สรุปคำบรรยาย เนติภาคค่ำ วิแพ่ง 2 อ.สุวัฒน์ ครั้งที่ 2 สอนเมื่อ 01/12/09

215 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
Dec 3, 2009, 10:08:49 PM12/3/09
to LAWSIAM

หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า kankokub ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์สุวัฒน์ วรรธนะหทัย ผู้บรรยาย ,  บิดามารดาข้าพเจ้า ขอบคุณ. http://www.muansuen.com และคุณ admin ที่นำ flie เสียงมาลงแบ่งปันให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

สรุปคำบรรยาย  สัปดาห์ที่ 2 ชั่วโมงที่ 2 อังคาร 01/12/52

            เกี่ยวกับคดีมโนสาเร่ที่ได้พูดมาในคราวที่แล้ว เกี่ยวกับเรื่องทุนทรัพย์ และตอนสุดท้ายก็ได้พูดเรื่องหลักเกณฑ์คดีมีทั้งสำหรับคดีมีทุนทรัพย์ กับคดีไม่มีทุนทรัพย์ปะปนมา ถ้า คำขอนั้นเข้าเกณฑ์คดีมโนทั้งคดี ก็เป็น แล้วก็เรื่องคำขอเกี่ยวเนื่องก้ต้องพิจารณาคำขอประธานเป็นคำขอหลัก คดีนั้นก็ต้องพิจารณาแต่เรื่องไม่เกินสามแสนบาท ถ้าเป็นฟ้องขับไล่ก็ต้องพิจารราค่าเช่า

ฎ.4039/2542

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินตาม น.ส.3 ประมาณ 17 ไร่ จำเลยมีคำสั่งให้แก้ไขเนื้อที่ดินของโจทก์ด้านทิศเหนือเป็นเนื้อที่ 2 ไร่ 20 ตารางวา โดยอ้างว่าน.ส.3 ของโจทก์เฉพาะที่ดินส่วนนั้นออกทับหนองน้ำสาธารณประโยชน์ และมีคำขอให้ศาลพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 2 ไร่ 20 ตารางวา เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตาม น.ส.3ที่โจทก์มีสิทธิครอบครอง เท่ากับกล่าวอ้างว่าคำสั่งเพิกถอนของจำเลยมีผลให้โจทก์ไม่มีสิทธิครอบครองในที่ดินส่วนที่ถูกเพิกถอน ซึ่งถ้าหากศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีย่อมมีผลให้โจทก์ได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทกลับคืนมา คดีของโจทก์ในส่วนนี้จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เป็นคดีมีทุนทรัพย์แม้โจทก์จะมีคำขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ให้แก้ไข น.ส.3 ของโจทก์และขอให้ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์อีกต่อไปก็ตาม แต่การที่ศาลจะเพิกถอนคำสั่งของจำเลยต้องได้ความก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ มิใช่หนองน้ำสาธารณประโยชน์ดังนั้น คำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้จึงเป็นคำขออันเป็นประธาน เมื่อที่ดินพิพาทมีราคา 82,000 บาท ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาจึงไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริง ที่จำเลยฎีกาว่า ที่ดินพิพาทเป็นหนองน้ำสาธารณประโยชน์ และโจทก์มิได้ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยภายใน 1 ปี นับแต่โจทก์ทราบคำสั่งทำให้คดีขาดอายุความตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 นั้น ล้วนเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

 

            คดีนี้ก็เอาแต่ย่อ ว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองน.ส. 3 โจทก์เป็นเอกชนฟ้องผู้ว่าฯที่มีคำสั่ง จำเลยต่อสู้ว่าเป็นทางสาธารณะ ฟ้องโจทก์เท่ากับกล่าวอ้าง มีผลทำให้โจทก์ไม่มีสิทธิครอบครอง ซึ่งถ้าโจทก์ชนะคดีย่อมทำให้ได้ที่พิพาทกลับมาคดีของโจทก์จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ แม้จะขอให้เพิกถอนคำสั่งของโจทก์แต่การที่จะเพิกถอนก็ได้ต้องได้ความว่า คำขอที่ขอให้ปลดเปลื้องทุกข์เป็นคำขอประธาน

            ประเด็นทีพิจารณาก็คือเป็นของโจทก์หรือหนองน้ำสาธารณะ ต้องพิจารณาประเด็นแต่ละคำขอแยกกัน ถ้าฟังว่าที่ดินเป็นของโจทก์คำสั่งต่อมาก็แก้ไขห้ามโจทก์ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องอันนี้ก็ตามมาเฉยๆไม่ต้องพิจารณาอะไร อันนี้เรามาดูต่อถึงมาตรา 190 วางหลักเกณฑ์ในเรื่องการคำนวณทุนทรัพยืเป็นมาตรา ใช้พื้นฐานในการคำนวณทุนทรัพย์คดีแพ่งทุกคดี อย่าง 190 อนุหนึ่ง ให้คำนวณดังนี้ ให้คำนวณตามคำเรียกร้องของโจทก์  อันนี้ก็เป็นพื้นฐานที่นักศึกษาต้องทำความเข้าใจบ้างครั้งแม้เราจบเนฯแล้ว การเป็นผู้พิพากษาใหม่ๆการคิดคำนวณค่าขึ้นศาลก็ไม่ชัดเจนก็คือการพิจารณาจำนวนทุนทรัพย์ก็ให้พิจารราจากคำฟ้องคำขอท้ายฟ้อง หรือคำขอบังคับให้ชำระเงินเท่าใด ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนเหล่านั้นก็คือทุนทรัพย์คำเรียกร้องของโจทก์ก็คือคำขอท้ายฟ้องเป็นหลัก

            ราคารถต้องเสื่อมจากราคาสองแสนบาท ก็ฟ้องเรียกร้องให้จำเลยขำระค่าสินไหมสามแสนบาทอันนี้คือคำขอบังคับคือเป้นคดีมโนสาเร่เพราะไม่เกินสามแสนบาทหรือในคำฟ้องคดีดังกล่าวโจทก์จำเลยบ้านติดกัน ขอบังคับแค่สองแสนอย่างนี้ก็ไม่มีอะไรห้าม ทุนทรัพย์คดีนี้ก็คือ สองแสน

            ดอกผลนี้เราพิจารณาว่าดอกผลนี้มีสองประเภทคือดอกผลธรรมดากับดอกผลนิตินัย ถ้าขอดอกเบี้ยก็ดูว่าขอตั้งแต่เมื่อใดตั้งแต่วันผิดสัญญาหรือตั้งแต่วันทำละเมิด หลักการที่ผิดนัดก็ต้องบอกกล่าวทวงถามให้ชำระหนี้เสียก่อน เวลาชำระหนี้ลูกหนี้ก็ผิดนัด คิดดอกเบี้ยก็วันสิ้นสุด ตราบใดที่ยังชำระหนี้ไม่เสร็จสิ้นดอกเบี้ยก็เสียไปเรื่อยๆ ดอกผลหรือดอกเบี้ยนั้นต้องเกิดขึ้นก่อนวันยื่นคำฟ้อง หลังจากนั้นไม่ให้คิดรวมเป็นจำนวนทุนทรัพย์ สังเกตดูคำฟ้อง ก็ให้มีว่าผิดนัดตั้งแต่เมื่อไหร่ ทนายก็จะรู้ว่าคำนวณก่อนวันฟ้องจำนวนหนึ่งและหลังวันฟ้องต่อไป อีกจำนวนหนึ่ง ก็เพื่อความสะดวกในการคิดค่าขึ้นศาล เพราะเวลาฟ้องก็ต้องคำนวณขึ้นศาล เพราะถ้าไม่บรรยายอย่างนี้เจ้าหน้าที่ก็ปวดหัว ทนายก็ร่างมาเสร็จ ว่ามันเท่าไหร่ นี่คือจำนวนทุนทรัพย์ส่วนหลังวันฟ้องก็ไม่เกี่ยวและ เวลาพิพากษาให้ตามฟ้องก็เขียนใหม่ ในคำพิพากษานี้เขียนจนชำระเสร็จศาลก็มักให้ตามที่ขอ แต่ส่วนใหญ่ศาลจะล็อก อันนี้ก็เป็นหลักเกณฑ์ที่ห้ามไม่ให้พิพากษาเกินคำขอ เพราะถ้าไม่วงเล็บไว้ เกิดเวลาคำนวนจริงๆเป็นดอกเบี้ยมากกว่าที่คำนวนไว้ก็จะกลายเป็นพิพากษาเกินคำขอนอกจากนี้เงินค่าธรรมเนียมศาลซึ่งโจทก์ได้จ่ายไปในวันฟ้องคดี ส่วนใหญ่ทนายก็จะมาขอมาในท้ายฟ้องต่อจากหนี้อันเป็นมูลหนี้

            พวกเหล่านี้กฎหมายบัญญัติว่าห้ามไม่ให้นำมาคำนวณเป็นทุนทรัพย์ด้วยแม้จะอยู่ในคำขอท้ายฟ้องก็ตาม ทำไมมาตรา 190 ต้องบัญญัติถึง ก็เพราะมันเกี่ยวกับค่าขึ้นศาล ยังทำให้เห็นว่า คดีนี้เป็นประเภทใด และสิทธิในการอุทธรณ์ฏีกาในปัญหาข้อเท็จจริงก็ต้องดูตามจำนวนทุนทรัพย์ ถ้าไปสังเกตดู 224 วิแพ่ง เกี่ยวกับสิทธิในการอุทธรณ์ฏีกา ถ้าไม่เกินห้าหมื่นบาทก็ต้องห้ามฏีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ในการคำนวณทุนทรัพย์นี้ได้หมายความว่าเราจะคำนวณถึงวันฟ้องอุทธรณ์หรือฟ้องฏีกา ถ้ามันเป็นเรื่องอุทธรณ์หรือฏีกา

            แต่การคำนวณนี้ให้คิดในขณะยื่นคำฟ้องในศาลชั้นต้นเป็นพอ แม้ดอกเบี้ยก่อนฟ้องก็ก่อนฟ้องในศาลชั้นต้น อันนี้ก็ขอให้ทำความเข้าใจ

            เช่นฟ้องให้ชำระหนี้ตามสัญญากู้ ห้าแสนบาท ดอกเบี้ย ร้อยละสิบห้า อันนี้คือทุนทรัพย์ศาลต้นพิพากษาให้ชำระเงินสามแสน โจทก์อุทธรณ์ให้เต็มตามฟ้อง จำเลยก็อุทธรณ์ของให้ยกฟ้อง ก็ดุจำนวนทุนทรัพย์พิพาทในชั้นอุทธรณ์ จากต้นเงินสองแสนบาท คือทุทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์ ส่วนทุนทรัพย์ของจำเลยนั้น ก็คือสามแสนบาท ตามที่โจทก์ขอ และจำเลยขอ พร้อมดอกเบี้ย อันนี้คือจำนวนทุนทรัพย์ ก็ต้องเข้าใจตรงนี้ แต่ทั้งสองอัน ก็อาจมีสิทธิ อุทธรณ์ได้ ตามทุนทรัพย์ของแต่ละคนไม่เกินห้าหมื่นบาท ต่อไปดูมาตรา 190 อนุมาตราสอง

            ให้ศาลกะประมาณถึงเวลายื่นฟ้องคดี ก็กะประมาณที่พิพาทในขณะยื่นคำฟ้อง สมมุติว่าโจทก์ฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญา ที่จำเลยฟ้องสามแสนบาทโจทก์ชำระราคาแล้วจำเลยไม่ยอมให้ตามนั้น จำเลยไม่ไปจำเลยผิดสัญญาขอให้ศาลบังคับหลักการผิดสัญญา ก็มีสิทธิสองอย่าง เลิกสัญญาก็ได้ฟ้องบังคับให้ปฏิบัติตามสัญญาก็ได้ ส่วนจำเลยก็ให้การปฏิเสธ ก็ขอให้ยกฟ้องขณะเดียวกันก็อาจโต้แย้งว่า ทุนทรัพย์ที่ฏีกาคือที่ดินก็ต้องดูว่าราคาที่ดินขณะยื่นคำฟ้องมีเท่าไหร่

ถ้าจำเลยโต้แย้งมันก็เป็นเรื่องที่ดูว่าราคาที่ดินขณะฟ้องมีราคาเท่าไรเพื่อให้ได้ทุนทรัพย์ในคดีให้ถูกต้อง

            ในการที่ศาลกะประมานราคานี้ก็พิจารณา วิธีการของศาลก็ให้มาตกลงประมาณการ ถ้าตกลงกันรู้เรื่องก็เป็นทุนทรัพย์ ถ้าคู่ความยังเถียงกันตกลงกันไม่ได้ ก็เป็นที่ศาลจะชี้ขาด ก็ไปหาการประเมินราคาของทางราชการ

            บางครั้งเราเป็นทนายความก็มองไปล่วงหน้าก็ตีความจำนวนทุนทรัพย์ให้สูงเกินสองแสนบาทไป เพื่อใช้สิทธิอุทธรณ์ฏีกาไป

            ก็ถือว่าราคาที่ดินที่พิพาทจำนวนหนึ่งไร่ ก็ต้องมาตีราคาว่าที่ดินหนึ่งงานราคาเท่าไหร่ เมื่อจำเลยต่อสู้กรรมสิทธิ์ก็ต้องเป็นกรณีที่ตีราคา หากเป็นจำนวนทุนทรัพย์ก็เป็นร้อยละสอง เป็นวิธีการปฏิบัติของศาล ก็มีหลายคดีที่เป็นอย่างนี้  ก็เป็นคดีอย่างนี้ เป็นสิทธิในการอุทธรณ์ในการฏีกาข้อเท็จจริง คดีนี้ก็เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสอง ปลูกสร้างบ้านในที่ดินของโจทก์ให้จำเลยทั้งสองกระทำซ้ำชดใช้ค่าเสียหายพร้อมด้วยดอกเบี้ยก็เป็นเรื่องที่เขาฟ้องขับไล่ว่ารุกล้ำไป ขณะสร้างบ้านก็รับรองแนวเขตจำเลยทั้งสองขอให้รื้อบ้าน ออกไปที่ดินของโจทก์ พร้อมดอกเบี้ยจำเลยทั้งสองก็อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ก็ยกอุทธรณ์จำเลยทั้งสองก็ฏีกา

            อนุมาตรานี้แยกพิจารณาได้สองกรณี

            คือการนำทุนทรัพย์ทุกข้อหามารวมกัน หรือในกรณีเช่น ฟ้องว่าบุกรุกไปในที่ดินของโจทก์เป็นเงินสองแสนห้าหมื่นบาท คดีจึงมีทุนทรัพย์ไม่เป็นคดีมโนสาเร่

            ฎ.1216/2535

            การพิจารณาว่าคดีใดจะต้องเสียค่าขึ้นศาลเท่าใด จำต้องพิจารณาคำฟ้องเป็นเกณฑ์โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายฐานผิดสัญญาข้อหาหนึ่ง และฟ้องเรียกค่าเสียหายฐานละเมิดอีกข้อหาหนึ่งคำฟ้องของโจทก์จึง เป็นการเสนอข้อหา 2 ข้อหา และแยกจากกันได้ โจทก์จึงต้องเสีย ค่าขึ้นศาลทั้ง 2 ข้อหา โจทก์ทำสัญญารับจ้างเหมาก่อสร้างอาคารโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ โดยโจทก์ได้ทำสัญญาซื้อและติดตั้งลิฟต์ กับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ได้ ส่งมอบลิฟต์ และติดตั้งลิฟต์ ให้แก่โจทก์เรียบร้อยแล้ว โจทก์ได้รับ เงินจากมหาวิทยาลัยในงานส่วนติดตั้งลิฟต์ แล้ว แต่ไม่ยอมจ่ายเงิน ให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ได้ร้องเรียนต่อ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยได้เรียกโจทก์และจำเลยที่ 1 ไปไกล่เกลี่ยในที่สุดโจทก์ตกลงจ่ายค่าลิฟต์ ให้จำเลยที่ 1 แต่ก็ ไม่จ่ายอีก เห็นว่าการที่จำเลยที่ 1 ร้องเรียนโจทก์ต่อมหาวิทยาลัย ดังกล่าว เป็นสิทธิของจำเลยที่ 1 จะกระทำได้โดยชอบ หาเป็น การละเมิดโจทก์ไม่ พยานจำเลยที่ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานไปนั้น จะเบิกความถึงข้อเท็จจริงที่ศาลฎีกาวินิจฉัยเป็นคุณแก่จำเลยอยู่แล้ว การที่ ศาลชั้นต้นงดสืบพยานจำเลยไม่ทำให้คำวินิจฉัยของศาลเปลี่ยนแปลง เป็นอย่างอื่นฎีกาของจำเลยที่ว่าศาลชั้นต้นงดสืบพยานไม่ชอบ จึงไม่ เป็นสาระอันควรวินิจฉัยศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

            การเตรียมค่าขึ้นศาลก็ต้องดูว่ามีข้อหากี่ข้อหา

            ศาลบอกในการคิดค้าขึ้นศาลไม่ใช่คิดเป็นรายข้อหา ต้องแยกคิดค่าขึ้นศาล สำหรับคดีที่มีโจทก์หลายคนฟ้องรวมกัน

ฎ.5194/2537

การตั้งผู้จัดการมรดกไว้ในพินัยกรรมก็เพื่อความสะดวกในการแบ่งทรัพย์ให้แก่ทายาทเท่านั้น หาได้มีกฎหมายห้ามทายาทตามพินัยกรรมฟ้องเรียกเอามรดกเป็นส่วนของตนไม่ โจทก์ทั้งห้าฟ้องขอให้ใส่ชื่อโจทก์ทั้งห้าเข้าถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทคนละ 78.33 ตารางวา ในคำฟ้องเดียวกันเป็นเรื่องแต่ละคนต่างใช้สิทธิเฉพาะตัวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55ต้องถือทุนทรัพย์แต่ละคนแยกกัน โจทก์ทั้งห้าตั้งทุนทรัพย์รวมกันมาเป็นเงิน 833,466 บาท เท่ากับโจทก์ตั้งทุนทรัพย์คนละ 166,693.20บาท ซึ่งไม่เกินสองแสนบาท จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

คดีที่เป็นการที่ต้องรับผิดในหนี้จำนวนเดียวกันโดยสิ้นเชิง ถือว่าการคำนวณทุนทรัพย์

 

           

           

 


Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages