1. ตามหลัก ป.พ.พ. มาตรา 1623
บัญญัติให้ทรัพย์สินที่พระภิกษุได้มาระหว่างสมณเพศ
เมื่อพระภิกษุนั้นถึงแก่มรณภาพ ให้ตกเป็นสมบัติของวัดที่เป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุนั้น
เว้นแต่พระภิกษุนั้นได้จำหน่ายไปในขณะมีชีวิตหรือโดยพินัยกรรม
2. ดังนั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1623
วัดซึ่งเป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุก่อนมรณภาพจึงเป็นผู้มีสิทธิได้รับทรัพย์สินของพระภิกษุรูปนั้น
คำพิพากษาฎีกาที่ 588-589/2555
ข้อเท็จจริง
1. พระครูนันทาภิวัฒน์
ได้มรณภาพเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2546 ที่วัดกลางบางซื่อ แต่ก่อนมรณภาพได้มาอยู่ที่วัดผู้ร้องที่ 2 ตั้งแต่มี 2513 ต่อมาถูกประชาชนขับไล่ออกจากวัดผู้ร้องที่
2 เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2545
จากนั้นก็ไปอยู่ที่วัดกลางบางซื่อ แล้วมรณะที่วัดกลางบางซื่อ
ปัญหามีว่า ภูมิลำเนาของพระครูนันทาภิวัฒน์ อยู่ที่วัดใดในขณะมรณภาพ
2. ศาลฎีกาได้วางหลัก วินิจฉัยไว้ว่า “วัดผู้ร้องที่ 2 นำสืบว่า พระครูนันทาภิวัฒน์มาอยู่ที่วัดผู้ร้องที่
2 ตั้งแต่ปี 2513 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดผู้ร้องที่
2 ตั้งแต่ปี 2513 ต่อมาพระครูนันทาภิวัฒน์
ถูกขับไล่ออกจากวัดผู้ร้องที่ 2 เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2545 เพราะถูกประชาชนขับไล่
และพระครูนันทาภิวัฒน์ได้ทำหนังสือขอความเป็นธรรมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมว่า
ต้องการจะกลับไปอยู่ที่วัดผู้ร้องที่ 2 แต่ถูกขัดขวาง
ตามสำเนาหนังสือสุทธิระบุว่า พระครูนันทาภิวัฒน์ยังสังกัดอยู่ที่วัดผู้ร้องที่ 2
ไม่ได้ย้ายสังกัดวัดแต่อย่างใด แสดงว่า
พระครูนันทาภิวัฒน์มิได้เปลี่ยนภูมิลำเนาจากวัดผู้ร้องที่ 2 ไปที่วัดอื่น
โดยยังคงมีภูมิลำเนาอยู่ที่วัดผู้ร้องที่ 2 ขณะมรณภาพ
3. มีคำพิพากษาฎีกาที่กล่าวถึงทรัพย์มรดกของพระภิกษุ
ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1623 ที่เป็นหลักการดังนี้
คำพิพากษาฎีกาที่ 5789/2538
ป.พ.พ. มาตรา 10, 1623, 1646,
1647
พินัยกรรมของพระภิกษุ ส.ผู้มรณะ
ระบุไว้ว่า
บรรดาเงินที่ข้าพเจ้ามีอยู่ในขณะนี้และที่จะมีขึ้นหรือได้มาในอนาคตซึ่งได้ฝากไว้ที่ธนาคาร
ก. ข. และ ค.เงินทั้งนี้ข้าพเจ้าขอยกให้แก่จำเลยศิษย์ของข้าพเจ้าแต่เพียงผู้เดียว
แต่ข้อกำหนดพินัยกรรมดังกล่าวนี้ไม่ปรากฏสมุดฝากเงินบัญชีเลขที่ 5106 และ 5459 ที่พิพาทซึ่งเป็นเงินส่วนตัวของพระภิกษุ ส.
ผู้มรณะ
และพินัยกรรมฉบับนี้ทำขึ้นก่อนที่ผู้มรณะจะมีเงินตามบัญชีพิพาททั้งสองบัญชีนั้นข้อกำหนดพินัยกรรมดังกล่าวจึงไม่มีผลบังคับถึงเงินในบัญชีพิพาททั้งสองบัญชีนี้
จดหมายของพระภิกษุ ส.ผู้มรณะฉบับแรกเป็นจดหมายธรรมดาที่ผู้มรณะเขียนถึงจำเลย
ตอนท้ายของจดหมายมีข้อความเพิ่มเติมให้จำเลยไปลงชื่อในสมุดฝากเงินที่ผู้มรณะฝากไว้ไม่มีการสั่งการกำหนดการเผื่อตายที่จะเข้าแบบเป็นพินัยกรรมจึงไม่ใช่พินัยกรรม
ส่วนจดหมายฉบับที่สองมีข้อความว่า ลูกหมอ (จำเลย) ที่รักเวลานี้พ่อหลวง (พระภิกษุ
ส.)ป่วยจะตายวันนี้หรือพรุ่งนี้ยังรู้ไม่ได้เลย
พ่อหลวงเป็นห่วงเรื่องเงินที่ฝากธนาคารไว้ถ้าพ่อหลวงสิ้นลมหายใจลง
โดยไม่มีหลักฐานอะไร เงินตกเป็นสงฆ์หมด พ่อหลวงไม่อยากให้เป็นของคนอื่น อยากให้เป็นของลูกหมอคนเดียว แต่ในสมุดเงินฝากต้องลงชื่อลูกหมดเบิกได้คนเดียว
จึงจะเป็นหลักฐานมั่นคง สงกรานต์ปีนี้ ขอให้ลูกหมอไปลงชื่อในสมุดฝากให้จงได้
ถ้าไม่ไปจะเสียใจภายหลังฯลฯจดหมายของผู้มรณะฉบับที่สองนี้เป็นเรื่องที่ผู้มรณะแจ้งให้จำเลยไปลงตัวอย่างลายมือชื่อเพื่อให้จำเลยมีสิทธิเบิกเงินจากสมุดเงินฝากเงินธนาคาร
แม้ในตอนต้นของจดหมายได้มีข้อความว่า
ผู้มรณะเป็นห่วงเรื่องเงินที่ฝากธนาคารไว้ผู้มรณะไม่อยากให้เป็นของคนอื่นก็ตาม
แต่ผู้มรณะก็เพียงแต่เขียนแสดงความรู้สึกในในว่า
อยากให้เป็นของจำเลยคนเดียวเท่านั้น การที่พระภิกษุ
ส.ใช้วิธีให้จำเลยมาลงตัวอย่างลายมือชื่อเพื่อให้จำเลยมีสิทธิเบิกเงินจากสมุดฝากเงิน
แสดงว่าผู้มรณะยังไม่ได้ยกเงินในบัญชีพิพาทให้แก่จำเลยในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่
และข้อความที่ผู้มรณะเขียนไว้เช่นนี้ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นพินัยกรรมที่ผู้มรณะยกเงินในบัญชีพิพาทให้แก่จำเลย
เมื่อผู้มรณะได้ถึงแก่มรณภาพขณะเป็นพระภิกษุเงินตามบัญชีพิพาททั้งสองบัญชีซึ่งเป็นทรัพย์ของผู้มรณะที่ได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศจึงตกเป็นของวัดโจทก์ซึ่งเป็นภูมิลำเนาของผู้มรณะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา
1623
คำพิพากษาฎีกาที่ 1816/2542
พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มาตรา 33, 34ป.พ.พ. มาตรา 150, 1623, 1629
ที่ดินพิพาทพระภิกษุ ส.
ได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศและเป็นกรรมสิทธิ์ของพระภิกษุ ส.
ในขณะถึงแก่มรณภาพ จึงตกเป็นสมบัติของวัดจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 1623 แต่วัดมิใช่ทายาทโดยธรรมของพระภิกษุที่
ถึงแก่มรณภาพตามมาตรา 1629 ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 ร้องขอให้ ศาลตั้งจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของพระภิกษุ
ส.จึงมิใช่กรณีทายาทร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกเพื่อจัดแบ่งมรดก ให้ทายาท
การที่จำเลยที่ 2 จดทะเบียนรับโอนที่พิพาทในฐานะ
ผู้จัดการมรดก จึงเป็นการถือกรรมสิทธิ์ที่พิพาทไว้แทนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยผลแห่งกฎหมาย แม้ก่อนถึงแก่มรณภาพพระภิกษุ ส.
ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยร่วม
และจำเลยร่วมได้ผ่อนชำระค่าที่ดินครบถ้วนแล้ว แต่เมื่อพระภิกษุ ส. ถึงแก่มรณภาพ
ที่ดินพิพาทตกเป็นสมบัติของจำเลยที่ 1 โดยเป็นที่ธรณีสงฆ์ซึ่งจะโอนกรรมสิทธิ์
ได้ก็แต่โดยพระราชบัญญัติ ทั้งนี้ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 33(2) และมาตรา
34 การที่จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกพระภิกษุ
ส. จดทะเบียนโอนขายที่พิพาทให้จำเลยร่วมแม้โดยความเห็นชอบของจำเลยที่ 1 จึงเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 หากจำเลยที่ 2ได้นำที่พิพาทไปทำสัญญาจะซื้อจะขายให้แก่โจทก์
โจทก์ก็ไม่มีอำนาจ ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้โจทก์
คำพิพากษาฎีกาที่ 997/2540
ป.พ.พ. มาตรา 1336, 1623
พระครูน.ผู้มรณภาพมีบัญชีเงินฝากที่ธนาคารรวม
2 บัญชีบัญชีแรกเป็นมูลนิธิวัดต.ของวัดโจทก์
ผู้มีสิทธิถอนเงินได้แก่ผู้มรณภาพร่วมกับกรรมการวัดอีก 2 คน
ส่วนอีกบัญชีฝากในนามส่วนตัวผู้มรณภาพเป็นผู้ลงนามถอนเงินได้เอง
เงินที่ยกให้นี้ถอนจากบัญชีเงินฝากส่วนตัว
เมื่อเป็นเงินส่วนตัวของผู้มรณภาพผู้มรณภาพย่อมจะยกให้แก่ผู้ใดก็ได้ เมื่อพระครูน.ผู้มรณภาพได้ยกเงินจำนวนตามฟ้องให้แก่จำเลยโดยเสน่หา
กรรมสิทธิ์ในเงินย่อมตกเป็นของจำเลยนับแต่วันรับการยกให้
เงินจำนวนนี้ไม่ใช่ของผู้มรณภาพอีกต่อไปจึงไม่เป็นมรดกตกแก่โจทก์ซึ่งเป็นวัดในพระพุทธศาสนาแม้จำเลยจะมิได้ออกเงินช่วยค่าพยาบาลรักษาผู้มรณภาพ
โจทก์ก็ฟ้องเรียกเงินคืนไม่ได้
คำพิพากษาฎีกาที่ 135/2498
พ.ร.บ.ให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2477 มาตรา 2, 4
ป.พ.พ. มาตรา 1497
เป็นสามีภรรยากันโดยชอบด้วยกฎหมายตั้งแต่ก่อนใช้
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 และคงเป็นสามีภรรยากันตลอดมาจนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
บรรพ 5 แล้วในชั้นหลังนี้เมื่อมีปัญหาว่าสามีภรรยาจะขาดจากกันหรือไม่ย่อมจะต้องใช้กฎหมายที่มีอยู่ในขณะที่เหตุที่อ้างนั้นเกิดขึ้นบังคับแก่กรณีคือประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
บรรพ 5 จะใช้กฎหมายเก่าหาได้ไม่
คำพิพากษาฎีกาที่ 1807/2536
ป.พ.พ. มาตรา 1623, 1713
เมื่อเจ้ามรดกเป็นพระภิกษุถึงแก่มรณภาพโดยมิได้ทำพินัยกรรมไว้เงินของเจ้ามรดกที่ได้มาในระหว่างที่อยู่ในสมณเพศจึงตกเป็นสมบัติของผู้คัดค้านซึ่งเป็นวัดที่เป็นภูมิลำเนาของเจ้ามรดก
แม้ผู้ร้องที่ 2 จะเป็นบุตรนอกกฎหมายที่เจ้ามรดกได้รับรองแล้วและเป็นทายาทโดยธรรมก็หามีสิทธิในเงินดังกล่าวไม่ จึงไม่ใช่ทายาทสำหรับเงินจำนวนนี้
และมิใช่ผู้มีส่วนได้เสียที่จะมาร้องขอให้ศาลตั้งเป็นผู้จัดการมรดกได้
คำพิพากษาฎีกาที่ 1064/2532
ป.พ.พ. มาตรา 1623
บิดามารดายกที่นาให้แก่พระภิกษุ ข. ภายหลังที่พระภิกษุข.บวชเป็นพระภิกษุ
การที่พระภิกษุข.ขายที่นาแปลงดังกล่าวและนำเงินที่ขายได้ไปฝากธนาคาร
เงินที่นำไปฝากธนาคารรวมทั้งดอกเบี้ยที่ได้รับถือว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาในระหว่างที่อยู่ในสมณเพศ
เมื่อพระภิกษุข.ถึงแก่มรณภาพ เงินฝากดังกล่าวย่อมตกเป็นของวัดโจทก์ซึ่งเป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุข.
คำพิพากษาฎีกาที่ 1265/2495
ป.พ.พ. มาตรา 1382, 1754, 1755
พระภิกษุถึงมรณภาพในขณะที่เป็นพระภิกษุอยู่
โดยมิได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้ใคร
มรดกของพระภิกษุนั้นย่อมตกได้แก่วัดที่พระภิกษุนั้นอยู่
แม้ทายาทจะครอบครองที่ดินมรดกของพระภิกษุนั้นเกิน 10 ปีนับแต่วันมรณภาพทายาทนั้นก็จะเอาที่ดินมรดกนั้นไม่ได้
เพราะที่ดินมรดกนั้นเป็นของวัด จะใช้อายุความ 10 ปียันวัดให้เสียสิทธิหาได้ไม่
คำพิพากษาฎีกาที่ 439/2479
ป.พ.พ. มาตรา 1623, 1734
ป.วิ.พ. มาตรา 161
กฎหมายลักษณะผัวเมีย บทที่ 36 พระภิกษุถึงแก่มรณภาพโดยไม่มีพินัยกรรม์
ก่อนที่มฤดกจะตกเป็นของวัดจะต้องใช้หนี้แก่เจ้าหนี้ของผู้มรณภาพเสียให้สิ้นเชิงก่อน
คำพิพากษาฎีกาที่ 1316/2544
พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มาตรา 33, 34, 35
ป.พ.พ. มาตรา 1623
ป.วิ.พ. มาตรา 276, 285
จ. ถึงแก่กรรม ที่ดินของ จ.
จึงตกทอดเป็นมรดกแก่ทายาทโดยธรรมรวมทั้ง ส. ซึ่งเป็นพระภิกษุ จ. ด้วย ที่ดินที่ ส.
ได้รับมรดกมาเช่นนี้มิใช่ที่ดินของวัด แม้จะได้มาในระหว่างที่อยู่ในสมณเพศ ส.
จึงทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินส่วนของตนซึ่งยังมิได้แบ่งแยกจากที่ดินเดิมให้แก่โจทก์ได้
การที่ ส. ดำเนินการแบ่งแยกโฉนดที่ดินเสร็จในเวลาต่อมาแต่ยังมิได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แก่โจทก์และถึงแก่มรณภาพเสียก่อน
ที่ดินดังกล่าวย่อมเป็นสมบัติของวัดจำเลย
โดยผลแห่งกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1623 ที่วัด
ที่ธรณีสงฆ์และที่ศาสนสมบัติกลางเป็นทรัพย์สินซึ่งไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์
พ.ศ. 2505 มาตรา 35 เป็นทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาฎีกาที่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
มาตรา 285(4) ด้วย
คำพิพากษาในส่วนที่ให้วัดจำเลยโอนที่ดินให้แก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยสภาพแห่งหนี้จึงไม่เปิดช่องให้บังคับได้
ทั้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 276 วรรคสาม
ก็บัญญัติให้ศาลดำเนินการบังคับคดีเพียงเท่าที่สภาพแห่งการบังคับคดีจะเปิดช่องให้กระทำได้เท่านั้น
ที่ศาลชั้นต้นนัดพร้อมเพื่อให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินแก่โจทก์เพื่อดำเนินการจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์
และมีคำสั่งให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาต่อไปจึงไม่อาจกระทำได้ ศาลฎีกาให้ยกเลิกการบังคับคดีแก่จำเลย
การแบ่งแยกโฉนดที่ดินออกมาจากโฉนดเดิมไม่ถือว่าเป็นการจำหน่ายที่ดิน
เพราะการจำหน่ายจะต้องเป็นการจดทะเบียนโอนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เท่านั้น
การที่ ส. ซึ่งเป็นพระภิกษุดำเนินการแบ่งแยกโฉนดที่ดินของตนเสร็จ
แต่ยังไม่ได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์ก่อนที่ ส. มรณภาพ จึงมิใช่ ส.
โอนที่ดินให้แก่โจทก์ก่อน ส. มรณภาพ ที่ดินดังกล่าวจึงเป็นของวัดจำเลย
คำพิพากษาฎีกาที่ 903/2536
ป.พ.พ. มาตรา 99 เดิม,
138, 1299, 1623
แม้พระภิกษุช.จะได้จดทะเบียนรับโอนที่ดินที่เช่าซื้อมาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศก็ตาม
แต่พระภิกษุ
ช.ได้เช่าซื้อและชำระค่าเช่าซื้อจนครบถ้วนแล้วก่อนที่จะมาบวชเป็นพระภิกษุซึ่งหากผู้ให้เช่าซื้อไม่จดทะเบียนโอนที่ดินให้
พระภิกษุ
ช.ก็ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้ผู้ให้เช่าซื้อโอนที่ดินได้อันเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่งที่พระภิกษุ ช.มีก่อนที่จะมาบวชเป็นพระภิกษุจึงต้องถือว่าพระภิกษุ
ช.ได้ที่ดินมาแล้วก่อนที่จะบวชเป็นพระภิกษุการจดทะเบียนการได้มาในภายหลังเป็นแต่เพียงทำให้การได้มาบริบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 1299 วรรคแรก
เท่านั้นฉะนั้นเมื่อที่ดินมิใช่ทรัพย์สินที่พระภิกษุ
ช.ได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศจึงไม่ตกเป็นสมบัติของวัด ตามมาตรา 1623
หากแต่เป็นทรัพย์มรดกตกได้แก่บรรดาทายาทของพระภิกษุ ช.
Credit : ทบทวนหลักกฎหมายกับอาจารย์ประยุทธ
ขอแนะนำ !!
รวมคำบรรยายเนติฯ (ภาคปกติ /ภาคค่ำ/ภาคทบทวนวันอาทิตย์) ภาค 1/66 (New) และ 2/65
++ กลุ่มวิชากฎหมายแพ่งและอาญา (ไฟล์เสียงคำบรรยายภาคปกติ, ภาคค่ำ และภาคทบทวนวันอาทิตย์) 1/66 New !!
พร้อมไฟล์เอกสาร
- เอกสารสรุปคำบรรยายเนติฯ 1/66 New !!
- เอกสารประกอบคำบรรยาย1/66 New !!
- บทบรรณาธิการ 1/64-1/66 New !!
- ธงคำตอบกลุ่มวิชากฎหมายแพ่งและอาญา (สมัยที่ 56-65)
- ทบทวนสรุปประเด็นน่าสนใจ 1/66 New !!
- รวมคำพิพากษาฎีกาใหม่ (พร้อมข้อสังเกตน่าสนใจ)1/66 New !!
- เทคนิคการเขียนคำตอบแบบถูกต้องที่สุด ตลอดจนเทคนิคการปรับบทกฎหมายต่างๆสำหรับทุกสนามสอบ (การเตรียมพร้อมสอบเนติฯ/ผู้ช่วยฯ/อัยการ)
- ไฟล์เสียงตัวบทกฎหมายมาตราสำคัญ
++ กลุ่มวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและวิธีพิจารณาความอาญา (ไฟล์เสียงคำบรรยายภาคปกติ, ภาคค่ำ และภาคทบทวนวันอาทิตย์) (2/65)
พร้อมไฟล์เอกสาร
- เอกสารสรุปคำบรรยายเนติฯ 2/65
- เอกสารประกอบคำบรรยาย 2/65
- บทบรรณาธิการ 2/63-2/65
- ธงคำตอบกลุ่มวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและวิธีพิจารณาความอาญา (สมัยที่ 56-65)
- เทคนิคการเขียนคำตอบแบบถูกต้องที่สุด ตลอดจนเทคนิคการปรับบทกฎหมายต่างๆสำหรับทุกสนามสอบ (การเตรียมพร้อมสอบเนติฯ/ผู้ช่วยฯ/อัยการ)
- ไฟล์เสียงตัวบทกฎหมายมาตราสำคัญ
ค่ารวบรวม ภาคละ 350.-บาท (DVD 4 แผ่น) (ส่ง EMS ฟรี !! + แถมฟรี !! แผ่นรองเม้าท์)
หมายเหตุ : สั่งซื้อทั้ง 2 ภาค ค่ารวมรวมราคาพิเศษ 650.- บาท (ส่ง EMS ฟรี !! + แถมฟรี !! แผ่นรองเม้าท์ + CD แบบร่างสัญญามากกว่า 400 แบบ (file word) + แบบฟอร์มศาล, แบบฟอร์ม
เอกสารงานบุคคล,เอกสารงานบัญชีและภาษี)
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อ มือถือ 085-801-0725,E-mail : siripit...@gmail.com
ไม่เก่ง..แต่พยายาม เจ๋ง ! กว่า เก่ง....แต่ขี้เกียจ
ขอให้โชคดีและประสบความสำเร็จกันทุกคนนะคับ...