่างไรว่าคำพิพากษาผูกพันคู่ความฝ่ายตรงข้าม ในกรณีที่คำพิพากษามีผลถึงผู้ร้องสอดให้จับทางว่าเมื่อศาลได้วินิจฉัยประเด็นแห่งคดีแล้วคำวินิจฉัยนั้นมีผลถึงผู้ร้องสอดในทันที สิทธิเกิดขึ้นทันทีเลย โดยไม่ต้องไปวินิจฉัยประเด็นอื่นอีกแล้ว

นำไปเปรียบเทียบกับฎีกาข้างบน  ว่าคำพิพากษาจะผูกพันผู้ร้องสอดหรือไม่

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 631/2545
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับบริษัทจำเลยที่ 1 ชำระเงินตามสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงิน อันเป็นเรื่องที่โจทก์ขอให้บังคับเอาแก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลต่างหากจากผู้ร้องที่เป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 สิทธิของผู้ร้องมีอยู่ในบริษัทจำเลยที่ 1 เพียงใดก็คงมีอยู่อย่างนั้น ไม่มีเหตุจำเป็นที่จะต้องร้องสอดเข้ามาเพื่อยังให้ได้รับความรับรองคุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 57(1) อีกทั้งผู้ร้องก็ถูกฟ้องเป็นจำเลยที่ 3 ในคดีนี้ซึ่งถือว่าเป็นคู่ความในคดีอันจะใช้สิทธิต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่แล้ว จึงถือไม่ได้ว่าผู้ร้องเป็นบุคคลภายนอกแต่อย่างใด
เป็นฎีกาตั้งต้นเลยครับในการวินิจฉัยเรื่องนี้ ปรากฏว่าศาลชั้นต้นเริ่มต้นเลยครับ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3776/2534
ศาลชั้นต้นพิพากษาและออกคำบังคับให้จำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาท และศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตให้จำเลยทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์ จำเลยจะต้องรื้อถอนบ้านและสิ่งปลูกสร้างออกไปตามคำบังคับ ซึ่งจะเป็นผลเสียหายแก่ผู้ร้องหากผู้ร้องเป็นเจ้าของบ้านและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว ดังนี้ผู้ร้องจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีนี้ และถูกโต้แย้งสิทธิจึงชอบที่จะร้องเข้ามาในชั้นบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57(1)ได้ โดยไม่ต้องรอให้มีการบังคับคดีเสียก่อน เนื่องจากโจทก์ย่อมขอให้ศาลตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีรื้อถอนบ้านและสิ่งปลูกสร้างได้ทันทีตามมาตรา 296 ทวิ

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารรื้อถอนบ้านและสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ ห้ามเกี่ยวข้องอีกต่อไปและให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 500 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจำเลยและบริวารจะรื้อถอนบ้านและสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์
ผู้ร้องยื่นคำร้องสอดอ้างว่า ผู้ร้องเป็นมารดาจำเลย และเป็นยายโจทก์ทั้งสามที่ดินแปลงพิพาทเป็นของผู้ร้อง โดยได้รับมรดกจากนายชื่น นางเหลือ โพธิ์น้อย บิดามารดาผู้ร้อง เมื่อประมาณปีพ.ศ. 2467 ก่อนผู้ร้องสมรสกับนายฉ่ำ หนูผึ้ง ขณะนั้นที่ดินดังกล่าวยังเป็นที่ดินมือเปล่า ต่อมาผู้ร้องยินยอมให้นายฉ่ำมีชื่อในโฉนดแทนผู้ร้องเมื่อปี พ.ศ. 2525 นายฉ่ำโอนที่พิพาทให้บุตรสาว และบุตรสาวโอนให้โจทก์ทั้งสามโดยพลการ ผู้ร้องตรวจพบจึงฟ้องเรียกที่พิพาทคืน ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ที่พิพาทเป็นของผู้ร้องตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 283/2530 ของศาลชั้นต้น เมื่อประมาณ 4-5 ปีมานี้จำเลยซึ่งเป็นบุตรผู้ร้องไม่มีบ้านอยู่อาศัย ผู้ร้องจึงปลูกบ้านเลขที่ 99/1 ลงบนที่พิพาทเพื่อให้จำเลยอาศัยอยู่กับผู้ร้อง จำเลยได้อาศัยอยู่กับผู้ร้องในบ้านดังกล่าวจนถึงปัจจุบัน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่และบังคับให้จำเลยรื้อถอนบ้านดังกล่าวออกไปจากที่พิพาท ขอให้ศาลไต่สวนคำร้องของผู้ร้อง มีคำสั่งเพิกถอนคำพิพากษาของศาลชั้นต้น และรับรองสิทธิในบ้านพิพาทของผู้ร้อง ห้ามโจทก์เกี่ยวข้องรบกวนกรรมสิทธิ์
ศาลชั้นต้นสั่งรับคำร้อง สำเนาให้โจทก์จำเลย และนัดไต่สวน
โจทก์ทั้งสามยื่นคำคัดค้านในการที่ผู้ร้องร้องสอดเข้ามาเป็นจำเลยว่า การร้องสอดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 57 ทั้งสามอนุมาตรานั้นต้องทำในศาลชั้นต้นเท่านั้น หากทำในชั้นอุทธรณ์ฎีกาคดีจะล่าช้าและเสียหายมาก และถ้าจะร้องสอดเข้ามาในชั้นบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(1)ตอนท้าย ก็จะต้องมีการบังคับคดีเสียก่อน
ครั้นถึงวันนัดศาลชั้นต้นจดรายงานกระบวนพิจารณาว่าศาลพิเคราะห์คำร้องและคำคัดค้านแล้ว ข้อเท็จจริงพอวินิจฉัยคำสั่งได้แล้วจึงให้งดการไต่สวนและรอฟังคำสั่งโดยศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันเดียวกันนั้นว่า ตามคำร้องสอดของผู้ร้องนั้น ผู้ร้องอ้างว่าที่ดินและบ้านพิพาทเป็นของผู้ร้อง เท่ากับแสดงว่าผู้ร้องมิใช่บริวารจำเลยดังนั้น หากผู้ร้องมีสิทธิดีกว่าโจทก์อย่างไร ก็เป็นเรื่องที่ผู้ร้องต้องอำเนินคดีกับโจทก์ต่างหากจะมาขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำพิพากษาในคดีนี้ไม่ได้ ทั้งการร้องสอดของผู้ร้องก็ไม่เข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย จึงให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ
ผู้ร้องอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งและคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตั้งแต่นัดไต่สวนคำร้องสอดของผู้ร้องแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ผู้ร้องร้องเข้ามาในชั้นบังคับคดีโดยศาลออกคำบังคับให้จำเลยรื้อถอนบ้านและสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ โฉนดเลขที่ 16826 ตำบลบางกะดี อำเภอเมืองปทุมธานีจังหวัดปทุมธานี ผู้ร้องจึงมาร้องว่าบ้านเป็นของผู้ร้อง โดยผู้ร้องปลูกสร้างให้จำเลยได้อยู่อาศัยด้วย ประเด็นแรกจะต้องวินิจฉัยว่าผู้ร้องจะร้องเข้ามาในชั้นบังคับคดีได้หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า เมื่อปรากฏว่าศาลชั้นต้นพิพากษาและออกคำบังคับให้จำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาทและปรากฏต่อมาว่าศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตให้จำเลยทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์ ดังนั้น จำเลยจะต้องรื้อถอนบ้านและสิ่งปลูกสร้างออกไปตามคำบังคับ ซึ่งจะเป็นผลเสียหายแก่ผู้ร้อง หากผู้ร้องเป็นเจ้าของบ้านและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว ผู้ร้องจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีนี้และถูกโต้แย้งสิทธิ จึงชอบที่จะร้องเข้ามาในชั้นบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(1)ได้ โดยไม่ต้องรอให้มีการบังคับคดีเสียก่อน เพราะหากผู้ร้องรอให้มีการบังคับคดีย่อมไม่ทันการ เนื่องจากโจทก์ย่อมขอให้ศาลตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีรื้อถอนบ้านและสิ่งปลูกสร้างได้ทันทีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 ทวิ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า หากผู้ร้องมีสิทธิอย่างไร ก็เป็นเรื่องที่ผู้ร้องดำเนินคดีกับโจทก์ต่างหากนั้น เห็นว่า การจะให้ผู้ร้องไปฟ้องเป็นคดีใหม่ประเด็นข้อพิพาทก็จะมีเช่นเดียวกับการร้องสอดเข้ามาในชั้นบังคับคดีนี้ว่าบ้านและสิ่งปลูกสร้างเป็นของผู้ร้องหรือไม่ กฎหมายจึงบัญญัติให้มีการร้องสอดเสียทีเดียวโดยไม่ต้องให้ไปฟ้องกันใหม่ ผู้ร้องจึงมีสิทธิร้องสอดเข้ามาในชั้นบังคับคดีนี้ได้ ศาลชั้นต้นชอบที่จะรับคำร้องไว้และไต่สวนเพื่อวินิจฉัยถึงข้อโต้แย้งสิทธิของผู้ร้องในชั้นบังคับคดีให้ตามรูปคดี ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องของผู้ร้องสอดชอบแล้ว ฎีกาในประเด็นนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
คดีมีประเด็นจะต้องวินิจฉัยต่อไปว่าที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นด้วยนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาคดีไปตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ไม่มีข้ออ้างว่าศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมหรือที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนในการพิจารณาคดี และเป็นการพิพากษาในประเด็นข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลย หาได้เกี่ยวข้องกับคำร้องของผู้ร้องในชั้นบังคับคดีแต่ประการใดไม่จึงไม่ชอบที่ศาลอุทธรณ์จะยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นด้วย ฎีกาในประเด็นนี้ของโจทก์ฟังขึ้น"
พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษา

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3044/2545
โจทก์โอนสิทธิเรียกร้องที่จะได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้นตามคำพิพากษาให้แก่ผู้ร้อง โดยโจทก์และผู้ร้องได้มีหนังสือแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทราบแล้ว การโอนสิทธิเรียกร้องรายนี้ย่อมสมบูรณ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 306 วรรคหนึ่ง ดังนั้น สิทธิของโจทก์ที่จะได้รับชำระหนี้จากจำเลยทั้งสามตามคำพิพากษาในคดีนี้จึงตกเป็นของผู้ร้อง โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะรับเงินตามคำพิพากษาจากจำเลยทั้งสาม การที่โจทก์ยื่นคำแถลงขอรับเงินที่จำเลยที่ 2 นำมาวางศาลเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา ซึ่งศาลชั้นต้นได้ออกคำบังคับตามคำแถลงของโจทก์อันเป็นการดำเนินการในชั้นบังคับตามคำพิพากษาทั้ง ๆ ที่โจทก์สิ้นสิทธิดังกล่าวไปแล้ว เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต กรณีนี้ผู้ร้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งและถูกโต้แย้งสิทธิ จึงชอบที่จะร้องสอดเข้ามาในชั้นบังคับตามคำพิพากษาได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1341/2549
เมื่อโจทก์ตกเป็นบุคคลล้มละลาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ย่อมมีอำนาจหน้าที่รวบรวมและจำหน่ายทรัพย์สินของโจทก์ตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ ซึ่งมาตรา 123 บัญญัติให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะขายทรัพย์สินที่รวบรวมได้มาตามวิธีที่สะดวกและเป็นผลดีที่สุด โดยเงื่อนไขว่าการขายโดยวิธีอื่นนอกจากการขายทอดตลาดต้องได้รับความเห็นชอบของกรรมการเจ้าหนี้ การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ประกาศขายสิทธิเรียกร้องของโจทก์โดยวิธีอื่นตามมิติของที่ประชุมเจ้าหนี้ในคดีหมายเลขคดีแดงที่ 317/2544 ของศาลล้มละลายกลางเป็นการดำเนินการตามกฎหมายดังกล่าว สิทธิของผู้ซื้อทรัพย์สินที่ได้มาจากการขายสิทธิเรียกร้องของโจทก์ซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายจึงควรได้รับความรับรอง คุ้มครอง และบังคับตาม เมื่อผู้ร้องเป็นผู้ซื้อทรัพย์สินและได้มาซึ่งสิทธิเรียกร้องของโจทก์รวมถึงสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้จากจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้จากการซื้อขายดังกล่าว ย่อมถือได้ว่า ผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งในอันที่จะร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดีเพื่อยังให้ได้รับความคุ้มครองและบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) ได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1653/2549
เมื่อโจทก์ตกเป็นบุคคลล้มละลาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ย่อมมีอำนาจหน้าที่รวบรวมและจำหน่ายทรัพย์สินของโจทก์ตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในหมวด 4 ส่วนที่ 4 แห่ง พ.ร.บ.ล้มละลายฯ ซึ่งมาตรา 123 บัญญัติให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะขายทรัพย์สินที่รวบรวมได้มาตามวิธีที่สะดวกและเป็นผลดีที่สุด โดยมีเงื่อนไขว่าการขายโดยวิธีอื่นนอกจากการขายทอดตลาดต้องได้รับความเห็นชอบของกรรมการเจ้าหนี้ การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการขายสิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่รวบรวมได้มา เป็นการดำเนินการตามบทกฎหมายดังกล่าวสิทธิของผู้ซื้อทรัพย์สินโดยสุจริตในการขายสิทธิเรียกร้องของโจทก์ซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายจึงควรได้รับความรับรองคุ้มครอง และบังคับตาม ดังนั้น หากผู้ร้องเป็นผู้ซื้อทรัพย์สินและได้มาซึ่งสิทธิเรียกร้องของโจทก์รวมถึงสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้จากจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้จากการขายดังกล่าว ย่อมถือได้ว่าผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งในอันที่จะร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดี เพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครอง และบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) ได้ โดยไม่จำต้องให้มีผู้ใดมาโต้แย้งสิทธิก่อนและเมื่อผู้ร้องเป็นบุคคลภายนอกคดี การขอให้บังคับตามสิทธิเรียกร้องของตนที่มีอยู่ผู้ร้องจึงต้องร้องขอเข้ามาในคดีตามบทกฎหมายดังกล่าว ทั้งนี้ โดยผู้ร้องไม่จำต้องเสียค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ซ้ำซ้อนกับที่โจทก์เคยเสียไว้แล้วอีก ที่ศาลชั้นต้นด่วนวินิจฉัยและมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องมานั้น ศาลฎีกามีอำนาจส่งสำนวนคืนไปยังศาลชั้นต้นเพื่อไต่สวนคำร้องและมีคำสั่งใหม่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 247
เพราะเป็นข้อกฎหมายที่มีข้อเถียงได้ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอโดยศาลแสดงโดยครอบครองปรปักษ์  ต้องไวนึกถึงเรื่องพระธรรมนูญศาลมาตรา 16
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1031/2537
วางคู่กับด้านล่าง
ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินและนัดไต่สวนคำร้องของผู้ร้อง และได้มีคำสั่งให้ประกาศนัดไต่สวนทางหนังสือพิมพ์และให้ผู้ร้องนำส่งสำเนาคำร้องให้ผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้มีชื่อในโฉนดที่ดิน หากประสงค์จะคัดค้านประการใดให้ยื่นคำคัดค้านต่อศาลภายในวันนัดไต่สวนคำร้อง แต่ก็ไม่มีผู้ใดยื่นคำคัดค้าน จนศาลชั้นต้นทำการไต่สวนและมีคำสั่งไปแล้วต่อมาผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้มีชื่อในโฉนดที่ดินได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ถึงแม้ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งยกคำร้องเพราะเห็นว่าผู้คัดค้านเป็นบุคคลภายนอกก็ตาม แต่เมื่อผู้คัดค้านได้เข้ามาเกี่ยวข้องในคดีของผู้ร้อง ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 188(4) บัญญัติให้ถือว่าบุคคลเช่นนั้นเป็นคู่ความผู้คัดค้านจึงเป็นคู่ความผู้มีส่วนได้เสียในคดีมีสิทธิอุทธรณ์และขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ได้ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่าผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินมีโฉนดที่ดินโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1382 ที่ดินมีชื่อผู้คัดค้านเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้อง การที่ผู้ร้องนำคำสั่งศาลไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อดำเนินการขอเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนเป็นชื่อของผู้ร้อง ย่อมถือได้ว่าเป็นการดำเนินการในชั้นบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง หากเจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการให้ย่อมจะเกิดความเสียหายแก่ผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้น ผู้คัดค้านจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งและถูกโต้แย้งสิทธิผู้คัดค้านจึงชอบที่จะร้องขอเข้ามาในชั้นบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(1) เมื่อผู้คัดค้านไม่ได้ร้องคัดค้านเข้าไปในคดีก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งแสดงกรรมสิทธิ์ ถือได้ว่าผู้คัดค้านเป็นบุคคลภายนอกคดีจึงสามารถพิสูจน์ในชั้นนี้ได้ว่า ผู้คัดค้านมีสิทธิดีกว่าผู้ร้องคำสั่งของศาลชั้นต้นที่แสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินไม่ผูกพันผู้คัดค้านตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145(2) โดยไม่ต้องให้ผู้คัดค้านไปฟ้องเป็นคดีใหม่ ศาลชั้นต้นต้องรับคำร้องของผู้คัดค้านไว้เพื่อวินิจฉัยถึงข้อโต้แย้งสิทธิของผู้คัดค้านในชั้นบังคับคดี

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2591/2545
การที่ผู้ร้องนำคำพิพากษาไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อดำเนินการขอเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน ย่อมถือได้ว่าเป็นการดำเนินการในชั้นบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง หากเจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการให้ย่อมจะเกิดความเสียหายแก่ผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ ผู้คัดค้านจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งและถูกโต้แย้งสิทธิ ชอบที่จะร้องขอเข้ามาในชั้นบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1)
กรณีนี้ผู้คัดค้านซึ่งไม่ได้ร้องคัดค้านเข้ามาในคดีก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งหรือคำพิพากษาแสดงกรรมสิทธิ์ ถือได้ว่าผู้คัดค้านเป็นบุคคลภายนอก จึงสามารถพิสูจน์ในชั้นนี้ได้ว่าผู้คัดค้านมีสิทธิดีกว่าผู้ร้อง คำพิพากษาที่แสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินไม่ผูกพันผู้คัดค้านตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 (2)

หมายเหตุ
การร้องสอดเพราะผู้ร้องสอดซึ่งเป็นบุคคลภายนอกมีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 57(1) ผู้ร้องสอดต้องยื่นคำร้องขอต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีนั้นซึ่งตามมาตรา 302 หมายถึง ศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น การร้องสอดในกรณีนี้จึงเป็นการร้องสอดในชั้นบังคับคดี โดยมิได้เข้ามาเป็นคู่ความก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง
แต่คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครอง เพราะจำเป็นต้องใช้สิทธิทางศาลตามมาตรา 55 เป็นคดีไม่มีข้อพิพาทตามมาตรา 188 และไม่มีผู้คัดค้านมาแต่ต้น เมื่อศาลมีคำสั่งว่า ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์แล้ว ผู้ร้องเพียงแต่นำคำสั่งของศาลไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อให้ดำเนินการตามประมวลกฎหมายที่ดินต่อไปเท่านั้น มิใช่เป็นการบังคับคดีแต่อย่างใด ผู้คัดค้านจึงไม่น่าจะร้องสอดเข้ามาในคดีเดิมตามมาตรา 57(1) ได้ จะต้องฟ้องผู้ร้องเป็นคดีใหม่ กรณีต่างกับคำพิพากษาฎีกาที่ 774/2539 ซึ่งผู้มีชื่อในโฉนดที่ดินที่ถูกครอบครองปรปักษ์ร้องสอดเข้ามาในขณะที่คดีของผู้ร้องอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จึงร้องสอดเข้ามาได้เพื่อยังให้ได้รับความคุ้มครองตามสิทธิของตนที่มีอยู่ตามมาตรา 57(1)
แต่คดีนี้ถ้าจะให้ผู้คัดค้านไปฟ้องเป็นคดีใหม่ย่อมจะก่อให้เกิดความยุ่งยาก ควรจะให้คดีเสร็จไปโดยไม่ต้องฟ้องเป็นคดีใหม่เพื่อความสะดวกแก่ทุกฝ่ายเพราะศาลต้องอาศัยสำนวนคดีเดิมประกอบการพิจารณาอยู่แล้ว การที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าผู้คัดค้านสามารถร้องสอดเข้ามาในคดีเดิมเพื่อให้ศาลวินิจฉัยถึงข้อโต้แย้งสิทธิของผู้คัดค้านในชั้นบังคับคดี จึงน่าจะเป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม
ไพโรจน์ วายุภาพ

 

เหลืออีกสองเรื่องเอาไว้ชั่วโมงหน้าดีกว่า

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages