หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า kankokub ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ รศ.ดร.ดาราพร ถิระวัฒน์ผู้บรรยาย , ผู้มีน้ำใจส่ง flie เสียงที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า
ครั้งที่ 4 . (20/06/09)
เรื่องวัตถุแห่งหนี้ ก็เคยมีประเด็นที่ไม่แน่นอน 198 -202 ไม่ได้จำกัดให้เลือกเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น
การชำระหนี้ที่ต้องทำอย่างเดียวก็เป็นปัญหาว่าอย่างไหนที่ลูกหนี้ต้องทำการชำระ
ดูหลัก มาตรา 198 ถ้าการอันมีกำหนดพึงกระทำเพื่อชำระหนี้นั้นมีหลายอย่าง แต่จะต้องกระทำเพียงการใดการหนึ่งแต่อย่างเดียวไซร้ ท่านว่าสิทธิที่จะเลือกทำการอย่างใดนั้นตกอยู่แก่ฝ่ายลูกหนี้ เว้นแต่จะได้ตกลงกันกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น
ก็มีคำถามว่าถ้าให้เลือกหลายอย่างจะเข้า 198 ไหม
ก็ตีความว่า มาตรา 198 นั้นเป็นการเลือกจากหลายอย่าง ดังนั้น ตีความว่า เป็นหลักของ 198 เหมือนกัน กรณี มีสามอย่างแล้วเลือกสองอย่างก็เข้าเหมือนกัน
ถ้าในกรณีดังกล่าวความผูกพันที่ต้องชำระหนี้ให้ครบไม่ใช่กรณีมาเลือกกัน เป็นเรื่องการชำระหนี้ทั้งหมด เพื่อให้นำมาชำระหนี้เท่านั้น ไม่ใช่เป็นการเปิดกว้างให้มาทำการชำระหนี้ทั้งหมด ประการแรก หนี้ 198 เช่นในสัญญาซื้อขาย นายก เป็นผู้ขาย ข เป็นผู้ซื้อ อาจมีสินค้าหลายประเภท เป็นข้าวสาร มีน้ำ
การสั่งซื้อก็อาจมีสินค้าหลายชนิดหรือ ในสัญญานั้นอาจไม่ใช่การส่งมอบทรัพย์หลายอย่างอาจเป็นหนี้กระทำการได้ เช่นการไปซื้อทีวี มีบริการให้มาติดตั้งเสาอากาศด้วย
สัญญานี้ก็ไม่ใช่แค่การส่งมอบทรัพย์เท่าน้น
แต่ต้องมีการะกระทำการด้วย
ไม่ใช่หนี้ที่ต้องเลือกตามมาตรา 198 เช่นกรณีของแถมที่มีให้เราเลือก ของแถมนี้ก็เข้ามาเรื่องมาตรา 198 แน่ๆเพราะเขาไม่ได้แถมทั้งหมด อันนี้เป็นเรื่องหนึ่งที่ต้องเข้าใจเสียก่อน
ถ้าเป็นกรณีคำพิพากษาที่ให้ชำระหนี้ก่อนหลัง ปัญหาที่เกิดขึ้น คือ ตัวลูกหนี้ไปเลือก ชดใช้ค่าเสียหายก่อน ทั้งๆที่ส่งมอบตัวทรัพย์ได้ อันนี้ไม่ใช่เรื่องที่ลูกหนี้จะเลือกได้ อันนี้ก็เป็นข้อควรระวังที่ต่างกับมาตรา 198
ต่อไปเรื่องที่มีการกำหนดเบี้ยปรับ ต้องระวัง คือ ถ้าเผื่อมีการเลิกสัญญานั้น สัญญาที่ถูกเลิกมี เพราะตาม 197
การเลิกสัญญาจะบอกเลิกสัญญากับฝ่ายผิด ต้องตัดสินใจให้ดี ว่าจะเลือกทางเลิกสัญญา หรือ ให้ปฏิบัติตามสัญญาแล้วเรียกเอาค่าเสียหาย
เคยมีคดีที่ขึ้นสู่ศาล
2568/2521
สัญญาก่อสร้างตึกแถวมีข้อความว่า ผู้ก่อสร้าง (จำเลย) ต้องเป็นผู้รับผิดชอบในการขับไล่ผู้อยู่อาศัยที่ยังเหลืออยู่อีกสองรายในที่ดิน ส่วนที่ผู้ให้ก่อสร้าง (โจทก์) ชนะคดีแล้วนั้น ผู้ให้ก่อสร้างรับผิดชอบขับไล่ให้โดยบังคับคดีภายใน 20 วันนับแต่วันทำสัญญา ดังนี้ เมื่อโจทก์ได้ยื่นคำแถลงให้ศาลชั้นต้นดำเนินการบังคับคดีแล้ว ถือได้ว่าโจทก์ได้ดำเนินการบังคับคดีให้ผู้เช่าออกจากตึกแถวแล้วตามสัญญามิได้หมายความว่าโจทก์จะต้องขับไล่ผู้เช่าออกไปจากตึกแถวภายใน 20 วันนับแต่วันทำสัญญา ทั้งนี้ เนื่องจากเห็นได้ว่าการทำสัญญาก่อสร้างระหว่างโจทก์จำเลยมิได้มุ่งเรื่องเวลาเป็นข้อสารสำคัญ หากแต่มีเจตนาผ่อนปรนซึ่งกันและกันตามสมควร
ในกรณีผิดสัญญา สิทธิของคู่สัญญาที่จะบังคับเอาแก่คู่สัญญาฝ่ายที่ผิดสัญญานั้นมีอยู่สองประการ คือ บังคับให้ปฏิบัติการชำระหนี้ตามมูลหนี้ประการหนึ่ง กับบอกเลิกสัญญาและเรียกค่าเสียหายอีกประการหนึ่ง คดีนี้โจทก์บอกเลิกสัญญากับจำเลยแล้วย่อมจะบังคับให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญาไม่ได้ การที่โจทก์อ้างว่าถ้าจำเลยสร้างตึกแถวเสร็จโจทก์จะได้กรรมสิทธิ์และได้ค่าเช่านั้น เท่ากับโจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญา โจทก์จึงไม่มีสิทธิ แต่การที่จำเลยผิดสัญญาทำให้โจทก์ขาดประโยชน์ที่จะได้รับค่าหน้าดินตามสัญญา ค่าเสียหายที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องจากจำเลยได้จึงควรเท่ากับจำนวนเงินดังกล่าว
ในเรื่องเบี้ยปรับก็ต่างจากหนี้ที่ต้องเลือก เบี้ยปรับมีสองประเภท คือ ไม่ชำระหนี้เลย กับ ชำระหนี้ไม่ถูกต้อง มันก็อยู่ใน มาตรา 380 ถ้าลูกหนี้ได้สัญญาไว้ว่าจะให้เบี้ยปรับเมื่อตนไม่ชำระหนี้ เจ้าหนี้จะเรียกเอาเบี้ยปรับอันจะพึงริบนั้นแทนการชำระหนี้ก็ได้ แต่ถ้าเจ้าหนี้แสดงต่อลูกหนี้ว่าจะเรียกเอาเบี้ยปรับฉะนั้นแล้ว ก็เป็นอันขาดสิทธิเรียกร้องชำระหนี้อีกต่อไป
ถ้าเจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพื่อการไม่ชำระหนี้จะเรียกเอาเบี้ยปรับอันจะพึงริบนั้นในฐานเป็นจำนวนน้อยที่สุดแห่งค่าเสียหายก็ได้ การพิสูจน์ค่าเสียหายยิ่งกว่านั้น ท่านก็อนุญาตให้พิสูจน์ได้
เป็นเรื่องของการเลือกเหมือนกัน
แต่ถ้าเป็นเบี้ยปรับเรื่องการไม่ชำระหนี้นั้น ก็ออกข้อสอบก่อนปีที่แล้ว เรื่องต้องเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็น 380 ไม่ใช่ 381 ก็มีฏีกาที่บอกต้องเลือก
ส่วนเรื่องของผิดสัญญา เป็นเรื่องสิทธิในการเลิกสัญญาว่าเจ้าหนี้ต้องเลือกว่าจะใช้สิทธิในการเลิกสัญยาหรือจะบังคับตามสัญญา
982/2513
ฎีกา มีประเด็นปัญหาที่มิได้ว่ากล่าวกันไว้ในชั้นอุทธรณ์ขึ้นมาด้วยฎีกาข้อนี้เป็นฎีกาต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ศาลฎีกาย่อมไม่วินิจฉัยให้
สัญญาเช่าเพื่อการปลูกสร้างอาคารที่คู่สัญญาได้ตกลงกันไว้ชัดเจนพอแล้วว่า ให้ผู้เช่าคือโจทก์จัดการให้ผู้เช่าเดิมออกไปจากสถานที่เช่าให้แล้วเสร็จภายในกำหนด 3 ปี ทั้งนี้ รวมทั้งการเจรจาหรือโดยการฟ้องร้องต่อศาลทั้งสองประการ และหากผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใด ผู้ให้เช่าทรงสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ทันที สารสำคัญแห่งสัญญาข้อนี้อยู่ที่ว่า โจทก์จะต้องดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งที่จะให้ผู้เช่าเดิมออกไปให้เสร็จภายใน 3 ปีมิใช่ว่าให้โจทก์ฟ้องภายใน 3 ปี เมื่อโจทก์ไม่สามารถขับไล่ให้เสร็จภายในกำหนด โจทก์ซึ่งเป็นผู้เช่าจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยผู้ให้เช่ามีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ทันที
สัญญาต่างตอบแทน เมื่อโจทก์ตกเป็นฝ่ายผิดสัญญาแล้วจำเลยซึ่งเป็นคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งบอกเลิกสัญญาแล้ว ต้องนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 มาปรับแก่คดีโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายใด ๆ จากจำเลย โจทก์มีสิทธิที่จะได้รับเงินคืนจากจำเลยเฉพาะการงานที่โจทก์ได้กระทำลงไป อันจำเลยได้รับประโยชน์จากการงานนั้นเท่านั้น
ค่าใช้จ่ายในการเจรจาและค่าใช้จ่ายในการฟ้องขับไล่ผู้เช่าเดิมออกไปจากสถานที่เช่า เมื่อในสัญญาได้ตกลงไว้ว่าผู้เช่ารับจะเป็นผู้เจรจาให้ผู้เช่าเดิมออกไปจากสถานที่เช่า หากขัดขืนก็เป็นหน้าที่ของผู้เช่าที่จะดำเนินการฟ้องขับไล่เอาเองโดยออกค่าใช้จ่ายด้วยทุนทรัพย์ของผู้เช่าเอง ดังนี้ ค่าใช้จ่ายทั้งสองประการนี้จึงไม่ใช่สิ่งที่จำเลยผู้ให้เช่าได้รับประโยชน์จากการงานที่โจทก์ผู้เช่าได้กระทำแต่เป็นค่าเสียหายที่โจทก์ผู้เช่าได้เสียไป โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกคืนจากจำเลย
ค่าใช้จ่ายในการงาน (การสร้างเขื่อน) ที่ในสัญญาไม่ได้ตกลงกันไว้ว่าจะต้องกระทำ แต่ได้ความว่าถ้าไม่กระทำการงานนั้นโจทก์ผู้เช่าจะไม่อาจกระทำการก่อสร้างอาคารใหม่ตามสัญญาขึ้นได้โจทก์จึงได้กระทำ (สร้างเขื่อน) ลงและจำเลยผู้ให้เช่าได้ยินยอมเห็นชอบด้วยแล้ว ถือได้ว่าเป็นการงานที่โจทก์ได้ทำขึ้น และจำเลยได้รับประโยชน์จากการงานของโจทก์ จำเลยจึงต้องชดใช้เงินค่าก่อสร้างให้โจทก์
ในกรณีผิดสัญญา สิทธิของคู่สัญญาที่จะบังคับเอาแก่คู่สัญญาฝ่ายที่ผิดสัญญาย่อมมีอยู่สองประการ คือบังคับให้คู่สัญญาปฏิบัติการชำระหนี้ตามมูลหนี้ประการหนึ่งกับการบอกเลิกสัญญาและเรียกค่าเสียหายอีกประการหนึ่ง เมื่อจำเลยใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาและเรียกค่าเสียหายแล้วก็ย่อมจะบังคับให้โจทก์ชำระหนี้ตามสัญญาไม่ได้
การที่จำเลยฟ้องแย้งโจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายผิดสัญญาเรียกร้องเป็นเงินค่าที่ทำให้จำเลยไม่ได้กรรมสิทธิ์ในตึกแถว 30 ห้อง ซึ่งถ้าหากโจทก์ไม่ผิดสัญญา โจทก์จะต้องสร้างให้จำเลยนั้นถือได้ว่าจำเลยฟ้องให้โจทก์สร้างตึกให้จำเลย ถ้าสร้างไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเท่ากับฟ้องบังคับให้โจทก์ปฏิบัติตามสัญญา ซึ่งจำเลยจะใช้สิทธิดังกล่าวหาได้ไม่ เพราะจำเลยใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาและสัญญาไม่มีผลบังคับแล้ว ราคาตึกที่เรียกร้องจึงไม่ใช่ค่าเสียหายอันจำเลยจะพึงเรียกได้
เงินค่าตอบแทนในการเข้าทำสัญญา เป็นเงินที่คู่สัญญาทำกันไว้ว่า เพื่อเป็นการตอบแทนในการที่จำเลยตกลงให้สิทธิต่าง ๆ แก่โจทก์คู่สัญญาโดยกำหนดชำระเงินกันเป็นงวด เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา ทำให้จำเลยขาดประโยชน์ที่จะได้รับเงินค่าตอบแทนนี้จึงเป็นค่าเสียหายที่จำเลยจะเรียกร้องจากโจทก์ได้
(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 10 ถึง 13/2513)
2568/2521
สัญญาก่อสร้างตึกแถวมีข้อความว่า ผู้ก่อสร้าง (จำเลย) ต้องเป็นผู้รับผิดชอบในการขับไล่ผู้อยู่อาศัยที่ยังเหลืออยู่อีกสองรายในที่ดิน ส่วนที่ผู้ให้ก่อสร้าง (โจทก์) ชนะคดีแล้วนั้น ผู้ให้ก่อสร้างรับผิดชอบขับไล่ให้โดยบังคับคดีภายใน 20 วันนับแต่วันทำสัญญา ดังนี้ เมื่อโจทก์ได้ยื่นคำแถลงให้ศาลชั้นต้นดำเนินการบังคับคดีแล้ว ถือได้ว่าโจทก์ได้ดำเนินการบังคับคดีให้ผู้เช่าออกจากตึกแถวแล้วตามสัญญามิได้หมายความว่าโจทก์จะต้องขับไล่ผู้เช่าออกไปจากตึกแถวภายใน 20 วันนับแต่วันทำสัญญา ทั้งนี้ เนื่องจากเห็นได้ว่าการทำสัญญาก่อสร้างระหว่างโจทก์จำเลยมิได้มุ่งเรื่องเวลาเป็นข้อสารสำคัญ หากแต่มีเจตนาผ่อนปรนซึ่งกันและกันตามสมควร
ในกรณีผิดสัญญา สิทธิของคู่สัญญาที่จะบังคับเอาแก่คู่สัญญาฝ่ายที่ผิดสัญญานั้นมีอยู่สองประการ คือ บังคับให้ปฏิบัติการชำระหนี้ตามมูลหนี้ประการหนึ่ง กับบอกเลิกสัญญาและเรียกค่าเสียหายอีกประการหนึ่ง คดีนี้โจทก์บอกเลิกสัญญากับจำเลยแล้วย่อมจะบังคับให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญาไม่ได้ การที่โจทก์อ้างว่าถ้าจำเลยสร้างตึกแถวเสร็จโจทก์จะได้กรรมสิทธิ์และได้ค่าเช่านั้น เท่ากับโจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญา โจทก์จึงไม่มีสิทธิ แต่การที่จำเลยผิดสัญญาทำให้โจทก์ขาดประโยชน์ที่จะได้รับค่าหน้าดินตามสัญญา ค่าเสียหายที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องจากจำเลยได้จึงควรเท่ากับจำนวนเงินดังกล่าว
เป็นหลักที่ศาลฏีกาไม่ยอมที่จะเลิกสัญญาไปแล้วจะให้มาผูกพันค่าเสียหาย หรือเบี้ยปรับต่อก็ไม่ได้
อันนี้ก็เป็นข้อที่ควรระวังในการชำระหนี้ที่เป็นชำระหนี้หลายอย่าง ต่อไปเราดูมาตรา 198 ถ้าการอันมีกำหนดพึงกระทำเพื่อชำระหนี้นั้นมีหลายอย่าง แต่จะต้องกระทำเพียงการใดการหนึ่งแต่อย่างเดียวไซร้ ท่านว่าสิทธิที่จะเลือกทำการอย่างใดนั้นตกอยู่แก่ฝ่ายลูกหนี้ เว้นแต่จะได้ตกลงกันกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น
เป็นเรื่องของการเลือก หลักที่อยู้ 198 นั้นเป็นการยังไม่แน่นอนตอนหนี้เกิด ไปเลือกกันภายหลัง เช่นการซื้อขายรถหนึ่งในสามคันนี้ต้องมีการเลือก กันว่าจะซื้อขายคันไหน
ปัญหาของการเลือกกันนั้นก็เป็นเรื่องมาตรา 198 ก็เป็นไปตามลำดับคือ ใครเป็นผุ้เลือก เลือกแล้วเป็นอย่างไร
ต่อไปเป็นปัญหาเรื่อง มาตรา 202 ถ้าการอันจะพึงต้องทำเพื่อชำระหนี้นั้นมีหลายอย่างและอย่างใดอย่างหนึ่งตกเป็นอันพ้นวิสัยจะทำได้มาแต่ต้นก็ดี หรือกลายเป็นพ้นวิสัยในภายหลังก็ดี ท่านให้จำกัดหนี้นั้นไว้เพียงการชำระหนี้อย่างอื่นที่ไม่พ้นวิสัย อนึ่งการจำกัดอันนี้ย่อมไม่เกิดมีขึ้น หากว่าการชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัย เพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งฝ่ายที่ไม่มีสิทธิจะเลือกนั้นต้องรับผิดชอบ
คือบางอย่างเป็นพ้นวิสัย มันจะเหลือกันให้ชำระหนี้อย่างไร มาตรา 202 ก้วางหลักว่า ยังไม่แน่นอน การเลือกยังไม่เกิดขึ้น
ก็มองว่าสิทธิในทางเลือกมันก็ลดลง จึงต้องดูว่าที่พ้นวิสัยไปเพราะฝ่ายใด ถ้าเป็นเพราะฝ่ายที่ไม่มีสิทธิเลือก กฎหมายก็ลงโทษ ผู้ไม่มีสิทธิเลือก ที่ทำให้การเลือกเป็นพ้นวิสัย
มันก็เป็นตรรกะคือถ้าเราทำให้สิทธิของเราลดน้อยลงไปก็คงไม่มีใครมาลงโทษอะไร ก็ทำของตัวเอง แต่ถ้ามีคนอื่นมาทำให้ของเสียหายอันนี้ก็เป็นเหตุที่ควรลงโทษผู้ไม่มีสิทธิ
มาตรา 202 เข้าใจยากเพราะว่าการบัญญัตินำส่วนที่เป็นบทลงโทษซ่อนไว้ด้านหลัง
ที่จะฝากคือ 202 เป็นพ้นวิสัยก่อนการเลือก แต่ถ้าเป็นกรณีหลังจากเลือกแล้วเป็นกรณีพ้นวิสัย อันนี้ไปดู มาตรา 217 ลูกหนี้จะต้องรับผิดชอบในความเสียหายบรรดาที่เกิดแต่ความประมาทเลินเล่อในระหว่างเวลาที่ตนผิดนัด ทั้งจะต้องรับผิดชอบในการที่การชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัย เพราะอุบัติเหตุอันเกิดขึ้นในระหว่างเวลาที่ผิดนัดนั้นด้วย เว้นแต่ความเสียหายนั้นถึงแม้ว่าตนจะได้ชำระหนี้ทันเวลากำหนดก็คงจะต้องเกิดมีอยู่นั่นเอง
มาตรา 218 ถ้าการชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยจะทำได้เพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งลูกหนี้ต้องรับผิดชอบไซร้ ท่านว่าลูกหนี้จะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่เจ้าหนี้เพื่อค่าเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิดแต่การไม่ชำระหนี้นั้น
ในกรณีที่การชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยแต่เพียงบางส่วน ถ้าหากว่าส่วนที่ยังเป็นวิสัยจะทำได้นั้นจะเป็นอันไร้ประโยชน์แก่เจ้าหนี้แล้ว เจ้าหนี้จะไม่ยอมรับชำระหนี้ส่วนที่ยังเป็นวิสัยจะทำได้นั้นแล้ว และเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อการไม่ชำระหนี้เสียทั้งหมดทีเดียวก็ได้
มาตรา 219 ถ้าการชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นภายหลังที่ได้ก่อหนี้ และซึ่งลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดชอบนั้นไซร้ ท่านว่าลูกหนี้เป็นอันหลุดพ้นจากการชำระหนี้นั้น
ถ้าภายหลังที่ได้ก่อหนี้ขึ้นแล้วนั้น ลูกหนี้กลายเป็นคนไม่สามารถจะชำระหนี้ได้ไซร้ ท่านให้ถือเสมือนว่าเป็นพฤติการณ์ที่ทำให้การชำระหนี้ตกเป็นอันพ้นวิสัยฉะนั้น แล้ว
ในเรื่องของมาตรา 202 เป็นเรื่องสัญญาเกิดแล้วนิติกรรมเกิดแล้ว แต่ถ้าระหว่างที่สัญญายังไม่เกิดนั้น เกิดการพ้นวิสัยขึ้น
เช่นนาย ก กับนาย ข กำลังต่อรองสัญยาขายรถอยู่ แล้ว มีคนมาขโมยรถไป ก็เป็นเรื่องวัตถุแห่งหนี้นั้นมีการพ้นวิสัยไปบางส่วน จากรถ 1 ใน สาม เหลือ 1 ในสองแล้ว อันนี้ต้องไปปรับเรื่อง 150 ในส่วนของข้อตกลงที่เป็นก่อนนิติกรรมเกิดก็เป็นโมฆะไปในส่วนของ 150
ต้องระวังเพราะมีเหตุเกิดได้สามขยัก คือ เกิดได้ ก่อนนิติกรรมเกิด
แต่ถ้าหลังจากตัวสัญญาเกิดแล้ว ในสัญญานั้นเป็นการชำระหนี้หลายอย่างก่อนการเลือกได้พ้นวิสัยไป อันนี้ก็เป็น 198
ก็ให้ระวังว่ามันอาจเกิดได้ในเรื่องของการทำการชำระหนี้หลายอย่างเกิดได้มาก
ถ้าเผือในเรื่องของหนี้ที่ต้องเลือกก็ให้ข้อสังเกตเพียงเท่านี้คิดว่าเพียงพอ ก้เข้าสู้ในเรื่อง หลักเกณฑ์ความรับผิดของลุกหนี้ มาตรา 203 เป็นต้นไปว่าการชำระหนี้ของลูกหนี้ให้ถุกต้องนั้นได้เพียงไร
ก็ต้องมาดูว่าลูกหนี้มีสิทธิอยุ่แล้วก็ต้องปฏิบัติการชำระหนี้ให้ถูกต้อง ก็ต้องดูว่าลำดับขั้นตอน ก็ไปจบลง ที่ 213
หลักเกณฑ์ในการบังคับชำระหนี้ ก็มีองค์ประกอบสองอันคือหนี้ดังกล่าวถึงกำหนด
และละเลยไม่ชำระหนี้
ในองค์ประกอบอันแรกหนี้ของเจ้าหนี้นั้นก็ถึงกำหนดแล้วหรือยัง ไม่ใช่ว่าหนี้ทุกรายเกิดแล้วเจ้าหนี้จะเรียกให้ชำระหนี้ได้ทันที ทุกอันไม่
จะเกี่ยวพันกับเรื่องเงื่อนเวลา เริ่มต้น มาตรา 191 นิติกรรมใดมีเงื่อนเวลาเริ่มต้นกำหนดไว้ ห้ามมิให้ทวงถามให้ปฏิบัติการตามนิติกรรมนั้นก่อนถึงเวลาที่กำหนด
นิติกรรมใดมีเงื่อนเวลาสิ้นสุดกำหนดไว้ นิติกรรมนั้นย่อมสิ้นผลเมื่อถึงเวลาที่กำหนด
ประโยชน์ในเรื่องกำหนดเวลาคือ ประการแรกเจ้าหนี้เรียกได้เมื่อไหร่ สอง ในเรื่องอายุความในมูลหนี้ดังกล่าวนั้นเริ่มนับเมื่อไหร่
แต่ว่าสิทธิอันนี้เป็นเรื่องลูกหนี้ต้องยกเรื่องอายุความต่างๆขึ้นต่อสู้เอง มิเช่นนั้นศาลจะยกวินิจฉัยเองไม่ได้
อันนี้ต้องระวังเพราะหนี้เป็นเรื่องเฉพาะตัวของเจ้าหนี้ ลูกหนี้มันไม่ใช่เรื่องสาธารณะ
ประการที่สอง เรื่องของหนี้เป็นกรณีที่หนี้เกิดขึ้น การขาดอายุความไม่ทำให้ตัวหนี้ระงับ หนี้มันยังอยู่ได้
มาตรา 193/28 การชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องซึ่งขาดอายุความแล้วนั้นไม่ว่ามากน้อยเพียงใดจะเรียกคืนไม่ได้ แม้ว่าผู้ชำระหนี้จะไม่รู้ว่าสิทธิเรียกร้องขาดอายุความแล้วก็ตาม
บทบัญญัติในวรรคหนึ่ง ให้ใช้บังคับแก่การที่ลูกหนี้รับสภาพความรับผิดโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือหรือโดยการให้ประกันด้วย แต่จะอ้างความข้อนี้ขึ้นเป็นโทษแก่ผู้ค้ำประกันเดิมไม่ได้
ก็เรียกคืนไม่ได้ถ้าชำระไป เพราะหนี้ของเขาก็มีสิทธิได้รับชำระอยู่ การปฏิเสธก็ไม่ทำให้หนี้ระงับไป อันนี้เป็นเหตุอันหนึ่งที่ต้องทำความเข้าใจให้ดีว่าอายุความนั้นกำหนดไว้เพื่ออะไร
มีเรื่องเงื่อนเวลานิดหนึ่งที่ เป็นเรื่องนำมาให้ดู คือกำหนดเวลาชำระหนี้เจ้าหนี้มีสิทธิเมื่อถึงกำหนดแล้ว
ในเรื่องที่จะต้องพิจารณาต่อไปคือเรื่องดอกเบี้ย
ปัญหาคือกำหนดเวลาชำระหนี้เจ้าหนี้ทวงก่อนกำหนดไม่ได้
การสละประโยชน์แห่งเงื่อนเวลา 192 สละได้ ถ้าไม่กระทบต่อคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง อันนี้สำคัญคือ ถ้าเป็นเรื่องประโยชน์ของลูกหนี้ฝ่ายเดียวก็มาชำระได้
เราจึงพบว่าข้อตกลงนั้น จะมีการกำหนดดอกเบี้ย ที่มากกว่าดอกเบี้ยกู้ยืม
คือดอกเบี้ยในเวลาปกติ ดอกเบี้ยประเภทที่สองคือดอกเบี้ยผิดนัด ประเภทที่สามคือ การชำระหนี้ก่อนกำหนด ก็จะมาใช้อัตราปกติไม่ได้ คือหลักตาม มาตรา 192 เงื่อนเวลาเริ่มต้นหรือเงื่อนเวลาสิ้นสุดนั้นให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่ากำหนดไว้เพื่อประโยชน์แก่ฝ่ายลูกหนี้ เว้นแต่จะปรากฏโดยเนื้อความแห่งตราสารหรือโดยพฤติการณ์แห่งกรณีว่าได้ตั้งใจจะให้เป็นประโยชน์แก่ฝ่ายเจ้าหนี้หรือแก่คู่กรณีทั้งสองฝ่ายด้วยกัน
ถ้าเงื่อนเวลาเป็นประโยชน์แก่ฝ่ายใด ฝ่ายนั้นจะสละประโยชน์นั้นเสียก็ได้ หากไม่กระทบกระเทือนถึงประโยชน์อันคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งจะพึงได้รับจากเงื่อนเวลานั้น คือ เป็นประโยชน์แก่เจ้าหนี้ด้วย
ในเรื่องของกำหนดเวลาการชำระหนี้อยากให้เห็นภาพ จริงๆอยู่ในมาตรา 203 ถ้าเวลาอันจะพึงชำระหนี้นั้นมิได้กำหนดลงไว้ หรือจะอนุมานจากพฤติการณ์ทั้งปวงก็ไม่ได้ไซร้ ท่านว่าเจ้าหนี้ย่อมจะเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลัน และฝ่ายลูกหนี้ก็ย่อมจะชำระหนี้ของตนได้โดยพลันดุจกัน
ถ้าได้กำหนดเวลาไว้ แต่หากกรณีเป็นที่สงสัย ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเจ้าหนี้จะเรียกให้ชำระหนี้ก่อนถึงเวลานั้นหาได้ไม่ แต่ฝ่ายลูกหนี้จะชำระหนี้ก่อนกำหนดนั้นก็ได้
ทั้งหมดแหละ
การกำหนดเวลาตามปฏิทินสามารถยืนยันได้ ข้างขึ้นข้างแรมก็กำหนดได้ หรือตามปฏิทินจีนก็กำหนดได้
599/2535
ฎีกาของจำเลยที่คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น มิได้ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยให้ จำเลยยืมปุ๋ยและของอื่นไปจากโจทก์เพื่อใช้ในการทำใบยาสูบจำเลยจะทำใบยาสูบเองหรือไม่ไม่ใช่ข้อสำคัญ แม้สัญญายืมสิ่งของดังกล่าวจะไม่ได้กำหนดเวลาคืนสิ่งของไว้แต่ตามพฤติการณ์การให้ยืมสิ่งของดังกล่าวเพื่อใช้ในฤดูกาลทำใบยาสูบ เมื่อสิ้นฤดูกาลแล้วก็ต้องส่งคืนหากใช้ไม่หมด ส่วนที่ใช้ไปแล้วไม่อาจส่งคืนได้ ก็ต้องใช้ราคา ดังนี้ เป็นกรณีที่ไม่ได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทิน เป็นเพียงอนุมานจากพฤติการณ์ การที่จำเลยไม่ส่งคืนของที่ยืมเมื่อสิ้นระยะเวลาที่อนุมานจากพฤติการณ์ได้นั้น ก็ยังไม่ตกเป็นผู้ผิดนัด แต่ต่อมาเมื่อโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยคืนของที่ยืมภายในวันที่กำหนด จำเลยไม่คืน จึงตกเป็นผู้ผิดนัดนับแต่วันถัดจากวันที่กำหนดนั้น สัญญายืมสิ่งของมิได้กำหนดไว้ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายหมวด 6 แห่งประมวลรัษฎากรว่าต้องปิดอากรแสตมป์ สัญญาดังกล่าวแม้ไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ก็รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 118 แห่งประมวลรัษฎากร บรรยายฟ้องว่า จำเลยคืนสิ่งของแก่โจทก์บางส่วนเป็นเงิน5,790 บาท ต่อมาได้นำเงินมาชำระค่าสิ่งของแก่โจทก์ ยังคงเหลือสิ่งของรวมเป็นเงิน 48,480 บาท แต่โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยคืนสิ่งของรวม 81,870 บาท เมื่อหนังสือบอกกล่าวท้ายฟ้องได้แสดงรายละเอียดของทรัพย์ที่จำเลยยืมโจทก์ไปเป็นเงิน48,480 บาท ตรงตามคำฟ้อง โดยไม่รวมค่ากรรมกรขนของ คำฟ้องจึงไม่ขัดกันและจำเลยก็เข้าใจข้อหาต่อสู้คดีได้ถูกต้อง คำฟ้องจึงแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม
เป็นเรื่องการยืมปุ๋ย
กำหนดเวลาประเภทที่สาม อยากให้อ่านหมายเหตุของท่านอาจารย์จิตติด้วย
873/2518
กู้เงินไม่มีกำหนดเวลาชำระคืน ผู้ให้กู้เรียกให้ชำระเงินได้โดยพลัน ไม่จำต้องบอกกล่าวก่อนฟ้อง
สัญญากู้มอบที่สวนให้ทำกินต่างดอกเบี้ย ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าโจทก์ไม่มีสิทธิทำกินต่างดอกเบี้ยต่อไปตั้งแต่วันศาลพิพากษาให้จำเลยเสียดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีจนกว่าจะชำระเสร็จ ชั้นฎีกาไม่มีข้อโต้แย้งว่าโจทก์มีสิทธิทำกินต่างดอกเบี้ยต่อไปหรือไม่ จึงต้องถือตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย จำเลยต้องเสียดอกเบี้ยตั้งแต่วันพิพากษา ส่วนการทำกินต่างดอกเบี้ย เมื่อพิพากษาแล้วต่อไปไม่คืนสวน เป็นคนละเรื่องกัน
3493/2525
โจทก์ได้บอกกล่าวทวงถามให้ลูกหนี้ชำระหนี้จนลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัดแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686ลูกหนี้ผิดนัดลงเมื่อใด เจ้าหนี้ชอบที่จะเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ได้แต่นั้น ดังนั้นแม้ผู้ค้ำประกันจะมิได้รับหนังสือทวงถาม ผู้ค้ำประกันก็หาหลุดพ้นจากความรับผิดไม่ และโจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องผู้ค้ำประกัน
โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาบัญชีเดินสะพัดระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือบอกเลิกแต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อใดโจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นได้เพียงแค่วันที่ลงในหนังสือนั้น ต่อจากนั้นไปคงคิดได้แต่ดอกเบี้ยธรรมดา
ได้หมายเหตุว่าไม่ต้องเอา 652 ในเรื่องกู้ยืมเงินมาใช้ 203 กับ 652 มาเปรียบเทียบกัน
มาตรา 203 ถ้าเวลาอันจะพึงชำระหนี้นั้นมิได้กำหนดลงไว้ หรือจะอนุมานจากพฤติการณ์ทั้งปวงก็ไม่ได้ไซร้ ท่านว่าเจ้าหนี้ย่อมจะเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลัน และฝ่ายลูกหนี้ก็ย่อมจะชำระหนี้ของตนได้โดยพลันดุจกัน
ถ้าได้กำหนดเวลาไว้ แต่หากกรณีเป็นที่สงสัย ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเจ้าหนี้จะเรียกให้ชำระหนี้ก่อนถึงเวลานั้นหาได้ไม่ แต่ฝ่ายลูกหนี้จะชำระหนี้ก่อนกำหนดนั้นก็ได้
มาตรา 652 ถ้าในสัญญาไม่มีกำหนดเวลาให้คืนทรัพย์สินซึ่งยืมไป ผู้ให้ยืมจะบอกกล่าวแก่ผู้ยืมให้คืนทรัพย์สินภายในเวลาอันควร ซึ่งกำหนดให้ในคำบอกกล่าวนั้นก็ได้
ฝากไปดูหมายเหตุสองฏีกานี้ ( ใครมีโปรดแจ้งด้วยหาไม่เจอครับ ) วันนี้คงยุติเพียงเท่านี้