<A HREF="http://www.thaijustice.com/webboard.asp?sub=0&id=1506160">สรุปคำบรรยายวิชา กฎหมายแรงงาน (ค่ำ) ครั้งที่ 1 Link </A>
<A HREF="http://www.thaijustice.com/webboard.asp?sub=0&id=1513307">สรุปคำบรรยายวิชา กฎหมายแรงงาน (ค่ำ) ครั้งที่ 2 </A>
ครั้งที่ 3 . พ 8 มิถุนายน 2553
ถ้าในตัวบทมีคำยาวกว่านี้ก็เป็นการขยายความ ค่าจ้างที่เกิดจากการทำงาน ก็มีสองประเภทใหญ่คือค่าจ้างที่เกิดจากการทำงานกับค่าจ้างที่ไม่ได้เกิดจากการทำงาน คือเงินที่ได้จากวันหยุดกับวันลา เพราะฉะนั้นค่าจ้างจึงมีอยู่สองประเภทคือ ค่าจ้างในวันหยุดและวันลา สำหรับค่าจ้าง ก็คือ
เงินที่นายจ้างตกลงจ่ายให้แก่ลูกจ้างเพื่อตอบแทนการทำงาน จ่ายเพื่อให้ลูกจ้างทำงานในเวลาปกติของการทำงาน
ถ้าไม่เข้าก็มีองค์ประกอบที่สำคัญคือ เงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้าง ต้องเป็นเงินจะเป็นสิ่งของไม่ได้ และคนจ่ายก็คือนายจ้าง คนรับก็คือลูกจ้าง จ่ายตามสัญญาจ้างแรงงานอาจารย์ได้พูดตั้งแต่ครั้งแรกว่า เข้าทำงานและจ่ายเงินให้แก่เขาอาจจะไม่ใช่เงินจากการจ้างแรงงาน ต้องมีอำนาจบังคับบัญชาก็มีตัวอย่างเยอะ ฏีกาเยอะ ก็มีคนต่อว่าอาจารย์ว่าให้มากเกินไป ถ้าต้องการรายละเอียดก็ไปเปิดฏีกานั้น และลูกจ้างจะต้องได้เป็นกรรมสิทธิ์ของตนหากไม่ได้เป็นกรรมสิทธิ์ของตนก็ต้องได้ผ่านมือลูกจ้างไปยังคนอื่น อย่างนี้ไม่ใช่ค่าจ้าง ก็มีคนถามว่าแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าผ่านมือหรือไม่ ศาลฏีกาก็ได้ตัดสินชัดเจนว่าให้ดูใบเสร็จหรือหลักฐานการจ่ายหรือใบกำกับภาษี แสดงว่าไม่ได้เป็นของตนจึงไม่ใช่ค่าจ้างก็เป็นหลักสำคัญ
ฏีกา 3173/2528
วินิจฉัยว่าค่าน้ำมันรถเหมาจ่ายรายเดือนเท่าๆกันทุกเดือนถือเป็นค่าจ้าง ไม่ต้องมีใบเสร็จนะ แล้วก็จ่ายเท่ากันทุกเดือนด้วย แล้วนายจ้างก็ไม่ได้เขียนว่านี่เป็นสวัสดิการหรือการช่วยเหลืออะไรศาลก็มาตีความว่าเป็นค่าจ้าง แต่ความจริงแล้ว ฏีกานี้สืบไม่ดี
2601/2526 เรื่องนี้ศาลฏีกาก็ตัดสินได้ว่าค่าน้ำมันรถไม่ใช่ค่าจ้างเพราะมีใบเสร็จแสดงว่าเงินนั้นไม่ใช่เงินที่จ่ายให้แก่ลูกจ้าง แสดงว่าเงินนั้นได้กับปั้มน้ำมันไม่ได้แก่ลูกจ้าง จึงไม่ใช่ค่าจ้าง สองคำพิพากษาฏีกานี้ตัดสินไม่ขัดกันนะครับ ตัดสินด้วยเหตุผลคนละอย่าง องค์ประกอบที่สองเพื่อตอบแทนการทำงาน หมายความว่าจ่ายเพื่อให้ลูกจ้างทำงาน ก็คือ ในอนุมาตราหนึ่งบอกว่า หมายถึงต้องทำงานถึงจ่ายไม่ทำงานไม่จ่าย
เช่นเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างที่ทำงานรายวัน ในวันที่มาทำงานนั่นเป็นเงินที่จ่ายเพื่อตอบแทนการทำงาน หรือลูกจ้างที่ทำงานเป็นรายชั่วโมง หรือลูกจ้างที่ทำงานตามผลของงาน มีมากก็ได้มากมีน้อยก็ได้น้อย ไม่มีผลงานก็ไม่ได้เลย เช่นเย็บเสื้อโหลตัวละยี่สิบบาท วันนั้นไม่ได้มาเย็บป่วย แต่ไม่ได้ลาป่วยก็ไม่ได้สักบาท นี่เข้าใจไม่ยาก
ถือว่าตอบแทนการทำงาน ก็คือเงินที่นายจ้างตกลงจ่ายให้ลูกจ้างที่ต้องมาทำงานในกรณีพิเศษจากการทำงานทั่วไป เช่นค่าตำแหน่งเป็นค่าจ้างหรือไม่ เป็นการตอบแทนการทำงานหรือไม่ ก็ตั้งคำถามง่ายๆว่าถ้าไม่มาทำงานนั้นนายจ้างจ่ายหรือไม่ ก็ตอบว่าไม่
ค่าเบี้ยกันดาร หมายถึง ลูกจ้างทำงานในท้องที่ที่ลำบาก ถามว่าเบี้ยกันดาร จ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานหรือไม่ ก็ถ้าเขาไม่มาทำก็ไม่จ่าย
ค่าวิชาชีพ กันสมองไหล ไปจ้างนายแพทย์ วิศวกร โปรแกรมเมอร์ ก็มีค่าวิชาชีพ ก็ตั้งง่ายๆว่าถ้าไม่ทำให้แก่นายจ้าง นายจ้างจ่ายหรือไม่ก็ไม่จ่าย ที่จ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานในวิชาชีพ ค่ากะดึกคนไม่อยากทำ ทำก็ลำบาก กลับก็ลำบาก ก็เลยให้เงินตอบแทนเรียกว่าค่ากะดึกเป็นการตอบแทนการทำงานหรือไม่ ก็ตั้งคำถามง่ายๆว่าถ้าเขาไม่ทำงานดึกจะจ่ายเงินตัวนี้หรือไม่
หรือค่าครองชีพต่างจังหวัด ก็มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นก็เลยออกค่าเบี้ยเลี้ยงต่างจังหวัดเพื่อให้ไปทำงานต่างสาขาที่ต่างจังหวัด ก็เป็นการจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงาน จะตอบแทนการทำงานหรือไม่ ก็ง่ายๆ ถ้าเขาไม่มาทำงานจะจ่ายหรือไม่
หากมีจ่ายด้วยวัตถุประสงค์อย่างอื่นไม่ใช่จ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานไม่ใช่ค่าจ้าง เช่นจ่ายเป็นสวัสดิการแก่ลูกจ้าง เช่นจ่ายเพื่อช่วยเหลือลูกจ้างในค่าต่างๆที่ไม่เกี่ยวกับการทำงานโดยตรงเช่นค่าอาหาร ค่าพาหนะ ค่าที่พัก ค่ารักษาพยาบาล ค่าเครื่องแบบค่าชุดทำงาน ค่าเลี้ยงดูบุตร เงินณาปนกิจศพ เงินโบนัส
ตรงนี้คนสงสัย ศาลให้เหตุผลว่าเป็นขวัญและกำลังใจ ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าโทรสับ โดยเฉพาะค่าโทรสับ ก็เป็นการช่วยเหลือลูกจ้างติดต่อไม่ใช่เรื่องงาน
ค่าประกันชีวิตค่าประกันอุบัตเหตุหมายถึงจ่ายเป็นเงินสวัสดิการ มีคำพิพากษาศาลฏีกาแล้วทั้งสิ้นและเวลาออกสอบไม่ว่าสถาบันไหนจะไม่ถามตรงๆว่าค่าจ้างคืออะไร เป็นค่าจ้างหรือไม่ ถ้ามาถามโต้งๆอย่างนี้หมูเกินไป แล้วจะถามตรงไหน ตอบว่ามันจะไปแทรกเป็นยาดำในเรื่องค่าชดเชย
ค่าเช่าบ้านซึ่งไม่ใช่ค่าจ้าง เราก็คิดไป
จ่ายเพื่อให้เขาออกจากงาน เช่นค่าชดเชยก็หมายความว่าเขาต้องถูกเลิกจ้างถึงจะได้ สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ไม่ใช่ค่าจ้างครับ ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมก็ไม่ใช่เงินที่จ่ายเพื่อให้ลูกจ้างทำงาน เพราะฉะนั้น องค์ประกอบที่สองนี่สำคัญยิ่ง และประเด็นที่ออกสอบมัก ประเด็นเพื่อตอบแทนการทำงาน
องค์สามคือ สำหรับการทำงานในวันปกติของการทำงานปกติ และเวลาทำงานปกติ ต้องสองปกติ คือ วันปกติ และเวลาปกติ
นั่นคือทำงานในเวลาปกติ ก็คือวันทำงานที่ได้บรรยายแล้วในครั้งที่แล้ว หากอนุมาตราสาม หากตอบแทนเวลาทำงานปกติของวันหยุด ยกตัวอย่างบริษัท ก ทำงานวันจันทร์ถึงวันศุกร์ คือเวลาทำงานปกติ ถ้าลูกจ้างทำงานในวันจันทร์ถึงวันศุกร์แล้วได้เงินไป เงินที่ได้เรียกว่าค่าจ้างในวันทำงาน ส่วนในวันเสาร์วันอาทิตย์ที่เป็นวันหยุดประจำสัปดาห์ เงินเช่นนั้นเขาเรียกว่าค่าจ้างในวันหยุด เพราะฉะนั้นองค์ประกอบที่สามก็สำคัญ ค่าทำงานในวันหยุดไม่ใช่ค่าจ้าง ตอบแทนในวันทำงานปกติ แต่เวลาไม่ปกติก็ไม่เรียกค่าจ้าง ก็เรียกค่าล่วงเวลา หากตอบแทนการทำงานในวันหยุด เงินที่ได้ก็ไม่เรียกค่าจ้าง เรียกค่าล่วงเวลาในวันหยุด พอพูดถึงตรงนี้ก็ต้องจับหลักให้ได้ เนื่องจากการทำงานมีสี่อย่างที่สำคัญ สี่อย่างที่สำคัญต้องหนึ่งค่าจ้างตอบแทน วันเวลาปกติ ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด ค่าล่วงเวลาในวันหยุด ต้องทำนอกเวลาหรือเกินเวลา ถ้าเราจำหลักตรงนี้ได้ค่าจ้างค่าตอบแทนก็หมู เวลาตอบกฎหมายแรงงานตอบแล้วคะแนนไม่ดีทั้งๆที่เขาใจว่าตอบถูก แต่จริงแล้วไม่ถูกนะครับ หลักไม่แม่นก็โยงไปโยงมา ถ้าเข้าสามองค์ประกอบมันก็ไม่ใช่ค่าจ้าง หลักเกณฑ์ที่ไม่ใช่ มาพิจารณาว่า เป็นค่าจ้างหรือไม่
เงินที่จ่ายประจำและจ่ายแน่นอน ไม่นำมาพิจารณาบางครั้งจ่ายประจำและแน่นอนไม่จ่ายเพื่อการทำงาน ก็ไม่เป็นค่าจ้าง เช่น ค่าเช่าบ้าน ตรงนี้พลาดกันบ่อยครับ ถ้าวัตถุประสงค์ของเขาไม่ใช่ มันเป็นสวัสดิการ
และที่พลาดคือ อะไรเป็นเงินได้ ไม่ใช่หลักเกณฑ์มาพิจารณา ค่าจ้างอยู่ในกฎหมายแรงงาน ส่วนเงินได้นั้นอยู่ในประมวลรัษฏากรณ์ เงินสวัสดิการต้องเสียภาษีครับ แต่มันก็ไม่เป็นค่าจ้าง
เมื่อรู้อย่างนี้แล้วต่อไปเราพูดเรื่องค่าจ้างที่ไม่ได้ตอบแทนการทำงาน
1. ค่าจ้างในวันหยุด อันนี้คือมาตรา 56 มีอยู่สามอนุมาตรา
ลูกจ้างทุกประเภทมีสิทธิได้ ค่าจ้างวันหยุด ในวันทำงาน เว้นแต่วันหยุดประจำสัปดาห์ รายวันรายชั่วโมง รายผลงานไม่ได้ ค่าจ้างในวันหยุดกับค่าทำงานในวันหยุดไม่เหมือนกันนะครับ อย่ามั่วนะครับ ถ้าพวกที่เรียนนิติศาสตร์ตอบอย่างนี้ ศูนย์นะครับ
มันต่างกันตรงทำงาน เพราะฉะนั้นหลักเราแม่นไม่ว่าใครขยับเขยือนหลอกอย่างไรก็ไม่หลง
หรือประเภทที่สองคือ ค่าจ้างในวันลาคือเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันลาโดยไม่ต้องทำงาน
วันลามีหกประเภทและหนึ่งประเภทซ่อนอยู่ในแรงงานสัมพันธ์ ก็คือการลาเพื่อกิจการสหภาพ เอาในคุ้มครองแรงงานก่อนครับ
มาตรา 57 วรรคหนึ่ง ลาป่วยรวมแล้วปีหนึ่งไม่เกินสามสิบวันทำงาน ลาได้ตลอดเวลาที่ป่วย และมีโอกาสได้ค่าจ้าง
ค่าจ้างในวันลาเพื่อทำหมั้น ก็คือ 57 วรรคสอง ตามที่แพทย์กำหนดและออกใบรับรอง
วันลารับราขการทหารตามมาตรา 58 มีสิทธิที่จะลาและได้ค่าจ้างตลอดเวลาที่จะลา ทดลองความพรั่งพร้อมแต่รวมแล้วปีหนึ่งไม่เกินหกสิบวัน
ค่าจ้างในวันลาคลอดบุตร ครรภ์หนึ่งไม่เกินเก้าสิบวัน และมีสิทธิได้จากนายจ้างครรภ์ละไม่เกินสี่สิบห้าวัน
นี่คือค่าจ้างในวันลาซึ่งอยู่ในกฎหมายคุ้มครองแรงงานสี่ประเภท มีอยู่สองประเภทที่ไม่ได้ค่าจ้างคือหนึ่ง ลาเพื่อฝึกอบรมไม่ได้ค่าจ้างครับ กับลาเพื่อลากิจ ลากิจธุระจำเป็นไม่ได้เงินครับไม่ได้ค่าจ้างครับ บางคนก็อาจจะเถียงว่าได้รับนิ ถ้านายจ้างเขามีระเบียบข้อบังคับ ไม่ได้ครับ และประเภทที่เจ็ด หรือประเภทที่ห้าที่ได้เงิน คือลาเพื่อกิจการสหภาพ ถือเป็นวันทำงานจึงมีสิทธิได้ค่าจ้าง
สรุปอีกครั้งค่าจ้างมีสองประเภท หนึ่งได้จากการทำงานสอง ไม่ต้องทำงานครับ อาจารย์ยกตัวอย่างสมมุติบริษัท ก ทำงาน จ – ศ 8 โมงเช้าถึงห้าโมงเย็น นายดำทำงานให้แก่บริษัท ก ได้รับเงินเดือนๆ ละหมื่นห้า เป็นค่าจ้างในวันทำงาน หรือไม่ กี่วันครับ อาจจะ 22 วัน 21 วัน วันหยุดประจำสัปดาห์เงินที่ได้ เรียกว่าค่าจ้างในวันหยุดประจำสัปดาห์ เมษายน วันสงกรานมีวันหยุดประเพณี มีวันฟันหลอ อาจจะวันหรือสองวัน ก็ถือโอกาสลาหยุดพักผ่อนประจำปี ระหว่างที่ไปเที่ยวเชียงใหม่ โดนมอเตอร์ไซต์ชน หามส่งโรงพยาบาลนอนรักษาตัวสามวัน เงินนั้นได้ค่าจ้างครบสามสิบวันนะครับ
ต่อไปเป็นตัวอย่างคดี เงินเดือนถือเป็นค่าจ้าง เราก็เอาองค์ประกอบสามองค์ประกอบมาดู
จ่ายให้แก่ลูกจ้าง
จ่ายเพื่อให้ลูกจ้างทำงาน
ตอบแทนในเวลาทำงานปกติ
ค่าครองชีพก็ถือเป็นค่าจ้าง
เงินเดือนเป็นแน่นอน ค่าครองชีพก็มีปัญหาเถียงกัน เถียงกันว่าอะไร เถียงว่าไม่ใช่ค่าจ้าง เถียงว่าเป็นสวัสดิการ ซึ่งเรื่องนี้ถามว่าเป็นสวัสดิการเรื่องอะไรหล่ะ ศาลก็บอกว่ามั่วแล้วถ้าเป็นสวัสดิการต้องบอกให้ชัดว่าเป็นสวัสดิการเรื่องอะไร แล้วจะต้องทำงานนอกเวลาหรือเกินเวลา ก็ตอบว่าไม่ เพราะจ่ายเพื่อตอบแทนเวลาทำงานปกติ ค่านายหน้าเป็นค่าจ้างเพราะได้จ่ายเพื่อตอบแทนวันทำงานที่ได้ เพราะฉะนั้นค่านายหน้าใครจ่าย ถ้าไม่ได้ขายของก็ไม่จ่าย เพราะจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงาน ก็เป็นค่าจ้าง ค่าคอมมิสชั่นก็เช่นกันหลักเกณฑ์เดียวกัน
ค่าจ้างต้องเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้าง ดังนั้นค่าทิปไม่ใช่ค่าจ้าง
ค่าเช่าบ้าน ส่วนใหญ่แล้วตอบว่าไม่เป็นค่าจ้าง ส่วนฏีกาที่บอกว่าเป็น นั้นสืบไม่ดี
เพราะว่าจ่ายเพื่อตอบแทนเป็นสวัสดิการ 1437/2524
ค่าน้ำมันรถไม่เป็นค่าจ้าง เพราะจ่ายเป็นสวัสดิการไม่ได้จ่ายเพื่อตอบแทนการทำงาน ส่วนใหญ่จะเขียนว่า จ่ายเพื่อช่วยเหลือในการทำงาน ก็เป็นเงินที่จ่ายเพื่อให้ลูกจ้างในการทำงาน มันก็น่าจะเป็นค่าจ้างสิก็ตอบว่าไม่เป็นเพราะเงินนั้นไม่ได้แก่ลูกจ้าง มันไม่เข้าหลักเกณฑ์ข้อแรกอยู่ดีนะครับ
แต่เงินรางวัลประจำปีไม่เป็นค่าจ้างนะครับ เงินรางวัลประจำปีกับโบนัส เป็นเบี้ยขยันพิเศษ เพื่อตอบแทนขวัญและกำลังใจทำนองเดียวกับสวัสดิการ
เราก็ต้องตอบว่าไม่ใช่จ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานจึงไม่ใช่ค่าจ้าง
ค่าอาหารไม่เป็นค่าจ้างเพราะจ่ายเพื่อเป็นสวัสดิการ มีลูกศิษย์เถียงอาจารย์ไปคิดข้ามช็อต ว่า ถ้าไม่กินข้าวแล้วจะทำงานได้อย่างไร ไม่ต้องคิดข้ามช็อตนะครับ
สิทธิช่วยเหลือบุตร ค่าภาษีตอบว่าเป็นสวัสดิการก็ได้ ค่าภาษีลูกจ้างไม่ได้รับ กรมสรรพากรเป็นผู้รับไป เป็นการช่วยเหลือในสวัสดิการ
ต้องดูนะครับ ดูในระเบียบว่านี่เขาจ่ายเพื่ออะไร หลายบริษัทจ่ายเพื่อเป็นสวัสดิการ หรือ บริษัทที่จ่ายเพื่อใช้ในการทำงาน ก็อาจตอบในแง่เหตุผลว่าลูกจ้างไม่ได้ไป ลูกจ้างได้ผ่านมือเพื่อไปให้คนอื่นเท่านั้นเอง
เงินค่ารับรองลูกค้าไม่เป็นค่าจ้างถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายในการทำงานก็ได้ เพราะลูกจ้างไม่ได้ไว้เป็นของตัว จ่ายเพื่อห้องอาหาร 1528/2548
เงินจูงใจไม่เป็นค่าจ้าง จูงใจนี้ต้องดูให้ดี ที่เป็นจูงใจต้องทำงานมากกว่ามาตรฐาน แต่ถ้าไม่ต้องทำเกินมาตรฐานได้ทุกคน เป็นเงินค่าครองชีพนะครับ เป็นค่าจ้างครับ แต่ถ้าเป็นเงินจูงใจต้องทำเกินมาตรฐาน เบี้ยขยันไม่เป็นค่าจ้าง เบี้ยขยันเป็นเงินที่ทำตอบแทนวันทำงานปกติ เวลาตอบเราก็ต้องตอบว่าไม่ได้จ่ายเพื่อตอบแทนในวันและเวลาปกติ เหตุผลที่ตอบก็คือสามอย่าง