สรุปคำบรรยาย พระธรรมนูญศาล ภาค 2/61 ครั้งที 12

810 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
Feb 24, 2009, 11:16:33 PM2/24/09
to LAWSIAM, lawsiam com, TRAITHEP tupkit

หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า  kankokub  ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์อนันต์ ชุมวิสูตร ผู้บรรยาย   , ผู้ก่อตั้ง lawsiamgooglegroups และ คุณแบ่งปัน ที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า

ครั้งที่ 12 ( 19/02/52 ) เริ่มอธิบายในส่วนของพระธรรมนูญศาลครั้งที่ 6

 

 25( 5 ) มีอยู่ 2 กรอบ กรอบแรกในคดีอาญา อำนาจผู้พิพากษาคนเดียวหรือศาลแขวงนี่คือประตูที่หนึ่งในการนำคดีอาญา ถ้าหากโทษตามกฎหมายเกินกว่า 3 ปี หรือ 6 หมื่นบาทกรอบในการอำนาจนายเดียว

            กรอบที่สองคือกรอบเรื่องการลงโทษ คือ ลงโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือนปรับไม่เกิน หนึ่งบาท

ทั้งสองกรอบ มีหลักเกณฑ์ในการใช้งาน

 ถ้าเป็นการฟ้องกรรมเดียว ก็ดูบทที่หนักที่สุด ตามฟ้องโจทก์มาดู ว่าโทษจำเกิน 3 ปีหรือไม่ครับ โทษปรับเกิน 6 หมื่นบาทหรือไม่ครับ  ตามมาตรา 90 ป.อ.

            อันที่สอง ถ้าเป็นกอบการลงโทษก็เหมือนกันก็ดูบทหนังตามอาญา ให้ดูโทษสุทธิจริงๆว่าเกิน หรือไม่

            ถ้าเป็นความผิดหลายกรรม ให้ลงโทษเรียงกระทง เวลาดูว่าฟ้องได้หรือไม่ให้ดูอัตราโทษแยกกระทงไป กระทงใดเกินก็ไม่ได้ ไม่เกินก็ได้

ฎ.2887/2540

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326,328,83 ต่อศาลแขวง โดยบรรยายฟ้องแยกเป็น 3 ข้อ แต่ละข้อวันเวลาเกิดเหตุต่างกันและการกระทำของจำเลยไม่เหมือนกันแต่ละกรรมเป็นความผิดสำเร็จในตัวเองจึงเป็นความผิดหลายกรรมมิใช่เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทที่ศาลจะต้องลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 เมื่อปรากฏว่าความผิดฟ้องข้อ 1เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษาได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 15 ประกอบด้วยมาตรา 22(5)ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงก็ชอบที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ตามฟ้องข้อ 1 นี้ได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติดังกล่าวแล้วมีคำสั่งไปตามรูปคดีแม้ว่าความผิดตามฟ้องข้อ 2 และข้อ 3 จะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสองปีและปรับไม่เกิน 200,000 บาท เกินอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงก็ตาม

กรอบลงโทษก็เหมือนกันครับว่าแต่ล่ะกระทงนี้ลงโทษเกิด 6 เดือนหรือไม่ ปรับเกิน 1 หมื่นหรือไม่

 ถามว่าถ้าข้อหาพยายาม จะคิดโทษอย่างไร ก็ต้องคิดโทษ 2 ใน 3 แล้วมาเทียบอัตราโทษว่าเกินหรือไม่

หรือฟ้องเด็ก เป็นจำเลย กว่า 10 ปี แต่ไม่เกิน 15 ปัจจุบันเด็กไม่ต้องรับโทษ หรือฟ้องบุคคลเกิน 15 แต่ไม่เกิน 18 ก็ลดมาตราส่วนโทษ กึ่งหนึ่ง จากข้อหาผิดสำเร็จ

ถ้าฟ้องบุคคลอายุกว่า 18 แต่ไม่เกิน 20 ศาลจะมีดุลพินิจจะลดโทษหรือไม่ก็ได้  ก็ดู 76 ป.อ. ต้องสมมุติในใจว่าคดีนี้ไม่มีการลดโทษเลย จะลงโทษได้หรือไม่ หรือฟ้องเป็นผู้สนับสนุน ก็หลักคิดเดียวกันว่าให้คิดโทษหลังจากที่ได้คำนวณตามฐานนั้นแล้ว

ปัญญาจะเกิดกรณีฟ้องอาญาแล้วได้ขอเพิ่มโทษมาด้วย เวลาดูว่าฟ้องศาลแขวงได้หรือไม่นั้นอย่าพึ่งไปเพิ่มโทษ เพราะถ้าจะติดจะไปติดกรอบ 2 เสียมากกว่า

ฎ. 4189/2550 เทียบนัยยะฎีกานี้ได้

การที่จะพิจารณาว่าคดีใดต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง หรือไม่นั้น ต้องพิจารณาเป็นรายกระทงความผิดและกำหนดโทษสุดท้ายที่จำเลยได้รับ ซึ่งการเพิ่มโทษจำเลยในความผิดใด โทษที่เพิ่มขึ้นก็ย่อมรวมเป็นโทษที่ศาลจะนำไปกำหนดโทษสุดท้ายที่จำเลยได้รับในความผิดนั้น ดังนั้น จึงต้องนำการเพิ่มโทษมาคำนวณในการใช้สิทธิฎีกาด้วย

 

 ถ้าคดีที่โจทก์ฟ้องได้ระบุมาหลายมาตรามีบททั่วไปและบทฉกรรจ์ด้วย  เวลาพิจารณารับฟ้องให้พิจารณาบทฉกรรจ์ว่ารับฟ้องได้หรือไม่

            เน้นคราวที่แล้วว่าถ้าศาลรอลงอาญา โทษที่ศาลลงเกินหกเดือน จะพิพากษาได้หรือไม่ ขอย้ำ 5943/48 บอกว่าไม่ได้นะครับ ต้องสองนายเซ็นนะครับ นายเดีวเซ็นไม่ได้

            ถ้าคดีก่อนโน้นรอการกำหนดโทษ การกำหนดโทษคดีก่อนนั้นและคดีก่อนต้องพิจารณาแยกกันสองคดีเลยนะครับ

            ต่างกับการรอลงโทษ ที่คิดเฉพาะคดีนี้เท่านั้นถ้าคดีนี้ ลงไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน  1 หมื่น ลงได้เลยแม้พอบวกโทษรอแล้วจะเกินก็ตาม

            การนับโทษต่อถือหลักคล้ายเรื่อง รอ คือดูคดีปัจจุบันอย่างเดียว

            วิธีการเพื่อความปลอดภัยไม่ใช่โทษ ลงได้ตลอด

            นี่คือหลักๆ ทางอาญา ต่อไปเรื่องคดีแพ่ง

25 ( 4 ) คืออำนาจ ผู้พิพากษานายเดียวในคดีแพ่งหากบวก 17 ก็เป็นศาลแขวงเลยนะครับ

จังหว่ะแรก    ต้องเป็นเรื่องมีทุนทรัพย์ก่อน

จังหว่ะสอง ถึงมามองว่ามีกี่บาท ต้องไม่เกิน 3 แสนบาทนะครับ

 มีหรือไม่มีทุนทรัพย์ ในเรื่องวิธีพิจารณาใช้เรื่องนี้ เยอะมากใช้หลักเดียวในเรื่องอุทธรณ์ฎีกาเลย อธิบายซ้ำก็ได้ คือ ดูท้ายฟ้อง ถ้า ขอแล้วโจทก์ชนะคดีนี้ตามฟ้อง ถามต่อไปว่าโจทก์จะได้กรรมสิทธิ์หรือทรัพย์สินที่พิพาทมาเป็นของโจทก์หรือไม่

ฎ.1965/2550

โจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดลพบุรีขอให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท จำเลยให้การว่า จำเลยอยู่ในที่ดินดังกล่าวโดยอาศัยสิทธิของผู้ร้องสอด ซึ่งถือไม่ได้ว่าจำเลยต่อสู้กรรมสิทธิ์จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ แต่เมื่อผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดโดยอ้างว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้องสอด มอบหมายให้จำเลยดูแลทำประโยชน์ตลอดมาผู้ร้องสอดมีความจำเป็นที่จะต้องขอเข้ามาเป็นคู่ความในคดี ตามป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) ขอให้พิพากษาห้ามโจทก์เข้าเกี่ยวข้องหรือกระทำการใดๆ หรืออ้างสิทธิในที่ดินพิพาท ศาลจังหวัดลพบุรีมีคำสั่งอนุญาต คำร้องสอดของผู้ร้องสอดถือเสมือนเป็นคำให้การและฟ้องแย้งโจทก์อยู่ในตัว จึงมีผลเปลี่ยนคดีจากคดีไม่มีทุนทรัพย์เป็นคดีที่มีทุนทรัพย์ เมื่อที่ดินพิพาทมีราคา 225,000 บาท ซึ่งไม่เกิน 300,000 บาท จึงอยู่ในอำนาจของศาลแขวงลพบุรีที่จะพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) ศาลจังหวัดลพบุรีจึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษา ชอบที่จะมีคำสั่งให้โอนคดีไปยังศาลแขวงลพบุรีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคสี่

ผู้ร้องสอดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) มีสิทธิเสมือนหนึ่งว่าตนได้ฟ้องหรือถูกฟ้องเป็นคดีเรื่องใหม่ตามมาตรา 58 จึงถือได้ว่าผู้ร้องสอดได้ถูกโจทก์ฟ้องเป็นจำเลยร่วมกับจำเลยด้วย ทั้งคดีระหว่างโจทก์และผู้ร้องสอดเป็นคดีฟ้องเรียกอสังหาริมทรัพย์ซึ่งมาตรา 142 (1) บัญญัติว่า ให้พึงเข้าใจว่าเป็นประเภทเดียวกับฟ้องขอให้ขับไล่ ดังนั้น หากศาลแขวงลพบุรีพิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ศาลแขวงลพบุรีย่อมมีอำนาจพิพากษาให้ขับไล่ผู้ร้องสอดและจำเลยซึ่งเป็นบริวารของผู้ร้องสอดได้ การที่ศาลแขวงลพบุรีมีคำสั่งไม่รับโอนคดีนี้ไว้พิจารณา จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

 

ฎ.5971/2544

โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกแบ่งที่ดินทรัพย์มรดกแก่โจทก์ทั้งสี่ซึ่งเป็นทายาทคนละ 1 ส่วน รวม 4 ส่วน ใน 9 ส่วนคิดเป็นเงินรวม 279,632 บาท จำเลยให้การว่าที่ดินดังกล่าวมิใช่ทรัพย์มรดก แม้โจทก์ทั้งสี่ฟ้องรวมกันมา การอุทธรณ์ฎีกาก็ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกันเพราะเป็นเรื่องโจทก์แต่ละคนใช้สิทธิเฉพาะของตน เมื่อที่ดินแต่ละส่วนที่โจทก์แต่ละคนฟ้องขอแบ่งมีราคาไม่เกิน 200,000 บาท จึงต้องห้ามคู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสี่ฟังไม่ได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นมรดกเป็นฎีกาโต้เถียงข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว

 

ถ้านำคดีอย่างนี้มาฟ้องศาลแขวง หรือ ศาลจังหวัดถามว่านายเดียวสั่งได้หรือไม่ ถ้าเป็นเรื่องสิทธิของโจทก์แยกได้หรือไม่ ก็ต้องคิดแยกเป็นรายคน

ฎ.2180/2517

โจทก์และจำเลยต่างเป็นบุตรของ ย. แต่ต่างมารดากันมารดาโจทก์และมารดาจำเลยอยู่กินเป็นสามีภริยากับ ย.มาก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5. ใครจะเป็นภริยาหลวงหรือภริยาน้อยก็ตาม ก็อยู่ในฐานะเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของ ย. ด้วยกันทั้งคู่ การที่สามีจะยกสินสมรสซึ่งเป็นสินบริคณห์ให้แก่ผู้ใดโดยเสน่หานั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1473 สามีต้องได้รับความยินยอมของภริยาเสียก่อน เว้นแต่จะเป็นการให้ตามสมควรในทางศีลธรรมอันดีงามหรือในทางสังคม และตามมาตรา 1476การใดที่สามีหรือภริยากระทำซึ่งต้องรับความยินยอมจากกัน. ถ้าการนั้นมีกฎหมายบัญญัติให้ทำเป็นหนังสือหรือให้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ความยินยอมนั้นต้องทำเป็นหนังสือ ในระหว่างสมรส ย. ทำนิติกรรมจดทะเบียนยกที่พิพาทพร้อมด้วยสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นสินสมรสให้แก่จำเลยโดยเสน่หา การให้ในกรณีนี้ถือไม่ได้ว่าเป็นการให้ตามสมควรในทางศีลธรรมอันดีงามหรือในทางสมาคม เมื่อไม่ปรากฏว่าภริยาของ ย. ได้ให้ความยินยอมเป็นหนังสือ การให้ดังกล่าวแล้วจึงไม่สมบูรณ์ หลังจากบิดาและมารดาโจทก์ถึงแก่ความตาย โจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรมของมารดาซึ่งเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของ ย. เป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์พิพาทย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้โดยเสน่หานี้ได้

โจทก์กล่าวอ้างในฟ้องว่า ย. ได้ทำนิติกรรมยกที่พิพาทให้แก่จำเลย โดยมิได้รับความยินยอมของมารดาโจทก์ซึ่งเป็นภริยาของ ย. จำเลยให้การต่อสู้ว่าย. ได้ยกที่พิพาทให้ด้วยความรู้เห็นยินยอมของมารดาจำเลยซึ่งเป็นภริยาอีกคนหนึ่งของ ย. แล้ว ดังนี้ ปัญหาเรื่องความยินยอมจึงเป็นประเด็นแห่งคดีมาตั้งแต่เริ่มแรก เมื่อมีกฎหมายบัญญัติว่าความยินยอมต้องทำเป็นหนังสือ ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาคดีให้เป็นไปตามตัวบทกฎหมายได้

โจทก์เป็นบุตรและทายาทของ ย. การที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมให้โดยเสน่หา ย่อมเป็นการฟ้องเรียกร้องให้ได้ทรัพย์พิพาทกลับคืนมาเป็นทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์แก่โจทก์ผู้เป็นทายาท จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์

 

เป้าหมายการถอนเพื่อให้โจทก์ได้อะไร ต้องคิดให้ได้

ฎ.5332/2534

 

โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าพินัยกรรมเป็นโมฆะ เป็นการเรียกร้องให้ทรัพย์ตามพินัยกรรมคืนมาเป็นทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์แก่โจทก์ผู้เป็นทายาท เป็นคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้จึงเป็นคดีที่มีทุนทรัพย์ตามราคาทรัพย์ที่ระบุไว้ในพินัยกรรม.

ฎ.853/2517

 โจทก์ยื่นคำฟ้องความว่า โจทก์ตกลงจำนองที่ดินไว้แก่จำเลย แต่โจทก์จำเลยทำสัญญาขายฝากและจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินก่อนสัญญาถึงกำหนด โจทก์ขอไถ่ จำเลยบ่ายเบี่ยงเพื่อจำเลยจะได้อ้างกรรมสิทธิ์ต่อโจทก์ เป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต สัญญาขายฝากนั้นเป็นนิติกรรมอำพรางเป็นการแสดงเจตนาลวงด้วยสมรู้กันระหว่างคู่กรณีย่อมเป็นโมฆะ ขอให้เพิกถอนสัญญาขายฝาก และให้จำเลยส่งมอบโฉนดให้แก่โจทก์ ดังนี้ ตามคำฟ้องของโจทก์ เป็นการฟ้องเพื่อเรียกเอาคืนซึ่งกรรมสิทธิ์จากจำเลย โดยอ้างว่านิติกรรมที่ได้ทำไว้ต่อกันนั้นเสื่อมเสีย คำขอของโจทก์จึงเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์ซึ่งอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ อันจะต้องเสียค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์หรือราคาที่ดิน เมื่อศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมให้ครบภายใน 15วัน แต่โจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนั้น ศาลก็ต้องสั่งไม่รับฟ้องของโจทก์

 

โจทก์ชาวบ้านฟ้องเป็นของตน จำเลยพิพาทอ้างว่าเป็นที่สาธารณะ อันนี้ถ้าชนะก็กลายเป็นโจทก์ได้ที่กลับคืนมาเป็นคดีมีทุนทรัพย์

ฎ.6186/2540

ประเด็นที่โจทก์จำเลยที่ 1 โต้เถียงกันในชั้นฎีกาตามฟ้องและฟ้องแย้งมีว่า ที่พิพาทเป็นของโจทก์หรือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งหากที่พิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินและจำเลยที่ 1 มีอำนาจหน้าที่ครอบครองดูแลรักษาตามกฎหมายถ้าโจทก์ชนะคดีย่อมมีผลทำให้โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่พิพาทประโยชน์ที่โจทก์ได้ตามฟ้องหรือประโยชน์ที่จำเลยที่ 1ได้ตามฟ้องแย้งย่อมเป็นการปลดเปลื้องทุกข์ที่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ จึงเป็นการพิพาทกันด้วยเรื่องความเป็นเจ้าของแห่งที่พิพาท จึงเป็นคำขอหรือคดีมีทุนทรัพย์ แม้โจทก์จะมีคำขอด้วยว่า ให้จำเลยที่ 1 รื้อถอนอาคารรุกล้ำออกไปจากที่พิพาทและห้ามเกี่ยวข้องก็ดีหรือจำเลยที่ 1 จะมีคำขอตามฟ้องแย้งด้วยว่า ให้โจทก์รื้อถอนส่วนของอาคารที่รุกล้ำและออกไปจากที่พิพาทก็ดี ก็เป็นเพียงผลต่อเนื่องในประเด็นหลักเรื่องที่พิพาทเป็นของโจทก์หรือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเพราะเมื่อรับฟ้องได้ว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ จำเลยที่ 1ก็ต้องรื้อถอนอาคารออกไปในตัวหรือเมื่อรับฟังได้ว่าที่พิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามฟ้องแย้ง โจทก์ก็ต้องรื้อถอนบางส่วนของอาคารที่รุกล้ำและออกจากที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินไปในตัว คำขอส่วนนี้จึงถือไม่ได้ว่าเป็นคำขอที่ไม่มีทุนทรัพย์แยกต่างหากจากคำขอที่มีทุนทรัพย์ดังกล่าวและเมื่อราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาตามฟ้องหรือตามฟ้องแย้งเป็นจำนวนไม่เกินสองแสนบาท คดีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

บางครั้งเป็นคดีที่ปนมาระหว่างไม่มีทุนทรัพย์กับมี อย่าเหมาว่าเป็นคดีต่อเนื่องทั้งหมด

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages