สรุป นิติกรรมครั้งที่ 1. ( สรุปจากคำบรรยาย นิติกรรม ครั้งที่ 1-7 ภาค1สมัยที่61 )

1,507 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
May 4, 2009, 9:12:03 PM5/4/09
to LAWSIAM, lawsiam com, STDศูนย์รวบรวมและสรรสร้างข้อมูลกฎหมาย -

หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า  kankokub  ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ อธิราช มณีภาค ผู้บรรยาย   , คุณสุทธิ ทิพย์รักษา ผู้มีน้ำใจส่ง flie เสียงที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า

 

ครั้งที่ 1 . (นิติกรรม)

                ความรู้ชั้นเนฯเป็นการทบทวนความรู้ชั้นปริญญาตรี ชั้นเนฯจะเข้มงวดมาก จะเห็นได้จากการสอบ

            ต้องมีการตรวจสอบให้ถูกต้องในการทำสัญญา

              เหตุสุดวิสัยตามมาตรา 8 เหตุที่ไม่อาจป้องกันได้ แม้บุคคลที่ต้องประสบ จะใช้ความระมัดระวังก็ตาม

            เหตุสุดวิสัย กับ พ้นวิสัย มักจะออกทดสอบความต่าง อยู่ การพ้นวิสัยมันหนักเหลือเกินต้องทำไม่ได้เลยจริงๆ

.9047/2544

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 8 เหตุที่จะถือได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัยนั้นจะต้องเป็นเหตุที่เกิดขึ้นโดยไม่ใช่ความผิดของบุคคลนั้น และต้องเป็นเหตุที่ไม่สามารถป้องกันได้แม้ผู้ประสบเหตุนั้นจะได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้ว

จำเลยประกาศขายโครงการบ้านที่พักอาศัยแก่ประชาชนทั่วไปรวมทั้งโจทก์ไปแล้ว โดยที่ยังไม่ได้เตรียมเงินลงทุนไว้ให้พร้อมเสียก่อนต่อมาเกิดปัญหาเกี่ยวกับเงินลงทุนโดยสถาบันการเงินระงับการให้กู้อันเป็นผลมาจากวิกฤติเศรษฐกิจทำให้การก่อสร้างหยุดชะงักดังนี้การที่เกิดปัญหาเกี่ยวกับเงินทุนดังกล่าวเกิดขึ้น เพราะความผิดของจำเลยที่ไม่เตรียมป้องกันทั้ง ๆ ที่สามารถป้องกันได้จึงไม่ถือว่าเป็นเหตุสุดวิสัยอันจะเป็นเหตุให้จำเลยหลุดพ้นจากความรับผิด

 

เหตุสุดวิสัยต้องไม่ใช่เกิดจากผู้ประสบนั้นและต้องไม่อาจป้องกันได้แม้จะใช้ความระมัดระวังก็ตาม  

            ฎ.1074/2546

การที่โจทก์ส่งมอบข้าวเปลือกของโจทก์ให้จำเลยสีเป็นข้าวสารแล้วส่งคืนข้าวสารแก่โจทก์ โดยโจทก์ให้ค่าตอบแทนแก่จำเลยเป็นปลายข้าวและรำข้าว ถือเป็นสัญญาต่างตอบแทนอย่างหนึ่ง เมื่อขณะที่ไฟไหม้โรงสีไม่มีข้าวเปลือกแล้วมีแต่ข้าวสาร แสดงว่าข้าวสารที่จำเลยจะต้องส่งมอบแก่โจทก์เป็นทรัพย์เฉพาะสิ่งแล้ว เมื่อที่จำเลยไม่สามารถส่งมอบข้าวสารให้แก่โจทก์ได้เนื่องมาจากไฟไหม้โรงสีของจำเลย โดยไม่ปรากฏว่าเกิดจากการกระทำของผู้ใดจึงถือไม่ได้ว่าเหตุที่เกิดไฟไหม้โรงสีนั้นเนื่องมาจากพฤติการณ์ที่จำเลยต้องรับผิดชอบ การชำระหนี้ของจำเลยด้วยการส่งมอบข้าวสารแก่โจทก์ย่อมกลายเป็นพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์ซึ่งลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดชอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 219 วรรคหนึ่ง

การส่งข้าวเปลือกให้จำเลยจะทยอยส่งเป็นงวด โดยกำหนดให้จำเลยสีข้าวเปลือกให้เสร็จตามระยะเวลา แต่ไม่ปรากฏว่าเมื่อจำเลยสีข้าวเปลือกเสร็จแล้วจะต้องส่งมอบข้าวสารแก่โจทก์เมื่อใด โจทก์ก็มิได้ทวงถามให้จำเลยส่งมอบข้าวสารที่สีเสร็จแล้วแก่โจทก์และกลับได้ความว่า ในการส่งข้าวสารคืนโจทก์นั้นต้องรอคำสั่งจากโจทก์ว่าจะให้ส่งไปจำนวนเท่าใด เมื่อโจทก์ไม่ได้เรียกให้จำเลยส่งมอบข้าวสารแก่โจทก์แล้ว จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยผิดนัดในการส่งมอบข้าวสารแก่โจทก์อันจะต้องรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 217

 

            สาระสำคัญและองค์ประกอบนิติกรรม

มาตรา 149 ดูตัวบท

เพื่อจะก่อสิทธิ เปลี่ยนแปลงสิทธิ โอนสิทธิ หรือระงับสิทธิ ถ้าตั้งต้นว่านิติกรรมเป็นการเคลื่อนไหวในสิทธิต่างๆ มันยากตรงที่ว่าอย่างไรเป็นนิติกรรม อย่างไรไม่เป็นนิติกรรม

            องค์ประกอบคือ การแสดงเจตนา เพื่อให้นิติกรรมนั้นบังคับได้

            ฎ.3922/2548

            โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท ธ. ได้ขอซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวโดยให้ ม. เป็นนายหน้า ต่อมา ม. นำเอกสารให้โจทก์พิมพ์ลายนิ้วมือในหนังสือมอบอำนาจโดยมิได้กรอกข้อความ และโจทก์ยังได้มอบโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่ ม. ไปจนกระทั่งมีการกรอกข้อความในหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวว่าโจทก์มอบอำนาจให้ ส. มีอำนาจจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทได้ เป็นการกระทำที่เปิดโอกาสให้บุคคลอื่นนำหนังสือมอบอำนาจไปใช้จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทแก่จำเลยตามพฤติการณ์ของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทกระทำดังกล่าว ถือว่าโจทก์ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง โจทก์จึงไม่อาจอ้างความประมาทเลินเล่อของตนมาเป็นมูลเหตุฟ้องร้องจำเลยซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้รับจำนองโดยสุจริตและมีค่าตอบแทนเพื่อให้ตนพ้นความรับผิด โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทได้

มอบอำนาจที่มีแต่ละลายมือชื่อมันเสี่ยงเกินไป มันเสี่ยงเหลือเกิน ต้องกรอกให้พร้อมบริบูรณ์ พอได้ไปแล้ว

            ถือว่าโจทก์ไม่มีเจตนานิติกรรมเลยแต่การได้ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจนั้นถือว่าเป็นการทำนิติกรรมสมบูรณ์แล้ว ดังนั้นในการทำนิติกรรมต้องระวังทั้งในทางตรงและทางอ้อม

ทางอ้อมก็คือ ตัวไม่ได้ไปแต่ได้มอบอำนาจไป ถือว่านิติกรรมนี้ได้ทำแล้วโดยสุจริตแล้ว

            นี่ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ว่าถือเป็นการทำนิติกรรมแล้ว ดู

ฎ.6379/2544

จำเลยนำแบบฟอร์มหนังสือมอบอำนาจที่โจทก์เพียงลงลายมือชื่อไว้ไปกรอกข้อความว่าโจทก์มอบอำนาจให้จำเลยเป็นผู้มีอำนาจจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทของโจทก์ให้แก่จำเลยโดยโจทก์มิได้รู้เห็นยินยอมด้วยหนังสือมอบอำนาจจึงเป็นเอกสารปลอม นิติกรรมการโอนขายที่ดินพิพาทมิได้เกิดจากการแสดงเจตนาของโจทก์ที่ประสงค์จะทำนิติกรรมนั้น นิติกรรมการจดทะเบียนโอนขายที่ดินดังกล่าวจึงไม่ผูกพันโจทก์ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของโจทก์มาเป็นของจำเลยดังกล่าวได้

ปัญหาเรื่องการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตโดยทำหนังสือมอบอำนาจปลอมแล้วนำไปดำเนินการทำนิติกรรมโอนขายที่ดินส่วนของโจทก์มาเป็นของจำเลยที่ 1 อันเป็นเหตุให้นิติกรรมดังกล่าวไม่มีผลผูกพันโจทก์นั้น เป็นปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องและเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จะมิได้มีการชี้สองสถานกำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยตามที่เห็นสมควรได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247 ประกอบด้วยมาตรา 246 และมาตรา 142(5)

 

            เรื่องมีเจตนาหรือไม่ต้องระวัง  ไม่จำเป็นอย่าไปลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจอย่างลอยๆ มันสืบยากเหลือเกิน

            เพราะฉะนั้นเรื่องการทำนิติกรรมเป็นเรื่องสำคัญมากนะนักศึกษาเพราะฉะนั้นเราต้องระวังที่สุดโดยเฉพาะเมื่อได้ผ่านคดีต่างๆ  คดีความในการนำสืบต้องพร้อมด้วยพยานหลักฐาน

            เพราะฉะนั้นวิชานิติกรรมสัญญาเป็นพื้นฐาน

            ครั้งที่ 2 . (มาตรา 150 วัตถุประสงค์)

            ครั้งที่แล้วได้ให้ความหมาย 149 ว่านิติกรรมคืออะไร บัดนนี้จะมาขึ้นวัตถุประสงค์ของนิติกรรมตามมาตรา 150

            ก่อนอื่นมาดูข่าวที่เกี่ยวกับนิติกรรม อย่างแรกคือ พรบ คำนำหน้าหญิง คือให้หญิงที่มีสามีแล้ว ใช้เป็นนางสาวได้ ซึ่งเป็นที่สนใจมาก ซึ่งเกี่ยวกับนิติกรรมโดยตรง มีเพื่อให้นิติกรรมนั้นชอบด้วยกฎหมายและมีผลชำระได้

            คราวที่แล้วได้เน้นความหมายของคำว่านิติกรรม คราวนี้เน้นเพิ่มคำว่าการกระทำที่เป้นการถือว่ามีการแสดงเจตนา

ฎ.247/2548

โจทก์จำเลยกับพวกร่วมกันเล่นแชร์โดยโจทก์เป็นนายวงแชร์ ตามข้อตกลงเมื่อจำเลยประมูลแชร์ได้ จำเลยจะต้องลงลายมือชื่อในสัญญากู้ที่ยังไม่ได้กรอกข้อความให้โจทก์ยึดถือไว้ภายหลังที่จำเลยได้รับเงินแชร์จากโจทก์ ดังนั้น ข้อความในสัญญากู้ที่ยังไม่ได้กรอกก็คือจำนวนเงินค่าแชร์ที่จำเลยจะต้องชำระคืนแก่โจทก์ พฤติการณ์เท่ากับว่าจำเลยได้ยินยอมให้โจทก์กรอกจำนวนเงินค่าแชร์ที่จำเลยจะต้องรับผิดชำระคืนตามความเป็นจริงนั่นเอง เมื่อได้ความว่า จำเลยจะต้องชำระคืนเงินค่าแชร์เป็นจำนวน 82,800 บาท และโจทก์กรอกจำนวนเงินกู้ลงในสัญญากู้ตรงกับมูลหนี้ที่แท้จริง สัญญากู้จึงไม่ใช่เอกสารปลอม จำเลยจึงต้องรับผิดชำระหนี้ตามสัญญากู้แก่โจทก์

            เล่นแชร์แล้วตัวเองประมูลได้ และสั่งจ่ายแล้วหัวหน้าไปกรอกเอาจำนวนเงินนั้นต่อมาขึ้นเงินไม่ได้ ตัวเองต่อสู้ว่าลงชื่อไปโดยไม่กรอกข้อความ

            กรณีเช่นนี้ถือว่าคุณได้มอบหมายให้โจทก์ไปกรอกจำนวนเงิน จะอ้างว่าไม่มีเจตนาทำนิติกรรมไม่ได้

            เรามาดูวัตถุประสงค์ตามมาตรา 150 การใดมีวัตถุเป็นการต้องห้ามชัดแจ้งการนั้นเป็นโมฆะ

            วัตถุประสงค์คือสิ่งที่ต้องการ เราอยากได้หนังสือ มา โทรทัศน์มา การแสดงเจตนาทำนิติกรรมก็เกิด

            วัตถุประส่งค์ที่ต้องการคือให้เค้ามอบให้แก่ตนเองคือสิ่งที่จะได้จากการทำนิติกรรมนั้น ใหแก่เรานั่นคือวัตถุประสงค์โดยหลักแล้ววัตถุประสงค์ทำได้ทุกอย่าง

            แต่ถ้ามีกฎหมายห้ามแล้วก็ต้องห้าม

เช่น พรบ ยาเสพติดให้โทษ ถ้าละเมิดก็มีความผิดต้องระวางโทษอันนี้ก็คือต้องห้ามชัดแจ้งแล้ว ห้ามซื้อขายฝิ่น ผงขาว ยาบ้า อันนี้ก็ต้องห้ามโดยชัดแจ้ง

            ฎ.3688/2546

เจ้าของเดิมอุทิศที่ดินให้แก่วัดโจทก์ตกเป็นที่ธรณีสงฆ์ การโอนกรรมสิทธิ์จะต้องกระทำตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 34 คือ โอนกรรมสิทธิ์โดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา แม้ที่ดินดังกล่าวจะได้มีการทำนิติกรรมและจดทะเบียนโอนต่อกันมาหลายทอดจนถึงจำเลย เมื่อมิได้กระทำตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 34 จึงเป็นการโอนที่ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ย่อมเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยออกจากที่ดินซึ่งจำเลยครอบครองอยู่ได้ โดยหาจำต้องฟ้องเจ้าของเดิมและผู้รับโอนคนก่อนจำเลยไม่ กรณีไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145

 

            แนวฏีกาเน้นว่าถือว่าบีบบังคับเงินของรัฐโดยไม่สุจริต ในเรื่องการฮั้วกัน ตั้งแต่ปี 42 เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายเลย

            ฎ.1647/2549

สัญญากู้ยืมเงินที่โจทก์นำมาเป็นมูลฟ้องคดีนี้ จำนวนเงินกู้ส่วนที่เกิน 350,000 บาท เป็นดอกเบี้ยจากการกู้ยืมเงินที่เกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ แล้วนำมารวมเข้าเป็นต้นเงินกู้ตามสัญญากู้ยืมเงินที่ทำขึ้นใหม่ อันเป็นดอกเบี้ยต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 654 และ พ.ร.บ. ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราฯ มาตรา 3 (ก) ส่วนของต้นเงินที่มาจากดอกเบี้ยไม่ชอบทั้งหมดย่อมตกเป็นโมฆะ แต่สัญญากู้ยืมเงินนี้แม้จะมีส่วนของต้นเงินที่ไม่ชอบรวมอยู่ด้วย ก็ไม่ทำให้ส่วนของต้นเงินที่ชอบจำนวน 350,000 บาท เสียไปด้วย เพราะพึงสันนิษฐานโดยพฤติการณ์แห่งกรณีได้ว่าโจทก์จำเลยเจตนาให้ส่วนที่ไม่เป็นโมฆะแยกออกจากส่วนที่เป็นโมฆะได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 173 โจทก์จึงคงมีสิทธิเรียกร้องตามสัญญากู้ยืมเงินในส่วนที่ชอบคือต้นเงิน 350,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามที่ระบุในสัญญา นับแต่วันที่ 19 มกราคม 2540 ซึ่งเป็นวันทำสัญญากู้ยืมเงินที่โจทก์นำมาเป็นมูลฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 19 มกราคม 2536 ซึ่งเป็นวันที่กู้ยืมเงินกันตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับก่อน ทั้งที่โจทก์มิได้ฟ้องขอให้บังคับตามนั้น จึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากคำฟ้อง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 ประกอบมาตรา 246

 

 กรณีที่มีกฎหมายบัญญัติไว้ชัดว่าห้าม

คือการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา แล้วเอาดอกเบี้ยที่คิดได้มาเป็นต้นเงิน ทำให้ต้นเงินนั้นเป็นโมฆะไปเลยเรียกดอกเบี้ยไม่ได้ ส่วนสัญญาเดิมก็เรียกต้นเงินกับดอกเบี้ยตามกฎหมายได้ ก็เข้าหลักว่าส่วนที่โมฆะมีส่วนที่สามารถบังคับกันได้

ฎ.3192/2549 เกี่ยวกับเรื่องการสมรสเป็นโมฆะ

 ป.พ.พ. มาตรา 1461 เป็นบทบัญญัติในหมวด 3 เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยา ซึ่งเป็นเรื่องภายหลังการสมรสตามหมวด 2 เรื่อง เงื่อนไขแห่งการสมรส กล่าวคือ เมื่อสมรสกันแล้วหากฝ่ายใดปฏิบัติฝ่าฝืนมาตรา 1461 ดังกล่าวก็จะเป็นเหตุฟ้องหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) หรือ (6) ที่คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งอาจนำมาฟ้องร้องได้เท่านั้น เมื่อไม่ปรากฏว่ามีการฟ้องหย่าระหว่างโจทก์กับพลตำรวจตรี ว. และไม่มีคำพิพากษาของศาลให้หย่ากัน การสมรสระหว่างโจทก์กับพลตำรวจตรี ว. จึงยังสมบูรณ์ตามกฎหมาย แม้หากโจทก์กับพลตำรวจตรี ว. จะมิได้อยู่ด้วยกันและมิได้ช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันในระยะหลังก็มิได้มีผลต่อความสมบูรณ์ของการสมรสระหว่างโจทก์กับพลตำรวจตรี ว.โจทก์จึงยังเป็นภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายของพลตำรวจตรี ว. อยู่ตลอดมา เมื่อจำเลยมาจดทะเบียนสมรสกับพลตำรวจตรี ว. ขณะที่พลตำรวจตรี ว. มีโจทก์เป็นคู่สมรสอยู่จึงเป็นการสมรสที่ฝ่าฝืนเงื่อนไขแห่งการสมรสในมาตรา 1452 และเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 แม้ต่อมาพลตำรวจตรี ว. ถึงแก่ความตาย โจทก์ก็เป็นผู้มีส่วนได้เสียที่มีอำนาจฟ้องขอให้การสมรสระหว่างจำเลยกับตำรวจตรี ว. เป็นโมฆะได้

            กรณีเช่นนี้ผลกระทบสังคมเช่นกันการจดทะเบียนสมรสซ้อนนี้ เพราะบุตรที่เกิดมาเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายด้วยมีการรับรอง มิฉะนั้นจะเสียประโยชน์จากการสมรสนั้น

            เดิมทีการแปลของฏีกาต่างๆนั้นใกล้เคียงกัน บางทีแนวฏีกาก็เปลี่ยนอย่างเช่นฏีกาที่

 ฎ.297/2501

สัญญาให้ค่าตอบแทนโดยมีข้อตกลงให้โจทก์ยื่นประมูลสูงกว่าจำเลยเพื่อที่จำเลยจะได้รับประมูลนั้น.เป็นแต่เพียงล่อให้ผู้ให้ประมูลเห็นว่าจำเลยเป็นผู้ให้ราคาต่ำที่สุดเท่านั้น เป็นนโยบายของการประมูล ไม่ใช่ล่อลวงให้หลงเชื่อผู้ให้ประมูลย่อมต้องใช้วิจารณญาณของตนประกอบด้วยและมีสิทธิที่จะให้หรือไม่ให้ผู้ประมูลขั้นต่ำสัญญาระหว่างโจทก์จำเลยดังกล่าวไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีเป็นเพียงพาณิชโยบาย ใช้บังคับกันได้

 

 การฮั้วประมูล เป็นแนวฏีกาปี 2501 ต่อมาก็มีแนวใหม่บอกว่าเป็นการขัดต่อความสงบ

ฎ.2022/2519

ห้างหุ้นส่วนจำกัด น. และบริษัทอื่น ๆ ตกลงกับจำเลยจะไม่ประมูลสร้างทางแข่งกับจำเลย โดยจะแกล้งยื่นประมูลราคาให้สูงกว่าราคาที่จำเลยยื่นประมูล และจำเลยสัญญาจะจ่ายเงินค่าตอบแทนให้ ดังนี้ ข้อตกลงดังกล่าวขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน เพราะมีการจำกัดราคาไม่ให้คนอื่นมาแข่งขันในราคาต่ำกว่าที่จำเลยยื่น เพื่อให้จำเลยเป็นผู้ได้รับประมูล กรมทางหลวงหลงเชื่อว่ามีการประมูลกันจริงและต้องจ่ายเงินไป เพราะจำเลยกับพวกหลอกลวงกระทำการโดยไม่สุจริต หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ร่วมกันบีบบังคับเอาเงินของรัฐโดยไม่สุจริต ย่อมทำให้รัฐเสียหาย เมื่อจำเลยจ่ายเช็คพิพาทให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด น. ตามข้อตกลงไม่ประมูลสร้างทางแข่งกันดังกล่าวหนี้ตามเช็คพิพาทจึงเกิดจากสัญญาอันมีวัตถุประสงค์เป็นการขัดขวางต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 113 โจทก์รับโอนเช็คพิพาทจากห้างหุ่นส่วนจำกัด น. โดยรู้ถึงมูลหนี้ดังกล่าวแล้วนำเช็คพิพาทมาฟ้องจำเลย เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต จึงไม่มีอำนาจฟ้อง(ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 19/2519)

ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้อง เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้

 

บอกว่าเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อย

ครั้งที่ 3 . ()

            ชั่วโมงที่แล้วได้เน้นการได้ที่ต้องห้ามชัดแจ้ง คราวนี้มากรณีที่ ถ้าวัตถุประสงค์นั้นเป็นการพ้นวิสัยแล้วผลที่เป็นโมฆะนั้นมีการใด

            ก่อนอื่นดูข่าวนิติกรรมสัญญาในสื่อ ข่าวกรณีที่ขสมก จะเช่ารถมาวิ่งใหม่ประมานหกพันคันจะทำเป็นสัญญาเช่าเป็นระยะเวลาสิบปี ค่าเช่ารวมแล้ว 1 แสนล้านบาทเศษ

            การใดเป็นพ้นวิสัยแล้วเป็นโมฆะ คือการเป็นไปไม่ได้เลย เช่นซื้อขายวัว วัวนั้นตายไปแล้ว  หรือการทำสัญญาซื้อขายดวงจันทร์

            ถ้าทำสัญญาย่างปลุกเสกดินให้เป็นทองคำ มันก็เป็นพ้นวิสัย อย่างไรดินก็กลายเป็นดินวันยันค่ำ

            หรือกรณีทำสัญญาซื้อขายไว้แล้วต่อมามีกฎหมายออกมาห้าม

ฎ.149/2539

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยไม่ส่งมอบไม้ฟืนที่ซื้อขายกันตามสัญญาขอให้จำเลยคืนเงินมัดจำที่รับไปพร้อมดอกเบี้ยจำเลยมิได้ให้การว่าจำเลยได้ส่งมอบไม้ฟืนให้แก่โจทก์แล้วทั้งหมดหรือบางส่วนเพียงแต่ปฏิเสธว่าไม่เคยทำสัญญาซื้อขายไม้ฟืนกับโจทก์จึงรับฟังได้ว่าจำเลยไม่เคยส่งมอบไม้ฟืนให้แก่โจทก์เลยแต่เมื่อเป็นเพราะมีคำสั่งกระทรวงเกษตรฯให้สัมปทานทำไม้ในเขตป่าไม้ที่จำเลยจะทำไม้ฟืนส่งมอบให้โจทก์สิ้นสุดลงการชำระหนี้ของจำเลยจึงตกเป็นพ้นวิสัยเพราะเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งอันจะโทษฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมิได้ซึ่งเป็นผลให้จำเลยหลุดพ้นจากการชำระหนี้แต่เมื่อสัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาต่างตอบแทนจำเลยก็ไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้ตอบแทนโจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องมัดจำคืนจากจำเลย

 

ประเด็นแรกที่ต้องพิจารณาคือการชำระหนี้ตกเป็นพ้นวิสัยหรือไม่  และโทษลูกหนี้ได้หรือไม่

การเป็นไข้หวัดนก ก็เป็นการพ้นวิสัย ซึ่งโทษลูกหนี้ไม่ได้ แต่ถ้าข้อสอบเนฯถามนิติกรรม ก็จะต้อง เป็นการถามเรื่องต่างตอบแทน

            กรณีซึ่งเป็นการพ้นวิสัย คราวนี้เรามาดูว่าถ้าไม่ใช่การเป็นพ้นวิสัยเป็นอย่างไร

ฎ.2125/2521

ค่าธรรมเนียมพิเศษตามคำสั่งกระทรวงการคลัง ที่กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการประมูลเพื่อแต่งตั้งผู้รับทำและขายส่งสุรา มิใช่ภาษีสุราหรือค่าธรรมเนียมตาม พระราชบัญญัติสุรา แต่เป็นเงินค่าตอบแทนหรือผลประโยชน์ที่ผู้ประมูลต้องเสนอให้แก่รัฐ เพื่อจะได้เข้าทำสัญญาและได้ใช้ประโยชน์ในโรงงานสุราของรัฐในฐานะผู้ทำและขายส่งสุราในเขตท้องที่จังหวัดนั้น แม้จะคิดเป็นรายเท แต่มิได้กำหนดอัตราไว้แน่นอน สุดแต่ใจสมัครของผู้ประมูลจะเสนอคำสั่งกระทรวงการคลังดังกล่าวจึงไม่เป็นการฝ่าฝืน พระราชบัญญัติสุรา และมิใช่การกำหนดอัตราภาษีหรืออัตราค่าธรรมเนียมตามมาตรา 47(1) จึงไม่จำต้องออกเป็นกฎกระทรวง ทั้ง พระราชบัญญัติสุรามิได้ห้ามมิให้กระทรวงการคลังออกคำสั่งเช่นนั้น การที่รัฐจะอนุญาตให้เอกชนเข้าทำประโยชน์ในทรัพย์สินของรัฐโดยเรียกค่าตอบแทนจากผู้ที่สมัครใจจะชำระให้ต่างหากจากภาษีอากร ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และไม่ใช่เป็นกรณีที่รัฐบังคับให้เอกชนต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นจากที่กฎหมายบัญญัติไว้ เพราะรัฐอยู่ในฐานะเป็นคู่สัญญาทางแพ่งกับเอกชนผู้เข้าประมูลเท่านั้นคำสั่งกระทรวงการคลังดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย

โจทก์สมัครใจยื่นประมูลเพื่อให้ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ทำและขายส่งสุรา ยินยอมชำระเงินค่าธรรมเนียมพิเศษในอัตราสูง จนกระทั่งโจทก์เป็นผู้ประมูลได้ และได้เข้าทำสัญญากับกรมสรรพสามิตแล้ว โจทก์ย่อมถูกผูกพันในอันจะต้องปฏิบัติตามสัญญานั้น แม้ปฏิบัติตามสัญญาแล้วมีแต่ขาดทุน ก็เป็นความสมัครใจของโจทก์ที่เข้าทำสัญญาทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วว่าเสียเปรียบ หาใช่เหตุทำให้การปฏิบัติตามสัญญาเป็นการพ้นวิสัยไม่ เพราะข้อสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เป็นการพ้นวิสัยนั้น ต้องเป็นกรณีที่ผู้ให้สัญญาไม่มีทางปฏิบัติได้เลย และเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนที่ได้ก่อหนี้ กรณีของโจทก์จึงมิใช่การชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยอันโจทก์จักไม่ต้องรับผิด(วินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ทั้งสองวรรค)

 

            เข้าประมูลในโครงการที่เสียเปรียบ ที่ทำอย่างไรก็จะขาดทุน ไม่ใช่เป็นเรื่องพ้นวิสัยเพราะเรื่องที่จะเป็นพ้นวิสัยต้องเป็นเรื่องที่ไม่อาจกระทำได้เลย

            กรณีบ้านจัดสรรแล้วโอนไม่ได้เพราะธนาคารไม่ปล่อยเงินกู้ จะบอกว่าที่ธนาคารไม่ปล่อยเงินกู้เป็นพ้นวิสัยไม่ได้

ฎ.417/2549

ผู้ร้องไม่ได้แจ้งต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีในขณะเข้าสู้ราคาว่าจะนำที่ดินไปพัฒนาเพื่อแสวงหากำไรเมื่อใด อย่างไร ซึ่งจะทำให้เห็นว่าการได้รับโอนที่ดินล่าช้าจะทำให้ผู้ร้องเสียประโยชน์ในเชิงธุรกิจถึงขนาดว่าที่ดินนั้นหมดประโยชน์แก่ผู้ร้อง จึงไม่อาจถือว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้รับรู้โดยปริยาย ทั้งการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสียร้องคัดค้านการขายทอดตลาดได้ ผู้ซื้อทรัพย์สินอาจยังไม่ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ทันที เพราะอาจมีการร้องคัดค้านการขายทอดตลาดดังกล่าว กรณีจึงไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 388 ที่จะถือว่าการซื้อขายจะเป็นผลสำเร็จก็แต่ด้วยมีการชำระหนี้ภายในระยะเวลาที่ดำเนินการขายทอดตลาด ทั้งคดีในชั้นที่ อ.ร้องคัดค้านการขายทอดตลาด ศาลก็มีคำสั่งยกคำร้อง มิได้มีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาดอันจะทำให้การโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้แก่ผู้ร้องกลายเป็นพ้นวิสัย กรณีจึงไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 219 เช่นกัน ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและขอมัดจำคืน

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 514 บัญญัติให้ผู้สู้ราคาในการขายทอดตลาดพ้นความผูกพันในราคาที่ตนสู้แต่ขณะเมื่อมีผู้อื่นสู้ราคาสูงขึ้น หรือมีการถอนทรัพย์สินรายนั้นจากการขายทอดตลาดผู้สู้ราคาก็พ้นความผูกพันแต่ขณะที่ถอนนั้นดุจกัน แต่ผู้ร้องสู้ราคาสูงสุดและเป็นผู้ซื้อทรัพย์สินได้จากการขายทอดตลาดแล้ว ผู้ร้องจึงไม่อาจยกบทกฎหมายดังกล่าวขึ้นอ้างเพื่อให้ตนหลุดพ้นจากความผูกพันได้

 

            เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จำหลักง่ายๆคือมันเป็นการทำลาย ศีลธรรม สังคม คนส่วนมากของประเทศ

            มาดูตัวอย่างในแนวฏีกา ฎ.95/2484

ชายทำสัญญายกทรัพย์ให้ฝ่ายหยิงเพื่อตอบแทนการที่หญิงยอมเป็นภรรยาโดยฝ่ายหญิงรู้อยู่ว่าจำเลยมีภรรยาอยู่ก่อนแล้ว ดังนี้ ถือว่าสัญญานั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย และกรณีเช่นนี้ฝ่ายหญิงจะฟ้องเรียกค่าสินไหมทางละเมิดไม่ได้

 

 ขอมาเลี้ยงเป็นภริยาน้อย ทำสัญญาว่าจะให้ทรัพย์สิน

ฎ.358/2511

โจทก์ให้จำเลยกู้เงินไปเพื่อชำระหนี้ในการที่จ้างเขายิงคนวัตถุประสงค์ในการกู้ยืมจึงขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน สัญญากู้ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 113

หมายเหตุ ในเรื่องกู้เงินไปชำระหนี้ในการจ้างเขายิงคนนั้นจำเลยไม่ได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้แต่เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบฯ ศาลอุทธรณ์ศาลฎีกาได้ยกขึ้นวินิจฉัยให้

 

ให้กู้ยืมเพื่อไปฆ่าคน

ฎ.3773/2538

โจทก์ซึ่งเป็นพระภิกษุนำเงินส่วนตัวออกให้กู้ยืมโดยคิดดอกเบี้ยซึ่งไม่มีกฎหมายใดห้ามไว้และไม่มีการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายห้ามจึงไม่ขัดต่อกฎหมายหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนโจทก์มีสิทธินำสัญญากู้ยืมเงินมาฟ้องเรียกต้นเงินและดอกเบี้ยจากจำเลยได้

 

ไม่มีกฎหมายห้ามมิให้พระภิกษุนำเงินให้กู้ยืมเงิน โดยคิดดอกเบี้ย

            ดูมาตรา 151 ว่าถ้าเป็นการขัดต่อกฎหมาย แต่ไม่ใช่กฏหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน สามารถตกลงได้ไม่เป็นโมฆะ

 

 

ครั้งที่ 4 . (แบบนิติกรรม)

            เรามาดูหลักกฎหมายเกี่ยวกับแบบของนิติกรรม จะเห็นว่าแบบของนิติกรรม มีห้าประเภท อาจารย์อยากเน้นเฉพาะที่ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่

            มาตรา152 ถ้าไม่ทำตามแบบก็เป็นโมฆะ

            ที่สำคัญก็คือ การต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ มาตรา 456 เป็นมาตราหลัก

            เราจะเห็นว่าการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์เน้นเรื่องที่ดิน กับอาคาร

            เรามาดูตัวอย่างเกี่ยวกับแบบที่สำคัญๆที่เริ่มต้นที่ มาตรา 456

ฎ.3641/2546 ค้นไม่พบ

            การซื้อขายที่ดินต้องพิจารณาถึงเจตนาของคู่กรณีขณะทำสัญญาว่าต้องการจดทะเบียนภายหลังหรือไม่หากไม่มีก็กลายเป้นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดที่ตกเป็นโมฆะ ให้ดูขณะที่ทำสัญญา

            ฎ.5199/2546  -ค้นไม่พบ

หมายความว่าไปโอนเมื่อไหร่ก็ แล้วแต่คุณไปโอนเองนะ ก็เป็นเสร็จเด็ดขาด

            ดูแนวฏีกาอีกฏีกา

ฎ.782/2523 การยกที่ดินให้เป็นทางสาธารณะไม่จำต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่

 

การยกที่ดินให้เป็นทางสาธารณะไม่ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่

            นี่เป็นแนวฏีกาทำไมเป็นเช่นนั้นเพราะเค้าเห็นว่าเมื่อยกให้เป็นทางสาธารณะก็เป็นเรื่องทำร่วมกันของสาธารณะ ส่วนเรื่องการโอนเป็นเรื่องภายหลังดังนั้นไม่ว่า อ.บ.ต อำเภอจังหวัด ใครเป็น น.ส.3.

            ลักษณะอีกเรื่องที่ไม่ต้องทำตามแบบเพียงแค่ทำหลักฐานเป็นหนังสือก็พอ ที่ใดกฏหมายบังคับไว้จะระบุไว้เลยเป็นการหย่อนลง

            เช่น 456 วรรคสอง สัญญาจะซื้อจะขาย

            ฝึกเขียนเลยคำว่าจะฟ้องร้องให้บังคับคดีกันหาได้ไม่

            หรือการกู้ยืมเงิน 653

            ส่วนกรณีกู้ยืมเงิน กว่าสองพันบาทขึ้นไปนั้น ถ้าไม่ได้มีหลักฐานเป็นหนังสือ อย่างใดอย่างหนึ่ง 

            เป็นแนวฏีกาปี 2542 อาจารย์ไม่เห็นด้วย มันน่าเป็นโมฆะไปเลยเพราะมาศาลด้วยมือสกปรก

ฎ.2518/2547

จำเลยได้กู้เงินไปเพียง 30,000 บาท แต่โจทก์กลับไปกรอกข้อความในสัญญาเงินกู้เป็นเงินถึง 109,000 บาท โดยจำเลยไม่ได้ยินยอม สัญญากู้จึงเป็นเอกสารปลอม โจทก์ไม่อาจนำมาใช้เป็นพยานหลักฐานในการฟ้องคดีได้ เมื่อเงินกู้จำนวนดังกล่าวไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยซึ่งเป็นผู้กู้มาแสดง โจทก์จึงไม่อาจฟ้องร้องบังคับคดีให้จำเลยรับผิดชำระหนี้เงินกู้แก่โจทก์ได้

 

             กู้เพียงสามหมื่น แต่ไม่ได้กรอกจำนวนเลยให้ผู้ให้กู้ไปกรอกเองแต่ผู้ให้กู้กลับไปกรอกเพิ่มเป็น 1แสนสาม เป็นการไม่มีหลักฐานการกู้เลย

ต่างกับฏีกาเมื่อสักครู่

ฎ.4480/2550 ค้นไม่พบ ปิดอากรต้องก่อนหรือขณะนำสัญญากู้มาอ้าง เมื่อโจทก์นำสัญญากู้ไปติดอากรหลังศาลอุทธรณ์พิพากษาแล้ว ถือว่าไม่มีหลักฐานการกู้เป็นสำคัญ

            สำหรับแบบของนิติกรรมและก็หลักฐานเป็นหนังสือขอจบไว้เพียงเท่านี้

ครั้งที่ 5 . (โมฆะกรรม โมฆียะกรรม)

 เรามาทำความเข้าใจหลักกฎหมายของนิติกรรมสัญญาต่อนะครับ การตอบข้อสอบผู้ช่วยคำตอบต้องสมบูรณ์จริงๆจึงจะได้คะแนน จะมาตอบแบบเนฯอยู่ไม่ได้ ต้องวางหลักกฎหมายทุกเรื่องและวินิจฉัยทุกเรื่อง เพราะมีการคัดเลือกอย่างพิธีพิถันมาก ถ้าใครมุ่งทางนี้หลักกฎหมายต้องแม่น

แม้แต่หลักกฎหมายนิติกรรมสัญญาของเราเรื่องโมฆะกรรม มีการละเมิดกันทุกวัน ไม่กี่วันก็มีการทำลายยาเสพติดให้โทษ น้ำหนักรวม 15 ตัน

เรามาเข้าเรื่องนิติกรรมสัญญาของเราวันนี้จะทำความเข้าใจเรื่องโมฆะกรรมและเหตุโมฆียกรรม

โมฆะกรรมก็เกิดได้ หกอย่าง 

ที่สำคัญคือ เมื่อเป็นโมฆะแล้ว มาตรา 172 วรรคแรกกล่าวว่าไม่อาจให้สัตยาบรรณแก่กัน

มันเป็นโมฆะอีกสองสามเดือนมาทำหนังสือตกลงกันว่าให้ใช้ได้ อย่างนี้ตกลงกันไม่ได้ นะครับ ฉะนั้นกรณีเช่นนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะต้องห้ามตาม 172 วรรคแรก ทางแก้ก็คือให้คู่สัญญาไปทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ให้สมบูรณ์เสีย

            ถ้าเราเป็นทนายต้องพยายามให้โน้มน้าวให้ไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ได้เสียนะครับ

            วิธีแก้ที่ดีที่สุดคือ โน้มน้าวให้ได้ แต่หลายคดีตกลงกันไม่ได้ ก็ธุรกิจก็ล้มหมด

            ข้อสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ โมฆะกรรมเสียเปล่าใช้ไม่ได้เลยบุคคลที่มีส่วนได้เสียมีสิทธิยกโมฆะกรรมนั้นกล่าวอ้างได้เลย

            เพราะฉะนั้นหลักที่ว่าเมื่อเป็นโมฆะแล้วมันก็ใช้ไม่ได้ ถ้ากระเทือนถึงใครบุคคลนั้นเสียหายก็ยกขึ้นอ้างได้เลย

            ยกตัวอย่างทำสัญญาที่ดิน ไม่จดทะเบียนก็เป็นโมฆะแล้วไปขายคนอื่นเมื่อรับโอนแล้วต่อมาจะเข้าไปในที่ดินคนอื่น กรณีที่นี้ จะไม่ออก ถือว่าบุคคลหลังเป็นผู้มีส่วนได้เสียถ้าไม่ออกก็ฟ้องขับไล่ได้

            ดูแนวฏีกา

            ฎ.6077/2537

ขณะจำเลยจดทะเบียนสมรสกับ น. เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2522น. จดทะเบียนสมรสกับโจทก์อยู่ก่อนแล้ว ฉะนั้นการสมรสระหว่างจำเลยกับ น. จึงฝ่าฝืนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1452ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1496 เดิมซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น การตกเป็นโมฆะดังกล่าวมีผลเท่ากับว่าจำเลยและ น. มิได้ทำการสมรสกัน ดังนั้นการจดทะเบียนสมรสระหว่างโจทก์และ น. ในครั้งหลังจึงกระทำในขณะที่จำเลยไม่มีฐานะเป็นคู่สมรสของ น. การสมรสระหว่างโจทก์และ น. จึงชอบด้วยกฎหมายโจทก์จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 133 เดิม และมาตรา 1497 เดิม มีอำนาจฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสระหว่างจำเลยกับ น. เป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1496 เดิมได้

การสมรสซ้อน เป็นโมฆะ ต่อมามีการหย่า แล้วคู่สมรสเดิมเป็นผู้มีส่วนได้เสีย คนอื่นจะมาฟ้องให้การสมรสซ้อนเป็นโมฆะ ไม่ได้ และเฉพาะโมฆะกรรมที่เป็นสาระสำคัญอีกอย่างคือ ศาลยกขึ้นได้เองเลย เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย

            ดูแนวฏีกา ฎ.707/2487

กู้เงินไปเพื่อค้าฝิ่นเถื่อนย่อมเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดตามกฎหมายและขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนตกเป็นโมฆะ ในกรณีเช่นนี้ แม้จำเลยจะไม่ได้ยกข้อโมฆะกรรมขึ้นต่อสู้ศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยยกฟ้องโจทก์ได้

ฏีกาเก่าแต่ใช้ได้อยู่ ในกรณีเช่นนี้แม้จะไม่ได้ยกโมฆะกรรมขึ้นต่อสู้ ก็ทำได้

            กู้เพื่อเอาเงิน ไปค้าฝิ่นเถื่อน วัตถุประสงค์ต้องห้ามโดยชัดแจ้งด้วยกฎหมาย ศาลหยิบได้เลยศาลยกได้เอง

ฎ.36/2549

ขณะที่ผู้ร้องและ ป. ผู้ตายทำสัญญาซื้อขายที่ดินกันนั้น ที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นที่ดินมีข้อกำหนดห้าม ป. โอนที่ดินไปยังบุคคลอื่นภายในสิบปีตาม ป. ที่ดิน มาตรา 31 และยังอยู่ภายในกำหนดเวลาห้ามโอนนั้น สัญญาซื้อขายที่ดินแปลงดังกล่าวจึงเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ไม่ว่าผู้ร้องจะครอบครองนานเพียงใด ผู้ร้องก็ไม่ได้สิทธิครอบครอง และถึงแม้ว่าผู้ตายตกลงจะโอนที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ร้องเมื่อพ้นกำหนดเวลาห้ามโอนแล้ว ก็ไม่อาจทำได้เช่นกัน ผู้ร้องจึงไม่อยู่ในฐานะเจ้าหนี้กองมรดกของผู้ตายที่จะบังคับให้โอนที่ดินแปลงดังกล่าวแก่ผู้ร้อง และถือไม่ได้ว่าผู้ร้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในอันที่จะร้องขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

คณะที่ผู้ร้องและผู้ตายทำสัญญากันนั้นที่ดินแปลงดังกล่าว มีข้อกำหนดห้ามโอน สัญญาซื้อขายที่ดินแปลงดังกล่าวต้องห้ามโดยกฎหมาย เป็นโมฆะ จะครอบครองเท่าไหร่ก็ไม่ได้สิทธิการครอบครอง

            คือได้ที่ดินมาแล้วหนังสือสำคัญนั้นบอกห้ามโอนสิบปี ประทับตราครุฑแดงเลย กรณีที่จะโอนได้ต้องมีผู้จัดการมรดกเสียก่อน เพราะฉะนั้นวัตถุประสงค์ในสัญญามันก็ต้องห้ามโดยชัดแจ้งด้วยกฎหมาย

            เดี๋ยวนี้มีมากที่ทางรัฐออกหนังสือสำคัญให้ตกลงห้ามโอน  ทำไม่ได้เลยนะครับ โมฆะหมดนะครับ เดี๋ยวนี้มีเยอะศาลไม่บังคับให้เลย ก็เกิดเป็นบ่อเกิดอาญชญากรรมเยอะนะครับ

            เรามาดูหลักกฎหมายที่เป็นคดีกันมากก็คือเรื่องจะต้องคืนทรัพย์สินหรือประโยชน์จากนิติกรรมที่เป็นโมฆะ

            ตามมาตรา 172 วรรคสอง ถ้าจะต้องคืนให้นำเรื่องลาภมิควรได้มาบังคับ

            คือปกตินิติกรรมใดเป็นโมฆะให้กลับคืนสู่ฐานะเดิม เพราะสิ่งที่รับไว้เป็นลาภมิควรได้ ก็จบกัน แต่ก็ไม่สะดวกอย่างนั้นนะครับ ยังมีกฎหมายบังคับไว้อีก ถ้าเป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจ หรือเป็นเรื่องวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเลย ก็เรียกไม่ได้เลย เป็นบาปเคราะห์แก่คู่กรณี

            .2786/2515 รู้ตอนทำสัญญาแล้วว่าเป็นที่ป่าสงวน ก็ไม่มีสิทธิเรียกเอาคืน เพราะฉะนั้นเงินที่ให้ในการซื้อขายกันนี้เมื่อเกิดเหตุแล้ว จะเรียกให้ชำระไม่ได้ รัฐเสียหายมาก ทางบ้านเมืองไม่เด็ดขาด

            เมื่อฝ่าฝืนมากเข้าก็เกิดการก่ออาชญากรรมมากขึ้น

            กรณีเช่นนี้มีเยอะ ซื้อขายป่าสงวนแห่งชาติ มีบ่อย มันบังคับไม่ได้ สักวันหนึ่งผลแห่งกฎหมายก็จะมาถึง

            เรามาดูหลักโมฆียกรรม คือใช้ได้ช่วงระยะเวลาหนึ่ง ถ้าบอกล้างก็ใช้ไม่ได้ ถ้าให้สัตยาบรรณก็มีผลต่อไป

            โมฆียกรรมเกิดได้สามอย่าง

            ที่น่าศึกษาก็คือโมฆียกรรมที่ผู้เยาว์กระทำ

            ปกติแล้วถ้าผู้เยาว์ทำได้รับความยินยอมจากผู้แทน ก็มีความสามารถเต็มบริบูรณ์ ข้อสำคัญคือขอบเขตเพียงใด มันยากอยู่ตรงที่ว่ามันข้อยกเว้น ผู้แทนก็ให้ความยินยอมไม่ได้เลย เช่นการซื้อที่ดินเพื่อทำธุรกรรมต่างๆ ปรากฏว่าที่ดินเป็นของผู้เยาว์ ฝ่าฝืนก็เป็นโมฆียะ หนักๆเข้าเป็นโมฆะเลย มีข้อยกเว้นอยู่ตาม 1574 คือทำไม่ได้เว้นแต่ศาลอนุญาต ต้องจำให้ดีเพราะเรื่องปฏิบัติก็ยากอยู่ดี

            ถ้าหากไม่ขออนุญาตไปแล้ว ผู้แทนโดยชอบธรรมมันเป็นโมฆะบังคับกันไม่ได้เลย ถ้าผู้เยาว์มีที่ดิน ถือเป็นที่ดินมีโฉนด มีมูลค่า ต้องระวังเพราะถ้าซื้อไปแล้วใช้บังคับไม่ได้ธุรกิจนั้นป่นปี้ไปเลย

            ดู .4984/2537

การขายอสังหาริมทรัพย์ของผู้เยาว์ ผู้เยาว์เองหรือผู้ใช้อำนาจปกครองจะกระทำมิได้ เว้นแต่ศาลจะอนุญาต ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 เมื่อผู้แทนโดยชอบธรรมต้องห้ามโดยกฎหมายมิให้ทำนิติกรรมขายที่ดินซึ่งหมายความรวมถึงนิติกรรมจะขายที่ดินแทนผู้เยาว์โดยลำพังแล้ว จะถือว่าการที่ผู้เยาว์ทำนิติกรรมพร้อมกับผู้แทนโดยชอบธรรมมีผลว่าผู้แทนโดยชอบธรรมอนุญาตให้ทำได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากศาลก่อน ก็เท่ากับเป็นการหลีกเลี่ยงไม่ต้องมาขออนุญาตจากศาล ซึ่งเป็นการผิดไปจากเจตนารมณ์ของกฎหมาย สัญญาจะซื้อจะขายที่จำเลยที่ 3 ได้กระทำในขณะที่ยังเป็นผู้เยาว์อยู่ จึงไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 3 และกรณีมิใช่โมฆียะกรรมแม้ภายหลังจำเลยที่ 3 จะบรรลุนิติภาวะโดยการสมรสจำเลยที่ 3ก็ไม่อาจให้สัตยาบันได้ แม้สัญญาจะซื้อจะขายไม่ผูกพันจำเลยที่ 3 ก็มีผลเพียงทำให้จำเลยที่ 3 ไม่จำต้องขายที่ดินเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 3 ให้แก่โจทก์เท่านั้น ส่วนสัญญาจะซื้อจะขายระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2มีผลสมบูรณ์บังคับกันได้ตามกฎหมาย จำเลยที่ 2 จึงต้องขายที่ดินเฉพาะส่วนของตนให้แก่โจทก์ตามสัญญา ทนายโจทก์ยื่นคำแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า ทนายโจทก์ได้ย้ายสำนักงานจากที่เดิมไปอยู่สำนักงานแห่งใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตแล้วแต่ปรากฏว่าเมื่อศาลชั้นต้นออกหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ได้ออกหมายนัดส่งให้ทนายโจทก์โดยการปิดหมาย ณ สำนักงานทนายโจทก์แห่งเดิม หาได้ส่งหมายนัดให้ทนายโจทก์ ณ สำนักงานแห่งใหม่ดังที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไว้ไม่ ทั้งมิได้ส่งหมายนัดให้แก่ตัวโจทก์ด้วยโจทก์จึงไม่ทราบวันนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จึงถือไม่ได้ว่าศาลได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้โจทก์ฟังแล้ว ดังนี้ เมื่อโจทก์ยื่นฎีกาภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่โจทก์ทราบคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์จึงชอบแล้ว

 

ฎ.7238/2549

ความผิดฐานพรากผู้เยาว์โดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 318 วรรคสาม ตามฟ้องก็ดี ความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วยตามมาตรา 319 วรรคแรก ที่พิจารณาได้ความก็ดีมีองค์ประกอบความผิดร่วมกันประการหนึ่งว่า "ผู้ใดพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแล..." ซึ่งจะเห็นได้ว่าวัตถุแห่งการกระทำความผิดกฎหมายทั้งสองมาตรานี้ที่กฎหมายมุ่งคุ้มครองคืออำนาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลนั่นเอง มิใช่ตัวผู้เยาว์ผู้ถูกพราก ดังนั้น ผู้เสียหายคือบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดทั้งสองมาตรานี้ตามมาตรา 2 (4) แห่ง ป.วิ.อ. จึงได้แก่บิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลผู้เยาว์ทั้งสองในขณะที่จำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันกระทำความผิด หาใช่ตัวผู้เยาว์คือโจทก์ร่วมทั้งสองไม่

ขณะที่โจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการและศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตนั้น โจทก์ร่วมทั้งสองยังมีอายุไม่ครบ 20 ปีบริบูรณ์ หรือบรรลุนิติภาวะโดยการสมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 19 และมาตรา 20 และผู้เสียหายในคดีอาญาซึ่งยังเป็นผู้เยาว์จะขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการต้องกระทำโดยผู้มีอำนาจจัดการแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (1) การที่โจทก์ร่วมทั้งสองซึ่งยังเป็นผู้เยาว์ขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ด้วยตนเอง จึงมิได้เป็นไปตามบทบังคับว่าด้วยความสามารถของบุคคลตามกฎหมาย แต่ศาลฎีกาจะยกคำร้องหรือไม่รับพิจารณาเสียทีเดียวยังไม่ได้ ชอบที่ศาลฎีกาจะสั่งแก้ไขข้อบกพร่องเสียก่อนตามนัยแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 56 วรรคสอง ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 15 แต่เมื่อนับอายุของโจทก์ร่วมทั้งสองในขณะที่คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ร่วมทั้งสองมีอายุเกิน 20 ปี พ้นจากภาวะผู้เยาว์และบรรลุนิติภาวะแล้ว จึงไม่มีความจำเป็นและไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะต้องมีคำสั่งให้แก้ไขข้อบกพร่องในเรื่องความสามารถของโจทก์ร่วมทั้งสองอีก

 

 ขณะที่โจทก์ร่วมทั้งสอง ยังไม่บรรลุนิติภาวะ และ การขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ การที่โจทก์ร่วมทั้งสองเข้าเป็นผู้เยาว์จึงไม่ได้เป็นไปด้วยความสามารถของบุคคล กรณีนี้ผู้เยาว์เป็นผู้เสียหาย ขอเป็นโจทก์ร่วม กรณีเช่นนี้ถือเป็นการทำนิติกรรม ต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม เมื่อไม่ผลเป็นอย่างนี้แต่ศาลฏีกาจะยกคำร้อง ทันทีไม่ได้ ต้องแก้ไขข้อบกพร่อง แต่เมื่อนับอายุของโจทก์ร่วมทั้งสอง โจทก์ร่วมทั้งสองมีอายุกว่า 20 ปี ถือว่าบรรลุนิติภาวะแล้ว ศาลฏีกาบอกไม่ต้อง เพราะกรณีเขาทั้งสอง บรรลุนิติภาวะแล้ว ถือว่ามีความสามารถเต็มภูมิเลย ฉะนั้นถ้ามีคำถามเช่นนี้ในวิแพ่งแล้ว เขาบรรลุนิติภาวะในชั้นฏีกาเลย และมาดูแนวฏีกาอีก ฏีกาที่ 3184/2550

            สาระสำคัญคือโจทก์ฟ้องเรียกเงินค่าเสียหาย จากการทำละเมิดต่อโจทก์ และมีการดำเนินคดีในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรม ข้อเท็จจริงจริงคือในขณะฟ้องบรรลุนิติภาวะแล้ว โจทก์ไม่ใช่ผู้เยาว์ที่ต้องตกอยู่ในความยินยอมตามมาตรา 21

            กรณีโจทก์มีบิดาให้ความยินยอมกรณีเช่นนี้ไม่มีความจำเป็นที่ผู้แทน ต้องทำแทน แต่ปรากฏว่าเป็นคนทุภพลภาพต้องไปจัดการเรื่องนี้ก่อน เพราะฉะนั้นจะอาศัยว่าพ่อ เซ็นต์ใบแต่งทนายความแล้วไม่ได้

            ฉะนั้นทางต้องแก้ไขต้องแก้ไขข้อบกพร่องของตัวโจทก์ ถ้าเป็นคนไร้ความสามารถก็ตั้งผู้แทน เมื่อมีแล้วจึงดำเนินการแทนโจทก์ได้ เพราะฉะนั้นกรณีเช่นนี้ต้องแก้ไขข้อบกพร่องเสียก่อน จึงเป็นเรื่องที่จะต้องไปแก้ไขความบกพร่องเสียก่อน กรณีนี้ คือถ้าหากว่า กฏหมายสาระบัญญัติไม่แม่นแล้ววิธีสบัญญัติก็ทำให้ล่าช้าต้องดูประกอบกันให้ดำเนินคดีรวดเร็วการดำเนินกระบวนพิจารณาก็ต้องแม่นทั้งสาระบัญญัติและ สบัญญัติ

ครั้งที่ 6 . (กลฉ้อฉล)

            วันนี้ก็จะมาเน้นเรื่องกลฉ้อฉลนะครับ  สัญญาประกันความเสี่ยงที่เกิดจากการที่อัตราแลกเปลี่ยนผันผวนได้นี่

            กลฉ้อฉล ก็คือการหลอกลวงให้เขาทำสัญญา มาตรา159  เป็นโมฆียะ คือถ้าไม่ได้มีการฉ้อฉลแล้วจะไม่ทำนิติกรรมที่เป็นโมฆียะนั้น

            หลักใหญ่ต้องถึงขนาด ส่วนเพื่อเหตุไม่เป็นกลฉ้อฉล เช่น หลอกว่าที่แปลงนี้น้ำไม่ท่วม ขายต่อได้กำไรงาม

            อย่างไรก็ตาม การนิ่ง ก็ มาตรา 162 นิติกรรมสองฝ่ายการที่จงใจนิ่ง จะเป็นกลฉ้อฉลเมื่อถ้าไม่นิ่งแล้ว นิติกรรมนั้นจะไม่ได้ทำขึ้น

            ตัวอย่างคดี ฎ.2076/2514

ผู้เอาประกันชีวิตรู้ว่าตนป่วยเป็นโรคมะเร็ง เคยเข้ารับการผ่าตัดมะเร็งต่อมไทมัสที่ทรวงอกและต่อมาที่มดลูกและรังไข่ซึ่งมะเร็งได้กระจายลงไป ขณะยื่นคำขอเอาประกันชีวิตก็เป็นระยะที่ตนกำลังได้รับการรักษาด้านการฉายรังสี แต่ปกปิดความจริงดังกล่าวนี้โดยแถลงเท็จว่าเป็นการผ่าตัดซี่โครงข้างซ้ายซึ่งงอเพราะกระโดดน้ำเล่นและผ่าตัดไส้ติ่งซึ่งถ้าบริษัทประกันภัยทราบความจริงข้างต้นนี้แล้วก็จะไม่ยอมทำสัญญาประกันชีวิตด้วย เช่นนี้ สัญญาย่อมเป็นโมฆียะบริษัทมีสิทธิบอกล้างไม่ใช้เงินตามสัญญาได้

 

 การทำประกันชีวิตโดยรู้อยู่ว่าตนเป็นมะเร็ง ซึ่งถ้าบริษัทประกันทราบแล้ว จะทำให้ไม่รับทำสัญญาประกันชีวิตด้วย คดีเช่นนี้ขึ้นศาลบ่อย โดยเฉพาะบริษัทสัญญาประกันชีวิต ถ้าตัวแทนของตนประมาท

            เมื่อเป็นกลฉ้อฉลโดยการนิ่งแล้วบริษัทประกันก็บอกล้างได้

            อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ต้องระวังเหมือนกัน

 

ฎ.795/2517

สามีของโจทก์เอาประกันชีวิตกับบริษัทจำเลยโดยปกปิดความจริงและแถลงเท็จว่าไม่เคยให้แพทย์คนใดวินิจฉัยโรคมาก่อน ทั้งที่สามีของโจทก์เป็นโรคตับแข็งและโรคในลำคออยู่ก่อน ทำให้บริษัทจำเลยไม่อาจบอกปัดไม่ยอมรับประกันชีวิตเสียได้ สัญญาประกันชีวิตจึงตกเป็นโมฆียะ แต่บริษัทจำเลยไม่ใช้สิทธิบอกล้างเสียภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันทราบมูลอันจะบอกล้างได้จึงหมดสิทธิจะบอกล้าง

 

การปกปิดความจริงว่าไม่เคยให้แพทย์วินิจฉัยมาก่อน สัญญาประกันชีวิตตกเป็นโมฆียะ แต่ปรากฏว่า มาตรา 865 ว่าถ้าในตอนทำสัญญา นี้บริษัทเสียเปรียบในวรรคสองคือถ้าไม่ได้บอกล้างภายในหนึ่งเดือนนับแต่ทราบหรือห้าปีนับแต่วันทำสัญญา ฝ่ายภริยาก็ชนะคดีโดยโชคช่วย มาตรานี้ใช้หนึ่งเดือนจริงๆ แต่ถ้าเกินห้าปี กรณีนี้ก็บอกล้างไม่ได้

            เพราะฉะนั้นเกี่ยวกับการนิ่งนี้ กรณีการนิ่งนั้นต้องถึงขนาดจริงๆ จึงจะเป็นโมฆียะ อย่างไรก็ตามการนิ่งเช่นนี้ มาดูแนวฏีกาว่าการนิ่งเช่นไร

            .1131/2532

การนิ่งเสียไม่ไขข้อความจริงอันจะถือว่าเป็นกลฉ้อฉลตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 124 นั้น จะต้องเป็นการนิ่งในพฤติการณ์ที่คู่กรณีมีหน้าที่ควรจะบอกความจริง หรือเป็นการนิ่งประกอบด้วยพฤติการณ์อันแสดงออกซึ่งทำให้อีกฝ่ายหนึ่งหลง กรณีที่จะมีโครงการตัดถนนผ่านที่ดินที่จะซื้อขายหรือไม่ไม่ใช่หน้าที่ของผู้จะซื้อ ที่จะบอกข้อความจริงดังกล่าว หากแต่เป็นหน้าที่ของผู้จะขายที่ดินพิพาทจะต้องขวนขวายแสวงหาความจริงเอาเอง แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าผู้จะซื้อจงใจนิ่งเสียไม่ไขข้อความจริงเกี่ยวกับโครงการจะตัดถนนผ่านที่ดินดังกล่าวซึ่งผู้จะขายมิได้รู้มาก่อนและถ้าฝ่ายผู้จะซื้อมิได้นิ่งเสีย สัญญาจะซื้อขายที่ดินก็จะมิได้ทำขึ้นนั้น การกระทำของผู้จะซื้อก็ไม่เป็นกลฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 124 แม้จำเลยซึ่งเป็นผู้ขายได้บอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อ และได้แจ้งให้โจทก์รับเงินมัดจำคืน และโจทก์ไม่ยอมรับคืน แต่เมื่อโจทก์มิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์จึงมีเหตุอันชอบด้วยกฎหมายที่จะไม่ยอมรับเงินมัดจำคืนในขณะนั้นได้และเมื่อปรากฏว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาโดยโจทก์ยังไม่ได้บอกเลิกสัญญา หากจำเลยจะต้องคืนเงินมัดจำแก่โจทก์ จำเลยก็ต้องชำระดอกเบี้ยด้วย นับแต่วันฟ้องซึ่งถือว่าเป็นวันที่จำเลยผิดนัด ประเด็นที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์และฎีกาเป็นเรื่องขอให้ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายโดยขอให้บังคับจำเลยให้โอนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ และรับเงินตามราคาที่ดินที่ตกลงซื้อขายกันไปจากโจทก์ จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามราคาที่ดินพิพาท

 การนิ่งเสียไม่ไขข้อความจริง ต้องเป็นการนิ่งในกรณีที่ควรบอกความจริง แต่กรณีการตัดถนนพิพาทหรือไม่ เป็นหน้าที่ของผู้จะขายต้องขวนขวายเอาเสียเอง แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่า ผู้จะซื้อ จงใจนิ่งเสีย และผู้จะซื้อไม่นิ่ง สัญญาซื้อขายก็ไม่เกิดขึ้นก็ตาม

            เพราะฉะนั้นการซื้อขายทั้งคู่ก็ต้องระวัง

อาจารย์จะจบเรื่องกลฉ้อฉลไว้แล้วคราวหน้าจะเน้นเรื่องอายุความ

ครั้งที่ 7 .

-               เป็นการสรุปพร้อมกับ การยกฏีกาเก่าที่เคยอธิบายไปแล้ว  -

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages