สรุปคำบรรยาย วิแพ่ง 2 อาจารย์ทองธาร 24/11/09

67 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
Nov 25, 2009, 9:32:14 PM11/25/09
to LAWSIAM

                       

            หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า kankokub ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ ทองธาร เหลืองเรืองรอง ผู้บรรยาย ,  บิดามารดาข้าพเจ้า ขอบคุณ. http://www.muansuen.com และคุณ admin ที่นำ flie เสียงมาลงแบ่งปันให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

สรุปคำบรรยาย  สัปดาห์ที่ 1 ชั่วโมงที่1 อังคาร 24/11/52

วิแพ่งภาคสอง ก็เป็นภาคที่ว่าด้วยวิธีกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้น ก็มีบทบาทของเนฯมากพอสมควร เพราะว่าในกลุ่มวิแพ่งปีนี้ก็เข้าใจว่าน่าจะ แพ่งได้สี่พันเจ็ด วิแพ่งก็เอาสักห้าพันเจ็ดแล้วกันครับ พวกเราที่สอบแพ่งก็โชคดีปีนี้ อาจารย์ใจดี ที่ใครบอกว่าสอบเนฯอาจารย์ผู้ตรวจกดคะแนนไม่น่าจะจริง พวกเราที่สอบผ่านมาแล้วเทอมนี้ก็พยายามเก็บให้ได้อีก วิแพ่งสองก็มีส่วนสำคัญในการออกสอบ วิแพ่งสองออกสอบถึงสองข้อด้วยกัน โดยอยู่ในกลุ่มวิแพ่ง ข้อสามกับข้อสี่

พวกเรามาเรียนก็เพื่อเอาข้อสอบให้ได้หนึ่งข้อ ในส่วนของอาจารย์คือส่วนวิธีพิจารณาคดีในศาลชั้นต้น ในส่วนสามัญ ส่วนใหญ่ข้อนี้ อาจารย์ภาคกลางวัน ใกล้สอบก็ปรึกษาหารือด้วยการต่างคนต่างออกข้อสอบ ข้อของอาจารย์มักได้รับเลือกเพราะจับสลากได้ทุกที ก็พูดเล่นนะครับ ก็ได้จากที่ประชุมใหญ่ แม้อาจารย์จะอาวุโสน้อยแต่ก็มีเสียงโหวตเท่ากับคนอื่น แต่อาจารย์มีวิธีล็อบบี้ ก็เป็นการพูดให้พวกเราเข้าใจว่าเรียนภาคค่ำก็มีความหมายนะครับ และที่ผ่านมาก็เป็นข้อสอบของอาจารย์ภาคค่ำเป็นส่วนใหญ่นะครับ เนื่องจากอาจารย์ภาคกลางวันส่วนใหญ่เป็นผู้ใหญ่ มักเป็นผู้คัดเลือก ก็โฆษณา ก่อนครับ ถ้ายังไม่เชื่อก็ไปดูตอนสอบครับ

            วิแพ่งภาคสองที่เรียนว่ามีสองข้อ ในส่วนข้อสี่ก็คือวิสามัญ เป็นเรื่องคดีขาดนัด หรือ คดีมโนสาเร่ หรือ อนุญาโตตุลาการ แต่ส่วนใหญ่ก็ออกเรื่องขาดนัด ในส่วนภาคค่ำ ก็เป็นคาบต่อไป ในส่วนคดีสามัญก็ถือโอกาสบอกข้อสอบวันนี้เลยครับ เพราะวันแรกคนมากันเยอะไม่มีวันไหนที่จะบอกข้อสอบดีกว่าวันนี้ ในส่วนของอาจารย์จะออกสอบไม่เกินห้าเรื่องต่อไปนี้ครับ

            จะเห็นว่าตัวบทเยอะคือ มาตรา 170 188 แต่ออกสอบเฉพาะเรื่องต่อไปนี้ครับ ถ้าออกนอกเหนือจากนี้ให้เหยียบได้เลยครับ

1.      ออกเรื่องฟ้องซ้อน มาตรา 173 วรรคสองอนุมาตรา 1

2.      เรื่องทิ้งฟ้อง มาตรา 176 176

3.      ถอนฟ้อง 175 176

4.      ฟ้องแย้งมาตรา 177 วรรค 3 และ 179 วรรคท้าย

5.      การขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้อง การขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การ คือมาตรา 179 180

ผมบอกข้อสอบหมดแล้วนะครับ งั้นที่เหลือท่านกรุณาไปอ่านเอง อาจารย์จะสอนเท่าที่บอก เพราะฉะนั้นวันนี้อาจปิดคอร์สก็ได้นะครับ

เรื่องแรกผมจะขึ้นเรื่องฟ้องซ้อนเลยนะครับ

เราก็เรียนในชั้นปริญญาตรีมาแล้วนะครับ แต่ว่าจริงอยู่เรียนแล้ว แต่ที่ต้องมาทบทวนกันในชั้นนี้อีก เพราะอาจจะทิ้งไปนานแล้ว ทบทวนก็ได้ประโยชน์อย่างน้อยเวลาอ่านหนังสือก็เร็วขึ้น

ฟ้องซ้อนถ้าออกสอบอยู่ในข้อสาม ไม่มีทางออกฟ้องซ้ำ ดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ หรือ พระธรรมนูญศาล ถ้าใครเอาเรื่องพวกนี้มาตอบผิดแน่ครับ

วิธีการแยก แยกตามจำนวนข้อง่ายที่สุดครับ ข้อสอง ไม่ฟ้องซ้ำก็ดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำแน่ครับ

แต่ถ้าแยกตามหลักกฎหมาย ก็ต่างกับฟ้องซ้ำ ต่างจากดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ กีมีคำแนะนำว่า ฟ้องซ้อนเป็นบทบัญญัติที่ห้ามไม่ให้ฟ้องอีก มาจากผลที่ว่าคดีเรื่องใด ที่ยื่นฟ้องแล้วคดีอยู่ระหว่างพิจฯ เมื่อนำคดีเรื่องนั้นมาฟ้อง อยู่ระหว่างพิจารณาก็หมายความว่า ก็ไม่ควรเอาเรื่องเดียวกันมาให้ศาลพิจารณาอีก ศาลก็ทำให้อยู่แล้ว  ไม่มีประโยชน์ที่นำมาฟ้องอีก มันเป็นผลมาจากที่คดีอยู่ระหว่างพิจารณาแล้ว ส่วนฟ้องซ้ำเป็นผลที่ว่าคดีใดที่ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว อาจจะได้ใช้สิทธิตามที่กฎหมายให้จนหมดแล้ว หรือ โดยข้อจำกัดของมันเอง เมื่อมันถึงที่สุดแล้ว การหาความยุติธรรมมันต้องมีข้อยุติ เหตุผลที่เค้าบัญญัติเรื่องฟ้องซ้ำก็มาจากอันนี้ครับคือมันต้องยุติ ส่วนการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำมาจากว่า รับรองผลของคำพิพากษา คือ คดีเรื่องใดที่ศาลได้พิพากษาหรือตัดสินชี้ขาดคดีแล้วห้ามมิให้คู่ความในคดีนั้น มาดำเนินกระบวนพิจารณาอีกเจตนารมณ์คือรับรองความศักดิ์สิทธิ์ของคำพิพากษา ถ้าเราไม่เห็นด้วยก็ไปอุทธรณ์ฏีกา โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าคำพิพากษานั้นจะถึงที่สุดแล้วหรือไม่

พวกเราจะเห็นว่าวัตถุประสงค์แต่ละเรื่องไม่เหมือนกันนะครับผลของการที่คดีอยู่ระหว่างพิจารณาห้ามไม่ให้โจทก์นำคำฟ้องนั้นมาฟ้องจำเลยไม่ว่าจะเป็นที่ศาลเดียวกันหรือศาลอื่นอีก

หลักเกณฑ์ในเรื่องฟ้องซ้อน ในทางตำราก็แบ่งเป็นสามข้อด้วยกัน ก็เดินตามแนวที่เราเข้าใจกัน ก็เอามาจากตัวบทนั่นแหละครับ

คือเริ่มจากคดีอยู่ระหว่างพิจารณา คือ มีคดีของโจทก์อยู่ระหว่างพิจารณา คือทั้งโจทก์และจำเลยในคดีก่อนและคดีหลังเป็นคนเดียวกัน เพราะตัวบทห้ามโจทก์นำคดีเดียวกันมาฟ้องจำเลย ดังนั้นจึงต้องเป็นคนเดียวกัน ประการที่สาม นอกจากคดีจะซ้อนกันแล้ว ต้องดูสภาพแห่งข้อหา และมูลคดีที่นำมาฟ้องต้องเป็นเรื่องเดียวกัน เราก็เน้นเนื้อหาข้อสอบประมาณปีสี่แปดก็ออกเรื่องฟ้องซ้อน ก็เว้นไว้นานพอสมควรแล้วหล่ะ

เรามาดูข้อแรก กรณีจะเป็นฟ้องซ้อน มีคดีระหว่างพิจารณาของศาล ศาลทำให้อยู่แล้ว แล้วจะมาฟ้องอีกทำไม กรณีที่มีคดีอยู่ระหว่างพิจารณา กรณีจะเป็นฟ้องซ้อน ต้องเริ่มจากง่ายๆคือ ลักษณะหรือประเภทของคดี ถ้าคดีแรกเป็นคดีอาญา คดีหลังเป็นคดีแพ่ง อย่างนี้ก็ไม่ซ้อนแน่เลย

มีข้อเสนอแนะนิดหนึ่งคือ คดีก่อนคดีอาญา คดีหลังฟ้องแพ่ง แต่ก็ไม่แน่นะครับ เพราะคดีอาญามีคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องก็ได้ เช่นมีการขอคืนทรัพย์ อัยการเป็นคนฟ้องถ้าความผิดนั้นเป็นคดีที่อัยการมีหน้าที่ ปกติกรณีจะเป็นฟ้องซ้อนพวกเราคิดว่า

มีตัวอย่างคำพิพากษาฏีกา  เรื่องนี้ จำเลยแพ้คดีโดยขาดนัด จำเลยก็มายื่นขอพิจารณาคดีใหม่ ศาลต้นเห็นว่ามิได้ขาดนัดโดยมีเหตุสมควรชั้นต้นเลยยกคำร้อง อันนี้เป็นเรื่องที่กฎหมายแก้ไขใหม่ แต่ในฏีกาเรื่องนี้เป็นเรื่องที่กฎหมายยังไม่ได้แก้ไข ที่สามารถอุทธรณ์ฏีกาได้ตลอด ปรากฏว่าศาลอุทธรณ์พิพากษายืนว่าจงใจขาดนัด จำเลยก็เลยอุทธรณ์คดีที่ไม่อนุญาตให้ขยาย เป็นตัวอย่างทนายที่สู้คดีแบบยืดเยื้อ ในระหว่างที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของชั้นอุทธรณ์ว่าควรขยายหรือไม่ จำเลยก็มายื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ฉบับที่สองครับ หรือไม่มีอะไรห้าม ควรเป็นอะไรครับ เรื่องนี้ศาลฏีกาให้เหตุผลว่าทำไม่ได้เป็นฟ้องซ้อน

ฎ.7603/2548

เหตุที่ถือว่าเป็นฟ้องซ้อนมีเหตุผลมาจากอะไรครับ ก็มาจาก คำว่าฟ้องซ้อน คำว่าคำฟ้อง มาตรา 1 ( 3 ) ในความหมายอย่างกว้างหมายถึง คำขอพิจารณาคดีใหม่ด้วยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นการเสนอต่อศาลในการเริ่มคดี หรือในภายหลังคือขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้อง ฟ้องแย้ง ร้องสอด ก็เป็นคำฟ้องนะครับ หรือไม่ว่าจะเสนอต่อศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์หรือศาลฏีกามันก็เป็นคำฟ้องครับ เราจึงนิยมเรียกว่าคำฟ้องอุทธรณ์หรือคำฟ้องฏีกา หรือคำขอพิจารณาคดีใหม่ก็เป็นคำฟ้องครับ จำเลยแม้จะไม่ใช่โจทก์แต่เป็นผู้ยื่นขอพิจารณาคดีใหม่ จำเลยเป็นคนยื่นก็เป็นคำฟ้องได้ ในเมื่อมันเป็นคำฟ้องจำเลยแม้ไม่ใช่โจทก์แต่เป็นผู้ยื่นขอพิจารราคดีใหม่ ก็เท่ากับจำเลยเป็นคนเสนอคำฟ้องและเมือคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ยังไม่ยุติ ยังไม่ถึงที่สุด แม้ศาลอุทธรณ์ยืน แต่อยู่ในระหว่างฏีกาได้หรือไม่ มันจึงยังไม่ยุติ เท่ากับว่าคำร้องขอพิจารราคดีใหม่ ถือเป็นฟ้อง ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ การที่จำเลยยื่นคำร้องขอพิจารราคดีใหม่ในเรื่องเดียวกัน เป็นฟ้องซ้อนครับ แต่ก็มีหมายเหตุฏีกาว่า น่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ส่วนอาจารย์มีความเห็นว่าก็มีสิทธิเป็นทั้งสองอย่าง ที่อาจารย์เห็นว่าเป็นดำเนินซ้ำได้ด้วยเพราะว่า มีประเด็นเดียวกันในเมื่อศาลต้นและศาลอุทธรณ์ยืนตามกันมา ได้มีการวินิจฉัยชี้ขาดแล้ว ศาลฏีกาคดีนี้ออกมาว่าเป้นฟ้องซ้อน แต่ฏีกาก็ไม่ได้ปิดว่าไม่ได้เป้นอย่างอื่นนะ

เรามาดูฏีกาที่น่าสนใจต่อไปครับ  ร้องสอดก็อาจเป็นฟ้องซ้อนได้นะครับ หรือฟ้องแย้งก็เป็นฟ้องซ้อนได้ครับ ยื่นอุทธรณ์ฏีกาก็เป็นฟ้องซ้อนได้ครับ แต่ว่า เราก็สามารถเอาบทบัญญัติในภาคสองไปใช้ในอุทธรณ์ฏีกาได้ครับ ผู้อุทธรณ์ยื่นอุทธรณ์ แยกต่างหากจากฉบับแรก เช่นลูกความยื่นฉบับหนึ่งทนายยื่นฉบับหนึ่ง ฉบับหลังเป็นฟ้องซ้อนครับ

มีกรณีหนึ่งที่ไม่เป็นฟ้องซ้อน กรณีนี้คือ เอาข้อเท็จจริงใน

ฏีกา 819/2533

จำเลยฟ้อง ป. เป็นจำเลยต่อศาลว่า ป. ทำสัญญาให้จำเลยเช่าตึกแถวพิพาทแล้วไม่จดทะเบียนการเช่าให้ ขอให้พิพากษาบังคับให้ ป. จดทะเบียนการเช่าตึกแถวพิพาทให้แก่จำเลยซึ่งโจทก์มิใช่คู่ความในคดีดังกล่าว แม้ศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ก็ไม่เป็นการห้ามมิให้โจทก์ซึ่งรับโอนกรรมสิทธิ์ตึกแถวพิพาทจาก ป. ฟ้องขับไล่จำเลยเป็นคดีนี้ ฟ้องโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีดังกล่าว โจทก์ฟ้องขับไล่ อ. ออกจากตึกแถวพิพาท เมื่อศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี โจทก์จึงยื่นคำร้องต่อศาลว่าจำเลยเป็นบริวารของ อ. ขอให้ออกหมายบังคับคดีให้จำเลยออกไปจากตึกแถวพิพาท จำเลยยื่นคำร้องคัดค้านว่า จำเลยได้เช่าตึกแถวพิพาทจาก ป. และศาลพิพากษาให้ ป. จดทะเบียนสิทธิการเช่าให้แก่จำเลยแล้วจำเลยไม่ใช่บริวารของ อ. การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีให้จำเลยออกจากตึกแถวพิพาทโดยอ้างว่าจำเลยเป็นบริวารของ อ. ในคดีดังกล่าว และศาลก็ยังไม่มีคำสั่งชี้ขาดว่าจำเลยเป็นบริวารของ อ. หรือไม่ มิใช่เป็นการยื่นฟ้องคดีต่อศาล ดังนั้น การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยอ้างว่าโจทก์เป็นเจ้าของตึกแถวพิพาท จำเลยไม่มีสิทธิอยู่ในตึกแถวดังกล่าวขอให้ขับไล่ จึงมิใช่เป็นการยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันกับคดีดังกล่าวคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้อนกับคดีดังกล่าว จำเลยอยู่ในตึกแถวพิพาทเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของตลอดเวลาที่จำเลยยังอยู่ในตึกแถวของโจทก์ โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายนับถึงวันฟ้องเป็นเวลา 1 ปี คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ

 

เรื่องนี้โจทก์ในคดีเดิมฟ้องขับไล่  อ เป็นจำเลยคดีเดิม ศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีในชั้นบังคับคดีโจทก์ยื่นคำร้องว่าจำเลยในที่นี้คือในคดีหลัง ในคดีที่ศาลฏีกากำลังตัดสินอยู่นี้ จำเลยในคดีหลังโจทก์อ้างว่าเป็นบริวารของ อ และ จำเลยไม่ยอมย้ายออก ก็เลยยื่นคำร้องขอให้ออกหมายบังคับคดีกับจำเลยในคดีนี้ด้วย ก็คือกฎหมายให้สิทธิบุคคลดังกล่าวถ้าแสดงอำนาจพิเศษได้ก้ไม่ต้องถูกบังคับดคี ก็เป็นการสู้กันระหว่างโจทก์ผู้ร้องกับผู้คัดค้าน ในระหว่างที่คดีอยู่ในระหว่างพิจารรณาโจทก์ก็ฟ้องเป้นคดีใหม่

            ศาลฏีกาก็บอกว่าไม่ฟ้องซ้อนครับ เหตุผลก็เพราะว่าคำร้องที่ยื่นต่อศาลในคดีก่อนขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีเอากับบริวารเราไม่ถือว่าเป็นคำฟ้องครับ ไม่ได้ฟ้องบริวารเป็นจำเลยแต่เกิดข้อพิพาทโต้แย้งกันระหว่างบริวารเนื่องจากได้ยื่นข้อโต้แย้งเป็นจุดเริ่มต้นก็จริงแต่จุดนี้ไม่ใช่คำฟ้อง การที่เป้นฟ้องซ้อนต้องเกิดจากคำฟ้องเท่านั้น พวกเราดูจากเหตุผลฏีกาตรงนี้ครับ

ข้อสังเกตต่อไปคือ กรณีจะเป็นฟ้องซ้อนเราต้องดูช่วงเวลาว่ายังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลหรือเปล่า ส่วนมันจะต้องห้ามในเรื่องอื่นก็สุดแต่ว่าเข้าหลักเกณฑ์ในเรื่องนั้นๆหรือไม่

ถ้าผลยังมีอยู่คือคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาถ้ามาฟ้องซ้อนก็อยู่ในการพิจารณา ไม่ศาลล่าง ก็ศาลสูง ดูสองอันนี้แหละครับ

 

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages