สรุปคำบรรยาย ครอบครัว ( ภาคค่ำ ) ชั่วโมงที่ 1 - 2 24 พฤษภาคม 2553

322 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
May 26, 2010, 12:41:26 AM5/26/10
to LAWSIAM

หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า  kankokub  ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ ชาติชาย อัครวิบูลย์ ผู้บรรยาย  , บิดามารดาข้าพเจ้าขอบคุณ. http://www.muansuen.com และคุณ admin ที่นำ flie เสียงมาลงแบ่งปันให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

ชั่วโมงที่ 1 – 2 วันที่ 24 พฤษภาคม 2553

            ก่อนอื่นอาจารย์ขอแสดงความยินดีที่เราได้ปริญญาตรี และต่อไปก็จะสำเร็จได้เป็นเนติบัณฑิตไทย ก็ทำให้ได้รับความรู้ในทางปฏิบัติ สิ่งหนึ่งคือการที่เรามาอบรมก็เป็นการทบทวนวิชาที่เราเรียนในชั้นปริญญาตรี

            สำหรับการสอบเนฯภาคแรกก็คือการสอบ ทางแพ่งและทางอาญา หรือคือ สองขา แต่อย่าไปวิตก สำหรับท่านที่ไม่มีเวลาเพียงพอ อาจารย์ก็ขอแนะนำให้เราเน้นน้ำหนักไปทางที่เราถนัดให้แน่เสียก่อน ว่าอย่างน้อยได้หนึ่งขา ก็คืออย่างน้อยที่สุดเราควรได้สักหนึ่งขา เพื่อปีที่สองมาจับอีกขา เพราะถ้าเวลาไม่พอมาจับทั้งสองขาอาจจะไม่ได้สักขา เราศึกษาจากข้อสอบเก่าแล้วว่า มีการเรียนหลายวิชา วิชาใดออกทุกปี เราต้องทราบ เอกเทศสัญญาอาจมีการสลับกันสอบ หุ้นส่วนบริษัทออกแน่นอน อยู่ที่ว่าจะออกในส่วนหุ้นส่วนหรือบริษัท ทรัพย์ในบรรพ 4 ออกในข้อหนึ่งแน่นอน

            สำหรับกฎหมายครอบครัว มรดก แต่ก่อนออกแยกกัน เป็นวิชาละหนึ่งข้อ แต่ปัจจุบันนั้น ออกโยงกัน ทำให้การออกข้อสอบแคบลง แต่เพียงที่เกี่ยวโยงสองวิชาได้ ข้อสอบเนฯไม่ยุ่งยากจะเก็บคะแนนได้มากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับพวกเรา

            การฟังคำบรรยายภาคค่ำมีเวลาน้อยกว่าภาคปกติหนึ่งเท่า เราก็อาจใช้วิธีอ่านเสริมจากหนังสือรวมคำบรรยายภาคกลางวันก็ได้

            อีกวิธีหนึ่งคือการอ่านตัวบทกฎหมายเป็นประจำ คือ อ่านคำบรรยายน้อย แต่การอ่านตัวบทเราต้องอ่านสม่ำเสมอ ใจความสำคัญของมาตรานั้นๆเป็นอย่างไร อย่าตอบแบบกำปั้นทุบดิน ระดับปริญญาตรียังพออนุโลมได้แต่ระดับเนฯ ไม่ได้เสียแล้ว

            วันนี้เนื่องจากวันที่ 28 8 อาจารย์ติดราชการที่ต่างประเทศ อาจารย์จึงบรรยายวันนี้สองชั่วโมง

            บรรพ 5 มีตัวบทมาก อาจารย์ ก็จะทำให้พวกเราเข้าใจหลักเกณฑ์ ในทางปฏิบัติของมาตรานั้นๆ โดยนำแนวคำวินิจฉัยศาลฏีกามาอธิบาย ฏีกาเก่าอาจออกได้ แต่ ฏีกาใหม่ภายในห้าปีนี้ มักจะออก การอ่านคำพิพากษาฏีกาย้อนหลังทำให้เรารู้หลักเกณฑ์พอสมควร พวกเราถ้าไม่ติดตามก็ทำไม่ได้ สมัยอาจารย์สอบเนฯ ก็มีฏีกาในเรื่องนิติกรรมอำพราง อาจารย์ก็อ่านแล้วจดจำ ปรากฏว่าข้อสอบ ออกมาจริงๆ ข้อนั้นอาจารย์ได้เต็ม ภาคหนึ่งอาจารย์ได้คะแนนสูงสุด

            เพื่อให้พวกเราเห็นว่า การอ่านในย่อสั้นอาจไม่เข้าใจ ก็ให้ไปอ่านย่อยาวว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรด้วย

            วันนี้อาจารย์จะบรรยายเรื่อง การหมั้น คงไม่ไปแตะเรื่องพรบให้ใช้กฎหมายครอบครัว ซึ่งถ้าเอาไปออกก็เป็นการยากจนเกินไป

            ในเรื่องของการหมั้น อาจารย์อยากทำความเข้าใจเบื้องต้นว่า

            มีห้าประการ

            ประการที่หนึ่ง เป็นข้อตกลงระหว่างชายกับหญิง บุคคลเพศเดียวกัน หมั้นไม่ได้ แม้ผ่าตัดแปลงเพศแล้วก็ตาม ศาลฏีกาบอกว่าผู้ร้องเป็นชายโดยกำเนิด ไม่มีกฎหมายให้สิทธิในการเปลี่ยนแปลงเพศได้ เพศของบุคคลตามธรรมดา ถือเอาตามที่กำเนิดมา และตามพจนานุกรมหญิงหมายถึงบุคคลที่มีบุตรได้ แม้ในต่างประเทศที่รับรองก็ตาม แต่ในกฎหมายไทยเขียนรับรองไว้แน่นอนว่า ต้องเป็นชายกับหญิงเท่านั้น

            ประการที่สอง การหมั้นต้องมีข้อตกลงกันว่าจะสมรสตามกฎหมาย ไม่สนใจว่า จะได้ไปจดทะเบียนสมรสกันจริงๆหรือไม่ ฉะนั้น เจตนาที่อยู่กินด้วยกัน เช่น เอ กับ บี ตกลงกันว่า วันที่ หนึ่ง มิถุนายนเราได้ยกขันหมากไปสู่ขอเธอแล้วอยู่กันกัน การสมรสจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ ฝ่ายใดถึงแก่ความตาย หรือบิดพลิ้วก็ดี อย่างนี้ถึงนำบรรพห้ามาบังคับ

            การตกลงต้องสมัครใจ ปัญหาว่าการข่มขู่หรือฉ้อฉลในทางทฤษฏีจะเห็นว่า การหมั้นจะไปใช้หลักนิติกรรมทั่วไปที่ให้มีผลเป็นโมฆียะไม่ได้ การหมั้นไม่ใช่ทำนิติกรรมที่ให้เกิดการเคลื่อนไหวแห่งสิทธิ จะนำมาใช้ไม่ได้

            ดูจากข้อเท็จจริง นายเอ หมั้นกับ นางสาวบี โดยข่มขู่นางสาวบีก็ดี หรือ หลอกนางสาวบีว่าตนจบปริญญาเอก ทางวิศวกรรม ปัญหาว่านางสาวบีจะทำอย่างไร จะเห็นว่าถ้าเราถือหลักว่าโมฆียะ จะไปบอกล้าง ก็ต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมของหมั้นก็ต้องคืน ถามว่าเกิดความชอบธรรมหรือไม่

            ต้องเป็นสิทธิของนางสาวบี ที่ จะบอกเลิกสัญญาหมั้นเนื่องจากเหตุสำคัญทางฝ่ายชาย อันนี้ก็เกิดความชอบธรรมในการบังคับกฎหมายมากกว่า หลักการทำการหมั้นไม่เหมือนหลักการทำนิติกรรมทั่วไป ปัญหาว่าคู่สัญญาหมั้นนั้น มีอย่างไรบ้าง คู่สัญญาหมั้นหมายรวมถึงบิดามารดาผู้ปกครองหญิงด้วย อย่างนี้บิดามารดาของทั้งชายและหญิงก็เป็นคู่สัญญาหมั้น เราต้องแยกสองคำ ระหว่างคู่หมั้น กับ คู่สัญญาหมั้น ทั้งนี้เพื่อพิจารณาในเรื่องการเรียกให้รับผิด ตาม     มาตรา 1440  ค่าทดแทนนั้นอาจเรียกได้ ดังต่อไปนี้

                        (1) ทดแทนความเสียหายต่อกายหรือชื่อเสียงแห่งชายหรือหญิงนั้น

                        (2) ทดแทนความเสียหายเนื่องจากการที่คู่หมั้น บิดามารดา หรือบุคคลผู้กระทำการในฐานะเช่นบิดามารดาได้ใช้จ่ายหรือต้องตกเป็นลูกหนี้เนื่องในการเตรียมการสมรสโดยสุจริตและตามสมควร

                        (3) ทดแทนความเสียหายเนื่องจากการที่คู่หมั้นได้จัดการทรัพย์สิน หรือการอื่นอันเกี่ยวแก่อาชีพหรือทางทำมาหาได้ของตนไปโดยสมควรด้วยการคาดหมายว่าจะได้มีการสมรส

           ในกรณีที่หญิงเป็นผู้มีสิทธิได้ค่าทดแทน ศาลอาจชี้ขาดว่าของหมั้นที่ตกเป็นสิทธิแก่หญิงนั้นเป็นค่าทดแทนทั้งหมดหรือเป็นส่วนหนึ่งของค่าทดแทนที่หญิงพึงได้รับ หรือศาลอาจให้ค่าทดแทนโดยไม่คำนึงถึงของหมั้นที่ตกเป็นสิทธิแก่หญิงนั้นก็ได้

            ในความเห็นของอาจารย์ ในเรื่องจับพิธีคลุมถุงชน ในแง่ตัวบทกฎหมาย ถ้าแต่แบเบาะก็ฝ่าฝืนในเรื่องอายุการหมั้นก็ตกเป็นโมฆะไปในตัว ความรับผิดก็เป็นเรื่องสัญญาทั่วไป

          ประการที่สี่  การหมั้นกฎหมายก็กำหนดชัดแจ้ง ว่าต้องมีของหมั้น

            มาตรา 1437 การหมั้นจะสมบูรณ์เมื่อฝ่ายชายได้ส่งมอบหรือโอนทรัพย์สินอันเป็นของหมั้นให้แก่หญิงเพื่อเป็นหลักฐานว่าจะสมรสกับหญิงนั้น

            เพราะฉะนั้นของหมั้นจึงเป็นองค์ประกอบอันสำคัญ ถ้าไปตกลงด้วยวาจาเฉยๆก็ไม่เข้าองค์ประกอบการหมั้น จะไปฟ้องเรียกค่าทดแทน ในค่าใช้จ่ายที่ตนได้ตระเตรียมเพื่อการสมรสตาม 1440 อนุสองไม่ได้

            ประการที่ห้า การหมั้นต้องไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย

            ปัญหาว่า นายเอมีภริยาอยู่แล้ว มาตกลงหมั้นกับนางสาวบี นางสาวบีไม่ทราบ การหมั้นในความเห็นของอาจารย์ ไม่เป็นโมฆะ แต่เมื่อนางสาวบีทราบความจริง จะฝ่าฝืน 1552 ไม่ได้ ย่อมอ้างเหตุสำคัญอันเกิดแต่ชายคู่หมั้นที่จะบอกเลิกสัญญาได้ แต่ถ้าเกิด บีไม่สนใจใยดี ก็จดทะเบียนสมรสกับ เอ อันนี้ก็ไปสู่ 1552 การสมรสจึงเป็นโมฆะ

            ถ้าต่างฝ่ายต่างไม่สุจริต ผลก็เป็นว่าจะใช้สิทธิทางศาลไม่ได้เช่นกัน นั่นก็คือจับเอาหลักการใช้สิทธิทางศาลต้องมาโดยสุจริต

            ต่อไปจะพูดเรื่องของหมั้นเสียก่อน การที่ได้กล่าวแล้วว่า การหมั้นจะสมบูรณ์เมื่อฝ่ายชายได้ส่งมอบหรือโอนทรัพย์สินอันเป็นของหมั้นให้แก่หญิงเพื่อเป็นหลักฐานว่าจะสมรสกับหญิงนั้น

            ประการที่หนึ่ง ต้องเป็นทรัพย์สิน ที่ฝ่ายชายได้ส่งมอบหรือโอนให้แก่หญิง ไม่มีบทกฎหมายบังคับว่าจะมีราคาค่างวดเท่าไหร่ จะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับฐานะของฝ่ายชาย คนจนก็สามารถหมั้นได้ แค่หมากพลูก็ถือว่าเป็นของหมั้นได้ เพราะฉะนั้นของหมั้นจึงอาจเป็นทรัพย์สินที่เป็นรูปร่างหรือไม่ก็ได้ สิทธิเรียกร้อง ก็อาจเป็นของหมั้นได้ นายเอก็หมั้นนางสาวบีโดยการโอนสิทธิเรียกร้องให้นางสาวบีได้ ในเรื่องนี้ก็มีแนวฏีกาที่เทียบเคียงได้

            3364/2537

          แม้สัญญาจะซื้อจะขายบ้านและที่ดินจะมีลายมือชื่อโจทก์ลงไว้ในช่องผู้จะซื้อคู่กับลายมือชื่อของจำเลย แต่ข้อความตอนต้นของสัญญาระบุชัดว่าจำเลยเป็นคู่สัญญาในฐานะผู้จะซื้อ ทั้งสัญญาฉบับดังกล่าวได้ทำขึ้นในวันเดียวกับวันที่โจทก์จำเลยทำพิธีหมั้นกันจึงเป็นเหตุผลน่าเชื่อว่าโจทก์ตกลงซื้อบ้านและที่ดิน และมอบสัญญาจะซื้อจะขายแก่จำเลยเป็นของหมั้นในวันทำพิธีหมั้นด้วยมิฉะนั้นแล้วก็ไม่มีความจำเป็นต้องทำสัญญาจะซื้อจะขายบ้านและที่ดินในนามของจำเลยและไม่มีความจำเป็นต้องทำสัญญากันในวันหมั้น ต่อมาเมื่อบ้านก่อสร้างเสร็จก็ได้มีการโอนบ้านและที่ดินเป็นชื่อจำเลยถือกรรมสิทธิ์ซึ่งเป็นการโอนที่สืบเนื่องโดยตรงจากสัญญาจะซื้อจะขายที่ทำกันในวันหมั้นนั้นเอง จึงฟังได้ว่าบ้านและที่ดินตามฟ้องเป็นทรัพย์ที่โจทก์มอบแก่จำเลยเป็นของหมั้นในวันหมั้น

 

            บ้านและที่ดินตามฟ้องเป็นทรัพย์ที่โจทก์มอบให้แก่จำเลยในวันหมั้น จึงเป็นของหมั้น

            ประเด็นที่สองก็คือ ทรัพย์สินนั้นต้องเป็นทรัพย์สินที่ฝ่ายชายโอนหรือมอบให้แก่หญิง อาจส่งมอบโดยชัดเจนหรือปริยาย โอนทะเบียน หรือ มอบกุญแจ

            ที่ดินมีโฉนดก็ต้องโอนกรรมสิทธิ์ ที่ดิน นสสามจดทะเบียนโอนสิทธิได้ ที่ดินมือเปล่าไม่สามารถจดทะเบียนได้ ก็ต้องมีการส่งมอบการครอบครอง

            ทรัพย์สินนั้นจะเป็นของชายเองหรือไม่ก็ได้ ก็หมายความว่า ถ้าเป็นทรัพย์สินของชายเองไม่มีปัญหาเช่น ชายซื้อทรัพย์สินมาส่งมอบให้หญิงเลยก็ไม่เป็นปัญหา จะเป็นปัญหาเมื่อ ไม่ใช่ของชาย เช่น ชายจนเลยไปขโมยของในร้านทอง ชายเอาทองที่ขโมยมาหมั้นหญิง ถามว่าสัญญาหมั้นสมบูรณ์หรือไม่ กรรมสิทธิ์ในตัวทรัพย์ไม่ใช่ของชาย เจ้าของร้านทองมีสิทธิติดตามเอาคืน แต่ต้องถือว่าสัญญาหมั้นนั้น สมบูรณ์แล้ว การหมั้นมีการสมบูรณ์ คำถามในใจก็คือ ชอบธรรมหรือหากเจ้าของร้านทองพาตำรวจมาเอาคืน ถ้าบอกว่าสัญญาหมั้นสมบูรณ์ภายหญิงก็เสียหายสิ ก็เห็นว่า กรณี แม้เจ้าของร้านทองจะมาเอาคืนไป หญิงก็มีสิทธิบอกเลิกสัญญาหมั้น เนื่องจากเหตุสำคัญจากชายคู่หมั้นได้ การกระทำของชายเป็นการประพฤติชั่ว แต่เรียกค่าทดแทนไม่ได้ เพราะเป็นการประพฤติชั่วก่อนการหมั้น

            เป็นเพียงเหตุที่ทำให้หญิงบอกเลิกสัญญาหมั้นได้ บางกรณีไม่ได้มีการส่งมอบกัน เช่นตกลงมอบเงินหนึ่งแสนบาทให้หญิง แต่เนื่องจากนั้น ชายถูกอายัดบัญชีเงินฝาก ชายก็เลยทำสัญญากู้มอบให้แก่หญิงไว้ สัญญากู้นี้ถือไม่ได้ว่าเป็นการส่งมอบเงินให้แก่หญิงจึงไม่เป็นสัญญาหมั้น การหมั้นยังไม่เกิดขึ้น ฉะนั้นหญิงจึงมีสิทธิฟ้องเรียกเงินตามสัญญากู้หรือไม่ กรณีนี้ถ้าเราเปรียบเทียบกับสินสอด เมื่อฝ่ายชายตกลงมอบสินสอดให้หญิง เพื่อให้สมรสด้วย บิดามารดาหญิงมีสิทธิฟ้องเรียกสินสอดได้ แตกต่างกัน

            และไม่เชื่อมโยงกันเลย จึงแยกออกจากกัน อาจารย์บอกว่าในเรื่องสินสอดบังคับได้แม้ยังไม่ได้ส่งมอบอีกประเด็นหนึ่งที่น่าพิจารณาคือกรณีที่ไม่ได้มีเจตนาส่งมอบกันอย่างแท้จริงอันนี้ เช่น ชาย ตกลงให้หญิง ห้าหมื่นแต่เกรงว่าบิดามารดาของหญิงจะรังเกียจ ก็เลยทำเจตนาลวงกับ หญิงว่า ตนจะยืมทองจากเพื่อนมาโชว์ พอจดทะเบียนสมรส แล้ว หญิงก็จะคืน เราก็จะเห็นว่า ถ้าอย่างนั้นของหมั้นก็มีเพียงเงินห้าหมื่นบาทเท่านั้นเอง

            ถ้าชายตกลงกับหญิงว่าจะไม่ให้ทั้งหมด แต่เอามาโชว์ให้แขกได้เห็นเท่านั้น ก็เป็นเรื่องไม่มีของหมั้น ไม่ต่างอะไรกับการแสดงภาพยนตร์

8954/2549

          การที่ศาลจะวินิจฉัยว่าฝ่ายจำเลยผิดสัญญาหมั้นหรือไม่ จะต้องฟังให้ได้เสียก่อนว่า โจทก์ที่ 2 และจำเลยที่ 2 มีเจตนาที่จะสมรสโดยจดทะเบียนสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1457 หรือไม่ เพราะการหมั้นตามกฎหมายนั้นต้องมีเจตนาจะสมรสกันตามกฎหมาย มิใช่เมื่อมีการมอบของหมั้นแล้ว ก็มีผลสมบูรณ์ตามมาตรา 1437

ฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยทำพิธีหมั้นตามประเพณี โดยไม่มีเจตนาที่จะจดทะเบียนสมรสต่อกัน ทรัพย์สินที่ฝ่ายจำเลยมอบให้ฝ่ายโจทก์จึงไม่ใช่ของหมั้น เพราะไม่ใช่ทรัพย์สินที่ฝ่ายจำเลยมอบให้ฝ่ายโจทก์เพื่อเป็นหลักฐานการหมั้น และประกันว่าจะสมรส ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1437 วรรคหนึ่ง ดังนั้น เงินสดจำนวน 1,444,000 บาท และทองคำรูปพรรณที่จำเลยที่ 1 นำไปมอบให้แก่ฝ่ายโจทก์จึงไม่ใช่ของหมั้น โจทก์ทั้งสองจึงไม่อาจฟ้องเรียกคืนฐานผิดสัญญาหมั้นได้

ฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยมีข้อตกลงกันว่าโจทก์ทั้งสองจะคืนเงินสดและทองรูปพรรณที่ใช้ในพิธีหมั้นให้จำเลยที่ 1 ในวันแต่งงาน ดังนั้น เงินสดและทองรูปพรรณดังกล่าวจึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์ที่ 2 แต่เป็นที่เข้าใจตรงกันทั้งสองฝ่ายว่าเป็นทรัพย์สินที่นำมาแสดงในวันหมั้นเพื่อให้เหมาะสมกับฐานะทั้งสองฝ่ายเท่านั้น กรรมสิทธิ์ในเงินสดและทองคำรูปพรรณดังกล่าวจึงไม่ตกเป็นของโจทก์ที่ 2 การที่โจทก์ที่ 2 นำไปให้จำเลยที่ 1 ในวันแต่งงานจึงเป็นการส่งคืนทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ตามข้อตกลง มิใช่การฝากทรัพย์ โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิเรียกคืน

 

            ก็ฟ้องคืนได้ในฐานลาภมิควรได้ กรณีที่มีการตกลงกันให้ส่งมอบให้กัน เฉพาะส่วนนั้นเท่านั้นเป็นของหมั้น ส่วนที่ยังไม่โอนให้กัน ไม่ถือเป็นของหมั้น ในส่วนที่เกินนั้น ฝ่ายหญิงจะมาเรียกไม่ของหมั้นไม่ได้ ชายตกลงมอบเงินห้าหมื่นบวกด้วยทองคำสิบบาท แต่ทองยังไม่ได้มอบ จนกระทั้งวันทำพิธีสมรส หญิงทวงถาม ชายไม่ส่งมอบให้ ชายไม่ซื่อสัตย์ ไม่ใช่บุคคลที่เชื่อถือได้ ชีวิตสมรสไม่ราบรื่นแน่ หญิงชอบที่จะบอกเลิกสัญญาหมั้น มีประเด็นอีกประเด็นหนึ่งคือ ทรัพย์สินจะเป็นของชายหรือไม่ ก็ได้ เพราะฉะนั้นกรณีที่ เอ ตกลงหมั้นกับ บี แล้ว บีนำทรัพย์ของตน ให้ เอ ฝ่ายชายนำมาแสดงต่อหน้าบิดามารดาตน อันนี้ก็ขาดองค์ประกอบของหมั้น แม้เป็นทรัพย์ของใครก็ได้ แต่คงไม่หมายรวมว่าเป็นของหญิงด้วย

            ของหมั้นเป็นหลักฐานว่าจะสมรส เพราะฉะนั้นการที่ชายส่งมอบทรัพย์สินให้แก่หญิงจะต้องมีเจตนาต้องตรงกันทั้งสองฝ่าย

            การตกลงมอบทรัพย์สินให้แก่หญิงเพื่ออยู่กินกัน ฉันสามีภริยา ไม่ใช่เพื่อจะสมรส จึงไม่ใช่ของหมั้น จึงต้องมีเจตนาในการให้เพื่อทำการสมรสตามกฎหมาย

            ในทางตรงกันข้ามหญิงมอบทรัพย์สินให้ชาย เพื่อจะสมรสแก่ชาย ก็ไม่ทำให้เป็นของหมั้นเช่นกัน แต่ถือเป็นการให้โดยเสน่หา ทรัพย์สินจึงไม่อยู่ในบังคับตามบรรพห้า

            กรณีที่ชายให้ทรัพย์สินแก่หญิงโดยเจตนาจะทำการสมรส แต่ปรากฏว่า ชายหรือหญิงมีอายุไม่ครบ 17 ปีบริบูรณ์ก็ย่อมตกเป็นโมฆะ ทรัพย์สินก็เรียกคืนตามหลักลาภมิควรได้ เว้นเสียแต่ชายรู้อยู่แล้วว่าหญิงอายุไม่ครบ 17 ปี เช่นนี้ก็เป็นหลักที่ว่า เป็นการชำระหนี้ตาอำเภอใจ ซึ่งชายไม่อาจเรียกคืนได้ตาม มาตรา407

            3072/2547

          ในขณะที่นาย อ. ทำการหมั้นกับนางสาว บ. นั้น นางสาว บ. อายุยังไม่ครบ 17 ปีบริบูรณ์ โดยมีอายุเพียง 15 ปีเศษ การหมั้นดังกล่าวจึงฝ่าฝืนบทบัญญัติ ป.พ.พ. มาตรา 1435 วรรคหนึ่ง ย่อมตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1435 วรรคสอง นอกจากนี้มาตรา 172 วรรคสอง บัญญัติว่า ถ้าจะต้องคืนทรัพย์สินอันเกิดจากโมฆะกรรม ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้มาใช้บังคับ เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์ทราบว่านางสาว บ. อายุไม่ครบ 17 ปี จำเลยและนางสาว บ. จึงต้องคืนของหมั้นและสินสอดให้แก่โจทก์ตามมาตรา 412 และ 413 โดยจะถือว่าโจทก์ชำระหนี้ตามอำเภอใจตามมาตรา 407 หาได้ไม่ ดังนั้น การที่โจทก์จำเลยซึ่งเป็นบิดาและมารดาของนาย อ. และนางสาว บ. ทำบันทึกข้อตกลงภายหลังที่นาย อ. กับนางสาว บ. เลิกการอยู่กินเป็นสามีภริยากัน ว่าจำเลยตกลงจะคืนเงินสินสอดและของหมั้นแก่โจทก์ จึงมีมูลหนี้และใช้บังคับได้ หาได้ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่

หมายเหตุ วินิจฉัยโดยมติที่ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 4/2547

 

             ของหญิงที่ให้แก่ชาย จะเป็นทรัพย์สินที่มีก่อน

            สาระสำคัญของสินสอดต้องเป็นฝ่ายชายให้กับบิดามารดา เพื่อตอบแทนการยินยอมให้สมรส หลักเกณฑ์ ของสินสอดเป็นเช่นเดียวกับของหมั้นต้องเป็นทรัพย์สิน การได้รับเช็คมาแล้วสลักหลังเช็คให้ฝ่ายหญิงก็เป็นสิทธิเรียกร้องอันหนึ่ง สินสอดไม่จำเป็นต้องให้ทันที อาจมีการตกลงว่าจะโอนกันในวันหลังได้ หากไม่ยอมโอนก็สามารถฟ้องเรียกได้ ต่างกับของหมั้นที่หญิงจะฟ้องบังคับส่วนที่ยังไม่ให้ไม่ได้

            การที่บอกเลิกสัญญาหมั้น ถามว่าบิดามารดาของหญิงจะเรียกเงินหนึ่งแสนบาทจากชายได้หรือไม่ ข้อความที่บอดว่าเป็นคนละเรื่องเป็นการเรียกคืน กรณีนี้หญิงไม่ได้สมรสแก่ชายอาจารย์เห็นว่าในกรณีเช่นนี้กรณีที่หญิงไม่ยอมสมรส ฝ่ายชายถ้ายังไม่มอบสินสอด ก็ไม่ต้องมอบ เพราะสินสอด

                878/2518

          อันสินสอดนั้นตามกฎหมายเป็นทรัพย์สินซึ่งฝ่ายชายให้แก่บิดามารดาหรือผู้ปกครองฝ่ายหญิง เพื่อตอบแทนการที่หญิงยอมสมรสและเมื่อมีข้อตกลงจะให้สินสอดแก่กันแล้ว การให้สินสอดภายหลังการสมรสย่อมทำได้เพราะไม่มีอะไรห้ามซึ่งต่างกับของหมั้นอันจะต้องให้กันในเวลาทำสัญญาหมั้นคือก่อนสมรส

บิดามารดาโจทก์จัดให้โจทก์และ ว. ทำพิธีแต่งงานกัน และโจทก์เต็มใจยอมสมรสมารดาโจทก์ได้เตือนให้โจทก์และ ว ไปจดทะเบียนสมรส แต่ทั้งสองคนละเลยไม่ดำเนินการจดทะเบียนโดยว่าจะไปจดวันหลังก็ได้ ครั้นอยู่ด้วยกัน 3 เดือนก็มีเหตุต้องเลิกร้างกันไปโดยไม่ได้จดทะเบียน ดังนี้จะถือว่าฝ่ายหญิงผิดสัญญาฝ่ายเดียวย่อมไม่ได้ ชายเรียกสินสอดคืนไม่ได้

จำเลยและ ว. บุตรชายตกลงหมั้นโจทก์และตกลงจะให้เงินจำนวนหนึ่งเป็นสินสอดแก่บิดามารดาโจทก์ในวันสมรส ถึงกำหนดจำเลยขอผัดให้เงินสินสอดภายหลัง มารดาโจทก์ยินยอมให้โจทก์แต่งงานกับ ว. เพื่อมิให้เสียพิธี แต่มิได้มีการจดทะเบียนสมรสกันหลังจากสมรสแล้วจำเลยขอทำสัญญากู้ให้มารดาโจทก์แทนเงินสินสอดที่ตกลงจะให้ มารดาโจทก์ต้องการเอาเงินนั้นให้โจทก์ จึงให้โจทก์ลงชื่อเป็นผู้ให้กู้ในสัญญากู้ ดังนี้ แม้โจทก์กับ ว. จะมิได้จดทะเบียนสมรสกันแต่เมื่อการที่มิได้จดทะเบียนสมรสนั้น จะถือว่าฝ่ายหญิงผิดสัญญาฝ่ายเดียวไม่ได้แล้ว ชายย่อมเรียกสินสอดคืนไม่ได้ สัญญากู้จึงมีมูลหนี้เนื่องมาจากเงินสินสอดอันเป็นมูลหนี้ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อบิดามารดาโจทก์ตกลงยกให้โจทก์ และจำเลยยินยอมทำสัญญากับโจทก์เพราะมูลหนี้นี้แล้ว จำเลยย่อมต้องถูกผูกพันให้รับผิดตามสัญญากู้ที่แปลงหนี้มานี้

 

            ในกรณีที่เป็นบิดามารดาของหญิงก็ต้องเป็นบิดาที่ชอบด้วยกฎหมาย ให้เงินห้าพันบาทแก่บิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีผลผูกพันมารดาของหญิง ในความหมายของ 1427 คือ บิดาที่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่เรื่องของบิดามารดายินยอมให้หญิงสมรส ต้องมีกรณีที่หญิงเป็นผู้เยาว์บิดามารดาจึงให้ความยินยอมที่ผู้เยาว์ให้การสมรส เป็นค่าสินหัวบัวนางเป็นการตอบแทนค่าน้ำนมบิดามารดาที่ได้ชุบเลี้ยงจนเข้าสู่การสมรส การให้สินสอดก็เช่นเดียวกับการให้ของหมั้น เพื่อเป็นการตอบแทนการยอมให้สมรสด้วย การให้ทรัพย์สินดังกล่าวจึงไม่เป็นสินสอด ถ้าไม่มีเจตนาจะสมรสตามกฎหมาย

            การที่ชายตกลงให้ทรัพย์สินในการที่ยอมอยู่กิน แม้ไม่ใช่สินสอดก็เป็นข้อตกลงอย่างหนึ่ง ศาลฏีกา บอกว่า ฝ่ายชายจะเรียกคืนไม่ได้ ก็เป็นข้อตกลงการมายอมอยู่กินกัน ไม่ใช่เรื่องขัดต่อความสงบเรียบร้อยนะ ซึ่งอาจารย์ได้บอกว่า เมื่อข้อตกลงนี้ไม่ใช่สินสอด แต่บิดามารดาอาจโอนให้กับหญิงก็เป็นการแปลงหนี้ หญิงฟ้องให้ชายรับผิดได้

            3442/2526

          โจทก์จำเลยจดทะเบียนสมรสกันและทำบันทึกเกี่ยวกับทรัพย์สินไว้ที่ด้านหลังทะเบียนการสมรสว่า ฝ่ายชายยกที่ดินพิพาทเป็นสินสอดฝ่ายหญิง เมื่อปรากฏว่าบิดามารดาโจทก์ถึงแก่กรรมก่อนที่โจทก์กับจำเลยจะจดทะเบียนสมรสกันและไม่ปรากฏว่าโจทก์มีผู้ปกครองในขณะจดทะเบียนสมรส การที่จำเลยตกลงยกที่ดินพิพาทให้โจทก์ จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการให้ในลักษณะที่เป็นสินสอด. ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1437 แต่การที่จำเลยตกลงยกที่ดินพิพาทให้ โจทก์ก็เพื่อตอบแทนการที่โจทก์ยอมสมรสกับจำเลย ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นบุคคลสิทธิใช้บังคับกันได้ระหว่างคู่สัญญา เมื่อโจทก์จดทะเบียนสมรสและอยู่กินกับจำเลยฉันสามีภริยาแล้ว. จำเลยก็มีหน้าที่ต้องโอนที่ดินให้ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องบังคับจำเลยให้โอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ตามบันทึกดังกล่าวได้

 

            ข้อตกลงทำสัญญาจดทะเบียนสมรสอันนี้ไม่ใช่สินสอดแน่นอนนี่เป็นข้อตกลงจะให้กับหญิงและไม่เป็นของหมั้น การทำบันทึกนี้ถือว่าเป็นการตกลงตอบแทนการที่หญิงยอมสมรสกับชายเป็นสัญญาอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นบุคคลสิทธิบังคับกันได้

            ประเด็นต่อไป ถ้าให้สินสอดไปแล้วไม่มีการสมรส หลักคือ ฝ่ายชายจะเรียกคืนได้หรือไม่ หลักคือ ฝ่ายชายเมื่อให้ไปแล้วและภายหลังไม่มีการสมรสเกิดขึ้น ฝ่ายชายเรียกคืนไม่ได้ ข้อยกเว้น ต่อเมื่อการไม่มีการสมรสเกิดแก่หญิง หรือ ฝ่ายหญิงต้องรับผิดชอบ

            อย่างนี้ต่างฝ่ายต่างละเลยไม่จดทะเบียนสมรส จะเรียกคืนไม่ได้ ปกติฝ่ายชายจะเรียกคืนไม่ได้เว้นแต่ ไม่มีการสมรสอันเกิดจากเหตุสำคัญอันเกิดแก่หญิง แม้ชายจะไม่ยอมจดทะเบียนสมรสชายก็เรียกคืนได้ เหตุสำคัญในมาตรา 1437 จึงเทียบเคียงได้กับ 1442 และเหตุสำคัญที่ทำให้การสมรสไม่เกิดขึ้นได้ ต้องเกิดแก่หญิง ไม่ใช่เหตุสำคัญอันเกิดแก่บิดามารดาหญิง

            เช่น การกระทำของหญิงเอง หญิงไปจดทะเบียนสมรสกับชายอื่น หรือ หญิงมีความประพฤติเสเพล เป็นเหตุสำคัญอันเกิดจากการกระทำของหญิงเองทั้งนั้น

            เหตุดังกล่าวอาจเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่น หญิงเป็นโรคโลหิตจางภายหลัง หากสมรสไปแล้วจะทำให้มีบุตรที่อ่อนแอ ชายก็ไม่สมควรสมรสกับหญิง ซึ่งไม่ใช่ความผิดของหญิงเอง หรือเกิดจากการกระทำของคนอื่น เช่น มีคนขับรถมาชนทำให้หญิงพิการ

            ชายก็ถือเป็นเหตุสำคัญที่ไม่ควรสมรสกับหญิง แต่ว่าถ้าเหตุนั้น ชาย เป็นคนขับรถด้วยความประมาทของชาย ทำให้หญิงถูกผ่าตัด เช่นนี้ชายจะอ้างเป็นเหตุสำคัญแก่หญิงได้หรือไม่ ชายจะอ้างว่าเป็นเหตุสำคัญแก่หญิงไม่ได้

            ประการที่สอง มีพฤติการณ์ ที่หญิงต้องรับผิดชอบ เช่น บิดาของหญิงค้ายาเสพติด ฝ่ายชายจะเรียกคืนสินสอดจากบิดามารดาได้หรือไม่ จะเห็นได้ว่า เหตุนั้นไม่ใช่เกิดจากหญิงเลย ชายจะเรียกคืนไม่ได้ เพราะไม่ใช่เหตุสำคัญเกิดแก่หญิง ประการที่สองฝ่ายหญิงต้องรับผิดชอบ อันนี้กว้างกว่าหญิง เช่น การที่ไม่จดทะเบียนสมรสได้ เพราะบิดาหรือมารดาหญิงไม่ยินยอมให้ทำการสมรส

            กรณีนี้ฝ่ายชายก็เรียกสินสอดคืนจากบิดามารดาของหญิงได้ อีกประการหนึ่งคือ หญิงเป็นผู้ก่อ เช่นหญิงหึงหวงชาย ก็ขับรถชนจนพิการ ทั้งถือได้ว่าเป็นเหตุสำคัญอันเกิดแก่หญิงได้ด้วย ก็เรียกสินสอดคืนได้ เป็นเรื่องที่ฝ่ายชาย ตกลงกับบิดามารดาของหญิงก็ได้ เช่นเดียวกับของหมั้น ที่ฝ่ายชายตกลงให้แก่หญิงด้วย

            ในกรณีที่ ชายหรือหญิงตายก่อนสมรส ไม่ใช่พฤติการณ์ที่ฝ่ายหญิงต้องรับผิดชอบ ถ้าคู่หมั้นฝ่ายหนึ่งตายก่อนสมรสอีกฝ่ายหนึ่งจะเรียกร้องไม่ได้ มาตรา 1441 ทำให้เห็นว่าแม้มีการตกลงให้สินสอด ถ้าชายหรือหญิงตาย จะเรียกคืนกับอีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้ ข้อสังเกตคือว่า ในมาตรา 1441 เป็นเรื่องการตกลงโดยมีการหมั้นมาเกี่ยวข้อง ถ้าไม่มีการหมั้น มีข้อตกลงเรื่องสินสอดเพรียวๆ จะเข้าอยู่ใน 1441 หรือไม่ คำตอบคือไม่ ต้องดู 1437 ตามหลักแล้วจะเรียกคืนไม่ได้

            เมื่อมีการสมรสแล้ว ฝ่ายชายก็ไม่อาจเรียกคืนจากหญิงได้ เพราะ 1437 เป็นเรื่องที่ไม่มีการสมรสเกิดขึ้น อายุความกฎหมายไม่ได้กำหนดไว้จึงมีระยะเวลา 10 ปี

            ถ้าจะต้องเรียกคืนสินสอด ก็คือต้องดูว่าสินสอดนั้นเป็นตัวเงินหรือทรัพย์สิน การใช้จ่ายทำให้สูญหายจะเป็นโดยสุจริตหรือไม่ ก็ไม่นำหลักลาภมิควรได้มาบังคับ ต่อไปเรื่องเงื่อนไขการหมั้น กฎหมายกำหนดไว้สองประการคือ 1435 กฎหมายบังคับสองฝ่ายคือ ต้องมีอายุ 17 ปีบริบูรณ์ การบรรลุนิติภาวะเป็นได้สองประการ คือ อายุครบ 20 ปี หรือ โดยการสมรส เพราะฉะนั้น ชาย สมรสกับ หญิงอายุ 16 ปีโดยได้รับอนุญาตจากศาลตามมาตรา 1448 ต่อมาหญิงหย่ากับชาย  หญิงจะมาตกลงหมั้นกับชายอื่นก็ไม่ได้เช่นกัน การหมั้นจึงตกเป็นโมฆะเช่นเดียวกัน เราอย่าเอาประเด็นของผู้เยาว์มาเป็นการสับสน เมื่อเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 1435 แล้ว ต่อมาแม้ จะอายุ 17 ปีบริบูรณ์ การหมั้นก็ตกเป็นโมฆะอยู่ดี จะเรียกคืนของหมั้นได้หรือไม่ ก็ดูตามหลักลาภมิควรได้ เพราะว่า เป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจ ถ้าหากว่า ถ้า ต้องการให้การหมั้นสมบูรณ์นั้น จะทำอย่างไร ก็ ให้ของหมั้นใหม่ หรือ จดทะเบียนสมรสกันเลยก็ได้

            เมื่อการหมั้น ฝ่าฝืนมาตรา 1435 ตกเป็นโมฆะ จึงไม่เป็นของหมั้น

            ความยินยอมการหมั้นไม่ได้กำหนดรูปแบบอย่างการสมรส การยินยอมเรื่องการหมั้น จึงทำได้โดยวาจา หรือ ปริยาย ผิดกับการยินยอมในเรื่องสมรสที่ต้องทำหลักฐานเป็นหนังสือ บุคคลที่ให้ความยินยอม อาจเป็นคนเดียวกันหรือคนละคนกับกรณีสมรสก็ได้

            เช่น บิดามารดา ผู้รับบุตรบุญธรรม เป็นต้น

            การให้การยินยอมในการหมั้น มีผลผูกพันในการยินยอมให้สมรสหรือไม่ การให้การยินยอมในการหมั้นให้แล้วถอนคืนไม่ได้ แต่ไม่ผูกพันเป็นการให้ยินยอมให้สมรส เป็นแต่เพียงตกเป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้นเท่านั้น แต่ถ้าหากว่าการไม่ให้ความยินยอมในการสมรสเนื่องจากการให้ความยินยอมในการหมั้นถูกฉ้อฉลก็อาจเป็นเหตุที่อีกฝ่ายไม่ใช่เรื่องไม่ให้ความยินยอมในการสมรส

            บุคคลที่ให้ความยินยอมกฎหมายกำหนดไว้ 4 กรณี

            1 บิดามารดา ที่ชอบด้วยกฎหมาย

            2. บิดาหรือมารดา ที่อีกฝ่ายถึงแก่ความตาย ที่แท้จริงไม่ใช่การตายโดยกฎหมาย

            หรือ อีกฝ่ายหนึ่งถูกถอนอำนาจปกครอง เป็นเรื่องศาลมีคำสั่งตามมาตรา 1582 คือผู้ใช้อำนาจเป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ นี่คือการสั่งโดยมีการร้องขอ และน่าจะหมายรวมถึงการถูกถอนอำนาจปกครองโดยผลของกฎหมายตามมาตรา 1566

            กรณีที่เป็นคนวิกลจริต แต่ไม่ไดถูกส่งไปโรงพยาบาลก็ไม่ถือว่าอยู่ในสภาพที่ให้ความยินยอมได้ หรือ พฤติการณ์ที่ไม่อาจขอความยินยอมได้ เช่นลูกถูกทิ้ง

            เมื่อมีการรับบุตรบุญธรรมแล้วอำนาจปกครองอยู่กับผู้รับบุตรบุญธรรม

            ผู้ปกครอง ในที่นี้หมายถึงที่ศาลมีคำสั่งตั้งไม่ใช่ผู้ปกครองตามความเป็นจริง ผู้พิทักษ์จะให้ความยินยอมได้หรือไม่ ในกรณีเช่นนี้ การที่เขาเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถกฎหมาย ให้ผู้พิทักษ์มีอำนาจเกี่ยวกับทรัพย์เท่านั้น การให้ความยินยอมกับเรื่องหมั้น ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับทรัพย์ คนเสมือนไร้ความสามารถให้ความยินยอมเองได้

            การทำการหมั้นต้องทำด้วยใจสมัคร เมื่อการหมั้นต้องกระทำไปโดยไม่ได้รับความยินยอม และไม่ถือเป็นการผิดสัญญาหมั้น ก็จบแค่นี้ก่อน คราวหน้าพูดเรื่องผลของการหมั้นครับ

           

oe-ae bamboorin

unread,
May 26, 2010, 10:28:27 PM5/26/10
to nobita kwang, LAWSIAM
ขอบคุณนะคะ


 
เมื่อ 26 พฤษภาคม 2553, 11:41, nobita kwang <nobita...@gmail.com> เขียนว่า:
--
~~~ ร่วมกัน ถาม-ตอบ คนละ 1 คำถาม สร้างความรู้ใหม่ได้มหาศาล ~~~~
 
************************************************************************************
 
คุณได้รับข้อความนี้เนื่องจากคุณเป็นสมาชิกกลุ่ม Google Groups กลุ่ม "สังคมนักกฎหมายไทย "
 
หากต้องการโพสต์ข้อความ เข้ากลุ่มนี้ ให้ส่งอีเมลไปที่ law...@googlegroups.com (ตั้งกระทู้อัตโนมัติ)
 
หากต้องการยกเลิกการเป็นสมาชิกกลุ่ม ส่งอีเมลไปที่
lawsiam-u...@googlegroups.com(กดยืนยัน ที่อีเมล์อีกครั้ง!)
หากต้องการดูตัวเลือกเพิ่มเติม โปรดไปที่กลุ่มนี้โดยคลิกที่
http://groups.google.com/group/lawsiam?hl=th
 
************************************************************************************

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages