สรุปคำบรรยายวิชากฎหมายอาญา มาตรา 288-366 (ค่ำ)ครั้งที่1

260 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
Jun 3, 2010, 6:36:20 AM6/3/10
to LAWSIAM

หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า  kankokub  ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่าน รศ.ดร.กมลชัย รัตนสกาวงศ์ ผู้บรรยาย   ,  ผู้มีน้ำใจส่ง flie เสียงที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า ขอบคุณ. http://www.muansuen.com และคุณ admin ที่นำ flie เสียงมาลงแบ่งปันให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

ครั้งที่ 1 . วันเสาร์ที่ 29 พฤษภาคม 2553

            ก็เป็นวันแรกที่เราพบกัน เนื้อหาวิชาที่ได้รับมอบหมายให้มาสอนคอร์สนี้ คือ ป.อ. 288 – 366 เวลาที่เรามีก็ประมาณสิบหกครั้ง ตรงกับวันหยุดบ้างก็ลดไปสองสามครั้ง

            วันนี้วันแรกคงยังไม่ได้เริ่มมาตรา 288 เพราะการทำความเข้าใจฐานความผิดต่างๆเราต้องมีพื้นความรู้ นักศึกษาสมัยนี้มีหลายสถาบัน อาจารย์ผู้สอนก็หลากหลาย การควบคุมมาตราฐานก็ไม่ทั่วถึง

            อาจารย์ดูแลหลักสูตรนี้มาเกือบยี่สิบปีแล้ว

            วันนี้ก็จะมาพูดพื้นฐานหลายเรื่อง เรื่องแรกการเตรียมตัวในชั้นเนฯ นักศึกษาก็ต้องอ่านหนังสือไปด้วย ถ้ามีเวลาก็มาฟังคำบรรยายไปด้วย เราต้องทำต่อเนื่อง จะไปเร่งอ่านก็ไม่ได้ผลเท่าที่ควร เหมือนกับการฝึกออกกำลังกาย ที่ต้องฝึกไปเรื่อยๆ เตรียมสอบเนฯ คือการอ่านหนังสือต่อเนื่อง ประเทศไทยเราอยู่ในระบบประมวลกฎหมาย ทิ้งเมื่อไหร่ลืมทันที อาจารย์ก็ต้องดูต่อเนื่อง ในปัจจุบันก็เรียนกฎหมายมา

            ตัวบทนักศึกษาก็ต้องเปิดพลิกอยู่เป็นประจำ เป็นไปได้ต้องวางหลายแห่ง ไม่ใช่ว่ามีชุดเดียว วางไว้ตรงที่เราหยิบฉวยได้ตลอด ประเด็นถัดไปคือการเรียนในชั้นนี้ มีปัญหาข้อกฎหมายค่อนข้างมาก นักศึกษาก็อาจจะต้องจัดกลุ่มในชั้นเรียนนี้เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็น

            สมับที่อาจารย์เรียนก็มีกลุ่มเพื่อนที่ถกเถียงกัน ตำราเรียนตำราดีๆในบ้านเราไม่ค่อยอัพเดทเท่าไหร่

            มีของท่าน ดร.หยุด  ท่านอาจารย์จิตติ

            แต่สิ่งที่สำคัญคือแนวคำพิพากษา การสอบแต่ละครั้ง สิบข้อต้องแบ่งเวลาอย่างมีสัดส่วน เราต้องถัวเฉลี่ย อย่าไปให้เวลาข้อใด มากหรือน้อยจนเกินไป เวลาตอบ ถือเอาคำพิพากษาศาลฏีกาเป็นหลัก อย่านำความรู้ด้านทฤษฏี มากนัก ในการตอบข้อสอบชั้นเนฯ

            ดังนั้นเวลาตอบข้อสอบจะต้องดูโจทย์เป็นหลัก ตอบประเด็นอะไรจบประเด็นนั้น ขึ้นย่อหน้าใหม่

            อีกวิธีหนึ่ง เวลาเข้าห้องสอบ ต้องฝึกทำคำตอบด้วยตนเอง ก็ไปหาข้อสอบเนฯในปีก่อน ก็ฝึกการเขียน แล้วก็นั่งทำไป ดูสิว่าถ้าเราไปสอบจะได้คะแนนเท่าใด แล้วลองให้คะแนนตัวเองดู

            พอจะรู้ว่าเราจะได้คะแนนเท่าใด ไม่ใช่การตอบครั้งแรกคือในสนามสอบเลยก็เป็นการสุ่มเสี่ยง ก็คงจะแนะนำพื้นๆให้นักศึกษาได้เตรียมตัวในชั้นนี้

            คนเรียนเนฯที่เรียนโทควบคู่กันไป ก็ต้องแยกส่วนเพราะปริญญาโท เน้นที่ทฤษฎี แต่ในส่วนของเนฯ นั้นเน้นในทางปฏิบัติ ก็ดูทิศทาง ผู้พิพากษา เน้น คำพิพากษาศาลฏีกาเป็นสำคัญ แต่การสอบสนามอัยการ บางครั้งไม่ได้ยึดธงตามคำพิพากษาฏีกา

            มีหลายครั้งที่ธงคำตอบไม่เหมือนคำพิพากษาฏีกา ยกตัวอย่างเช่นการทวงหนี้แล้วไม่อยู่ เจ้าหนี้ก็ยึดทรัพย์สิน ไป ยึดเป็นประกัน อัยการถือว่าเป็นการลักทรัพย์ เพราะเจ้าหนี้ไม่มีอำนาจในการยึดทรัพย์เอง

            แต่แนวคำพิพากษาของศาล ถือว่า เจ้าหนี้ไม่มีเจตนาทุจริต ก็ไม่ผิดลักทรัพย์

            ก็มีมาแนะนำว่าทำข้อสอบสนามไหนก็ยึดแนวหน่วยงานที่เราไปสอบเข้า แต่ถ้าสอบชิงทุนนี้ ทฤษฏีต่างๆก็ต้องเพียบพร้อม อันนั้นก็เป็นอีกสนามหนึ่ง

            ในกฎหมายอาญามีเรื่องที่พูดมาก แต่เวลาจำกัด อาจารย์รับผิดชอบร่วม 90 มาตรา วันนี้ก็เอาหลักพื้นๆมาพูดกันอีกครั้ง พูด หกเรื่องใหญ่เพื่อเป็นพื้นฐานในการศึกษา เรื่องแรกคือ

            โครงสร้างของการกระทำความผิดในทางอาญา บทบัญญัติตาม 288 -366 บางมาตราไม่ใช่ฐานความผิด บางมาตราเป็นการอ้างถึง เป็นเหตุยอมความระงับคดี บางมาตราเป็นเหตุที่ให้อำนาจกระทำได้ เช่นเรื่องหมิ่นประมาท

            ฐานความผิดอยู่ที่ไหนก็ต้องดูให้ดี บางมาตราเป็นเหตุที่กฎหมายให้อภัย เป็นการกระทำที่สุจริต กฎหมายก็ให้อภัย แต่ยังเป็นความผิดอยู่นะครับ

            นักศึกษายุคหลังๆไม่ค่อยเข้าใจเรื่อง การเป็นความผิดหรือไม่ แล้วกฎหมายให้อภัยหรือไม่

            ผิดแต่กฎหมายให้อภัย กับไม่เป็นความผิดนี่มันคนละเรื่องเลยนะครับ บทบัญญัติแต่ละมาตรา อยู่ตำแหน่งที่ใดของโครงสร้างการกระทำความผิดนั้น

            ถ้ากฎหมายไม่ถือว่าเป็นความผิดข้อเท็จจริงเรื่องนั้นมีเหตุให้อภัยด้วยไม่ต้องพิจารณาแล้วครับ

            หรือผู้เยาว์ก็เหมือนกัน ไม่ต้องอ้างว่าไม่ได้รับโทษหรือลดโทษกี่ส่วน

            ประเด็นที่สองก็คือ ในเรื่องปรัชญาในทางกฎหมายอาญา แต่ละฐานมีคุณธรรมในทางกฎหมายที่คุ้มครอง และสิ่งที่กฎหมายคุ้มครองนั้นถูกละเมิดแล้วหรือยัง

            ประเด็นที่สามคือ ความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายอาญาและกฎหมายแพ่ง ข้อเท็จจริงคือตัวเดียวกัน ข้อเท็จจริงในส่วนแพ่งก็ต้องทำตามส่วนอาญา มิเช่นนั้นก็ใช้วิแพ่ง ชั่งน้ำหนักพยาน

            เรื่องหลักการตีความกฎหมาย บัญญัติไว้สองที่ บางคนบอกไม่เข้าใจ ว่าบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญทำไม เรื่องที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญมีหลายเรื่องที่ กฎหมายอื่นไปฝากไว้ เพื่อขอใช้ศักดิ์แห่งรัฐธรรมนูญเท่านั้นเอง

            คำสอนเรื่องขาดองค์ประกอบ กฎหมายของไทยเรา โครงสร้างในความผิด มีอยู่ สองประเด็นใหญ่ ประเด็นแรกในทางวิชาการคืนองค์ประกอบ สองมีอำนาจกระทำได้หรือไม่

            องค์ประกอบภายในก็คือเจตนา หรือ ประมาท ตำราบางเล่มใช้ว่ามีมูลเหตุจูงใจ ถ้าไม่มีเจตนา ก็ดูประมาท ถ้าภาคความผิดไม่มีว่าโดยประมาท ผู้กระทำก็ต้องมีเจตนาเสมอ นี่คือองค์ประกอบภายใน การกระทำโดยประมาท จะเป็นความผิดเมื่อไปกระทบต่อคุณธรรมทางกฎหมาย

            ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ประมาทไม่ผิดต่อประมวลกฎหมายอาญา เว้นแต่ข้าราชการประเภทเดียวคือ เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์

            มูลเหตุจูงใจมักบัญญัติไว้ในภาคความผิดและมักใช้คำว่า โดย หรือคำว่า เพื่อ

            องค์ประกอบภายนอก ก็จับต้องได้ แต่ถ้ายังไม่ได้แสดงออกมาคิดเท่านั้น ลงโทษเขาไม่ได้หรอกครับ

            ส่วนการกระทำนั้น บางฐานความผิดก็ต้องการผลของการกระทำที่เป็นรูปธรรม นั่นหมายความว่าถ้ามีเจตนาฆ่าผู้อื่น ผู้อื่นต้องถึงแก่ความตาย

            บางฐานความผิด ผลเป็นนามธรรมก็ผิด เช่นแจ้งความเท็จ อาจทำให้ผู้อื่นเสียหาย

            ชื่อเสียงมันตามตัวบุคคลมาเป็นสิทธิเสรีภาพการกระทำและผลต้องเกี่ยวข้องกัน การยากของมันคือบางครั้งเกี่ยวบ้างไม่เกี่ยวบ้างถ้ามีบางส่วนก็เป็นพยายาม จะเป็นความผิดอาญาต้องมีโครงสร้างประการที่สองด้วย ถ้าเมื่อไหร่มีกฎหมายให้อำนาจ การกระทำที่เป็นองค์ประกอบ ก็ไม่เป็นความผิดทั้งสิ้น ในระบบกฎหมายอาญาของเรา ผู้กระทำมีอำนาจกระทำได้มีไม่มากเท่าไหร่ นักศึกษาก็ต้องดูหลักใหญ่ มีอยู่หลายมาตรา ในภาคทั่วไปเรื่องป้องกันพอสมควรแก่เหตุ ผู้กระทำมีอำนาจกระทำได้ทฤษฏีคือ คนทำชอบด้วยกฎหมายไม่ต้องหลบหลีกผู้กระทำไม่ชอบด้วยกฎหมาย

            เมื่อมีอำนาจเข้าไปแล้วก็ไม่ผิดบุกรุก กฎหมายให้อำนาจเจ้าหน้าที่ อาจจะให้อำนาจประชาชนด้วยกันเอง เช่นในกฎหมายแพ่ง ให้อำนาจตัดกิ่งไม้ที่ล้ำเข้ามาในที่ของเรา

            กฎหมายให้อำนาจ และเป็นหน้าที่ของเพชฌฆาตด้วย เพชณฆาตกระทำเข้าองค์ประกอบทุกอย่างเพราะเขามีอำนาจตามกฎหมาย

            ถ้าเพชณฆาตใจร้อนไปลอบยิงตอนกลางคืนก่อน อันนี้ก็ผิดแม้พรุ่งนี้จะมีหน้าที่ยิงก็ผิด กฎหมายให้อำนาจก็เป็นเหตุที่สอง

            เหตุที่สาม เป็นจากแนวฏีกา 403/2508 คือหลักเรื่องความยินยอมของผู้เสียหาย ความยินยอมไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย แต่หลักนี้มีขอบเขต คือ ต้องไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หลักนี้ใช้ในกฎหมายอาญาด้วย ใช้คำว่าไม่ขัดต่อสำนึกในศีลธรรมอันดีของประชาชน มันก็คล้ายๆกัน เพียงแต่ถ้อยคำของศาลฏีกาใช้ ว่าการกระทำนั้นไม่เป็นความผิดเลยครับ ก็ต้องเอามาปรับดู อะไรบ้างที่ไม่ขัดต่อสำนึกในศีลธรรม

            เช่นการเล่นกีฬา โดยลักษณะของเกมกีฬาอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อกายหรือจิตใจ

ความยินยอมอีกประเภทหนึ่งในวงการแพทย์ คือการผ่าตัด สิ่งที่แพทย์กลัวว่าจะรับผิดทางอาญา ก็จะให้มีการเซ็นต์ยินยอม เพื่อให้แพทย์มีอำนาจ

            กรณีสุดท้ายการชั่วน้ำหนักของกฎหมาย ทำให้หน้าที่ขัดกันได้ กำหนดหน้าที่ไปขัดแย้งกันเอง เช่นมาตรา 305 หลักทฤษฏีคือ กฎหมายห้ามแท๊งลูก ขณะเดียวกันแพทย์ก็มีหน้าที่รักษาผู้ป่วย กรณีที่หน้าที่ขัดกันจะรักษาคนไข้รอดชีวิตต้องทำให้แท๊งค์ลูก ไม่ใช่บอกว่าเลือกทำหน้าที่นี้ก็ผิดหน้าที่นั้น เมื่อเลือกปฏิบัติหน้าที่ที่สำคัญกว่า ก็ไม่ผิด แม้ไม่บัญญัติเอาไว้ ก็เป็นหลักกฎหมายทั่วไป

            หลักสมมุติก็มีในต่างประเทศ แพทย์ก็ต้องสมมุติว่าถ้าอาการอย่างนี้ญาติจะต้องยินยอมแน่นอน

            เพราะฉะนั้นการลักทรัพย์สามีภริยา ก็เป็นความผิดแต่ไม่ต้องรับโทษ ก็เป็นโครงสร้างในส่วนโทษ

            ถ้าเกิดสิบสี่แต่ไม่เกิดสิบเจ็ดศาลก็จะลดโทษให้ ก็เป็นเหตุที่ผู้กระทำจะรับโทษน้อยลงเพราะไม่รู้ผิดชอบชั่วดี อันนี้ก็เป็นเรื่องรู้ผิดชอบชั่วดี หรือผู้กระทำไม่รู้ข้อผิดถูก กฎหมายก็ให้อภัยก็ให้ลงโทษน้อยลง

            ถ้าเรียกแล้วก็ต้องช่วย เพราะถ้าไม่มีกฎหมายให้ช่วย ตอนที่เรียกให้ช่วยกำนันอาจจะไม่มีอำนาจก็ได้นะ กฎหมายก็ยกเว้นโทษให้แต่ก็ถือว่าเป็นความผิด

            เหตุสุดท้ายกฎหมายให้อภัย อาจจะทั้งหมดหรือบางส่วน ถ้าป้องกันเกินสมควรแก่เหตุเป็นเหตุให้กฎหมายให้อภัยบางส่วน เรื่องโครงสร้างความผิดกับโทษทำให้เราเข้าใจ ความผิดทางกฎหมายอาญา

            บางมาตรา เป็นส่วนของโทษ ส่วนมาตราอื่นๆมันหลุดไป ในเรื่องบังคับคดี

            ในประเด็นที่สอง คือคุณธรรมทางกฎหมายแต่ละฐานความผิดกฎหมายมุ่งคุ้มครอง ชีวิต ร่างกาย อนามัย เสรีภาพ ทุกมาตราก็มีกฎหมายคุ้มครองอยู่ สิ่งที่กฎหมายคุ้มครอง บางทฤษฏีแยกเป็นคุณธรรมทางกฎหมายที่เป็นส่วนรวมหรือ ปัจเจกบุคคล เพราะว่าคุ้มครองเสรีภาพในการศึกษาหรือการประกอบอาชีพ หรือ ขณะเดียวกันก็มีการคุ้มครองส่วนรวมด้วย

            ในกฎหมายอาญาก็มีคุณธรรมทางกฎหมายที่คุ้มครองส่วนรวม รู้ไปเพื่อให้เรารู้คุณธรรมทางกฎหมายที่เป็นส่วนรวมเสียหายเป็นอาญาแผ่นดินไม่มาจะหนักหรือเบา

            กระทบผม เรื่องนั้นเรื่องเฉพาะตัวของผม ผมยอมคดีระงับ ต้องเล็กน้อยด้วยและเป็นเรื่องปัจเจกบุคคลจึงยอมความได้

            ถ้าส่วนรวมแล้วยอมได้เราก็ไปยอมความกันสิครับ ส่วนรวมแล้วยอมไม่ได้ เพราไม่รู้จะไปถามใคร ถ้าได้ก็แสดงว่ามีมาตราที่เขียนผิด

            อันนี้ก็เป็นเรื่องคุณธรรมทางกฎหมาย อาจมีหลายคุณธรรมก็ได้นะครับ

            ความผิดฐานลักทรัพย์ ก็ฐานเดียว กรรมสิทธิ์การครอบครอง

            ชิงทรัพย์ มี ชีวิตร่างกาย และ กรรมสิทธิ์การครองครอง

            ถ้าการกระทำอันแรกสิ้นสุดลงยุติแล้ว แล้วก็มากระทำใหม่อีกกระทง ยกตัวอย่างเช่นลักทรัพย์ อันนี้ก็สองกระทง เมื่อทีวีถึงบ้านของคนร้ายแล้ว ก็สองกระทงนะครับ เพราะว่าไม่มีโทษขั้นต่ำ ถ้าเวลาอันเดียวกัน ความผิดยังต่อเนื่องอยู่ก็เป็นชิงทรัพย์ ขั้นต่ำเริ่มที่ห้าปี เพราะฉะนั้นหนึ่งกระทงโทษอาจจะหนัก เพราะกระทำการในวาระเดียวกัน แต่ถ้ากระทำกันคนละวาระก็เป็นหลายคุณธรรมเข้ามาเกี่ยวโยง

            คุณธรรมทางกฎหมายยังช่วยการแบ่งหมวดหมู่ทางกฎหมาย ว่าจะแบ่งในส่วนเจตนาหรือผลแห่งการกระทำ ก็ไปอยู่ใน 290 แสดงว่าเอาชีวิตเป็นตัวตั้ง ก็เอาทำร้ายร่างกายมาบัญญัติไว้ในหมวดชีวิต แต่ถ้าเอามาบัญญัติไว้ในหมวดร่างกายก็ได้เหมือนกัน เมื่อเห็นว่ามันเกี่ยวกับชีวิตก็ดึงมา บางมาตรา บางฐานไม่ได้เอามาใส่ในหมวดชีวิต ก็อยู่ในหมวดปล้นทรัพยชิงทรัพย์เลยก็อาจจะเขียนผิด

            ขณะเดียวกันคุณธรรมทางกฎหมายก็คือสิ่งที่เราต้องช่วยให้ความผิดฐานลักทรัพย์เกิดความสะดวก อันนี้ก็ผิดรับของโจรเพราะเจตนารมณ์ของกฎหมายเขียนไว้อย่างนั้น ลักทรัพย์นี่แหละแต่ก็ขอซื้อเลยขี้เกียจไปฟ้อง มีความผิดฐานรับของโจรหรือไม่ ก็จะมีได้อย่างไร ในเมื่อรับของโจรมีคุณธรรมทางกฎหมาย ที่ป้องกันไม่ให้ทรัพย์ห่างตัวเจ้าทรัพย์หรือ ติดตามได้ยากขึ้น

            ระบบกฎหมายของเรา ยินยอมให้ผู้เสียหายฟ้องคดีได้ด้วย การกระทำอันเดียวหรือกรรมเดียวอาจมีผู้เสียหายหลายคน

            ใครเสียหายเท่าใดก็ฟ้องเท่านั้น เวลาฟ้องจริงๆก็เลยต้องให้อัยการเป็นหลักนำ

            เหมือนความผิดลักทรัพย์นายจ้าง เป็นเหตุฉกรรจ์ตาม 335 อนุ 11 ทรัพย์ที่อยู่ในความครอบครองอาจไม่ใช่ของนายจ้างก็ได้ เพราะฉะนั้นเวลานายจ้างฟ้องคดีก็ฟ้องลักทรัพย์นายจ้าง

            เขาก็ไม่ใช่ผู้เสียหาย ระบบกฎหมายบางประเภท ก็ดูว่าสิทธิมีแค่ไหนก็ฟ้องได้แค่นั้นเวลาพิจารณาคดี ศาลก็รวมการพิจารณาเข้าด้วยกัน มิเช่นนั้นจะมีการฟ้องคดีที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเกิดขึ้นได้ เพราะว่าศาลฏีกาวางหลักว่ากรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษบทหนักที่สุด

            ระบบกฎหมายของเราวางแนวแล้วก็ปิดช่องไม่ให้ เกิดได้

            หัวข้อถัดไปคือเรื่องความรับผิดในทางอาญากับเรื่องในทางแพ่ง ในอดีตไม่ได้แยกกฎหมายแพ่ง กฎหมายอาญา กฎหมายมหาชน ก็เขียนรวมกันหมด เจตนาประมาทก็ไม่ค่อยได้แยก แต่การตายสาเหตุจะมาจากเจตนาหรือประมาทก็รับโทษเหมือนกัน หลักจากนั้นเรามีกฎหมายอาญา ใช้มาห้าสิบปี แล้วก็มีประมวลกฎหมายอาญา เท่ากับเป็นการชี้ว่าแยกแพ่งหรืออาญาออกจากกันโดยชัดเจน

            ก็พูดเฉพาะในประเด็นที่ใกล้เคียงกันว่าเรื่องละเมิดในทางอาญากับทางแพ่งก็ใกล้เคียงกัน ถ้าดูใน 420 จะเห็นว่าคุณธรรมทางกฎหมายต่างกัน มันมาด้วยกันแต่แยกซ้ายและขวา เน้นในเรื่องค่าเสียหาย หรือที่เรียกว่าค่าสินไหมทดแทน เพราะเน้นชดเชยค่าเสียหายให้กลับมา เจ้ามรดกถึงแก่ความตายเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทายาทก็ได้ทุกคน ทายาทลำดับใดแบ่งก่อนแบ่งหลัง ละเมิดใช้การชดเชยหรือทดแทน ด้วยเหตุนี้ในเรื่องละเมิดจึงไม่ได้สนใจว่าเจตนาหรือประมาท เจตนาทำให้เสียทรัพย์ประมาททำให้เสียทรัพย์ราคาเดียวกัน เพราะกฎหมายแพ่งเน้นในเรื่องค่าสินไหมทดแทน แต่ในทางอาญาไม่เท่ากัน ถ้าเจตนาโทษหนัก ประมาทโทษเบา เพราะบางกรณีประมาทไม่มีโทษเสียเลย บางครั้งอาจต้องมีเหตุเพิ่มโทษ ส่วนการกระทำความผิดอาญาบางอย่างในทางอาญาเราถือว่าเป็นพยายามกระทำความผิดแต่ในทางแพ่ง ศาลไทยก็ไม่ค่อยให้นะ

            ในทางแพ่งฟ้องอะไรไม่ได้เลย และไม่รู้ว่ายิงใครด้วยซ้ำไป แต่ในทางอาญายิงแล้วไม่โดนนั่นคือพยายามฆ่านะครับ  2 ใน 3 ของโทษประหาร ประมาทในทางทรัพย์สิน ในทางแพ่งต้องรับผิด

            ปี 39 มีเรื่องการรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ถ้าเจ้าหน้าที่ประมาทเลินเล่อธรรมดาไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว

            ประเด็นที่สี่ คือ ไม่มีโทษโดยปราศจากกฎหมาย

            สุภาษิทกฎหมาย ที่เป็นภาษาละติน ในประมวลกฎหมายอาญาเราบัญญัติไว้ในมาตรา 2

รัฐธรรมนูญ ปี 34 อยู่ในมาตรา 28 รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมาตรา 39

            ในรัฐธรรมนูญมันมีเนื้อหาเป็นรัฐธรรมนูญกับที่ไม่ใช่

            บางฐานถ้าเป็นฐานความผิดตีความขยายได้อย่างเช่นในเรื่องหมิ่นประมาท ในอดีตเราไม่มีพวกเวปไซต์ ก็เลยไม่มีบัญญัติ แต่ทุกวันนี้หมิ่นประมาทที่มากๆ ก็คือในเวปไซต์ ก็ต้องเยียวยาในการให้แก้ไขในเวปไซต์  บทบัญญัติเหล่านี้ตีความโดยขยายความให้ครอบคลุมได้

            หลักประการที่สองการตีความเคร่งครัด ไม่อาจเทียบเคียงได้ อันนี้คือหลักกฎหมายแพ่ง ศาลต้องตัดสินคดี ในทางอาญา จะนำผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดมาลงโทษไม่ได้ ผู้กระทำที่ถูกฟ้องร้องคดีนั้น ต้องถูกปล่อยตัวไป ลงโทษไม่ได้ หลายประเทศจึงมีการบัญญัติ

            ย้อนหลังเป็นคุณหรือย้อนหลังให้ไม่ผิดอ้างได้เสมอ

            หลักสุดท้ายของเรื่องนี้คือการนำเอาหลักกฎหมายทั่วไปมาลงโทษนั้นทำไม่ได้ ในทางกฎหมายแพ่งเอามาวินิจฉัยได้ เช่นการคุ้มครองผู้สุจริตอันนี้ก็คือหลักกฎหมายทั่วไป ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน อันนี้ก็คือหลักทั่วไป เอามาวินิจฉัยเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมได้ ให้ทรัพย์ของตนเอง มีรากงอกขึ้นมา ศาลสกัดเอาหลักนี้แล้วสร้างมาเพื่อให้ผู้กระทำไม่มีความผิดทางอาญา สกัดเอาหลักกฎหมายทั่วไปมาลงโทษจำเลยไม่ได้

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages