หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า kankokub ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ธานี สิงหนาท ผู้บรรยาย , ผู้มีน้ำใจส่ง flie เสียงที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า ขอบคุณ. http://www.muansuen.com และคุณ admin ที่นำ flie เสียงมาลงแบ่งปันให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
ครั้งที่ 1 วันเสาร์ 27 พฤศจิกายน 2553
สวัสดีนักศึกษาทุกท่านนะครับ วันนี้เป็นชั่วโมงแรกนะครับ ปีนี้ก็เป็นปีที่ห้าทีหกแล้วที่อาจารย์ได้มาสอนในกฎหมายวิอาญา ในภาคสามวิธีพิจารณาในศาลชั้นต้นก็เป็นปีที่สอง
ชั่วโมงแรกก็คงเป็นการพูดภาพรวมของกฎหมายวิอาญาภาคสาม ภาคสี่ มีแนวทางในการเตรียมตัวสอบอย่างไรบ้างในชั่วโมงแรกส่วนชั่วโมงต่อไปเราจะคุยลายละเอียดในแต่ละประเด็นในการเตรียมตัวสอบเนฯ ในภาคสามมีการออกสอบหนึ่งข้อ ภาคสี่ก็หนึ่งข้ออาจารย์ที่ออกสอบก็มีหลายคนที่ช่วยกัน กรรมการชุดใหญ่ก็จะเป็นคนคัดเลือกข้อสอบที่เหมาะสมของปีนั้นในการออกสอบของกรรมการในระยะหลังแต่ละข้อก็มีอย่างน้อยสองประเด็น อย่างมากสุดไม่มีขอบเขต แต่อย่างต่ำต้องมีสองประเด็นแต่ถ้าเป็นข้อสอบสนามอื่น นั้นอาจจะเป็นอย่างต่ำสามประเด็นเท่าที่สังเกตดูข้อสอบจากสนามอื่นๆก็มีประเด็นมากกว่าเนฯ อย่างน้อยหนึ่งประเด็น
สอบเนฯก็อาจจะแบ่งเป็น ข้อย่อย ก . ข. ก็แบ่งเป็นข้อละสิบคะแนน ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าในการเตรียมตัวสอบต้องดูแนวข้อสอบเก่าๆของเนฯแล้วมีนักศึกษาบางท่านถามว่าตอบอย่างไรได้คะแนนดี โดนใจกรรมการ
ตัวอย่างที่เราดูก็ดูข้อสอบเนฯไปดูเป็นตัวอย่างได้เลยเพราะเวลาเราให้คะแนนก็จะเอาธงคำตอบเนฯนี่แหละให้กรรมการตรวจคำตอบโดยเทียบจากธงคำตอบที่กรรมการได้เฉลยแล้ว ข้อสอบที่ได้รับการคัดเลือกผ่านคณะกรรมการเนฯ แล้ว บางครั้งข้อสอบตกข้อเท็จจริงก็มีการเติมในห้องสอบ ดังนั้นข้อสอบเนฯที่เผยแพร่ไปก็นำไปฝึกฝนได้เป็นแนวทางที่ดีตัวอย่างข้อสอบสมัยก่อน อาจจะสั้น หลักกฎหมายเหตุผลจะน้อยโดยเฉพาะสมัยที่สามสิบไม่ค่อยละเอียดนักแต่ระยะหลังธงคำตอบเนฯก็จะมีเหตุผลดี เราก็ต้องไปดูให้มากฝึกฝนให้มากที่สุด หลังเรียนจบแล้ว เราก็ต้องไปทำตำราอ่านหนังสือของตัวเอง
ประมาณสองสามทุ่มต้องเตรียมตัวอ่านหนังสือแล้ว สองทุ่มถึงเที่ยงคืนก็อ่านหนังสือ แล้วก็ตื่นตีห้า แล้วต้องเอาตัวบทมาเปิดดูมาท่องให้จำให้ได้เพราะสมองของเราจะจำได้แม่นยำ คือตอนเข้าๆ เราไม่มีอะไรเข้ามาในหัวเลย สมองรับได้เยอะ เราก็ต้องเตรียมแต่เช้า ไปไหนก็เอาตัวบทเล่มเล็กๆไปด้วย ไปกินเหล้าก็เอาตัวบทไปด้วย จะอ้วกใส่ก็เอาไปล้างออก เวลาอาจารย์สอนจะยึดหลักตัวบทเป็นหลักเพราะการเรียนกฎหมายเป็นการตัดสินตามกฎหมายลายลักษณ์อักษร เป็นหัวใจว่าหลักในเรื่องนั้นมีอย่างไร เราต้องไปดูหลักกฎหมายในแต่ละเรื่อดง
ตัวอย่างฏีกาเป็นการตัดสินปัญหาที่เกิดขึ้น เป็นตัวอย่างอย่างรก็ดี แนวของฏีกาก็อาจจะมีการกลับเปลี่ยนแปลงกันได้ เราอาจต้องมีการดูหลักกฎหมายด้วย
นักเรื่องคดีอาญาที่มีอัตราโทษระดับไหนที่ศาลชั้นต้นสอบจำเลยเรื่องพยาน เป็นเรื่องกฎหมายใหม่หรือเก่า กฎหมายเดิมมีระบบอย่างไร เราก็ต้องไปศึกษากฎหมายให้ชัดเจน หรือตัวอย่างเรื่องพยานบอกเล่า กฎหมายเดิมไม่มีบอกห้ามเลย แต่ปัจจุบันมีกฎหมายห้ามแล้ว
ในชั้นจับกุมเจ้าพนักงานสอบคำให้การ นี่เป็นหลักต้องตอบว่าคำให้การ เราจึงจำเป็นต้องรู้ว่าในเรื่องนี้กฎหมายมีการเปลี่ยนแปลงแตกต่างอย่างไร แต่เดิมมีหนังสือแจ้งโทษ ของนักกฎหมายมีแนวคิดเปลี่ยนแปลงไป คุ้มครองสิทธิจำเลยมากขึ้น คำรับในชั้นจับกุมยังไม่มีทนายความเลย ก็เลยไม่รับฟังในชั้นจับกุม และมองในแง่ตำรวจ การจับกุมได้ก็มักพาไปเซฟเฮ้าท์ ถ้าไม่ยอมรับสารภาพ ก็ทำร้ายร่างกาย ผู้ต้องหาก็ต้องยอมรับสารภาพคำรับในชั้นจับกุมไม่รับฟังเลย เวลาข้อสอบออกเราต้องดูหลักกฎหมายไป ต้องดูแนวฏีกาในปัจจุบัน อย่างไรบ้าง ในกฎหมายใหม่เราต้องดู โดยปรกติเราต้องดู เราต้องการวัดความรู้นักศึกษาว่ามีความรู้ใหม่ๆหรือไม่ เราก็จำเป็นต้องศึกษาให้ทัน เราต้องตามให้ได้ เมื่อเรามองเห็นลู่ทางว่าเราเรียนกฎหมาย โดยเฉพาะภาคสามภาคสี่ ภาคหนึ่งกับสอง เราออกทั้งหมดสามข้อ ภาคสามหนึ่งข้อ ภาคสี่หนึ่งข้อ จากหลักกฎหมายวิอาญาเรื่องการจับการค้นการควบคุมตต้วต่างๆ ก็จะออกข้อสอบวิชาอื่นๆก็ดูไป เราได้ดูตัวช่วยตัวเสริม ไปสอบกฎหมายอื่นพิเศษเราก็ทำได้ไม่ยาก
ที่พลาดกันเยอะก็คือกฎหมายลักษณะพยานคดีแพ่งหนึ่งข้อ คดีอาญาหนึ่งข้อ เป็นตัวฉุดพวกเรามาก คือไม่ใช่กฎหมายโดยตรงเป็นวาว่าความและจัดทำเอกสารต้องทำให้ได้ แต่กฎหมายพยานอย่างละหนึ่งข้อเราต้องทำให้ได้
ในขณะที่ตอนเรียนภาคสอง ไม่จบ ทุกคนมีคะแนนเต็มร้อยอยู่แล้ว เราจะต้องรักษาคะแนนของเราให้เต็มร้อยจนถึงวันที่เราสอบให้ได้ เราต้องพยายามทำให้ได้เต็มร้อยคะแนนเต็มทุกคน
ส่วนจะได้เต็มร้อยหรือไม่ ก็เดียวค่อยว่ากัน เมื่อรู้แนวทางก็จะรู้ว่าภาคสามกับภาคสี่ มีการเรียนมาจากหลายสถาบัน ไม่ว่าจบจากที่ไหน เราก็ต้องมารวมกันเป็นเนฯให้ได้ ถึงแม้สอบไม่ได้ก็อย่าไปท้อแท้ เราเอาของไทยให้ได้แล้วค่อยไปต่างประเทศ เรามาดูภาคสาม เราเรียกว่าวิธีพิจารณาในศาลชั้นต้น
หนึ่งลักษณะฟ้องคดีอาญา หลักกฎหมายมาตรา 157 ไล่เรียงไปถึง 171 เกี่ยวกับการฟ้องคดีอาญา การไต่สวนมูลฟ้อง
การพิจารณา 172 จบที่ 181 ส่วนลักษณะสามนั้น เป็นเรื่องคำพิพากษาและคำสั่งเริ่มแต่ 182 จนจบ 192 ก็จะมีสามลักษณะด้วยกัน ก็ต้องดูถึงความจำเป็นว่าทำไม ต้องดูว่าอยู่ลักษณะไหน เมื่อเราจบภาคสาม ก็ไปขึ้นภาคสี่ อุทธรณ์และฏีกา ก็ออกข้อสอบหนึ่งข้อ
ก็ออกเป็นสองลักษณะ ลักษณะที่หนึ่งคืออุทธรณ์ ทั้งสองแบ่งเป็นสองหมวดคือหลักทั่วไป และการพิจารณาคำพิพากษาและคำสั่งชั้นอุทธรณ์และชั้นฏีกา ในเรื่องการพิจารณาคำพิพากษาคำสั่งชั้นอุทธรณ์เราก็ค่อยดูกันว่ามีหลักมีกฎมีเกณฑ์อย่างไร เบื้องต้นอาจารย์นำเสนอก่อน มาตรา 215 ก่อน เปิดตัวบท
นอกจากลักษณะอุทธรณ์ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณา ว่าด้วยคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาใช้บังคับในชั้นอุทธรณ์ด้วยโดยอนุโลมจะเห็นว่า 215 วิอาญา ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยวิอาญา มาบังคับมาใช้ ยกเว้นการไต่สวนมูลฟ้อง เราเอามาแค่การพิจารณาพิพากษาและคำสั่งเท่านั้นเอง
ในการร่างคำฟ้องอุทธรณ์จึงไม่นำมาตรา 158 มาใช้ คือไม่ต้องบรรยายข้อเท็จจริง ฯ ไม่ต้องบรรยายเลย กฎหมายเกณฑ์การบรรยายฟ้องอุทธรณ์มีเฉพาะอยู่แล้วใน 193 วรรคสอง เปิดตัวบท
คือตรงจุดใดที่เราไม่เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลชั้นต้นเรา ก็บรรยายข้อเท็จจริงเฉพาะตรงนั้นไป บรรยายเฉพาะจุดที่เราประสงค์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นเท่านั้น และที่ถูกต้องเป็นอย่างไร เราไม่ได้นำกฎเกณฑ์ในมาตรา 158 อนุมาตรา 7 มาใช้ก็เขียนว่าในฟ้องโจทก์ต้องมีลายมือชื่อโจทก์ แต่ในคดีอาญาไม่ได้ให้โจทก์เท่านั้นที่มีสิทธิอุทธรณ์ จำเลยก็มีสิทธิ ก็เกิดปัญหาว่าเราจะนำ 158 อนุ 7 มาใช้ตรงๆหรือไม่ ก็เขียนเฉพาะการพิจารณา พิพากษาและคำสั่ง ก็มีตัวอย่างหลายเรื่อง แล้วศาลอุทธรณ์เกิดข้อสงสัย ศาลอุทธรณ์ก็ใช้อำนาจตาม 175 เรียกสำนวนมาตรวจดู ศาลฏีกาชั่งน้ำหนักไปใช้ในชั้นอุทธรณ์ฏีกาได้หรือไม่ ก็ได้ หรือการพิพากษาคดี หากศาลอุทธรณ์เห็นว่าการกระทำจำเลยไม่เป็นความผิด ก็ยกฟ้องได้ ตาม 185 ประกอบ 215 และโยงไปใช้ในชั้นฏีกาได้ตาม 225 เปิดตัวบท เพื่อดูภาพรวมก่อน
ในมาตรา 225 ในหมวดสอง มีแค่เพียงมาตราเดียวเอง คือ ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณา ชั้นอุทธรณ์มาใช้บังคับในชั้นฏีกาโดยอนุโลม ของไทยเรา เรามีศาลยุติธรรม มีสามชั้นศาลด้วยกัน คือหนึ่ง ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ เมื่อตัดสินแล้ว ก็ใช้สิทธิฏีกา โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในศาลอุทธรณ์มีสิบศาล ก็มีศาลอุทธรณ์เฉยๆ ส่วนอีกเก้าศาลเราเรียกว่าศาลอุทธรณ์ภาค มีทั้งหมดเก้าภาคด้วยกัน
แต่ศาลฏีกามีเพียงศาลเดียว ถ้าจะฏีกาก็ที่ศาลฏีกา เป็นที่สุดแล้ว เรานำไปใช้บังคับในชั้นอุทธรณ์ฏีกาโดยอนุโลมนี่คือระบบการพิจารณา ในอุทธรณ์ฏีกา แต่เกี่ยวกับการฟ้องคดีอาญา การไต่สวน ไม่มีนำไปใช้อนุโลม ดังนั้นในศาลชั้นต้นเราค่อนข้างเคร่งครัดที่ว่าโจทก์จะต้องลงชื่อเอง แต่ในชั้นอุทธรณ์ฏีกา ทนายความสามารถใช้สิทธิลงชื่อแทนตัวความได้ เพราะเราไม่ได้นำมาตรา 158 มาใช้เต็มรูปแบบที่เราเห็นชัดเจนคือ อนุมาตรา 5 อนุมาตรา 6 ไม่ต้องนำมาใช้เราไม่เคร่งครัดอย่างนั้น เมื่อเห็นภาพรวมแล้ว เราก็จะไปดูระบบแล้ว ในสองภาคนี้ ภาคสามและภาคสี่ มีขอบเขตอย่างไร ภาคสี่
อุทธรณ์ฏีกา 193 ถึง 215 ฏีกา 216 ถึง 225
เมื่อเราทราบตรงนี้แล้วเราจะไปดูระบบ ในชั้นฏีกา เราจะไปดูเกี่ยวกับศาลชั้นต้น ภาพรวม 157 ถึง 192 ก่อน ซึ่งในคดีอาญา เนื่อหารายละเอียดความเข้มข้นจะอยู่ในภาคสามส่วนใหญ่ ให้ความสำคัญในภาคหนึ่ง ข้อความเบื้องต้น มากกว่าการสอบสวน
การสอบสวนก็ออกหนึ่งข้อ แต่ภาคหนึ่ง จะออกสองข้อ แต่ในภาคสามภาคสี่ ปัจจุบันก็มีขอบเขตชัดเจนกั้นไว้ เราจะออกแต่ละภาคล้วนๆ
ขอบเขตการออกสอบ จะต้องมีหลักกฎหมายเสมอ ซึ่งหลักกฎหมายที่ออกสอบ บางครั้งอาจไม่มีฏีกาเรื่องนั้นแต่เพื่อวัดความรู้กฎหมายให้เห็นภาพก่อน แล้วจึงดูประเด็นต่อไป
วิธีการนำคดีมาสู่ศาลในไทยก็เป็นระบบสากล การที่ตัดสินลงโทษจำคุกจำเลย ตัดสินประหารชีวิตจำเลย ต้องเป็นองค์กรศาลเท่านั้น ส่วนองค์กรอื่นไม่มีหน้าที่ไปลงโทษจำคุกเขา คดีความที่เกิดขึ้น ถ้าเรามุ่งประสงค์ เสมอเลย
ให้ศาล ในคดีอาญา ศาลปกครองตัดสินคดีอาญาไม่ได้ เราไปที่ศาลยุติธรรมที่เดียว
ที่ศาลยุติธรรมวิธีจะไปเสนอคดีที่ศาลเราต้องทำเป็นคำฟ้อง กฎหมายกำหนดหลักเกณฑ์ในมาตรา 158 เป็นมาตรา แรกเลยเราก็ต้องไปตรวจสอบว่ามีหลักเกณฑ์ในการบรรยายฟ้อง อยู่ที่ 158 อนุมาตรา 5 และ 6 คือต้องมีการอ้างมาตราในกฎหมายที่บัญญัติว่าจำเลยกระทำความผิด คือบรรยายตามองค์ประกอบความผิด และอ้างมาตราที่เกี่ยวข้องนั่นเอง
ก็ต้องบรรยายฟ้องให้ครบองค์ประกอบความผิด ต้องบรรยายฟ้องครบทั้งองค์ประกอบภายนอกและภายใน ว่ารถจักรยานยนต์ของใคร มีเจตนาทุจริตหรือไม่ และวันเวลาเกิดเหตุเกิดวันไหน เขตอำนาจศาลมาตรา 157 เขียนเป็นหลักเกณฑ์ทั่วไป กฎหมายวิอาญาก็ต้องไปดูกฎเกณฑ์ในมาตรา 22 ก็ต้องไปชำระคดีที่ศาลนั้นเว้นแต่จะเข้า 22 อนุมาตรา 2 เมื่อไปยื่นที่ศาลแล้ว เบื้องต้นศาลชั้นต้นมีหน้าที่ในการตรวจคำฟ้องก่อน แล้วเขตอำนาจศาลถูกต้องจริงหรือไม่จริง ถ้าหากฟ้องโจทก์ไม่ถูกต้อง กับกรณีฟ้องถูกต้องทำอย่างไร กรณีแรกศาลตรวจคำฟ้องแล้วเห็นว่าฟ้องไม่ถูกต้อง ก็มีทางเลือก คือให้โจทก์ฟ้องให้ถูกต้อง เป็นหลักการที่จะแก้ฟ้องให้ถูกต้องได้ต้องเป็นการผิดพลาดเล็กน้อย ตาม 163 164 คือแก้แล้วจำเลยไม่เสียเปรียบ
ศาลจะมีอำนาจประทับฟ้อง ถ้าไม่ขาดลายละเอียดฟ้อง โจทก์ฟ้องคดีอาญา อัยการก็มีหน้าที่นำตัวจำเลยมายื่นฟ้อง นอกจากนำคำฟ้องแล้วยังต้องนำตัวจำเลยมาศาลเว้นแต่จำเลยอยู่ในอำนาจของศาลแล้ว แต่ถ้าคดีนั้น ครบ 84 วันนับแต่สอบสวนแล้วปล่อยจำเลยไป พนักงานสอบสวนเสร็จ ส่งเรื่องให้อัยการ อัยการก็สั่งให้ไปนำตัวผู้ต้องหามาให้สั่งฟ้อง ในกรณีที่อัยการไม่ประทับฟ้องเพราะคดีอยู่นอกเขต หรือ ศาลอาจจะสั่งยกฟ้องเลยก็ได้
ในกรณีที่ยกฟ้องเลย ที่คำฟ้องโจทก์ บกพร่อง แต่คำฟ้องโจทก์บกพร่องในส่วนที่เป็นสาระสำคัญ โจทก์บรรยายฟ้องไม่ครบองค์ ก็ทำให้จำเลยไม่สามารถเข้าใจ ทำให้เสียเปรียบ โจทก์บรรยายฟ้องไม่ครบองค์ประกอบ ศาลไม่คุ้มครองสิทธิจำเลย หรือ บางกรณีที่ ศาลอาจจะฟ้องโจทก์บรรยายฟ้องถูกต้อง ศาลอาจยกฟ้องเช่นอัยการโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษฐาน ชำเลืองทรัพย์ แต่มันไม่มี กฎหมายอาญาไม่ได้เขียนไว้เลย ว่าการกระทำฐานชำเลืองทรัพย์ไม่มี เมื่อไม่เป็นความผิดศาลก็ต้องยกฟ้อง แม้จะเป็นในชั้นตรวจคำฟ้องก็ยกฟ้องได้ ในคดีที่ศาลพิพากษาไม่ประทับฟ้อง โจทก์มีสิทธิที่จะ อุทธรณ์คำสั่งได้
กรณีที่จำเลยกระทำความผิดที่จังหวัดหนึ่ง เช่นหนองคาย แต่จำเลยถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุก แต่ถูกส่งตัวไปกักขังที่เรือนจำคลองไผ่ ที่นครราชศรีมา เพราะคดีนั้นต้องโทษคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกตลอดชีวิตแล้ว จำเลยก็มีภูมิลำเนาที่เขตศาลจังหวัดนครราชศรีมา อัยการก็ไปส่งฟ้องที่จังหวัดนครราชสีมา ที่จำเลยมีภูมิลำเนา ศาลไม่รับฟ้องเพราะไม่สะดวกศาล ไม่สะดวกพยานเลย ไม่ประทับฟ้อง อัยการโจทก์อุทธรณ์ได้ ถ้าหากศาลฏีกา พิพากษายืน ที่ไม่ประทับฟ้องถูกต้องแล้ว นั้น โจทก์จะฏีกาต่อได้หรือไม่ ตอบว่าไม่ได้ แม้ศาลจะไม่ได้พิพากษายกฟ้องเลย ก็มีผลเช่นเดียว กัน เมื่อศาลฏีกาพิพากษายืน ก็เป็นที่สุดตาม 220 เปิดตัวบท ไม่ได้ ออกสอบมานานแล้ว
อีกกรณีหนึ่งคือเมื่อโจทก์อุทธรณ์คำสั่งได้ บางครั้งอาจฏีกาได้ บางครั้งฏีกาไม่ได้ เช่นเดียวกัน เมื่อศาลชั้นต้นยกฟ้อง โจทก์มีช่องทางคือกรณีไม่เข้า 39 34 โจทก์ฟ้องใหม่ได้
พิพากษายกฟ้องโจทก์ไปในชั้นนี้เราเรียกว่าชั้นตรวจคำฟ้อง แต่เป็นการยกฟ้องในชั้นตรวจคำฟ้องกฎหมายเขียนไว้ในมาตรา 161 ก็มีช่องทางสองช่องทาง อาจจะฟ้องได้ ถ้าหากเรื่องนั้นศาลยังไม่ได้วินิจฉัยกรณีที่ได้ฟ้องเลย เช่น โจทก์ไปยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่
จึงไม่ประทับฟ้องตามมาตรา 22 โจทก์ก็สามาถนำคดีเรื่องนั้น มาฟ้องศาลที่มีเขตอำนาจได้ เพราะศาลยังไม่ได้วินิจฉัยเลยว่าการกระทำนั้นเป็นความผิดหรือไม่ ศาลสามารถพิจารณาคดีในเรื่องนั้นได้ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 39 หรือศาลยกฟ้องเพราะคดีเรื่องนั้นโจทก์ไม่ได้ลงลายมือชื่อตาม 158 อนุมาตรา 7 และโจทก์นำคำฟ้องมายื่นใหม่โดยลงชื่อโจทก์ให้ถูกต้องเสีย ศาลยังไม่ได้วินิจฉัยว่าการกระทำขอจำเลยเป็นความผิดหรือไม่ แต่หากว่า ศาลวินิจฉัยความผิดที่ได้ฟ้องแล้ว เพราะเห็นว่าไม่เป็นความผิดเลย ปรากฎว่าไม่มีกฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิดเลย โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยข้อหาชำเลืองทรัพย์ได้หรือไม่ แม้ยกฟ้องในชั้นตรวจคำฟ้องก็ตาม ก็วินิจฉัยว่าไม่เป็นความผิด ไม่ได้เป็นฟ้องซ้ำ
หรือศาลพิพากษายกฟ้อง ที่เกิดการกระทำความผิดได้วินิจฉัยแล้ว ที่ยกฟ้องเพราะขาดสถานที่ วันเวลากระทำควาผิดก็ถือว่าได้วินิจฉัยในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว โจทก์จะทำคดีมาฟ้องไม่ได้
เราก็ต้องไปดูว่ามันเข้าหลักเกณฑ์มาตรา 39 อนุสี่หรือไม่ ก็ไม่อยู่ในวิธีพิจารณาความในศาลชั้นต้นอย่างไรก็ดี ถ้าฟ้องโจทก์ถูกต้องตามกฎหมาย เราก็แยกเป็นสองกรณีในระบบการดำเนินคดีอาญาที่เป็นระบบคู่ที่ให้สิทธิในการฟ้องได้ ส่วนหนึ่งก็ให้ผู้เสียหายยื่นฟ้องจำเลยได้ ต่างฝ่ายต่างมีสิทธิดำเนินคดีแยกเป็นอิสระไม่ได้ขึ้นอยู่กับส่วนหนึ่งส่วนใดเลย ในกรณีที่อัยการยื่นฟ้องในหลักทั่วไปศาลก็ประทับฟ้อง โดยไม่จำเป็นต้องไปยื่นฟ้องก่อน ในมาตรา 162 ก่อนว่าถ้าฟ้องถูกต้องตามกฎหมาย ไม่จำเป็นต้องไต่สวนมูลฟ้อง ศาลสามารถรับฟ้องในคดีอาญาได้ แต่โดยหลักปฏิบัติในคดีที่อัยการเป็นโจกก์ฟ้อง ได้ผ่านการสอบสวนมาแล้วระดับหนึ่ง พนักงานสอบสวนก็มีความเห็นสั่งฟ้อง อัยการพิจารณาเห็นว่ามีมูลก็สั่งฟ้อง เจ้าหน้าที่ของรัฐคอยกลั่นกรองพยานหลักฐานสองหน่วยงาน ศาลจึงสามารถประทับฟ้องได้เลย มีได้เหมือนกันเช่นตัวอย่าง เรื่องราวที่เกิดขึ้นในดคีอาจเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าพนักงานอัยการโจทก์ฟ้อง ศาลยกฟ้องถึงแปดสิบเปอร์เซ็นต์ ศาลจะไต่สวนมูลฟ้อง ก็ได้ แต่ปัจจุบันน้อยมากที่จะยกฟ้องดังนั้นคำสั่งไต่สวนมูลฟ้องจึงน้อยมากหรือแทบไม่มีเลย
ในขณะเดียวกัน ถ้าผู้เสียหายเป็นโจทก์ฟ้อง กฎหมายเขียนใน 162 บังคับศาลเลยว่า จะต้องไต่สวนมูลฟ้องก่อน โดยข้อหาอย่างเดียวกัน เช่นอัยการขอให้ลงโทษฟ้องฐานทำร้ายร่างกาย ผู้เสียหายฟ้องข้อหาฐานพยายามฆ่าเลย อย่างนี้ต้องไต่สวนมูลฟ้องเพราะไม่ได้ฟ้องข้อหาเดียวกับกับที่อัยการเป็นโจทก์ฟ้อง ที่กฎหมายกำหนดว่าคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน เพื่อไม่ให้มีการกลั่นแกล้ง อาจจะต้องถูกจำกัดสิทธิได้ เพื่อเป็นหลักการคุ้มครองสิทธิต้องมีการไต่สวนมูลฟ้องเสมอ และห้ามไม่ให้ถือว่าจำเลยตกอยู่ในฐานะเช่นนั้น เพราะเรายังไม่ถือว่าเขาเป็นจำเลย แต่อย่างใดก็ดี สิทธิของจำเลยเป็นสิทธิที่ยังไม่เต็มที่เพราะเขายังไม่เป็นจำเลย เป็นการไต่สวนระหว่างโจทก์กับศาลเท่านั้น ศาลตรวจสอบเพียงว่าคดีมีมูลหรือไม่เท่านั้นกระบวนการตรงนี้เป็นเรื่องระหว่างศาลกับโจทก์ ศาลประทับรับฟ้อง ก็เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางอาญา จำเลยไม่มีสิทธินำพยานมาสืบกฎหมายห้ามเลย ใน 155 วรรคสอง ซึ่งตรงนี้น้อยกว่าผู้ต้องหาสิทธิในมาตรรา 134 เสียอีก ให้สิทธิในการแก้ข้อหา และแสดงพยานหลักฐานที่เป็นประโยชน์ของตนได้ ก็กรณีที่ราษฏร์เป็นโจทก์ฟ้อง จำเลยกลับไม่มีสิทธิอย่าง 134 นี้ ก็เปิดโอกาสให้เขามีสิทธินำพยานหลักฐานมาหักล้างพอสมควร อาจถูกคำสั่งเป็นอย่างอื่นทั้งที่จำเลยเบิกความเดือดร้อน ก็มีความคิดว่าควรคุ้มครองสิทธิมากกว่าเดิมเปิดโอกาสให้เขานำพยานหลักฐานมาหักล้างในบ้างเรื่อง ด้วย 155 วรรคสองจำเลยก็หมดสิทธิเลย เมื่อผู้เสียหายนำพยานหลักฐานมาไต่สวนในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ศาลก็จะสั่งว่ามีมูล ถ้ามีมูลก็ประทับฟ้องไว้พิจารณา ก็เหมือนกับคดีที่อัยการเป็นโจทก์แล้ว แต่ถ้าหากศาลไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีไม่มีมูล เป็นเรื่องความรับผิดทางแพ่งไม่เกี่ยวกับทางอาญา จำเลยไม่ใช่คนร้ายที่ไปหมิ่นประมาทโจทก์เลยเมื่อศาลเห็นว่าคดีไม่มีมูลก็ไม่มีทางอื่นนอกจากยกฟ้องเลย
เมื่อศาลพิพากษายกฟ้อง โจทก์มีสิทธิอุทธรณ์ได้ ก็อยู่ในบังคับกฎหมายลักษณะอุทธรณ์ฏีกา ตาม ที่154 วรรคหนึ่งกำหนดไว้
มาตรา 193 ทวิก็นำมาพิจาณา ในการอุทธรณ์ด้วย
ถ้าอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหาย คือ บรรยายฟ้องครบองค์ประกอบความผิด ถ้าศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฏีกาต่อไม่ได้ต้องห้ามตาม 220
แต่อย่างไรก็ดีในคดีที่ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วโจทก์มีหน้าที่ที่จะไปศาล ถ้าไม่ไปวันนัดไต่สวนมูลฟ้อง ศาลตรวจดูแล้วเห็นว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิด ก็ยกฟ้องเพราะคดีไม่มีมูล ก็ฟ้องใหม่ไม่ได้ แม้จะยกในชั้นไต่สวนมูลฟ้องก็ตาม ก็ถือว่าได้วินิจฉัยในเนื้อหาแล้ว
แต่ยกฟ้องฟ้องใหม่ได้ ไม่เป็นฟ้องซ้ำ แต่กฎหมายลงโทษโจทก์ ตัดสิทธิที่เขียนกำหนดไว้ต่างหากเพราะมันจะไม่เข้าฟ้องซ้ำ แต่เราต้องเขียนกฎหมายต่ากหากใน 166 วรรคท้าย
เมื่อเห็นภาพตรงนี้แล้วเราจะดูต่อไปเมื่อคดีอ่าญาที่อัยการเป็นโจทก์ฟ้องศาลไต่สวนมูลฟองแล้วเห็นว่าคดีมีมูล ศาลก็ประทับฟ้องไว้พิจารณาแล้วก่อนที่จะพิจารณา หลังจากที่ศาลสอบถามทนายแล้ว หรือแถลงว่าไม่ต้องการทนายความศาลสอบถามจำเลยให้การรับสารภาพในคดีที่จำเลยให้การรับสารภาพอาจงดคดีโดยไม่สืบก็ได้ ในคดีอาญาที่จำเลยรับสารภาพ จะสืบต่อก็ได้ไม่สืบต่อก็ได้ แต่ภาพรวมเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ไม่สืบต่อ การที่ศาลจะตัดสินคดีเรื่องหนึ่งเรื่องใด อาจตัดสินยกฟ้องโจทก์โดยอาศัยพยานหลักฐาน แต่ถ้าคดีที่อัตราโทษ สูงโจทก์มีหน้าที่แถลงสืบพยานตาม 176 วรรคท้าย
ส่วนใหญ่คดีจะรับสารภาพลงโทษจำเลยได้โดยไม่ต้องสืบพยานเลย ศาลจะต้องตรวจสอบพยานหลักฐานโจทก์ก่อนว่ากระทำความผิดจริงหรือไม่ ในคดีอาญาบางเรื่องฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดก็ไม่ต้องลงโทษก็ได้
แต่ถ้าจำเลยปฏิเสธก็ต้องเริ่มการพิจารณาคดี หลักกฏหมายวิอาญาของไทยเราใครจะสืบก่อนหลัง กฎหมายล็อคสเปคไว้เลยว่าคดีอาญาโจทก์ต้องนำพยานเข้ามาสืบก่อนเสมอ ในการพิจารณาคดี โจทก์ต้องสืบก่อน การสืบพยาน จำเลยนำพยานเข้ามาสืบแม้เสร็จแล้ว ศาลก็ต้องเริ่มต้นทำคำพิพากษา กฎหมายไทบเราการพิพากษาคดีที่มีการสืบพยาน คดีก็มีการพิจารณาคดีศาลก็มี่ช่องทางเลือก จะออกทางไหนก็ได้
ในกรณีที่ศาลพิพากษาตามมาตรา 185 นั้น เป็นเรื่องในคดีอาญานั้นจะมี คือประเด็นสองเอาแรก ให้ได้ก่อน ในสองประเด็นแรกมาตราฐานในการพิสูจน์ ในมาตรา 227 กฎหมายสืบพยาน มีการกระทำผิดจริง และ จำเลย ความผิดเกิดขึ้นแล้วหลักในผู้เสียหายในคดีอาญา ผู้เสียหายที่แท้จริงต้องมีการกระทำความิด มีตัวอย่างเกิดขึ้น ศาลใช้หลัก มาตรา 207 คือถ้าหากมีความสงสัย ก็ยกประโยชน์ความสงสัยให้แก่จำเลย
มีตัวอย่างคดีห้างทอง ธรรมวัฒน เป็นข่าวครึกโครมตามหน้าหนังสือพิมพ์ ในคดีห้างฯทอง มีอาวุธปืน ถึงแก่ความตาย หลังเกิดเหตุพนักงานสอบสวนนำเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานไปตรวจเก็บรายละเอียด แล้วก็นำศพของห้างทองไปผ่านพิสูจน์ พลิกศพตาม 148 คือพิสูจน์ว่าตายจริงหรือไม่ตายจริง
ถูกยิง ถูกงูกัดตาย ต้องชัณสูตรพลิกศพ แล้วก็มีรายงานมาว่ามีการฆ่าตัวตาย คดีก็เงียบไปประมาณสองปีได้ หลังจากนั้น น้องของห้างทอง ก็ไปร้องขอความเป็นธรรมจากคุณหญิงหมอพรทิพย์ ก็มีรายงานว่าเป็นฆาตกรรมมีการแต่งตั้งพนักงานสอบสวนชุดใหญ่ เมื่อเป็นการฆาตกรรมก็มีแค่น้องชายเขาคือคุณนพดล ในที่เกิดเหตุ เมื่อพนักงานสอบสวนสอบสวนเสร็จให้อัยการฟ้อง เป็นจำเลยต่อศาลอาญา ระหว่างสืบพยานโจทก์ จำเลยขอให้ศาลตั้งผู้เชี่ยวชาญ ผ่าศพเป็นครั้งที่สาม ก็ประชุมปรึกษาหารือกัน ให้ผ่าเป็นครั้งที่สาม เมื่อผู้เชี่ยวชาญที่ศาลตั้ง ก็รายงานมาต่อศาลว่าเป็นการฆ่าตัวตาย ศาลอาญาชั้นต้นก็ยกฟ้องเพราะมีการสงสัยแล้ว ศาลก็ลงโทษจำเลยไม่ได้
นี่คือ พยานหลักฐานโจทก์มีการสงสัยว่ามีการกระทำความผิดจริงหรือไม่จริง แต่การที่ศาลพิพากษายกฟ้องโจทก์ เราก็ดู หนึ่ง จำเลยไม่ได้กระทำความผิด รวมถึงประเด็นที่กฎหมายกำหนดไว้ใน 221 ว่ามีการกระทำความผิดจริงหรือไม่ หรือว่าการที่จำเลยทำไม่เป็นความผิดศาลก็ยกฟ้อง ส่วนประเด็นที่สาม ศาลยกฟ้องแน่นอน ในประเด็นเรื่องมีทุกคดีหรือไม่ แล้วแต่รูปเรื่อง ถ้าโจทก์ฟ้องขาดอายุความศาลก็ยกฟ้องได้ เป้นคดีเกี่ยวด้วยความสงบ ปัญหาว่าเป็นคดีเกี่ยกับด้วยความสงบหรือไม่ อยู่ในวิอาญา 185 ศาลยกฟ้องโจทก์ได้หรือไม่ ไม่จำเป็นต้องต่อสู้ไว้ในคำให้การเลย หรือมีเหตุยกเว้นโทษ ถ้าการกระทำของจำเลยนั้นเป็นจำเป็น
กฎหมายนี้เป็นกฎหมายอาญา และยังมีอีกหลายกรณีที่ยกตัวอย่างให้ชัดเจน คดีความผิดต่อส่วนตัว พนักงานก็บันทึกปากคำผู้กล่าวหา ผู้ที่กล่าวหาต้องเป็นผู้เสียหายในความผิดต่อส่วนตัว
การยกฟ้องเป็นตัวอย่างเบื้องต้นนะ อาจมีการยกฟ้องด้วยเหตุอื่นๆอีกหลายประเด็น การยกฟ้อง ยังมีอีก ยกฟ้องตาม 192 วรรคสองเป็นเรื่องที่ศาลเข้าไปคุ้มครอง
แตกต่างกัน เป็นการแตกต่างในข้อสาระสำคัญ การยกฟ้องเป็นการที่ศาลพิพากษาคดี หลังจากจำเลยสืบพยานเสร็จแล้วมีหลายคดี
นี่คือ สองมาตรา แต่ถ้าหากว่าศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลย จำเลยได้เรารู้จัก คุณหมอวิสุทธิ์หรือไม่ครับ
ในคดีนั้น เป็นคดีตัวอย่างเรื่องหนึ่งที่ศาลฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิด ข้อเท็จจริงปรากฎว่าแต่งงานกันมีลูกด้วยกัน ก่อนเกิดเหตุประมาณสามปี มีเรื่องระหองระแหง
เมื่อไปพักอยู่ที่โรงพยาบาลประมานสองปี คุณหมอวิสุทธิ์ก็ศึกษา กฎหมายครอบครัว ว่าการสิ้นสุดการสมรส ก็มีการแยกกันอยู่เกินสามปี ก็จ้างทนายความไปฟ้องหย่า ปรากฎว่าในเรื่องที่ยื่นฟ้องศาลเยาวชนกลางมีนโยบายไกล่เกลี่ยข้อพิพาท คุณหมอวิสุทธิ์ก็ไปยื่นคำร้องขอถอนคำร้อง กลับไปบ้านก็เลยไปดูมาตราเดิมเหตุฟ้องหย่า คือ ตายดวงตาเห็นธรรมคุณหมอวิสุทธิ์ก็เริ่มวางแผนให้คุณหมอผัสพรไปคุยเรื่องลูกกันนัดไปทานอาหารที่ร้านโออิชิ วันวาเลนไทน์ ก็สั่งเลย ปรากฎว่าทานไปเรียบร้อยก็เรียกพนักงานเก็บเงินมา ออกจากร้านไปอีกสองวันต่อมาไม่มีใครเห็นคุณหมอผัสพรเลย ทางโรงพยาบาลก็โทรศัพท์มาแจ้ง คุณหมอวิสุทธิ์ก็โทรแจ้ง ไปที่กองปราบ ก็เลย รุดไปที่เกิดเหตุ
คุณหมอพรทิพย์ ก็ไปกองพิสูจน์ก็ยำไข่มดแดงให้ศาลปรากฎว่าวันรุ่งขึ้นก็รู้เลยว่าคุณหมอวิสูตร หลังจากนั้นพนักงานสอบสวนก็ไปตรวจสอบกล้องวงจรเปิดก็เห็นภาพระหว่างทางปรากฎว่ามีอาการสลึมสลือ ศาลชั้นต้น ก็โทษไป พอศาลไม่เชื่อ นี่คือช่องทางที่เราศึกษา