หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า kankokub ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ ศ ( พิเศษ ) อรรถนิติ ดิษฐอำนาจ ผู้บรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า ขอบคุณ. http://www.muansuen.com และคุณ admin ที่นำ flie เสียงมาลงแบ่งปันให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
สรุปคำบรรยาย สัปดาห์ที่ 1 ชั่วโมงที่1 ศุกร์ 27/11/52
อาจารย์เป็นอาจารย์ที่สอนสองภาคภาคแรกรับขนของทางทะเล ส่วนภาคนี้วิธีพิจารณาความแพ่ง ภาคที่สามวันศุกร์หน้าอาจารย์ไม่สะดวกช่วงบ่ายก็มีการสลับเวลากันเท่านั้นในวันศุกร์หน้า สำหรับกฏหมายวิแพ่งสามอุทธรณ์ฏีกา 223 -253 ข้อสอบหนึ่งข้อแน่นอน มีสองลักษณะ ส่วนแรกอุทธรณ์ 223-246 และที่เหลือเป็นฏีกา คราวจริงบทบัญญัติเท่ากันเนื่องจากว่า วิธีการร่างกฏหมายเห็นว่าวิธีการเหมือนกันเลยนำเรื่องอุทธรณ์มาใช้ในฏีกาด้วย เพราะฉะนั้นก็ไม่จำเป็นต้องบรรยายซ้ำ มีสองส่วนส่วนแรกอุทธรณ์ ส่วนต่อไปฏีกา ก็เวลาบรรยายในเรื่องฏีกาก็บรรยายในส่วนที่นอกเหนือจากอุทธรณ์เท่านั้น
อาจารย์อยากย้ำเรื่องเรียน คือต้องเข้าใจไปอ่านสารบัญมาก่อนว่าเรื่องที่เราเรียนมีเรื่องอะไรบ้าง ไปอ่านเลยครับ สำหรับเรื่องนี้ในเรื่องอุทธรณ์ฏีกา ในเรื่องของเค้าโครงนี้ พอเอามาอ่านแล้วก็จะเห็นภาพรวมและขั้นตอนต่างๆเหมือน่อ่านหนังสือ ทั่วไปก็ต้องรู้เค้าโครงก่อน พออ่านไปแล้วก็จะเข้าใจได้ง่ายขึ้นเยอะ
อุทธรณ์ฏีกาอ่านแล้วก็เข้าใจเลยอันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งเรื่องแรกก็มีหลักทั่วไปของเรื่องอุทธรณ์หลักการทั่วไป ก็พูดต่อไป ว่ามีหลักสำคัญซ่อนอยู่ใน มาตรา 223 ว่าเป็นสิทธิสองการอุทธรณ์ต้องตามชั้นศาล ต่อไปในส่วนต่อไปก็เป็นข้อยกเว้นว่าสิทธินี้ไม่ใช่สิทธิร้อยเปอร์เซ็นต์ ทุกอย่างแหละครับมีหลักก็ต้องมีข้อยกเว้น ว่า
เรื่องแรกก็ มาตรา 223 ทวิการอุทธรณ์ข้อยกเว้นของ มาตรา 223 อย่างหนึ่ง คือเรื่องชั้นศาลนั่นเองครับ เรามองภาพออก คือ ยกเว้นในหลักทั่วไปของ มาตรา 223 ในเรื่องชั้นศาลนั่นเอง
ต่อไปก็คือที่ว่าเป็นสิทธิไม่ใช่ทุกกรณีแล้ว ต่อไปคือข้อต้องห้ามอุทธรณ์ใน 224 225 ต่อไปอีกอันคือเรื่องคำสั่งระหว่างพิจารณาเป็นส่วนหนึ่งของข้อยกเว้น คือ คำสั่งระหว่างพิจก็มีข้อห้ามไม่ให้อุทธรณ์ได้ทุกกรณี หรือถูกจำกัดสิทธิ ก็ไล่ลงมาตามลำดับ
ต่อมาคือหมวดยื่นและตรวจอุทธรณ์ อุทธรณ์ยื่นที่ไหน เวลาเท่าไหร่ให้ยื่น ก็อยู่ใน 229 พอยื่นแล้วยื่นที่ไหน ศาลที่รับทำอะไรต่อ
อยู่ใน มาตรา 229 230 232 233
อันนี้ก็คือเรื่องเค้าโครงนั่นเอง ต่อไประหว่างนั้นมีการยื่นแล้วศาลชั้นต้นตัดสินแล้ว บังคับคดีได้ทันทีทุกเรื่องเว้นแต่จะได้รับอนุญาตให้ทุเลา นี่คือหลักสำคัญของการบังคับคดี
ทุเลาการบังคับก็อยู่ใน 231 ก็เป็นเงื่อนแง่ที่ต่างกับการขอคุ้มครองชั่วคราว
ทุเลาการบังคับก็มีเงื่อนแง่ที่ยุ่งยาก
ต่อไปก็คือการแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์ตอน 237 ก็ทำได้
ต่อไปก็คือการพิพากษาคดีของศาลอุทธรณ์ 240 -246 อันนี้ก็เรียนให้เข้าใจเลย เป็นเรื่องของศาลทำโดยแท้ เข้าใจยาก แต่อย่างไรก็สวมวิญญาณของผู้พิพากษาอธิบาย
อันนี้ก็เริ่มกระบวนของศาลอุทธรณ์ว่าทำอย่างไร ก็คงไมได้นั่งพิจารณาแต่เป็นการพิจารณาจากเอกสาร ว่าจะทำอย่างไรในตอนทำคำพิพากษาก็มีการทำได้ห้าอย่าง
ต่อไปก็คือว่าในเรื่องของการฏีกา 247 – 252 ส่วนหนึ่งก็นำการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลอุทธรณ์มาใช่ในการบรรยายก็เป็นการทบทวน แต่อย่างไรก็มีเรื่องพิเศษในชั้นฏีกาอยุ่
เช่นในเรื่องทุนทรัพย์ ชั้นอุทธรณ์กว่า ห้าหมื่นบาท ในชั้นฏีกาก็กว่าสองแสนบาท
ต่อไปหัวข้อแรกที่จะพูดในชั่วโมงแรกคือวิธีการเรียนอยากจะให้เรียนให้ง่ายคือ ทุกเรื่องมันมีหลักและมีข้อยกเว้นในกฏหมายเพราะฉะนั้นเราต้องทราบเสียก่อนว่าอะไรคือหลักอะไรคือข้อยกเว้น การออกข้อสอบส่วนใหญ่ไปออกในเรื่องข้อยกเว้นกัน แต่ตอนเราเรียนก็ต้องเข้าใจว่ามีหลักมีข้อยกเว้นกัน
ในเรื่องที่เป็นปัญหา ก็มันจะไปข้อยกเว้นกันหมด ไม่ยอมไปใช้หลัก หลักต้องเป็นหลัก บางคนไปคิดว่าไม่ต้องมีหลัก อันนี้ไม่ได้ครับ
เช่นตอนอาจารย์ทำหน้าที่เรื่องของการ ยื่นอุทธรณ์หรือฏีกา มันมีมาตรา 229 นอกจากค่าขึ้นศาลยังมีเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่ต้องใช้แทนคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งนั้น มันไม่ใช่ค่าขึ้นศาล ที่อยู่ในบังคับมาตรา 18 คือต้องเตือนก่อน แต่ในส่วนที่สองเงินตามมาตรา 229 ศาลฏีกาวางหลักว่าไม่ต้องเตือนก่อนเลย เราเรียนในภาคแรกก็ทราบแล้วว่า เงินค่าฤชาธรรมเนียม ตามมาตรา 18 ต้องเตือน แต่พอไม่เตือนแล้วก็ไม่รับได้เลย ก็มีผู้พิพากษาบางท่านใจดี ให้โอกาสมาวางปัญหามันจะเกิดเมื่อพิจารณาต่างกันเป็นดุลพินิจแต่ละท่าน เรื่องนี้ต้องประชุมเพื่อทำความเข้าใจ จนมีมติว่ามาตรา 229 ไม่ครบก็ไม่รับ ข้อยกเว้นก็ต้องเขียนเหตุผลไว้ชัดเจน ก็ต้องสรุปไว้ อันนี้เป็นข้อให้เห็นว่าเป็นการปฏิบัติลักลั่นกัน เรื่องนี้ก็เช่นเดียวกัน ว่าเรียนกฏหมายมีหลักมีมีข้อยกเว้นมี
ต่อไปนะครับ การสอบ ชั้นเนฯคงไม่เป็นในเรื่องการบรรยายในเชิงวิชาการ ซึ่งเมื่อก่อนเราย้อนไปดูในสมัยแรกของกรมหลวงราชบุรี ก็พบว่าประเทศไทยเราเปลี่ยนจากพัฒนาระบบอังกฤษเป็นเอาระบบกฏหมายยุโรปมาใช้ ซึ่งในอเมริกาสมัยนี้ก็เปลี่ยน จากเดิมไม่มีตัวบท มีแต่คดีทั้งนั้น คดีที่สำคัญ เขาเรียก case study ตรงนี้ในเรื่องการสอบก็ต้องมีธงคำตอบที่แน่นอน วิธีการออกข้อสอบปัจจุบันก็นำฏีกามาออกกัน ก็จะได้ไม่เถียงกัน อันที่สองก็มีการพยายามจะออกในเรื่องความคิดเห็น ออกได้แต่มีปัญหานิดหน่อย เพราะอาจารย์ไม่ได้ตรวจคนเดียว แนวความคิดก็คนละคน ที่นั่งกันอยู่ เป็นนักกฏหมายนี้ความคิดก็ต่างกัน มีมานานแล้ว ก็ทำให้ออกแบบแนวความคิดได้ลำบาก โดยสรุปแล้วก็เน้นเรื่องคำพิพากษาฏีกาเป็นหลัก ก็ควรจะต้องศึกษาอันนี้ก็เป็นข้อแนะนำในช่วงต้น สำหรับคำบรรยาย นี้ ในคำบรรยายก็คงจะคอมเม็นต์นิดหนึ่งว่ามีที่มาอย่างไร ในระบบของเรามีสามชั้นศาล ปัญหาที่มันเกิดขึ้น ก็คือความล่าช้า คดีกว่าจะถึงที่สุดสามชั้นกว่าจะถึงที่สุดก็คือล่าช้า สองคือถ้าไม่เขียนดีๆ ศาลชั้นกลางก็ไม่ค่อยมีความหมายอะไร อันนี้ก็เป็นปัญหาอันหนึ่งที่ทำให้คดีกว่าจะถึงที่สุด
ในเรื่องของความล่าช้าบ้านเรามีมาก เพราะผู้พิพากษาของศาลไทย ในชั้นศาลสูงก็มีการพิจารณาในปัญหาข้อเท็จจริงด้วย ทำให้มีหน้าที่มาก เป็นปัญหามาก ศาลอุทธรณ์ก็ตรวจแต่เพียงว่ากระบวนพิจารณานั้นชอบหรือไม่ เรื่องภาระหน้าที่ศาลในต่างประเทศกับศาลไทยนั้นแตกต่างกันมาก อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คดีในไทยกับต่างประเทศต่างกัน อันนี้ก็เป็นแง่คิดอันหนึ่ง
ในปัจจุบันเรามีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย อย่างไรก็โชคดีมีมาตรานี้ใช้ได้หมดทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา หลักของเราในรัฐธรรมนูญในศาลฏีกา
เรามาดูต่อไปก็ทราบแล้วนะครับของเรื่องของศาลฏีกา รธน ก็ยังไม่ได้มีการแก้ ก็ยังเป็นสามชั้นศาลอยู่ ไม่ได้แก้ แต่ก็เพิ่มมาใน 219 รัฐธรรมนูญให้อำนาจศาลฏีกาที่จะปฏิเสธไม่รับวินิจฉัย โดยเห็นว่าคดีนั้นไม่มีสาระที่จะพิจารณา อันนี้คือไม่มีสาระที่จะพิจารณา ไม่ใช่ไม่มีสาระแก้คดี เช่นปัญหาข้อกฏหมายที่ซ้ำๆอยู่แล้ว
สำหรับเรื่องนี้ไม่ได้สอนแต่ก็แนะนำให้ทราบไว้เท่านั้นแหละครับ ถ้าไม่เป็นสาระก็ให้เป็นไปตามระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฏีกา
ต่อไปก็จะพูดในเรื่องข้อสังเกตแล้วนะครับ
ประการแรกคือมาตรา 223 การอุทธรณ์นี้ทำได้ทุกกรณีเว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้น คือประการแรกการอุทธรณ์หรือฏีกานี้เป็นสิทธิ ที่พูดตรงนี้เพราะอะไร คือเมื่อเป็นสิทธิแล้วมีข้อยกเว้น ขึ้นมา เรื่องนี้เข้าข้อยกเว้นหรือไม่ ข้อยกเว้นที่ไม่ใช่สิทธิ ก็ต้องตีความโดยเคร่งครัด ถ้าไม่ใช่ข้อยกเว้น ก็อุทธรณ์โดยทุกกรณี ถ้าไม่ใช่ข้อยกเว้นก็ตีความเคร่งครัด ก็ตีความตามหลัก
เรื่องนี้ก็มีฏีกาหลายเรื่องเช่น 342/2530 – ค้นไม่พบ
2525/2530
ฎีกาที่มิได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แต่ประการใดเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งคำร้องของจำเลยที่ขอให้ถอนการยึดทรัพย์โดยวินิจฉัยว่าการยึดทรัพย์จำเลยกระทำก่อนเจ้าพนักงานบังคับคดีทราบคำสั่งศาลที่ให้งดการบังคับคดีไว้ระหว่างรอคำสั่งศาลอุทธรณ์ เป็นการยึดทรัพย์ที่ชอบด้วยกฎหมายไม่อาจเพิกถอนการยึดทรัพย์ได้ ไม่ใช่คำสั่งระหว่างพิจารณาแต่เป็นคำสั่งโดยทั่วไป ซึ่งคู่ความมีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาได้เพราะไม่มีบทกฎหมายจำกัดห้ามไว้
ในวันที่ศาลชั้นต้นแจ้งให้ศาลซึ่งได้รับมอบหมายให้บังคับคดีแทนให้สั่งเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำเลยตามคำแถลงของผู้แทนโจทก์ จำเลยก็ได้ยื่นคำร้องขอให้งดหรือยกเลิกการออกหมายบังคับคดีเพราะได้ยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีต่อศาลอุทธรณ์ไว้แล้ว และศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งในวันรุ่งขึ้นว่าให้งดการบังคับคดีไว้ระหว่างรอคำสั่งศาลอุทธรณ์ เรื่องทุเลาการบังคับคดี คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้งดการบังคับคดีเป็นคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 292(2) และมีความหมายเพียงว่าเมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีทราบคำสั่งดังกล่าวก็ให้งดการบังคับคดีตามคำสั่ง เมื่อศาลชั้นต้นแจ้งคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีกรมบังคับคดีงดการบังคับคดีแล้ว คำสั่งดังกล่าวย่อมเกิดผลแล้ว การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีของศาลซึ่งดำเนินการบังคับคดีแทนทำการยึดทรัพย์ในภายหลัง แม้จะอ้างว่าเพิ่งทราบคำสั่งให้งดการบังคับคดี ก็เป็นการยึดทรัพย์ที่ไม่ได้ปฏิบัติตามคำสั่งให้งดการบังคับคดีของศาลชั้นต้น ศาลย่อมมีอำนาจยกเลิกเพิกถอนหรือแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27
4812/2548
จำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ลงโทษจำเลย และศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า อุทธรณ์จำเลยฟุ่มเฟือยเกินไป ให้จำเลยแก้ไขอุทธรณ์มาใหม่ แต่จำเลยไม่ได้แก้ไขอุทธรณ์ กลับอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่า อุทธรณ์คำสั่งของจำเลยฟุ่มเฟือยเกินไป ให้คืนคำคู่ความไปทำมาใหม่ภายในกำหนด จึงเป็นคำสั่งในกรณีที่ศาลชั้นต้นตรวจคำคู่ความที่ยื่นต่อศาล แล้วมีคำสั่งให้คืนคำคู่ความนั้นไปทำมาใหม่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 วรรคสอง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 มิใช่เป็นการตรวจอุทธรณ์ แล้วมีคำสั่งว่าควรจะรับส่งขึ้นไปยังศาลอุทธรณ์หรือไม่ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 198 วรรคสอง ซึ่งศาลชั้นต้นจะต้องมีคำสั่งปฏิเสธไม่ยอมรับอุทธรณ์เสียก่อน ผู้อุทธรณ์จึงอาจอุทธรณ์คำสั่งของศาลนั้นต่อศาลอุทธรณ์ได้ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 198 ทวิ แห่ง ป.วิ.อ. เมื่อคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้คืนคำคู่ความให้ทำมาใหม่ไม่มีกฎหมายบัญญัติห้ามอุทธรณ์ไว้ จำเลยจึงมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้ภายในกำหนด 1 เดือนนับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำสั่งให้จำเลยที่อุทธรณ์ฟัง โดยไม่ต้องรอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ก่อน
วางหลักไว้เช่นเดียวกันว่าการอุทธรณ์เป็นสิทธิเว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้น
หลักข้อที่สองคือ การพิจารณาของศาลอุทธรณ์และศาลฏีกาแตกต่างไปจากกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ที่สำคัญหลายประการ ประการแรกคือกระบวนพิจารณา พิจารณาจากเอกสาร ไม่ได้ลงไปสืบพยานเหมือนในศาลชั้นต้น
ประการที่สอง การพิจารณามีเรื่องของการพิจารณาซ้ำ ของศาลชั้นต้นอีกที ซึ่งต่างจากศาลต่างประเทศ
ประการที่สามเมื่อคดีใดอยู่ในอำนาจของศาลสูงแล้ว ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจพิจารณาคดีนั้นอีกต่อไป เช่นมีการรับอุทธรณ์แล้ว ไม่มีอำนาจในศาลชั้นต้นอีก เว้นแต่เป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาแทนศาลสูง เมื่อมีข้อโต้แย้งกันก็ จะ ยื่นคำร้องที่ศาลอุทธรณ์
ซึ่งเรื่องนี้ก็มีคนสับสน ว่าบางเรื่องต้องทำเป
681/2530
เมื่อศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์แล้ว กระบวนพิจารณาต่อจากนั้นย่อมถือได้ว่าเป็นกระบวนพิจารณาของศาลอุทธรณ์โดยศาลชั้นต้นทำแทน ฉะนั้นเมื่อคู่ความไม่พอใจคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งในฐานะดำเนินการแทนศาลอุทธรณ์ ก็ชอบที่จะร้องต่อศาลอุทธรณ์หรือรอจนกว่าศาลชั้นต้นจะส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์แล้วไปร้องต่อศาลอุทธรณ์ ถ้าศาลอุทธรณ์ไม่พอใจในคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวนั้นก็ชอบที่จะสั่งใหม่ได้ตามอำนาจศาลอุทธรณ์.(อ้างคำพิพากษาศาลฎีกาที่1184/2495)
1184/2495
เมื่อศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของคู่ความแล้วกระบวนพิจารณาต่อจากนั้นมาย่อมถือได้ว่าเป็นกระบวนพิจารณาของศาลอุทธรณ์โดยศาลชั้นต้นเป็นผู้ดำเนินแทน ฉะนั้น เมื่อคู่ความไม่พอใจคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งในฐานะดำเนินการแทนศาลอุทธรณ์นี้อย่างใดแล้ว ก็จะอุทธรณ์คำสั่งนั้นต่อศาลอุทธรณ์ไม่ได้ แต่ชอบที่จะรอจนกว่าศาลชั้นต้นจะได้ส่งสำนวนขึ้นไปยังศาลอุทธรณ์ แล้วไปร้องต่อศาลอุทธรณ์ซึ่งถ้าศาลอุทธรณ์ไม่พอใจในคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวนั้น ศาลอุทธรณ์ก็ชอบที่จะสั่งใหม่ได้ตามอำนาจของศาลอุทธรณ์
อันนี้ก็เป็นตัวอย่างนะครับ คราวนี้จะแยกกันอย่างไร เมื่อมีคดีขึ้นมาแล้ว ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจ เว้นแต่เป็นการทำแทนศาลอุทธรณ์ กรณีต่างๆเหล่านั้นเมื่อเป็นเรื่องการทำแทนศาลอุทธรณ์ การอุทธรณ์ไม่ต้องทำ อันนี้ก็ค่อนข้างยากที่จะดู ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องการทำแทนในศาลชั้นต้นเอง ต่อไปข้อสังเกตประการที่สาม คือเป็นการคัดค้านคำพิพากษาของศาลชั้นต้น เรื่องนี้มีข้อสังเกตประการที่สาม คือต้องทำความเข้าใจว่าเป็นคำฟ้อง คำฟ้องในศาลชั้นต้นเป็นเรื่องที่โจทก์กล่าวหาจำเลย
กรณีนี้เมื่อมีการยื่นคำร้องอุทธรณ์ชัดแจ้งหรือไม่ เป็นเรื่องที่คู่ความแต่ละฝ่ายจะไปกล่าวกันเอง
2097/2541
อุทธรณ์เป็นคำฟ้องชนิดหนึ่ง ดังนั้น คู่ความฝ่ายใดประสงค์จะยกข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายข้อในขึ้นมาอุทธรณ์คู่ความฝ่ายนั้นจะต้องบรรยายข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายข้อนั้นให้ชัดแจ้งมาในคำฟ้องอุทธรณ์ ซึ่งหมายความรวมตลอดไปถึงคำคัดค้านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นอันเกี่ยวกับข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายนั้นว่าไม่ถูกต้องอย่างไร ด้วยเหตุผลอะไร ส่วนเนื้อหาของคำฟ้องโจทก์ คำให้การจำเลย และคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้น หากไม่เกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่อุทธรณ์แล้วก็ไม่จำต้องกล่าวมาในคำฟ้องอุทธรณ์โดยละเอียด ศาลชั้นต้นพิจารณาคำฟ้องโจทก์และคำให้การจำเลยแล้วเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้ จึงมีคำสั่งให้งดชี้สองสถานและงวดสืบพยานโจทก์และจำเลย แล้วมีคำพิพากษาในวันเดียวกันนั้นเอง จำเลยอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว โดยบรรยายมาในคำฟ้องอุทธรณ์ใจความว่า โจทก์ฟ้องเรียกหนี้เงินกู้จากจำเลย500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามคำฟ้องโจทก์เห็นได้ว่าจำเลยค้างดอกเบี้ยนับแต่วันผิดนัด มิใช่นับแต่วันกู้ และดอกเบี้ยที่จำเลยชำระไปแล้วมิใช่อัตราร้อยละ 15 ต่อปี หากแต่เป็นอัตราร้อยละ 25 ต่อปี ซึ่งขัดต่อกฎหมาย โจทก์ส่งหนังสือทวงถามโดยมิชอบ จำเลยมีพยานหลักฐานพร้อมที่จะสืบแสดงตามข้อต่อสู้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงวดชี้สองสถานและงดสืบพยานจึงเป็นการตัดสิทธิของจำเลยดังนี้ เห็นได้แล้วว่าจำเลยอุทธรณ์เรื่องอะไรด้วยเหตุผลอะไรทั้งในคำสั่งของศาลชั้นต้นก็มิได้ให้เหตุผลอันจะทำให้จำเลยสามารถยกข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายขึ้นมาโต้แย้งได้อุทธรณ์ของจำเลยถือได้ว่าเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง แล้ว ส่วนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 246ที่ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในศาลชั้นต้นมาบังคับใช้ในชั้นอุทธรณ์โดยอนุโลมนั้นหมายถึงให้อนุโลมใช้บางเรื่องเท่านั้น การที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยโดยอ้างว่าไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 จึงเป็นการไม่ชอบ
ข้อสังเกตประการที่สี่ สิทธิในการอุทธรณ์หรือฏีกานี้ กำหนดไว้ว่า สิทธิดังกล่าวขึ้นอยู่กับจำนวนทุนทรัพย์ คือคำขออันปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวนได้
เช่น ในชั้นอุทธรณ์ ห้าหมื่นบาทขึ้นไป อันนี้ก็เป็นการจำกัดสิทธิอย่างหนึ่งโดยทุนทรัพย์
ข้อจำกัดสิทธิดังกล่าว เราถือทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ ฏีกา แต่ก่อนเราดูในศาลชั้นต้น แต่เด๋วนี้เราเปลี่ยนแนวเป็นให้พิจารณาจำนวนทุนทรัพย์ในชั้นศาลสูงนั้นๆ
ปัจจุบันตัวโจทก์ หรือจำเลยแต่ละคนก็พิจารณาจำนวนทุนทรัพย์ที่แต่ละฝ่ายอุทธรณ์
อันนี้ก็เป็นการเล่าถึงแนวคิดในแต่ละชั้นศาล
ประการที่ห้า ก็คือตามมาตรา 223 คือต้องเป็นไปตามลำดับชั้นศาล ต้องเป็นไปตามขั้นตอน จะอุทธรณ์จากศาลชั้นต้นไปยังศาลฏีกาทันทีไม่ได้ เพราะอะไร ก็เพราะมาตรา หลัก 223 เขียนไว้
แต่ก็มีข้อยกเว้น ที่ต้องให้โต้แย้งไปศาลฏีกา ข้อยกเว้นประการแรก ก็คือศาลพิเศษต่างๆที่ให้ข้ามไปศาลต่างๆได้ เช่นในศาลยุติธรรมชำนัญพิเศษ
แนวความคิดอันนี้ก็เป็นแนวความคิดที่ไม่ให้คดีมันล่าช้า เพราะอย่างไรก็ไปศาลฏีกาอยู่แล้ว ก็ไปซะเลย
แต่ก็มีการคิดว่าเมื่อมาศาลฏีกากันหมดคดีก็จะรกที่ศาลฏีกา
อย่างไรก็ตามเราพูดปัจจุบันคือต้องเป็นไปตามชั้นศาล
ข้อยกเว้นประการที่สองคือ มาตรา 223 ทวิ เป็นการอุทธรณ์ กบกระโดด ก็มาจากแนวคิดที่ว่าอย่างไรก็ต้องไปศาลฏีกาอยู่แล้ว
ข้อยกเว้นประการที่สาม คือมาตรา 252 เป็นการอุทธรณ์คำสั่งไปยังศาลฏีกาเลย ก็มีการเขียนไว้ อันนี้ก็เป็นข้อสังเกตห้าประการ
ต่อไปเป็นการเข้าเนื้อหา
มาตรา 223 ดูตัวบท
อันนี้ก็คือมีหลักและข้อยกเว้น
เรื่องแรกคือสิทธิในการอุทธรณ์ มีข้อยกเว้นก็เขียนอยู่ใน 223 นั่นแหละ
อันที่สามคือคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นประมวลกฏหมายนี้หรือกฏหมายอื่นให้เป็นที่สุด
มีข้อยกเว้นสามข้อ
นี่ก็คือจะได้หลัก ข้อยกเว้น
เอาหล่ะครับ หลักง่ายๆก่อนนะครับ และจะยกฏีกาบางส่วนนะครับ
คร 289/2523
การอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมพร้อมฎีกา ผู้ร้องต้องอุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ ตามลำดับชั้นของศาลจะอุทธรณ์ไปยังศาลฎีกาหาได้ไม่
เรื่องนี้ยื่นคำร้องขอขยายการยื่นฏีกาและศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้ขยาย ก็อุทธรณ์ได้ เป้นสิทธิ ประการต่อไปจะอุทธรณ์ไปศาลฏีกาได้ทันทีหรือไม่ ก็ต้องไปดูว่าเข้าข้อยกเว้นหรือไม่หล่ะ
ถ้าไม่เข้าก็ต้องเป็นไปตามลำดับชั้นศาล
4348/2545 - ค้นไม่พบ ก็เป็นคำสั่งไม่อนุญาตก็ไม่พอใจก็พิจารณาใหม่ไม่ได้ก็ต้องอุทธรณ์
อีกฏีกาหนึ่งที่น่าสนใจก็แปลกดี
5875/2545
จำเลยขอสินเชื่อโดยทำสัญญากับโจทก์หลายประเภท และจดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันหนี้ มูลหนี้ทั้งหมดจึงเกี่ยวข้องกันและโจทก์มีสิทธินำมาฟ้องรวมเป็นคดีเดียวกันได้ ค่าขึ้นศาลที่โจทก์มีหน้าที่ชำระตามตาราง 1 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ข้อ 1(ก) จึงเท่ากับสองแสนบาทซึ่งเป็นอัตราสูงสุด การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มโดยแยกตามมูลหนี้แต่ละสัญญา จึงเป็นการเรียกเก็บค่าขึ้นศาลเกินกว่าที่โจทก์มีหน้าที่ต้องเสียตามกฎหมายจำเลยซึ่งเป็นคู่ความฝ่ายซึ่งมีหน้าที่ต้องชำระแทนโจทก์หากตนเป็นฝ่ายแพ้คดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 วรรคหนึ่ง ย่อมถือได้ว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสีย จึงมีสิทธิคัดค้านและอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นได้
เรื่องนี้มันหลายชั้นมาก จำเลยขอสินเชื่อทำสัญญากับโจทก์ซึ่งเป็นธนาคารหลายประเภท มูลหนี้ทั้งหมดเกี่ยวข้องกันและโจทก์มีสิทธิฟ้องเป็นคดีเดียวกัน เช่นขายลดเช็ค ขอกู้เงินเปิดเบิกเงินเกินบัญชีมีหลายประเภททุกประเภทผิดนัดหมด ปัญหาเรื่องนี้ก็เกิดขึ้นว่า ทุนทรัพย์ที่ขึ้นศาล
ก็หมายความว่าก็แยกตามสิทธิแต่ละคน ทำให้รัฐได้เงินเพิ่ม
ก็เป็นเกร็ดเล่าให้ฟังว่าค่าขึ้นศาลมีผลมาก คือโจทก์จะต้องเสียเท่าไหร่ ศาลก็กำหนดไว้แล้ว สมมุติว่าให้เสียแยก ศาลพิพากษาให้แพ้คดี ก็ให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ กรณีนี้ก็รวมถึงค่าขึ้นศาลด้วย บอกว่าที่เรียกเก็บเป็นรายข้อหา อันนี้ไม่ถูกต้อง ก็มีปัญหาว่าจำเลยจะอุทธรณ์ได้หรือไม่ ศาลฏีกาบอกว่าเป็นเรื่องโจทก์เสียก็จริง แต่เมื่อจำเลยต้องใช้แทนโจทก์แล้วจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียแล้ว
ตรงนี้เป็นหลักเบื้องต้นก่อน ว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสีย
ในเรื่องของการขอขยายระยะเวลา มีแนวฏีกา อยู่สองแนว พออธิบายได้ว่า ปัญหาในชั้นฏีกาว่าขอขยายเวลาในชั้นฏีกา แล้วศาลชั้นต้นไม่อนุญาต นี้เป็นคำสั่งของศาลชั้นต้น จะอุทธรณ์ไปศาลใด
ฎ.3896/2534
คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกา และค่าทนายความที่จะใช้แทนโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 2 ออกไปอีก และต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 2 เป็นคำสั่งศาลที่เกี่ยวเนื่องกับการรับหรือไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 2 หาใช่เป็นเรื่องการขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 อย่างเดียว แต่อย่างใดไม่เมื่อศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 จึงต้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกามายังศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 252.
คำสั่งระหว่างไม่รับหรือรับฏีกาไม่ใช่คำสั่งที่อนุญาตให้ไม่อนุญาตอย่างเดียว โดยสรุปแล้วในกรณีที่มีประเด็นเรื่องขยายคำสั่งหรือไม่ต้องเป็นไปตามลำดับชั้นศาล
มีข้อยกเว้นเพียง ถ้าอนุญาตให้ขยายแล้วก็รับฏีกา กรณีนี้ 216/2532 ก็อนุญาตให้ฏีกาได้
และอีกอันหนึ่งก็คือไม่อนุญาตและไม่รับฏีกา ก็ให้ไปได้ทันทีเลย ก็เป็นการป้องกันการขัดกัน ของคำสั่ง
ข้อสังเกตประการต่อไปคือในเรื่องของการอุทธรณ์เป็นเรื่องที่คู่ความประสงค์ให้ศาลสูงบังคับ
คำแก้ฏีกาจะขอให้ศาลให้ศาลฏีกาแก้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่กำหนดให้ใช้ค่าทนายความไม่ได้ เพราะมันต้องทำเป็นฏีกา ถ้าอยากได้ประโยชน์เพิ่มขึ้นหรือเสียประโยชน์น้อยลงก็ต้องทำเป็นฏีกา
ข้อจำกัดสิทธิตามมาตรา 223 สรุปคร่าวๆคือ ก็คือเป็นเรื่องประนีประนอมยอมความ อุทธรณ์ได้ แต่มีเงื่อนไข อันที่สองคือ 168 คืออุทธรณ์เฉพาะค่าฤชาธรรมเนียมอย่างเดียวเป็นเรื่องดุลพินิจเค้าห้าม แต่ถ้าเป็นเรื่องการอุทธรณ์ว่าคำนวณไม่ถูกต้องตามกฎหมายทำได้ เขาได้จำกัดสิทธิไว้ตามกฎหมายตามมาตรา 168
ต่อไปคดีไม่มีข้อพิพาทตามมาตรา 188
ข้อที่สี่คดีที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งของอนุญาโตตุลาการตามมาตรา 222 ก็คล้ายๆประนีประนอมยอมความ
กรณีที่สองคือกรณีที่คำพิพากษาหรือคำสั่งในวิแพ่งว่าให้ถึงที่สุดก็ขอผ่านไปเร็วเช่น 44 136 156 วรรคสาม 199 เบญจวรรคสี่ เหล่านี้
เรื่องแรกก็คือเรื่องละเมิดอำนาจศาลเป็นเรื่องของศาลกับตัวผู้ละเมิดอำนาจศาลคนอื่นไม่มีส่วนได้เสียที่จะมาอุทธรณ์ด้วย
กรณีที่สองคือวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา ปกติอุทธรณ์ได้แต่พอคดีนั้นถึงที่สุดแล้ว ก็ไม่มีประโยชน์ที่ต้องไปอุทธรณ์ฏีกาแล้ว ไปว่ากันเรื่องบังคับคดีกันดีกว่า
อันถัดไปเรื่องคำสั่งในเรื่องการทุเลาคำบังคับ โดยให้เหตุผลในทางตรรกะในอำนาจในการพิจารณาเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์เท่านั้น เคยมีคำวินิจฉัยให้เหตุผลอีกอันหนึ่ง ว่าอุทธรณ์ไม่ได้เป็นคำสั่งของศาลอุทธรณ์ อันนี้ก็เป็นเหตุผลแต่ว่าอันที่สองไม่ค่อยได้รับการยอมรับแล้วจึงไม่มีสิทธิไปฏีกาได้
อันที่สี่ เจ้าพนักงานของศาล ฎ.4522/2550
ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 และมาตรา 302 บัญญัติกำหนดให้อำนาจเกี่ยวกับการบังคับคดีเป็นของศาล ส่วนเจ้าพนักงานบังคับคดีนั้น ป.วิ.พ. มาตรา 1 (14) บัญญัติว่า "เจ้าพนักงานบังคับคดี หมายความว่า เจ้าพนักงานในสังกัดกรมบังคับคดีหรือพนักงานอื่นผู้มีอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ใช้อยู่ในอันที่จะปฏิบัติตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในภาค 4 แห่งประมวลกฎหมายนี้ เพื่อคุ้มครองสิทธิของคู่ความในระหว่างการพิจารณา หรือเพื่อบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งและให้หมายความรวมถึงบุคคลที่ได้รับมอบหมายจากเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ปฏิบัติการแทน" เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงเป็นเจ้าพนักงานที่ต้องปฏิบัติในการที่จะบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลเท่านั้น ไม่มีอำนาจเข้ามาเป็นผู้มีส่วนได้เสียหรือเป็นคู่ความได้ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้เพิกถอนการขายทอดตลาดและให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายใหม่ ผู้คัดค้านซึ่งเป็นเจ้าพนักงานบังคับคดีก็ต้องปฏิบัติไปตามนั้น ไม่มีสิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้ แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้ผู้คัดค้านซึ่งเป็นเจ้าพนักงานบังคับคดีใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์นั้นไม่ถูกต้อง เพราะผู้คัดค้านไม่ใช่คู่ความในคดี ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นควรยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขเสียให้ถูกต้อง
กรณีที่ศาลชั้นต้นหรืออุทธรณ์ให้เป็นที่สุด คือในศาลชั้นต้นก็ถือว่ามีคดีอยู่ในระหว่างพิจารณาแต่ในชั้นอุทธรณ์ฏีกาไม่มีเขียนไว้ เพราะฉะนั้นถือว่าเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาทั้งหมด เพราะว่าค่าขึ้นศาลยังไม่ครบ คำสั่งดังกล่าวอุทธรณ์ทันทีไม่ได้เป็นคำสั่งระหว่าพิจารณาทั้งหมด
ฎ.617/2515
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 252 ให้สิทธิคู่ความที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกา ที่จะอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น แต่เมื่อศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของฝ่ายหนึ่งไว้แล้ว อีกฝ่ายหนึ่งไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งว่าศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ย่อมโต้แย้งได้ในคำแก้ฎีกา
ถัดไปคือคู่ความในคดีถ้าไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสีย อุทธรณ์ไม่ได้ เว้นแต่ปัจจุบันมีแนวฏีกาว่าคำวินิจฉัยไปกระทบสิทธิกรณีนี้ให้อุทธรณ์ฏีกาได้
สมประโยชน์แล้วก็อุทธรณ์ฏีกาอีกไม่ได้แล้ว ก็รวมไม่ได้แต่เฉพาะคำพิพากษาแต่ให้รวมถึงในตัวคดีด้วย
สุดท้ายก็คือบุคคลนอกคดีถ้าเข้ามาเกี่ยวข้องในคดีแล้วไม่มีปัญหา
พบกันอีกทีวันที่ 4 ธันวาคม