สรุป ตั๋วเงิน ครั้งที่ 1. ( สรุปจากคำบรรยาย ตั๋วเงิน ครั้งที่ 1-3 ภาค1สมัยที่61 )

2,645 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
Apr 23, 2009, 11:15:13 PM4/23/09
to LAWSIAM, lawsiam com, STDศูนย์รวบรวมและสรรสร้างข้อมูลกฎหมาย -

หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า  kankokub  ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ ประเสริฐ เสียงสุทธิวงศ์ ผู้บรรยาย   , ผู้มีน้ำใจส่ง flie เสียงที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า

ชุดที่ 1

ครั้งที่ 1 . (ตั๋วเงิน ลักษณะเฉพาะของตั๋วเงิน)

                วันนี้ก็เป็นการบรรยายเป็นชั่วโมงแรกใน เรื่องตั๋วเงิน  วิชานี้ สอนตั๋วเงินวิชาเดียวก็ไม่ทันแล้ว แต่อย่าไปคาดเดาว่าจะเลือกข้อสอบวิชานี้เท่านั้น

            สำหรับกฎหมายแพ่งลักษณะตั๋วเงิน

            ถามว่าตั๋วเงินคืออะไรไม่มีนิยาม มีแต่ มาตรา 898 บอกว่าตั๋วเงินมี 3 ประเภท คือตั๋วแลกเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงิน และเช็ค

            ถ้าไปดูบทนิยามตั๋วแลกเงิน ของ ตั๋วส ใช้เงิน เช็ค 908 982 987

            ก็สรุปว่าคือหนังสือตราสารที่ใช้ในการชำระหนี้อย่างหนึ่ง

เมื่อมีหนี้ เกิดวัตถุแห่งหนี้ ลูกหนี้จะชำระเป็นเงิน ลุกหนี้อาจชำระด้วยตั๋วเงินก็ได้ ดังนั้นในลำดับแรก ตั๋วคือตราสารที่ใช้ในการชำระหนี้นี่เอง

            เปิดไปที่ 321 ในวรรคสุดท้าย กฎหมายบอกชำระหนี้ด้วย ออก โอน หรือสละหลังตั๋วเงิน บอกหนี้นั้นระงับสิ้นไปเมื่อตั๋วเงินนั้นได้รับการชำระเงินแล้ว

            ในเรื่องตั๋วที่ เป้น เช็ค ก็มี พรบ ความผิดจากการใช้เช็ค มาตรา 4 บอกว่า ถ้าชำระหนี้ที่มีอยุ่จริงและบังตับได้โดยกฎหมาย

            ดูมาตรา 1005 ถ้าได้ทำขึ้นหรือโอน หรือสลักหลังไปแล้ว จะเห็นว่าต้องมีหนี้เกิดขึ้นมาก่อนแล้วมีการชำระหนี้ด้วยตั๋วเงิน

            ก็มีหนี้สองอย่างเกิดขึ้นอย่างแรกคือหนี้เดิม สองคือหนี้ตามตั๋วเงิน ฉะนั้นเจ้าหนี้มีสิทธิเรียกให้ชำระตามมูลหนี้ใดก็ได้

            กู้ยืมเงินกันพอสัญญากู้ถึงกำหนดลูกหนี้ชำระด้วยการจ่ายเช็ค ธนาคารปฏิเสธการใช้เงินจะเรียกตามมูลหนี้กู้ยืมหรือตั๋วเงินก็ได้

            แต่ส่วนใหญ่เจ้าหนี้จะฟ้องตามตั๋วเงินมากกว่าเพราะนำสืบง่ายและมีบทบัญญัติที่เป็นคุณกับผู้ทรงมากกกว่า

            ดูบุคคลที่เกี่ยวข้องในตั๋วเงิน

ถ้า 908 ตั๋วแลกเงิน มีคนเกี่ยวข้องคือผู้สั่งจ่าย ผู้จ่าย ผู้รับเงิน

            ผู้ให้กำเนิดตั๋วเราจะใช้คำว่าผู้ออกตั๋ว มาตรา 982 ตั๋วสัญญาใช้เงินผู้ออกตั๋วก็คือผู้ใช้เงินนั้นเอง มีบุคคลที่เกี่ยวข้องสองฝ่ายฉะนั้นตั๋วสัญญาใช้เงินอย่าไปใช้คำว่าผู้สั่งจ่ายเพราะไม่ได้ไปสั่งใครตัวเองต้องจ่ายเอง

            เช็ค มีบุคคลที่เกี่ยวข้องคือ ผู้สั่งจ่าย ธนาคาร ผุ้ใช้เงิน บังคับว่าต้องเป็นธนาคารเท่านั้น

            ส่วนใหญ่เวลาเราออกข้อสอบ กรรมเค้าบอกออกเช็คเยอะแล้ว ก็ปรากฏว่าทำข้อสอบไม่ได้ เพราะไปเชื่อว่าออกเช็คร้อยเปอร์เซ็นต์ อย่าไปเก็งมากไป

            พอเราทราบแล้วว่าตั๋วเงินแบ่งเป็น 3 ประเภท ออกเป็น 2 ชนิด ต้องทำความเข้าใจเสียแต่เบื้องต้นก่อน ต่อไป บทบัญญัติจะเกี่ยวกับตั๋วเงิน

            ชนิดแรกคือ ระบุผู้ใช้เงิน 909 ( 6 ) อันตั๋วแลกเงินต้องมีรายการดังกล่าว คือชื่อยี่ห้อ ผู้ ใช้เงิน หรือคำจดแจ้งว่าผู้ถือ

            ดูเช็ค  988 ( 4 ) อันเช็คต้องมีรายการดังกล่าว คือ ผู้หรือยี่ห้อ ผู้รับเงิน หรือ แก่ผู้ถือ

            ในมาตรา 983 ( 5 ) ตั๋วสัญญาใช้เงินต้องมี ชื่อหรือยี่ห้อผู้รับเงิน ไม่มีคำว่าหรือให้ใช้เงินแก่ผู้ถือ ฉะนั้นตั๋วสัญญาใช้เงิน ไม่มีตั๋วผู้ถือ อันนี้ต้องเป็นสิ่งที่ต้องจำ

            เหตุผลอีกประการ ถ้าไปดูบท 918 921 ซึ่งเป็นบทตั๋วผู้ถือ สองมาตรานี้นำไปใช้กับเรื่องเช็คด้วย 989  นำ 921 มาใช้กับเรื่องเช็คด้วยอนุโลม ดูตั๋วสใช้เงิน 985 จะเห็นว่าไม่ได้ทำ 918 921 บทเกี่ยวกับผุ้ถือ มาใช้กับสัญญาใช้เงินด้วย

            ประเด็นต่อไป ตั๋ว สามประเภท มีสองชนิดเราทราบแล้ว ชนิดระบุชื่อ กับ ผุ้ถือ มีข้อแตกต่างที่สำคัญ ของกฎหมาย

            เรื่องหนึ่ง ข้อแตกต่างที่สำคัญประการแรกคือ 1. วิธีการโอนตั๋ว ก็เป็นไปตาม 917 วรรค 1 919 ซึ่งเป็นบทเรื่องตั๋วแลกเงิน แต่นำมาใช้กับเช็คด้วยตาม 985 989

            คือเวลาโอนตั๋วสามารถสลักหลังแล้วส่งมอบ สลักหลังก็คือ ลงลายมือชื่อ แล้วก็โอน

            แต่ถ้าเป็นตั๋วผู้ถือโอน 918 ซึ่งใช้เฉพาะตั๋วแลกเงินกับเช็ค การโอนก็คือเพียงแค่ส่งมอบให้กัน ไม่ต้องไปลงลายมือชือ ถ้าไปทะลึ่งลงก็ไม่ใฃ่ การสลักหลังโอนแต่เป็นการอาวัล

            ประการที่สอง การเป็นผู้ทรง เป็นผุ้ที่มีสิทธิเรียกร้อง ตั๋วระบุชื่อและ ตั๋วผัถือ

904 ผู้ทรงคือบุคคลที่มีตั๋วไว้ครอบครองโดยฐานเป็นผุ้รับเงิน  นาย ขมีชื่อรับเงินตามเช้คเป็นผู้ทรง นาย ข สลักให้ ค นายค ก็มีเช้คในครอบครอง ก็เป็นผู้ทรง แต่ถ้าเป็นตั๋วผู้ถือการโอนทำได้เพียงแค่ส่งมอบ

            ตั๋วผู้ถือใครครอบครองตั๋วบุคคลนั้นก็เป็นผู้ทรง

            ขอแทรกเรื่องเกี่ยวกับการสอบแทรก ก็คือ เวลาการสอบ จะเก็บเงินค่าสอบเป็นภาคๆละหกร้อยบาท จะสอบก็ได้ไม่สอบก็ได้ เสียเงินฟรี หรือจะสอบสองวันก็เก็บเท่ากันเคยมีปัญหาเกิดขึ้นคือนักศึกษาท่านหนึ่งสอบวิอาญาได้แล้ว อีกปีหนึ่ง ก็มาสอบซ้ำ ด้วย แล้วปรากฏว่าตก เกิดปัญหาว่าอย่างนี้ถือว่าสอบได้หรือสอบตก ก็บอกว่าสอบได้เพราะตอนสอบได้มีการประกาศชื่อ แต่ก็มีการตักเตือนกันว่า ถ้าเกิดนำผลล่าสุด มาจะยุ่งนะครับ

            รายการที่ต้องมีทั้งสาทมประเถท 909 983 988

ทั้งสามมาตราจะมีข้อความที่เป็นหลักใหญ่ๆเหมือนกัน

            คำหนึ่งคือหนังสือตราสาร จะต่างจากเอกสารธรรมดา เพราะหมายถึงเอกสารที่ทำขึ้นตามแบบพิธีตามกฎหมาย และโอนกันได้ด้วยวิธีของตราสารนั้น

            ถ้ากฎหมายใช้คำว่าตราสารต้องมีแบบตามที่กฎหมายบังคับ ต้องมีรายการนั้นๆ จึงจะบังคับได้

            ทีนี้รายการที่ต้องมีในตั๋วเงินนั้น บางรายการกฎหมายบังคับเด็ดขาดว่าขาดไม่ได้แต่บางรายการกฎหมายก็ยกเว้นว่าขาดได้ ก็สมบูรณ์

            ตัวอย่างเช่น ก ออกเช็ค เขียนว่า จ่ายสด แล้วขีดฆ่าคำว่าผู้ถือ ออก ข ก็สลักให้ค ค ยื่นให้ธนาคารใช้เงิน ธนาคารปฏิเสธ ก็เรียกให้ ก กับ ข รับผิด

            ปรากฏว่าตราสารนี้ ขาด 988 ( 4 )  คือชื่อหรือยี่ห้อผู้รับเงินหรือคำจดแจ้งว่าให้ใช้เงินแก่ผู้ถือ เป็นรายละเอียดสำคัญ  ขาดไม่ได้

            ก็จะเห็นได้ว่าหนังสือตราสารฉบับนี้ขาดรายการที่กฎหมายบังคับ มันจึงไม่มีคำจดแจ้งให้ใช้เงินแก่ผู้ถือหนังสือตราสารนี้จึงไม่ใช้เช็ค ผลคดีจึงต้องยกฟ้อง

            ก็เคยเป็นข้อสอบอยู่สมันหนึ่งส่วนใหญ่ทำได้เพราะเก็งให้ไว้แล้ว

            ก็มีอีกปีหนึ่ง เป็นเรืองฟ้องผู้ทรงให้รับผิดตามตั๋ว เอกสารตามฟ้องนั้น ไม่มีคำว่าตั๋วสัญญาใช้เงิน มีแต่คำตรงกลางเขียนว่าตั๋วเฉยๆ อย่างนี้มันก็ไม่สมบูรณืเป็นตั๋วสัญญาใช้เงิน ตาม 983 ( 1 ) ต้องมีคำบอกชื่อว่าเป็นตั๋วสัญญาใช้เงิน  แต่บางรายการถึงแม้ไม่มีในตั๋วก็ไม่เป็นไรเช่น

988(6) เรื่องวันออกเช็ค เรื่องนี้ไม่เป็นไร 910 ที่นำมาใช้เรื่องเช็คบอกว่า ไม่มีวันออกตั๋ว ผู้ทรงโดยสุจริต จะจดวันที่นั้นลงก็ได้ แล้วก็เคยมีการนำไปเป็นข้อสอบว่าการลงวันที่นั้นคืออะไร  ถ้าเช็คลงเฉพาะวัน เดือนปีไม่เขียน ผู้ทรงไปเติมเอา เป็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลง ตั๋วไหม 1007 ไหม ซึ่งศาลแปลความว่า วันที่ในเช็ค คือ วัน เดือน ปี ถ้าเขียนไม่ครบเติมได้

            ทีนี้เราก็มาดูหัวข้อต่อไป คือ ตั๋วเงินนั้น มีลักษณะที่สำคัญหรือข้อแตกต่างที่สำคัญกับสัญญาประเภทอื่นๆอย่างไรบ้าง

            ความจริงก็เป็นเอกเทศสัญญาอย่างหนึ่งแต่มีลักษณะพิเศษที่แตกต่างจากเอกเทศสัญญาชนิดอื่น คือ 3 เรื่อง

 เรื่องที่หนึ่งมาตรา 895 ก็คือ ข้อความที่เขียนลงในตั๋วจะต้องเป็นข้อความที่บัญญัติไว้ในลักษณะตั๋วเงินเท่านั้น เหตุที่กฎหมายบัญญัติไว้เพราะตั๋วเป็นตราสารเปลี่ยนมือ โอนกี่มือก็ได้ แต่ในทางปฏิบัติอย่างมากโอนสองทอดก็เกิดปัญหาแล้ว จึงต้องมีวิธีการโอน แบบง่ายๆ สะดวกๆ

ด้วยอย่างนี้กฎหมายจึงต้องบอกว่า ถ้าจะเขียนอะไรลงไปในตั๋วต้องดูก่อนว่ามีกฎหมายลักษระบัญญัติไว้หรือไม่ถ้าไม่มีก็ไม่มีผล

            สองคือตั๋วเงินต้อง มีการยกเว้นหลักไว้ที่ว่า ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน เช่น นาย ก ขโมย นาย ข มา ขาย นาย ค นาย ค ก็

แต่ 905 วรรค 2 3 916 และกฎหมายหนี้ 312 313 ในเรื่องตั๋วแม้ผู้โอนไม่มีสิทธิในตั๋วบกพร่องในตั๋ว ก็ตาม ผู้รับโอนก็มีสิทธิ ถ้ารับโอนมาโดยสุจริต เช่นออกเช็คชำระมูลหนี้การพนัน ก็ตาม แต่ได้รับโอนมาโดยสุจริต ก้มีสิทธิไล่เบี้ย

            ข้อแตกต่างสาม คือ 900 1008 คือการลงลายมือชื่อในตั๋วจะต้องเป็นการลงลายมือชื่อที่แท้จริงเท่านั้น คนใช้ตั๋วต้องอ่านออกเขียนได้และจะต้องลงชื่อจริงๆเท่านั้นต่างกับ สัญญาอื่นเช่นเช่นสัญญากุ้ที่ลงลายนิ้วมือแล้วมีพยานรับรองสองคน ตามมาตราเก้า ที่ถือเป็นการลงชื่อ แต่ถ้าเป็นตั๋งเงินนี่ไม่ได้เลยนะครับ กฎหมายห้ามไว้ ข้อแตกต่างประการต่อไปก็เกี่ยวกับเรื่องการมอบอำนาจให้ลงลายมือชื่อแทนกัน ได้ เป็นเรื่องทางทฤษฎีในทางปฏิบัติไม่มีมีหรอก ที่พูดมาเป็นข้อแตกต่างลักษณะที่สำคัญในเรื่องตั๋วเงิน

            ประการสุดท้ายก็คือการโอน ไม่จำเป็นต้องมีบอกให้อนุญาตให้โอน ก็โอนกันได้เป็นตราสารเปลี่ยนมือโดยสภาพของมันเองอยู่แล้ว ตั๋วจะโอนเปลี่ยนมือไม่ได้ด้วยวิธีการโอนอย่างตั๋วเงินมีกรณีเดียวคือตามมาตรา 917 วรรค 2 ซึ่งใช้กับตั๋วเงินทุกประเภท

            คือถ้าอยากจะโอนต้องใช้วิธีการโอนหนี้หรือที่เรียกว่าการโอนสิทธิเรียกร้อง แล้วการโอนสิทธิเรียกร้องหรือโอนหนี้คำนี้แหละเป็นคำที่เข้าใจไขว้เขว เพราะการโอนสิทธิเรียกร้องเป็นเรื่องที่เจ้าหนี้นะที่มีสิทธิโอนไม่ใช่หมายถึงลุกหนี้ไปโอนภาระของตนให้คนอื่นนะ ถ้าทำได้ต้องการแปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนลูกหนี้ ซึ่งเจ้าหนี้เค้ายินยอม

            อันนี้ก็อธิบายเรื่องหนี้ให้ฟังอีก การเรียนตั๋วเงินถ้าไปเกี่ยวกับกฎหมายอื่น ก็ต้องอธิบายให้ฟัง

            ครั้งที่ 2 . (ลักษณะเฉพาะของตั๋วเงิน ข้อความที่ไม่มีกฎหมายกำหนด ผู้ลงลายมือชื่อต้องรับผิด)

            รอบระยะเวลาสี่ปียังไม่มีใครสอบปากเปล่าตกแม้แต่คนเดียว  อย่าลืมว่าในการสอบสมัยนี้มีสนามสอบเพิ่มอีกแห่งคือมหาวิทยาลัยสยาม

            สำหรับในเรื่องตั๋วเงินได้พูดถึงลักษณะทั่วไปแล้ว คราวนี้จะพูดถึงลักษณะที่สำคัญที่ไมเหมือนเอกเทศสัญญาอื่น

            มาตรา 899 คือข้อความในตั๋วเงิน จะมีผลก็เฉพาะข้อความที่กฎหมายบัญญัติไว้ อันนี้เป็นเรื่องพิเศษที่ออกหลายครั้งแล้ว เหตุที่กฎหมายบัญญัติไว้เช่นนั้น ก็สืบเนื่องจากการที่ตั๋วเงินเป็นตราสารเปลี่ยนมือที่สามารถโอนได้โดยไม่จำกัดการจำนวนครั้ง

            ถ้าดูหนี้เกลือนกลืนกัน ในเรื่องตั๋วเงิน กฎหมายบัญญัติไว้เป็นข้อยกเว้น คือ บุคคลคนเดียวเป็นทั้งลูกหนี้และเจ้าหนี้ รายเดียวกัน  เช่นนายก เป็น ลูกหนี้ และในขณะเดียวกันก็รับมรดกเป็น เจ้าหนี้ อันนี้คือหนี้เกลือนกลืน แต่กฎหมายตั๋วฯยกเว้นครับ

            คือแม้เช็คกลับมายังนายหนึ่ง ก็ไม่หนี้เกลือนกลืนกัน นายหนึ่งยังโอนเช็คไปได้อีก มาตรา 353 ดูประกอบ 917วรรคท้าย เป็นการยืนยันว่าเป็นตราสารเปลี่ยนมือ

            ดังนั้นตั๋วเงินมีผู้นิยมใช้ก็ต่อเมื่อมีวิธีการโอนง่ายๆ อาจส่งมอบเฉยๆ ถ้าเป็นตั๋วผู้ถือหรือสลักหลังแล้วส่งมอบ ในกรณีเป็นตั๋วเงินธรรมดา

            จึงห้ามเขียนอะไรมั่วฉั่ว เด๋วคนไม่นิยมใช้ตั๋วเงิน กฎหมายเลยต้องมีเขียนว่า ข้อความที่เขียนได้ต้องเป็นเรื่องที่มีกฎหมายลักษณะตั๋วเงินให้อำนาจไว้

            ถ้ากฎหมายอนุญาตเขียนไปก็มีผลผูกพันคู่สัญญาทุกคน แต่ถ้าที่เขียนไปไม่มีบอกในกฎหมายเขียนไปก็เหมือนไม่ได้เขียน

            ซึ่งหลักการนี้จะต่างหลักเอกเทศสัญญา ที่ว่าคู่สัญญาจะตกลงอย่างไรก็ได้ คู่สัญญาต้องไประวังกันเอง หรือกรณีที่กฎหมายบัญญัติความไว้อย่างใดอย่างหนึ่ง คู่สัญญาตกลงกันอย่างอื่นได้ถ้าบทมาตรานั้นไม่ใช่เรื่องขัดต่อความสงบ  ยกตัวอย่างเช่นเรื่องเช่าทรัพย์ วิธีการบอกเลิกสัญญาเช่าอาจมีเหตอย่างหนึ่งอย่างใดก็ตาม แต่ถ้าผุ้ให้เช่าจะบอกเลิกเพราะผิดนัดไม่ชำระค่าเช่า ถ้าสัญญาเช่าตกลงให้ชำระเป็นรายเดือนขึ้นไป ผิดนัดไม่จ่ายค่าเช่าจะบอกเลิกทันทีไม่ได้ ต้องเตือนก่อน ซึ่งระยะเวลาที่เตือนก็ต้องกำหนดล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 15 วัน จึงบอกเลิกสัญญาได้ ถามว่ามาตรา 560 เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยหรือไม่

192/2521

            หรืออีกกรณีหนึ่งที่ตกลงกันเยอะ 733 หนี้ที่มีจำนองเป็นประกันหนี้เช่น ก เอา ที่ดินจำนองประกันหนี้เงินกู้ ครบกำหนด บังคับจำนองแล้ว ยึกที่ดินออกขาย ขายแล้วเงินขาดเท่าไหร่นายกไม่ต้องรับผิดชอบ ส่วนที่ขาด แต่ศาลก็แปลว่า มาตรา 733 ไม่ใช่ข้อกกฏหมายเกี่ยวด้วยความสงบ ก็จะเห็นว่าสํญญากับธนาคารก็เขียนยกเว้นไว้ตลอดเลยนะครับ ศาลฏีกาก็บอกตกลงได้

168/2518

แต่เรื่องตั๋วเงินไม่ได้เลยนะครับ เปิดดูก่อนว่ามีมาตราใดเขียนไว้หรือไม่ว่าให้ทำได้ ถ้าไม่มีแล้วไปเขียนก็ 899 ไม่มีผลอะไรเลย

            ในเรื่องตั๋วเงินเรื่องอะไรเขียนได้มีผลบังคับ เรื่องอะไรทีเคยมีคนเขียนแล้วเขียนไม่ได้ไม่มีผลตามกฎหมาย

            นอกเรื่องวิชานี้สักหน่อย ก็มีคนสงสัยว่าทำไมกฎหมายอาญาไม่มีการออกกฎหมายเกี่ยวกับเพศ ถามก่อนว่าการแต่งความผิดเกี่ยวกับเพศมันต้องโป๋ มันก็ไม่ออก เท่าไหร่

            ต่อมาเรื่องอะไรที่เขียนได้ เรื่องอะไรที่เขียนไม่ได้ดูตัวบท

มาตรา 911 ในเรื่องตั๋วแลกเงิน บอกว่า ผู้สั่งจ่ายเขียนกำหนดไว้ว่าให้คิดดอกเบี้ยด้วยก็ได้ ก็ได้ตัวอย่างว่าในเรื่องตั๋วแลกเงินกฎหมายอนุญาตให้กำหนดดอกเบี้ยได้ อย่างนี้เวลานาย ก สั่งจ่ายตั๋วแลกเงิน สั่งให้นาย ข จ่ายเงิน หนึ่งล้านบาทให้ นาย ค วันที่ 1 ธันวา อาจกำหนดดอกเบี้ยด้วยว่าพร้อมด้วยดอกเบี้ย ร้อยละ 15 ต่อปี

            ในเรื่องตั๋วสัญญาใช้เงิน 985 กำหนดให้นำ 911 มาใช้กับตั๋วสัญญาใช้ได้ด้วย ดังนั้นก็เช่นกัน กำหนดดอกเบี้ยได้ แต่ในเรื่องเช็คถ้าดูมาตรา 989 กฏหมายไม่ได้บัญญัติให้นำมาตรา 911 มาบังคับด้วย ฉะนั้นในเรื่องเช็คจะไปกำหนดดอกเบี้ยไว้ด้วยไม่ได้อย่างนี้ไม่มีผลเวลาธนาคารใช้เงินเค้าก็ใช้เพียงต้นเงิน เพราะว่าเป็นข้อความที่กฎหมายไม่อนุญาตให้เขียนในตั๋ซเงินประเภทนี้

            ดูมาตรา 915 ในเรื่องตั๋วแลกเงินกฎหมายบอกผู้สั่งจ่ายและผู้สลีกหลังคนใดก็ดี จะกำหนดข้อกำหนด จำกัดหรือลบล้างความรับผิด ของตนต่อผู้ทรงเช่นนายกอาจเขียนได้ว่า หากขไม่จ่ายข้าพเจ้าขอรับผิด ห้าแสนบาท หรือ นายค อาจเขียนว่าหากต๋วแลกเงินขึ้นเงินไม่ได้รับผิด 3 บาท ก็มีผล เพราะกฏหมายให้อำนาจไว้

915 นำไปใช้กับเรื่องเช็คด้วยตาม 989

            สรุปว่าเรื่องเช็คกับเรื่องตัวแลกเงินกฎหมายกำหนดให้ผู้สั่งจ่ายหรือผู้สลักหลัง เขียนข้อความจำกัด หรือ ลบล้างความรับผิดไว้ได้

            แต่ถ้าเป็นเรื่องตั๋วสัญญาใช้เงิน มาตรา 915 ไม่นำไปใช้ด้วย 985 ไม่มีบัญญัติเลยว่าให้นำมาตรา 915 มาใช้แก่ตัวสัญญาใช้เงินด้วย

            คือนาย ข เขียนข้อความลบล้างความรับผิดตนเองไว้ ในตั๋วสัญญาใช้เงินก็ กำหนดไม่ได้ ผู้ทรงฟ้องเรียกได้เต็มจำนวน เลย

            4714/2547

            ตัวอย่างต่อไปในเรื่องตั๋วเงินนั้นถ้าเป็นตั๋วชนิดระบุชื่อผู้รับเงินตั๋วชนิดนี้ต้องเป็นตาม 917 วรรค 1 คือต้องโอนด้วยการสลักหลังแล้วส่งมอบ แล้วพูดหลายรอบแล้วว่า ตั๋วเงินเป็นตราสารเปลี่ยนมือ แต่มีกรณีเดียวที่ตั๋วเงินจะโอนแบบสลักหลังแล้วส่งมอบไม่ได้แล้ว

            คือ ผู้ให้กำเนิดตั๋วเงิน เขียนในด้านหน้าว่าเปลี่ยนมือไม่ได้หรือเขียนข้อความทำนองเดียวกันว่าเปลี่ยนมือไม่ได้ ตั๋วเงินฉบับนั้นจะโอนอย่างตั๋วเงินคือสลักหลังแล้วส่งมอบไม่ได้แล้วนะครับ มาตรา 917 วรรค 2

            สมมุติว่าบุคคลที่ให้กำเนิดเขียนคำว่าเปลี่ยนมือไม่ได้ด้านหลัง จะสลักหลังแล้วส่งมอบได้หรือไม่ ได้ ปรับได้กับมาตรา 899

            มีกรณีที่ขึ้นศาลฏีกา เช็ค เขียนคำว่า เฉพาะ ที่ด้านหน้าเช็ค นายก ต่อสู้ว่าเช็คนี้เป็นเช็คที่เปลี่ยนมือไม่ได้ นาย ข จะสลักหลังไม่ได้ นาย ค เป็นผู้ทรงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ประเด็นแพ้ชนะก็มีอยู่ประเด็นเดียว ว่าเช็คนี้เป็นเช็คเปลี่ยนมือไม่ได้หรือไม่ ศาลวินิจฉัยว่าไม่ใช่คำที่ได้ความว่า เปลี่ยนมือไม่ได้ ฉะนั้นเมื่อเขียนลงไปก็หามีผล อันใดไม่

4975/2533

            แต่ถ้าเขาเขียนคำว่าเฉพาะบัญชีผู้รับเงิน นั้นต้องถือว่าเป็นข้อความว่าเปลี่ยนมือไม่ได้

            อย่างตั๋วสัญญาใช้เงินมีเฉพาะ ระบุชื่อ ผู้ถือไม่มี

            ส่วนใหญ่แล้วถ้านักศึกษาดูมาตรา 899 กฎหมายใช้คำว่าข้อความ ก็อาจคิดว่าตัวอักษรที่สื่อความได้

แต่ในแง่ของศาลฏีกาแปลกว้างกว่านั้น เคยมีคดีเรื่องหนึ่ง นายก ขีดเส้นสีดำใต้ช่องวันที่ คือไม่ได้เขียนไม่ว่าไปขีดคล้ายๆขีด ฆ่า แปลว่าไม่ประสงค์ให้ลงวันที่ในเช้คได้เองการที่ผู้ทรงไปลงเองเช็คดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย

            เช็คฉบับนี้เป็นเช็คไม่ลงวันที่ 910 วรรคท้าย กฎหมายให้ผู้ทรงลงวันที่ได้เองไม่ใช่การแก้ไขข้อความในตั๋ว ศาลฏีกาตัดสินว่าการที่ผุ้สั่งจ่ายขีดเส้นสีดำไว้ในวันที่การกระทำดังกล่าวไม่ได้มีกฎหมายให้อำนาจไว้ข้อความดังกล่าว จึงหามีผลอย่างใดไม่

            การขีดเส้นศาลก็แปลว่าเป็นข้อความ ฉะนั้นการขีดไปไม่มีผล ก็เท่ากับเช็คไม่มีวันที่ 910+989

ฎ.3509/2542

            สังเกตดีเป็นขีดเส้นใต้ๆวันที่น่าไม่ใช่การขีดฆ่าข้อความ ยกตัวอย่างนายก ออกเช็ค เขียนข้อความว่า จ่ายสดแล้วไปขีดฆ่าคำว่าหรือผู้ถือออก มีผลนะ เป็นการทำลาย ข้อความนั้น ไม่ใช่กรณีตาม 899 เมื่อขีดฆ่ามีผล ก็เป็นไม่มีรายการครบตามที่กำหนดคือ ไม่มีชื่อหรือยี่ห้อผุ้รับเงิน จึงไม่เป็นเช็ค เพราะขาดรายการที่กฎหมายบังคับให้ต้องมี

            เรื่องที่ผู้ทรงที่มาฟ้องเขาสู้กฎหมายอ้าง มาตรา 899 บอกว่าการขีดฆ่าคำว่าผุ้ถือเป็นการเขียนข้อความที่ไม่ได้กำหนด การขีดฆ่าไม่มีผล ศาลแปลว่าไม่เข้า

ฎ.6305/2548

ข้อสอบตั๋วเวลาวินิจฉันความรับผิดนักศึกษาต้องดูว่าหนังสือตราสารนั้นใช่ตั๋วเงินหรือไม่ถ้าไม่ใช่ความรับผิดก็จะไม่มี

            ประเด็นต่อไปคือเรื่องการขีดคล่อม มีในเรื่องเช็คเท่านั้น ถ้าเป็นเรื่องตั๋วแลกเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงิน ก็ไม่มี

            มาตรา 994 ซึ่งมีได้เฉพาะเรื่องเช็คเท่านั้น คือการเขียนเส้นคู่ขนานไว้ ด้านหน้าของเช็ค มีผลตามกฎหมายอย่างเดียวคือจะใช้เงินให้ผู้ทรงทันทีไม่ได้ ธนาคารจะจ่ายเป็นเงินสดให้ไปโดยตรงไม่ได้ ผู้ทรงจะต้องนำเงินเข้าบัญชี ป้องกันการที่บุคคลได้เงินไม่ชอบหลบหนีไปได้

            เพราะถ้าเช็คไม่ขีดคล่อม นั้น ขึ้นเงินได้เลยเขาจ่ายเป็นเงินสดให้ทันที

            แต่ถ้าเป็นตั๋วแลกเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงิน ขีดคล่อมไม่มีเวลาจ่ายๆให้เป็นเงินสดไปเลย ในแง่กฎหมายไม่มีปัญหา แต่ในอดีตเป็นเรื่องทางปฏิเสธนี่คือรายละเอียดตาม 899    

            นอกเรื่องหน่อย พูดถึงเรื่องการสอบ เนฯ การสอบสมัยที่คนน้อย ที่สุดคือสมัยที่ 3 มากทีสุดคือสมัยที่ 60 ข้อสอบที่ยากที่สุดคือสมัยที่สอง ที่ไม่มีคนสอบได้แม้แต่คนเดียว

            หัวข้อต่อไป ขึ้นหัวข้อว่ามาตราที่สำคัญในเรื่องตั๋วเงิน ก็คือมาตรา 900  ตั๋วเงินเป็นตราสารเปลี่ยนมือที่โอนต่อกันได้ไม่จำกัดจำนวนคนที่เข้ามาผูกพัน

            โดยการลงลายมือชื่อแล้วส่งมอบ เวลาดูว่าใครจะต้องรับผิดตามตั๋วก็ดูง่ายๆ ว่าใครลงลายมือชื่อในตั๋วเงินคนนั้นแหละต้องรับผิด

            และในการรับผิดนั้นก็ต้องมีฐานะ เหมือนคดีอาญาเวลารับผิดต้องมีข้อหา แต่เรื่องตั๋วเงินยิ่งกว่านั้น เป็นเรื่องที่หาข้อหาไม่ได้ ก็ยังต้องรับผิด ที่ประชุมใหญ่ศาลฏีกาก็หาข้อหามาให้

            ดู 900 วรรค 1 บุคคลที่ลงรายมือชื่อในตั๋วเงินก็ต้องรับผิดตามเนื้อความในตั๋วเงินนั้น

            เป็นเรื่องที่ตีความว่าเป็นเรื่องข้อสันนิฐานกันเลย ซึ่งบทมาตรา 900 เป็นเรื่องเกี่ยวด้วยกฎหมายพยานหลักฐาน มาตรา 84/1  ฝ่ายที่ต้องด้วยข้อสันนิฐาน 

            บุคคลที่ลงลายมือชื่อในตั๋วเมื่อถูกฟ้องแล้วอ้างเหตุผลใดมาปฏิเสธ

            ค้างไว้ที่จุดนี้ก่อนแล้วกัน

            ครั้งที่ 3 . (ผู้ลงลายมือชื่อในตั๋วเงินต้องรับผิดในตั๋วเงินนั้น)หนึ่งชั่วโมงสี่สิบ ( สองคาบ )

            เรื่องดุลพินิจในการแก้คะแนนก็จะไม่แก้ไขให้เพราะนักศึกษาจำนวนเป็นหมื่น เว้นแต่จะเป็นเรื่องผิดพลาดทางเทคนิค  

            ผู้ที่เรียนจบภายหนึ่งปีส่วนใหญ่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์คือเกิน 25 ปี คนที่แก่สุดคือใช้เวลาสอบ 29 ปี

            คราวที่แล้วได้สอนมาตรา 900 ไว้ เป็นเรื่องบุคคลที่อยู่ในฐานะลูกหนี้ตั๋วเงิน ตั๋วเป็นตราสารเปลี่ยนมือ การเข้ามาผูกพันทำได้โดยการลงลายมือชื่อ ในการสอบถามว่าใครต้องรับผิดตอบง่ายมากก็ดูว่าใครบ้างที่ลงลายมือชื่อ

            ในเมื่อมาตรา 900บัญญัติไว้ชัดเลย ดังนั้นบุคคลผู้ลงลายมือชื่อเมื่อถูกฟ้องแล้วถ้าให้การต่อสู้ ขึ้นปฏิเสธ อย่างนี้ จะเป็นฝ่ายที่มีหน้าที่พิสูจน์

            ฎ.1173/2543

            ฎ1479/2547

ฎ.8331/2549

            สำหรับรายละเอียดบทบัญญัติมาตรา 900 ถ้าสังเกตให้ดีคือบุคคลที่ต้องรับผิดกฎหมายมุ่งถึงคนที่ลงลายมือชื่อ

            ดังนั้นเคยมีปัญหาว่ารายการต่างๆในตั๋วจำเป็นไหมที่ต้องกรอกข้อความรายการต่างๆในตั๋วด้วยตนเอง

            ในเรื่องนี้ถ้านักศึกษาดูบทนิยามของตั๋วเงินทั้งสามประเภท กฎหมายก็บัญญัติไว้เหมือนกันว่าคือหนังสือตราสาร จึงต้องบังคับมาตรา 9 คือ เมื่อกิจการอันใดซึ่งกฎหมายบังคับให้ทำเป็นหนังสือ ไม่จำเป็นต้องเขียนเองแต่ต้องลงลายมือชื่อบุคคลนั้น ตั๋วเงินก็เช่นเดียวกัน

            สรุปได้ในเบื้องต้น ผู้สั่งจ่ายหรือผู้ออกตั๋วหาจำต้องเขียนไว้ด้วยรายมือชื่อของตนเองไม่

            ต่อเมื่อตัวผู้สั่งจ่ายหรือผู้ออกตั๋ว

2512/2539

1973/2529

5645/2544

519/2546

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นจริงอยู่บุคคลที่เขียนไม่ต้องเขียนเองอาจให้บุคคลอื่นเขียนก็ได้ ยกเว้นรายการที่กฎหมายอนุญาตให้ผู้ทรงเขียนได้เอง

            910 วรรคสุดท้าย ผู้ทรงก็เขียนวันที่ถูกต้องแท้จริงได้เอง แต่ถ้าเป็นรายการอื่นๆ บุคคล อื่นก้ไม่อาจเขียนได้

            เช่นจำเลยที่ถูกฟ้องลงลายมือชื่ออย่างเดียวแล้วมอบประกันหนี้ต่อมาก็มาเขียนรายการเอง แล้วก็มาเขียนวันที่ เอง ถามว่าจำเลยจะต้องรับผิดตามเช็คหรือไม่

            1541/2514 จำเลยออกเช็คพิพาทโดยเพียงแต่ลงลายมือชื่อ แล้วให้ยึดถือต่อมานำเช็คกรอกข้อความเอง โดยจำเลย ไม่ยินยอมให้กระทำ เป้นเช็คที่ไม่สมบูรณ์ด้วยกฏหมายจำเลยหาต้องรับผิดด้วยไม่

            มาตรา 900 บุคคลที่ลงลายมือชื่อของตน แบ่งเป็นบุคคลธรรมดากับนิติบุคคล บุคคลธรรมดาหมายถึงที่เขียนรายมือชื่อ นิติบุคคลก็ต้องมีอำนาจ ในการลงนาม

            การไปสลักหลังเช็คผู้ถือก้เป็นอาวัลผู้สั่งจ่าย แต่การที่สองจะลงชื่อตัวเอง แต่จำเลยที่สองกลับไปเขียนชื่อร้านของตนเอง ชื่อ แสงรุ่งเรือง ก็เกิดปัญหาว่า กรณีนี้เป็นเรื่องที่จำเลยที่สองต้องรับผิดหรือไม่

            การลงชื่อจะเป็นชื่อสมมุติหรือชื่อที่ทำให้รู้แน่นอน ก็ได้ ตั้งแต่นั้นก็เป็นบรรทัดฐานแล้วครับว่าการลงจะเป็นชื่อเล่น หรืออย่างไรขอให้รุ้ว่าเป็นชื่อตนก็ได้

5674/2530

            ในเรื่องตั๋วเงิน ลงแทนกันได้หากได้รับมอบอำนาจ จากผู้ลงลายมือชื่อ หมายความว่าผุ้รับมอบ ลงลายมือชื่อของผุ้มอบอำนาจนะครับ

            เกี่ยวกับลายมือชื่อเคยมีการตัดสินว่า การลงลายมือชื่อจะลงแทนกันไม่ได้ 1526/2525

            1020/2517

แต่เคยพูดว่าเป็นแต่ในทางทฤษฎี ในทางปฏิบัติก็คงไม่มีใช้กัน

การลงชื่อนั้นต้องเป็นการลงลายมือชื่อจริงๆไม่ได้

            มาตรา 900 วรรค 2 เป็นลักษณะพิเศษของตั๋วเงินที่ไม่เหมือนเอกเทศสัญญาประเภทอื่นๆเพราะหากเป็นประเภทอื่นๆก็ใช้มมาตรา 9 วรรค 2 บังคับได้

            เรื่องการใช้รายพิมพ์นิ้วมือก็มีการค้นคว้าว่าจำเป็นไหมที่ต้องเป็นนิ้วหัวแม่มือ อาจมีคนบอกว่า นิ้วหัวแม่มือ ใหญ่สุด

            แต่ตั๋วเงินไม่ได้ ต้องให้คนรู้หนังสือ เป็นคนทำ แต่มีข้อสังเกตถ้า เราดู 900 วรรค 2 ถ้าเป็นตรายางที่เป็นลายเซ็นเรา อย่างนี้จะใช้ได้หรือไม่ ที่มีปัยหาคือ มาตรา 900 วรรคสองไม่มีเขียนเรื่องตราประทับ

            แต่ก็มีการวางหลักว่ามาตรา 900 วรรค 2 เป็นการยกตัวอย่างไว้เท่านั้น วรรค 2 ใช้คำว่าถ้าลงแต่เพียงเครื่องหมายอย่างหนึ่งอย่างใดโดยเฉพาะอย่างยิ่ง รอยนิ้วมือที่ติดตัวกฎหมายยังไม่อนุญาต นับประสาอะไรกับ ตราประทับที่ไปจ้างที่ใดทำก็ได้

            มาตรา 900 ลงลายมือชื่อฐานใดก็รับผิดในฐานนั้น

            ผู้ลงลายมือชื่อตั๋วเงินในลำดับแรกคือบุคคลผู้ให้กำเนิดในตั๋ว ตั๋วจะไม่สมบูรณ์ทันทีหากไม่มีลายมือชื่อผู้ออกตั๋ว เช่น 988 (7 )            983 ( 1 )  ฉะนั้นลูกหนี้ลำดับแรกคือบุคคลผุ้ให้กำเนิดตั๋วเงิน ถ้ามีการสลักหลังโอนตั๋วต่อไปเวลาการสลักหลัง ก็มีคำว่า ต้องลงลายมือชื่อผุ้สลักหลัง

            อาจมีบุคคลอื่นที่เข้ามาอาจมีเช่นผุ้อาวัล 939 หรืออีกกรณีหนึ่งในเรื่องตั๋วแลกเงิน ผู้จ่ายเงินในตั๋วแลกเงินเพียงแต่ได้รับคำสั่งเท่านั้น ไม่ได้มีลายมือชื่อในตั๋วฯ ลายมือชื่อไม่มี จะตกเป็นลูกหนี้เมื่อได้ลงลายมือชื่อ  931 คือการรับรองตั๋ว รับรองว่าจะจ่ายเงินให้เมื่อตั๋วถึงกำหนด ทุกอย่างเกี่ยวกับมาตรา 900 ทั้งสิ้น

            แล้วธนาคารมีความรับผิดตามเช็คเมื่อใดก็เมื่อลงลายมือชื่อ ถ้าธนาคารออกแคชเชียร์เช็ค ก็เห็นว่า 900 วรรค 1

            เมื่อทราบแล้วว่าลงลายมือชื่อแล้วรับผิด ลงลายมือชื่อฐานะไหนก็ฐานะนั้น รับผิดเพียงใดกก็ตามเนื้อความในตั๋วนั้น ก็คือ ตั๋วระบุจำนวนเงินไว้เท่าใด สัญญาว่าจะใช้เงินเท่าใดนั่นแหละคือเนื้อความ

            วัตถุแห่งหนี้ ก็คือสิ่งที่ลูกหนี้จะต้องปฏิบัติในการชำระหนี้  เป็นเงินไม่ใช่สิ่งของ เราก็ไปดูว่ามีข้อความระบุไว้อย่างไรนั่นเอง

            สรุปความแบบย่อๆเฉพาะตั๋วแลกเงินกับเช็ค ผู้สั่งจ่าย หรือ ผุ้สลักหลัง  เขียนจำกัด หรือลบล้างความรับผิดได้  มาตรา 915

            ผู้รับรอง ระบุรับรองตั๋ว บางส่วนก้ได้ ผู้รับอาวัลก้เช่นกันจะรับอาวัลแต่เพียงบางส่วนก้ได้

            เคยมีคดีอยู่เรื่องหนึ่ง ปกติความรับผิดฐานะใด ก็มีฐานะอยู่ เช่นนายก ออกเช็คให้เงินแก่นาย ขเป็นเช้คระบุชื่อผุ้รับเงิน ก็บอกว่าเครดิตรไม่ดี  เช็คถึงกำหนด ข นำเช็คไปขึ้นเงิน ธนาคารปฏิเสธ ปัญหาต่อมารับผิดฐานะไหน ก็ไล่เป็นมาตรา ไปเช็คฉบับนี้ เป็นเช็คระบุชื่อไม่ใช่เช็คผู้ถือ เป็นเช็คระบุชื่อ ค ไม่ใช่ผู้รับอาวัล ตาม 921  939 วรรคสองก้ไม่ใช่ เพราะไม่ได้ลงลายมือชื่อในด้านหน้า ค รับผิดในฐานะสลักหลังลอยใช่หรือไม่ ดูมาตรา 919 ความจริงก้ไม่ใช่เพราะผู้สลักหลังต้องเป็นผู้ทรงมาก่อนแล้ว โอนไป จึงไม่ใช่ หาฐานะความรับผิดให้เขาไม่ได้ เรียกง่ายๆถ้าเป็นคดีอาญาก็คือหาข้อหาไม่ได้ที่ประชุมใหญ่ ก็ปรับด้วย 900 วรรค 1 บอกกรณีเช่นนี้ถือว่านาย ก ลงลายมือชื่อด้านหลังเช็คด้วยความสมัครใจ อย่างเดียวกับผู้สั่งจ่ายถือว่าสมัครใจผูกพันเช่นเดียวกับผู้สั่งจ่ายอย่างผู้ลงลายมือชื่อ

            มีอีกจุดหนึ่งคือ กรณีที่มีการปลอมรายมือชื่อผู้สั่งจ่ายแล้วเช็คเด้งแน่นอนว่าผู้สั่งจ่ายไม่ต้องรับแล้วผู้ปลอมต้องรับผิดไหม ก็ต้องรับผิดตามมาตรา 900

            เพราะลายมือชื่อที่ปลอมก็เป็นของผู้ปลอม และเช็คก็รายการสมบูรณ์

            ผู้สั่งจ่ายเช็คต้องเป็นลูกค้าธนาคาร มอบตัวอย่างลายมือชื่อให้ไว้ ธนาคารก็ออกสมุดให้ ทางปฏิบัติก็อาจมีการยืมเช็คแบบพิม ก้ได้

1734/2515

1853/251

            ตกไปเรื่องหนึ่งคือการลง ชื่อเล่นก็ได้ 854/2523 ซึ่งไม่เคยออกข้อสอบมาก่อน เป็นเรื่องโจทก์ฟ้องผุ้สั่งจ่ายเช็คเป็นจำเลยต่อศาล สมมุติว่าผู้สั่งจ่ายชื่อนายสมศักดิ์ผู้ที่สั่งจ่ายเป็นชื่อคนจีน คำตอบก็เหตุผลตามข้อนี้ คือจะฃื่ออะไร ก็ตาม ใช่บุคคลนี้หรือไม่ ลายเซ็นบางคนเป็นรุปการ์ตูนก็มี

            ปรเด็นต่อไปเกี่ยวกับผุ้ที่ลงลายมือชื่อต้องรับผิด ที่มีปัญหามากก็เกี่ยวกับเรื่องเช็ค เคยมีคดีขึ้นศาล ก็คือเช็คเด้งแล้วยังมีการไปสลักหลังเช็คฉบับนั้นอีก ถามว่าบุคคลนั้นยังมีความรับผิดตามเช็คอีกหรือไม่

            เรื่องนี้มีการปฏิเสธไหมว่า เมื่อธนาคารปฏิเสธแล้วจะยังไม่เป็นเช็คอยู่ อย่างคดีนี้นายค มาลง อันเป็นเช็คผุ้ถือ ค ก็ต้องรับผิด อยู่ดี

            5766/2537

            313/2521

            แต่ถ้าเป็นเรื่องตั๋วแลกเงินคนล่ะเรื่องนะ ยังไม่พุดตอนนี้

อย่าไปคิดว่าผ่านสามอาทิตย์เพิ่งผ่านสามมาตรานะ คลุมไปเยอะแล้ว แต่ฏีกานี้ยังไม่สวยมาก

            ฏีกาที่เก่งยากที่สุดก็คือกฎหมายอาญา พอนักศึกษาทราบว่าบุคคลที่ลงลายมือชื่อต้องรับผิด ถ้าเราแปลความกลับบุคคลที่ไม่ได้ลงลายมือชื่อในตั๋วเงินก็ไม่ต้องรับผิด ตามตั๋ว บางครั้งอยู่ในห้องสอบก็มีเผลอ

            คนที่ไม่มีความรับผิด ตัวอย่างแรกก็คือผุ้จ่าย ในตั๋วแลกเงิน เป็นแต่เพียงได้รับคำสั่งให้จ่ายเงินแก่ผู้สั่งจ่าย ดังนั้นผู้จ่ายยังไม่ได้ลงในตั๋วแลกเงิน ผุ้จ่ายจะตกเป็นลูกหนี้ต่อเมื่อได้มีการรับรองตั๋ว

            เมื่อผู้จ่ายได้รับรองคือรับรองต่อผู้ทรง เซ็นชื่ออย่างนี้ ความรับผิดเกิดแล้ว จากผู้จ่ายก็รับผิดอย่างผู้รับรอง

            กรณีที่สองคือธนาคารผู้ใช้เงินตามเช็ค เวลาผู้ทรงนำเช็คมาขึ้นก็มีก่ารตราวจว่ารายมือชื่อตรงหรือไม่ ถ้ามีก็จ่ายถ้าไม่มีก็ไม่จ่าย

            2055/2536

            ตัวอย่างต่อไปคือผู้ทรงตั๋วชนิดผุ้ถือโอนด้วยการส่งมอบ ตั๋วผู้ถือมีได้เฉพาะตั๋วแลกเงินกับเช็ค ถ้าโอนโดยการส่งมอบไม่ได้ลงลายมือชื่ออะไร เช็คเด้ง ก็ฟ้องผู้โอน ไม่ได้

            ตัวอย่างที่สี่ ก็คือผุ้ทรงตั๋วชนิดระบุชชื่อผุ้รับเงินทีมีการสลักหลังลอย ถ้าเป็นตั๋วระบุชื่อต้องลงชื่อแล้วส่งมอบ

            การสลักหลังมีได้คือ สลักหลังเฉพาะกับสลักหลังลอย

            ก็คือการสลังที่ระบุชื่อผู้รับโอนอีกวิธีหนึ่งตอนที่ ขโอน เช็คให้ ค ข สลักหลังเฉยๆ สมมุติว่า ข ลงลายมือชื่อเฉยๆส่งให้ค ค เป็นผุ้ทรง เมื่อได้เช็คสลักหลังลอย ค อาจกระทำได้หลายวิธี ค อาจส่งมอบเฉยๆอย่างเช็คผู้ถือก้ได้

            ดังนั้น ค ไม่ได้ลงลายมือชื่อความรับผิดในเรื่องตั๋วเงินก็จะไม่มี อันนี้ก็เป็นตัวอย่างที่เรายกขึ้นมาให้ดู

            ม 901 กฎหมายบัญญัติว่าบุคคลใดลงลายมือชื่อในตั๋วไม่ได้เขียนว่ากระทำการแทนบุคคลนั้นต้องรับผิดตามความในตั๋วนั้น กฎหมายเขียนเพื่อปิดปาก ผู้ลงลายมือชื่อ จะได้ไม่อ้างว่าทำการแทน ต่อสู้ไม่ได้ ถ้าหากว่าข้อความในตั๋วนั้นได้เขียนแถลงว่าที่ทำการนั้น ทำแทนใคร มาตรา 901  กฎหมายปิดปากบุคคลที่ลงลายมือชื่อ จะปฏิเสธว่าทำแทนไมได้ ถ้าไม่ได้ปรากฏการลงไว้ว่าทำแทนใคร  

            ถ้าจะไม่ต้องรับผิดตามตั๋วเงินก็ต้องเขียนไว้ ว่าในฐานะกระทำการแทน คนที่รับโอนมาเค้าก็จะได้รู้ อย่างนี้ตัวแทนจึงไม่ต้องรับผิด ความจริงมาตรา 901 ก็ไม่ได้มีปัญหาในทางปฏิบัติ

            ต่อไปมาตรา 902 เป็นเรื่องตั๋วเงินมีรายมือชื่อบุคคลหลายคน ดังนั้นตั๋วเงินฉบับหนึ่งอาจมีบุคคลเกี่ยวข้องเป็นคุ่สัญญามากมาย สำหรับกฎหมายตั๋วเงินถ้าสังเกตให้ดีเหมือนตัวใครตัวมัน สมมุติว่ามีลายมือชื่อหลายอัน ปรากฏว่าอันหนึ่งเป็นรายมือชื่อปลอมจะมีผลต่อรายมือชื่ออื่นใหม่

            902 ดูคู่กับมาตรา 1006 รายมือชื่ออันไหนปลอมเสียไปแค่รายมือชื่อนั้น รายมือชื่อที่แท้จริงก้มีมีผล

            ส่วน 902 เป็นเรื่องบกพร่องในสัญญาตั๋วเงิน ก็เช่นเดียวกันก็รับผิดเพียงเท่าที่บกพร่องนั้น ส่วนบุตตลที่ลงลายมือชื่อสมบูรณืก็ยังต้องรับผิดอยู่

            ในมาตรา 902 เป็นเรื่องตั๋วมีลายมือชื่อบุคคลหลายคนแล้วปรากฏว่ามีบุคคลซึ่งไม่อาจเป็นคู่สัญญาได้เลย เช่น ในนิติบุคคล

            ดูบทบัญญัติมาตรา 66 นิติบุคคลย่อมมีหน้าที่ตามกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น

คำว่าเป็นการแต่ไม่เป็นผล ก็เช่นคุ่สัญญาคนใดคนหนึ่งเป็นผู้เยาว์ คนไร้ คนเสมือน คนที่ทำนิติกรรมไม่ได้เลยคือ คนที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ

            สมมุติว่าเช็คฉบับหนึ่งนายหนึ่งเป็นผู้สั่งจ่าย สอง สาม สี่ สลักหลัง สมมุติสองเป็นผุ้เยาว์นิติกรรมก็เป็นโมฆียะผู้แทนบอกล้าง สองก็ไม่ต้องรับผิด ปัญหาว่า สาม สี่ ต้องรับผิดไหม ก็ไมกระทบกระทั่งยังต้องรับผิดอยู่เช่นตามปกติ

            เกี่ยวกับการลงลายมือชื่อในฐานะผู้แทนนิติบุคคล นิติบุคคลไม่ได้มีชีวิตหรือจิตใจ ปฏิบัติหน้าที่เองก็ไม่ได้ มาตรา 71 จึงบัญญัติว่านิติบุคคลต้องมีผุ้แทนคนหนึ่งหรือหลายคน

            ความประสงค์ของนิติบุคคลย่อมแสดงออกโดยผุ้แทนนิติบุคคล เราพูดกรณีบริษัทจำกัดก่อน

            สมมุติว่ากรรมการลงลายมือชื่อในตั๋วเงิน ถูกต้องตามขอบวัตถุประสงค์ถามว่ากรรมการยังต้องรับผิดเป็นส่วนตัวหรือไม่หาก ตั๋วเงินนั้นเรียกเก็บเงินไม่ได้

            แน่นอนว่าผุ้ทรงก็ต้องฟ้องบุคคลผู้ลงลายมือชื่อ ถามว่ากรรมการบริษัทต้องรับผิดเป็นส่วนตัวหรือไม่  กรรมการบริษัทเป็นผู้แทน

มาตรา 1144 บอกว่ากรรมการ จัดการตามข้อบังคับและอยู่ในความครอบงำของที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น

            กรณีอย่างนี้ศาลฏีกาถือเสมือนว่าบริษัทจำกัดเป็นผู้สั่งจ่ายหรือสลักหลังเช็คนั่นเอง

            ดังนั้นคำพิพากษาฏีกาวินิจฉัยตลอดมาว่า ไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัวจะฟ้องกรรมการไม่ได้ ฟ้องมาก็ยกฟ้องในส่วนนี้

341/2540

            จำง่ายๆว่ากรรมการเป็นผุ้แทน เหมือนเป้นการกระทำของบริษัทเอง โดยไม่ต้องไปเขียนเลยว่ากระทำการแทนบริษัท ตอนท้ายอีกนิดเดียว

            ส่วนใหญ่แล้วกรณีที่กรรมการต้องรับผิด ต้องลงลายมือชื่อ อาจมีข้อบังคับว่า กี่คนลงพร้อมกัน + ตราประทับ ก็เป้นการแสดงของบริษัท

            ถ้ากรณีตรงกันข้างถ้าไม่ทำให้ถูกต้องเช่น ไม่ได้ประทับตรา ตามที่ข้อบังคับจดทะเบียนไว้ มันก็ถือไม่ได้ว่าเป็นการกระทำของนิติบุคคล ผลก็คือบริษัทไม่ต้องผุกพันตามนั้น

            อันนี้กรรมการต้องรับผิดเป็นส่วนตัวตามมาตรา 901

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages