สรุปคำบรรยาย เนติภาคค่ำ ตั๋วเงิน สัปดาห์ที่ 4 ชั่วโมงที่ พฤ 18/06/52

653 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
Jun 21, 2009, 9:37:26 PM6/21/09
to LAWSIAM, aaaaคุณกองเชียร์ ไทยจัสติส
หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า  kankokub  ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ ประเสริฐ เสียงสุทธิวงศ์ ผู้บรรยาย   ,  ผู้มีน้ำใจส่ง flie เสียงที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า

ชั่วโมงที่ 2-3 . (สอนเมื่อ 18/06/09)

ก็ได้ทราบว่ามีนักศึกษาคิดถึงเมื่ออาจารย์ไม่อยู่ เพราะปกติจะต้องพบเจอกันทุกครั้งที่มาเนฯ แต่ต่อไปก็มีโอกาสได้พบเจอทุกวัน เพราะอาจารย์จะมีโอกาสได้บรรยายเพิ่มในส่วนของสัญญาประกันภัยในวันจันทร์ ในส่วนของสัญญาประกันภัยก็เคยมีแต่งเป็นข้อสอบแต่ไม่ได้รับเลือก

ก็มีการประกาศในส่วนของผู้ที่จบการศึกษาสมัยที่ผ่านมาไป ก็ปรากฏว่ารุ่นที่ผ่านมาเป็นรุ่นที่มีคนจบน้อยที่สุดในรอบห้าปี มีคนที่จบภายในปีเดียวเพียง 125 คน ส่วนคนที่เรียนจบโดยรหัสการลงทะเบียนเก่าที่สุดคือ รหัสลงทะเบียนปี 27

และในหนังสือรวมคำบรรยายนั้นอาจารย์บางท่านยังไม่ส่งต้นฉบับมาก็จะทยอยลงให้

และในวันพฤหัสบดีนี้และสัปดาห์หน้าอาจารย์ก็จะบรรยายติดต่อกันสองคาบ

เมื่อสักครู่ก็มีการเล่าให้ฟังว่ามีเจ้าหน้าที่เจอผี ก็เอาอีกแล้ว ก็บอกว่าเจอในลิฟท์ช่วงปิดเทอม อาจารย์อยู่ตั้งนานแล้วก็บอกว่าไม่เคยเจอก็เล่ากันสนุกๆ

เรื่องตั๋วเงิน ในครั้งแรกที่ผ่านมาก็พูดเรื่องทั่วๆไป สรุปความว่าตั๋วเงินมีสามประเภท ซึ่งก็เป็นตราสารที่ไว้ชำระหนี้อย่างหนึ่ง

แบ่งเป็นสองชนิดคือชนิดระบุชื่อ กับตั๋วผู้ถือ จำง่ายๆว่า มีแค่ตั๋วแลกเงินกับเช็คที่มีตั๋วผู้ถือ

สำหรับตั๋วเงินนั้นเป็นเอกเทศสัญญาอย่างหนึ่งลักษณะที่เด่นที่สุดคือ

มาตรา 899  ข้อความอันใดซึ่งมิได้มีบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายลักษณะนี้ ถ้าเขียนลงในตั๋วเงินท่านว่าข้อความอันนั้นหาเป็นผลอย่างหนึ่งอย่างใดแก่ตั๋วเงินนั้นไม่ คือข้อความที่จะเขียนในตั๋วเงินได้นั้น ต้องเป็นกฎหมายอนุญาตเท่านั้น ดังนั้นถ้าคู่สัญญาไปเขียนโดยกฎหมายไม่ได้อนุญาต ข้อความที่เขียนก็จะไม่มีผลเลย

ก็ได้พูดแล้วว่าต่างกับสัญญาประเภทอื่นๆ เพราะว่าโดยหลักนิติกรรมแล้ว เจตนาของคู่สัญญาเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าเป็นสัญญาที่มีกฎหมายบัญญัติความไว้อย่างหนึ่ง ตัวคู่สัญญาอาจจะตกลงกันเป็นอีกอย่างได้ ถ้าหากว่าบทบัญญัตินั้นๆไม่เกี่ยวข้องกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

ยกตัวอย่าง เรื่องสัญญาเช่าทรัพย์ ถ้าผู้เช่าไม่ชำระค่าเช่า ผู้ให้เช่าก็บอกเลิกสัญญาก็ได้ แต่กฎหมายก็บอกว่าจะกำหนดเป็นรายเดือนหรือระยะเวลายาวกว่านั้นก็ได้ และจะบอกเลิกสัญญาทันทีไม่ได้ ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนไม่น้อยกว่า 15 วัน คือให้โอกาสก่อน

แต่ถ้ามีข้อตกลงกันยกเว้นเช่นบอกว่า ถ้าผิดนัดบอกเลิกสัญญาได้ทันที อันนี้ก็เป็นกรณีที่ทำได้

แต่ตั๋วเงินนั้นตรงกันข้าม ก่อนจะไปตกลงอะไรกันต้องเปิดกฎหมายตั๋วเงินก่อนว่ามีกำหนดในเรื่องนั้นหรือไม่ เหตุผลที่บัญญัติไว้เช่นนั้นเพื่อให้ตั๋วเงินได้รับความนิยม และโอนกันง่ายๆ ไม่ต้องมามัวกังวลว่าเดิมตกลงกันอย่างไร

จำไว้อย่างว่าถ้าเราอ่านถ้อยคำมาตรา 899 ว่าเขียนในตั๋วเงินจะมีผลนั้น ต้องเป็นตั๋วเงินเสียก่อนในประกาศแรก

ตั๋วเงินนั้นกฎหมายได้กำหนดรูปแบบหรือข้อความไว้ ถ้าขาดข้อความดังกล่าวจะไม่เป็นตั๋วเงินเลย

ข้อความที่ไม่ได้กำหนดไว้ แล้วไปเขียนเฉพาะข้อความนั้นที่เสียไป ตั๋วเงินไม่ได้เสียไปด้วย

ดังนั้นเราก็ต้องมาศึกษาว่าอะไรบ้างที่กฎหมายกำหนดให้เขียนได้

ตัวอย่างข้อความที่ให้เขียนได้

เรื่องแรกเลย วิธีการสังเกตข้อความในตัวบทคือ การคิดดอกเบี้ย น่าสนใจตรงยังไม่เคยนำออกสอบ มาตรา 911  ผู้สั่งจ่ายจะเขียนข้อความกำหนดลงไว้ว่าจำนวนเงินอันจะพึงใช้นั้นให้คิดดอกเบี้ยด้วยก็ได้ และในกรณีเช่นนั้น ถ้ามิได้กล่าวลงไว้เป็นอย่างอื่น ท่านว่าดอกเบี้ยย่อมคิดแต่วันที่ลงในตั๋วเงิน

บทบัญญัติในเรื่องตั๋วแลกเงิน ซึ่งบทบัญญัติในเรื่องตั๋วแลกเงินนั้น อาจมีบางมาตรานำไปใช้กับตั๋วสัญญาใช้เงิน และ เช็คด้วย

สรุปความเลยคือ ผู้สั่งจ่ายก็ดี ผู้ออกตั๋วก็ดี กฎหมายกำหนดให้เขียนในเรื่องดอกเบี้ยได้ ตัวอย่าง นาย ก ออกตั๋วแลกเงิน สั่ง นายข ให้จ่ายเงิน หนึ่งล้านให้นาย ค นายกสามารถเขียนได้เลยว่าพร้อมดอกเบี้ย ร้อยละ 15 ต่อปี เมื่อกฎหมายอนุญาต ก็เขียนได้ ผูกพัน

ในทางตรงข้ามถ้าไปดูในเรื่องเช็ค มาตรา 989 ลองดูสิว่ามีบัญญัติให้นำมาตรา 911 มาใช้บังคับกับเรื่องเช็คหรือไม่ ไม่มี เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเป็นเช็ค ผู้สั่งจ่ายจะออกเช็คสั่งจ่ายให้ธนาคารว่าพร้อมดอกเบี้ยร้อยละสิบห้าต่อปี ก็ไม่มีผล สมมุติว่าธนาคารจ่ายเวลาไล่เบี้ยก็เรียกดอกเบี้ย ธรรมดาไม่ได้ คงเรียกได้ในบทดอกเบี้ยผิดนัดเท่านั้น

            อีกกรณีหนึ่งที่ขึ้นมาสู่ศาลฏีกาไม่กี่ปีนี้ เปิดไปที่มาตรา 915  ผู้สั่งจ่ายตั๋วแลกเงินและผู้สลักหลังคนใด ๆ ก็ดี จะจดข้อกำหนดซึ่งจะกล่าวต่อไปนี้ลงไว้ชัดแจ้งในตั๋วนั้นก็ได้ คือ

             (1) ข้อกำหนดลบล้างหรือจำกัดความรับผิดของตนเองต่อผู้ทรงตั๋วเงิน

             (2) ข้อกำหนดยอมลดละให้แก่ผู้ทรงตั๋วเงินซึ่งหน้าที่ทั้งหลายอันผู้ทรงจะพึงต้องมีแก่ตนบางอย่างหรือทั้งหมด

ในเรื่องตั๋วแลกเงิน ที่นำไปใช้กับเรื่องเช็คด้วย ตามมาตรา 989  บทบัญญัติทั้งหลายในหมวด 2 อันว่าด้วยตั๋วแลกเงินดังจะกล่าวต่อไปนี้ ท่านให้ยกมาบังคับในเรื่องเช็คเพียงเท่าที่ไม่ขัดกับสภาพแห่งตราสารชนิดนี้ คือบทมาตรา 910,914 ถึง 923,925,926,938 ถึง 940,945, 946,959,967,971

             ถ้าเป็นเช็คที่ออกมาแต่ต่างประเทศ ท่านให้นำบทบัญญัติดังต่อไปนี้ มาใช้บังคับด้วย คือบทมาตรา 924,960 ถึง 964,973 ถึง 977,980

ก็สรุปได้ว่า ผู้สั่งจ่าย ผู้สลักหลังจะกำหนดข้อความต่อไปนี้ก็ได้

ดู อนุหนึ่ง คือข้อกำหนดลบล้าง หรือจำกัดความรับผิดของตน ต่อผู้ทรงตั๋วเงิน ได้

สมมุติว่า ก เป็นผู้ทรงเช็ค สลักหลังให้นาย ข ว่าถ้าธนาคารไม่ใช้เงินตามเช็ค จะรับผิดกึ่งหนึ่ง หรือ ถ้าไม่ใช้เงินตามเช็ค จะขอไม่รับผิดทั้งหมด เช่นนี้สามารถเขียนได้ เพราะเป็นการเขียนสิ่งที่กฎหมายกำหนดไว้

ก็มีเรื่องขึ้นมาสู่ศาล แต่เป็นเรื่องตั๋วสัญญาใช้เงิน ก็มีปัญหาว่าการเขียนดังกล่าวนั้นสามารถกระทำได้หรือไม่ หรือนำไปใช้ในเรื่องตั๋วสัญญาใช้เงินด้วยหรือไม่

คือเปลี่ยนข้อเท็จจริงเมื่อสักครู่ จาก เช็ค เป็นตั๋วสัญญาใช้เงิน  คำตอบก็คือ ฟ้องไม่ได้ เขียนไว้ก็ไม่มีผล เพราะมาตรา 915 ไม่ได้นำไปใช้ในตั๋วสัญญาใช้เงิน เมื่อเป็นเช่นนี้ ข้อความนั้นก็ไม่มีผล เมื่อไม่มีผลศาลฏีกาจึงตัดสินให้ผู้สลักหลัง ร่วมกับผู้ออกตั๋ว รับผิดตามตั๋วสัญญาใช้เงิน

4714/2547

ป.พ.พ. มาตรา 899 บัญญัติว่า "ข้อความอันใดซึ่งมิได้มีบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายลักษณะนี้ ถ้าเขียนลงในตั๋วเงิน ท่านว่าข้อความอันนั้นหาเป็นผลอย่างหนึ่งอย่างใดแก่ตั๋วเงินนั้นไม่" อันเป็นบทบัญญัติเบ็ดเสร็จทั่วไปใช้บังคับกับตั๋วแลกเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงินและเช็ค ส่วนมาตรา 915 บัญญัติว่า "ผู้สั่งจ่ายตั๋วแลกเงินและผู้สลักหลังคนใด ๆ ก็ดีจะจดข้อกำหนดซึ่งจะกล่าวต่อไปนี้ลงไว้ชัดแจ้งในตั๋วนั้นก็ได้คือ (1) ข้อกำหนดลบล้างหรือจำกัดความรับผิดของตนเองต่อผู้ทรงตั๋วเงิน?" ซึ่งเป็นบทบัญญัติในเรื่องตั๋วแลกเงินไม่ได้บัญญัติไว้ในบทเบ็ดเสร็จทั่วไปเช่นเดียวกับมาตรา 899 และ มาตรา 985 ซึ่งบทบัญญัติในเรื่องตั๋วสัญญาใช้เงินไม่ได้บัญญัติให้นำมาตรา 915 มาใช้กับตั๋วสัญญาใช้เงิน ดังนั้นการที่จำเลยที่ 3 สลักหลังตั๋วสัญญาใช้เงินมีข้อความว่า ห้ามใช้สิทธิไล่เบี้ยผู้สลักหลังนั้นเป็นข้อความที่ขัดต่อมาตรา 983 (2) หาเป็นผลบังคับแก่ตั๋วสัญญาใช้เงินตามมาตรา 899 ไม่ จำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดตามตั๋วสัญญาใช้เงิน

                         

ตัวอย่างต่อไปเรื่องเช็คขีดคร่อม ตามมาตรา 994  ถ้าในเช็คมีเส้นขนานคู่ขีดขวางไว้ข้างด้านหน้า กับมีหรือไม่มีคำว่า "และบริษัท" หรือคำย่ออย่างใด ๆ แห่งข้อความนี้อยู่ในระหว่างเส้นทั้งสองนั้นไซร้ เช็คนั้นชื่อว่าเป็นเช็คขีดคร่อมทั่วไป และจะใช้เงินตามเช็คนั้นได้แต่เฉพาะให้แก่ธนาคารเท่านั้น

             ถ้าในระหว่างเส้นทั้งสองนั้นกรอกชื่อธนาคารอันหนึ่งอันใดลงไว้โดยเฉพาะ เช็คเช่นนั้นชื่อว่าเป็นเช็คขีดคร่อมเฉพาะ และจะใช้เงินตามเช็คนั้นได้เฉพาะให้แก่ธนาคารอันนั้น

ในเรื่องเช็คนี้มีบทบัญญัติพิเศษ คือเรื่องเช็คขีดคร่อม เรื่องนี้มีเฉพาะในเช็คเท่านั้นเลย  การขีดคร่อมคือการขีดเส้นคู่ขนานไว้ที่ด้านหน้าเช็ค เพราะฉะนั้น ถ้ามีการขีดเส้นคู่ขนานในตั๋วสัญญาใช้เงิน หรือ ตั๋วแลกเงิน ไปขีดไว้ ก็ไม่มีผล เวลาจ่ายก็จ่ายให้แก่ผู้ทรงโดยตรง ไม่ต้องจ่ายผ่านบัญชีธนาคารเหมือนเช็คขีดคร่อม

เรื่องนี้เป็นการนำไปออกข้อสอบผู้ช่วยฯปี 29 ซึ่งอาจารย์ก็สอบในปีนั้นด้วย

การขีดคร่อมก็มีเฉพาะในเช็ค

กรณีต่อไป เคยมีคดีสองเรื่องที่ ศาลฏีกาตัดสิน กฎหมายถ้าเราสังเกตข้อความในตัวบท ใช้คำว่าเหมือนกับเขียนข้อความในตั๋วเงิน ข้อความต้องหมายถึง ตัวเลข หรือ ตัวอักษร ที่แสดงความหมายได้  ก็คืออ่านแล้วรู้ความหมาย อันนี้คือความเข้าใจของคนทั่วไป

แต่เวลาศาลฏีกาแปลความนั้น ลึกมากไปกว่านั้น

เคยมีฏีกา ที่มีการต่อสู้ว่าเช็คนั้น รายการในช่องวันที่ นั้น มีการขีดฆ่าไปในช่องวันที่ จึงไม่สมบูรณ์เป็นเช็ค ในเรื่องเช็คนั้น กำหนดให้ผู้ทรงกรอกวันที่ในเช็คได้

ก็มีปัญหาว่าเช็คพิพาทนั้นถือเป็นเช็คไม่ลงวันที่หรือไม่ เรื่องนี้ศาลนำมาตรา 899 มาเป็นหลักในการวินิจฉัย ที่ให้สังเกต คือ ศาลแปลความว่าเป็นการเขียนข้อความที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติ ให้ กระทำได้ จึงไม่มีผลเป็นการเขียนเลย เมื่อไม่มีผลก็เหมือนกับ ลบเส้นสีดำนั้นออกทั้งหมด เข้ามาตรา 910 วรรคท้าย + 899

3509/2542

จำเลยให้การว่า จำเลยกู้เงินบ. โดยออกเช็คไว้ ต่อมาบ. ขอร่วมลงทุนทำการค้าโดยถือเอาเงินที่จำเลยเป็นเงินร่วมลงทุน และตกลงยกเลิกการกู้ยืม มูลหนี้ตามเช็คจึงระงับไป จำเลยอุทธรณ์และฎีกาว่า จำเลยออกเช็คโดยมีข้อตกลงในขณะ ออกเช็คไม่นำเช็คไปเรียกเก็บเงินและนำเข้าบัญชี จึงเป็นข้อ ที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่าง เช็คเป็นตราสารเปลี่ยนมือที่ต้องการความเชื่อถือในระหว่าง ผู้สั่งจ่ายและผู้ทรงทั้งหลายว่า เมื่อนำเช็คไปเรียกเก็บเงิน แล้วจะมีการจ่ายเงินตามเช็ค ข้อกำหนดเงื่อนไขใด ๆ อันเป็น การห้ามหรือจำกัดการจ่ายเงินจะพึงมีได้จึงต้องเป็นไปตาม บทบัญญัติของกฎหมายการที่จำเลยขีดเส้นสีดำไว้ในช่องวันที่ การกระทำดังกล่าวไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายให้อำนาจไว้ว่า กระทำได้ ข้อความดังกล่าวจึงหาเป็นผลอย่างหนึ่งอย่างใด แก่เช็คนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 899 จึงถือว่าจำเลยออกเช็คโดยมิได้ลงวันออกเช็คไว้ เมื่อโจทก์ ได้รับเช็คและนำเข้าบัญชี โจทก์หรือเจ้าหน้าที่ธนาคารจึง ลงวันที่ในเช็คได้ตามมาตรา 910 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 898 โจทก์ลงลายมือชื่อสลักหลังเช็คผู้ถือ ต้องถือว่าเป็น การประกันหรืออาวัลผู้สั่งจ่ายตามมาตรา 921 ประกอบมาตรา 989 เป็นการอาวัลตามผลของกฎหมายมิใช่การอาวัลตามมาตรา 939 จึง ไม่ต้องมีการเขียนข้อความระบุว่า ใช้ได้เป็นอาวัล โจทก์ต้อง รับผิดต่อ บ. ตามมาตรา 940 วรรคหนึ่ง และต้องชำระหนี้ไปตามความรับผิดที่มีต่อ บ. ตามตั๋วเงิน การชำระหนี้นี้โจทก์ไม่ต้องแจ้งให้จำเลยทราบและจะถือว่าเป็นการชำระหนี้ โดยขืนใจลูกหนี้ไม่ได้

 

แต่ตรงกันข้ามกับฏีกาอีกอันหนึ่ง คือการขีดฆ่าที่เป็นการทำลายข้อความดังกล่าว เรื่องนี้ ข้อเท็จจริงเป็นอย่างนี้ คือตัวผู้ทรงเป็นโจทก์ฟ้องผู้สั่งจ่ายให้รับผิดให้ใช้เงินตามเอกสารฉบับหนึ่ง คือเช็ค ไปขึ้นเงิน แล้วธนาคารปฏิเสธการใช้เงิน ผู้ทรงก็ไปฟ้องผู้สั่งจ่ายและผู้สลักหลัง

แน่นอนใครต้องรับผิดตามตั๋วเงิน ใครลงลายมือชื่อก็ต้องรับผิด ปรากฏว่าทั้งสองคนต่อสู้เช่นเดียวกันว่าตราสารที่นำมาฟ้องนั้นไม่สมบูรณ์ตามหลักตั๋วเงิน ไม่สมบูรณ์ในการเป็นเช็ค คือ มีการเขียนคำว่าสดลงในช่องชื่อผู้รับเงิน และขีดฆ่าคำว่าผู้ถือในแบบฟอร์มของเช็ค

เราก็ไปดูรายการของเช็ค ก็ต้องมีอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่าง แล้วรายการนี้ขาดไม่ได้ ถ้าขาดจะไม่สมบูรณ์เป็นเช็ค

6305/2548

เช็คพิพาทที่จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายมีการขีดฆ่าคำว่า "หรือผู้ถือ" ออก แล้วเขียนคำว่า "สด" ลงไปในช่องว่างหลังคำว่า "จ่าย" ย่อมมีผลทำให้เช็คพิพาทไม่มีชื่อหรือยี่ห้อของผู้รับเงิน หรือคำจดแจ้งว่าให้ใช้เงินแก่ผู้ถือ ตามที่ ป.พ.พ. มาตรา 988 (4) บัญญัติไว้ และการขีดฆ่าดังกล่าวก็ไม่ใช่กรณีตาม ป.พ.พ. มาตรา 899 ซึ่งเป็นเรื่องการเขียนข้อความที่มิได้มีบัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. ลักษณะตั๋วเงิน ข้อความที่เขียนลงไปจึงไม่มีผลแก่ตั๋วเงิน การที่เช็คพิพาทขาดรายการซึ่งกฎหมายบังคับให้ต้องมี ย่อมมีผลทำให้เช็คพิพาทไม่สมบูรณ์เป็นเช็คตามมาตรา 987 และมาตรา 910 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 989 วรรคหนึ่ง แม้ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยที่ 1 ผู้สั่งจ่ายและจำเลยที่ 2 ผู้สลักหลังก็ไม่ต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็คนั้น

 

ได้วินิจฉัยว่าการขีดฆ่าดังกล่าวไม่ใช่การเขียนข้อความ มีผล เป็นการขีดฆ่า ไม่ใช่กรณีตามมาตรา 899

ถ้าเป็นตั๋วระบุชื่อก็ทำการโอนด้วยการ สลักหลังแล้วส่งมอบ

ผู้ที่จะห้ามไม่ให้โอนตั๋วเช่นนี้มีคนเดียวเท่านั้นคือผู้ให้กำเนิดตั๋ว บุคคลอื่นๆนอกจากนี้ไม่มีสิทธิ กฎหมายให้สิทธิเฉพาะคนที่ให้กำเนิดตั๋วเท่านั้น ตามมาตรา 917 ซึ่งใช้กับตั๋วเงินทั้งสามประเภท

ต่อไปกฎหมายกำหนดว่าต้องเขียนด้านหน้าว่า

เปลี่ยนมือไม่ได้ หรือถ้อยคำอื่นทำนองเดียวกัน กฎหมาบังคับนะครับว่าต้องเขียนด้านหน้า ถ้าไปเขียนที่ด้านหลังก็ไม่มีผล ตั๋วเงินนั้นสามารถที่จะโอนได้อย่างตั๋วเงิน

การที่เขียนคำว่าเฉพาะ นั้นไม่ใช่เรื่องของข้อกำหนดห้ามโอน  เป็นคำที่ไม่มีกฎหมายกำหนด  จึงไม่มีผลอันใด

4565/2532

โจทก์จำเลยตกลงท้ากันเพียงประเด็นเดียวว่า โจทก์ได้ซื้อที่ดินพิพาทพร้อมบ้านพิพาทจาก ถ. จริงหรือไม่ และศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยว่า โจทก์ได้ซื้อที่ดินพิพาทพร้อมบ้านพิพาทจาก ถ. จริงจำเลยจึงเป็นฝ่ายแพ้คดี แต่จำเลยกลับอุทธรณ์ว่าจำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทจาก ถ. สัญญาเช่าดังกล่าวเป็นสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา จำเลยอยู่ในที่ดินพิพาทยังไม่ครบระยะเวลาตามสัญญา โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทพร้อมบ้านพิพาทจาก ถ. จึงเป็นการซื้อโดยไม่สุจริต ทำให้จำเลยเสียเปรียบโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง โดยจำเลยไม่ได้อุทธรณ์ว่าโจทก์ไม่ได้ซื้อที่ดินพิพาทพร้อมบ้านพิพาทจาก ถ. ตามประเด็นที่ตกลงกัน จึงเป็นอุทธรณ์ในเรื่องนอกประเด็น ต้องถือว่าเป็นเรื่องที่มิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้น ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225.

 

สรุปนะครับการไปเขียนข้อความที่ไม่ได้มีบัญญัติไว้ในตั๋วเงินนั้น ผลตั๋วเงินไม่เสีย แต่ข้อความนั้นถือว่าไม่มีเลย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นข้อความที่เขียนนั้นอาจนำไปใช้เป็นหลักฐานในการฟ้องคดีในฐานอื่นได้

ต่อไปมาตราที่เป็นหัวใจของตั๋วเงิน ต่อไปมาตรา 900  บุคคลผู้ลงลายมือชื่อของตนในตั๋วเงินย่อมจะต้องรับผิดตามเนื้อความในตั๋วเงินนั้น

             ถ้าลงเพียงแต่เครื่องหมายอย่างหนึ่งอย่างใด เช่น แกงไดหรือลายพิมพ์นิ้วมืออ้างเอาเป็นลายมือชื่อในตั๋วเงินนั้นไซร้ แม้ถึงว่าจะมีพยานลงชื่อรับรองก็ตาม ท่านว่าหาให้ผลเป็นลงลายมือชื่อในตั๋วเงินนั้นไม่

เกี่ยวกับลูกหนี้ในตั๋วเงิน

เพราะฉะนั้นในเรื่องตั๋วเงินนั้นถ้าถามว่าใครบ้างที่เป็นลูกหนี้ในตั๋วเงินคำตอบคือบุคคลที่ลงลายมือชื่อในตั๋วเงิน

           เวลาสอบเบื้องต้นก็จดคนที่ลงลายมือชื่อในตั๋วเงินมา ก่อน เป็นเบื้องต้น เหมือนกับทำนองว่ากฎหมายสันนิฐานไว้ ก็คล้ายเป็นเรื่องภาระการพิสูจน์ ( เดิมเรียกว่าหน้าที่นำสืบ ) ในเรื่องกฎหมายพยานหลักฐาน

 หลักในคดีแพ่ง ภาระการพิสูจน์ตกแก่ฝ่ายใด ถ้าไม่พิสูจน์หรือพิสูจน์ฟังไม่ได้เป็นอย่างอื่น ผู้นั้นก็แพ้คดีทันที

คนที่ลงลายมือชื่อในตั๋วต้องรับผิดเพราะฉะนั้นใครลงชื่อในต้องเป็นผู้มีภาระการพิสูจน์

3100/2550

จำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายในเช็คพิพาท จะต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็คตาม ป.พ.พ. มาตรา 900 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยปฏิเสธความรับผิด ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่จำเลย

ข้อที่จำเลยนำสืบเป็นการนำสืบนอกคำให้การ ต้องห้ามมิให้รับฟังตาม ป.วิ.พ. มาตรา 87 (1) แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะรับวินิจฉัยข้อนำสืบของจำเลยดังกล่าวก็เป็นการรับฟังที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มูลหนี้ที่จำเลยออกเช็คพิพาทให้แก่ ท. นั้นเพื่อชำระหนี้เงินยืม ย่อมเป็นการแสดงอยู่ในตัวว่าจำเลยยินยอมให้ผู้ทรงเช็คลงวันที่เองตามที่เห็นสมควรเพื่อเรียกเก็บเงินตามเช็คจากจำเลยเพื่อชำระหนี้นั้นได้ การที่ ท. ลงวันที่สั่งจ่ายในเช็คพิพาทภายหลัง ถือได้ว่า ท. เป็นผู้ทรงเช็คโดยชอบด้วยกฎหมายกระทำการโดยสุจริต จดวันสั่งจ่ายที่ถูกต้องแท้จริงลงในเช็คตาม ป.พ.พ. มาตรา 910 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 989 วรรคหนึ่ง กรณีหาเป็นการลงวันที่สั่งจ่ายในเช็คโดยไม่สุจริตดังที่จำเลยให้การต่อสู้ไม่

จำเลยผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาทมีหนี้ที่ต้องรับผิดต่อ ท. ผู้ทรงคนก่อน การที่ ท. ผู้ทรงคนก่อนโอนเช็คพิพาทแก่โจทก์ เมื่อเช็คพิพาทเป็นเช็คสั่งจ่ายเงินแก่ผู้ถือ การโอนเช็คพิพาททำได้เพียงด้วยการส่งมอบให้กัน โจทก์จึงเป็นผู้ทรงเช็คพิพาทโดยชอบ เมื่อจำเลยผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาทไม่มีข้อต่อสู้ที่เกี่ยวกับ ท. ผู้ทรงคนก่อนที่จะใช้เป็นข้อต่อสู้โจทก์ผู้ทรง จำเลยจะอ้างว่าโจทก์และ ท. ผู้ทรงคนก่อนไม่มีหนี้สินผูกพันกันในการรับโอนเช็คพิพาทมาหาได้ไม่ จำเลยต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาทแก่โจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 900 วรรคหนึ่ง, 914, 918, 989 วรรคหนึ่ง

 

ทีนี้เราก็มาดูประเด็นดังกล่าวกัน มาตรา 900 ผู้ที่ต้องรับผิดคือผู้ที่ลงลายมือชื่อไม่ใช่ผู้ที่เขียนรายการหรือกรอกข้อความในตั๋วเงิน

และตั๋วเงินทั้งสามประเภท ถ้าไปดูบทนิยาม จะมีคำว่าตราสาร

เรื่องใดก็ตามที่กฎหมายใช้คำว่าเอกสารตราสาร คือ กฎหมายบังคับไว้ว่า มีรายการตามที่กำหนด  ต่างกับเอกสาร เช่นในการกู้ยืม หลักฐานการกู้ยืมไม่ได้บังคับเด็ดขาด เขียนอย่างไรก็ได้ให้มันอ่านรู้เรื่องว่าเป็นเรื่องนั้น

ตั๋วเงินทั้งสามประเภทคือหนังสือตราสาร ก็ต้องบังคับอยู่ในมาตรา 9 ปพพ

ดังนั้นการเขียนรายการต่างๆในตั๋วเงินนั้น กฎหมายไม่ได้บังคับว่าต้องเขียนข้อความต่างๆด้วยตนเอง ก็ให้บุคคลอื่นเขียนหรือกรอกข้อความได้

2512/2539

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยลงชื่อสั่งจ่ายเช็คตามฟ้องมอบให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ค่าสินค้าย่อมพอเข้าใจว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามสัญญาซื้อขายสินค้าและจำเลยสั่งจ่ายเช็คดังกล่าวเพื่อชำระหนี้ค่าสินค้าตามสัญญาซื้อขายนั้นเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา158(5) ข้อที่ศาลอุทธรณ์ภาค2ยังไม่ได้วินิจฉัยเมื่อศาลฎีกาเห็นสมควรย่อมวินิจฉัยไปได้โดยไม่ต้องย้อนสำนวน รายการวันที่และจำนวนเงินที่ลงในเช็คนั้นจำเลยหาจำต้องเขียนลงไว้ในเช็คด้วยลายมือของจำเลยไม่หากข้อความถูกต้องตรงกับเจตนาของจำเลยในการออกเช็คนั้นและจำเลยลงลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายก็เป็นการออกเช็คที่สมบูรณ์

5145/2514-ค้นไม่พบ

ถ้าไม่ใช่ผู้สั่งจ่ายหรือผู้ออกตั๋ว จะเขียนลงนามได้ต่อเมื่อได้รับมอบอำนาจ หรือได้รับการยินยอม จึงจะเป็นการสมบูรณ์ ที่ต้องพูดตรงจุดนี้ก็เพราะว่าการเขียนข้อความต่างๆ ถ้าไม่ได้รับมอบหมายจากผู้สั่งจ่ายหรือผู้ออกตั๋ว และไม่ใช่กรณีที่กฎหมายยินยอมไว้ จะมีผลว่า ไม่เป็นตั๋วเงินเลยแม้จะมีข้อความครบถ้วน

มาตรา 910 คือรายการที่กฎหมายกำหนด

1541/2514

จำเลยออกเช็คพิพาทโดยเพียงแต่ลงลายมือชื่อแล้วให้โจทก์ยึดถือไว้เพื่อเป็นประกันหนี้ที่จำเลยค้างชำระ ต่อมาโจทก์นำเช็คพิพาทไปกรอกข้อความเอาเอง โดยจำเลยมิได้ยินยอมหรือมอบหมายให้กระทำเช็คพิพาทย่อมไม่เป็นเช็คที่สมบูรณ์ตามกฎหมาย จำเลยจึงหาต้องรับผิดตามเช็คพิพาทไม่

รายการจำนวนเงินในเช็คมีกฎหมายมาตราไหนที่อนุญาตให้ผู้ทรงไปกรอกได้เอง ไม่มีกฎหมายกำหนด

สรุปได้ว่าในมาตรา 900 กฎหมายบัญญัติถึงความรับผิดถึงบุคคลที่ลงลายมือชื่อ ผู้ที่ไปเขียนไม่ใช่ต้องรับผิด

ก็แบ่งเป็นบุคคลธรรมดากับนิติบุคคล นิติบุคคลต้องมีผู้แทน ความประสงค์ของนิติบุคคลย่อมแสดงออกโดยผู้แทนนิติบุคคล ดังนั้น การแสดงออกของนิติบุคคล ก็ผ่านผู้แทน ห้างฯจำกัดคงจะเคยเรียนมาแล้วว่าที่เป็นผู้แทนก็คือหุ้นส่วนผู้จัดการ คือหุ้นส่วนผู้ไม่จำกัดความรับผิด

ส่วนใหญ่ผู้ที่ลงลายมือชื่อในตั๋วเงิน ถ้ากรณีบุคคลธรรมดา ผู้ที่มีสิทธิเข้ามาเป็นคู่สัญญา ต้องเฉพาะบุคคลที่อ่านออกเขียนได้เท่านั้น

            ชื่อเสียงที่ใช้ในการค้าที่แน่นอนว่าเป็นบุคคลใดนั้น ที่ต้องพูดถึงประเด็นนี้เพราะมีเรื่องโจทก์ฟ้องผู้สังจ่ายเช็ค ผู้สลักหลัง  ในส่วนผู้สลักหลังต่อสู้ว่าไม่ต้องรับผิดเพราะไม่ได้ลงลายมือชื่อในเช็ค ศาลฏีกาก็ตรวจดูก็เห็นว่า ได้ลงลายมือว่า แสงรุ่งเรือง ซึ่งเป็นชื่อร้านทางการค้าของ ผู้สลักหลัง ศาลฏีกาก็แปลความว่า กรณีบุคคลธรรมดานั้นจะลงชื่อสมมุติอันบุคคลทั่วไปทราบว่าหมายถึงใคร ก็เป็นอันใช้ได้แล้ว

2417/2536

คำว่า บุคคลผู้ลงลายมือชื่อของตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 900 วรรคแรก หมายถึง บุคคลธรรมดาที่เขียนลายมือชื่อด้วยตนเองหรือนิติบุคคลตามกฎหมายที่ผู้แทนผู้มีอำนาจกระทำการแทนลงลายมือชื่อกระทำการแทน โดยจะลงชื่อสมมติหรือนามแฝงหรือชื่อเสียงที่ใช้ในทางการค้าซึ่งเป็นที่แน่นอนว่าหมายถึงบุคคลใด โดยมีเจตนาให้ลายมือชื่อที่ลงในตั๋วเงินเป็นชื่อของตน การที่จำเลยที่ 2เขียนคำว่า แสงรุ้งเรือง ซึ่งเป็นชื่อร้านของจำเลยที่ 2ลงด้านหลังเช็คพิพาททั้งสองฉบับ ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ลงลายมือชื่อของตนในเช็คดังกล่าว

854/2523

เช็คระบุชื่อบริษัทจำเลยที่ 5 เป็นผู้รับเงิน โดยขีดฆ่าคำว่า'หรือผู้ถือ' ออก จำเลยที่ 3 ซึ่งมิได้เป็นกรรมการบริษัทแต่ได้สลักหลังเช็คนั้นและประทับตราบริษัทโดยมิได้รับมอบอำนาจ ถือไม่ได้ว่าเป็น การกระทำของบริษัทผู้ทรงเช็ค การสลักหลังดังกล่าวจึงเป็นการกระทำ โดยปราศจากอำนาจ เมื่อโจทก์ไม่สามารถแสดงให้ปรากฏสิทธิด้วยการ สลักหลังไม่ขาดสายได้เช่นนี้ แม้โจทก์จะมีเช็คพิพาทไว้ในความครอบครอง ก็ถือไม่ได้ว่าโจทก์เป็นผู้ทรงเช็คโดยชอบด้วยกฎหมายโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้อง ให้จำเลยที่ 7 ผู้สั่งจ่ายใช้เงินตามเช็คได้

จำเลยที่ 8 ออกเช็คผู้ถือ แม้จะใช้ชื่อในบัญชีธนาคารเป็นอย่างอื่นก็ตาม แต่เมื่อได้เป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งธนาคารให้จ่ายเงินตามเช็คแล้ว จำเลยที่ 8 ก็ต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็คนั้นและจะอ้างข้อต่อสู้อันอาศัยความเกี่ยวพันกันเฉพาะตนกับจำเลยที่ 5 ว่าจำเลยออกเช็คให้เป็นการค้ำประกันต่อจำเลยที่ 5 มาใช้ยันโจทก์ผู้ทรงเช็คหาได้ไม่

 

            ตัวจำเลยเป็นผู้สั่งจ่ายเช็คใช้ชื่อในบัญชีธนาคารเป็นภาษาจีน แต่ตอนลงลายมือชื่อ ลงเป็นภาษาไทย อันนี้ก็เช่นเดียวกัน

            หมายเหตุ ถ้าเป็นเรื่องการปลอมลายมือชื่อของคนอื่น ถามว่าคนปลอมต้องรับผิดหรือไม่ ทางตำราบอกว่าไม่ต้องรับผิดเพราะไม่มีเจตนาเป็นลายมือชื่อเขา

            แต่ในห้องสอบ กรรมการผู้ตรวจเห็นเป็นอีกอย่างคือ ได้เห็นว่าแม้เป็นการปลอมแต่ก็ได้มีการลงลายมือขื่อแล้ว

            ต่อไปในเรื่องตั๋วเงินนั้น การเข้ามาเป็นคู่สัญญาในตั๋วเงินนั้น ตามมาตรา 900 ด้วยการลงลายมือชื่อ

            ปัญหาตามมาก็คือรู้แล้วว่ารับผิดแต่ต้องรับผิดในฐานะใด ก็ขึ้นอยู่กับการลงลายมือชื่อนั้นลงลายมือชื่อในฐานะใด  ทุกมาตรามีประกอบเสมอคือลงลายมือชื่อ

            มาตรา 939  อันการรับอาวัลย่อมทำให้กันด้วยเขียนลงในตั๋วเงินนั้นเอง หรือที่ใบประจำต่อ

             ในการนี้พึงใช้ถ้อยคำสำนวนว่า "ใช้ได้เป็นอาวัล" หรือสำนวนอื่นใดทำนองเดียวกันนั้น และลงลายมือชื่อผู้รับอาวัลอนึ่งเพียงแต่ลงลายมือชื่อของผู้รับอาวัลในด้านหน้าแห่งตั๋วเงินท่านก็จัดว่าเป็นคำรับอาวัลแล้ว เว้นแต่ในกรณีที่เป็นลายมือชื่อของผู้จ่ายหรือผู้สั่งจ่าย

             ในคำรับอาวัลต้องระบุว่ารับประกันผู้ใด หากมิได้ระบุ ท่านให้ถือว่ารับประกันผู้สั่งจ่าย

            และลงลายมือชื่อผู้รับเงิน การรับผิดมีประการเดียว คือการลงลายมือชื่อ แม่บทคือมาตรา 900 ส่วนฐานะใดก็ดูแต่ละมาตรา ประกอบทีหลัง คำสุดท้ายคือการรับผิดตามเนื้อความคือข้อความในตั๋วนั้น

            การลงลายมือชื่อในตั๋วเงินนั้น มาตรา 900 วรรคสอง

            การลงลายมือชื่อนั้นต้องเป็นการลงลายมือชื่อที่แท้จริงซึ่งต่างกับสัญญากู้ทั่วๆไป ที่เขียนหนังสือไม่ได้อ่านไม่ออกก็ใช้พิมพ์ลายนิ้วมือ แทนได้

            ลายมือชื่อนั้นไม่มีกฎหมายบัญญัติมอบอำนาจให้ลงลายมือชื่อแทนกันได้ ถ้าจะมอบก็ต้องมอบให้ไปเป็นตัวแทนได้เท่านั้น

เช่น ก จะให้ ข ไปลงลายมือชื่อ แทน ก โดยลงว่า ก ไม่ได้ จะทำได้ก็แค่มอบอำนาจให้เป็นตัวแทน ยกเว้นเรื่องเดียวคือในเรื่องตั๋วเงิน มาตรา 1008  ภายในบังคับแห่งบทบัญญัติทั้งหลายในประมวลกฎหมายนี้ เมื่อใดลายมือชื่อในตั๋วเงินเป็นลายมือปลอมก็ดี เป็นลายมือชื่อลงไว้โดยที่บุคคลซึ่งอ้างเอาเป็นเจ้าของลายมือชื่อนั้นมิได้มอบอำนาจให้ลงก็ดี ท่านว่าลายมือชื่อปลอมหรือลงปราศจากอำนาจเช่นนั้นเป็นอันใช้ไม่ได้เลย ใครจะอ้างอิงอาศัยแสวงสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อยึดหน่วงตั๋วเงินไว้ก็ดี เพื่อทำให้ตั๋วนั้นหลุดพ้นก็ดี หรือเพื่อบังคับการใช้ เงินเอาแก่คู่สัญญาแห่งตั๋วนั้นคนใดคนหนึ่งก็ดี ท่านว่าไม่อาจจะทำได้เป็นอันขาด เว้นแต่คู่สัญญาฝ่ายซึ่งจะพึงถูกยึดหน่วงหรือถูกบังคับใช้เงินนั้นจะอยู่ในฐานเป็นผู้ต้องตัดบทมิให้ยกข้อลายมือชื่อปลอม หรือข้อลงลายมือชื่อปราศจากอำนาจนั้นขึ้นเป็นข้อต่อสู้

             แต่ข้อความใด ๆ อันกล่าวมาในมาตรานี้ ท่านมิให้กระทบกระทั่งถึงการให้สัตยาบันแก่ลายมือชื่อซึ่งลงไว้โดยปราศจากอำนาจแต่หากไม่ถึงแก่เป็นลายมือปลอม

บอกว่ามีการให้สัตยาบัน แก่รายมือชื่อที่ลงไว้โดยปราศจากอำนาจ ก็เป็นเรื่องพิเศษ คือเจ้าของลายมือชื่ออาจมอบ อำนาจให้บุคคลอื่น ลงลายมือชื่อในตั๋วเงินได้ ก็เป็นเพียงทฤษฎี บอกว่ากฎหมายให้ทำได้ เหตุที่เป็นอย่างนั้นเพราะเราลอกกฎหมายต่างประเทศเอาเป็นว่ารู้กันว่า กฎหมายให้ลงลายมือชื่อแทนได้ในตั๋วเงินแล้วกัน

            การลงลายมือชื่อต้องเป็นการลงลายมือชื่อที่แท้จริงเท่านั้น แกงไดลายพิมพ์นิ้วมือ ถึงแม้มีพยานรับรองหาได้มีผลเป็นการลงลายมือชื่อไม่ ผู้สั่งจ่ายหรือสลักหลังเช็ค ปัญหาอีกคือ มาตรา 900วรรคสองยกเว้นมาตรา 9  เมื่อมีกิจการอันใดซึ่งกฎหมายบังคับให้ทำเป็นหนังสือ บุคคลผู้จะต้องทำหนังสือไม่จำเป็นต้องเขียนเอง  แต่หนังสือนั้นต้องลงลายมือชื่อของบุคคลนั้น

                                ลายพิมพ์นิ้วมือ แกงได ตราประทับ หรือเครื่องหมายอื่นทำนองเช่นว่านั้นที่ทำลงในเอกสารแทนการลงลายมือชื่อ หากมีพยานลงลายมือชื่อรับรองไว้ด้วยสองคนแล้วให้ถือเสมอกับลงลายมือชื่อ

                                ความในวรรคสองไม่ใช้บังคับแก่การลงลายพิมพ์นิ้วมือ แกงได ตราประทับหรือเครื่องหมายอื่นทำนองเช่นว่านั้น  ซึ่งทำลงในเอกสารที่ทำต่อหน้าพนักงานเจ้าหน้าที่ คือห้ามใช้ แกงได ต่างๆ

            ทางตำรายังมีข้อถกเถียงกันอยู่ในเรื่องตราประทับ ว่าถือว่าได้หรือไม่ ก็มีบางความเห็นว่าต้องตีความเคร่งครัด ในมาตรา 900 วรรคสองต่างกับ มาตรา 9

            แต่ฝ่ายศาลไม่เห็นเช่นนั้น เห็นว่า เคร่งครัดกว่า นั้น ก็คือในเครื่องหมายอย่างหนึ่งอย่างใดไง และ ขนาดลายพิมพ์นิ้วมือยังไม่ได้เลย แล้วตราประทับที่ปลอมง่ายกว่า ทำไมจะมาทำได้

            เมื่อสักครู่ลืมพูดไปว่าลายมือคนเราเนี่ยเปลี่ยนได้

 

 

 

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages