ต้องขออภัยที่ไปเร็วเกินไป แต่คิดว่าไม่เร็วไปเท่าไหร่ เพราะอย่างไรก็ตามจะสรุปอีกทีเมื่อถึงบทที่เกี่ยวข้อง เพราะมีสิบหกครั้ง มีอย่างละสี่ มีแปดครั้ง สำหรับภาคสาม จดไปที่ตัวบทน่าจะเวิร์คที่สุด เพราะการอ้างอิงในการสอบ ตัวบทกับแนวฏีกา น่าจะดีที่สุด คงไม่จำเป็นต้องใช้ถึงถ้อยคำในฏีกา อาจารย์แต่ละท่านไม่ได้เปิดหนังสือคำบรรยายออกข้อสอบ ก็นั่งนึกมาแล้วก็ออก ก็อาศัยความเข้าใจแต่ละเรื่อง อยู่ที่การเขียนว่าแต่ละเรื่องเป็นอย่างไร คำตอบวิแพ่ง อาศัยความเข้าใจในการตอบ แต่ถ้าเราเรียนโดยการท่องจำจะไม่สนุก
สิทธิหน้าที่ของคู่ความแต่ละตัวบท เรื่องจากกฎหมายเรื่องอุทธรณ์ก็อยู่ที่ 224 คำสั่งระหว่างพิจารณา ก็คือ 226 โทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขหรือเพิ่มเติมคำฟ้อง ศาลชั้นต้นอนุญาต คำสั่งตรงนี้เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาและเกี่ยวกับข้อกฎหมาย การอุทธรณ์ต้องโต้แย้งไว้ พอโต้แย้งไว้เสร็จเมื่อเป็นการอุทธรณ์ข้อเท็จจริงในข้อกฎหมาย ต้องโต้แย้งไว้เสมอและไม่อยู่ในบังคับ 224 โจทก์ยื่นคำร้องถอนฟ้อง เราถือว่าเป็นดุลพินิจ
จากคำสั่งของศาลชั้นต้น เราไม่ถือว่าเป็นคำสั่งห้ามและเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาที่เป็นข้อเท็จจริงเมื่อคดีนี้ไม่ถึงห้าหมื่นบาทก็อุทธรณ์ไม่ได้ แม้ว่าจะได้โต้แย้งไว้ก็ตาม ชัดเจนเวลาการมองคำสั่งระหว่างพิจารณาก็มองเช่นนี้
ไม่ว่าจะเป็นข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย ที่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาถ้าหากอุทธรณ์หลักงจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว ไม่ว่าเป็นปัญหาข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายหลังจากศาลพิพากษาแล้ว
หลักคือเวลาเรามาเชื่อมโยงก็เห็นภาพ ทำไมไปเชื่อมทั้งหมด ท่านก็เชื่อว่าการอ่านหนังสือเพียงสามสี่สิบหน้า หลักเดียวกัน แต่ข้อเท็จจริงต่างกัน แต่ข้อกฎหมายเดียวกัน วิแพ่งต้องอ่านฏีกา เพราะความคิดแรกถูก ต้องอ่านมาเยอะๆนะครับ ถ้ายิ่งคิดๆ เขวเลย ผิดเลย แต่อ่านเยอะแล้วแปรบแรกมานั่นแหละถูก เพราะมีความหนักแน่นในตัว คิดนู่นนี่นั่น เวลาอ่านคำถามเราค่อยๆอ่านๆก็จะง่ายปกติคำสั่งระหว่างพิจารณาไม่ว่าข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายคู่ความจะอุทธรณ์ได้ และในวิแพ่งการอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจ สามารถอุทธรณ์ได้โดดไม่จำต้องอุทธรณ์ในข้อกฎหมายนั้นก็ได้ การเสียค่าขึ้นศาลก็เสียอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์ คือ สองร้อยบาท คู่ความจึงเลือกที่จะอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณา
จำ มาตรา 226 คู่ความฝ่ายที่โต้แย้วคำสั่งใดของศาลชั้นต้น คู่ความนั้นก็อุทธรณ์คำสั่งนั้นได้ภายในหนึ่งเดือน ตัวบทต้องแม่นนะครับ ถ้าตัวบทไม่แม่นอ่านฏีกาอย่างเดียวผ่านยาก
ชัดเจน เพราะอาจารย์ตรวจข้อสอบแล้วเจอทุกทีว่า อุทธรณ์ระหว่างพิจารณาแล้วไม่ได้อุทธรณ์ข้อแห่งคดีอุทธรณ์ไม่ได้ อันนี้ได้ศูนย์เลย
และมีอุทธรณ์ในคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นด้วย โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญา ศาลนัดสืบพยานโจทก์ จำเลยจะนำพยานมาสืบ จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลที่งดสืบพยานจำเลย ถ้าอุทธรณ์โดด ไม่เป็นประโยชน์แก่คดีเพราะยกฟ้อง ในมาตรา 196 จึงมีการอุทธรณ์คำพิพากษาด้วย
คิดง่ายๆศาลยกฟ้องก็ไม่ชอบที่จะรับไว้ อันนี้คือคดีอาญานะครับ
สิ่งที่พูดไปเป็นตัวบททั้งสิ้น ค่อยๆฟังในภายในกำหนดหนึ่งเดือน ฉะนั้นการอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาในคดีแพ่ง การอุทธรณ์สามารถอุทธรณ์ได้ คำสั่งระหว่างพิจเป็นส่วนหนึ่งคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ต้องยกศาลต้น กระทบคำพิพากษา คู่ความจึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมใช้แทนตามมาตรา 229 มาวางศาลทุกกรณี ชัดเจน คราวนี้เรามาดู 227 เพื่อไม่ให้เกิดการเปรียบเทียบ 227 เป็นกรณีที่ไม่เห็นว่าเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา เพราะสั่งไปแล้วทำให้คดีนั้นสเร้จไปจากศษลทั้งเรื่องและคำสั่งที่ทำให้คดีเสร็จไปจากศาลทั้งเรื่องก็คือคำสั่งที่เกี่ยวกับข้อกฎหมายทั้งนั้น เช่นคำสั่งที่ไม่รับ หรือ ตรวจคำคู่ความตามมาตรา 18 การชี้ขาดข้อกฎหมาย มาตรา 24 เป็นคำสั่งที่ทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่อง การอุทธรณ์คำสั่งตาม 227 จึงต้องอยู่ในบังคับ 229 ทุกกรณี ง่ายๆโจทก์ยื่นฟ้องปุ๊บจำเลยยื่นคำให้การ ศาลต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้ง จำเลยไม่รับฟ้องแย้งพิจารณาเราถือว่าการไม่รับฟ้องแย้งอยู่ในบังคับ 227 และนำความตอนท้าย 228 มาใช้ด้วยแต่เรื่องนี้อุทธรณ์หลังจากศาลชั้นต้นให้พิพากษาคดีแล้ว
แม้อุทธรณ์คำสั่งเกี่ยวกับรับฟ้องแย้งขอให้รับฟ้องแย้งไว้พิจารณา ก็ทำให้การอุทธรณ์ในคดีเช่นนี้กระทบศาลชั้นต้น อาจทำให้ถูกยกเลิกไปในตัวแม้ไม่ได้อุทธรณ์คำพิพากษานั้นโดยตรง เวลาเรามองก็พลิกไป 227 ตอนท้ายประกอบกับ 229 คำสั่งของศาลชั้นต้น ตามมาตรา 24 มันเข้า 227 พอเข้าก็อุทธรณ์ด้วยบังคับของอุทธรณ์คือ 229 จึงเป็นหน้าที่ของผู้อุทธรณ์ มันเหมาะกับการอ่านตัวบท มันทำให้เราเกิดความเข้าใจดีกว่าอ่านแต่ละมาตรา แล้วหาความเชื่อมโยงไม่ได้ ใช้หลักตรงนี้ไปจับเหมือนกับกรณี 227 อีกกรณีคือการวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นทางข้อกฎหมาย ก็เห็นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง แล้วให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์อุทธรณ์ของโจทก์โต้แย้งคำพิพากษา เป็นค่าธรรมเนียมใช้แทนอีกฝ่ายตาม 229 นั่นเอง
ทีนี้ มาตรา 228 มันแปลกตรงที่ว่าขึ้นอยู่บ้างเรื่องโดยเฉพาะ วงเล็บหนึ่งกับวงเล็บสอง เกี่ยวกับการอุทธรณ์ ที่ไม่ใช่คำสั่งระหว่างพิจารณา เกี่ยวกับการกักขังปรับไหม สองอันนี้เป็นคำสั่งเกี่ยวกับการลงโทษบุคคลตามวิแพ่ง กับคำสั่งเกี่ยวด้วยคำขอคุ้มครองประโยชน์ ทั้งวงเล็บหนึ่งและสองเราจึงเรียกว่า สาขาคดีที่แตกออกจากโจทก์ฟ้องจำเลย เหมือนกับเป็นคดีต่างหากการอุทธรณ์นี้จึงไม่ต้องอาศัยคำพิพากษาหรือคำสั่งเดิม การอุทธรณ์ของสองอันนี้ไม่อยู่ในบังคับ 224 การอุทธรณ์คำสั่งศาลนี้ถือเป็นสาชาคดีต่างหากจากคดีที่โจทก์จำเลยพิพาทกัน เป็นคดีสาขาการอุทธรณ์จึงไม่ตกอยู่ในข้อจำกัดสิทธิของมาตรา 224 มาใช้ เหตุที่ไม่ใช้เพราะคำสั่งศาลทั้งสองคดีนี้ไม่ได้อาศัยคำชี้ขาดและเป็นคำสั่งที่กระทบต่อสิทธิของผู้ถูกลงโทษหรือตกอยู่ในบังคับของผู้คุ้มครองประโยชน์การอุทธรณ์ของ 228 วงเล็บหนึ่งและสอง ไม่ตกอยู่ใน 224 เพราะถือเป็นสาขาคดีต่างหากจากที่ผู้อุทธรณ์พิพาทกัน และไม่ต้องวางเงินตาม 229 เพราะมันไม่มีคำพิพากษาที่ต้องวางเงินนั่นเอง เวลาเราคิดคิดง่ายๆว่า 228 เป็นอุทธรณ์ก่อนมีคำพิพากษาชี้ขาดจึงไม่มีเงินที่จะวาง ถึงแม้จะเป็นการอุทธรณ์หลังจากที่ศาลมีคำพิพากษาในคดีหลักแล้วก็ตาม ไม่ต้องวางเพราะมันไม่เกี่ยว ถ้าอธิบายโดยหลักทฤษฏี คือไม่มีผลกระทบระหว่างโจทก์และจำเลยนั่นเอง แต่สำหรับวงเล็บสามนี้ เป็นการอุทธรณ์คำสั่งตามมาตรา 18 หรือ มาตรา 24 ที่มิได้ทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่องหากแต่เสร็จไปเฉพาะประเด็นบางข้อ ให้อุทธรณ์ได้สองระยะ คือภายในบังคับหนึ่งเดือนนับแต่วันที่มีคำสั่งเป็นต้นไปเท่ากับเป็นการอุทธรณ์ในขณะที่คดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณา ระยะที่สองสามารถอุทธรณ์ได้ถ้าไม่ได้อุทธรณ์ในระยะแรก ขีดเส้นใต้คำว่ามิได้อุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณา ก็ให้อุทธรณ์ได้เมื่อศาลพิพากษาคดีแล้ว คืออุทธรณ์ได้ตามปกตินั่นเอง คือหนึ่งเดือนนับแต่มีคำพิพากษาหรือ คำสั่งชี้ขาดคดี การอุทธรณ์ได้สองระยะเกิดผลทางกฎหมายที่ต่างกันไป เกิดผลสองประการคือ ถ้าเป็นการอุทธรณ์ระยะแรกไม่มีค่าธรรมเนียมที่จะต้องใช้แทนที่ต้องมาวางศาล ไม่ตกอยู่บังคับมาตรา 229 เพราะกฎหมายให้สิทธิแก่ผู้อุทธรณ์ในระหว่างพิจารณา เมื่อไม่มีคำพิพากษาค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนมันจึงยังไม่มี ค่าธรรมเนียม 161 นั่นเอง ประกอบ 167 ซึ่งศาลต้องสั่งในคำพิพากษา ในระหว่างคดีอยู่ระหว่างพิจารณา แต่ถ้ามีการอุทธรณ์ตาม 228 วงเล็บสาม อย่างนี้ต้องนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนมาวางศาล อุทธรณ์เหมือนกันหากอุทธรณ์ในช่วงหลังจากที่ศาลมีคำพิพากษาซึ่งวรรคสี่บอกให้อุทธรณ์ได้ เป็นหน้าที่ของผู้อุทธรรณ์ที่ต้องนำค่าฤชาธรรมเนียมมาวาง จากค่าธรรมเนียมที่ชัดแจ้ง เพกถอนคำสั่งจากแก้คำให้การเป็นไม่ให้แก้ คำสั่งนี้เท่ากับคำสั่งไม่รับคำให้การหรือคำคู่ความ คำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การก็ถือเป็นคำคู่ความเข้า 228 วงเล็บสาม การที่จำเลยไปอุทธรณ์ภายหลังมีคำพิพากษา ก็มีค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทน ก็ตกอยู่ใน 229 เมื่อจำเลยนำค่าฤชาธรรมใช้แทนมาวางศาลแล้วนั้น ภายหลังที่มีคำพิพากษาแล้วต้องมีค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทน ไม่ต้องมองเรื่องทุนทรัพย์เลย
นี่คือ 228 วงเล็บสาม ในวรรคท้าย เวลาจำข้อกฎหมายไม่ต้องจำมากมาย เวลาพิจารณาให้ดูการใช้สิทธิอุทธรณ์ของคู่ความหรือไม่เป็นสำคัญ ถ้าใช้สิทธิไปแล้วต้องถือว่าเข้ากรณีตามวรรคท้ายคือใช้สิทธิไปแล้วก็มาใช้อีกไม่ได้ เพราะเป็นข้อจำกัดการใช้สิทธิอุทธรณ์ฏีกา ผู้อุทธรณ์เป็นสำคัญ ไม่ว่าศาลชั้นต้นจะสั่งเป็นประการใดก็แล้วแต่ ที่ให้ถ้อยคำแล้วนี้ คำสำคัญบางคำต้องมีในคำตอบถ้าไม่มีอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้าย ดูที่ 229 มันเป็นบทบัญญัติว่าด้วยการยื่นอุทธรณ์เพราะฉะนั้นเรื่องการนำอุทธรณ์ไปยื่นต่อศาลนี้นะ สังเกตดูตัวบท เป็นอำนาจหน้าที่ของผู้อุทธรณ์ทั้งสิ้น ภายในกำหนดหนึ่งเดือนที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น อย่าไปใช้คำว่าสามสิบวันนะ
และผู้อุทธรณ์ต้อง ขีดเส้นเลย ว่าต้องเป็นเงินอย่างเดียว มาวางต่อศาล พร้อมกับอุทธรณ์นั้นด้วย แสดงว่าการกำหนด เงื่อนไขของการยื่นอุทธรณ์เพื่อให้เป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นหน้าที่ที่ต้องทำตาม 229 การกำหนดเงื่อนไขก็เพื่อให้การยื่นอุทธรณ์นี้ขอบด้วยกฎหมาย มาตรา นี้จึงบังคับให้ผู้อุทธรณ์ต้องปฏิบัติการปฏิบัติตามมาตรา นี้จึงไม่ตกอยู่ในบังคับมาตรา 18 ค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนเป็นความรับผิดในชั้นที่สุด 161+167 จำนวนเท่าไหร่ดูที่ 169 ผู้อำนวยการศาลนั้นๆทำบัญชีแสดงค่าฤชาธรรมเนียม บ่งบอกว่าผู้อุทธรณ์จะนำค่าฤชาธรรมเนียมมาวางเท่าไหร่ เงินจำนวนนี้มองหรือไม่ว่าเอาอุทธรณ์ไปวางที่ศาล อันนั้นเป็นค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับฝ่ายที่ดำเนินกระบวนพิจารณา ตรงนี้เรียกค่าขึ้นศาลว่าค่าธรรมเนียมศาล
ฎ.370/2547 - ค้นไม่พบ
เราเรียกเงินนี้ว่าค่าขึ้นศาลหรือค่าธรรมเนียมศาล เงินสองจำนวนนี้ไม่เหมือนกัน เงินค่าขึ้นศาลหรือค่าธรรมเนียมศาลตกอยู่ในบังคับมาตรา 18 หากเสียไม่ถูกต้องต้องสั่งให้เขาเอามาวางให้ถูกต้องเสียก่อนตามมาตรา 18 วรรคสอง เทียบกับค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนตามมาตรา 229 เป็นหน้าที่ของผู้อุทธรณ์ที่ต้องปฏิบัติดังนั้นหาก วางเฉพาะ เงินตามมาตรา 18 อย่างเดียวไม่วางเงินตามมาตรา 229 ก็ไม่รับอุทธรณ์ได้ทันที
ค่าขึ้นศาลต้องเสียทุกกรณีเว้นแต่ได้มีการขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลตามมาตรา 155 156
ค่าขึ้นศาลก็ต้องวางพร้อมอุทธรณ์
ทีนี้สาระของ 229 มันแยกเป็นสองกรณีสำหรับค่าธรรมเนียมใช้แทนตาม 229 ผู้อุทธรณ์ต้องมาวางต่อเมื่อมีผลกระทบต่อคำพิพากษาเป็นสำคัญ เพราะการอุทธรณ์นี้
เงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนหมายถึง ชั้นที่สุดตามคำพิพากษาถ้าหากมีตามมาตรา 161 ประกอบ มาตรา 167 ใช้คำว่าถ้าหากมี ถ้าไม่มีก็ไม่ต้องวาง เช่นศาลชั้นต้นสั่งให้ยกฟ้อง ถ้าเป็นพับก็ไม่ต้องวาง แม้การอุทธรณ์จะกระทบต่อคำพิพากษาก็ตาม และนำมาวางเมื่อการอุทธรณ์นั้นมีผลกระทบต่อคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้เป็นอันถูกยกเลิกหรือเพิกถอนไป
สังเกตว่าจากคำๆนี้ต้องมานั่งสมมุติว่าการอุทธรณ์ที่ไม่กระทบอุทธรณ์ ก็ไม่ต้องวาง จำเลยจึงสามารถอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่อนุญาตให้ขยายได้ ไม่ต้องวางเพราะการอุทธรณ์ขยายหรือไม่ ไม่มีผลกระทบต่อคำพิพากษาที่แพ้คดี เพียงแต่ว่าการอุทธรณ์คำสั่งเกี่ยวกับการขยายระยะเวลานี้ตกอยู่ในบังคับมาตรา 224 นี้ เช่นการอุทธรณ์ขยายระยะเวลาคำสั่ง ไม่ต้องนำค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนมาวางตามมาตรา 229 แต่การอุทธรณ์คำสั่งนี้ ตกอยู่ในบังคับของมาตรา 224 ด้วย อันแรกที่ไม่อยู่ในบังคับ
คร .1811/2547 – ค้นไม่พบ
4517/2547
คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่พิพาท และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 4,000 บาท จึงเป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใดๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นฟ้องไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท อันต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง แม้จะเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาซึ่งไม่เกี่ยวกับเนื้อหาของคดีที่คู่ความพิพาทกันก็ต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว
สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนนี้ กำหนดระยะเวลาให้นำมาวาง พอเราอุทธรณ์ไปยื่นเสียค่าขึ้นศาลอย่างเดียว ปกติศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับเลยนะ แต่กับมีคำสั่งให้นำค่าฤชาธรรมเนียมมาวาง เป็นข้อสอบครั้งที่แล้ว พร้อม 228 วงเล็บสาม เปิดไปดูที่ 232 ฏีกาไม่ได้อธิบายแต่ได้มีการยกร่าง
ตามบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายนี้หมายความว่าต้องสั่งตามกฎหมายนี้คือสั่งตามมาตรา 18 เราจึงออกหลักว่าคำสั่งศาลที่ปรากฏเวลานี้เป็นอำนาจของศาลชั้นต้นโดยเฉพาะ มันจึงแยกออกไงว่า 232 แตกต่างจากมาตรา
6812/2550 – ค้นไม่พบ
1125/2545
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 บัญญัติให้เป็นหน้าที่ของผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ ซึ่งค่าธรรมเนียมใช้แทนนอกจากค่าทนายความแล้วยังรวมถึงค่าฤชาธรรมเนียมที่คู่ความอีกฝ่ายต้องเสียไปจากการดำเนินคดีในศาลชั้นต้นด้วย การที่จำเลยยื่นอุทธรณ์โดยนำเพียงค่าทนายความใช้แทนมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์จึงเป็นการไม่ชอบศาลชั้นต้นชอบที่จะสั่งไม่รับอุทธรณ์ได้ทันที แต่เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยมิได้จงใจหรือฝ่าฝืนที่จะไม่ปฏิบัติตามบทกฎหมายและมีคำสั่งกำหนดเวลาให้จำเลยปฏิบัติให้ถูกต้องครบถ้วนเท่ากับศาลชั้นต้นเปิดโอกาสให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลให้ถูกต้องอีกครั้งหนึ่งก่อนที่จะพิจารณาสั่งอุทธรณ์อันเป็นกระบวนพิจารณาในชั้นตรวจคำฟ้องอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 232 ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของศาลชั้นต้นโดยเฉพาะ คำสั่งของศาลชั้นต้นเช่นนี้จึงมิใช่คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ซึ่งผู้อุทธรณ์อาจอุทธรณ์คำสั่งศาลนั้นไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 3 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 234 ได้ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในชั้นตรวจคำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยว่า ให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนมาวางศาลภายในเวลาที่กำหนดก่อนจึงจะพิจารณาสั่งอุทธรณ์ของจำเลยนั้น จำเลยจึงยังไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยมานั้นจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่อาจวินิจฉัยฎีกาของจำเลยได้
64620/2547- ค้นไม่พบ
คราวหน้าจะพูดว่ามันแยกมาตราเหล่านี้อย่างไร จะประหยัดระยะเวลาในการอ่านหนังสือของท่านได้เยอะเลยครับ