หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า kankokub ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ สมชัย ฑีฆาอุตมากร ผู้บรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า ขอบคุณ. http://www.muansuen.com และคุณ admin ที่นำ flie เสียงมาลงแบ่งปันให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
สรุปคำบรรยาย สัปดาห์ที่ 3 ชั่วโมงที่ 3 อังคาร 8/12/52
เราจะใช้กรณีที่การอุทธรณ์นั้นอาจทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นอาจถูกยกเลิกไปนี้โดยผลของกฎหมายหรือโดยผลของการยื่นอุทธรณ์ เราต้องดูคำพิพากษาหรือคำสั่งที่อุทธรณ์ เป็นสำคัญ ถ้ามีผลทำให้ยกเลิกต้องเอาค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนมาวาง ในมาตรา 229 เวลาเรามองว่าอุทธรณ์มีผลกระทบต่อคำพิพากษาเราต้องมองว่าเป็นการอุทธรณ์คำพิพากษาอันไหนของศาล ถ้าไม่มีผลกระทบคำพิพากษาเราก็ต้องมองไปในเรื่องการขยายระยะเวลา ศาลชั้นต้นไม่อนุญาต ถามว่าเกี่ยวกับคำพิพากษาหรือไม่ ก็ไม่เกี่ยวเลย ดังนั้นจึงไม่ต้องวางเงินตาม 229 ทีนี้ก็มีหลักอันหนึ่งเกี่ยวกับคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ที่ออกสอบได้ เปิดไปที่มาตรา 99 เบญจ แต่ว่าบางทีแล้วเนี่ย ไม่ได้ไปเปิดตัวบทว่าทำไมการอุทธรณ์ขอให้พิจารณาใหม่ ทำไมไปเกี่ยวกับการวางเงิน ดูมาตรา วรรค 3 มาตรา 199 เบญจ เราเอาไปใฃ้กับคดีที่จำเลยแพ้คดีด้วย 199 เบญจ วรรคสาม หากศาลมีคำสั่งอนุญาตในคำขอให้พิจารณาคดีใหม่
คำพิพากษาและวิธีการให้บังคับคดีให้เป็นการเพิกถอนไปในตัว การอุทธรณ์ที่มีผลกระทบต่อศาลชั้นต้นให้ถือเป็นอันยกเลิกหรือเพิกถอนไป หากศาลอุทธรณ์เห็นด้วยหรือฟังขึ้น เพิกถอนไปในตัวก็เอา 199 เบญจมาพูดถึงนั่นเอง เวลาจะตอบข้อสอบตรงนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ คือต้องล้อคำในกฎหมาย เราเอามาจากสองส่วน ถ้าเป็นการอุทธรณ์ตามปกติการยกก็ตาม 242 แก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นก็กระทบทั้งสิ้น เพราะการขอให้พิจารณาคดีใหม่ภายหลังมีคำพิพากษาแล้ว คำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ ก็เป็นที่สุดตาม 199 เบญจ วรรค 4 คำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ให้เป็นที่สุด แต่หากมีคำสั่งไม่อนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ คู่ความก็อุทธรณ์ไปศาลอุทธรณ์ คำสั่งเป็นที่สุด ต้องห้ามตามมาตรานี้ อุทธรณ์นี้เป็นที่สุด คำสั่งที่ไม่อนุญาตให้พิจารณาใหม่ก็ทำได้ จึงมีผลกระทบคำพิพากษาให้เป็นอันต้องถูกเพิกถอนไป ในการอุทธรณ์นี้จึงมีผลกระทบโดยตรงต้องนำค่าธรรมเนียมใช้แทนตาม 229 มันย้อนกลับไป อุทธรณ์คำสั่งที่ไม่อนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่เราต้องนำเงินนั้นมาวางศาล 198 ทวิวรรคสอง จำเลยที่ขาดนัดก็ยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ ก็เป็นคดีสาชาในคดีหลักซึ่งคำสั่งให้พิจารราคดีใหม่เราไม่ถือเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา เราต้องจำแล้วตัวบทที่เห็นได้ชัดใหญ่ 199 เบญจวรรคสี่ คำสั่งพวกนี้แนวฏีกาเดิมเราไม่ถือว่าเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา คู่ความก็ย่อมมีสิทธิอุทธรณ์ได้ แต่เนื่องจาก 199 เบญจวรรคสี่ เป็นที่สุด ต้องดูทุนทรัพย์ เพราะคำขอให้พิจารณาเป็นคำฟ้อง การอุทธรณ์นี้มีผลกระทบต่อคำพิพากษาหรือไม่
ทีนี้คดีประเภทนี้มีหลักเดียวกันคือ คนที่มันขาดนัด ถ้ามันใช้สิทธิอุทธรณ์มันจะขอให้พิจารณาคดีใหม่ไม่ได้ การที่มันต้องวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนมาวางให้สอดคล้องกับการใช้สิทธิ แต่กฎหมายเพิ่มสเต็บคือมีสิทธิยื่นขอพิจารณาคดีใหม่ได้ เพื่อให้ศาลอุทธรณ์อนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ มีผลกระทบต่อคำพิพากษาเราต้องจำก่อนว่ามันมาจากไหน มันเป็นประโยชน์เวลาเราเขียนพวกนี้ได้ต้องเข้าใจระบบมันเสียก่อน หากศาลไต่สวนมีคำสั่งไม่อนุญาต ในกรณีการอุทธรณ์คำขอให้พิจารณาใหม่ ที่ไม่มีผลกระทบต่อคำพิพากษาหรือ คือกรณีที่มีคำขอให้ยื่นการพิจารณาใหม่ ศาลชั้นต้นพิจารณาใหม่ เพราะเหตุคำขอยื่นเกินกำหนด หรืออาจยื่นคำขอเพราะเหตุที่ว่าคำขอพิจารณาคดีใหม่ไม่บรรยายครบถ้วน
1.ยื่นเกินกำหนด หรือ ไม่บรรยายให้ครบถ้วนตาม 199 จัตวา ทั้งสามประการศาลชั้นต้นก็มีคำสั่งให้ไม่พิจารณาคดีใหม่ หรือคำขอบรรยายไม่ครบถ้วนศาลยกได้นะครับ ทั้งสามประการนี้ผู้ขอให้ยกคำร้องที่ไม่อนุญาตการอุทธรณ์ตรงนี้ ลักษณะของคดีประเภทเหล่านี้ ไม่อาจไต่สวนได้ เพราะคดีนั้น มีเหตุอันควรหรือไม่ อย่างเก่งก็หิ้พิจารณาต่อไป การอุทธรณ์ทั้งสามกรณีนี้ไม่ต้องวางเงินตาม 229 กรณีเหล่านี้จะใช้ได้ต่อเมื่อศาลอุทธรณ์นั้นอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้พิจารณาคดีนั้นได้
กรณีนี้หากไม่มีผลกระทบ หากการอุทธรณ์นั้น ไม่มีผลกระทบต่อการพิพากษาที่ผู้อุทธรณ์แฟ้คดี เช่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับคำขอไว้ไต่สวนเพราะเหตุยื่นเกินตาม 199 เบญจ ก็ดี หรือ 199 จัตวาก็ดี หรือคำสั่งระหว่างพิจารณา เหล่านี้ล้วนแล้วแต่ไม่มีผลกระทบต่อคำพิพากษาที่จำเลยแพ้คดี หลักเหล่านี้จะโยงไปที่ 234 แล้วท่านจดฏีกาตัวหนึ่ง ท่านสังเกตหรือไม่ ว่า เนื่องจากวิชานี้เป็นวิชาสัมมนา ถ้าไปศึกษาแบบภาคปกติมันจะไม่มีประโยชน์เลย จะง่ายต่อการไปอ่านท่านจะไม่เห็นภาพ ท่านต้องอ่านตัวบทและขีดเส้น อธิบายตามตัวบท ดูตัวบทอย่างเดียว แล้วก็จดๆ ดูตัวบท 229 ใช้คำว่าเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทน โยงกับ 234 หลักคิดไม่เหมือนกัน ถ้าศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์ ต้องไม่รับอุทธรณ์เท่านั้น ถ้าเป็นเรื่องการคืนให้ไปทำใหม่ หรือให้เพิ่มค่าขึ้นศาล อันนี้ไม่ใช่ไม่รับตาม 234 นะครับ ต้องเข้าใจให้ดี
มาตรา 234 ที่ไม่รับนั้น ทางแก้มีทางเดียวคืออุทธรณ์คำสั่ง ไม่ว่าศาลชั้นต้นจะสั่งผิดหรือสั่งถูกก็ตาม
มาตรา 234 บัญญัติทางแก้ไว้ทางเดียวคือต้องยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ให้และนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง
จำเลยขอให้พิจารณาใหม่ ศาลชั้นต้นตรวจคำสั่งแล้วยกคำขอโดยไม่ต้องรับคำร้องไว้เลยนะ มาตรา 234 บัญญัติไว้ชัดเจนเลยว่าต้องนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาล และต้องวางเงินที่ต้องถูกบังคับต่างๆมาวาง
และศาลอุทธรณ์ยังไม่อาจมีคำสั่งเช่นว่านั้นได้ แต่เมื่อศาลชั้นต้น ไม่อนุญาตให้อุทธรณ์ก็ต้องนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลโดยไม่ต้องคำนึงว่าคำสั่งศาลที่ไม่รับอุทธรณ์นั้นมีผลต่อคำพิพากษาหรือไม่ก็ตาม พวกนี้เป็นพวกยิบย่อยที่ไปอ่านหนังสือเองแล้วจะสังเกตไม่เห็น
คร.1132/2551 – ค้นไม่พบ
ถ้าอุทธรณ์โดยตรงต่อ 229 ไม่มีผลกระทบคำพิพากษาก็ไม่ต้องนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนมาวาง และเงินที่ต้องชำระตามคำพิพากษามาวางศาล มันดูภาษาได้ ท่านจดไว้ข้างๆตัวบทได้ แต่ที่ให้ท่านจดยาวก็เป็นตัวอย่างคำพิพากษาที่อ่านแล้วไม่มีอะไร แต่บางตัวเป็นตัวอย่างที่ดี
มีข้อสังเกตว่าแม้เป็นการอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น
สรุปคำบรรยาย สัปดาห์ที่ 4 ชั่วโมงที่ 4 อังคาร 15/12/52
เราคงจะพร้อมกันนะครับ เป็นครั้งที่สี่ เร็วมากนะครับ มีเวลาไม่กี่เดือน หมั่นทบทวนหนังสือแล้วนะครับ เพราะปกติเรียนกฎหมายดูไม่ทันต่อความต้องการของเราอยู่แล้ว มันก็เป็นปัญหาเหมือนกัน หมั่นดูหนังสือเนิ่นๆ การเรียนกฎหมายต้องฐานแน่นๆ โดยเฉพาะการเรียนอย่างนี้ แม้เราประสบความสำเร็จสอบได้ ก็ต้องมีความรู้แล้วค่อยๆหาประสบการณ์ ในต่างประเทศนักกฎหมายไทยหรือทั่วโลก ด้านศาลก็ไม่โลดโผนเท่าไหร่
เมื่อคราวที่แล้วเราถึง 234 มีข้อสังเกต ถ้าเป็นพื้นฐานเดียวทวนอีกครั้ง ตัวบทมันง่าย แต่บางอย่างที่คาบเกี่ยวต้องศึกษาก่อน
มาตรา 234 มีหลักเหมือน 229 คือการอุทธรณ์คำสั่งถือเป็นหน้าที่ของผู้อุทธรณ์ที่ต้องนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงและเงินที่ต้องชำระมาวางศาลและดำเนินการทั้งหมดภายใน 15 วัน อันนี้เป็นหลักเป็นหน้าที่ผู้อุทธรณ์ ในบางกรณีถ้าศาลกำหนดเวลาให้นำมาวางหากคู่ความปฏิบัติปัญหาหมดไป เหมือนกับ 229 เพราะเงินตาม 229 หรือ 234 ไม่อยู่บังคับมาตรา 18
ในกรณีที่ศาลต้นมีคำสั่งให้ผู้อุทธรณ์ นำเงินตามมาตรา 234 มาวาง แต่ไม่ได้แจ้งคำสั่งให้ผู้อุทธรณ์ทราบเช่นแจ้งคำสั่งวันนี้ ด้านท้ายมีอีกวัน ศาลชั้นต้นสั่งวันรุ่งขึ้น ให้นำเงินมาวางในเจ็ดวันต่อมาเวลาผ่านไปเดือนหนึ่ง ก็ยังไม่วาง ศาลชั้นต้นก็ส่งคำสั่งมาศาลสูงกรณีเช่นนี้ศาลสูงจะสั่งอย่างไร ตัวอย่างนี้ชัดเจนว่าคู่ความยังไม่ทราบคำสั่ง ปัญหาเกิดขึ้นว่าอย่างนี้ศาลสูงต้องย้อนให้ศาลต้นแจ้งอีกหรือไม่ เพราะผู้อุทธรณ์ยังไม่ทราบ
คร .1033/2551- ค้นไม่พบ
วินิจฉัยว่าเป็นคำสั่งที่เกินเลยไป เรื่องนี้เค้านำค่าฤชาธรรมเนียมตาม 229 มาวาง แต่ไมได้นำ เงินตามคำพิพากษามาวาง จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบ
ต่างจากกรณีที่ศาลชั้นต้นสั่งในวันเดียวกัน หากผู้อุทธรณ์ปฏิบัติตามศาลสูงก็จะไม่รื้อฟื้น
มันเป็นการตอกย้ำหลักที่ว่าเป็นหน้าที่ประการหนึ่ง
ประการที่สองถึงแม้ว่าศาลต้นสั่งเกินเลยไป
ข้อสอบออกมาแต่ละครั้งอาจารย์ไม่คิดบิดข้อเท็จจริง เพียงแต่ว่าข้อสอบที่ออกไปแล้ว
ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งคือการ ขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล ว่าเงินตาม 234 หรือ 229 นั้น เปิดตัวบท ในสมัยก่อนที่เป็นการขอยกเว้นคดีคนอนาถา ที่เปลี่ยนแปลงใหม่ ให้สั้นลงกระชับขึ้น ให้ไปสิ้นสุดที่ศาลอุทธรณ์ แต่ก็ยังคงไว้ในกำหนดที่ เจ็ดวันเหมือนเดิม ในมาตรา 157 พลิกไปดูเงินที่ได้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล อย่าไปเข้าใจว่ามันหมายถึงค่าขึ้นศาล เพียงแต่หมายถึงค่าขึ้นศาลและค่าธรรมเนียมอื่นๆ ผลคือมาตรา 157 ค่าธรรมเนียมศาลที่ได้รับการยกเว้นคือ ตาราง 1 และ ตาราง 2 นั่นเอง เวลาเราเข้าใจในตัวบทขีดเส้นใต้ไว้ เวลาอ่านหนังสือท่านข้ามไปได้เลย
มาตรา 157 ให้รวมถึงเงินวางศาลในการยื่นฟ้องอุทธรณ์หรือฟ้องฏีกา คือเงินตามมาตรา 229 คือเงินค่าธรรมเนียมใช้แทนนั้นเองมันได้รับการยกเว้นจากคำสั่งอนาถานั้นเอง พอเราพลิกกลับไปที่ 234 สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงคือถ้าเราได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงไม่ต้องมาวาง เพราะมันหมายรวมตาม 229 เพราะเป็นเงินตาม157 เงินที่ต้องชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกัน แม้ได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล คำสั่งก็ไม่รวมถึงเงินที่ต้องชำระตามคำพิพากษา กฎหมายแปลได้อย่างนี้แหละครับ
ในส่วนที่ได้รับการยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมไม่ได้หมายความรวมถึงเงินที่ต้องชำระตามคำพิพากษาอันนี้คือสาระตาม 234
คราวนี้เรามาดูที่ 236 วิธีกระบวนพิจารณา
234 เป็นวิธีปฏิบัติผู้อุทธรณ์(คู่ความ )เมื่อศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์ แต่ 236 เป็นการพิจารณาของศาลอุทธรณ์เกี่ยวด้วยการพิจารณาอุทธรณ์คำสั่งของศาลอุทธรณ์ ( เป็นเรื่องของศาล )
ดู 236 นะครับ เริ่มเรื่องมาจาก 234 คือศาลชั้นต้นมีคำสั่งปฏิเสธไม่ส่งอุทธรณ์ ( ทำนองเดียวกับไม่รับอุทธรณ์ ) ให้ศาลชั้นต้นส่งคำร้องเช่นว่านั้นไปศาลอุทธรณ์ โดยไม่ชักช้า สมัยที่แล้วออกตรงจุดนี้แหละครับ แล้วก็พอมีคำสั่งเช่นนี้ ผู้อุทธรณ์ไม่นำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงและเงินที่ต้องชำระมาวางศาล เวลาตอบต้องตอบสองประการว่า คำสั่งศาลชั้นต้นชอบไม่ชอบ แสดงว่ากฎหมายมิได้กำหนดเป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้นที่ต้องตรวจอีกครั้ง แต่ว่าเป็นเพียงหน้าที่บุรุษไปรษณีย์จะมาสั่งไม่ได้ จะสั่งรับไม่รับอีกไม่ได้แล้ว
แต่เป็นปัญหาว่าคำร้องอุทธรณ์คำสั่งต้องยื่นเมื่อไหร่ ฏีกาปี 42 15 วัน พอฏีกาปี 49 บอกหนึ่งเดือน แต่แนวๆที่เราคิดกันเราก็จะออก 15 วันไม่ใช่หนึ่งเดือน เหตุที่เราต้องกลับไปใช้เพราะว่า คิดง่ายๆว่าถ้าทำถูก 15 วัน แต่ถ้าสั่งผิดกลับเป็นหนึ่งเดือน มันก็จะเวิ้นเว่อไป
ตรงนี้เราตัดปัญหาโดยให้ศาลชั้นต้นส่งเสียเลย
ดูต่อมาอีกนิดหนึ่งครับ พอส่งไปโดยไม่ชักช้า พร้อมคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้น
ส่งไปไม่ชักช้า คือการส่งสำเนาคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ต้องส่งให้แก่อีกฝ่ายหรือไม่ กรณีที่ศาลไม่ได้สั่ง ไม่ส่งก็ถือว่าถูกต้อง เพราะการที่ศาลชั้นต้นเป็นเพียงบุรุษไปรษณีย์ ไม่มีอำนาจตามมาตรา 18 และ 232 อีกต่อไป
ประการที่สอง บ่งชี้ว่ากระบวนวิธีพิจารณาในเรื่องการส่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ไปยังศาลอุทธรณ์โดยไม่ชักช้านั้นเป็นเรื่องระหว่างศาลกับผู้อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นกับผู้อุทธรณ์เท่านั้น
แต่ในกรณีที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งสำเนาแก่อีกฝ่าย ก็ต้องปฏิบัติตามคำสั่ง ถ้าไม่ปฏิบัติตาม ก็เป็น ทิ้งฟ้อง 174 ( 2 ) และ 236 และ 232
ตรงสุดท้ายทำไมศาลอุทธรณ์เป็นคนสั่งศาลอุทธรณ์สั่งไม่ได้ เพราะ 234 ต้องส่งไปศาลอุทธรณ์ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจสั่ง ตรงนี้เราเอามาจากไหน มาจากตัวบทไงครับว่า 236 ไม่มีอำนาจสั่ง พอเห็นภาพไหมครับ คราวก่อน ออก แต่อ้างมาตรา 235 ถ้าอธิบายให้ดีๆคือดึง 235 มาใช้ ตรงนี้เราอ่านแล้วเข้าใจได้ กรณีที่ศาลต้นมีคำสั่งให้ส่งคำร้อง เป็นดุลพินิจศาลขั้นต้น
ทีนี้มาดูอีกอันคือคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้น เวลา คร.มันขึ้นมาสู่ศาลอุทธรณ์ ๆ ก็จะรีวิวคำสั่งศาลชั้นต้นว่าชอบหรือไม่ชอบ สมัยก่อน ข้อสอบเนฯจะยากเพราะนำเอาข้อสอบในทางปฏิบัติมาออกจึงยาก แต่ในปัจจุบันนี้ นำเอาฏีกามาออกจึงง่ายขึ้น
ผลของการยื่นอุทธรณ์คำสั่ง อาจมีหลายข้อหลายประเด็น เวลาศาลชั้นต้นตรวจจะตรวจรับแต่ละประเด็นๆ ไป แล้วก็มีคำสั่งรับหรือไม่รับไป การตรวจก็ตรวจแต่ละข้อ พิจารณาเป็นรายข้อไป ข้อไหนที่รับก็ขึ้นศาลอุทธรณ์ได้ ประเด็นใดไม่รับก็ต้องยื่นอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับ หากไม่ยื่นประเด็นนั้นก็ยุติไป แม้เป็นคดีเกี่ยวด้วยความสงบก็ตาม ประเด็นนั้นย่อมเป็นอันหมดไป
สำหรับศาลอุทธรณ์หรือฏีกา มีอำนาจในการรับปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบหรือไม่ อันนี้ต้องอาศัย 142 ( 5 ) ไม่ใช่มาตรา 225 วรรคสองตอนท้าย ( 225 ที่ว่ายกขึ้นอ้างนั้นต้องมีการรับและมีประเด็น แม้จะเพิ่งยกขึ้นในชั้นอุทธรณ์ก็ยกขึ้นได้ ) แต่ถ้าศาลมีคำสั่งไม่รับและคู่ความไม่ยื่นอุทธรณ์ประเด็นข้อนั้นก็หมดไป ท่านพอเห็นภาพนะครับ อันนี้มันมาจากมาตรา 234
มาตรา 234 เราจดไปตรงที่ว่าอุทธรณ์ข้อใดที่ศาลชั้นต้นไม่รับแม้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบและผู้อุทธรณ์ไม่ได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง อุทธรณ์ข้อนั้นย่อมเป็นอันยุติ และไม่เป็นประเด็นในชั้นอุทธรณ์ แต่ศาลสูงมีอำนาจยกขึ้นได้ตามมาตรา 142 ( 5 ) ไอ้ข้อนี้เวลาแต่งเป็นข้อสอบแล้วสุดยอดเลยนะครับ
ประเด็นที่สองคือ ในชั้นที่มีการยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งนั้น คำร้องอุทธรณ์คำสั่งมีประเด็นขึ้นมาศาลอุทธรณ์ว่า คำร้องที่ไม่รับนั้น เป็นคำสั่งที่ชอบหรือไม่ อันนี้เป็นประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตาม 236 ด้วยเหตุนี้ประเด็นตาม 236 ถูกจำกัดด้วยปัญหาเฉพาะที่ไม่รับอุทธรณ์ เราเรียกมาตรา 236 เป็นบทที่ให้พิจารณาในเบื้องปลาย ให้คำสั่งรับหรือไม่รับนั้นมันยุติที่ศาลอุทธรณ์ เราจึงมีฏีกาออกไปเยอะว่า มีความหมายว่าคู่ความจะฏีกาต่อไปไม่ได้ คำสั่งรับอุทธรณ์จึงไม่มีผลกระทบต่อ มาตรา 223 – 229 แม้เป็นที่สุดตาม 236 ไม่ผูกมัดศาลอุทธรณ์ หากอุทธรณ์ที่รับมานั้น ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลอุทธรณ์มีอำนาจไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ในข้อนั้นๆได้ จึงเกิดหลักทั่วไปประการหนึ่งว่าคำสั่งรับอุทธรณ์ตาม 236 นั้น ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้ยกอุทธรณ์นั้นเสีย ดังนั้นในชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ เป็นรับหรือไม่รับนั่นเอง ทีนี้ในภาคคำสั่งที่ไม่รับหรือปฏิเสธของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ คำสั่งศาลอุทธรณ์ที่ยกคำร้อง นั้น คดีที่ยกคำร้องนั้นเป็น คท.
คำสั่งที่ยกคำร้องผลก็เป็นการยื่นตามปฏิเสธศาลต้นนั่นเอง
236 แนวฏีกาได้เปลี่ยนแปลงไป
เป็นประเด็นอุปกรณ์ของประเด็นที่ไม่รับ ก็พวกวางเงิน 229 ยังไม่มีแนวฏีกา จาก 234 ว่าเป็นที่สุดปัจจุบัน
เวลาเรายกตัวอย่างคือ 1 กำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ อนาถา 156/1 ต้องยื่นในเจ็ดวัน ยกทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน คำสั่งศาลอุทธรณ์ก็เป็นที่สุดเพราะเกี่ยวด้วยเนื้อหาคำร้องขอส่งค่าธรรมเนียมศาล
ต่อไปจะเข้าสู่เนื้อหาแต่ละมาตรา ว่าประเด็น จะเป็นอย่างไร
ก็พยายามแนะนำ เสนอว่าจะอ่านเล็คเชอร์ที่ผ่านตา และตามมองอาจารย์ภาคปกติ จะได้ง่ายขึ้น ที่เราพูดในสี่ชั่วโมง อาจารย์ก็ไม่เปิดตำราออกข้อสอบ
ท่านพลิกมาที่ 223 ทวิ เรามักจะมองว่าอย่างไรเป็นปริยายที่อนุญาตมา ถ้ายื่นมาแล้วไม่รับแล้วคำร้องที่ขออนุญาตก็ต้องตกไปเพราะจะโดนตัดตาม 234 แสดงว่าวิธีปฏิบัติของศาลชั้นต้นนี้ ต้องผ่านขั้นตอนการรับอุทธรณ์เสียก่อน ถ้าไม่ผ่านจุดนี้
ครั้งนี้คือกระบวนการต้องผ่านการรับอุทธรณ์ อันที่สองคือ พาดพิง 27 คือส่งสำเนาอุทธรณ์แล้ว 223 บัญญัติหน้าที่ ที่ศาลชั้นต้นจะต้องปฏิบัติก่อนพิจารณาคำร้อง โดยไม่ได้ส่งสำเนาอนุญาต
มาตรา 27 วรรคหนึ่งจะมาและจะมาใน 223 ทวิแค่จุดนี้จุดเดียวเท่านั้น