++ ทบทวนคำพิพากษาฎีกาที่ 9364/2555 : ความผิดฐานอนาจารเด็กและพาเด็กไปเพื่อการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 279 และมาตรา 283 ทวิ ในชั้นพิจารณา เด็กซึ่งเป็นประจักษ์พยานไม่มาศาล พยานที่เหลือเป็นพยานบอกเล่า อัยการโจทก์ควรปฏิบัติอย่างไร ? ++

991 views
Skip to first unread message

arunarun chitt

unread,
Sep 7, 2013, 10:58:06 AM9/7/13
to law...@googlegroups.com

      ...ศึกษาวิเคราะห์คำพิพากษาฎีกาที่ 9364/2555...


          ความผิดฐานอนาจารเด็กและพาเด็กไปเพื่อการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 279 และมาตรา 283 ทวิ ในชั้นพิจารณา เด็กซึ่งเป็นประจักษ์พยานไม่มาศาล พยานที่เหลือเป็นพยานบอกเล่า อัยการโจทก์ควรปฏิบัติอย่างไร ??

          ข้อเท็จจริง
          1. อัยการโจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 22 พฤศจิกายน 2546 เวลากลางคืนหลังเที่ยง ถึงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2546 เวลากลางคืนก่อนเที่ยงต่อเนื่องกัน จำเลยพาเด็กหญิงบี ผู้เสียหายอายุ 14 ปีเศษ ไปเพื่อการอนาจารและจำเลยโดยไม่ได้รับอนุญาตและปราศจากเหตุอันสมควรได้พรากผู้เสียหายไปเสียจากความปกครองดูแลของนายดำผู้เป็นบิดาเพื่อการอนาจารแล้วจำเลยได้กระทำอนาจารผู้เสียหายโดยใช้มือโอบกอดและหอมแก้มโดยผู้เสียหายไม่ยินยอมและอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 91, 279, 283 ทวิ, 317
             1.1 การยื่นฟ้องของอัยการเป็นไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 28(1) และอัยการจะยื่นฟ้องได้จะต้องมีการสอบสวนโดยชอบในความผิดฐานนี้มาก่อนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120
             1.2 หลักการบรรยายฟ้องของพนักงานอัยการตามระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาฯ พ.ศ. 2547 ข้อ 94 กำหนดว่า ในการบรรยายฟ้องต้องบรรยายข้อเท็จจริงให้ครบองค์ประกอบความผิดที่ฟ้องการบรรยายฟ้องที่ไม่ครบองค์ประกอบของความผิดเท่ากับบรรยายข้อเท็จจริงว่าจำเลยไม่ได้กระทำผิดตามที่กฎหมายบัญญัติไว้เป็นความผิด ศาลต้องยกฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 และจะนำมาฟ้องใหม่ไม่ได้เพราะถือว่าได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39(4) แล้ว (ฎีกา 2757/2544)

          2. จำเลยให้การปฏิเสธ 
             2.1 ก่อนศาลจะอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังและสอบถามคำให้การจำเลย หากคดีต้องด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 173 ศาลต้องสอบถามจำเลยเรื่องทนายความก่อน
             2.2 ในเรื่องสอบถามจำเลยเกี่ยวกับเรื่องทนายนั้นมีความสำคัญต่อกระบวนพิจารณา โดยให้ท่านศึกษาจากฎีกาต่อไปนี้

          คำพิพากษาฎีกาที่ 6915/2544 
          ป.วิ.อ. มาตรา 173 วรรคสอง 
          ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 วรรคสองบัญญัติว่า "ในคดีที่มีอัตราโทษจำคุก... ก่อนเริ่มพิจารณาให้ศาลถามจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีและจำเลยต้องการทนายความก็ให้ศาลตั้งทนายความให้" เป็นบทบัญญัติที่ให้ความคุ้มครองแก่จำเลยในการพิจารณาคดีของศาล จึงเป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้นที่จะต้องสอบถามจำเลยก่อนเริ่มพิจารณาว่ามีและต้องการทนายความหรือไม่เมื่อไม่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นได้ดำเนินการสอบถามจำเลยในเรื่องดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่มิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกระบวนพิจารณาอันเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ

          คำพิพากษาฎีกาที่ 366/2534 
          ป.วิ.อ. มาตรา 173
          คดีที่มีโทษประหารชีวิต ถ้าจำเลยไม่มีทนาย ศาลต้องตั้งทนายให้โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยต้องการทนายหรือไม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ ทั้งนี้เพื่อให้ความคุ้มครองแก่จำเลยในคดีที่มีโทษประหารชีวิตเมื่อศาลตั้งทนายให้แล้วแต่จำเลยไม่ต้องการทนายก็เป็นเรื่องของจำเลย การที่ศาลชั้นต้นไม่ตั้งทนายให้จำเลยจึงเป็นการพิจารณาที่ไม่ชอบ

          คำพิพากษาฎีกาที่ 2069/2541 
          ป.วิ.อ. มาตรา 173 วรรคสอง
          โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ซึ่งคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกินกว่าที่รัฐมนตรีกำหนดไว้ในครอบครองเพื่อขายอันเป็นคดีที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่สิบปีขึ้นไปแต่ไม่ถึงประหารชีวิต ในวันเริ่มพิจารณาศาลชั้นต้นได้สอบจำเลยเรื่องทนายความแล้ว จำเลยแถลงว่า จะหาทนายความเองศาลชั้นต้นจึงสั่งให้นัดสืบพยานโจทก์ ต่อมาเมื่อถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ จำเลยตั้ง ช.เป็นทนายความและช.ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีศาลชั้นต้นอนุญาต จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นได้ดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 173 วรรคสอง แล้ว และเมื่อถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ที่เลื่อนไป จำเลยยื่นคำร้องว่าจำเลยขอให้การรับสารภาพและขอให้ศาลลงโทษจำเลยสถานเบา ศาลชั้นต้นสอบจำเลยแล้วยืนยันให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพไปในวันนั้น แม้ในวันดังกล่าวทนายจำเลยจะไม่มาศาลก็ไม่ทำให้การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นในวันดังกล่าวเสียไปเพราะจำเลยมีทนายความแล้วและการที่จำเลยให้การรับสารภาพและขอให้ศาลลงโทษจำเลยสถานเบา โดยไม่ได้ขอให้ศาลเลื่อนคดีไปเพราะทนายความไม่มาศาล แสดงว่าจำเลยไม่ติดใจที่จะให้ทนายความจำเลยซักค้าน พยานโจทก์แก้ต่างในการพิจารณาคดีวันดังกล่าวแต่อย่างใดการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงชอบแล้ว

          คำพิพากษาฎีกาที่ 4612/2536 
          ป.วิ.อ. มาตรา 173 วรรคแรก
          เจตนารมณ์ ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 173 วรรคแรก นั้น เพื่อให้จำเลยมีทนายช่วยเหลือในการต่อสู้คดีที่เป็นความผิดอุกฉกรรจ์ซึ่งมีอัตราโทษประหารชีวิต ดังนั้นแม้ก่อนเริ่มพิจารณาศาลชั้นต้นจะมิได้สอบถามจำเลยว่ามีทนายหรือไม่แต่ในวันสอบถามคำให้การจำเลย ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งขอแรงทนายให้จำเลย กับได้มีคำสั่งตั้งทนายที่ขอแรงไว้ก่อนเริ่มสืบพยานโจทก์ และทนายจำเลยก็ได้ทำหน้าที่ตลอดมาจนถึงที่สุดโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยเสียเปรียบในเชิงคดี ทั้งจำเลยก็มิได้เปลี่ยนแปลงคำให้การของจำเลยแต่ประการใด ถือได้ว่าจำเลยยังคงให้การรับสารภาพ จึงไม่มีเหตุจำเป็นต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นสอบถามคำให้การจำเลยอีก

          3. ศาลชั้นต้น ได้สืบพยานโจทก์และจำเลยแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 279 วรรคสอง, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91 ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามและฐานพาเด็กอายุไม่เกิน 15 ปีไปเพื่อการอนาจารเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหมายบทให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 279 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด ตาม ป.อ. มาตรา 90 จำคุก 3 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดาโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี รวมเป็นจำคุก 8 ปี คำรับของจำเลยในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตาม ป.อ. มาตรา 78 เป็นจำคุก 3 ปี 12 เดือน
             3.1 ผลของคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ส่งผลต่อ ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ จำเลยมีสิทธิอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้
             3.2 ในส่วนของโจทก์เมื่อพิจารณาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ อัยการโจทก์ก็ไม่ต้องห้ามในการที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง

          4. จำเลยยื่นอุทธรณ์ ปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง
             4.1 ผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เช่นนี้ ทำให้อัยการโจทก์สามารถยื่นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคแรก เพราะ ป.วิ.อ. มาตรา 218 ทั้งสองวรรค ห้ามฎีกาข้อเท็จจริงเฉพาะศาลอุทธรณ์พิพากษายืนหรือแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นเล็กน้อยเท่านั้น แต่คดีนี้ปรากฏว่าพิพากษากลับให้ยกฟ้อง คดีจึงไม่ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง

          5. อัยการโจทก์ยื่นฎีกา คดีมีประเด็นขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาทั้งกฎหมายลักษณะพยานและประมวลกฎหมายอาญา ดังนี้
             5.1 ประเด็นปัญหาข้อแรกมีว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ศาลฎีการับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า คืนเกิดเหตุจำเลยพาผู้เสียหายไปที่บ้านของนางศิริแล้วขึ้นไปบนชั้นสอง อยู่ด้วยกันในห้องนอนของจำเลย ปัญหาที่ว่า จำเลยกระทำการล่วงละเมิดทางเพศโดยการกอดจูบผู้เสียหายขณะที่จำเลยกับผู้เสียหายอยู่ในห้องนอนของจำเลยเพียงสองต่อสองหรือไม่นั้น โจทก์มีพนักงานสอบสวนเพิกความเป็นพยานว่า พยานเป็นผู้สอบสวนจำเลยในวันรุ่งขึ้นหลังเกิดเหตุ จำเลยให้การรับสารภาพว่าพาผู้เสียหายไปที่บ้านเกิดเหตุ และจำเลยได้กอดจูบผู้เสียหายจริง ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา เอกสารหมาย จ. 6 ซึ่งจำเลยได้ให้รายละเอียดต่างๆ ในการกระทำผิดไว้อย่างละเอียดเป็นขั้นตอนสอดคล้องกับคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายอันเนื่องมาจากจำเลยยังไม่มีโอกาสแต่งเติมข้อเท็จจริง เชื่อว่าจำเลยให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนไปตามความจริงที่เกิดขึ้น
             5.2 คดีนี้ โจทก์ไม่สามารถนำตัวผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กและเป็นประจักษ์พยานมาสืบพยานชั้นศาลได้ ศาลฎีกาเห็นว่า แม้โจทก์ไม่สามารถนำตัวผู้เสียหายซึ่งเป็นประจักษ์พยานมาเบิกความในชั้นพิจารณา แต่คำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายก็ยังเป็นพยานหลักฐานของโจทก์คือเป็นพยานบอกเล่าและตามพฤติการณ์แห่งคดีเข้าข้อยกเว้นให้รับฟังพยานบอกเล่าดังกล่าวนี้ได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 วรรคสอง (2) คือ คดีนี้ ผู้เสียหายได้รับหมายเรียกให้มาเป็นพยานที่ศาลแต่ถึงวันนัดกลับไม่มาศาลและไม่ได้แจ้งเหตุขัดข้อง ศาลชั้นต้นจึงออกหมายจับผู้เสียหายเพื่อเอาตัวมาเป็นพยานแต่ก็ไม่ได้ตัวผู้เสียหายมาเบิกความต่อศาล ถือได้ว่ามีเหตุจำเป็นเนื่องจากไม่สามารถนำผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้ที่ได้เห็นและได้ยินในเรื่องที่จะให้การเป็นพยานนั้นด้วยตนเองโดยตรงมาเป็นพยานได้และมีเหตุผลสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะรับฟังพยานบอกเล่านั้น ศาลสามารถนำพยานบอกเล่าดังกล่าวนี้ไปฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ ไม่ได้ต้องห้ามมิให้รับฟังเสียเลย เมื่อศาลรับฟังว่าจำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนด้วยความสมัครใจและให้การไปตามความจริงที่เกิดขึ้น แม้โจทก์จะไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นการกระทำความผิดของจำเลยก็ตามแต่เมื่อนำคำให้การของผู้เสียหายในชั้นสอบสวนมาฟังประกอบคำเบิกความของพยานโจทก์ปากนางศิริซึ่งเป็นพยานแวดล้อมกรณีที่ใกล้ชิดกับเหตุการณ์มากที่สุดและคำเบิกความของพนักงานสอบสวน ศาลฎีกาเชื่อโดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยได้ทำการกอดจูบผู้เสียหายในห้องนอนของจำเลยในบ้านเกิดเหตุจริง
            5.3 นอกจากนี้ ศาลฎีกายังเห็นว่า ตามทางนำสืบของโจทก์ฟังได้ว่าจำเลยชักชวนผู้เสียหายให้ไปที่บ้านเกิดเหตุกับจำเลย ผู้เสียหายตกลงใจไปกับจำเลยแล้วขึ้นไปบนชั้นสอง เข้าไปในห้องนอนของจำเลยด้วยความสมัครใจของผู้เสียหายเอง พฤติการณ์ดังกล่าวของผู้เสียหายเชื่อว่าผู้เสียหายยินยอมพร้อมใจให้จำเลยกอดจูบตน การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 279 วรรคสอง แต่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 279 วรรคแรก ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปีโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม นอกจากนี้จำเลยยังมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 283 ทวิ วรรคสอง ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเพื่อการอนาจารแม้เด็กจะยินยอมก็ตาม
            5.4 ศาลฎีกาได้พิจารณาต่อไปว่า การที่จำเลยพาผู้เสียหายไปที่บ้านเกิดเหตุโดยไม่ได้รับอนุญาตจากบิดาผู้เสียหายแต่ในขณะเกิดเหตุผู้เสียหายมีอายุเพียง 14 ปีเศษและอยู่ในอำนาจปกครองของบิดาย่อมเป็นการล่วงอำนาจปกครองของบิดาผู้เสียหาย แม้ผู้เสียหายจะสมัครใจยินยอมไปกับจำเลยก็ถือไม่ได้ว่าได้รับความยินยอมเห็นชอบจากบิดาผู้เสียหาย การกระทำดังกล่าวของจำเลยจึงเป็นการพรากผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปีไปเสียจากบิดาแล้วทั้งการที่จำเลยทำการกอดจูบผู้เสียหายด้วยนั้นถือได้ว่าเป็นการพรากเด็กไปโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม


                                                              

                                                                                                                                        Credit : รพี ๕๖//ทบทวนหลักกฎหมายกับ อ.ประยุทธ

.............................................................................................................................................................

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

    ...คุณเคยมีปัญหาเหล่านี้หรืม่ 

      - เพิ่งจบปริญญาตรี ไม่รู้จะเริ่มต้นกับการเรียนเนต ิอย่างไร
      - สอบมาหลายครั้งแล้วไม่ผ่านซั ที 47 , 48 , 49 คะแนนอยู่นี่หลายครั้งแล้ว เมื่อไหร่จะถึง 50 คะแนนซักที
    
  - อยู่ต่างจังหวัด ทำงานประจำไม่มีเวลาไปนั่งเรียน ที่เนติฯ 
      - 
สมัครติวเนติทางไปรษณีย์ กว่าจดหมายจะมาถึงก็ไม่ทันสอบ
     
 - สมัครรับจองคำบรรยายเนติทาง ไปรษณีย์ กว่าจดหมายจะมาถึงก็ ่ันสอบ
      - เดินทางไปเรียนหรือไปติวรถก็ ิด...กลับมาก็เหนื่อย
      - อยู่ต่างจังหวัดอยากมาเรียน ที่ กทม. หรือมาติว...แต่ไม่สามารถมาเรี นหรือมาติวได้เพราะไกลและสถาบั ติวก็อยู่หน้ารามกันหมด
.............................. .............................. .............................. .............................. .................................
ขอแนะนำ !!
รวมคำบรรยายเนติฯ (ภาคปกติ /ภาคค่ำ/ภาคทบทวนวันอาทิตย์) ภา ค 1/65 และ 2/65
++  กลุ่มวิชากฎหมายแพ่งและอาญา  (ไฟล์เสียงคำบรรยายภาคปกติ, ภาคค่ำ และภาคทบทวนวันอาทิตย์)
  พร้อมไฟล์เอกสาร 
  - เอกสารสรุปคำบรรยายเนติ 1/65 
  -  เอกสารประกอบคำบรรยาย1/65 
  -  บทบรรณาธิการ 1/63-1/65 
  -  ธงคำตอบกลุ่มวิชากฎหมายแพ่งแล อาญา (สมัยที่ 56-65) 
  -  New !! ทบทวนสรุปประเด็นน่าสนใจ 1/66
  -  New !!  รวมคำพิพากษาฎีกาใหม่ (พร้อมข้อสังเกตน่าสนใจ)1/66
  -  New !!  เทคนิคการเขียนคำตอบแบบถูกต้องที่สุด ตลอดจนเทคนิคการปรับบทกฎหมายต่งๆสำหรับทุกสนามสอบ (การเตรียมพร้อมสอบเนติฯ/ู้ช่ยฯ/อัยการ)  
++ กลุ่มวิชากฎหมายวิธีพิจารณาค วามแพ่งและวิธีพิจารณาความอาญา  (ไฟล์เสียงคำบรรยายภาคปกติ, ภาคค่ำ และภาคทบทวนวันอาทิตย์) 
  พร้อมไฟล์เอกสาร 
 -  เอกสารสรุปคำบรรยายเนติ 2/65 
 -  เอกสารประกอบคำบรรยาย 2/65 
 -  บทบรรณาธิการ 2/63-2/65 
 -  ธงคำตอบกลุ่มวิชากฎหมายวิธีพิ ารณาความแพ่งและวิธีพิจารณาควา อาญา (สมัยที่ 56-65) 
 -  New !! ทบทวนสรุปประเด็นน่าสนใจ 1/66
 - New !!  รวมคำพิพากษาฎีกาใหม่ (พร้อมข้อสังเกตน่าสนใจ)1/66
 - New !!  เทคนิคการเขียนคำตอบแบบถูกต้องที่สุด ตลอดจนเทคนิคการปรับบทกฎหมายต่งๆสำหรับทุกสนามสอบ (การเตรียมพร้อมสอบเนติฯ/ู้ช่ยฯ/อัยการ)  
...............................................................................................................................................
  ค่ารวบรวม ภาคละ 350.-บาท  (DVD 4 แผ่น) (ส่ง EMS ฟรี !! + แถมฟรี !! แผ่นรองเม้าท์) 
   หมายเหตุ  สั่งซื้อทั้ง 2  ค ค่ารวมรวมราคาพิเศษ 650.- บา   (ส่ง EMS ฟรี !! + แถมฟรี !! แผ่นรองเม้าท์ + CD แบบร่างสัญญ ามากกว่า 400 แบบ (file word) + แบบฟอร์มศาลแบบฟอร์มเ อกสารงานบุคคล,เอกสารงานบัญชี ะภาษี) 
   สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม  ิดต่อ ตุ้ย มือถือ 085-801-0725,E-mail : siripit...@gmail.com

               ไม่เก่ง..แต่พยายาม  เจ๋ง ! กว่า  เก่ง....แต่ขี้เกียจ
                                        ขอให้โชคดีและประสบความสำเร็ กนทุกคะคับ...

บุคคลต้องห้ามิให้รับพินัยกรรม.jpg
บุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย.jpg
Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages