บังคับคดีก็เป็นเนื้อหาที่ยากเหมือนกัน สมัยอาจารย์เรียนที่ธรรมศาตร์ เรียนก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง และก็ผ่านมากระท่อนกระแทน เป็นวิชาที่ทิ้งไม่ได้ เพราะทุกสนามสอบก็มี ก็มีอาจารย์บางท่านที่เป็นแนวได้ เช่นของอาจารย์สมชัย ที่เขียนให้ที่รามคำแห่ง หรืออาจารย์พิพัฒน์ ตำราที่พอมีก็ ของอาจารย์ประจักษ์ ของที่ธรรมศาสตร์ แต่พวกเราอ่านก็อาจจะยากหน่อย ก็ยอมรับว่าสอบเนฯส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยได้ ปีที่แล้ว ที่เนฯ สอนวิชานี้ ได้คะแนนดีมากเลย ก็อาจเพราะเป็นฏีกาเก็งก็ได้ แต่มาตรา ไม่ได้ออกหลายปี ทุกปีในอดีตออกทุกปี เพราะอาจสองข้อ แต่พอระยะหลังเลยเป็นปัญหาเพราะว่าโอกาสออกสอบ มา ก็พยายามใช้มาตราอื่นๆ ด้วย อาจารย์ไปออกสอบผู้ช่วยตั้งแต่ปี 42 เอามาตรา 287 ถึง 290 น้อยมาก นอกนั้นก็ไม่ค่อยออก เพราะฉะนั้นเลยสลับๆ เอา เป็นประเด็น ปีที่แล้วข้อสอบเนฯมันแจ็คพ็อตแตก พอปีนี้ก็เข้าไป
วันนี้อาจารย์จะพูดถึงเรื่องคำบังคับและหมายบังคับคดีพอศาลตัดสินหมายกักขัง เพราะฉะนั้นเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์บังคับแทนอยู่แล้ว แต่ในคดีแพ่งมีหลายวิธี มีกรมบังคับคดีของกระทรวงยุติธรรม แต่การบังคับคดีแพ่งไม่จำเป็นต้องใช้การบังคับคดี มันต้องเริ่มต้นจากการออกคำบังคับหลังจากนั้นถึงออกหมายบังคับคดี แต่ในบางคดีมีแต่คำบังคับ หมายบังคับคดีไม่ต้องมี แสดงว่าต้องตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี เจ้าหน้าที่ของรัฐอีกฝ่าย เป็นฝ่ายบริหารมาช่วย งานบังคับคดีก็ต้องโยนไปที่ฝ่ายบริหาร ศาลจะมาเกี่ยวก็ต่อเมื่อการบังคับคดีมีการโต้แย้งจากผู้มีส่วนได้เสีย หรือกรณีที่ต้องให้ศาลอนุญาต หรือกรณีขายทอดตลาด เรื่องก็จะถูกร้องมาที่ศาลกรณีที่คู่กรณีไม่พอใจคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดี ก็ต้องผ่านศาล เพราะว่าเขาไม่ใช่คู่ความในคดี ต้องเข้ามาโดยให้ศาลสั่งอนุญาต เรื่องก็ต้องโยนกลับมาที่ศาล หลักสำคัญ การบังคับคดีแพ่ง 271 ต้องเป็นไปตามกระบวนการของมัน ถ้าทำตามก็ไม่มีปัญหาแต่ถ้าขั้นตอนไหนผิดพลาด ออกคำบังคับไม่ชอบ ออกหมายไม่ชอบ แบ่งทรัพย์ แบ่งเงินไม่ชอบขั้นตอนไหน ก็ถูกตรวจสอบโดยศาลตาม 296 เพิกถอนการบังคับคดีได้ เพราะบางทีบางกรณีร้องมาเพิกถอนการขายทอดตลาด และก็ยึดอายัดชอบหรือไม่ ทุกขั้นตอน เพราะว่ากระบวนการมันทำให้ความรวดเร็วของคดีล่าช้าไปด้วย หลังจาก 271 แล้วก็มาที่ 273 คำสั่งอย่างใด ซึ่งจะต้องมีการบังคับคดี แสดงว่าคดีแพ่งนั้น บางคดีอาจจะไม่ต้องมีการบังคับคดี มันไม่เกิดเจ้าหนี้ลูกหนี้ตามคำพิพากษา มันก็ไม่มีการบังคับคดี ถ้าศาลมีคำสั่งใดที่เกิดสิทธิฝ่ายนั้นก็จะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา เลย ถ้าเขาได้ประโยชน์จากคำพิพากษา อีกฝ่ายก็เป็นลูกหนี้ ค่าฤชาธรรมเนียมให้แทนจำเลย หรือกำหนดค่าทนายความหนึ่งหมื่นบาท สิทธิของจำเลยที่ได้ เป็นสิทธิในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา เพราะฉะนั้นฝ่ายแพ้คดีก็เป็นลูกหนี้ เพราะฉะนั้นถ้าคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ต้องมีการบังคับคดี นั้น สิทธิก่อนพิพากษา เป็นสิทธิตามสัญญา นิติเหตุนิติกรรม เมื่อศาลตัดสินแล้วยุติ ถ้ามีการบังคับคดี เกิดการเป็นเจ้าหนี้ลูกหนี้ ก็ให้ศาล มีคำบังคับกำหนด วิธีการที่ต้องปฏิบัติ ตามคำบังคับในวันที่อ่านคำพิพากษา และให้เจ้าพนักงานศาลส่งคำบังคับนั้น ตั้งแต่เวลาที่ศาลมีคำบังคับนั้น เพราะฉะนั้นเมื่อศาลอ่านคำพิพากษาวันใดศาลต้องสั่งให้อ่านคำบังคับ ไม่ต้องสั่งเพราะมันไม่เกิดเจ้าหนี้ลูกหนี้ ต้องสั่งใช้ รายงานกระบวนพิจารณา เช่นว่ารายงานกระบวนพิจารณาวันนี้โจทก์จำเลยมาศาล หรือโจทก์จำเลยไม่มา จึงให้งดอ่านคำพิพากษาให้อ่านคำบังคับภายในสามสิบวัน อย่างนี้ก็คือโจทก์จำเลยไม่มาแต่ศาลต้องสั่งเพราะว่ากฎหมายบังคับให้ศาลต้องทำอย่างนั้น เราอาจจะสงสัยก็ว่าไหนศาลพิพากษาให้ชำระต้นเงินและดอกเบี้ย ในแง่ของทางกฎหมาย เป็นเพียงแต่วินิจฉัยข้อพิพาทระหว่างคู่กรณีเท่านั้น แต่ศาลยังไม่ได้บังคับเด็ดขาดให้ฝ่ายชนะคดีต้องทำอย่างไร เพราะฉะนั้นจำเลยจะต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาก็ต่อเมื่อมีคำบังคับ เหมือนในคดีอ่านคำพิพากษา ถ้าตราบใดไม่มีหมายจำคุก ก็ จำคุกเขาไม่ได้นะ 272 บอกว่าในคำบังคับนั้นต้องกำหนดวันเวลา วิธีที่ปฏิบัติตามคำบังคับ ส่วนใหญ่ก็ลอก พารากร๊าฟสุดท้ายของคำพิพากษา แต่ถ้าวันที่อ่านไม่ออก ออกวันหลังก็ไม่ผิดกติกา กรณีนั้นเป็นเรื่องทางวิชาการ เพราะฉะนั้นคำบังคับจึงบังคับแยกคำสั่งว่าให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษานี้ ปฏิบัติตามคำพิพากษาให้ชำระอย่างนั้นอย่างนี้ และก็ กรณีอย่างนี้ก็ระบุให้ชัดเจนและแจ้งให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาทราบ ลูกหนี้ฝ่ายที่แพ้คดี ก็ไม่มา ถ้ามาก็ถูกบังคับให้ทราบคำบังคับทันที ซึ่งเป็นการเสียเปรียบคดีแพ่งก็การอ่านก็ต้องอ่านต่อหน้าคู่ความ เพราะคำบังคับเพิ่งสั่งวันนั้นนี่เอง เพราะฉะนั้นเวลาลูกหนี้ทราบว่าตัวเองจะแพ้ก็ไม่มาเลย
ถ้าเราเป็นตัวความเราต้องฟังด้วยว่าศาลได้ออกคำบังคับหรือไม่ บางทีศาลก็มีหลงลืมกันได้ พอลืมแล้ว ก็จบ เสร็จ ท่านก็ลงบัลลังค์เลยกรณีนี้เราเป็นคู่ความที่เป็นส่วนได้ ต้องแถลงให้ท่านออกคำบังคับด้วย เราก็ต้องดูเพราะการผิดพลาดก็อาจเกิดได้จากทุกฝ่าย ถ้าจำเลยไม่มาก็ต้องแจ้งให้จำเลยทราบ บังคับภายในสามสิบวัน พอถึงขั้นตอนที่จะส่ง ถ้าเราเป็นเจ้าหนี้ก็ต้องตรวจรายงานว่าส่งถูกบ้านหรือไม่ บางทีไปส่งผิดบ้าน ออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีคำบังคับออกไม่ชอบอีก กระบวนการที่ผิดพลาดก็อาจเกิดจากเจ้าหน้าที่ก็ได้ เพราะคู่ความขอดูสำนวนได้อยู่แล้วนะครับ ว่าถูกต้องหรือไม่ การทราบคำบังคับอย่างที่ว่า คู่ความไปเองก็ได้ คู่ความก็รวมถึงทนาย ผู้รับมอบฉันทะด้วย เสมียนไปก็ถือว่าทราบได้ทั้งนั้นแล้วก็ในเรื่องนี้บางทีก็มีประเด็นที่ว่า ถ้าคู่ความฝ่ายใดตาย ก็แจ้งให้ทายาททราบได้ เพราะสิทธิตามคำพิพากษาเป็นสิทธิเกี่ยงที่เกี่ยวกับตัวทรัพย์ เพราะเป็นผู้รับมรดกที่ต้องรับผิดตามคำพิพากษา ในมาตรา 273 เราจะเห็นว่าเขาจะกำหนดให้ใช้เงินหรือส่งทรัพย์สินอย่างใดให้ศาลระบุไว้ในคำบังคับอย่างชัดแจ้ง มันเอามาจากหลักเรื่องวัตถุแห่งหนี้ที่เราเรียนสมัยปี 2 คือวิธีการชำระหนี้นั่นเอง เป็นหนี้ตามสัญญา เช่น จะต้องชำระเงินหรือส่งมอบทรัพย์สิน ก็เป็นไปตามนั้น แต่พอไม่ชำระตามสัญญาหนี้ก็แปลงเป็นหนี้ตามคำพิพากษา ก็เป็นวัตถุแห่งหนี้ทำนองเดียวกัน คือในคำบังคับต้องมีข้อความ แต่ถ้าคดีมโนสาเร่ศาลไม่จำเป็นต้องให้ เวลาสักสิบห้าวัน แต่กฎหมายก็ไม่ได้บังคับถึงขนาดนั้น ว่าเกินสิบห้าวันไม่ได้ ในวรรคแรกก็บอกอย่างที่ว่ากระทำการงดเว้นกระทำการ ส่วนใหญ่ก็เอาคำพิพากษานั้นแหละ ให้ศาลให้เวลาไม่ต่ำกว่าเจ็ดวัน ในการกำหนดเวลา ให้ลูกหนี้ปฏิบัติ ภายในกี่วัน เพราะฉะนั้น มันจะเป็นที่มาอย่างที่ว่า จะนับเวลาตามประมวลแพ่ง ถ้าลูกหนี้ไม่ไปก็ส่งคำบังคับ มีผล ถือว่าเป็นการปิด หรือพ้นสิบห้าวันไปแล้ว ตามมาตรา 79 เคยสอบผู้ช่วย ก็มี มันดูข้อสอบ บางที มันดูเฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่งไม่ได้ แต่พอเราสอบเนฯจะดูเป็นแนวได้ ข้อสอบเนฯไม่โหดเกินไป ก็เฉพาะเรื่อง ข้อสองเรื่องนั้นเรื่องนี้ แต่ละข้อก็เอากฎหมายอื่นไปผสม แต่ถ้าข้อสอบระดับคัดเลือก นั้น ผสมผสานไป เราก็ต้องดูหลายๆเรื่อง นี่พูดไปเกี่ยวกับเวลาในการบังคับให้เริ่มนับแต่วันที่ได้ลงลายมือชื่อในคำบังคับ แล้วแต่กรณีเว้นแต่ศาลกำหนดไว้โดยชัดแจ้งว่าให้รับแต่วันใดเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมนอกจากนี้ให้ศาลระบุไว้ให้ชัดแจ้ง ภายในเงื่อนไข ลูกหนี้จะต้องถูกจับกุม ตามที่กักขังในหมวดนี้ ส่วนใหญ่ก็ให้ปฏิบัติตามคำบังคับ อาจารย์เรียนหนังสือก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง เวลาเป็นทนายก็ไม่เต็มตัว แต่พอเป็นผู้พิพากษาแล้ว ก็จะเข้าใจ เพราะว่าต้องมีระบุไว้ ถ้าไม่ปฏิบัติตาม จะได้รับผลอย่างไร ก็คือไม่ปฏิบัติตามคำบังคับนั้นเอง ตัดสินมาอีก ฝ่ายแพ้ฏีกาอีก ปัญหาคือออกคำบังคับตอนไหน มันมีฏีกาอยู่ฏีกาหนึ่ง 2419/2537 ไม่ว่าจะเป็นฏีกาที่ไม่ได้เปิดเผย ฏีกาที่ย่อไว้ เปิดเผยพอสมควร
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี และออกคำบังคับให้โจทก์ทราบ ในระหว่างการพิจาณาของศาลอุทธรณ์ เมื่อพิพากษาแล้ว ก็ต้องให้ทราบก่อน หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามก็มีการออกหมายบังคับคดีต่อไป เพราะฉะนั้นฏีกานี้ก็วางหลักว่าพอศาลตัดสินแล้วต้องออกคำบังคับด้วย ตามศาลชั้นต้นทีเดียวน่าจะพอหรือไม่ ฏีกานี้ก็ไม่ได้พูดชัดเจนว่าทำไมต้องมีการออกอีกครั้งหนึ่ง ศาลอุทธรณ์แก้ชั้นต้นตรงไหน แต่ศาลฏีกาก็วางหลักว่า หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามก็ออกหมายบังคับคดีได้ ถ้าไม่ออกคำบังคับอีกปรากฎว่าศาลฏีกาพิพากษา แล้วจึงดำเนินการบังคับคดีต่อไปตามรูปคดี ที่ออกหมายบังคับคดีตั้งแต่แรกก็ยกเลิกใหม่ แต่พอดำเนินการใหม่ก็โอนย้ายไปแล้ว ปัญหาแนวคำวินิจฉัยตามฏีกานี้ ไม่ว่าศาลนั้นจะเป็นศาลใด เพราะคำพิพากษาต้องมีการยก กลับแก้ได้ มันก็ไม่ได้พูดชัดเจนจะไปหาสำนวนดูก็ไม่ได้ ศาลฏีกายืนตามศาลชั้นต้น พิพากษาให้โจทก์ชนะ เพราะว่าศาลอุทธรณ์ยกปั๊ปก็ถือว่าไม่มีคำพิพากษา แต่ถ้าพิพากษายืนมาโดยตลอด เพราะว่ากระบวนการบังคับคดี ตามสิทธิที่ตัวเองมีอยู่ในขณะนั้น ก็อาศัยลคำพิพากษาที่สูงกว่า ก็บังคับคดีแค่นั้น ฏีกา 2537 จำเลยนำสมุดเงินฝากจากธนาคารมาเป็นหลักประกัน ศาลชั้นต้นห้ามถอนสมุดเงินฝากเป็นเพียงหลักประกันเท่านั้น ว่าจำเลยมีทรัพย์สินพอ สมุดจึงไม่ใช่ตัวเงินที่วางเพื่อ วิธีการที่ให้ธนาคารส่งสมุดเงินฝากให้ตามหมายบังคับคดีถือไม่ได้ว่าชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้โจทก์ก็เป็นฏีกาที่ดีมาก เพราะว่าฏีกาไหนที่ออกสอบแล้วอาจารย์จะรู้ ฏีกานี้เป็นฏีกาที่ดี ตรงไหน ก็คือว่าพอจำเลยแพ้คดีแล้วก็ขออุทธรณ์ ศาลก็ให้ทุเลา ลูกหนี้ก็เอา บุ๊คแบงค์มาวาง ซึ่งปรกติแค่สมุดไม่น่าจะเป็นหลักประกันได้ แต่เขาก็วางสมุดเป็นประกัน ปรากฎว่าพอต่อมา สมุดเงินฝากไม่ใช่ตัวเงินเป็นหลักฐานแห่งหนี้ตามสัญญาฝากทรัพย์เท่านั้นเอง แม้ต่อมาจำเลยจะแถลงโดยขอชำระหนี้โดยยอมให้โจทก์รับเงินฝากไปจากศาลชั้นต้น ปัญหาว่าจะถือว่าโจทก์รับเงิน ยังไม่ได้ เพราะโจทก์ไม่อาจขอให้ศาลสั่งให้ธนาคารจ่ายเงินให้ได้ เพราะการร้องขอต้องมีกฎหมายให้อำนาจทำได้ การสั่งให้ส่งเงิน มันต้องมีหมายบังคับคดี เมื่อจำเลยแถลงให้รับเงินแค่นี้ยังไม่เพียงพอ โจทก์ต้องมีคำขอให้ศาลบังคับคดี วิธีการให้ธนาคารส่งเงิน ยังต้องดำเนินการตามหมายบังคับคดี เพียงแต่นี้เงินตามสมุดเงินฝากยังไม่ใช่ของโจทก์ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษายังยึดได้ เป็นประเด็นที่น่าสนใจเลยทีเดียว
3529/2541
มีคำสั่งหน้าสำนวนว่าบังคับตามยอม โดยโจทก์จำเลยได้ลงชื่อไว้เป็นสำคัญ คือเพราะว่าเขียนไว้ว่าบังคับตามยอม ศาลก็พิพากษาว่าคำพิพากษาคดีนี้ให้เป็นไปตามนั้น เอาสัญญาอย่างอื่น ถือได้ว่าศาลได้มีคำบังคับแล้ว บังคับตามยอมหากไม่ปฏิบัติตามจะถูกยึดทรัพย์ตามวิแพ่ง แต่ศาลฏีกาได้ออกคำบังคับแล้ว เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามต้องร้องขอให้ออกคำบังคับอีกครั้ง จะร้องขอให้บังคับคดี ตามสเตปที่เราว่า ก็ออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ถ้าโจทก์ประสงค์ให้ออกคำบังคับให้ เพื่อชำระแก่จำเลยตามยอม อันเป็นการชำระหนี้ต่างตอบแทน แต่คำบังคับของศาลไม่จำต้องมีการบังคับดำเนินการ การยื่นคำร้องของโจทก์เป็นการร้องขอให้บังคับคดีตามวิแพ่ง การที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณา ก็ย่อมชอบด้วยกฎหมายแม้การบังคับไม่แล้วเสร็จในคดีก็ตาม เรื่องนี้ศาลฏีกาตั้งต้นว่าคำพิพากษาตามยอมเป็นสัญญาต่างตอบแทน จำเลยต้องดำเนินการโอนกรรมสิทธิที่ดินให้แก่โจทก์เพื่อเป็นการตอบแทน ก็อาจมีรายละเอียดเกี่ยวเนื่องค่าฤชาธรรมเนียม หลังจากนั้นศาลก็บอกว่าพอเกิดปัญหา ฝ่ายจำเลยไม่ยอมโอนกรรมสิทธิที่ดินให้ฝ่ายโจทก์ก็เลยเอาเงิน สิบแปดล้านสองแสนมาวางศาลแล้ว อันเป็นการชำระหนี้ต่างตอบแทนตามคำพิพากษาแล้ว พอโจทก์เอาเงินไปวางศาล เสร็จแล้ว ศาลก็มีคำสั่ง ให้จำเลยส่งมอบโฉนด ภายในวันนัดถ้าไม่มีผู้รับให้ปิด พอถึงวันนัดก็ไม่มีการวาง ตอนนั้นก็ไม่มีการออกหมายบังคับเจ้าพนักงานบังคับคดีนะ โจทก์ก็ดำเนินการยื่นคำร้องขอวางเงิน หลังจากนั้นแล้ว คำสั่งศาลไม่ชอบ เพราะยื่นเกินกำหนด สิบปี เพราะกระบวนการมีอย่างอื่นเข้ามาจำเลยก็ไม่เอาเงินตามโฉนดมาวาง จนคดีขึ้นสู่ศาลฏีกา แสดงว่า ต้องการขอบังคับคดีนะ แล้วการบังคับคดีเช่นนี้ก็ไม่ต้องอาศัยมือเจ้าพนักงานบังคับคดี แล้ว หลังจากนั้นคดีขึ้นสู่ศาลฏีกาก็วินิจฉัยว่าการที่โจทก์ยื่นคำร้องขอวางเงินแสดงว่าต้องการขอบังคับคดี แต่ว่าคดีแพ่งมีแค่การให้ชำระเงิน ต้องเอาไปยึดอายัดทรัพย์สิน เอาเงินมาชำระหนี้ หรืออีกกรณีหนึ่งการบังคับคดีที่ต้องอาศัยการบังคับคดี กรณีที่โจทก์จะต้องวางเงินชำระเงิน และจำเลยต้องสัญญาต่างตอบแทน ไม่ได้อาศัยมือเจ้าพนักงานบังคับคดี ศาลก็สั่งให้มาวาง เพราะศาลสั่งตามที่โจทก์ขอ ถือว่า เขา 271 กระบวนการหลังจากนั้น หลักตรงนี้ก็ไม่เคยออกสอบ ฏีกาที่เกี่ยวข้องโดยตรง คือสรุปแล้วเรื่องคำบังคับสาระสำคัญคือมีแค่นี้ พอออกคำบังคับแล้วกำหนดให้ชำระหนี้ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาก็สามารถให้ออกหมายบังคับคดีได้ตาม 275 276 แต่การขอให้ศาลออกหมาย ก็ต้องเป็นกรณีที่จำเป็นต้องอาศัยมือเจ้าพนักงานบังคับคดี 275 บอกว่า จะขอให้บังคับคดี ให้ยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่อศาล คือยกคำพิพากษามา สองจำนวนที่ยังไม่ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษา และวิธีการบังคับคดี จะขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี โดยวิธีใด ยึดอายัดขายทอดตลาด ครั้งที่แล้วมีฏีกาเรื่องการบังคับคดี สามขั้นตอน คำขอนั้นต้องระบุว่าขอหมายบังคับคดีนั้นมีอะไรบ้าง แล้วหลังจากนั้นแจ้งให้ จพบ.ทราบ ตามที่ขอนั้น อย่างนี้ถือว่าดำเนินการภายในสิบปีแล้ว แล้วก็คำขอนั้นต้องมีรายละเอียดครบถ้วนสามประการ หมายบังคับคดีคือคำสั่งที่ตั้งเจ้าพนักงานให้บังคับตามคดีแพ่ง คดีแพ่งต่างกับคดีอาญา มีหน้าที่ในการควบคุม ในการกักขังจำคุก แต่ในคดีแพ่งไม่ใช่ เจ้าพนักงานบังคับคดี คือได้คัดเลือกแล้ว แต่ยังไม่มีหน้าที่บังคับในคดีแพ่ง เจ้าพนักงานบังคับคดี จึงมีสิทธิ อย่างไรก็แล้วแต่ และศาลจะตั้งเจ้าพนักงานของศาล เป็นการจำกัดอำนาจศาล มิฉะนั้นจะไม่มีงานทำและก็การออกหมาย 275 ก็ต้องระบุสามข้อให้ชัดเจน มาตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีก็เท่ากับ ตั้งตาม 275 บังคับคดีไปแล้ว หายไปไหนก็ไม่รู้สุดท้ายมีมือดีทะลี่ง ตั้งไม่ชอบ ศาลฏีกาก็เพิกถอน การบังคับคดี ออกหมายใหม่ จ่ายเงินซื้อไป ก็ไม่ได้กรรมสิทธินะ ศาลที่ออกหมายบังคับคดี ก็เหมือนกัน ก็เคยออกสอบ 302 ก็พูดถึงการที่มีอำนาจออกหมายบังคับคดี ซึ่งได้เสนอต่อศาล คือศาลที่ได้พิจารณาในศาลชั้นต้น ก็คือ ศาลชั้นต้นที่มีอำนาจพิจารณาคำสั่งนั้นเอง ให้ศาลชั้นต้นตัดสินใหม่ แต่ 243 ก็ให้อำนาจศาลสูงกำหนดได้ ถ้าเป็นกรณีอย่างนี้ ศาลชั้นต้นเดิมไม่มีอำนาจวินิจฉัย เพราะฉะนั้นอาจจะให้ศาลชั้นต้นอื่น ออกหมาย คือปรกติ ถ้าอยู่ในเขตศาลชั้นต้น ในเขตศาลก็สามารถบังคับคดีได้โดยตรง ศาลที่จะบังคับคดีได้ จะใช้อำนาจนอกเขตศาลไม่ได้ ส่วนใหญ่ก็ส่งไปให้บังคับคดีแทน แต่เดิม พิพากษาต่างจังหวัดก็จะทำหนังสือให้จพท.ในเขตนั้นยึดอายัดแทน ในกรณีที่ศาลได้ออกหมายบังคับคดี หรือเงินที่ได้จากการขายทรัพย์ เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย ก็ใช้เป็นศาลตัวแทน ก็ส่งมาให้ศาลแพ่งต่อไป 302 วรรคสาม 15 ก็มีฏีกาอยู่พอสมควร 15 วรรคท้ายห้ามไม่ให้ศาลใช้อำนาจนอกเขตศาลเว้นแต่หมายคำบังคับคดี นั้นในคดีที่มีการบังคับคดีนอกเขตศาล ก็ให้เจ้าหนี้ดังกล่าวยื่นคำแถลงให้ทราบ ในกรณีให้ศาลที่จะมีการบังคับคดีตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีไปโดยไม่ชักช้า วรรคที่สอง การบังคับคดีนอกเขตศาล ศาลที่ออกหมายบังคับคดีคือศาลต้นเรื่องยื่นอีกศาลหนึ่ง ยื่นคำแถลงรายงาน คือยื่นต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ ไปยื่นคำร้องคำแถลงให้ทราบ ศาลได้ออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ที่กรุงเทพแล้วแต่ทรัพย์อยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่กลัวทรัพย์จะหายเลยยื่นต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่โดยตรง กฎหมายเลยบอกว่าไม่ต้องรอให้ผู้เสียหายต้นเรื่อง เสมือนหนึ่งเป็นศาลบังคับคดี แทน ตามหมายนั้นเอง นี่คือ กรณีในคำขอตาม 375 ให้ชัดเจนว่าหนี้ที่ไม่ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษามีมากน้อยเพียงใด แล้วที่ได้รับชำระหนี้ไปแล้วแค่ไหน เพื่อให้ศาลได้รับพิจารณาว่ารับคำขอปั๊ป ศาลต้องดูตาม 276 ต้องดูย้อนอีกที ว่า พอเจ้าหนี้ขอออกหมายบังคับคดีศาลต้องเปิดไปดูย้อนหลังว่าส่งคำบังคับถูกต้องหรือไม่ และเวลาที่ และตาม 275 แล้วหรือยัง ถ้าไม่เข้าเงื่อนไขพวกนี้ศาลก็จะยก ปิดหมาย สามสิบวันนับไปนับมาวันที่ยื่นยังไม่ครบ สามสิบวัน 40 วันศาลต้องยก เพราะถือว่าลูกหนี้ตามคำพิพากษายื่นยังไม่ต้องต้องยื่นคำขอตั้งจพท. ถ้าศาลเผลอก็ถือว่า จพท.ไม่ชอบ การบังคับคดีหลังจากนั้น ก็สามารถถูกเพิกถอนได้ ก็มาเปิดสำนวนดูถ้าเป็นเจ้าหนี้ เผื่อจะมีการผิดพลาด ถ้าตรวจสอบแล้ว นับคำบังคับแล้ว ส่งถูกบ้านแล้ว ศาลก็ยังออกหมายให้ทันทีเลย คัดคำสามสี่คำนี้ ก็ถูกส่งไปที่แผนกพิมพ์หมาย ส่งเจ้าพนักงานบังคับคดีต่อไป หมายเจ้าพนักงานบังคับคดีให้เจ้าหนี้ทราบ ส่วนลูกหนี้ดังกล่าว ให้เมื่อจัดการส่งเมื่อมิได้มีการส่งแล้ว ให้เจ้าหน้าที่มีหน้าที่ ดำเนินการตามหมาย ให้ลูกหนี้ได้ทราบ เหตุที่ต้องโชว์ก็เพราะว่าเขามีอำนาจก็ต่อเมื่อศาลตั้ง ตราบใดที่ศาลยังไม่ตั้งเขาก็เข้ามาไม่ได้ ไปบุกรุกไม่ชอบด้วยกฎหมายอาจจะโดนตามมาตรา 157 ได้ ถ้าศาลเห็นว่าไม่สมควรให้ยึดแล้ว คำขอมันไม่ใช่จำเลยนิ ปรกติการบังคับคดีก็ต้องยึดทรัพย์ของจำเลย สอบผู้ช่วยที่ผ่านมาก็ออกเรื่องนี้มันต้องยึดทรัพย์จำเลย แต่เมื่อมีการส่งสัยไม่ควรยึดทรัพย์นั้น ศาลควรมีคำสั่งให้ผู้ขอวางเงินเป็นหลักประกัน เพราะถ้ายึดแล้ว ถือว่าเจ้าหนี้ต่างๆทำละเมิด โดยอาศัยทรัพย์ของลูกหนี้ ทั้งที่สำเนาโฉนดเราอ้างแล้วว่าไม่ใช่ของลูกหนี้ อย่างนี้ต้องเสียค่าเสียหายให้เจ้าของที่แท้จริง วรรคที่สามในกรณีที่ออกหมายบังคับคดี เราก็ย้อนไปที่คำบังคับก็มีระบุว่าควรชำระหนี้โดยวิธีใด ก็คือเอาคำพิพากษานั้นแหละมาพิมพ์ลงไปว่าจะต้องชำระหนี้อย่างไร ให้ศาลกำหนดการบังคับคดีเพียงเท่าที่สภาพแห่งหนี้จะเปิดช่องได้ วิธีการบังคับคดีต้องอยู่ในสภาพบังคับได้ ศาลก็ไม่ออกหมายบังคับคดีวิธีการนั้นได้ ก็ไม่จำเป็นต้องตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีไป ตั้งไปบางครั้งก็ทำไม่ได้ โดยเจ้าพนักงานบังคับคดี ปรกติเมื่อโจทก์ฟ้องคดี ต้องเป็นคำขอที่บังคับได้ เช่นขอให้จำเลยโอนโฉนดที่ดินถ้าสืบพยานแล้วเป็นชื่อบุคคลอื่นก็จะไปขอให้บังคับไม่ได้ แต่ถ้าข้อเท็จจริงไม่ปรากฎก็เผลอวินิจฉัยไป พอถึงชั้นบังคับคดีโฉนดที่ดินไม่ใช่ของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา จึงเป็นกรณีที่ต้องดู มีประเด็น การบังคับคดี อย่างที่อาจารย์เรียนว่าการบังคับคดี 275 276 การตั้งจะต้องเป็นกรณีที่อาศัยมือเจ้าพนักงานบังคับคดี การที่ขอตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีมันมีข้อดีคือให้เจ้าหนี้บังคับคดีชำระหนี้เงิน หรือถอนขับไล่ ส่งคืนอสังฯ สองเรื่องใหญ่ๆเท่านั้นที่จำเป็นต้องอาศัยเจ้าพนักงานบังคับคดี การจะไปรือ้ถอนสิ่งปลูกสร้างคนอื่นก็ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ
เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาก็ขอบังคับคดีได้โดยตรงเช่นกรณีที่จำเลยมีหน้าที่ส่งมอบเงินให้โจทก์เพราะฉะนั้นเมื่อศาลสั่งแล้วก็ถือว่าเป็นการบังคับคดีแล้ว ศาลก็จะออกหมายจับ เพราะการจับศาลจัดการได้โดยตรงอยู่แล้ว 2567/2522 การตกลงกันไถ่ทรัพย์สินกันใหม่มีการฟ้องคดี มีการทำยอม ในศาล โดยการทำสัญญายอมความไม่เป็นการขยายาระยะเวลาไถ่ภายหลัง และการทำการตกลงกันใหม่นี้แม้ได้กระทำหลังต่กพ้นกำหนดเวลาไปแล้วก็ไม่เป็นการขยายระยะเวลาไถ่ไม่พักว่าเป็นข้อตกลงส่วนหนึ่งของสัญญาขายฝาก ในกรณีที่มิต้องบังคับคดีโดยเจ้าพนักงานบังคับคดีก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องออกหมายบังคับดคีก่อน คือกรณีที่ไม่จะเป็นต้องอาศัยมือเจ้าพนักงาน คดีนี้ทำยอมแล้ว ว่าจำเลยจะขนย้ายไปจากที่ดินที่พิพาท จำเลยก็ไม่ยอมออกไป ปรากฎว่าพอโจทก์ยื่นคำร้องมาในชั้นบังคับคดี คือตามสัญญายอม ศาลก็สอบข้อเท็จจริง ว่าออกหมายจับและกักขังจำเลยไว้โจทก์ไม่ได้ปฏิบัติตาม ศาลฏีกาวินิจฉัยว่ากรณีแห่งคดีนี้ไม่ต้องบังคับคดีโดยทางเจ้าพนักงาน เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำบังคับศาลก็จับกุมได้ เป็นฏีกาที่ 2569/2522 เป็นฏีกาก่อนมีการแก้ไขมาตรา 296 ทั้งหลายกระบวนการวิธีการตอนนั้น จำเลยต้องออกถ้าไม่ออกก็ไม่มีกฎหมายบังคับ เลยต้องใช้กระบวนการคือให้ศาลออกหมายเรียกถ้าไม่ทำตามคำบังคับก็กักขังได้ ทำไมไม่ออกไปเพราะอะไรศาลใช้ 297 แต่ถ้าเป็นเรื่องที่เกิดปัจจุบันเจ้าหน้าที่ศาลต้องร้องขอ กลุ่มนี้ก็มีการออกสอบผู้ช่วยอยู่ปีหนึ่งฏีกาต่อไป ถ้าคำร้องไม่ชอบตาม 275 ระบุแต่เพียงว่าให้ออกหมายตามคำพิพากาษเท่านั้นหาได้ระบุไว้ชัดแจ้งว่าได้กระทำการแต่อย่างใดก็ชอบที่จะยื่นคำร้องถ้าเราเป็นทนายความจะเห็นว่าดุลพินิจของผู้พิพากษาก็เป็นความคิดของมนุษย์ ศาลพิพากษาตามยอมคดีถึงที่สุดแล้วต่อมา บริวารอีก 5 รายไม่ออกไปศาลสอบแล้ว ก็นัดไต่สวนศาลก็แนะนำให้ไปดำเนินคดีใหม่เพราะเลขบ้านคนละเลข โจทก์เห็นด้วยไม่ติดใจบังคับคดี โดยโจทก์ขอถอนการบังคับคดีศาลอนุญาตวันดีคืนดีโจทก์ยื่นคำร้องใหม่ มาในคดีที่ว่าจึงขอถอนการบังคับคดีนั้น ฟ้องของโจทก์มิได้ขอให้จำเลยและบริวารออกจากบ้านเลขที่ 115 บ้านเป็นเลขเท่าใดเหตุที่ยอมตามเพราะหลงผิด ศาลชั้นต้นก็มีคำสั่งว่าเมื่อขอถอนการบังคับคดีแล้วจะมาขออีกก็ไม่ได้ คือเขาใช้คำว่าโจทก์ขอถอนการบังคับคดี ใช้มาตรา 295 โจทก์ขอแถลงการบังคับคดี ศาลฏีกาก็วินิจฉัยว่าคำแถลงที่ว่าหาได้เป็นการสละสิทธิในการบังคับคดีเพื่อจำเลยจะได้รื้อถอนออกจากที่ดินของโจทก์เมื่อโจทก์ยังเห็นว่ามีการบังคับได้ โจทก์ย่อมขอให้ศาลบังคับคดีได้ในเวลาที่กำหนดก็ขอให้บังคับคดีใหม่ได้ ที่โจทก์ขอใหม่ไม่ถือว่าเป็นการแถลงเดิม เพียงแต่ถอนเฉพาะครั้งนั้นเท่านั้นเอง ไม่ทำให้สิทธิต้องหมดไป เมื่อโจทก์ยืนยันว่า อยู่บนอสังหาริมทรัพย์ก็ขอการบังคับคดี ไม่ใช่การสละสิทธิการบังคับคดี ถ้าเป็นสละสิทธิบังคับคดีนี่จบเลยนะครับ ถือเสมือนว่าปล่อยไว้เกินสิบปี ก็มีฏีกาที่เรื่อง โจทก์ถอนฟ้องในคดีแพ่ง จำเลยบอกว่าถ้าถอนแล้วจะไม่ฟ้องใหม่ ถ้าโจทก์ยอมแถลงจำเลยก็จะไม่คัดค้าน จำเลยก็บอกว่าเมื่ออย่างนั้นโจทก์ก็ไม่ค้านเหมือนกัน อย่างนี้ถือว่าโจทก์แถลงสละสิทธิในการฟ้องร้องดำเนินคดีเอง สิทธิที่จะฟ้องใหม่ ตัวเองก็บอกว่าในคดีแพ่งนี้มันเป็นเรื่องโต้แย้งระหว่างเอกชนกับเอกชน ก็ต้องมีการสอบถามให้ทุกฝ่ายพอใจ แม้ว่ามันไม่ถูกต้องตามกฎหมายแต่เมื่อไม่ขัดต่อความสงบถือว่าการตกลงนั้นก็ใช้ได้ คดีนี้ก็เหมือนกัน เขาไม่ได้สละสิทธิ ในการบังคับคดี ดูเหมือนว่าไม่เป็นคดีแล้วแต่ถอนคำบังคับคดีในเฉพาะส่วนยึดทรัพย์ฏีกาก็เป็นส่วนที่อธิบายได้ 2754/2526
คดีอาญาแต่มีคำพิพากษาส่วนแพ่งไปด้วย และให้จำเลยคืนทรัพย์ที่เป็นมันสำปะหลังที่เป็นโจทก์ร่วมหรือใช้ราคาอื่นแก่โจทก์ จำเลยทราบคำบังคับในส่วนแพ่งแล้ว โจทก์ร่วมขอให้ออกหมายบังคับคดี จำเลยบอกให้ไปขุดมันสำปะหลังในไร่ของจำเลยแทน โจทก์ร่วมก็ไม่ยอม เรานึกนะ มันสำปะหลังที่จำเลยเอาไปไม่ใช้ มันที่อยู่ในไร่ จำเลยไม่ยอมชำระหนี้เป็นเงิน แม้โดยสภาพ มันสำปะหลังจะเป็นทรัพย์ที่นำทรัพย์ประเภทอื่นมาใช้แทนได้ สังกมทรัพย์ สามารถเอาทรัพย์อื่นมาแทนได้ก็ตาม จำเลยก็ไม่มีสิทธิขอให้โจทก์ร่วมไปเอาทรัพย์ที่อยู่ในนั้นมาแทน
ก็ถูกบังคับคดี ยึดทรัพย์มาขายทอดตลาด คำสั่งศาลเกี่ยวกับการบังคับคดี หากออกไปโดยไม่ถูกต้องย่อมแก้ไขใหม่ได้ และการแก้ไขนี้ก็ไม่ใช่การแก้ไขคำพิพากษา นะ
334/2513
1144/2517 คดีนี้พิพากษาให้หย่ากัน คดีฟ้องหย่า มีการแบ่งสินสมรา โจทก์ได้ยื่นคำร้องว่าไม่อาจตกลงแบ่งสินสมรสได้ ต้องถือว่าหมายบังคับคดีนั้น เพื่อแบ่งให้โจทก์จำเลยเท่านั้น ข้อความหาใช่เรื่องที่ประสงค์ให้บังคับคดีไม่
ก็คือในคดีนี้ฟ้องหย่าเสร็จก็แบ่งสินสมรส ปรากฎว่าขอหมายมา ก็ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีไปเพื่อทำการยึดทรัพย์แบ่งสินสมรส ต่อมาหนี้ไม่จ่าย ก็ขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีอีกอย่างหนึ่ง หมายตั้งเจ้าพนักงาน ใช้เฉพาะกรณีไม่บังคับแบ่งสินสมรสเท่านั้น ซึ่งปรกติก็ไม่ค่อยเห็น ก็ยกคำพิพากษาทั้งหมด ก็เป็นฏีกาที่แปลกดีเหมือนกัน อีกฏีกาหนึ่งก็แปลก เข้าใจว่ายังไม่เคยออกสอบ 3337/2516
คือคดีเรื่องนี้ปรากฎว่า มันเป็นคดีอาญา เป็นผู้ประกัน ทำสัญญาประกันว่าจะส่งตัวผู้ต้องหา เสร็จแล้วมีผู้รับรองหลักทรัพย์ว่าทรัพย์ของผู้ประกันมี ทำนองเดียวกับเป็นผู้รับเรือน ต่อ มาผู้ประกัน ส่งตัวจำเลย หรือผู้ต้องหาไม่ได้ ศาลก็ปรับนายประกัน ก็ยึดทรัพย์นายประกันไปขาย ก็ยังไม่แน่ว่าจะได้รับชำระครบหรือไม่ มันก็ไปบังคับคดีแพ่ง ขอยึดทรัพย์ผู้ประกัน จำนวนเงินก็หักอยู่เลยมีการขอบังคับคดีต่อผู้รับรองหลักทรัพย์โดยอัยการ ที่ทำหน้าที่ในกรณีนี้ก็ขอให้ศาลตั้งผู้บังคับคดีไปรับรองหลักทรัพย์ ปรากฎว่าพอตั้งไปยึดทรัพย์ก็เกิดประเด็นว่ามันข้ามขั้นตอนอันใดหรือไม่ มันไม่ใช่รับผิดเท่าจำนวนของนายประกัน เมื่อยังไม่ทราบ ก็รู้ได้อย่างไรว่าจ่ายเท่าไหร่ ศาลบอกว่าการที่ออกคำบังคับให้ก็ไม่ชอบ 958/2492 จำเลยทำสัญญาว่าจะเช่าตึก ไม่ใช่เช่า จากจำเลยดังว่านั้น และซึ่งจำเลยจะขอเช่านี้ ไม่ได้ เป็นคู่ความในคดีจึงม่มีทางจะบังคับผู้เช่าของโจทก์ จำเลยจะไปขอให้บังคับไม่ได้ คือสัญญายอมความปรากฎว่า มันมีข้อความไปพาดพิงบุคคลภายนอก แล้วพิพากษาตามยอม ก็ไม่ได้ อยากขอบังคับคดีในกรณีอย่างนี้ไม่ได้ เพราะบุคคลภายนอกไม่ใช่คู่ความนั้นเอง
คดีฟ้องหย่าก็มีฏีกาบรรทัดฐาน ก็วินิจฉัยว่าไม่จำเป็นต้องไปเพราะว่าตามกฎหมายด้วยคดีครอบครัว ที่รับรองถูกต้องนั้น ก็พอแล้วจึงไม่จำเป็นต้องมีคำสั่งในคำพิพากษา เหตุที่พิพากษาอย่างนี้ก็เพราะมีกฎหมายพิเศษ โดยเฉพาะ 1071/2512
ถ้าจำเลยไม่ปฏิบัติตาม คดีถึงที่สุดคือจำเลยถูกฟ้องสองคดี มารดาจำเลยเพิกถอนการให้เพราะเหตุเนรคุณ ให้จำเลยโอนเท่านี้เท่านั้นในขณะเดียวกันปรากฎว่าโจทก์ก็ฟ้องให้จำเลยตามสัญญาจะซื้อจะขาย แต่เนื่องจากคดีนี้ คดีที่จำเลยแพ้มารดาจำเลย ยังไม่มีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิคืนมารดา จำเลยถูกบังคับได้ ส่วนโจทก์กับมรดาจำเลยใครมีสิทธิดีกว่ากัน ศาลจะพิพากษาให้จำเลยโอนได้หรือไม่ ตอบว่าได้ เพราะในวันที่ศาลพิพากษา ข้อเท็จจริงยังไม่ปรากฎชัดตามคำพิพากษา ถ้าชัดถึงขนาดนั้น
1423/2517
เป็นการกระทำโดยคำสั่งศาล ไม่เกี่ยวกันคำพิพากษาคนละอันแล้วมันก็ไม่ขัดแย้งกัน สุดท้ายก็รื้อไปอยู่ดี เพราะฉะนั้นขอให้งดการบังคับคดีไว้ก่อน มีคำพิพากษา 2 -3 เรื่องที่ตัดสินทำนองนี้
มีปัญหาการออกโฉนด ศาลพิพากษาให้ แต่จะให้เอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ว่าไม่ขัดขวางไม่ได้ ศาลฏีกาบอกว่าพิพากษาอย่างนี้ไม่ได้ ในกฎหมายหนี้นี้ จะพิพากษาได้ต้องเป็นหนี้ที่ให้ลูกหนี้ไปทำนิติกรรมให้ การที่ห้ามมิให้ขัดขวาง จะถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาไม่ได้เพราะไม่ใช่การบังคับให้จำเลยทำนิติกรรมใดนิติกรรมหนึ่ง
4014/2530 โจทก์ฟ้องจำเลยว่าเป็นชู้กับภริยาโจทก์จึงฟ้องเรียกค่าเสียหาย และขอให้ศาลพิพากษาให้ระงับความสัมพันธ์ หากไม่ระงับให้ชดใช้ค่าทดแทนตลอดระยะเวลา
ศาลก็พิพากษาให้ตามที่ขอ ศาลฏีกาเห็นว่าการกระทำของจำเลย เป็นการแสดงตนโดยเปิดเผย เพื่อแสดงว่า มีความสัมพันธ์ทำนองชู้สาว โดยสภาพไม่เปิดช่องให้บังคับคดีได้ ห้ามมิให้มามีความสัมพันธ์ไม่ได้ เวลาจะออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีมันต้องบังคับได้ ก็พิพากษาไป แต่พอมาถึงชั้นบังคับคดีไม่สามารถบังคับได้