โจทก์ไม่มาศาลตามกำหนดนัด มาตรา 166
กำหนดนัด หมายถึงกำหนดนัดไต่สวนมูลฟ้องและนัดพิจารณาทุกนัดของโจทก์ เพราะโจทก์มีหน้าที่ปฏิบัติต่อศาลโดยต้องนำพยานเข้าสืบจนกว่าจะหมดพยานโจทก์ ถ้าโจทก์ไม่มา ศาลต้องยกฟ้อง
- แต่ถ้าโจทก์ได้ยื่นคำร้องว่าไม่ติดใจสืบพยานโจทก์ที่เหลืออีกต่อไป โจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องนำพยานเข้าสืบอีก (ไม่มีหน้าที่ปฏิบัติต่อศาลอีก) การที่โจทก์ไม่มาศาลในวันนัดต่อมา ศาลจะยกฟ้องตาม 166 ไม่ได้
- เมื่อโจทก์ไม่มาศาลในวันนัดพิจารณา ศาลก็ต้องยกฟ้องตาม 166 โดยไม่ต้องคำนึงว่าในวันดังกล่าวจำเลยจะมาศาลหรือไม่ และจำเลยจะอยู่ในอำนาจศาลหรือไม่ หรือการส่งหมายนัดและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยยังไม่ครบกำหนดเวลาตามกฎหมาย (ฎ. 2085/47)
- *** วันนัดไต่สวนมูลฟ้องและวันนัดพิจารณา ต้องเป็นการนัดเพื่อสืบพยานโจทก์ และโจทก์ต้องทราบนัดโดยชอบด้วย ( ถ้าไม่ชอบ ไม่ต้องร้องขอใน 15 วัน เพื่อให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ แต่สามารถอุทธรณ์ได้ทันที)
- วันกำหนดนัดเพื่อฟังกำหนดวันพิจารณาหรือกำหนดนัดพร้อมเพื่อฟังผลคดีแพ่ง ไม่ใช่กำหนดนัด ตามมาตรา 166 (ฎ.1570/15)
- วันนัดฟังประเด็นกลับไม่ใช่วันสืบพยาน (ฎ.890/16)
- ศาลสั่งนัดพิจารณา แต่ไม่เป็นกิจจะลักษณะว่านัดพิจารณาอะไร เมื่อโจทก์ไม่มาศาล ก็ยังไม่เป็นเหตุให้ศาลยกฟ้อง (ฎ.1331/42)
- วันที่โจทก์ยื่นฟ้อง ไม่ใช่วันพิจารณา แม้โจทก์ไม่มา ก็จะยกฟ้องตาม 166 ไม่ได้
- *** คำว่าโจทก์ หมายความรวมถึง ทนายโจทก์ หรือผู้รับมอบอำนาจจากโจทก็ด้วย ดังนั้นถ้าผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ได้มาขอเลื่อนคดีแล้ว แต่ศาลไม่อนุญาตให้เลื่อนก็ถือได้ว่าโจทก์มาศาลแล้ว ศาลจะสั่งยกฟ้อง ตาม 166 ไม่ได้ (ฎ. 1739/28) กระบวนพิจารณาต่อไปมี 2 กรณีคือ กรณีที่ยังไม่มีการสืบพยานโจทก์ไว้เลย ศาลก็งดสืบพยานโจทก์และพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยถือว่าโจทก์ไม่มีพยานมาสืบ กรณีที่สองมีการสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว ศาลต้องสั่งงดสืบพยานที่เหลือและพิจารณาพยานหลักฐานของโจทก์ที่สืบไปแล้ว ถ้าเป็นในชั้นไต่สวนมูลฟ้องศาลต้องวินิจฉัยว่าพยานโจทก์ที่นำเข้าไต่สวนมูลฟ้องไปแล้วพอฟังว่าคดีมีมูลหรือไม่ ถ้าเป็นชั้นพิจารณาก็ต้องนัดสืบพยานจำเลยต่อไป แล้วพิพากษาตามพยานหลักฐานที่มีอยู่ (ฎ. 145/36)
- *** คดีที่ผู้เสียหายเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ โจทก์ร่วมและทนายโจทก์ร่วมมีฐานะเป็นโจทก์ร่วมเช่นกัน ดังนี้ถ้าพนักงานอัยการโจทก์ไม่มาศาลตามกำหนดนัด คงมาแต่โจทก์ร่วมหรือทนายโจทก์ร่วม จะถือว่าโจทก์ไม่มาศาลตามกำหนดนัดพิจารณาและยกฟ้องตาม 166 ไม่ได้ (ฎ . 1519/97)
- กรณีมีการรวมพิจารณาคดีหลายสำนวนเข้าด้วยกัน โดยโจทก์แต่ละสำนวนเป็นคนละคนกัน ปัญหาว่าโจทก์มาตามกำหนดนัดหรือไม่ คงพิจารณาเป็นรายสำนวน (ฎ.5461/34)
- ** การที่โจทก์หรือทนายโจทก์มาศาลแล้ว แต่ไม่เข้าห้องพิจารณา ก็ถือว่าไม่มาศาลตามกำหนดนัด
การขอให้ยกคดีขึ้นไต่สวนมูลฟ้องใหม่ หรือยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ มาตรา 166 และ 181 +166
-กรณีที่โจทก์ไม่มาตามกำหนดนัด ศาลก็ต้องยกฟ้องโดยอ้างเหตุผลว่าโจทก์ขาดนัดตามมาตรา 166 วรรคหนึ่ง จะยกฟ้องโดยอ้างเหตุว่าโจทก์ไม่มีพยานมาสืบไม่ได้ อย่างไรก็ดีแม้ศาลจะยกฟ้องโดยอ้างเหตุว่าโจทก์ไม่มีพยานมาสืบก็ตาม ก็ถือว่าเป็นการยกฟ้องตามมาตรา 166 วรรคหนึ่งนั่นเอง โจทก์จึงมีสิทธิขอให้ยกคดีขึ้นไต่สวนมูลฟ้องใหม่หรือพิจารณาใหม่ตาม มาตรา 166 วรรคหนึ่ง ได้ (ฎ.772/28)
-เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ยกคดีพิจารณาใหม่ เช่น โจทก์ไม่เข้าห้องพิจารณาโดยอ้างว่าโจทก์ได้มาศาลตามกำหนดนัดแล้วเพียงแต่โจทก์ยังติดการดำเนินคดีอาญาอื่น ซึ่งศาลได้นัดพิจารณาไว้ในวันเวลาเดียวกันก่อน หากเป็นความจริงก็พอถือได้ว่ามีเหตุผลสมควรที่จะยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ ศาลชั้นต้นชอบที่จะไต่สวนคำร้องของโจทก์(เพื่อพิจารณาว่ามีเหตุอันควรจริงหรือไม่ก่อน) แล้วมีคำสั่งในเรื่องนี้ต่อไป มิใช่สั่งเลยไปถึงว่าเป็นเรื่องโจทก์ไม่มีพยานมาสืบซึ่งเป็นคนละกรณีกัน เช่น ฎ. 4366/47
*** ฎ. 4366/47 การที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ เพราะเห็นว่าโจทก์ไม่มาศาลในวันนัดสืบพยานโจทก์นั้น เป็นการยกฟ้องตามมาตรา 166 วรรคแรก ประกอบ 181 ดังนั้นเมื่อข้อเท็จจริงในสำนวนปรากฎว่าศาลชั้นต้นยกฟ้องโจทก์และโจทก์มายื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำพิพากษาดังกล่าว ซึ่งมีผลเท่ากับเป็นการขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ โดยยื่นคำร้องภายใน 15 วัน นับแต่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ทั้งคำร้องของโจทก์ก็ได้แสดงเหตุยืนยันว่าโจทก์ได้มาศาลตามกำหนดนัดแล้วเพียงแต่โจทก์ยังติดการดำเนินคดีอาญาอื่น ซึ่งศาลได้นัดพิจารณาไว้ในวันเวลาเดียวกันก่อนแล้วจึงมาดำเนินคดีนี้ต่อไป ซึ่งหากเป็นความจริงตามคำร้องก็นับว่ามีเหตุสมควรที่โจทก์ไม่ได้มาดำเนินคดีนี้ตามกำหนดนัด ศาลชอบที่จะไต่สวนคำร้องของโจทก์เสียก่อนจึงจะวินิจฉัยได้ว่าที่โจทก์ไม่มาดำเนินคดีนี้ตามกำหนดนัด มีเหตุผลสมควรหรือไม่ การที่ศาลล่างด่วนวินิจฉัยสั่งยกคำร้องของโจทก์โดยไม่ไต่สวนให้ได้ความจริงเสียก่อน จึงไม่ชอบด้วย มาตรา 166 วรรคสอง ประกอบ 181
-** กรณีที่โจทก์และทนายโจทก์ไม่มาศาล แต่ได้ให้เสมียนทนายนำคำร้องขอเลื่อนคดีมายื่นต่อศาล ไม่ใช่กรณีโจทก์ไม่มาตามกำหนดนัดเพราะโจทก์ขอเลื่อนคดีไว้แล้ว ศาลจึงต้องพิจารณาคำร้องขอเลื่อนคดีของโจทก์ว่าจะอนุญาตให้เลื่อนคดีหรือไม่ ถ้าศาลเห็นว่าไม่มีเหตุสมควรที่จะอนุญาตให้เลื่อนคดี ศาลก็ต้องให้งดสืบพยานโจทก์ ซึ่งถ้าเป็นการสืบพยานโจทก์นัดแรก ศาลก็จะถือว่าโจทก์ไม่มีพยานมาสืบ แล้วพิพากษายกฟ้องได้ทันที (ฎ.1739/28)
- แต่ถ้าไม่ใช่นัดสืบพยานโจทก์นัดแรกและมีการนัดสืบพยานโจทก์นัดก่อนๆไปบ้างแล้ว หากศาลไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีศาลก็คงให้งดสืบพยานโจทก์เฉพาะพยานโจทก์ที่เหลือเท่านั้น แล้วให้นัดสืบพยานจำเลยต่อไป เพราะพยานโจทก์ที่ได้สืบไปแล้วยังคงใช้ได้อยู่ ศาลจะให้งดสืบพยานโจทก์และถือว่าโจทก์ไม่มีพยานมาสืบแล้วพิพากษาให้ยกฟ้องทันทีไม่ได้ การพิพากษาคดีต้องวินิจฉัยพยานโจทก์ที่ได้สืบไปแล้วกับพยานจำเลย จึงพิพากษาไปตามพยานหลักฐานเท่าที่ปรากฎนั้น(ฎ.145/36) กรณีดังกล่าวแม้จะยกฟ้องด้วยเหตุผลว่าโจทก์ไม่มีพยานมาไต่สวนให้เห็นว่าคดีโจทก์มีมูลและพิพากษายกฟ้อง โจทก์จะมาร้องขอให้ให้ยกคดีขึ้นไต่สวนมูลฟ้องหรือพิจารณาใหม่ ตามมาตรา 166 มิได้ มิใช่เป็นกรณีที่ศาลยกฟ้องเพราะโจทก์ไม่มาศาลตามกำหนดนัด (เพราะแม้เป็นกรณีที่โจทก์และทนายโจทก์ไม่มาศาล แต่ได้ให้เสมียนทนายนำคำร้องขอเลื่อนคดีมายื่นต่อศาล ไว้แล้ว จึงมิใช่กรณี โจทก์ไม่มาศาลตามกำหนดนัด )
- ** แต่ถ้าเป็นกรณีโจทก์ไม่มาศาล “โดยไม่ได้ขอเลื่อนคดี” ศาลก็ยกฟ้องได้เลยแม้จะไม่ใช่นัดสืบพยานโจทก์ครั้งแรกและไม่ต้องคำนึงถึงพยานโจทก์ที่ได้สืบไปแล้วในนัดก่อนๆว่าจะรับฟังได้หรือไม่ เพราะเป็นการยกฟ้องตามมาตรา 166 วรรคหนึ่ง (ฎ.1214/38)
- *** ในกรณีที่โจทก์ไม่มาตามกำหนดนัดมาตรา 166 ได้บัญญัติไว้ชัดแจ้งแล้วว่าให้ศาลยกฟ้อง ดังนั้นจึงจะนำ ป.วิ.พ.มาบังคับโดยถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้องและจำหน่ายคดีเป็นการไม่ชอบ (ฎ.1574/25) อย่างไรก็ดีแม้จะถือว่าคำสั่งศาลที่สั่งจำหน่ายคดีโดยถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้องไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณาก็ตาม แต่หากไม่มีการอุทธรณ์ฎีกา คำสั่งดังกล่าวก็ถึงที่สุด เมื่อเป็นเช่นนี้โจทก์จึงฟ้องจำเลยเป็นคดีใหม่ได้ ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 166 วรรคท้าย ทั้งไม่ทำให้สิทธิในการนำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตาม 39(4)ด้วย(ฎ.162-3/06)
-*** ในกรณีที่มิใช่โจทก์ขาดนัด แต่ศาลกลับยกฟ้องอ้างว่าโจทก์ขาดนัดซึ่งเป็นการไม่ชอบ เช่น โจทก์ยังไม่ทราบกำหนดนัด หรือศาลสั่งยกฟ้องทั้งที่ทนายโจทก์มาศาล โจทก์ก็มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นได้ทันที ไม่ต้องขอพิจารณาใหม่ ตาม 166 วรรคสอง การที่ศาลสั่งยกฟ้องไปโดยโจทก์ไม่ได้ขาดนัดนี้ ถือได้ว่าเป็นการสั่งไปโดยผิดหลงตาม วิ.แพ่ง มาตรา 27 ประกอบวิ.อาญา ม.15 โจทก็จึงมีสิทธิร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งยกฟ้องได้ ซึ่งจะต้องร้องขอเพิกถอนภายใน 8 วัน นับแต่โจทก์ทราบคำสั่งศาล กรณีเช่นนี้ไม่อยู่ในบังคับว่าต้องร้องขอต่อศาลภายใน 15 วันนับแต่วันยกฟ้อง (ฎ.794/40)
- ถ้าเป็นกรณีที่โจทก์ขาดนัดและศาลยกฟ้อง โจทก์จะต้องขอพิจารณาใหม่ตามมาตรา 166 วรรคสอง ก่อน ทั้งนี้เพื่อให้มีข้อเท็จจริงที่ศาลจะวินิจฉัยให้โจทก์จะยื่นอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์สั่งให้พิจารณาใหม่ทันทีไม่ได้ เป็นการข้ามขั้นตอน (ฎ.2109/29)
- ในคดีที่เกินอำนาจของผู้พิพากษาคนเดียวนั้น การพิพากษายกฟ้องตามมาตรา 166 จะกระทำโดยผู้พิพากษาคนเดียวไม่ได้ (ฎ.2716/28)
- คดีที่ศาลยกฟ้องโดยเหตุที่โจทก์ไม่มาตามกำหนดนัด โจทก์มีสิทธิร้องขอให้ยกคดีขึ้นไต่สวนมูลฟ้องหรือพิจารณาใหม่ได้ภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันยกฟ้อง ไม่ใช่นับแต่วันที่โจทก์ทราบคำสั่ง(ฎ.1409/29)
เหตุสมควรที่โจทก์มาศาลไม่ได้
- โจทก์ไม่มาศาลเพราะจดจำวันนัดของศาลผิด เป็นความบกพร่องหรือประมาทเลินเล่อของโจทก์ ถือว่าไม่ใช่เหตุสมควร (ฎ.724/48)***
- คำร้องอ้างว่าไม่ทราบกำหนดนัดสืบพยานโจทก์เนื่องจากย้ายภูมิลำเนา เป็นเหตุอันสมควร ศาลต้องไต่สวนคำร้อง (ฎ.186/42)
ผลของการยกฟ้อง มาตรา 166 วรรคสาม
จะฟ้องจำเลยเรื่องเดียวกันนั้นอีกไม่ได้
- การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกฟ้องเพราะโจทก์ไม่มาศาลตามมาตรา 166 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามมาตรา 220 (ฎ.1751/48)
คดีมีมูลให้ประทับฟ้อง มาตรา 167
- คดีมีมูลศาลสั่งประทับฟ้องได้โดยไม่ต้องทำในรูปคำพิพากษา จึงไม่อยู่ภายใต้บังคับมาตรา 186 แต่ถ้าคดีไม่มีมูลศาลต้องพิพากษายกฟ้องจะต้องมีหัวข้อสำคัญตามมาตรา 186 (ฎ.243/11)
- กรณีที่โจทก์ไม่สามารถนำพยานมาไต่สวนมูลฟ้องได้ ถือว่าคดีโจทก์ไม่มีมูล และถ้าศาลเห็นว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด ก็พิพากษายกฟ้องได้เลย ไม่จำต้องประทับฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้องในภายหลัง (ฎ. 2777/45) เหตุผลตามมาตรา 185
คำสั่งมีมูลย่อมเด็ดขาด มาตรา 170
- คำสั่งมีมูลย่อมเด็ดขาดไม่ว่าจะเป็นคำสั่งของศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ก็ตาม (ฎ.669/17)
- ในกรณีคดีที่ราษฎรเป็นโจทก์เมื่อศาลยังไม่ได้สั่งให้คดีมีมูล จำเลยจะอุทธรณ์ฎีกาไม่ได้เพราะยังไม่อยู่ในฐานะจำเลย (ฎ. 2046/25)
- ในคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาชั้นไต่สวนมูลฟ้อง พิพากษายกฟ้องคดีอาญา และไม่รับฟ้องคดีแพ่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้รับฟ้องทั้งคดีอาญาและคดีส่วนแพ่ง จำเลยฎีกาคำสั่งมีมูลไม่ได้ แต่ฎีกาคำสั่งให้รับคดีในส่วนแพ่งได้(ฎ. 1895/19)
- ในกรณีที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ไม่มีมูลพิพากษายกฟ้อง ก็อยู่ภายใต้บังคับมาตรา 193 ทวิ ด้วย ดังนั้นหากคดีโจทก์ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง โจทก์ก็อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงไม่ได้(ฎ.407/24)
- ในกรณีที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีโจทก์ไม่มีมูลพิพากษายกฟ้องนี้ หากเป็นคดีต้องห้ามอุทธรณ์ปัญหาข้อเท็จจริง แต่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้ แล้วพิพากษาว่าคดีมีมูล ดังนี้ไม่เป็นการเด็ดขาดตามมาตรา 170 เพราะศาลอุทธรณ์ไม่มีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์(ฎ.974/16)
- แม้คำสั่งมีมูลจะเด็ดขาด แต่ถ้าเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 158 ศาลสูงย่อมมีสิทธิยกขึ้นอ้างได้ เพราะถือว่าเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยฯ (ฎ.3154/24)
การพิจารณาคดีอาญาต้องทำโดยเปิดเผย(ต่อหน้าจำเลย) มาตรา 172,172 ทวิ
- คำเบิกความของพยานในคดีอื่นซึ่งไม่ได้กระทำต่อหน้าจำเลยจะนำมายันจำเลยไม่ได้ เพราะมิได้เบิกความต่อหน้าจำเลย (ฎ.1020/11) และแม้จำเลยจะยินยอมก็ใช้ไม่ได้ (ฎ. 1264/14) นอกจากนี้โจทก์ยังจะขอให้ศาลวินิจฉัยตามคำพยานโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องซึ่งมิได้กระทำต่อหน้าจำเลยไม่ได้ (ฎ.1573/21) แต่ถ้าเพียงอ้างพยานโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องมาประกอบพยานอื่นที่ได้มาเบิกความในชั้นพิจารณาได้(ฎ.1142/03)
- ในกรณีที่มีการสืบพยานโจทก์ไปแล้ว จำเลยบางคนจึงให้การรับสารภาพ ศาลจึงสั่งให้แยกฟ้องจำเลยที่ให้การปฎิเสธ เมื่อโจทก์ฟ้องคดีใหม่แล้ว ถือว่าคำเบิกความในคดีเดิมได้พิจารณาโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลยแล้ว(ฎ.1457/31)
- การเรียกสำนวนการสอบสวนจากพนักงานอัยการมา เพื่อประกอบการวินิจฉัยของศาลตาม ป.วิ.อ.มาตรา 175 มิใช่การพิจารณาและสืบพยานในศาล จึงไม่ต้องทำต่อหน้าจำเลย และจำเลยไม่มีอำนาจถามค้าน(ฎ. 5239/47)
- กรณีการเดินเผชิญสืบหรือส่งประเด็นไปสืบพยานที่ศาลอื่น โดยจำเลยแถลงไม่ติดใจไปฟังการพิจารณาตามมาตรา 230 ทำให้ศาลมีอำนาจพิจารณาและสืบพยานลับหลังจำเลยได้ แต่ถ้าจำเลยแถลงขอตามประเด็นไปฟังการพิจารณา ศาลใช้ดุลพินิจไม่อนุญาตไม่ได้(ฎ.377-378/16) แต่ถ้าจำเลยแถลงว่าจะไม่ตามประเด็นไป แม้ศาลที่รับประเด็นเลื่อนการพิจารณาออกไปโดยไม่แจ้งวันเวลานัดให้จำเลยทราบ ก็เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบ (ฎ.1066/26)
- คดีละเมิดอำนาจศาล ถือว่าเป็นกฎหมายพิเศษที่ให้อำนาจศาลค้นหาควมจริงได้โดยไม่ต้องกระทำต่อหน้าจำเลย(ฎ. 1159/26)
- กรณีไต่สวนมูลฟ้องคดีที่ราษฎรเป็นโจทก์ หากจำเลยไม่มาฟังการไต่สวนมูลฟ้อง ศาลไต่สวนมูลฟ้องลับหลังจำเลยได้
- กรณีการสืบพยานก่อนฟ้องคดี ตาม มาตรา 237 ทวิ ไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นกรณีที่ ผู้ต้องหาถูกควบคุมตัวอยู่หรือไม่ แม้ผู้ต้องหาไม่ถูกควบคุมตัวอยู่ศาลก็สืบพยานไว้ก่อนได้ (ฎ. 2980/47)
การถามคำให้การจำเลย มาตรา 172 วรรคสอง
- ศาลต้องอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง และถามว่าจำเลยกระทำผิดจริงหรือไม่ จะให้การต่อสู้คดีอย่างไร แต่ในการสืบพยานไว้ก่อนตามมาตรา 237 ทวิ ไม่อยู่ภายใต้บังคับมาตรา 172 วรรคสอง (ฎ. 757/45)
- การพิจารณาคดีอาญา ศาลจะต้องสอบถามคำให้การจำเลยตามมาตรา 172 วรรคสอง เพื่อให้ทราบประเด็นเบื้องต้นแห่งคดีเท่านั้น ดังนั้นแม้จะไม่ได้สอบถามคำให้การจำเลยไว้ก็ไม่ทำให้การดำเนินกระบวนพิจารณาเสียไป (ฎ. 465/09)
- การต่อสู้คดีอาญา จำเลยไม่ต้องให้การต่อสู้เป็นประเด็นไว้เหมือนอย่างคดีแพ่ง ศาลก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้(1035/40 )
- ในคดีอาญาจำเลยจำให้การอย่างไรก็ได้ แม้จะไม่ให้การก็ได้ เมื่อจำเลยให้การอย่างไร หรือจำเลยไม่ยอมให้การก็ให้ศาลจดรายงานไว้ จำเลยหาจำต้องให้การปฏิเสธเป็นประเด็นว่าคดีโจทก์ขาดอายุความไว้ด้วย เมื่อคดีโจทก์ขาดอายุความศาลก็พิพากษายกฟ้องได้ ตามมาตรา 185 (ฏ 986/18)
- จำเลยยื่นคำให้การไว้ 2 ฉบับ ฉบับหนึ่งให้การรับสารภาพ อีกฉบับหนึ่งให้การปฏิเสธ เมื่อศาลสอบคำให้การจำเลย จำเลยให้การรับสารภาพ ถือว่าเป็นคำให้การรับสารภาพที่ชัดแจ้งแล้ว(ฎ.2038/45)
การตั้งทนายความให้จำเลย มาตรา 173
ตามมาตรา 173 วรรคหนึ่ง ในคดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิต หรือคดีที่จำเลยมีอายุไม่เกินสิบแปดปีในวันที่ถูกฟ้องต่อศาล ก่อนเริ่มพิจารณาศาลต้องถามจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าจำเลยไม่มี ศาลต้องตั้งทนายความให้เสมอ ทั้งนี้โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยต้องการทนายความหรือไม่ (ฎ.7701/47,8366/44)
- *** การถามเรื่องทนายความจะต้องถามก่อนเริ่มพิจารณา คือก่อนอ่านอธิบายฟ้องและถามคำให้การจำเลย แต่การถามจำเลยถึงข้อที่จำเลยต้องโทษมาก่อนหรือไม่ก่อนที่จะถามเรื่องทนายนั้น ไม่ทำให้คำให้การของจำเลยในเรื่องนี้เสียไป เพราะตามมาตรา 173 หมายถึง ก่อนพิจารณาเนื้อหาความผิดที่ถูกฟ้องเท่านั้น (ฎ. 872/09 ป.)
- ที่ว่าการสอบถามจำเลยเรื่องทนาย จะต้องสอบถามก่อนเริ่มพิจารณา ซึ่งหมายถึง ก่อนอ่านอธิบายฟ้องและถามคำให้การจำเลย ถ้าศาลถามคำให้การจำเลยก่อนแล้วจึงถามเรื่องทนาย เป็นการไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกระบวนการพิจารณา เมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์หรือฎีกา ศาลดังกล่าวต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นทำการพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ตาม มาตรา 208(2) (ฎ. 6915/44) และศาลสูงจะถือเอาเหตุนี้มาพิพากษายกฟ้องโจทก็เสียทีเดียวไม่ได้ ทั้งนี้เพราะมิใช่ความผิดของโจทก์นั่นเอง
- ** การที่ศาลไม่ได้สอบถามจำเลยเรื่องทนายความ แต่ปรากฏว่าจำเลยได้แต่งทนายความเข้ามาดำเนินคดีว่าต่างให้ตั้งแต่วันสืบพยานโจทก็นัดแรกจนเสร็จการพิจารณา ไม่มีเหตุที่ศาลจะสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ (ฎ.4460/46) อย่างไรก็ตามแม้จำเลยแต่งทนายความเข้ามา แต่เป็นเวลาภายหลังสืบพยานโจทก์เสร็จแล้ว เป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ศาลสูงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินการใหม่ (ฎ. 9001/47)
- ** การไม่ปฏิบัติตามมาตรา 173 วรรคแรก ทำให้กระบวนการพิจารณานั้นเสียไปตั้งแต่ต้น ดังนั้นที่ว่าศาลชั้นต้นต้องพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี จึงต้องเริ่มต้นตั้งแต่สอบจำเลยเรื่องทนายความ อ่านฟ้องและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง ถามคำให้การจำเลย ตามมาตรา 172 วรรคสอง แล้วสืบพยานโจทก์ สืบพยานจำเลย และมีคำพิพากษาใหม่ ดังนี้การที่ศาลอุทธรณ์เพียงแต่ให้ศาลชั้นต้นถามคำให้การจำเลยแล้วอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไปก็ไม่ทำให้กระบวนพิจารณาที่เสียไปแล้วกลับมาเป็ฯชอบด้วยกฎหมายได้ (ฎ.4608/45)
- ถ้าความจริงปรากฏว่าศาลชั้นต้นได้สอบถามเรื่องทนายความแล้วแม้ไม่ได้จดบันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาซึ่งเป็นการไม่ชอบก็ตาม ก็ไม่มีเหตุอันสมควรที่จะต้องดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ (ฎ. 2923/41)
- คดีที่มีโทษจำคุก เมื่อศาลถามเรื่องทนายความแล้ว จำเลยแถลงว่าจะหาทนายความเองและได้มีการแต่งทนายความเข้ามาแล้ว ถือว่าศาลได้ดำเนินการตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 173 แล้ว แม้ต่อมาจำเลยให้การรับสารภาพและมีการสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพโดยทนายความของจำเลยไม่มาศาล ก็เป็นกระบวนพิจารณาที่ชอบแล้ว (ฎ. 2096/41)
- แม้จำเลยจะได้แถลงว่าจะหาทนายความมาเอง แต่ในวันนัดสืบพยานจำเลยหาทนายไม่ได้ขอให้ศาลหาทนายให้ ดังนี้ศาลต้องตั้งทนายให้ (ฎ.2067/20) ในกรณีเช่นนี้หากในวันนัดสืบพยาน จำเลยหาทนายไม่ได้แต่ลำเลยไม่ได้ขอให้ศาลตั้งทนายให้ ศาลก็ไม่มีหน้าที่ต้องตั้งทนายให้จำเลย (ฎ.1260/14)
- ในวันที่ศาลสอบถามคำให้การ จำเลยแถลงว่าจะหาทนายสู้คดีเอง เช่นนี้ ย่อมแสดงว่าจำเลยไม่ต้องการให้ศาลตั้งทนายให้ จึงไม่ใช่หน้าที่ของศาลที่จะตั้งทนายให้จำเลย แม้ในวันนัดสืบพยานโจทก์จำเลยในเวลาต่อมาจำเลยจะมิได้ตั้งทนาย ศาลก็ย่อมดำเนินการพิจารณาต่อไป และถือว่าการพิจารณาคดีของศาลเป็นการชอบ และถ้าจำเลยมีทนายแล้ว แต่ไม่มาศาลในวันนัดสืบพยานโจทก์ ถือไม่ได้ว่าจำเลยไม่มีทนาย (ฎ.666/19)
การตรวจพยานหลักฐานก่อนสืบพยาน มาตรา 173/1-2
การกำหนดให้มีวันตรวจพยานหลักฐานไม่จำต้องดำเนินการทุกคดี เช่น คดีที่จำเลยให้การรับสารภาพ หรือคดีที่ผู้ต้องหาให้การปฎิเสธแต่ไม่มีคู่ความฝ่ายใดร้องขอและศาลไม่เห็นสมควรให้มีวันตรวจพยานหลักฐาน ประกอบกับเป็นคดีที่ไม่มีความยุ่งยากซับซ้อนหรือพยานหลักฐานไม่มากนัก เหล่านี้ไม่ต้องมีการกำหนดให้มีวันตรวจพยานหลักฐาน
การยื่นบัญชีระบุพยาน คู่ความต้องยื่นบัญชีระบุพยานต่อศาลก่อนวันตรวจพยานหลักฐานไม่น้อยกว่า 7 วัน ส่วนการยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมต้องยื่นต่อศาลก่อนการตรวจพยานหลักฐานเสร็จสิ้น การยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมเมื่อล่วงระยะเวลาข้างต้น จะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากศาล โดยต้องแสดงเหตุผลอันสมควรว่าไม่สามารถทราบถึงพยานหลักฐานนั้น หรือเป็นกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม หรือเพื่อให้โอกาสแก่จำเลยในการต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่
การเรียกหรือส่งพยานเอกสารหรือพยานวัตถุ
1. กรณีที่อยู่ในความครอบครองของบุคคลภายนอก
- ให้ยื่นคำขอต่อศาลพร้อมกับยื่นบัญชีระบุพยาน ให้ศาลมีคำสั่งเรียกพยานเอกสารหรือพยานวัตถุ มาจากผู้ครอบครอง เพื่อให้ได้มาก่อนวันตรวจพยานหลักฐาน
2. กรณีที่อยู่ในความครอบครองของคู่ความ
- ในวันตรวจพยานหลักฐาน ให้คู่ความส่งเอกสารหรือพยานวัตถุที่ยังอยู่ในความครอบครองของตนต่อศาลเพื่อให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตรวจสอบ เว้นแต่ศาลจะสั่งเป็นอย่างอื่น
กระบวนพิจารณาในวันนัดตรวจพยานหลักฐาน
1. ให้คู่ความส่งพยานเอกสารและพยานวัตถุที่อยู่ในความครอบครองของตนต่อศาล เพื่อให้อีกฝ่ายตรวจสอบ
2. ให้คู่ความแต่ละฝ่ายแถลงแนวทางการเสนอพยานหลักฐานต่อศาล
3. ให้ศาลสอบถามคู่ความถึงความเกี่ยวข้องกับประเด็น และความจำเป็นที่จะต้องสืบพยานหลักฐานอ้างอิง ตลอดจนยอมรับพยานหลักฐานของอีกฝ่าย เสร็จแล้วให้ศาลกำหนดวันนัดสืบพยาน โดยแจ้งให้คู่ความทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วัน
กรณีโจทก์ไม่มาศาลในวันนัดตรวจพยานหลักฐาน ให้นำบทบัญญัติ มาตรา 166 มาใช้บังคับโดยอนุโลม (การขาดนัดและศาลต้องมีคำสั่งยกฟ้อง โปรดดูมาตรา 166 )
หน้าที่นำสืบในคดีอาญา มาตรา 174
- โจทก์มีหน้าที่นำพยานหลักฐานเข้าสืบพิสูจน์ความผิดของจำเลยก่อน เมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จแล้วจำเลยจึงมีหน้าที่นำพยานเข้าสืบ แสดงว่าในคดีอาญาโจทก์มีหน้าที่นำสืบก่อนเสมอ ถ้าศาลให้จำเลยนำสืบพยานก่อน เป็นการไม่ชอบ (ฎ.1217/03)
- หากโจทก์ไม่สืบพยาน หรือสืบมาฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นผู้กระทำผิด ก็จะลงโทษจำเลยไม่ได้ และจะเอาคำเบิกความของจำเลยที่ตอบคำถามค้านโจทก์มาลงโทษจำเลยไม่ได้ (ฎ.5485/39)**
- จำเลยให้การต่อสู้ว่ากระทำเพื่อป้องกันเท่ากับจำเลยปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำ ดังนั้นโจทก์ยังคงมีหน้าที่ นำสืบว่าจำเลยกระทำผิด (ฎ.2019/14)
- อายุความฟ้องในคดีอาญา เป็นเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ จึงเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะนำสืบว่าคดียังไม่ขาดอายุความ (ฎ.1035/40)*
- ความผิดฐานรับของโจร โจทก์ต้องนำสืบว่าจำเลยรับทรัพย์ของกลางมาโดยรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำผิด ตาม ป.อ.มาตรา 357 (ฎ. 5435/43)
- ในคดีร้องขอคืนของกลางเป็นหน้าที่ของผู้ร้องจะต้องนำสืบว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของและมิได้รู้เห็นด้วยในการกระทำความผิด ไม่ใช่หน้าที่ของโจทก์(ฎ.368/35)
- โจทก์ขอให้นับโทษต่อจากโทษในคดีอื่น แต่จำเลยมิได้ให้การรับว่าจำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอื่น แม้คดีที่ขอให้นับโทษต่อนั้นจะฟ้องต่อศาลชั้นต้นเดียวกัน ก็ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ศาลรับรู้ได้เอง จึงเป็นหน้าที่ของโจทก์ต้องสืบว่าจำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกันกับจำเลยในคดีอื่น(ฎ.7262/46) ดังนั้นศาลต้องสอบถามจำเลย และถ้าจำเลยยอมรับโจทก์จึงจะขอให้นับโทษต่อได้ (ฎ.4255/41)***
- เมื่อจำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงแล้วว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาอื่น ถือได้ว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงว่าเคยต้องโทษแต่ศาลรอการลงโทษไว้ ศาลจึงบวกโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ได้ โดยโจทก์ไม่จำต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว (ฎ.3040/35)
- จำเลยให้การต่อศาลว่า ความจริงลูกระเบิดไม่ใช่ของจำเลย แต่เพื่อมิให้ยุ่งยากแก่คดี จำเลยขอรับสารภาพตลอดข้อหา ดังนี้มิใช่คำให้การรับสารภาพตามฟ้อง (ฎ. 1318/23)
- กรณีที่ผู้เสียหายมีคำแถลง ถ้าโจทก์ไม่คัดค้านและไม่ขอสืบพยาน ศาลรับฟังข้อเท็จจริงจากคำแถลงของผู้เสียหายได้(ฎ.1476/2)
คดีที่จำเลยให้การรับสารภาพ มาตรา 176
หลักเกณฑ์ ในชั้นพิจารณาถ้าจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องให้ศาลพิพากษาโดยไม่ต้องสืบพยานหลักฐานต่อไป แต่ถ้าเป็นคดีที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างต่ำตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป หรือโทษหนักกว่านั้น ศาลต้องฟังพยานหลักฐานจนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิด
- ในคดีที่จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกอย่างต่ำไม่ถึง 5 ปี ที่ให้อำนาจศาลพิพากษาได้โดยไม่ต้องสืบพยานหลักฐานนั้น มิได้หมายความว่าศาลต้องพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดและลงโทษจำเลยเสมอไปไม่ ดังนี้เมื่อศาลพิจารณาคำฟ้องแล้วเห็นว่าการกระทำของจำเลยตามที่กล่าวในฟ้องไม่เป็นความผิด ศาลมีอำนาจพิพากษายกฟ้องโจทก์ได้ ทั้งนี้โดยอาศัยอำนาจตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง (ฎ.128/43)
- โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำผิดภายหลังวันที่โจทก์ฟ้อง เป็นคำฟ้องไม่ชอบ ตามมาตรา 158 จึงไม่อาจลงโทษจำเลยได้ (ฎ.568/37) เหตุผลเพราะวันเวลาซึ่งเกิดการกระทำที่โจทก์กล่าวหาว่าเป็นความผิด เป็นสาระสำคัญของข้อเท็จจริงที่โจทก์จะต้องบรรยายในคำฟ้องตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 158(5) โจทก์จะละเลยเสียมิได้ โจทก์จึงจะอาจอ้างว่าเกิดจากความผิดหลงไม่ได้โดยเด็ดขาด
- คำรับสารภาพที่ไม่ชัดเจนว่าจำเลยรับสารภาพว่ากระทำผิดฐานใด ลงโทษจำเลยไม่ได้ คงเป็นหน้าที่โจทก์ต้องนำสืบว่าจำเลยกระทำผิดฐานใด เช่นโจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง คำให้การดังกล่าวไม่ชัดเจนพอที่จะฟังว่าจำเลยกระทำผิดฐานใด เมื่อโจทก์ไม่ได้นำสืบให้ได้ความเช่นนั้น และแม้ว่าในคำร้องขอบรรเทาผลร้ายของจำเลยจะมีเนื้อหาว่ารับซื้อไมรโครโพนของกลางไว้เพื่อให้หลานใช้ร้องเพลงเล่นก็ตาม แต่คำร้องขอบรรเทาโทษมิใช่คำให้การ เป็นเพียงขอให้ศาลลงโทษสถานเบาและบรรยายเหตุผลต่างๆให้ศาลปราณี ถึงแม้จะใช้ถ้อยคำที่อาจแสดงว่าจำเลยรับสารภาพในความผิดฐานใดฐานหนึ่ง หรือมิได้รับสารภาพในความผิดฐานใดเลย ก็มิอาจถือได้ว่าคำร้องขอบรรเทาผลร้ายดังกล่าว เป็นคำให้การของจำเลย เมื่อคำให้การของจำเลยไม่สามารถรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำผิดในข้อหาใด ศาลย่อมพิพากษาลงโทษไม่ได้
ดู ฎ.4129/43 “ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์หรือรับของโจรตาม ป.อ.มาตรา 334 , 335 และ 357 จำเลยให้การรับสารภาพว่ากระทำผิดตามฟ้อง คำให้การฉบับนี้ย่อมไม่ชัดเจนว่าจำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาใด แต่ในวันเดียวกันนั้นจำเลยยื่นคำให้การอีกฉบับหนึ่งมีข้อความว่า จำเลยขอถอนคำให้การทั้งหมดแล้วขอให้การรับสารภาพในข้อหาลักทรัพย์ตาม 334 เท่ากับจำเลยยังคงปฎิเสธคำฟ้องโจทก์ในความผิดตาม 335 และ 357 เมื่อโจทก์จำเลยแถลงไม่ติดใจสืบพยาน เท่ากับโจทก์ไม่ติดใจที่จะสืบพยานในความผิดตาม 335 และ 357 อีกต่อไป ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามคำรับสารภาพของจำเลยว่าจำเลยกระทำผิดตาม 334 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม 335(8) วรรคแรก จึงไม่ถูกต้อง ”
- ฟ้องที่ไม่ถูกต้องแม้จำเลยจะให้การรับสารภาพ ศาลก็ลงโทษจำเลยไม่ได้ (ฎ. 473/86) เช่น ปรากฏว่าบรรยายฟ้องเรื่องวันเวลาการบาดเจ็บ ขัดกับรายงานการชันสูตรบาดแผล ดังนี้ย่อมฟังไม่ได้ว่าจำเลยทำผิดตามวัน ที่โจทก์บรรยายมาในฟ้อง แม้จำเลยจะรับสารภาพตามฟ้องก็ลงโทษจำเลยไม่ได้ ศาลจึงต้องยกฟ้อง(ฎ.833/95)
- จำเลยให้การรับสารภาพฐานรับของโจร แต่กลับแถลงว่าไม่รู้ว่าทรัพย์ที่เอามาเป็นทรัพย์ที่ถูกลักมา ถือว่าเป็นคำให้การปฎิเสธ แต่เมื่อโจทก์ยังไม่ทราบคำแถลงเพิ่มเติมนี้ จะถือว่าโจทก์ไม่ติดใจสืบพยานไม่ได้ จึงต้องให้สืบพยานกันต่อไป (ฎ.2596/41)
- จำเลยให้การรับสารภาพ “เพื่อมิให้ยุ่งยากแก่คดี” ดังนี้ไม่เป็นคำรับสารภาพ (ฎ.1318/23) แต่ถ้าเป็นการรับสารภาพแล้วได้แถลงต่อไปว่ากระทำไปโดย “รู้เท่าไม่ถึงการณ์” ดังนี้เป็นคำแถลงเพื่อขอบรรเทาโทษ ไม่ใช่คำให้การว่าจำเลยมิได้เจตนากระทำผิด (ฏ.2274/25) แต่ถ้านอกจากจะให้การรับสารภาพว่ากระทำไปโดย “รู้เท่าไม่ถึงการณ์แล้ว จำเลยยังให้การด้วยว่าไม่รู้ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความผิด” ดังนี้ไม่เป็นคำรับสารภาพ(ฎ.5114/31)
จำเลยให้การรับสารภาพ กับ รับสารภาพตามฟ้อง
คำให้การของจำเลยที่ให้การว่า “รับสารภาพว่าได้กระทำความผิดตามฟ้อง หรือรับสารภาพผิดตลอดข้อหา หรือให้การรับสารภาพ” มีความหมายว่าจำเลยให้การรับสารภาพเฉพาะข้อหาความผิดที่โจทก์ฟ้องเท่านั้น ไม่ถือว่าจำเลยรับสารภาพในเรื่องอื่นๆที่โจทก์กล่าวมาในฟ้อง เช่น การเป็นบุคคลเดียวกันกับจำเลยในคดีอื่นที่โจทก์ขอให้บวกโทษ ฎ.6806/39) ดังนั้นหากโจทก์ไม่สืบพยานและศาลชั้นต้นนำโทษที่รอมาบวกเข้ากับโทษในคดีใหม่นี้ด้วย จึงเป็นการไม่ชอบ และปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย (ฎ. 3834/31)
- แต่คำให้การว่า “รับสารภาพตามฟ้อง” ถือว่าเป็นคำให้การที่รับตามที่โจทก์กล่าวในฟ้อง ทั้งในข้อหาความผิดที่โจทก์ฟ้องและรับในเรื่องอื่นๆที่ไม่เกี่ยวกับข้อหาความผิดที่โจทก์กล่าวมาในฟ้องด้วย เช่น รับว่าเป็นบุคคลเดียวกันกับคดีก่อนๆ จึงสามารถขอให้เพิ่มโทษ การขอให้นับโทษต่อ การรอการลงโทษไว้ในคดีก่อนได้ (ฎ.2167/47,2413/47,2335/47)
- ในคดีที่จำเลยให้การรับสารภาพแล้ว ก่อนศาลมีคำพิพากษา โจทก์ยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมฟ้องให้นำโทษจำคุกที่รอไว้ในคดีอื่นมาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้ ดังนี้หากศาลยังไม่ได้สอบจำเลยเพิ่มเติมเกี่ยวกับการที่จำเลยเป็นบุคคลเดียวกันกับคดีก่อน ศาลจะนำโทษจำคุกที่รอไว้มาบวกโทษในคดีนี้ไม่ได้(ฎ. 5739/ 31)
- ** เมื่อศาลพิพากษาไปตามคำรับสารภาพของจำเลย (ไม่ปรากฏว่าคำรับสารภาพของจำเลยไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร) หากคู่ความไม่พอใจต้องใช้สิทธิอุทธรณ์หรือฎีกาต่อไป จะขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนกระบวนพิจารณาแล้วพิพากษาใหม่ไม่ได้ (ฎ. 243/43) อย่างไรก็ตาม การอุทธรณ์หรือฎีกา ต้องเป็นข้อที่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้น เช่น อุทธรณ์ว่าโทษที่ศาลชั้นต้นกำหนดมานั้นสูงหรือต่ำไป หรือกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย
- *** ข้อที่จำเลยจะอุทธรณ์หรือฎีกาว่าไม่มีเจตนากระทำผิด ซึ่งขัดกับคำรับสารภาพของจำเลย ถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลล่าง จึงต้องห้ามอุทธรณ์หรือฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 หรือ 249 ประกอบ ป.วิ.อ.มาตรา 15 แล้วแต่กรณี (ฎ. 1576/47) เพราะเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่จำเลยให้การรับสารภาพแล้ว ทั้งยังเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ ซึ่งเป็นปัญหาที่มิได้ยกขั้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างอีกด้วย
หมายเหตุ
1. ป.วิ.อาญา มาตรา 195 บัญญัติไว้แต่เฉพาะในเรื่องปัญหาข้อกฎหมายเท่านั้น ที่ต้องว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้น แต่ถ้าเป็นปัญหาข้อเท็จจริงจึงต้องนำมาตรา ป.วิ.พ.มาตรา 225 หรือ 249 ประกอบ วิ.อาญา มาตรา 15
2. แต่ถ้าเป็นคดีที่มีอัตราโทษอย่างต่ำให้จำคุกตั้งแต่ 5 ปี ขึ้นไป หรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น ซึ่งเป็นคดีที่โจทก์ต้องสืบพยานประกอบคำรับสารภาพ จำเลยอุทธรณ์ได้ว่าพยานหลักฐานของโจทก์ไม่มีน้ำหนักลงโทษจำเลยได้ (ฎ. 2879/40) เพราะเมื่อเป็นคดีที่โจทก์ต้องสืบพยานประกอบคำรับสารภาพของจำเลย ศาลก็ต้องวินิจฉัยว่าพยานที่โจทก์นำมาสืบนั้นฟังได้ว่าจำเลยกระทำผิดหรือไม่ จึงถือได้ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ได้มีการว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้น จำเลยจึงอุทธรณ์ได้ **
3. ในคดีที่จำเลยให้การรับสารภาพ จำเลยมีสิทธิยกข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยขึ้นอุทธรณ์ได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง เช่น อุทธรณ์ได้ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวไม่ใช่หลายกรรม (ฎ. 22/42)
คำรับสารภาพในความผิดฐานทำร่ายร่างกายตาม ป.อ.มาตรา 297
- ในความผิดฐานทำร้ายร่างกายนั้น เมื่อจำเลยให้การปฏิเสธ ศาลจะงดสืบพยานโจทก์โดยอ้างว่าโจทก์นำคดีมาฟ้องก่อน 20 วันและลงโทษจำเลยเพียงฐานทำร้ายร่างกายบาดเจ็บธรรมดาไม่ได้ ศาล ต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบก่อนว่าบาดแผลจะถึงสาหัสจริงตามฟ้องหรือไม่ จึงจะพิพากษาได้ แต่ถ้าในวันฟ้องผู้เสียหายมาศาลด้วย แสดงว่าผู้เสียหายอาจหายก่อน 20 วันก็ได้ ศาลลงโทษจำเลยตามมาตรา 295 ได้ (ฎ. 517/2499)
- กรณีที่ผู้เสียหายยื่นคำร้องว่ารักษาบาดแผลเพียง 10 วัน เมื่อโจทก์ไม่สืบพยานศาลก็ลงโทษจำเลยได้ตาม มาตรา 295 เท่านั้น (ฎ. 418/09)
คดีที่ต้องสืบพยานประกอบคำรับสารภาพ
ในคดีที่จำเลยให้การรับสารภาพมีอัตราโทษอย่างต่ำให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปฯ ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริง (โทษตาม 176 เป็นโทษที่กฎหมายกำหนดมิใช่โทษที่ศาลลงแก่จำเลย และถือตามอัตราโทษที่บัญญัติไว้ในความผิดข้อหาที่โจทก์ฟ้อง)
- ในคดีที่มีอัตราโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่ 2-20 ปี ถือว่ามีโทษขั้นต่ำไม่ถึง 5 ปี ถ้าจำเลยรับสารภาพ ศาลลงโทษได้เลยโดยไม่ต้องสืบพยาน(ฎ. 1214/29)
- ต้องพิจารณาอัตราโทษเฉพาะข้อหาในกระทงความผิดที่จำเลยรับสารภาพแต่ละข้อหา ว่ามีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ 5 ปี ขึ้นไป ไม่ใช่นำโทษทุกกระทงมารวมกัน (ฎ. 775/30)
- ในคดีที่ต้องสืบพยานประกอบนี้หากโจทก์แถลงไม่ติดใจสืบพยาน ก็ลงโทษจำเลยไม่ได้ (ฎ.591/36)เพราะถือว่าโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานที่จะฟังลงโทษจำเลยได้ และไม่ใช่กรณีที่ศาลสูงจะยกย้อนเพื่อให้ศาลชั้นต้นสืบพยาน ตาม มาตรา 208 เนื่องจากโจทก์แถลงไม่ติดใจสืบพยานแล้ว (แตกต่างกับกรณี มาตรา 173 หากไม่มีการสอบถามเรื่องทนายในคดีที่ต้องสอบถาม ต้องยกย้อนตาม 208 เพราะกรณีหลังนี้เป็นความผิดของศาลเอง ไม่ใช่ความผิดของโจทก์ ส่วนกรณีมาตรา 176 เป็นความผิดของโจทก์เองที่ไม่สืบพยาน ศาลจึงยกฟ้องได้ )
- ** ถ้าในวันที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีที่ต้องสืบพยานประกอบคำรับสารภาพของจำเลย แต่โจทก์ไม่ได้อยู่ในศาลในขณะนั้น ศาลจะถือว่าโจทก์ไม่มีพยานมาสืบแล้วพิพากษายกฟ้องทันทีไม่ได้เพราะในวันดังกล่าวไม่ใช่วันสืบพยาน เพราะแม้โจทก์จะมาในวันนั้นคดีก็ไม่อาจสืบพยานได้เพราะไม่ใช่วันสืบพยาน ศาลชั้นต้นจะต้องเลื่อนการพิจารณาคดีไปแล้วนัดสืบพยานโจทก์ในภายหลัง การที่ศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาในวันที่โจทก์ยื่นฟ้องเสียทีเดียว จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกระบวนการพิจารณา กรณีไม่ต้องด้วย มาตรา 166,181 และแม้จะถือว่าโจทก์ทราบกำหนดนัดแล้ว เพราะในคำขอท้ายฟ้องของโจทก์มีข้อความระบุว่า รอฟังคำสั่งอยู่ ถ้าไม่รอให้ถือว่าทราบแล้ว ก็ยังไม่เป็นเหตุให้พิพากษายกฟ้องทันที (ฎ. 947/33)
- ในการสืบพยานประกอบคำรับสารภาพของจำเลย หากปรากฏว่าจำเลยมิได้กระทำผิด หรือการกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันตัวพอสมควรแก่เหตุ ศาลก็ต้องยกฟ้อง ตามมาตรา 185 (ฎ. 602/02 ป.)
การแยกฟ้องเป็นคดีใหม่
ในคดีที่มีจำเลยหลายคน จำเลยบางคนให้การรับสารภาพ ศาลอาจจำหน่ายคดีจำเลยที่ปฎิเสธโดยให้โจทก์ฟ้องเป็นคดีใหม่ได้ตาม 176 วรรคสอง แต่โจทก์จะต้องฟ้องตามข้อหาเดิมเท่านั้น จะฟ้องข้อหาอื่นไม่ได้ (ฎ. 831/02) เมื่อแยกฟ้องแล้ว คำขอของโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ปฎิเสธในคดีเดิมย่อมสิ้นสภาพไปด้วย
- การฟ้องคดีใหม่ ต้องระบุบัญชีพยานใหม่ แต่ถือได้ว่าคำเบิกความในคดีเดิมได้พิจารณาโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลยแล้ว ศาลนำคำเบิกความในคดีก่อนมาประกอบการพิจารณาได้ (ฎ. 1457/31)
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
** สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อ 085-801-0725, E-mail : siripit...@gmail.com **
