สรุปคำบรรยาย วิ.อาญา ภาค 3-4 (ภาคค่ำ) ครั้งที่ 2

749 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
Dec 6, 2010, 9:04:42 PM12/6/10
to LAWSIAM
ใครเล่นบอร์ด thaijustice รบกวนโพสลงให้ด้วยนะครับ พอดีเปลี่ยนคอมใหม่เลยโพสไม่ได้วันไม่พอครับ ขอบคุณครับ
หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า  kankokub  ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ธานี สิงหนาท ผู้บรรยาย   , ผู้มีน้ำใจส่ง flie เสียงที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า ขอบคุณ. http://www.muansuen.com และคุณ admin ที่นำ flie เสียงมาลงแบ่งปันให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

ครั้งที่ 2 วันเสาร์ 4 ธันวาคม  2553

            สวัสดีตอนเช้านะครับ ตอนนี้เป็นชั่วโมงที่สอง เราจะเริ่มมาตรา 158 เลย คราวที่แล้วพูดถึงภาพรวมมาตรา 157 แล้ว ว่าถ้าโจทก์หรือพนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลต้องไปยื่นฟ้องที่ศาลใด ก็ต้องไปยื่นที่ศาลยุติธรรม จะไปฟ้องศาลปกครองหรือศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ ส่วนศาลยุติธรรมใดก็ดูตามเขตอำนาจศาล โดยหลักก็ต้องดูตามที่กฎหมายวิอาญา มาตรา 22 กำหนดไว้ ก็ต้องเป็นศาลที่ความผิดนั้นได้ เกิด หรือ อ้าง หรือ เชื่อว่าได้เกิดขึ้น ยกเว้นจะเข้าข้อยกเว้น  ก็ไปฟ้องที่ศาลอาญา หรือศาลที่มีการสอบสวน

            ส่วนอำนาจศาลก็ต้องดูต่อว่าคดีนั้นเป็นคดีอะไร เป็นคดีอุกฉกรรจ์หรือคดีเล็กน้อย ถ้าเป็นคดีเล็กน้อย ก็ไปฟ้องคดีที่ศาลแขวงถ้าหากเป็นความผิดที่จำเลยหรือเยาวชนกระทำความผิดก็ต้องไปศาลเยาวชน ก็เป็นเรื่องอำนาจศาลที่เราจะต้องไปดูซึ่งมีกฎหมายโดยเฉพาะอยู่แล้วคือวิชา พระธรรมนูญ ก็อยู่ในกลุ่มโดยเฉพาะกฎหมายวิอาญาอยู่ในกลุ่มมาตรา 22 – 25 ในส่วนที่เกี่ยวกับศาลจะไปเน้นที่เนื้อหาสาระของคำฟ้องและระบบการดำเนินคดีอาญาในชั้นศาล ส่วนเขตอำนาจศาลเป็นเรื่องเบื้องต้น ดูไม่ยุ่งยาก ในภาคอื่นๆ ในภาคศาลก็มีเพียงบททั่วไปเท่านั้นเอง ถ้าหากประสงค์จะดูรายละเอียดต้องดูแต่ละเรื่อง ในวันนี้เราดูมาตรา หลักในการดำเนินคดีอาญาเลย คือแบบคำฟ้องในคดีอาญา กฎหมายวิแพ่งบัญญัติ 172 คดีอาญา 158 หลักเกณฑ์เกี่ยวกับรูปแบบคำฟ้องนั้น เขียนบังคับเลยว่าฟ้องต้องทำเป็นหนังสือและต้องมีรายการของคำฟ้องที่กำหนดไว้ในมาตรา 158 ซึ่งแบ่งเป็นสามส่วนคือ ส่วนเริ่มต้นของคำฟ้อง คล้ายๆเป็นรูปแบบทั่วไป ส่วนเนื้อหาของคำฟ้องในคดีอาญาว่าโจทก์จะต้องบรรยายฟ้องอย่างไร อยู่ใน 158 อนุมาตราห้า ส่วนสุดท้ายคำฟ้องอยู่ในอนุมาตรา 6 และ 7 โดยเฉพาะในอนุมาตรา 6 นั้นเป็นเรื่องสำคัญ นอกจากโจทก์จะได้กล่าวบรรยายเนื้อหาแห่งการกระทำผิดแล้ว โจทก์จะต้องมีคำขอท้ายฟ้อง จะต้องอ้างบทมาตราที่ลงโทษว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษตามบทอะไร มาตราอะไร ซึ่งมาตรา 158 นั้นเขียนกว้างๆว่าให้อ้างมาตรา ต้องอ้างทั้งตัวบทและมาตราด้วยทั้งสองอย่าง จะอ้างกฎหมายอย่างเดียวไม่ถูกต้อง จะอ้างมาตราเลยไม่ได้อ้างบอกว่าเป็นเรื่องอะไร หรือพรบอะไร อย่างนี้ก็เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนดไว้ แต่ถ้าอ่านภาพรวมแล้วเข้าใจว่าเป็นกฎหมายเรื่องอะไร เวลาเราเป็นทนายความต้องอ้างทั้งสองอย่างประกอบกัน และอ้างมาตราด้วย ที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษด้วยว่าประสงค์ให้ลงโทษมาตราใดเพราะเรื่องนี้จะสัมพันธ์กับมาตรา 192 เป็นเรื่องที่โจทก์นำพยานหลักฐานมาสืบจนกระทั่งศาลเห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิด เห็นว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริง โดยหลักศาลจะต้องพิพากษาลงโทษแก่จำเลยตามความผิดนั้น จะต้องอยู่ภายใต้บังคับสองเรื่อง คือจะพิพากษาเกินคำขอไม่ได้ และเกินกว่าที่กล่าวในฟ้องไม่ได้ เช่นโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลย ฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาตามมาตรา 288 แต่ทางพิจาณาได้ความว่าจำเลยฆ่าผู้ตายโดยโหดร้าย โดยไตร่ตรองไว้ก่อน แต่โจทก์ไม่ได้กล่าวในฟ้องเลย ศาลจะลงโทษจำเลย ไม่ได้ เพราะไม่ได้กล่าวในฟ้องและก็เกินคำขอด้วย หรือ บางเรื่องกล่าวในฟ้องแล้วแต่ไม่มีคำขอให้ลงโทษบทหนักเลย

            เมื่อทางพิจารณาว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานปล้นทรัพย์แต่เป็นการทำร้ายร่างกาย ก็ลงโทษได้ไม่เกินคำขอ แต่ต้องจำ 192 วรรคท้าย ว่ายกเว้นเฉพาะไม่เกินคำขอเท่านั้น แต่โจทก์ต้องกล่าวมาในฟ้องด้วย ว่ามีการกระทำที่เป็นความผิด ถ้าไม่ได้กล่าวมาในฟ้องมันจะไปติดอยู่ที่ วรรคแรก ของ 192

            กฎเกณฑ์ตาม 192 วรรค หก เป็นแค่ยกเว้นเรื่องไม่ได้กล่าวมาในฟ้องเท่านั้น

            เราก็ต้องเข้าใจพื้นฐาน 158 ว่าต้องเข้าใจ 192 ไปด้วย ว่าเวลาที่โจทก์บรรยายฟ้อง โจทก์ต้องบรรยายคำฟ้องให้ครบถ้วน ถ้าโจทก์ไม่ได้กล่าวในฟ้องศาลจะเอาสิ่งที่ปรากฎนอกฟ้องมาลงโทษจำเลยไม่ได้

            หากโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยตามคำฟ้องใด หากโจทก์ระบุบทเบามาศาลจะไปลงโทษบทหนักไม่ได้ เราไปดูรายละเอียดเมื่อถึงมาตรา 192 เบื้องต้นก็ปูพื้นฐานไว้ก่อน ว่าศาลสืบพยานโจทก์จำเลยเสร็จแล้ว ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยกระทำผิด และไม่มีเหตุยกเว้นโทษ ก็จะลงโทษตาม 158 แล้วแหละ แต่ต้องไปดูกรอบมาตรา 192 ด้วยคือ ไม่เกินคำขอ ไม่เกินกว่าที่โจทก์ขอในฟ้อง จะนำข้อเท็จจริงนอกฟ้องมาลงโทษจำเลยไม่ได้ ก่อนที่เราไปสู่ 192 เราต้องดูพื้นฐานก่อน ว่าผ่านมาตรา 158 มาแล้ว

            ปัญหาที่เกิดขึ้นเรื่องหนึ่งคือเป็นตัวอย่างในฏีกาที่ 653/2553 เป็นคดีเรื่องนี้ โจทก์ฟ้องว่าจำเลยร่วมกับเพื่อนคนหนึ่ง จำเลยร่วมกับเพื่อนคนหนึ่งวิ่งราวทรัพย์โทรศัพท์เคลื่อนที่ไป โจทก์ก็ฟ้องตามมาตรา 336 บรรยายฟ้องว่าวันเกิดเหตุเวลากลางคืนก่อนเที่ยงจำเลยกับพวกหนึ่งคนวิ่งราวทรัพย์ไปโดยทุจริต ขอให้ลงโทษจำเลยฐานวิ่งราวทรัพย์แต่ทางพิจารณาได้ความว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดวิ่งราวทรัพย์เพราะไม่ได้ฉกฉวยเอาซึ่งหน้า เป็นกาฉกฉวยในขณะที่เผลอ ไม่ได้เป็นความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ไม่ใช่ฉกฉวยซึ่งหน้า แต่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์เวลากลางคืน และเป็นการกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป ตามมาตรา 335 วรรคสอง โทษจะหนักกว่าฐานวิ่งราวทรัพย์ตาม 336 วรรคแรก

            ในความผิดที่พิจารณาได้ความได้หรือไม่ แต่เรื่องนี้โจทก์กล่าวในฟ้องว่าจำเลยในคืนเกิดเหตุเวลากลางคืนก่อนเที่ยงจำเลยร่วมกับพวกหนึ่งคนวิ่งราวทรัพย์โทรศัพท์มือถือของผู้เสียหาย และบรรยายฟ้องแล้วว่าร่วมกันกระทำตั้งแต่สองคนขึ้นไป บรรยายไว้แล้ว ศาลฏีกาตัดสินไว้ในฏีกาฉบับนี้เป็นการเปลี่ยนหลักการเดิมเลย ว่าบทความผิดตาม 335 วรรคสอง โทษมันหนักกว่า ดังนั้นศาลจะไปลงโทษฐานวิ่งราวทรัพย์ ไม่ได้ ลงโทษได้เพียงมาตรา 334 ซึ่งเป็นบทที่เบากว่า อย่างไรก็ดี ฏีกานี้ตัดสิน

            แต่อย่างไรก็ดี ก็พิพากษาว่าจะไปลงโทษเกินอัตราที่โจทก์ฟ้องไม่ได้ คือความผิดตาม 336 วรรคหนึ่งไม่ได้ ล็อกไว้ตรงนี้เป็นเรื่องที่กฎหมายไม่ได้เขียนไว้โดยตรงแต่เป็นการแปลความทำนองเดียวกับ 192 วรรคสาม ตัวอย่างนี้เกิดในศาลฏีกา ใช้หลัก 212 มาปรับ ว่าศาลสามารถลงโทษจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์ได้ แต่ศาลจะไปพิพากษาลงโทษจำเลยหนักขึ้นไม่ได้ เพราะโจทก์ไม่ได้อุทธรณทำนองให้เพิ่มเติมโทษ อย่างไรก็ดีถ้าเรื่องนี้เกิดในชั้นต้น ก็ต้องปรับตาม 192 ว่าศาลจะไปพิพากษาลงโทษหนักกว่าหรือเกินกว่าอัตราโทษที่โจทก์กำหนดไมได้ ต้องห้ามตาม 192 วรรคแรก แม้กฎหมายไมได้เขียนไว้โดยตรงก็ตาม เพราะหลัก 192 วรรคแรกคือจะเกินคำขอไม่ได้ นี่เป็นตัวอย่างเรื่องหนึ่งที่ศาลฏีกาเริ่มเปลี่ยนแนว เดิมทีเดียวเรามองว่าลงโทษตาม 335 ไม่ได้ ลงโทษได้แค่เพียง 334 แต่ปัจจุบันมีฏีกา ตัดสินว่าลงโทษได้ เพราะความผิดฐานลักทรัพย์เป็นความผิดที่รวมการกระทำอยู่ในฐานวิ่งราวทรัพย์ และโจทก์ก็ได้ กล่าวมาในฟ้องแล้ว ตามความผิดที่พิจาณาได้ตาม 192 วรรคท้าย แต่มีข้อแม้ว่าจะไปลงโทษเกินอัตราที่โจทก์ขอไม่ได้

            เราเข้าใจภาพรวมแล้วก็ไปดูรายละเอียดเบื้องต้น แบบคำฟ้องคดีอาญา 158 ต้องทำเป็นหนังสือ คำฟ้อง ในกฎหมายวิอาญาไมได้ให้คำนิยามว่าคำฟ้องหมายความว่าอะไร

            เมื่อคำฟ้องต้องทำเป็นหนังสือโดยหลักแล้วเมื่อโจทก์ยื่นคำฟ้องต่อศาล ศาลจะรับฟ้องไว้ถ้าหากเป็นคดีที่อัยการเป็นโจทก์ศาลไม่ต้องไต่สวนมูลฟ้อง ทางปฏิบัติไม่ไต่เพราะถือว่าคดีที่อัยการเป็นโจทก์นั้นถือเสมือนหนึ่งคดีมีมูลแล้ว ในคดีอาญาที่ราษฏร์เป็นโจทก์ศาลจะสั่งรับฟ้องโจทก์แต่ไม่ประทับฟ้อง

            กระบวนการหลังจากยื่นคำฟ้องแล้วก็ต้องส่งสำเนานั้นให้แก่จำเลย หากทำด้วยวาจา บางกรณีไม่มีตัวจำเลยอยู่หน้าศาลก็มี

            เมื่อทำเป็นหนังสือนั้นเริ่มที่จะเข้มแล้วเพราะการร้องทุกข์อาจจะไม่ต้องทำเป็นหนังสือก็ได้ และเมื่อทำเป็นหนังสือแล้วเลยเกิดปัญหาว่าเวลาจะมอบอำนาจให้ฟ้องคดีกันนี่จะมอบอำนาจได้หรือไม่ เดิมที่เดียวมีการตัดสินโดยที่ประชุมใหญ่ว่ามอบไม่ได้เพราะกฎหมายไม่ได้บัญญัติไว้

            แต่อย่างไรก็ดีมีการประชุมใหญ่ 890/2503 วินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ว่าในคดีอาญาย่อมมอบอำนาจให้ฟ้องคดีแทนกันได้เมื่อการฟ้องคดีอาญาสามารถมอบอำนาจให้ฟ้องคดีแทนกันได้ ดังนั้นถ้าผู้เสียหาย ประสงค์ให้บุคคลอื่นฟ้องคดีแทน ก็ทำได้ แต่ต้องปิดอากรแสตมป์ ไม่เช่นนั้นใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ ไม่ได้ห้ามใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีอาญา 27/2526

            การมอบอำนาจให้ฟ้องคดีอาญาไม่จำเป็นต้องติดอากรแสมป์ ไม่รวมถึงคดีอาญา นี่เป็นเรื่องที่เราจะต้องรู้อย่างไรก็ดี ในคดีอาญาบางเรื่องที่เป็นคดีเล็กน้อยกฎหมายต้องการให้ผู้เสียหายที่เป็นโจทก์ฟ้อง เกิดความสะดวกรวดเร็วในศาลแขวงจึงมีกฎหมายเขียนไว้ พ.ศ. 2479 มาตรา 19 วรรคสอง ว่าในศาลแขวงโจทก์อาจฟ้องด้วยวาจาก็ได้ แต่ในทางปฏิบัติพนักงานอัยการก็จะฟ้องเป็นหนังสือเป็นส่วนใหญ่เลย

            ทำการแทนกันอยางไรบ้าง ต่อไปเราจะไปดูในการถอนคำฟ้อง ในส่วนเริ่มต้นของคำฟ้องตามมาตรา 158 อนุมาตรา 1 ถึง สี่ มีลายละเอียดที่ไม่ได้สลับซับซ้อนมาก ในหัวข้อแรกคือ ต้องมีชื่อศาล เราจะไปฟ้องที่ศาลใดเราก็ต้องระบุชื่อ เช่นฟ้องศาลสกลนครก็ต้องเขียนชื่อศาลจังหวัดสกลนคร

            วันเดือนปี เราก็ต้องระบุให้ชัดเจนว่าฟ้องวันเดือนปี อะไร ในการที่เกี่ยวกับวันเดือนปี เป็นเรื่องที่ศาลตรวจสอบดูเกี่ยวกับอายุความ ถ้าหากศาลที่พิจารณาแล้วได้ความว่าคดีโจทก์ขาดอายุความศาลก็พิพากษายกฟ้องได้ โดยไม่ต้องต่อสู้เป็นประเด็นเลย

            ซึ่งต่างกับคดีแพ่ง ที่จำเลยในคดีแพ่งต้องยกต่อสู้ ไม่เช่นนั้นศาลอ้างเป็นเหตุยกฟ้องไม่ได้ เพราะกฎหมายวิอาญาเขียนไว้ใน 185 วรรคแรกแล้ว

            ต่อคดีระหว่างผู้ใดโจทก์ จำเลย ฐานความผิด ก็เพ่อที่ศาลจะได้รู้ เพราะตอนคำขอท้ายฟ้องไม่ได้เขียนฐานความผิดไว้ เขียนแต่ชื่อกฎหมาย และมาตรา ในคดีอัยการเป็นโจทก์ ชื่อก็ระบุพนักงานอัยการจังหวัดที่ยื่นฟ้อง

            แต่ถ้าหากคดีที่ราษฏร์เป็นโจทก์อาจต้องระบุต่อไป ตามมาตรา 158 อนุมาตรา 3 ก็อาจจะต้องระบุให้ชัดเจนว่าชื่ออะไรนามสกุลอะไรเช่น ชื่อนายสำราญ จ้องผสมพันธุ์ก็ว่าไปเขียนไป

            ส่วนฐานความผิดเป็นเรื่องที่เราจะพูดต่อไป ชื่อนามสกุลเกิดปัญหาว่าในกรณีที่ผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายเป็นโจทก์ฟ้องคดีแทนผู้เยาว์ เขียนไป ให้ชัดเจนนี่คือตัวอย่างแต่ต้องเขียนชื่อผู้เยาว์ก่อนแล้วโดยใครกรณีผู้เสียหายเป็นนิติบุคคล และก็โดยใครเป็นผู้มีอำนาจจัดการแทน เขียนไป เวลาที่เราจะระบุชื่อโจทก์ส่วนสำหรับจำเลยที่ถูกฟ้อง ก็ต้องระบุว่าคดีระหว่างใครเป็นจำเลย จำเลยก็ระบุชื่อนามสกุลของจำเลยแต่ในกรณีที่นิติบุคคลถูกฟ้องเป็นจำเลย นอกจากโจทก์จะระบุชื่อนิติบุคคลแล้วในทางปฏิบัติโจทก์ก็ต้องระบุชื่อผู้ที่มีอำนาจจัดการด้วย ในวิอาญามาตรา 7 เขียนไว้ในวรรคแรกว่าในการพิจารณาคดีนิติบุคคลเป็นจำเลยให้ออกหมายเรียก ผู้จัดการแทนนั้นไปศาล ถ้าไม่ปฏิบัตตามหมายเรียก ก็ให้ออกหมายจับมาก็ได้ แต่ไม่ให้วิธีการ ฯ

            การพิจารณาต้องพิจารณาต่อหน้าจำเลย และหากคดีเรื่องนั้นผู้แทนนิติบุคคลต้องประกอบด้วยคณะกรรมการแทนสิบคน ไม่จำเป็นต้องทุกคนที่มาศาล เดียวเราก็ค่อยวิเคราะห์กันต่อ ผู้แทนของนิติบุคคลจะต้อง มา หรือกรณีที่มีกรรมการหลายคนร่วมกันลงชื่อประทับตราของบริษัท ตรงนี้เป็นเรื่องที่ยาก

            กฎเกณฑ์ในมาตรา 5 อนุมาตราสามเป็นอย่างไร เป็นกรณีที่นิติบุคคลเป็นผู้เสียหายบุคคลที่มีอำนาจจัดการแทนต้องเป็นคนที่นิติบุคคลนั้นมอบหมายให้ถูกต้อง ถ้าหากไม่ครบก็ไม่มีอำนาจฟ้อง  มาตรา 5 อนุมาตราสามต้องเป็นการกระทำที่ถูกต้องตามระเบียบของบริษัทเลย แต่ถ้ามาสองคน มีเจตนาแตกต่างกันอย่างไร ในกรณีเป็นผู้เสียหาย กับผู้ต้องหา หรือจำเลย

            ส่วนภาคความผิดนั้น เป็นเรื่องที่เราต้องการให้จำเลยทราบถึงฐานความผิดว่าฐานความผิดที่จำเลยถูกฟ้องนั้นเป็นเรื่องอะไรต้องการเน้นให้จำเลยเห็นว่า อาจเป็นคนไม่รู้กฎหมายก็ได้ อ่านคำขอท้ายฟ้องแล้วก็อาจไม่เข้าใจได้ เราจึงเขียนว่าควรจะมีเรื่องหรือฐานความผิดให้จำเลยทราบแต่ต้นเลยว่าฟ้องฐานความผิดอะไร เช่นในเรื่องลักทรัพย์ ส่วนความผิดบางเรื่องไม่ได้เขียนไว้ในมาตรา 288 บัญญัติว่าผู้ใดฆ่าผู้อื่น สั้นมาก  กฎหมายก็ไม่ได้ระบุฐานความผิดไว้ในมาตรานั้น อย่างนี้ศาลฏีกาก็ไม่ได้เคร่งครัด อาจจะระบุโดยระบุชื่อหมวดนั้นๆก็ได้ อาจเขียนฐานความผิดว่า ความผิดต่อชีวิต ก็ได้ หรือฐานฆ่าผู้อื่นก็เข้า เป็นเรื่องการแค่สรุปให้จำเลยทราบก็พอ คล้ายๆกับที่พนักงานสอบสวนไปแจ้งพฤติการณ์ที่เขาถูกกล่าวหาก็พอ แต่ต้องเจาะไปว่าเป็นฐานความผิดอะไร

            อนุมาตราสาม ของมาตรา 158 ว่าต้องระบุตำแหน่งพนักงานอัยการผู้เป็นโจทก์ ส่วนราษฏร์ผู้เป็นโจทก์ก็ใส่ชื่อโจทก์ ก็ต้องระบุชื่อเดียวกับในอนุมาตรา 2 คือพนักงานอัยการเป็นโจทก์ก็ต้องระบุว่าพนักงานอัยการจังหวัดใด อีกจุดหนึ่งที่เติมเข้ามาคืออายุ ในที่นี้คืออายุของราษฏร์หรือผู้เสียหายเป็นโจทก์ไม่รวมถึงอายุพนักงานอัยการ คดีอาญา ผู้เสียหาย ฟ้องแล้วตายลงมีระบุไว้ในมาตรา 29 ที่กำหนดผู้ที่ฟ้องคดีแทน แต่พนักงานอัยการไม่มีเพราะเป็นการฟ้องโดยตำแหน่งไม่มีวันตาย จึงไม่ต้องระบุอายุ หรือไม่ต้องเขียนว่าใครตาย ใครแทน ระบุแต่เพียงตำแหน่งพนักงานอัยการเท่านั้นเอง

            ทำไมจึงต้องจำเป็นระบุอายุสาเหตุที่ต้องระบุอายุเพราะว่าในคดีอาญากฎหมายกำหนดไว้ค่อนข้างเคร่งครัดว่าในคดีอาญาที่ผู้เสียหายที่แท้จริงเป็นผู้เยาว์จะดำเนินการฟ้องคดีเองไม่ได้ ถ้าหากผู้เยาว์อายุ 16 17 ปีไปฟ้องคดีเอง เป็นการบกพร่องในเรื่องความสามารถตาม วิแพ่งมาตรา 56 ศาลแก้ไขได้ เราจึงต้องรู้ว่ามีอำนาจฟ้องสมบูรณ์หรือไม่

            ต่อไปถิ่นที่อยู่ของโจทก์ ชาติหมาย ถึงสัญชาติของโจทก์  ส่วนบังคับนั้นมีที่มาจากสมัยก่อน นั้นมีบุคคลที่มีสิทธิสภาพนอกอาณาเขต ที่อาจมีบังคับอยู่กับต่างชาติ  จริงๆมาตรานี้ควรแก้ไขเปลี่ยนแปลงตัดออกไปได้แล้ว แต่ในขณะนี้เรายังไม่ได้แก้

            เพียงแต่ในอนุมาตรา 4 กฎหมายไม่ได้ระบุว่าต้องระบุอายุจำเลยเท่าไหร่

            ดังนั้นสำหรับจำเลยกฎหมายก็ไมได้ระบุอายุจำเลยไว้ในคำฟ้อง เพราะอายุจำเลยเป็นเรื่องที่ศาลต้องคืนในขณะที่ตัดสินคดี ว่าถ้าไม่เกินสิบห้าไม่ต้องลงโทษ

            เมื่อเราดูรูปเรื่องทั้งหมดแล้วก็มาดูในส่วนที่สาระสำคัญตามอนุมาตรา 5 เรื่องที่สำคัญที่สุดเป็นเนื้อหาของคำฟ้อง ก็ลองดูพร้อมๆกันก่อน ว่าฟ้องต้องบรรยายอะไร การบรรยาย ข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด นี่คือเป็นการกำหนดว่า พอโจทก์บรรยายฟ้องคดีอาญา ต้องดูส่วนประกอบสามส่วน

            ส่วนที่หนึ่ง การกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าไม่ได้กระทำผิด

            สอง โจทก์ต้องบรรยายข้อเท็จจริง เวลาที่กระทำนั้น จำเลยจะได้ทราบว่าที่โจทก์บรรยายฟ้องนั้น เหตุการณ์เกิดขึ้นที่ใดเมื่อไหร่ เพื่อให้จำเลย ต่อสู้ได้เต็มที่และเป็นธรรมที่สุด  กำหนดไว้ชัดเลยว่าต้องมีเวลาและสถานที่

            สามจะต้องบรรยายข้อเท็จจริงและลายละเอียดของสิ่งที่เกี่ยวข้องด้วย ตรงนี้ถ้าบรรยายไม่ละเอียดเราถือว่าเป็นฟ้องที่เคลือบคลุมตรงนี้โจทก์อาจนำคดีมาฟ้อง ในคดีอาญาในความผิดฐานลักทรัพย์นั้นโจทก์ต้องบรรยายให้ครบหมดเลย ว่าจำเลยลักทรัพย์หรือเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยเจตนาทุจริต หรือทรัพย์ที่ตนเป็นเจ้าของร่วมกับผู้อื่นไปโดยทุจริต แม้บรรยายครบแล้ว แต่จำเลยยังไม่ทราบเลยว่าทรัพย์ที่เอาไปเป็นอะไร

            หรือคนที่เกี่ยวข้องอาจไม่ใช่เฉพาะตัวจำเลยหรือผู้เสียหาย เช่นกรณีที่ฟ้องว่าจำเลยหมื่นประมาท ต่อหน้าบุคคลที่สามอาจต้องเขียนให้ละเอียดว่าบุคคลที่สามคือใคร บางครั้ง ก็อาจผ่อนปรนก็ได้ว่าบุคคลที่สามคือใคร แต่อย่างไรก็ดีในบางครั้งบุคคลนั้นอาจไม่ใช่บุคคลที่สาม แต่เป็นคนที่ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยก็ได้ หรือจำเลยปล้นทรัพย์ ไปโดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยบาดเจ็บก็ไม่ได้บรรยายฟ้องเลยว่าร่วมกระทำกับใคร คือต้องบรรยายในองค์ประกอบข้อที่หนึ่งก็ควรระบุแต่ถ้าพนักงานอัยการโจทก์ไม่ชัด อาจจะระบุว่ายังไม่ปรากฎตัวก็ได้ เมื่อเราเข้าใจพื้นฐาน ก็ต้องไปดูในส่วนที่หนึ่ง เพราะเป็นองค์ประกอบของความผิด โจทก์บรรยายฟ้องไม่ครบองค์ประกอบภายนอก ไม่ครบองค์ประกอบภายใน ย่อมเป็นฟ้องที่ไม่ถูกต้อง ในชั้นตรวจคำฟ้อง เราพลิกไปดูมาตรา 161 เขียนได้รวมโครงสร้างในคราวที่แล้ว ในชั้นตรวจคำฟ้อง ศาลที่ฟ้องไม่ถูกต้องตามกฎหมายให้ศาลสั่งได้สามประการด้วยกันคือหนึ่งให้แก้ฟ้องให้ถูกต้อง หรือ แก้ไม่ได้เพราะจำเลยเสียเปรียบศาลก็ต้องยกฟ้องเลย สั่งให้แก้ไม่ได้หรือเรื่องนั้นฟ้องไม่ถูกต้องศาลก็ไม่ควรยกฟ้อง เพราะไม่ใช่เนื้อหา

            กรณีที่ฟ้องโจทก์บกพร่อม การแก้ฟ้องศาลก็ต้องดูก่อนว่าหากอนุญาตแล้วทำให้จำเลยเสียเปรียบในการต่อสู้คดีหรือไม่ แต่ไม่ได้พูดถึงฟ้องขาดองค์ประกอบความผิดเลย ก็ต้องถือว่าเป็นการที่จำเลยเสียเปรียบแล้ว ศาลต้องสั่งไม่อนุญาตเลย

            ถือเป็นเรื่องสาระสำคัญถ้าศาลสั่งให้ยกฟ้องศาลจะสั่งแก้ฟ้องไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องสาระสำคัญ ถ้าสั่งให้แก้จำเลยเสียเปรียบในการต่อสู้คดีแล้ว เมื่อพิพากษายกฟ้องแล้ว โจทก์มีสิทธิอุทธรณ์ได้ว่าฟ้องโจทก์สมบูรณ์แล้วอย่างไรหรือไม่ ก็เป็นเรื่องศาบอุทธรณ์ตัดสินว่าครบหรือไม่ครบ

            ในมาตรา 220 เขียนกำกับไว้เลยว่าห้ามไม่ให้คู่ความฏีกา ไม่ว่าในปัญหาข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย และเป็นการห้ามฏีกาทั้งปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย แต่เขียนตัดออกไปเลยว่าห้ามไม่ให้ฏีกา ก็ต้องเขียนว่าห้ามฏีกาทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายด้วย โจทก์ต้องไปใช้ช่องทางตาม 221 รับรองให้ฏีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเรื่องนั้น อาจเกิดขึ้นได้ในกรณีที่คดีนั้นต้องห้ามฏีกาตาม 220 เมื่อโจทก์ ใช้สิทธิอุทธรณ์ฏีกาแล้วเรื่องนั้นมันถึงที่สุดไปแล้ว เพราะโจทก์ไม่ได้บรรยายการกระทำทั้งหลายโจทก์จะนำคดีมาฟ้องใหม่ได้หรือไม่ เพราะอันนี้เป็นการยกฟ้องในชั้นตรวจคำฟ้องศาลยังไม่ได้สืบพยานโจทก์หรือจำเลย เป็นฟ้องซ้ำตามมาตรา 39 อนุมาตรา 4 หรือไม่ ในเรื่องนี้การที่ศาลยกฟ้องโจทก์ในชั้นตรวจคำฟ้องเพราะเหตุว่าฟ้องโจทก์บรรยายไม่ครบองค์ประกอบความผิด ถือมาโดยตลอดว่าศาลได้วินิจฉัยความผิดแล้ว ว่าไม่เป็นความผิดตาม 185 แล้ว โจทก์จะฟ้องจำเลยในการกระทำเดียวกันอีกไม่ได้ เป็นฟ้องซ้ำตามมาตรา 39 ตัวอย่างในเรื่องนี้

            2757/2544

            เป็นเรื่องที่ไปถึงเนื้อหาแล้ว คดีเรื่องนี้คดีก่อน โจทก์เป็นราษฏร์ เป็นผู้เสียหายได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งแปดคน ที่เป็นอธิการบดีที่ไม่ชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ ผู้บริหารของมหาลัยโดยโจทก์เป็นข้าราชการ เป็นการตั้งคณะกรรมการ โดยเจตนาให้เขาเสียหาย ตัวบทว่าในคดีแรกหรือคดีก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาในชั้นตรวจคำฟ้องโจทก์ว่าการกระทำของจำเลยทั้งแปดไม่ปรากฎว่าไม่ชอบด้วยหน้าที่โดยทุจริตแต่อย่างใด ตามประมวลกฎหมาย 157 อย่างไร ยกฟ้องตั้งแต่ในชั้นตรวจคำฟ้อง เลย

            ตัดสินไว้ชัดเจนและหนักแน่นตามคำพิพากษาฏีกาเดิมๆเลย ถ้าหากยกฟ้องเพราะฟ้องโจทก์ไม่ครบองค์ประกอบความผิดเลย ไม่มีการกระทำอย่างไรเป็นการกระทำโดยทุจริต คือบรรยายฟ้องแล้วไม่เป็นความผิดเลย เท่ากับยกฟ้องโดยชั้นตรวจคำฟ้องในมาตรา 185 บัญญัติว่าถ้าศาลเห็นว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิด การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด คือมันขาดองค์ประกอบความผิดไปแล้ว ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหรือไม่เป็นความผิดเท่ากับวินิจฉัยในความผิดแล้ว โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องจำเลยทั้งแปดอีกไม่ได้เป็นฟ้องซ้ำอย่างไรก็ดี ในการที่ก่อนที่เราจะเข้าไปในเนื้อหาว่าจะบรรยายฟ้องอย่างไร มีข้อสังเกตเบื้องต้นว่าการที่จะพิจารณาว่าฟ้องของโจทก์ครบองค์ประกอบความผิดหรือไม่ คือ เวลาที่เราจะวิเคราะห์ว่าคำฟ้องโจทก์สมบูรณ์ทั้งสามส่วนหรือไม่ มีรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาที่กระทำความผิดหรือไม่ เราต้องดูในคำฟ้องของโจทก์ และต้องดูเอกสารที่แนบมาท้ายฟ้องประกอบด้วย เพราะเอกสารท้ายฟ้องศาลฏีกาได้ตัดสินว่า เอกสารท้ายฟ้องเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง ในคดีแพ่งนี่เอกสารชิ้นใดที่โจทก์ได้แนบไปท้ายคำฟ้องโจทก์ไม่จำเป็นต้องระบุไว้ในบัญชีพยานเลย เพราะถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องแล้ว ก็ทำได้ โจทก์ฟ้องชอบหรือไม่ เราก็ต้องดูเอกสารท้ายฟ้องประกอบด้วยเพราะเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง

            7135/2547

          และความผิดตาม 297 ก็รวมอยู่ด้วย หากโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส เพราะแม้มาตรา 296 ได้รับยกเว้นในฐานความผิดเรื่องนี้ถ้าโจทก์ไม่ได้บรรยายในฟ้องศาลก็ลงโทษมาตรา 297 ไม่ได้ เรื่องนี้ศาลไม่ได้บรรยายไว้เลยว่าผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสอย่างไร ในดคีเรื่องนี้แม้โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสอย่างไร แต่ตามคำฟ้องโจทก์กล่าวว่าผู้เสียหายมีบาดแผลถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของฟ้อง เมื่อรายงานมีระบุว่ารักษาประมาณ 45 วันหาย เมื่อทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยไม่ได้มีเจตนาฆ่า ศาลก็สามารถลงโทษได้ ตามมาตรา 192 วรรคหกคือวรรคสุดท้าย

            เอกสารแนบท้ายฟ้องก็อาจช่วยให้โจทก์สามารถดำเนินคดีกับคนร้ายตามความเป็นจริงได้หากโจทก์กล่าวบรรยายในฟ้องแล้วโดยตรง

renu

unread,
Mar 4, 2012, 6:34:25 AM3/4/12
to nobita kwang, LAWSIAM
เด่วนี้มีเอกสารสรุปคำบรรยายอีกหรือไม่ หากมีช่วยกรุณาส่งเมลบ้าง ขอบคุณ หากต้องสมัครใหม่สมัครอย่างไรกัน

จาก: nobita kwang <nobita...@gmail.com>
ถึง: LAWSIAM <law...@googlegroups.com>
ส่งแล้ว: วันอังคารที่, 7 ธันวาคม 2010 9:04
เรื่อง: [LAWSIAM.COM:4934] สรุปคำบรรยาย วิ.อาญา ภาค 3-4 (ภาคค่ำ) ครั้งที่ 2

--
~~~ ร่วมกัน ถาม-ตอบ คนละ 1 คำถาม สร้างความรู้ใหม่ได้มหาศาล ~~~~
 
************************************************************************************
 
คุณได้รับข้อความนี้เนื่องจากคุณเป็นสมาชิกกลุ่ม Google Groups กลุ่ม "สังคมนักกฎหมายไทย "
 
หากต้องการโพสต์ข้อความ เข้ากลุ่มนี้ ให้ส่งอีเมลไปที่ law...@googlegroups.com (ตั้งกระทู้อัตโนมัติ)
 
หากต้องการยกเลิกการเป็นสมาชิกกลุ่ม ส่งอีเมลไปที่
lawsiam-u...@googlegroups.com(กดยืนยัน ที่อีเมล์อีกครั้ง!)
หากต้องการดูตัวเลือกเพิ่มเติม โปรดไปที่กลุ่มนี้โดยคลิกที่
http://groups.google.com/group/lawsiam?hl=th
 
************************************************************************************


Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages