++ สรุปย่อ//และวิเคราะห์หลัก ป.วิ.อาญา//(เหมาะสำหรับอ่านทบทวนก่อนสอบ)++

8,358 views
Skip to first unread message

arunarun chitt

unread,
Jan 28, 2014, 9:33:24 AM1/28/14
to law...@googlegroups.com


  โจทก์ไม่มาศาลตามกำหนดนัด มาตรา  166

                กำหนดนัด หมายถึงกำหนดนัดไต่สวนมูลฟ้องและนัดพิจารณาทุกนัดของโจทก์ เพราะโจทก์มีหน้าที่ปฏิบัติต่อศาลโดยต้องนำพยานเข้าสืบจนกว่าจะหมดพยานโจทก์    ถ้าโจทก์ไม่มา ศาลต้องยกฟ้อง

                -   แต่ถ้าโจทก์ได้ยื่นคำร้องว่าไม่ติดใจสืบพยานโจทก์ที่เหลืออีกต่อไป โจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องนำพยานเข้าสืบอีก (ไม่มีหน้าที่ปฏิบัติต่อศาลอีก) การที่โจทก์ไม่มาศาลในวันนัดต่อมา ศาลจะยกฟ้องตาม  166 ไม่ได้

                -   เมื่อโจทก์ไม่มาศาลในวันนัดพิจารณา ศาลก็ต้องยกฟ้องตาม  166   โดยไม่ต้องคำนึงว่าในวันดังกล่าวจำเลยจะมาศาลหรือไม่ และจำเลยจะอยู่ในอำนาจศาลหรือไม่ หรือการส่งหมายนัดและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยยังไม่ครบกำหนดเวลาตามกฎหมาย (. 2085/47)  

                - *** วันนัดไต่สวนมูลฟ้องและวันนัดพิจารณา ต้องเป็นการนัดเพื่อสืบพยานโจทก์  และโจทก์ต้องทราบนัดโดยชอบด้วย ( ถ้าไม่ชอบ ไม่ต้องร้องขอใน  15 วัน เพื่อให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่   แต่สามารถอุทธรณ์ได้ทันที)     

                   - วันกำหนดนัดเพื่อฟังกำหนดวันพิจารณาหรือกำหนดนัดพร้อมเพื่อฟังผลคดีแพ่ง  ไม่ใช่กำหนดนัด ตามมาตรา  166   (.1570/15)

                - วันนัดฟังประเด็นกลับไม่ใช่วันสืบพยาน  (.890/16)

                - ศาลสั่งนัดพิจารณา แต่ไม่เป็นกิจจะลักษณะว่านัดพิจารณาอะไร เมื่อโจทก์ไม่มาศาล  ก็ยังไม่เป็นเหตุให้ศาลยกฟ้อง (.1331/42) 

                -  วันที่โจทก์ยื่นฟ้อง ไม่ใช่วันพิจารณา แม้โจทก์ไม่มา ก็จะยกฟ้องตาม  166 ไม่ได้

                - *** คำว่าโจทก์  หมายความรวมถึง ทนายโจทก์ หรือผู้รับมอบอำนาจจากโจทก็ด้วย   ดังนั้นถ้าผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ได้มาขอเลื่อนคดีแล้ว  แต่ศาลไม่อนุญาตให้เลื่อนก็ถือได้ว่าโจทก์มาศาลแล้ว   ศาลจะสั่งยกฟ้อง ตาม  166 ไม่ได้ (. 1739/28)     กระบวนพิจารณาต่อไปมี 2 กรณีคือ กรณีที่ยังไม่มีการสืบพยานโจทก์ไว้เลย ศาลก็งดสืบพยานโจทก์และพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยถือว่าโจทก์ไม่มีพยานมาสืบ     กรณีที่สองมีการสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว ศาลต้องสั่งงดสืบพยานที่เหลือและพิจารณาพยานหลักฐานของโจทก์ที่สืบไปแล้ว  ถ้าเป็นในชั้นไต่สวนมูลฟ้องศาลต้องวินิจฉัยว่าพยานโจทก์ที่นำเข้าไต่สวนมูลฟ้องไปแล้วพอฟังว่าคดีมีมูลหรือไม่   ถ้าเป็นชั้นพิจารณาก็ต้องนัดสืบพยานจำเลยต่อไป แล้วพิพากษาตามพยานหลักฐานที่มีอยู่  (. 145/36) 

                - *** คดีที่ผู้เสียหายเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ โจทก์ร่วมและทนายโจทก์ร่วมมีฐานะเป็นโจทก์ร่วมเช่นกัน ดังนี้ถ้าพนักงานอัยการโจทก์ไม่มาศาลตามกำหนดนัด  คงมาแต่โจทก์ร่วมหรือทนายโจทก์ร่วม จะถือว่าโจทก์ไม่มาศาลตามกำหนดนัดพิจารณาและยกฟ้องตาม  166 ไม่ได้ (. 1519/97)

                - กรณีมีการรวมพิจารณาคดีหลายสำนวนเข้าด้วยกัน โดยโจทก์แต่ละสำนวนเป็นคนละคนกัน ปัญหาว่าโจทก์มาตามกำหนดนัดหรือไม่ คงพิจารณาเป็นรายสำนวน (.5461/34)

                - ** การที่โจทก์หรือทนายโจทก์มาศาลแล้ว แต่ไม่เข้าห้องพิจารณา ก็ถือว่าไม่มาศาลตามกำหนดนัด 

 

                การขอให้ยกคดีขึ้นไต่สวนมูลฟ้องใหม่ หรือยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่  มาตรา 166 และ 181  +166

                -กรณีที่โจทก์ไม่มาตามกำหนดนัด ศาลก็ต้องยกฟ้องโดยอ้างเหตุผลว่าโจทก์ขาดนัดตามมาตรา  166 วรรคหนึ่ง  จะยกฟ้องโดยอ้างเหตุว่าโจทก์ไม่มีพยานมาสืบไม่ได้  อย่างไรก็ดีแม้ศาลจะยกฟ้องโดยอ้างเหตุว่าโจทก์ไม่มีพยานมาสืบก็ตาม ก็ถือว่าเป็นการยกฟ้องตามมาตรา 166 วรรคหนึ่งนั่นเอง  โจทก์จึงมีสิทธิขอให้ยกคดีขึ้นไต่สวนมูลฟ้องใหม่หรือพิจารณาใหม่ตาม มาตรา  166 วรรคหนึ่ง ได้ (.772/28)

                -เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ยกคดีพิจารณาใหม่    เช่น  โจทก์ไม่เข้าห้องพิจารณาโดยอ้างว่าโจทก์ได้มาศาลตามกำหนดนัดแล้วเพียงแต่โจทก์ยังติดการดำเนินคดีอาญาอื่น  ซึ่งศาลได้นัดพิจารณาไว้ในวันเวลาเดียวกันก่อน  หากเป็นความจริงก็พอถือได้ว่ามีเหตุผลสมควรที่จะยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่  ศาลชั้นต้นชอบที่จะไต่สวนคำร้องของโจทก์(เพื่อพิจารณาว่ามีเหตุอันควรจริงหรือไม่ก่อน)  แล้วมีคำสั่งในเรื่องนี้ต่อไป มิใช่สั่งเลยไปถึงว่าเป็นเรื่องโจทก์ไม่มีพยานมาสืบซึ่งเป็นคนละกรณีกัน  เช่น     ฎ. 4366/47

*** ฎ. 4366/47  การที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ เพราะเห็นว่าโจทก์ไม่มาศาลในวันนัดสืบพยานโจทก์นั้น เป็นการยกฟ้องตามมาตรา 166 วรรคแรก ประกอบ  181   ดังนั้นเมื่อข้อเท็จจริงในสำนวนปรากฎว่าศาลชั้นต้นยกฟ้องโจทก์และโจทก์มายื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำพิพากษาดังกล่าว ซึ่งมีผลเท่ากับเป็นการขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ โดยยื่นคำร้องภายใน 15 วัน นับแต่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง  ทั้งคำร้องของโจทก์ก็ได้แสดงเหตุยืนยันว่าโจทก์ได้มาศาลตามกำหนดนัดแล้วเพียงแต่โจทก์ยังติดการดำเนินคดีอาญาอื่น  ซึ่งศาลได้นัดพิจารณาไว้ในวันเวลาเดียวกันก่อนแล้วจึงมาดำเนินคดีนี้ต่อไป ซึ่งหากเป็นความจริงตามคำร้องก็นับว่ามีเหตุสมควรที่โจทก์ไม่ได้มาดำเนินคดีนี้ตามกำหนดนัด ศาลชอบที่จะไต่สวนคำร้องของโจทก์เสียก่อนจึงจะวินิจฉัยได้ว่าที่โจทก์ไม่มาดำเนินคดีนี้ตามกำหนดนัด มีเหตุผลสมควรหรือไม่  การที่ศาลล่างด่วนวินิจฉัยสั่งยกคำร้องของโจทก์โดยไม่ไต่สวนให้ได้ความจริงเสียก่อน จึงไม่ชอบด้วย มาตรา  166 วรรคสอง ประกอบ  181

                -** กรณีที่โจทก์และทนายโจทก์ไม่มาศาล แต่ได้ให้เสมียนทนายนำคำร้องขอเลื่อนคดีมายื่นต่อศาล ไม่ใช่กรณีโจทก์ไม่มาตามกำหนดนัดเพราะโจทก์ขอเลื่อนคดีไว้แล้ว  ศาลจึงต้องพิจารณาคำร้องขอเลื่อนคดีของโจทก์ว่าจะอนุญาตให้เลื่อนคดีหรือไม่  ถ้าศาลเห็นว่าไม่มีเหตุสมควรที่จะอนุญาตให้เลื่อนคดี ศาลก็ต้องให้งดสืบพยานโจทก์  ซึ่งถ้าเป็นการสืบพยานโจทก์นัดแรก ศาลก็จะถือว่าโจทก์ไม่มีพยานมาสืบ  แล้วพิพากษายกฟ้องได้ทันที  (.1739/28) 

- แต่ถ้าไม่ใช่นัดสืบพยานโจทก์นัดแรกและมีการนัดสืบพยานโจทก์นัดก่อนๆไปบ้างแล้ว  หากศาลไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีศาลก็คงให้งดสืบพยานโจทก์เฉพาะพยานโจทก์ที่เหลือเท่านั้น แล้วให้นัดสืบพยานจำเลยต่อไป เพราะพยานโจทก์ที่ได้สืบไปแล้วยังคงใช้ได้อยู่ ศาลจะให้งดสืบพยานโจทก์และถือว่าโจทก์ไม่มีพยานมาสืบแล้วพิพากษาให้ยกฟ้องทันทีไม่ได้   การพิพากษาคดีต้องวินิจฉัยพยานโจทก์ที่ได้สืบไปแล้วกับพยานจำเลย  จึงพิพากษาไปตามพยานหลักฐานเท่าที่ปรากฎนั้น(.145/36)  กรณีดังกล่าวแม้จะยกฟ้องด้วยเหตุผลว่าโจทก์ไม่มีพยานมาไต่สวนให้เห็นว่าคดีโจทก์มีมูลและพิพากษายกฟ้อง โจทก์จะมาร้องขอให้ให้ยกคดีขึ้นไต่สวนมูลฟ้องหรือพิจารณาใหม่ ตามมาตรา  166 มิได้   มิใช่เป็นกรณีที่ศาลยกฟ้องเพราะโจทก์ไม่มาศาลตามกำหนดนัด  (เพราะแม้เป็นกรณีที่โจทก์และทนายโจทก์ไม่มาศาล แต่ได้ให้เสมียนทนายนำคำร้องขอเลื่อนคดีมายื่นต่อศาล ไว้แล้ว จึงมิใช่กรณี โจทก์ไม่มาศาลตามกำหนดนัด  ) 

                -  ** แต่ถ้าเป็นกรณีโจทก์ไม่มาศาล โดยไม่ได้ขอเลื่อนคดี  ศาลก็ยกฟ้องได้เลยแม้จะไม่ใช่นัดสืบพยานโจทก์ครั้งแรกและไม่ต้องคำนึงถึงพยานโจทก์ที่ได้สืบไปแล้วในนัดก่อนๆว่าจะรับฟังได้หรือไม่ เพราะเป็นการยกฟ้องตามมาตรา 166 วรรคหนึ่ง (.1214/38) 

                -  *** ในกรณีที่โจทก์ไม่มาตามกำหนดนัดมาตรา  166  ได้บัญญัติไว้ชัดแจ้งแล้วว่าให้ศาลยกฟ้อง  ดังนั้นจึงจะนำ ป.วิ..มาบังคับโดยถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้องและจำหน่ายคดีเป็นการไม่ชอบ (.1574/25) อย่างไรก็ดีแม้จะถือว่าคำสั่งศาลที่สั่งจำหน่ายคดีโดยถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้องไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณาก็ตาม แต่หากไม่มีการอุทธรณ์ฎีกา คำสั่งดังกล่าวก็ถึงที่สุด เมื่อเป็นเช่นนี้โจทก์จึงฟ้องจำเลยเป็นคดีใหม่ได้ ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 166 วรรคท้าย ทั้งไม่ทำให้สิทธิในการนำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตาม 39(4)ด้วย(.162-3/06)

                -*** ในกรณีที่มิใช่โจทก์ขาดนัด  แต่ศาลกลับยกฟ้องอ้างว่าโจทก์ขาดนัดซึ่งเป็นการไม่ชอบ เช่น โจทก์ยังไม่ทราบกำหนดนัด หรือศาลสั่งยกฟ้องทั้งที่ทนายโจทก์มาศาล โจทก์ก็มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นได้ทันที ไม่ต้องขอพิจารณาใหม่ ตาม 166 วรรคสอง    การที่ศาลสั่งยกฟ้องไปโดยโจทก์ไม่ได้ขาดนัดนี้ ถือได้ว่าเป็นการสั่งไปโดยผิดหลงตาม วิ.แพ่ง มาตรา  27 ประกอบวิ.อาญา  ม.15  โจทก็จึงมีสิทธิร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งยกฟ้องได้   ซึ่งจะต้องร้องขอเพิกถอนภายใน 8 วัน นับแต่โจทก์ทราบคำสั่งศาล   กรณีเช่นนี้ไม่อยู่ในบังคับว่าต้องร้องขอต่อศาลภายใน 15 วันนับแต่วันยกฟ้อง (.794/40)

                - ถ้าเป็นกรณีที่โจทก์ขาดนัดและศาลยกฟ้อง โจทก์จะต้องขอพิจารณาใหม่ตามมาตรา  166 วรรคสอง ก่อน ทั้งนี้เพื่อให้มีข้อเท็จจริงที่ศาลจะวินิจฉัยให้โจทก์จะยื่นอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์สั่งให้พิจารณาใหม่ทันทีไม่ได้ เป็นการข้ามขั้นตอน (.2109/29)

                - ในคดีที่เกินอำนาจของผู้พิพากษาคนเดียวนั้น การพิพากษายกฟ้องตามมาตรา  166 จะกระทำโดยผู้พิพากษาคนเดียวไม่ได้ (.2716/28)

                - คดีที่ศาลยกฟ้องโดยเหตุที่โจทก์ไม่มาตามกำหนดนัด โจทก์มีสิทธิร้องขอให้ยกคดีขึ้นไต่สวนมูลฟ้องหรือพิจารณาใหม่ได้ภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันยกฟ้อง ไม่ใช่นับแต่วันที่โจทก์ทราบคำสั่ง(.1409/29)

 

                เหตุสมควรที่โจทก์มาศาลไม่ได้

                - โจทก์ไม่มาศาลเพราะจดจำวันนัดของศาลผิด เป็นความบกพร่องหรือประมาทเลินเล่อของโจทก์  ถือว่าไม่ใช่เหตุสมควร   (.724/48)***

                - คำร้องอ้างว่าไม่ทราบกำหนดนัดสืบพยานโจทก์เนื่องจากย้ายภูมิลำเนา เป็นเหตุอันสมควร  ศาลต้องไต่สวนคำร้อง (.186/42)

 

ผลของการยกฟ้อง  มาตรา 166 วรรคสาม 

                จะฟ้องจำเลยเรื่องเดียวกันนั้นอีกไม่ได้

                - การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกฟ้องเพราะโจทก์ไม่มาศาลตามมาตรา  166 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามมาตรา  220  (.1751/48)

 

                คดีมีมูลให้ประทับฟ้อง มาตรา 167 

                - คดีมีมูลศาลสั่งประทับฟ้องได้โดยไม่ต้องทำในรูปคำพิพากษา  จึงไม่อยู่ภายใต้บังคับมาตรา  186  แต่ถ้าคดีไม่มีมูลศาลต้องพิพากษายกฟ้องจะต้องมีหัวข้อสำคัญตามมาตรา  186 (.243/11)

                - กรณีที่โจทก์ไม่สามารถนำพยานมาไต่สวนมูลฟ้องได้  ถือว่าคดีโจทก์ไม่มีมูล   และถ้าศาลเห็นว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด ก็พิพากษายกฟ้องได้เลย ไม่จำต้องประทับฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้องในภายหลัง (. 2777/45) เหตุผลตามมาตรา  185   

 

                คำสั่งมีมูลย่อมเด็ดขาด มาตรา 170 

                - คำสั่งมีมูลย่อมเด็ดขาดไม่ว่าจะเป็นคำสั่งของศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ก็ตาม (.669/17)

                -  ในกรณีคดีที่ราษฎรเป็นโจทก์เมื่อศาลยังไม่ได้สั่งให้คดีมีมูล จำเลยจะอุทธรณ์ฎีกาไม่ได้เพราะยังไม่อยู่ในฐานะจำเลย  (. 2046/25)

                - ในคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาชั้นไต่สวนมูลฟ้อง พิพากษายกฟ้องคดีอาญา  และไม่รับฟ้องคดีแพ่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้รับฟ้องทั้งคดีอาญาและคดีส่วนแพ่ง  จำเลยฎีกาคำสั่งมีมูลไม่ได้ แต่ฎีกาคำสั่งให้รับคดีในส่วนแพ่งได้(. 1895/19)

                - ในกรณีที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ไม่มีมูลพิพากษายกฟ้อง ก็อยู่ภายใต้บังคับมาตรา  193  ทวิ ด้วย  ดังนั้นหากคดีโจทก์ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง โจทก์ก็อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงไม่ได้(ฎ.407/24)

                -   ในกรณีที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีโจทก์ไม่มีมูลพิพากษายกฟ้องนี้ หากเป็นคดีต้องห้ามอุทธรณ์ปัญหาข้อเท็จจริง แต่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้ แล้วพิพากษาว่าคดีมีมูล ดังนี้ไม่เป็นการเด็ดขาดตามมาตรา 170  เพราะศาลอุทธรณ์ไม่มีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์(.974/16) 

                - แม้คำสั่งมีมูลจะเด็ดขาด แต่ถ้าเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา  158  ศาลสูงย่อมมีสิทธิยกขึ้นอ้างได้ เพราะถือว่าเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยฯ   (.3154/24)

 

การพิจารณาคดีอาญาต้องทำโดยเปิดเผย(ต่อหน้าจำเลย)   มาตรา  172,172 ทวิ 

                -  คำเบิกความของพยานในคดีอื่นซึ่งไม่ได้กระทำต่อหน้าจำเลยจะนำมายันจำเลยไม่ได้ เพราะมิได้เบิกความต่อหน้าจำเลย (.1020/11) และแม้จำเลยจะยินยอมก็ใช้ไม่ได้      (. 1264/14)  นอกจากนี้โจทก์ยังจะขอให้ศาลวินิจฉัยตามคำพยานโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องซึ่งมิได้กระทำต่อหน้าจำเลยไม่ได้ (.1573/21) แต่ถ้าเพียงอ้างพยานโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องมาประกอบพยานอื่นที่ได้มาเบิกความในชั้นพิจารณาได้(.1142/03)

                - ในกรณีที่มีการสืบพยานโจทก์ไปแล้ว จำเลยบางคนจึงให้การรับสารภาพ ศาลจึงสั่งให้แยกฟ้องจำเลยที่ให้การปฎิเสธ เมื่อโจทก์ฟ้องคดีใหม่แล้ว ถือว่าคำเบิกความในคดีเดิมได้พิจารณาโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลยแล้ว(.1457/31)

                -  การเรียกสำนวนการสอบสวนจากพนักงานอัยการมา เพื่อประกอบการวินิจฉัยของศาลตาม ป.วิ..มาตรา 175  มิใช่การพิจารณาและสืบพยานในศาล จึงไม่ต้องทำต่อหน้าจำเลย และจำเลยไม่มีอำนาจถามค้าน(. 5239/47)

                -   กรณีการเดินเผชิญสืบหรือส่งประเด็นไปสืบพยานที่ศาลอื่น โดยจำเลยแถลงไม่ติดใจไปฟังการพิจารณาตามมาตรา  230  ทำให้ศาลมีอำนาจพิจารณาและสืบพยานลับหลังจำเลยได้  แต่ถ้าจำเลยแถลงขอตามประเด็นไปฟังการพิจารณา ศาลใช้ดุลพินิจไม่อนุญาตไม่ได้(.377-378/16)  แต่ถ้าจำเลยแถลงว่าจะไม่ตามประเด็นไป แม้ศาลที่รับประเด็นเลื่อนการพิจารณาออกไปโดยไม่แจ้งวันเวลานัดให้จำเลยทราบ ก็เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบ (.1066/26)

                - คดีละเมิดอำนาจศาล ถือว่าเป็นกฎหมายพิเศษที่ให้อำนาจศาลค้นหาควมจริงได้โดยไม่ต้องกระทำต่อหน้าจำเลย(. 1159/26)

                - กรณีไต่สวนมูลฟ้องคดีที่ราษฎรเป็นโจทก์ หากจำเลยไม่มาฟังการไต่สวนมูลฟ้อง ศาลไต่สวนมูลฟ้องลับหลังจำเลยได้

                -  กรณีการสืบพยานก่อนฟ้องคดี ตาม มาตรา  237 ทวิ  ไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นกรณีที่ ผู้ต้องหาถูกควบคุมตัวอยู่หรือไม่  แม้ผู้ต้องหาไม่ถูกควบคุมตัวอยู่ศาลก็สืบพยานไว้ก่อนได้  (. 2980/47)       

การถามคำให้การจำเลย มาตรา 172 วรรคสอง

                -  ศาลต้องอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง และถามว่าจำเลยกระทำผิดจริงหรือไม่ จะให้การต่อสู้คดีอย่างไร  แต่ในการสืบพยานไว้ก่อนตามมาตรา 237 ทวิ ไม่อยู่ภายใต้บังคับมาตรา 172 วรรคสอง (.  757/45)

                -  การพิจารณาคดีอาญา ศาลจะต้องสอบถามคำให้การจำเลยตามมาตรา 172  วรรคสอง เพื่อให้ทราบประเด็นเบื้องต้นแห่งคดีเท่านั้น ดังนั้นแม้จะไม่ได้สอบถามคำให้การจำเลยไว้ก็ไม่ทำให้การดำเนินกระบวนพิจารณาเสียไป (. 465/09)

                - การต่อสู้คดีอาญา จำเลยไม่ต้องให้การต่อสู้เป็นประเด็นไว้เหมือนอย่างคดีแพ่ง ศาลก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้(1035/40 )

                - ในคดีอาญาจำเลยจำให้การอย่างไรก็ได้ แม้จะไม่ให้การก็ได้ เมื่อจำเลยให้การอย่างไร หรือจำเลยไม่ยอมให้การก็ให้ศาลจดรายงานไว้  จำเลยหาจำต้องให้การปฏิเสธเป็นประเด็นว่าคดีโจทก์ขาดอายุความไว้ด้วย  เมื่อคดีโจทก์ขาดอายุความศาลก็พิพากษายกฟ้องได้ ตามมาตรา 185 (ฏ 986/18)

                -   จำเลยยื่นคำให้การไว้ 2 ฉบับ ฉบับหนึ่งให้การรับสารภาพ  อีกฉบับหนึ่งให้การปฏิเสธ  เมื่อศาลสอบคำให้การจำเลย จำเลยให้การรับสารภาพ ถือว่าเป็นคำให้การรับสารภาพที่ชัดแจ้งแล้ว(.2038/45)

การตั้งทนายความให้จำเลย มาตรา 173

                ตามมาตรา 173 วรรคหนึ่ง ในคดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิต หรือคดีที่จำเลยมีอายุไม่เกินสิบแปดปีในวันที่ถูกฟ้องต่อศาล ก่อนเริ่มพิจารณาศาลต้องถามจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าจำเลยไม่มี ศาลต้องตั้งทนายความให้เสมอ ทั้งนี้โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยต้องการทนายความหรือไม่ (.7701/47,8366/44)

                -  *** การถามเรื่องทนายความจะต้องถามก่อนเริ่มพิจารณา คือก่อนอ่านอธิบายฟ้องและถามคำให้การจำเลย   แต่การถามจำเลยถึงข้อที่จำเลยต้องโทษมาก่อนหรือไม่ก่อนที่จะถามเรื่องทนายนั้น ไม่ทำให้คำให้การของจำเลยในเรื่องนี้เสียไป เพราะตามมาตรา 173  หมายถึง ก่อนพิจารณาเนื้อหาความผิดที่ถูกฟ้องเท่านั้น (. 872/09 .)

                -  ที่ว่าการสอบถามจำเลยเรื่องทนาย จะต้องสอบถามก่อนเริ่มพิจารณา ซึ่งหมายถึง ก่อนอ่านอธิบายฟ้องและถามคำให้การจำเลย  ถ้าศาลถามคำให้การจำเลยก่อนแล้วจึงถามเรื่องทนาย เป็นการไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกระบวนการพิจารณา  เมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์หรือฎีกา ศาลดังกล่าวต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นทำการพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ตาม มาตรา 208(2)  (. 6915/44) และศาลสูงจะถือเอาเหตุนี้มาพิพากษายกฟ้องโจทก็เสียทีเดียวไม่ได้ ทั้งนี้เพราะมิใช่ความผิดของโจทก์นั่นเอง

                - ** การที่ศาลไม่ได้สอบถามจำเลยเรื่องทนายความ แต่ปรากฏว่าจำเลยได้แต่งทนายความเข้ามาดำเนินคดีว่าต่างให้ตั้งแต่วันสืบพยานโจทก็นัดแรกจนเสร็จการพิจารณา ไม่มีเหตุที่ศาลจะสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ (.4460/46)  อย่างไรก็ตามแม้จำเลยแต่งทนายความเข้ามา แต่เป็นเวลาภายหลังสืบพยานโจทก์เสร็จแล้ว เป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ  ศาลสูงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินการใหม่ (. 9001/47)

                - ** การไม่ปฏิบัติตามมาตรา 173 วรรคแรก ทำให้กระบวนการพิจารณานั้นเสียไปตั้งแต่ต้น  ดังนั้นที่ว่าศาลชั้นต้นต้องพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี  จึงต้องเริ่มต้นตั้งแต่สอบจำเลยเรื่องทนายความ  อ่านฟ้องและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง ถามคำให้การจำเลย ตามมาตรา 172  วรรคสอง แล้วสืบพยานโจทก์ สืบพยานจำเลย และมีคำพิพากษาใหม่  ดังนี้การที่ศาลอุทธรณ์เพียงแต่ให้ศาลชั้นต้นถามคำให้การจำเลยแล้วอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไปก็ไม่ทำให้กระบวนพิจารณาที่เสียไปแล้วกลับมาเป็ฯชอบด้วยกฎหมายได้ (.4608/45)

                -  ถ้าความจริงปรากฏว่าศาลชั้นต้นได้สอบถามเรื่องทนายความแล้วแม้ไม่ได้จดบันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาซึ่งเป็นการไม่ชอบก็ตาม  ก็ไม่มีเหตุอันสมควรที่จะต้องดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ (. 2923/41)

 

                - คดีที่มีโทษจำคุก เมื่อศาลถามเรื่องทนายความแล้ว จำเลยแถลงว่าจะหาทนายความเองและได้มีการแต่งทนายความเข้ามาแล้ว  ถือว่าศาลได้ดำเนินการตาม ป.วิ.อาญา มาตรา  173 แล้ว แม้ต่อมาจำเลยให้การรับสารภาพและมีการสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพโดยทนายความของจำเลยไม่มาศาล ก็เป็นกระบวนพิจารณาที่ชอบแล้ว (. 2096/41) 

                - แม้จำเลยจะได้แถลงว่าจะหาทนายความมาเอง แต่ในวันนัดสืบพยานจำเลยหาทนายไม่ได้ขอให้ศาลหาทนายให้ ดังนี้ศาลต้องตั้งทนายให้ (.2067/20)  ในกรณีเช่นนี้หากในวันนัดสืบพยาน จำเลยหาทนายไม่ได้แต่ลำเลยไม่ได้ขอให้ศาลตั้งทนายให้  ศาลก็ไม่มีหน้าที่ต้องตั้งทนายให้จำเลย (.1260/14)

                -  ในวันที่ศาลสอบถามคำให้การ จำเลยแถลงว่าจะหาทนายสู้คดีเอง เช่นนี้ ย่อมแสดงว่าจำเลยไม่ต้องการให้ศาลตั้งทนายให้  จึงไม่ใช่หน้าที่ของศาลที่จะตั้งทนายให้จำเลย แม้ในวันนัดสืบพยานโจทก์จำเลยในเวลาต่อมาจำเลยจะมิได้ตั้งทนาย ศาลก็ย่อมดำเนินการพิจารณาต่อไป และถือว่าการพิจารณาคดีของศาลเป็นการชอบ    และถ้าจำเลยมีทนายแล้ว แต่ไม่มาศาลในวันนัดสืบพยานโจทก์ ถือไม่ได้ว่าจำเลยไม่มีทนาย (.666/19)

 

การตรวจพยานหลักฐานก่อนสืบพยาน มาตรา  173/1-2

                การกำหนดให้มีวันตรวจพยานหลักฐานไม่จำต้องดำเนินการทุกคดี  เช่น  คดีที่จำเลยให้การรับสารภาพ หรือคดีที่ผู้ต้องหาให้การปฎิเสธแต่ไม่มีคู่ความฝ่ายใดร้องขอและศาลไม่เห็นสมควรให้มีวันตรวจพยานหลักฐาน  ประกอบกับเป็นคดีที่ไม่มีความยุ่งยากซับซ้อนหรือพยานหลักฐานไม่มากนัก  เหล่านี้ไม่ต้องมีการกำหนดให้มีวันตรวจพยานหลักฐาน

                การยื่นบัญชีระบุพยาน  คู่ความต้องยื่นบัญชีระบุพยานต่อศาลก่อนวันตรวจพยานหลักฐานไม่น้อยกว่า  7 วัน   ส่วนการยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมต้องยื่นต่อศาลก่อนการตรวจพยานหลักฐานเสร็จสิ้น การยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมเมื่อล่วงระยะเวลาข้างต้น จะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากศาล โดยต้องแสดงเหตุผลอันสมควรว่าไม่สามารถทราบถึงพยานหลักฐานนั้น หรือเป็นกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม  หรือเพื่อให้โอกาสแก่จำเลยในการต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่

 

                การเรียกหรือส่งพยานเอกสารหรือพยานวัตถุ

                1.  กรณีที่อยู่ในความครอบครองของบุคคลภายนอก

                       - ให้ยื่นคำขอต่อศาลพร้อมกับยื่นบัญชีระบุพยาน ให้ศาลมีคำสั่งเรียกพยานเอกสารหรือพยานวัตถุ มาจากผู้ครอบครอง  เพื่อให้ได้มาก่อนวันตรวจพยานหลักฐาน

                2.  กรณีที่อยู่ในความครอบครองของคู่ความ

                     -  ในวันตรวจพยานหลักฐาน ให้คู่ความส่งเอกสารหรือพยานวัตถุที่ยังอยู่ในความครอบครองของตนต่อศาลเพื่อให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตรวจสอบ เว้นแต่ศาลจะสั่งเป็นอย่างอื่น                           

 

                กระบวนพิจารณาในวันนัดตรวจพยานหลักฐาน

                  1. ให้คู่ความส่งพยานเอกสารและพยานวัตถุที่อยู่ในความครอบครองของตนต่อศาล เพื่อให้อีกฝ่ายตรวจสอบ

                2.  ให้คู่ความแต่ละฝ่ายแถลงแนวทางการเสนอพยานหลักฐานต่อศาล

                3.  ให้ศาลสอบถามคู่ความถึงความเกี่ยวข้องกับประเด็น และความจำเป็นที่จะต้องสืบพยานหลักฐานอ้างอิง  ตลอดจนยอมรับพยานหลักฐานของอีกฝ่าย เสร็จแล้วให้ศาลกำหนดวันนัดสืบพยาน โดยแจ้งให้คู่ความทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วัน 

                      กรณีโจทก์ไม่มาศาลในวันนัดตรวจพยานหลักฐาน ให้นำบทบัญญัติ มาตรา 166 มาใช้บังคับโดยอนุโลม  (การขาดนัดและศาลต้องมีคำสั่งยกฟ้อง โปรดดูมาตรา  166 )      

 

หน้าที่นำสืบในคดีอาญา มาตรา  174

โจทก์มีหน้าที่นำพยานหลักฐานเข้าสืบพิสูจน์ความผิดของจำเลยก่อน  เมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จแล้วจำเลยจึงมีหน้าที่นำพยานเข้าสืบ  แสดงว่าในคดีอาญาโจทก์มีหน้าที่นำสืบก่อนเสมอ  ถ้าศาลให้จำเลยนำสืบพยานก่อน เป็นการไม่ชอบ (.1217/03)

                 -  หากโจทก์ไม่สืบพยาน หรือสืบมาฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นผู้กระทำผิด ก็จะลงโทษจำเลยไม่ได้  และจะเอาคำเบิกความของจำเลยที่ตอบคำถามค้านโจทก์มาลงโทษจำเลยไม่ได้ (.5485/39)**

                - จำเลยให้การต่อสู้ว่ากระทำเพื่อป้องกันเท่ากับจำเลยปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำ ดังนั้นโจทก์ยังคงมีหน้าที่    นำสืบว่าจำเลยกระทำผิด  (.2019/14)

                -  อายุความฟ้องในคดีอาญา เป็นเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ จึงเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะนำสืบว่าคดียังไม่ขาดอายุความ (.1035/40)*

                -  ความผิดฐานรับของโจร โจทก์ต้องนำสืบว่าจำเลยรับทรัพย์ของกลางมาโดยรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำผิด ตาม ป..มาตรา 357 (. 5435/43) 

                - ในคดีร้องขอคืนของกลางเป็นหน้าที่ของผู้ร้องจะต้องนำสืบว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของและมิได้รู้เห็นด้วยในการกระทำความผิด  ไม่ใช่หน้าที่ของโจทก์(.368/35)

                -  โจทก์ขอให้นับโทษต่อจากโทษในคดีอื่น แต่จำเลยมิได้ให้การรับว่าจำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอื่น แม้คดีที่ขอให้นับโทษต่อนั้นจะฟ้องต่อศาลชั้นต้นเดียวกัน  ก็ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ศาลรับรู้ได้เอง  จึงเป็นหน้าที่ของโจทก์ต้องสืบว่าจำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกันกับจำเลยในคดีอื่น(.7262/46) ดังนั้นศาลต้องสอบถามจำเลย และถ้าจำเลยยอมรับโจทก์จึงจะขอให้นับโทษต่อได้ (.4255/41)***

                -  เมื่อจำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงแล้วว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาอื่น ถือได้ว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงว่าเคยต้องโทษแต่ศาลรอการลงโทษไว้ ศาลจึงบวกโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ได้  โดยโจทก์ไม่จำต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว (.3040/35)

                - จำเลยให้การต่อศาลว่า ความจริงลูกระเบิดไม่ใช่ของจำเลย แต่เพื่อมิให้ยุ่งยากแก่คดี จำเลยขอรับสารภาพตลอดข้อหา  ดังนี้มิใช่คำให้การรับสารภาพตามฟ้อง (. 1318/23)

- กรณีที่ผู้เสียหายมีคำแถลง  ถ้าโจทก์ไม่คัดค้านและไม่ขอสืบพยาน ศาลรับฟังข้อเท็จจริงจากคำแถลงของผู้เสียหายได้(.1476/2)                                                                                                                                                                                                      

คดีที่จำเลยให้การรับสารภาพ    มาตรา  176

                หลักเกณฑ์  ในชั้นพิจารณาถ้าจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องให้ศาลพิพากษาโดยไม่ต้องสืบพยานหลักฐานต่อไป แต่ถ้าเป็นคดีที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างต่ำตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป หรือโทษหนักกว่านั้น ศาลต้องฟังพยานหลักฐานจนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิด

- ในคดีที่จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกอย่างต่ำไม่ถึง  5 ปี  ที่ให้อำนาจศาลพิพากษาได้โดยไม่ต้องสืบพยานหลักฐานนั้น  มิได้หมายความว่าศาลต้องพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดและลงโทษจำเลยเสมอไปไม่  ดังนี้เมื่อศาลพิจารณาคำฟ้องแล้วเห็นว่าการกระทำของจำเลยตามที่กล่าวในฟ้องไม่เป็นความผิด  ศาลมีอำนาจพิพากษายกฟ้องโจทก์ได้ ทั้งนี้โดยอาศัยอำนาจตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง (.128/43)

                - โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำผิดภายหลังวันที่โจทก์ฟ้อง  เป็นคำฟ้องไม่ชอบ ตามมาตรา  158  จึงไม่อาจลงโทษจำเลยได้ (.568/37)  เหตุผลเพราะวันเวลาซึ่งเกิดการกระทำที่โจทก์กล่าวหาว่าเป็นความผิด เป็นสาระสำคัญของข้อเท็จจริงที่โจทก์จะต้องบรรยายในคำฟ้องตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 158(5) โจทก์จะละเลยเสียมิได้  โจทก์จึงจะอาจอ้างว่าเกิดจากความผิดหลงไม่ได้โดยเด็ดขาด 

                - คำรับสารภาพที่ไม่ชัดเจนว่าจำเลยรับสารภาพว่ากระทำผิดฐานใด ลงโทษจำเลยไม่ได้ คงเป็นหน้าที่โจทก์ต้องนำสืบว่าจำเลยกระทำผิดฐานใด เช่นโจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร  จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง คำให้การดังกล่าวไม่ชัดเจนพอที่จะฟังว่าจำเลยกระทำผิดฐานใด  เมื่อโจทก์ไม่ได้นำสืบให้ได้ความเช่นนั้น   และแม้ว่าในคำร้องขอบรรเทาผลร้ายของจำเลยจะมีเนื้อหาว่ารับซื้อไมรโครโพนของกลางไว้เพื่อให้หลานใช้ร้องเพลงเล่นก็ตาม แต่คำร้องขอบรรเทาโทษมิใช่คำให้การ  เป็นเพียงขอให้ศาลลงโทษสถานเบาและบรรยายเหตุผลต่างๆให้ศาลปราณี ถึงแม้จะใช้ถ้อยคำที่อาจแสดงว่าจำเลยรับสารภาพในความผิดฐานใดฐานหนึ่ง หรือมิได้รับสารภาพในความผิดฐานใดเลย ก็มิอาจถือได้ว่าคำร้องขอบรรเทาผลร้ายดังกล่าว เป็นคำให้การของจำเลย เมื่อคำให้การของจำเลยไม่สามารถรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำผิดในข้อหาใด ศาลย่อมพิพากษาลงโทษไม่ได้               

        ดู ฎ.4129/43      “ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์หรือรับของโจรตาม ป..มาตรา 334 ,  335 และ 357  จำเลยให้การรับสารภาพว่ากระทำผิดตามฟ้อง คำให้การฉบับนี้ย่อมไม่ชัดเจนว่าจำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาใด แต่ในวันเดียวกันนั้นจำเลยยื่นคำให้การอีกฉบับหนึ่งมีข้อความว่า จำเลยขอถอนคำให้การทั้งหมดแล้วขอให้การรับสารภาพในข้อหาลักทรัพย์ตาม 334  เท่ากับจำเลยยังคงปฎิเสธคำฟ้องโจทก์ในความผิดตาม  335 และ 357  เมื่อโจทก์จำเลยแถลงไม่ติดใจสืบพยาน เท่ากับโจทก์ไม่ติดใจที่จะสืบพยานในความผิดตาม  335 และ 357  อีกต่อไป  ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามคำรับสารภาพของจำเลยว่าจำเลยกระทำผิดตาม 334  ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม 335(8) วรรคแรก จึงไม่ถูกต้อง ” 

            - ฟ้องที่ไม่ถูกต้องแม้จำเลยจะให้การรับสารภาพ ศาลก็ลงโทษจำเลยไม่ได้ (. 473/86)  เช่น  ปรากฏว่าบรรยายฟ้องเรื่องวันเวลาการบาดเจ็บ ขัดกับรายงานการชันสูตรบาดแผล ดังนี้ย่อมฟังไม่ได้ว่าจำเลยทำผิดตามวัน  ที่โจทก์บรรยายมาในฟ้อง  แม้จำเลยจะรับสารภาพตามฟ้องก็ลงโทษจำเลยไม่ได้ ศาลจึงต้องยกฟ้อง(.833/95)

                -  จำเลยให้การรับสารภาพฐานรับของโจร แต่กลับแถลงว่าไม่รู้ว่าทรัพย์ที่เอามาเป็นทรัพย์ที่ถูกลักมา ถือว่าเป็นคำให้การปฎิเสธ  แต่เมื่อโจทก์ยังไม่ทราบคำแถลงเพิ่มเติมนี้ จะถือว่าโจทก์ไม่ติดใจสืบพยานไม่ได้  จึงต้องให้สืบพยานกันต่อไป (.2596/41)

                - จำเลยให้การรับสารภาพ เพื่อมิให้ยุ่งยากแก่คดี ดังนี้ไม่เป็นคำรับสารภาพ (.1318/23)  แต่ถ้าเป็นการรับสารภาพแล้วได้แถลงต่อไปว่ากระทำไปโดย รู้เท่าไม่ถึงการณ์  ดังนี้เป็นคำแถลงเพื่อขอบรรเทาโทษ ไม่ใช่คำให้การว่าจำเลยมิได้เจตนากระทำผิด (.2274/25)   แต่ถ้านอกจากจะให้การรับสารภาพว่ากระทำไปโดย รู้เท่าไม่ถึงการณ์แล้ว จำเลยยังให้การด้วยว่าไม่รู้ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความผิด  ดังนี้ไม่เป็นคำรับสารภาพ(.5114/31) 

จำเลยให้การรับสารภาพ กับ รับสารภาพตามฟ้อง

                คำให้การของจำเลยที่ให้การว่า รับสารภาพว่าได้กระทำความผิดตามฟ้อง หรือรับสารภาพผิดตลอดข้อหา หรือให้การรับสารภาพ    มีความหมายว่าจำเลยให้การรับสารภาพเฉพาะข้อหาความผิดที่โจทก์ฟ้องเท่านั้น  ไม่ถือว่าจำเลยรับสารภาพในเรื่องอื่นๆที่โจทก์กล่าวมาในฟ้อง เช่น การเป็นบุคคลเดียวกันกับจำเลยในคดีอื่นที่โจทก์ขอให้บวกโทษ ฎ.6806/39)    ดังนั้นหากโจทก์ไม่สืบพยานและศาลชั้นต้นนำโทษที่รอมาบวกเข้ากับโทษในคดีใหม่นี้ด้วย จึงเป็นการไม่ชอบ  และปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย  (. 3834/31)

                -  แต่คำให้การว่า  รับสารภาพตามฟ้อง     ถือว่าเป็นคำให้การที่รับตามที่โจทก์กล่าวในฟ้อง ทั้งในข้อหาความผิดที่โจทก์ฟ้องและรับในเรื่องอื่นๆที่ไม่เกี่ยวกับข้อหาความผิดที่โจทก์กล่าวมาในฟ้องด้วย เช่น รับว่าเป็นบุคคลเดียวกันกับคดีก่อนๆ  จึงสามารถขอให้เพิ่มโทษ  การขอให้นับโทษต่อ  การรอการลงโทษไว้ในคดีก่อนได้  (.2167/47,2413/47,2335/47)

                - ในคดีที่จำเลยให้การรับสารภาพแล้ว ก่อนศาลมีคำพิพากษา  โจทก์ยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมฟ้องให้นำโทษจำคุกที่รอไว้ในคดีอื่นมาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้ ดังนี้หากศาลยังไม่ได้สอบจำเลยเพิ่มเติมเกี่ยวกับการที่จำเลยเป็นบุคคลเดียวกันกับคดีก่อน   ศาลจะนำโทษจำคุกที่รอไว้มาบวกโทษในคดีนี้ไม่ได้(. 5739/ 31) 

                -   ** เมื่อศาลพิพากษาไปตามคำรับสารภาพของจำเลย (ไม่ปรากฏว่าคำรับสารภาพของจำเลยไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร) หากคู่ความไม่พอใจต้องใช้สิทธิอุทธรณ์หรือฎีกาต่อไป  จะขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนกระบวนพิจารณาแล้วพิพากษาใหม่ไม่ได้ (. 243/43)  อย่างไรก็ตาม การอุทธรณ์หรือฎีกา ต้องเป็นข้อที่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้น เช่น อุทธรณ์ว่าโทษที่ศาลชั้นต้นกำหนดมานั้นสูงหรือต่ำไป  หรือกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย   

                -  ***  ข้อที่จำเลยจะอุทธรณ์หรือฎีกาว่าไม่มีเจตนากระทำผิด ซึ่งขัดกับคำรับสารภาพของจำเลย ถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลล่าง  จึงต้องห้ามอุทธรณ์หรือฎีกาตาม ป.วิ.. มาตรา 225 หรือ 249 ประกอบ ป.วิ..มาตรา 15 แล้วแต่กรณี (. 1576/47) เพราะเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่จำเลยให้การรับสารภาพแล้ว  ทั้งยังเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่  ซึ่งเป็นปัญหาที่มิได้ยกขั้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างอีกด้วย 

                     หมายเหตุ   

                            1.   .วิ.อาญา  มาตรา  195 บัญญัติไว้แต่เฉพาะในเรื่องปัญหาข้อกฎหมายเท่านั้น ที่ต้องว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้น  แต่ถ้าเป็นปัญหาข้อเท็จจริงจึงต้องนำมาตรา  ป.วิ..มาตรา  225 หรือ 249 ประกอบ วิ.อาญา มาตรา 15

                            2.  แต่ถ้าเป็นคดีที่มีอัตราโทษอย่างต่ำให้จำคุกตั้งแต่ 5 ปี ขึ้นไป หรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น ซึ่งเป็นคดีที่โจทก์ต้องสืบพยานประกอบคำรับสารภาพ  จำเลยอุทธรณ์ได้ว่าพยานหลักฐานของโจทก์ไม่มีน้ำหนักลงโทษจำเลยได้ (. 2879/40)  เพราะเมื่อเป็นคดีที่โจทก์ต้องสืบพยานประกอบคำรับสารภาพของจำเลย ศาลก็ต้องวินิจฉัยว่าพยานที่โจทก์นำมาสืบนั้นฟังได้ว่าจำเลยกระทำผิดหรือไม่  จึงถือได้ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ได้มีการว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้น จำเลยจึงอุทธรณ์ได้ **

                           3. ในคดีที่จำเลยให้การรับสารภาพ  จำเลยมีสิทธิยกข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยขึ้นอุทธรณ์ได้ ตาม ป.วิ.. มาตรา  195 วรรคสอง  เช่น อุทธรณ์ได้ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวไม่ใช่หลายกรรม (. 22/42)                                                                                                                                                 

คำรับสารภาพในความผิดฐานทำร่ายร่างกายตาม ป..มาตรา 297

                - ในความผิดฐานทำร้ายร่างกายนั้น  เมื่อจำเลยให้การปฏิเสธ ศาลจะงดสืบพยานโจทก์โดยอ้างว่าโจทก์นำคดีมาฟ้องก่อน 20 วันและลงโทษจำเลยเพียงฐานทำร้ายร่างกายบาดเจ็บธรรมดาไม่ได้ ศาล ต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบก่อนว่าบาดแผลจะถึงสาหัสจริงตามฟ้องหรือไม่ จึงจะพิพากษาได้   แต่ถ้าในวันฟ้องผู้เสียหายมาศาลด้วย  แสดงว่าผู้เสียหายอาจหายก่อน 20 วันก็ได้ ศาลลงโทษจำเลยตามมาตรา  295 ได้ (. 517/2499)

                - กรณีที่ผู้เสียหายยื่นคำร้องว่ารักษาบาดแผลเพียง  10 วัน เมื่อโจทก์ไม่สืบพยานศาลก็ลงโทษจำเลยได้ตาม มาตรา 295  เท่านั้น (. 418/09)

คดีที่ต้องสืบพยานประกอบคำรับสารภาพ 

                ในคดีที่จำเลยให้การรับสารภาพมีอัตราโทษอย่างต่ำให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปฯ  ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริง (โทษตาม 176 เป็นโทษที่กฎหมายกำหนดมิใช่โทษที่ศาลลงแก่จำเลย และถือตามอัตราโทษที่บัญญัติไว้ในความผิดข้อหาที่โจทก์ฟ้อง)

-   ในคดีที่มีอัตราโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่ 2-20 ปี  ถือว่ามีโทษขั้นต่ำไม่ถึง 5 ปี ถ้าจำเลยรับสารภาพ ศาลลงโทษได้เลยโดยไม่ต้องสืบพยาน(. 1214/29)

                -  ต้องพิจารณาอัตราโทษเฉพาะข้อหาในกระทงความผิดที่จำเลยรับสารภาพแต่ละข้อหา  ว่ามีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ 5 ปี ขึ้นไป ไม่ใช่นำโทษทุกกระทงมารวมกัน (. 775/30) 

                - ในคดีที่ต้องสืบพยานประกอบนี้หากโจทก์แถลงไม่ติดใจสืบพยาน ก็ลงโทษจำเลยไม่ได้ (.591/36)เพราะถือว่าโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานที่จะฟังลงโทษจำเลยได้  และไม่ใช่กรณีที่ศาลสูงจะยกย้อนเพื่อให้ศาลชั้นต้นสืบพยาน ตาม  มาตรา  208  เนื่องจากโจทก์แถลงไม่ติดใจสืบพยานแล้ว (แตกต่างกับกรณี มาตรา  173 หากไม่มีการสอบถามเรื่องทนายในคดีที่ต้องสอบถาม ต้องยกย้อนตาม  208 เพราะกรณีหลังนี้เป็นความผิดของศาลเอง ไม่ใช่ความผิดของโจทก์  ส่วนกรณีมาตรา 176  เป็นความผิดของโจทก์เองที่ไม่สืบพยาน ศาลจึงยกฟ้องได้ )           

                - ** ถ้าในวันที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีที่ต้องสืบพยานประกอบคำรับสารภาพของจำเลย  แต่โจทก์ไม่ได้อยู่ในศาลในขณะนั้น ศาลจะถือว่าโจทก์ไม่มีพยานมาสืบแล้วพิพากษายกฟ้องทันทีไม่ได้เพราะในวันดังกล่าวไม่ใช่วันสืบพยาน  เพราะแม้โจทก์จะมาในวันนั้นคดีก็ไม่อาจสืบพยานได้เพราะไม่ใช่วันสืบพยาน ศาลชั้นต้นจะต้องเลื่อนการพิจารณาคดีไปแล้วนัดสืบพยานโจทก์ในภายหลัง   การที่ศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาในวันที่โจทก์ยื่นฟ้องเสียทีเดียว จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกระบวนการพิจารณา กรณีไม่ต้องด้วย มาตรา 166,181 และแม้จะถือว่าโจทก์ทราบกำหนดนัดแล้ว เพราะในคำขอท้ายฟ้องของโจทก์มีข้อความระบุว่า รอฟังคำสั่งอยู่ ถ้าไม่รอให้ถือว่าทราบแล้ว ก็ยังไม่เป็นเหตุให้พิพากษายกฟ้องทันที (. 947/33)  

                - ในการสืบพยานประกอบคำรับสารภาพของจำเลย  หากปรากฏว่าจำเลยมิได้กระทำผิด หรือการกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันตัวพอสมควรแก่เหตุ ศาลก็ต้องยกฟ้อง ตามมาตรา  185  (. 602/02 .) 

การแยกฟ้องเป็นคดีใหม่

                ในคดีที่มีจำเลยหลายคน จำเลยบางคนให้การรับสารภาพ ศาลอาจจำหน่ายคดีจำเลยที่ปฎิเสธโดยให้โจทก์ฟ้องเป็นคดีใหม่ได้ตาม  176 วรรคสอง  แต่โจทก์จะต้องฟ้องตามข้อหาเดิมเท่านั้น จะฟ้องข้อหาอื่นไม่ได้ (. 831/02)  เมื่อแยกฟ้องแล้ว คำขอของโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ปฎิเสธในคดีเดิมย่อมสิ้นสภาพไปด้วย

                - การฟ้องคดีใหม่ ต้องระบุบัญชีพยานใหม่   แต่ถือได้ว่าคำเบิกความในคดีเดิมได้พิจารณาโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลยแล้ว  ศาลนำคำเบิกความในคดีก่อนมาประกอบการพิจารณาได้ (. 1457/31)


              --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


       ถ้าเปรียบกับการสอบเนติบัณฑิต กับการทำศึกสงคราม มีกลยุทธ์ 3 อย่าง ดังนี้
        - ท่องตัวบท   คือ อาวุธ ที่เรา สะสมไว้ ต่อสู้ ยิ่งท่องตัวบทได้มาก ก็ มีอาวุธ เก็บไว้สำรองมาก หยิบใช้เมื่อไรก็ได้
        - จดฎีกา       คือการ ศึกษาแผนการรบว่าสถานการณ์แบบใดเราควรจะใช้อาวุธแบบใด ยิ่งจดจำฎีกาไว้มาก ก็มีแนวการตอบข้อสอบได้ตรงจุด ตรงประเด็น ได้มาก และไม่โดนข้อสอบหลอกล่อให้หลงทา
        -  ล่าข้อสอบ   คือ การหัดซ้อมรบก่อน เข้าสู้ศึกสงครามสนามสอบจริง ยิ่งหัดทำข้อสอบมากเท่าใด ก็เป็นการสั่งสมประสบการณ์การหัดทำข้อสอบมากขึ้นทำให้ จับประเด็นและเขียนตอบได้เร็วและทันเวลา
           -------------------------------------------------------------------------------------------------------------------     
     ขอแนะนำ !!

     ชุดรวบรวมเอกสารคำบรรยายเนติฯ สำหรับเตรียมสอบ ภาค 1/66 และ 2/65
    ++  กลุ่มวิชากฎหมายแพ่งและอาญา ++  
      - ไฟล์เสียงคำบรรยายภาคปกติ, ภาคค่ำ และภาคทบทวน 1/66 New !!
      -  ไฟล์เอกสารสรุปคำบรรยายเนติฯ 1/66 
      -  ไฟล์เอกสารประกอบคำบรรยาย 1/66 
      -  ไฟล์บทบรรณาธิการ 1/63-1/66 
      -  ไฟล์ธงคำตอบกลุ่มวิชากฎหมายแพ่งและ อาญา (สมัยที่ 56-65) 
      -  ไฟล์เอกสารทบทวนสรุปประเด็นน่สนใจ 1/66
      -  ไฟล์เอกสารรวมคำพิพากษาฎีกาใหม่ (พร้อมข้อสังเกตน่าสนใจ)1/66
      -   เทคนิคการเขียนคำตอบแบบถูกต้องที่สุด ตลอดจนเทคนิคการปรับบทกฎหมายต่งๆสำหรับทุกสนามสอบ (การเตรียมพร้อมสอบเนติฯ/ผู้ช่ยฯ/อัยการ)
    ..................................................................................................................................................
    ++ กลุ่มวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและวิธีพิจารณาความอาญา ++ 
      - ไฟล์เสียงคำบรรยายภาคปกติ, ภาคค่ำ และภาคทบทวนวันอาทิตย์ 
      - ไฟล์เอกสารสรุปคำบรรยายเนติฯ 2/65 
      - ไฟล์เอกสารประกอบคำบรรยาย 2/65 
      - ไฟล์บทบรรณาธิการ 2/63-2/65 
      - ไฟล์ธงคำตอบกลุ่มวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและวิธีพิจารณาความ อาญา (สมัยที่ 56-65) 
      - เทคนิคการเขียนคำตอบแบบถูกต้องที่สุด ตลอดจนเทคนิคการปรับบทกฎหมายต่งๆสำหรับทุกสนามสอบ (การเตรียมพร้อมสอบเนติฯ/ผู้ช่ยฯ/อัยการ)  
    ..................................................................................................................................................
     ค่ารวบรวม  :   ภาคละ 350.-บาท  (DVD 4 แผ่น) (ส่ง EMS ฟรี !! + แถมฟรี !! แผ่นรองเม้าท์) 
     หมายเหตุ   :   สั่งซื้อทั้ง 2 ภาค ค่ารวมรวมพิเศษ 650.- บาท (ส่ง EMS ฟรี !! + แถมฟรี !! แผ่นรองเม้าท์ + CD แบบร่างสัญญามากกว่า 400 แบบ (file word) + แบบฟอร์มศาล, แบบฟอร์มเ อกสารงานบุคคล,เอกสารงานบัญชีและภาษี) 

   ** สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อ 085-801-0725, E-mail : siripit...@gmail.com **

 

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages