สรุปคำบรรยาย วิสามัญศาลชั้นต้น ครั้งที่1

159 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
Nov 24, 2010, 8:52:17 PM11/24/10
to LAWSIAM

 

หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า  kankokub  ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์สุวัฒน์ วรรธนะหทัย ผู้บรรยาย   , ผู้มีน้ำใจส่ง flie เสียงที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า ขอบคุณ. http://www.muansuen.com และคุณ admin ที่นำ flie เสียงมาลงแบ่งปันให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

ครั้งที่ 1  วันอังคาร 23 พฤศจิกายน 2553

          ก็ยินดีและก็เป็นเกียรติที่ได้มาพบกับพวกท่านในชั่วโมงแรก และหวังว่าจะพบกันในการสอนเนฯครั้งนี้ครั้งเดียว การสอนกฎหมายไม่ใช่เรื่องยากโดยเฉพาะวิชาอาจารย์ น่าจะเป็นข้อแจกคะแนนเพราะฏีกาก็ค่อนข้างน้อย ก็ขอให้นักศึกษาทำความเข้าใจให้ดี และไม่ยุ่งยากเหมือนก่อนแก้ไข ในการศึกษากฎหมายโดยเฉพาะในวิแพ่ง ขั้นแรกก็ต้องมองภาพรวมให้ได้ ก็ต้องนึกให้ออกว่าวิแพ่ง มีกี่ภาคแต่ละภาคมีอะไรบ้าง ก็ไม่ได้สอนให้ท่อง ให้เปิดบ่อยๆจะคุ้นเคยจะจับได้เองโดยอัตโนมัติ

            ก็มีบทบัญญัติที่สำคัญอยู่ไม่กี่ลักษณะ บทวิเคราะห์ศัพท์การยื่นคำคู่ความอะไรพวกนี้แต่ละลักษณะจะมีบางมาตราเป็นจุดสำคัญที่ข้อสอบชอบออก มันง่ายในการปรับปรุงเป็นเรื่องวิธีพิจารราความในศาลชั้นต้น

            ชั่วโมงนี้ก็เป็นชั่วโมงวิธีพิจารณาสามัญ

            ภาคสามก็เป็นอุทธรณ์ฏีกาก็มีบทบัญญัติไม่กี่มาตรา

            ภาคสี่ก็เป็นวิธีการชั่วคราว การบังคับคดี ออกมาใหม่ๆก็ทำให้ง่ายเข้า พอมาพูดในเรื่องวิสามํยอยู่ในภาคสองลักษณะสอง แบ่งออกเป็นหมวด หมวดแรกคือคดีมโนสาเร่ หมวดสองก็คือการพิจารณาคดีโดยขาดนัด หมวดสามคืออนุญาโตตุลาการ

            การพูดการเรียนก็คือ เราพูดในเรื่อง ส่วนใหญ่ก็ไปขึ้นสู่พรบ.อนุญาโตตุลาการ เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา

            ก็อยากพูดเกี่ยวกับการสอบการออกข้อสอบ การออกสอบในภาคสองนี้ ก็เป็นที่รู้กันว่า วิธีพิจารณาสามัญก็เป็นข้อสาม วิสามัญก็เป็นข้อสี่ อย่างข้อหนึ่งข้อสองก็เป็นวิแพ่ง 1 ก็คือคาดเดาได้ง่าย ว่าข้อสี่ก็ต้องเป็นขาดนัด หรือ มโนสาเร่ แต่ส่วนใหญ่ ก็ออกในส่วนการขาดนัดซะมาก แทบเรียกได้ว่าร้อยทั้งร้อย  แต่ก็ไม่แน่เพราะคดีมโนสาเร่ก็อาจออกได้ ในข้อวิธีพิจารณาสามัญ ก็มีอาจารย์หกเจ็ดคน ก็ออกมาคนละข้อแล้วมาคัดเลือกกัน ส่วนใหญ่ก็ออกวิธีพิจารณาโดยขาดนัดเพราะมันมีเงื่อนแง่ให้ออกได้เยอะ ก็ไม่แน่ อย่าเพิ่งไปประมาท เพราะมันมีจุดและข้อสอบในการออกแต่ละครั้งข้อสอบเกี่ยวกับมโนสาเร่ก็ได้รับการเสนอแต่ยังไมได้รับการเลือก ฉะนั้นที่อาจารย์พูดก็อยากให้ทำการศึกษา ได้เรียนรู้เกี่ยวกับบทบัญญัติคดีมโนสาเร่ และอีกอย่างบทบัญญัติคดีมโนสาเร่ก็สามารถนำไปประกอบอาชีพได้ เพราะคดีมโนสาเร่ขยายทุนทรัพย์เป็นสามแสนบาท แต่ก่อนศาลแขวงเป็นคดีเล็กๆน้อยๆ ศาลจังหวัดก็เหลือคดีน้อยลง ก็มีแต่คดีหนักๆก็ทำให้ผู้พิพากษาศาลแขวงงานหนัก บทบัญญัติคดีมโนสาเร่ก็เพื่อให้คดีเสร็จเร็วและเสียค่าใช้จ่ายน้อย เพราะอาจไม่ต้องใช้ทนายความก็ได้  ศาลจะเข้ามาช่วย

            การศึกษาของสำนักอบรมนอกจากเน้นให้ประยุกต์ใช้ได้ โดยเทียบเคียงกับคำพิพากษาฏีกานำไปปฏิบัติได้ เนฯก็พูดถึงในเรื่องจริยธรรมเสมอ  ไม่สนับสนุนให้นำกฎหมายให้ไปเอาเปรียบคนอื่น โดยเฉพาะเมื่อนักกฎหมายไปเล่นการเมือง การใช้กฎหมายจะเปลี่ยนไปตามเป้าหมายของพรรคการเมือง บางครั้งก็น่าเสียหายที่บางครั้งการใช้กฎหมายนั้นไม่เหมาะสม ไม่ตามความมุ่งหมายเพื่อประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่

            มาพูดเรื่องที่เราต้องศึกษากันในวิธีพิจารณาในศาลชั้นต้น ก็เป็นบทบัญญัติที่กฎหมายบัญญัติพิเศษเนื่องจากมีความสำคัญ ในตอนเกิดวิกฤษทางเศรษฐกิจ ไม่มีเงินใช้หนี้กัน ก็ทำให้ประเทศย่ำแย่ จุดหนึ่งคือกระบวนพิจารณาของศาลเกี่ยวกับเรื่องขาดนัดนี้ มีการแก้ไข บทบัญญัติในเรื่องขาดนัดพิจารณา เพราะเล็งเห็นว่า ก่อนแก้ไข จำเลยขาดนัดพิจารณาโจทก์ก็ต้องนำพยานหลักฐานมาสืบเต็มที่ แม้เป็นคดีจำเลยเป็นหนี้แน่นอน ไม่มีทางหลุด อย่างไรก็ต้องนำพยานหลักฐานมาสืบ ทำให้คดีมันล่าช้า การบังคับคดีก็ล่าช้า ก็เลยมีการแก้ไขบทบัญญัติวิธีพิจารณาขาดนัดเสียหาย

            ก็คือ จำเลยขาดนัดพิจารณาก็ไม่ใช่หน้าที่ของโจทก์นำหลักฐานมาสืบ ก็ให้ตัดสินได้โดยไม่ต้องสืบ เว้นแต่คดีที่มีความสำคัญ เกี่ยวพันกับสถานะของบุคคล เมื่อแก้ไขแล้วทำให้คดีเสร็จเร็ว ปัญหาคือว่าเจ้าหนี้ที่ขาดสภาพคล่อง ก็ทำให้เจ้าหนี้เกิดสภาพคล่องได้เพื่อเกิดการบังคับได้รวดเร็ว

            ต่อจากนั้นก็มีการแก้ไขเรื่องมโนสาเร่ในปี 46 เพิ่มจำนวนทุนทรัพย์จากสี่หมื่น และก็มีการแก้ไขเรื่องค่าธรรมเนียมและขาดนัดให้สอดคล้องกับ วิธีพิจารณาขาดนัดในสามัญ เพราะการสอน ก็มีทั้งขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา บางครั้งถ้าอ่านคำพิพากษาศาลฏีกาโดยย่อ แล้วเห็นว่าขาดนัดทั้งยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณานั้นเป็นเรื่องกฎหมายเก่าแล้ว เพราะกฎหมายปัจจุบันจะมาขาดนัดซ้ำกันไม่ได้แล้วอันนี้ก็บอกเพื่อไว้เป็นจุดสังเกตในการอ่านคำพิพากษาฏีกา

            มาดูเข้าเรื่องมโนสาเร่ คดีมโนสาเร่ บทบัญญัติมาตรา 189 แบ่งคดีมโนสาเร่ไปสองประเภทคือ หนึ่ง คดีมีทุนทรัพย์ไม่เกินสี่หมื่นบาท และประเภทที่สองคือคดีฟ้องขับไล่ ที่เช่าได้หรืออาจให้เช่าได้ไม่เกิน สี่พันบาท

มาตรา ๑๘๙ [1]  คดีมโนสาเร่ คือ

(๑)[2] คดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ไม่เกินสี่หมื่นบาทหรือไม่เกินจำนวนที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา

(๒)[3] คดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละสี่พันบาทหรือไม่เกินจำนวนที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา

            คดีประเภทแรกเข้าใจได้ คือคดีมีทุนทรัพย์ คืออะไรคือคดีที่โจทก์ฟ้องบังคับเกี่ยวกับตัวทรัพย์เป็นหลัก คือทรัพย์สินทุกชนิดมีราคาและคำนวนเป็นเงินได้ทั้งนั้น วิธีพิจารณาก็อ่านจากคำฟ้อง และคำขอท้ายฟ้อง เช่นการฟ้องให้บังคับเงินกู้ที่จำเลยยืมไป หรือ ฟ้องเรียกซื้อสินค้าเงินเชื่อก็ฟ้องเรียกราคาสินค้า หรือ ขอฟ้องเรียกตัวรถที่ยืมไป ให้คืนมา หรือฟ้องเรียกค่าเสียหายฐานผิดละเมิด ถ้าจำนวนเงินไม่เกินสี่หมื่นบาทก็เป็นคดีมโนสาเร่

            แต่บางครั้งมีการปะปนไปกับคำขออื่น เช่นฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนสองแสนห้าหมื่นบาท เนื่องจากจำเลยตั้งโรงงานผลิตขนมจีนแป้งมัน ส่งกลิ่นเหม็นเสียสุขภาพจิต ก็ฟ้องให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน และขณะเดียวกันก็มีขอให้ระงับการทำขนมจีนอย่างนี้

            ในส่วนคำขอค่าเสียหาย ก็เป็นคดีมโนสาเร่ แต่คำขอบังคับในส่วนหลังที่ให้ระงับการทำขนมจีนเป็นคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวนราคาเป็นเงินได้ ก็ไม่อยู่ในคดีฟ้องขับไล่ด้วย ฉะนั้นไม่อยู่ในหลักเกณฑ์คดีมโนสาเร่ ทำให้คดีนี้ มันไม่ใช่คดีมโนสาเร่เพราะมีคำขอที่ไม่มีทุนทรัพย์อยู่ด้วย

            การพิจารณาก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ บางครั้งต้องดูการต่อสู้จำเลยด้วย หลักพิจารณาง่ายๆคือถ้าเรียกร้องทรัพย์สินให้เป็นของโจทก์ การเรียกร้องแล้วทำให้โจทก์ได้ทรัพย์สินเพิ่มมาก็เป็นคดีมีทุนทรัพย์

            เช่นการฟ้องเพิกถอนพินัยกรรม ผลของการเพิกถอนถ้าสำเร็จก็ถือว่าพินัยกรรมไม่มี ทรัพย์มรดกก็ตกแก่โจทก์ซึ่งเป็นพยาน ฉะนั้นก็ถือว่าเป็นคดีมีทุนทรัพย์ บางครั้งต้องคิดถึงผลที่ตกขึ้นมา

            ก็มีฏีกา 5996/2551

โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของ จ. ฟ้องเรียกเงินฝากจำนวน 255,859.02 บาท ที่ฝากไว้กับธนาคารจำเลยคืน โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์มรดกของ จ. ผู้ตาย ซึ่งหากศาลพิพากษาให้ตามขอก็ย่อมทำให้จำนวนทรัพย์มรดกที่จะนำมาแบ่งให้แก่ทายาทเพิ่มมากขึ้น จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ และเมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในศาลชั้นต้นไม่เกิน 300,000 บาท ก็ย่อมอยู่ในอำนาจที่ศาลแขวงจะพิจารณาพิพากษาได้

            ก็วินิจฉัยว่าโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกเรียกเงินฝากสองแสนกว่า คืนโดยอ้างว่าเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย ก็ฟ้องศาลแขวง ศาลแขวงไม่รับ เห็นว่าคดีมีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันมีราคาเป็นเงินได้ โจทก์ก็เลยอุทธรณ์ เป็นปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฏีกา ว่าอย่างนี้มีทุนทรัพย์

            เห็นว่าคดีนี้โจทก์ทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกฟ้องเรียกเงินฝากคืน หากศาลพิพากษาให้ตามขอก็ทำให้ทรัพย์มรดกที่แบ่งกับทายาทเพิ่มมากขึ้น เมื่อจำนวนทุนทรัพย์ไม่เกินสามแสนบาทก็อยู่ในอำนาจศาลแขวง จริงๆหลักง่ายๆฟ้องเพิกถอนพินัยกรรม ฟ้องเรียกทรัพย์จากธนาคาร ทรัพย์ของผู้ตายมีอยู่แล้วฟ้องจากธนาคารเพิ่มมาผู้ตายก็ไม่มีอะไรเพิ่มขึ้น ท่านในศาลชั้นก็อาจจะคิดจากหลักนี้ก็ได้นะครับ

            3050/2521  - ค้นไม่พบ

            คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าโจทก์ยื่นคำขอกู้เงินต่อจำเลย ประมาณแสนสี่หมื่น โดยจำเลยให้โจทก์ลงลายมือชื่อในสัญญากู้โดยไม่ได้กรอกข้อความ ต่อมาจำเลยกรอกข้อความในสัญญากู้สี่ห้าแสนไม่จริง แต่ต่อมาจำเลยให้โจทก์ลงลายมือชื่อโดยไม่ให้กรอกข้อความ ก็เลยฟ้องว่าจริงๆ จำเลยหักเงินเกินยอดหนี้แท้จริงสองแสนกว่าบาท ขอให้จำเลยคือสหกรณ์คืนเงิน นอกนั้นก็ให้เพิกถอนสัญญากู้ฉบับที่ทำไว้ แล้วสหกรณ์ขอให้ออกก็เป็นโมฆะด้วย

            จำเลยให้การต่อสู้ว่ากู้เงินกันจริง โจทก์ก็ยังค้างการชำระเงินกู้อยู่ อันนี้ศาลก็วินิจฉัยว่า เป็นคดีมีทุนทรัยพ์เท่าไหร่ ปัญหาคือฟ้องที่ศาลแขวง แล้วก็ศาลแขวงก็บอกว่าเป็นคดีมีทุนทรัพย์เกินกว่าอำนาจศาลแขวง ก็เลยถือว่าเข้าใจว่า แม้คำขอให้มีคำขอเพิกถอนนิติกรรม และเรียกเงินคืนไม่เกินสามแสน แต่เมื่อจำเลยยังต่อสู้ว่าโจทก์ค้างต้นเงินสี่แสน ผลคำพิพากษาคือ ถ้าให้โจทก์ชนะ คือไม่ต้องชำระเงินตามสัญญาเงินกู้ เกินกว่าสามแสนบาท ศาลแขวงไม่มีอำนาจพิพากษา ที่ยกฟ้องชอบแล้ว โจทก์ก็คือพยายามให้เห็นว่าทุนทรัพย์คือสัญญากู้ ซึ่งศาลฏีกาเห็นด้วย

            ก็คือจำนวนทุนทรัพย์ นี่คือตัวอย่าง การฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมคือกรณีที่โจทก์ ระหว่างลูกหนี้กับบุคคลภายนอก เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้โจทก์บังคับหนี้ได้ อันนี้เห็นได้ชัดว่าเมื่อมีการเพิกถอนนิติกรรมการโอนโจทก์ไม่มีส่วนได้ในทรัพย์นั้น โจทก์มีสิทธิบังคับคดีก็ถือเป็นคดีเพิกถอนนิติกรรมการโอน ก็คือคดีไม่มีทุนทรัพย์ไม่เข้าหลักเกณฑ์

            คดีมโนสาเร่ประเภทที่สอง คือฟ้องขับไล่จำเลย อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าไม่เกินเดือนละสี่พันบาท อันเป็นคดีมโนสาเร่ประเภทที่สอง คือโต้เถียงว่ากรรมสิทธิเป็นของจำเลยไม่ใช่ของโจทก์ก็จะกลายเป็นคดีมีทุนทรัพย์ แล้วก็คือจำนวนทุนทรัพย์ที่โต้เถียงกัน ถ้าจำเลยต่อสู้กรรมสิทธิปั๊ปก็ดู ถ้าโต้เถียงทั้งจำนวนทุนทรัพย์ก็เข้ามโนสาเร่ที่หนึ่งว่าเกินสามแสนบาทหรือไม่ จุดนี้ที่เกี่ยวกับการต่อสู้กรรมสิทธิต้องเข้าใจว่า เขาต่อสู้อย่างไรคือการต่อสู้กรรมสิทธิ การต่อสู้กรรมสิทธิต้องเป็นการต่อสู้ว่าเป็นของตัวเอง จะไปต่อสู้ว่าเป็นของแม่ฉัน ของลุงฉันไม่ได้ เป็นหลักเล็กๆน้อยๆที่ต้องจำไว้

            หรือกรณีที่โจทก์เป็นผู้มีหน้าที่ดูแล ฟ้องขับไล่จากที่ดินสาธารณะ อย่างนี้ศาลฏีกาต่อสู้ว่าเป็นการต่อสู้กรรมสิทธิเหมือนกัน เพราะถ้าชนะก็เป็นที่ดินของจำเลย

            121/2542

นายอำเภอเป็นโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารออกจาก ที่พิพาทซึ่งโจทก์อ้างว่าจำเลยยกให้เป็นสาธารณสมบัติของ แผ่นดิน จำเลยให้การต่อสู้ว่าจำเลยไม่ได้ยกที่พิพาทให้ เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ประเด็นที่โต้เถียงกันจึงมีว่า ที่พิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือเป็นของจำเลย หากที่พิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน โจทก์ย่อมมีอำนาจ หน้าที่ครอบครองปกปักรักษาตามกฎหมาย ถ้าจำเลยชนะคดีย่อมมี ผลให้จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่พิพาท ประโยชน์ที่โจทก์หรือ จำเลยจะได้รับย่อมเป็นการปลดเปลื้องทุกข์ที่อาจคำนวณเป็น ราคาเงินได้เป็นการพิพาทด้วยเรื่องความเป็นเจ้าของแห่ง ที่พิพาท จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ เมื่อที่พิพาทมีราคา 6,800 บาทราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์จึงไม่เกิน 50,000 บาท คดีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง

 

            ประเด็นที่โต้เถียงกันคือที่พิพาทเป็นสาธารณะสมบัติแผ่นดินหรือของจำเลย ถ้าจำเลยชนะคดีย่อมได้กรรมสิทธิในที่พิพาท ก็เป็นการพิพาทด้วยเรื่องการเป็นเจ้าของที่พิพาทเป็นคดีมีทุนทรัพย์

            เมื่อที่ดินพิพาทมีราคาห้าหมื่น บาท จึงเป็นคดีมโนสาเร่

            คดีมโนสาเร่ประเภทที่สอง คดีฟ้องขับไล่เรียกว่าคดีไม่มีทุนทรัพย์ นักศึกษาต้องเข้าใจว่าคดีไม่มีทุนทรัพย์ไม่ได้มีแค่ คดีฟ้องขับไล่เท่านั้น เช่นคดีฟ้องขอให้เปิดทาง ให้รื้อรั้ว เป็นต้น ขอให้ระงับการทำกิจการ  แต่สำหรับคดีมโนสาเร่ได้ ในส่วนคดีไม่มีทุนทรัพย์กฎหมายกำหนดเพียงคดีฟ้องขับไล่เท่านั้น และยังมีข้อจำกัดว่าอสังฯนั้นมีค่าเช่าและอาจให้เช่าได้ไม่เกินสามหมื่นบาท สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจคือ คำว่ามีค่าเช่า และอาจให้เช่าได้ ใช้ในกรณีไหน แม้กระทั่งผู้พิพากษาที่ทำงานมานานก็มีสับสน

            คำว่าอันมีค่าเช่า ใช้ในกรณีมีการฟ้องขับไล่ผู้เช่า ให้ออกไปจากอสังฯที่เช่า ต้องมีสัญญาเช่าที่สามารถบังคับได้ตามกฎหมาย แล้วการพิจารณาค่าเช่าก็พิจารณาจากอัตราขณะยื่นฟ้อง

            แต่ที่ทำให้สับสน เวลาฟ้องขับไล่ สัญญาเช่าหมดไปแล้ว ฉะนั้นที่ผู้พิพากษาหลายท่านยังสับสนว่า ก็สัญญาเช่าหมดไปแล้วจำเลยไม่ยอมออกก็อยู่เป็นละเมิด มันน่าจะตรงกว่าถ้าปรับเป็นอาจให้เช่า แต่จริงๆไม่ใช่นะครับ ศาลฏีกาวางหลักไว้ชัดก็คือ เลิกสัญญาแล้วจำเลยไม่ออกไปก็ต้องถือว่ากรณีมีการให้เช่าในขณะยื่นฟ้อง ให้ดูเดือนสุดท้ายก่อนเลิกสัญญาเช่า ที่จำเลยยังอยู่ในสถานที่เช่าโดยละเมิด เพราะจะมีจำนวนสูงกว่าค่าเช่าเยอะมาก ฉะนั้นในกรณีมีสัญญาเช่า ให้ดูเดือนสุดท้าย พิจารณาตามสัญญาเช่า

            ส่วนคำว่าอาจให้เช่า ก็ใช้ในกรณีที่ไม่มีการเช่า เช่นผู้อาศัยผู้บุกรุก ให้ออกจากอสังฯ ในกรณีนี้ต้องไม่มีสัญญาเช่าหรือค่าเช่าต่อกัน การฟ้องขับไล่กรณีนี้ต้องเป็นเรื่องโจทก์บอกให้ออกแล้วจำเลยไม่ยอมออก โทก์ในคดี หากโจทก์นำอสังฯ ไปให้ผู้อื่นเช่าจะได้ค่าเช่า จำนวนต่างๆ ก็ขอให้บังคับจำเลย เท่าใดก็แล้ว นับแต่วันที่จำเลยไม่ยอมออก ค่าเสียหายเดือนละสองหมื่นก็ดี ก็คือจำนวนเงินที่อาจให้เช่าได้ ก็ถือว่าเป็นคดีมโนสาเร่ ก็จำไว้ เพราะว่ามันมีผล บางครั้งเราลืม อ่านฏีกาแล้วก็คิดโน่นคิดนี่ ขณะมาฟ้องก็อยู่โดยละเมิดก็เป็นเรื่องอาจให้เช่าได้

            ตัวอย่างฏีกา ที่ 3411/2545

        คดีนี้เป็นคดีฟ้องขับไล่ผู้เช่าออกจากอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจำเลยทำสัญญาเช่าอาคารพิพาทจากโจทก์ทั้งสามในอัตราค่าเช่าเดือนละ 2,100 บาท แม้โจทก์ทั้งสามจะเรียกค่าเสียหายหลังจากครบกำหนดสัญญาเช่าเดือนละ 11,700 บาท มาด้วย ก็ไม่ใช่ว่าอาคารพิพาทอาจให้เช่าได้เกิน 4,000 บาท กรณีที่จะต้องใช้เกณฑ์ "อาจให้เช่า"นั้น จะต้องเป็นกรณีฟ้องผู้อาศัยหรือผู้กระทำละเมิดอันกำหนดค่าเช่าไม่ได้ คดีนี้เป็นการฟ้องขับไล่ผู้เช่าซึ่งกำหนดค่าเช่าไว้ชัดแจ้ง เมื่อค่าเช่าไม่เกิน 4,000 บาท จึงเป็นคดีที่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง

            ฏีกานี้ก็วินิจฉัยว่าคดีนี้ฟ้องขับไล่ผู้เช่าออกจากอสังฯ แม้โทก์จะเรียกค่าเสียหายหลังครบกำหนด ก็ไม่ใช่ว่าอาคารพิพาทจะให้เช่าได้เกินสี่พันบาท กรณีจะใช้เกณฑ์อาจให้เช่าต้องเป็นกรณีฟ้องผู้ละเมิดหรือผู้อาศัยที่ไม่มีสัญญาเช่า

            ปี45 ก็ก่อนแก้จำนวนค่าเช่า บางครั้งเราศึกษาก็จะคิดว่าถ้าเป็นเรื่องฟ้องขับไล่ผู้อาศัย ก็กำหนดค่าเช่าเองได้ ก็กำหนดไว้สูงๆ เรียกค่าเสียหายเดือนละสี่หมื่นบาท ถามว่ามีอะไรห้ามไม่มะไรห้ามแต่ถ้าฟ้องแล้วศาลตัดสินแล้วก็อีกเรื่องหนึ่งก็เกินคดีมโนสาเร่แต่พอศาลตัดสินให้เดือนละสองหมื่นก็ดูสิทธิอุทธรณ์ฏีกาตามที่ศาลชั้นต้นตัดสิน

            ปัญหาที่พบมากที่สุดคือค่าเช่านี้ อาคารพาณิชย์จะมีเงินกินเปล่า เช่นเช่ากันสิบปี เช่าเดือนละห้าร้อยบาทดูเหมือนถูกแต่เขาจ่ายค่ากินเปล่ากันก่อนเช่าแล้วห้าล้านบาท ก็ต้องนำมาถัวเฉลี่ยกันมาคำนวนค่าเช่าเป็นรายเดือน

             1061/2549

        สัญญาเช่าอาคารมีข้อความเกี่ยวกับค่าเช่าว่า ค่าเช่าเดือนละ 4,000 บาท และผู้เช่าชำระเงินกินเปล่า 500,000 บาท เงินกินเปล่าเป็นส่วนหนึ่งของค่าเช่าที่ชำระกันล่วงหน้า จึงต้องนำมาคำนวณเฉลี่ยรวมเป็นค่าเช่าสำหรับการยื่นอุทธรณ์ด้วย สัญญาเช่ากำหนดเวลาเช่า 9 ปี 6 เดือน ดังนั้น เงินกินเปล่าหรือค่าเช่าล่วงหน้า 500,000 บาท คิดเป็นค่าเช่าเฉลี่ยเดือนละ 4,385.96 บาท รวมกับค่าเช่าปกติเดือนละ 4,000 บาท เป็นค่าเช่าเดือนละ 8,385.96 บาท ในขณะยื่นคำฟ้อง ซึ่งเป็นค่าเช่า ที่เกินเดือนละ 4,000 บาท จึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง

            เขียนหลักเกณฑ์การคำนวนไว้ ว่าหนังสือสัญญาเช่ามีข้อความเกี่ยวกับการเช่าไว้เงินกินเปล่าเป็นส่วนหนึ่งของค่าเช่าที่ชำระไว้ล่วงหน้าเมื่อสัญญาเช่ากำหนดค่าเช่าไว้เก้าปีหกเดือน เมื่อนำมารวมกับค่าเช่าปรกติก็เป็นค่าเช่าเดือนละแปดพันกว่าบาท อันนี้กฎหมายเก่า เป็นหลักเกณฑ์ง่ายๆ เวลาเรามีปัญหาก็มาดูว่าแปะเจี๊ยเท่าไหร่ ก็นำมาเฉลี่ยเป็นรายเดือน ก็เป็นค่าเช่าตามความเป็นจริง ปัญหาที่พบบ่อยคือการฟ้องคดีที่มีคำขอที่มีทุนทรัพย์และไม่มีทุนทรัพย์รวมกันมา ก็รวมเป็นคดีที่ค้างชำระหลายปี เมื่อพิจารณาคำขอให้ขับไล่ ประเภทที่สองส่วนคำขอให้ชำระค่าเช่าที่ค้างเป็นคำขอมีทุนทรัพย์เกินกว่าสามแสนบาท ดังนั้นเมื่อโจทก์ฟ้องขอรวมกันมา ถ้าหลักเกณฑ์ทั้งสองอย่างเข้ามโนสาเร่จึงเป็นคดีมโนสาเร่ แม้บางคดีเป็นคดีมีคำขอที่มีทุนทรัพย์รวมกันมา ต้องดูคำขอหลักเป็นเกณฑ์ แม้มีคำขอต่อเนื่องไม่เข้าหลักเกณฑ์ก็ตาม อย่างเช่น 623/2506 การที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยรื้อถอนบ้านไปจากที่ดิน แม้กระทบอสังฯจำเลยก็ไม่ทำให้เป็นคดีแพ่งสามัญ ส่วนคำขอบังคับให้รื้อบ้านก็เป็นอุปกรณ์ที่ประกอบคำขอ ขับไล่ก็เข้าอนุหนึ่งของคดี ส่วนการรื้อบ้านก็เป็นผลต่อเนื่องไม่นำมาแยก ว่าการฟ้องให้รื้อบ้านเป็นคำขอไม่มีทุนทรัพย์ก็ดูที่ค่าเช่า ก็เป็นคดีมโนสาเร่



[1] มาตรา ๑๘๙ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๕๓๔

[2] พระราชกฤษฎีกากำหนดจำนวนเงินในคดีมโนสาเร่ พ.ศ. ๒๕๔๖ ได้กำหนดขยายเป็น คดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ไม่เกินสามแสนบาท

[3] พระราชกฤษฎีกากำหนดจำนวนเงินในคดีมโนสาเร่ พ.ศ. ๒๕๔๖ ได้กำหนดขยายเป็น คดีฟ้องขับไล่บุคคลใดๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรือาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละสามหมื่นบาท

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages