สรุปคำบรรยาย ตั๋วเงิน ภาคค่ำ . w7 (09-07-09 บททั่วไป)

2,833 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
Jul 13, 2009, 2:01:37 AM7/13/09
to LAWSIAM

หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า  kankokub  ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ ประเสริฐ เสียงสุทธิวงศ์ ผู้บรรยาย   ,  ผู้มีน้ำใจส่ง flie เสียงที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า

ครั้งที่  . w7 (09-07-09 บททั่วไป)

ในคราวที่แล้วได้บรรยายถึงผู้ทรงที่ต้องมีตั๋วครอบครอง และยึดถือเพื่อตน อย่างไรก็ดี การมีตั๋วเงินในครอบครองนั้นไม่จำเป็นต้องครอบครองด้วยตนเองอาจมอบให้บุคคลอื่นครอบครองแทนก็ได้

การเป็นผู้ทรงที่ได้พูดจบในคราวที่แล้ว คือ ต้องพิสูจน์ว่าได้รับมาโดยไม่ขาดสาย

คือ ในการเป็นผู้ทรงโดยการรับสลักหลัง ที่ต้องพิสูจน์

                        ……………………………………….

            ทีนี้ที่เราดูมาตรา 905 วรรคที่สองกับวรรคที่สาม ก็เป็นบทบัญญัติที่สำคัญเรื่องหนึ่งในตั๋วเงิน นั่นคือเราพูดมาตั้งแต่ชั่วโมงแรกแล้วคือ ผู้รับโอน มีสิทธิดีกว่าผู้โอน ก็หมายความว่าในเรื่องตั๋วเงินแม้ผู้โอนจะบกพร่อง แต่ผู้รับโอนรับโดยสุจริตไม่ได้ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง กฎหมายจะคุ้มครองผู้นั้น

            คือถ้าหลุดจากตนไม่ว่าด้วยเหตุใดจะมาเรียกคืนไม่ได้ นี่คือวรรคที่สองกับวรรคที่สาม

            ถ้าเป็นวรรคสองก็เป็นเรื่องตั๋วระบุชื่อ

            วรรคสามก็เป็นเรื่องตั๋วผู้ถือ

 ถ้าบุคคลผู้หนึ่งผู้ใดต้องปราศจากตั๋วเงินไปจากครอบครอง ท่านว่าผู้ทรงซึ่งแสดงให้ปรากฏสิทธิของตนในตั๋วตามวิธีการดังกล่าวมาในวรรคก่อนนั้นหาจำต้องสละตั๋วเงินไม่ เว้นแต่จะได้มาโดยทุจริต หรือได้มาด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง

             อนึ่งข้อความในวรรคก่อนนี้ ให้ใช้บังคับตลอดถึงผู้ทรงตั๋วเงินสั่งจ่ายให้แก่ผู้ถือด้วย

 

 

            แต่หลักการสองวรรคเหมือนกัน คือถ้า ได้มาโดยสุจริต ไม่ได้มาโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง กฎหมายคุ้มครอง

            มาดูที่ตัวบท คือวรรคสองเป็นเรื่องการพิพาทผู้ทรงคนก่อน กับผู้ทรงคนปัจจุบันว่าใครมีสิทธิดีกว่ากัน

            เช่น นาย ก เป็นผู้ทรงคนก่อน ถูกนาย ข เอาปืนขู่ให้สลักหลังโอนเช็คให้ นาย ก กลัวเลยโอนให้ พอนาย ข ได้รับเช็คมาแล้ว นำเช็คดังกล่าวไปสลักหลังส่งมอบให้นาย ค เพื่อชำระหนี้

            นาย ค รับมาโดยสุจริต คือ ไม่รู้ว่าได้มาโดยข่มขู่ ต่อมา นาย ก ทราบ ถามว่า ก จะไปทวงเช็คคืนจาก ค ได้หรือไม่ บอกว่าตนเป็นผู้ทรงมาก่อนแต่ถูก นาย ข เอาอาวุธปืนขู่ให้ ก็มาดูตัวบท

            มาตรา 905 วรรค สอง ก็เข้าตามตัวบททุกประการ กฎหมาย บอกว่า นาย ค ผู้ทรง ทำให้ปรากฏได้ว่า เช็คฉบับนี้มีการสลักหลังไม่ขาดสาย นาย ค หาจำต้องสละเช็คให้นาย ก ไม่ เราก็มาดูว่าเช็คฉบับนี้มีการสลักมาโดยไม่ขาดสายหรือไม่

            อย่างนี้กฎหมายบอกว่าถ้านาย ก ทวงเช็คคืน นาย ค ไม่จำต้องคืนเช็คนั่นได้ไม่ นาย ข ไม่มีสิทธิในเช็คก็จริง แต่นาย ค รับโอนโดยสุจริต กฎหมายก็คุ้มครอง

            เท่านั้นยังไม่พอถ้า ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน นาย ค ก็เป็นผู้ทรงที่เรียกให้ลูกหนี้ตามตั๋วฯรับผิดได้

            มีข้อยกเว้นคือเป็นการรับโอนโดยไม่สุจริต เช่น นาย ข บอกนาย ค ว่าช่วยรับโอนหน่อย หรือ สมมุติว่ารับโอนโดยการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เช่น มีหนังสือพิมพ์สื่อต่างๆลงข่าวกันอย่างเกรียวกราว ก็ ยังไปไม่รู้เรื่องรับโอนมาอีก

                ดูวรรค 3. อนึ่งข้อความในวรรคก่อนนี้ ให้ใช้บังคับตลอดถึงผู้ทรงตั๋วเงินสั่งจ่ายให้แก่ผู้ถือด้วย

            ตั๋วผู้ถือโอนก็โอนเฉยๆเลยไม่ต้องมีการสลักหลัง ผู้มีตั๋วในครอบครองต้องพิสูจน์อย่างเดียว ว่าได้รับมาโดยสุจริต ไม่ประมาทเลินเล่อก็ได้รับการคุ้มครองแล้ว

            ตัวอย่าง นาย ก เป็น ผู้ทรง เช็คฉบับหนึ่งเป็นเช็คผู้ถือ ข เก็บได้ ก็ส่งมอบให้นาย ค ถามว่านาย ก จะทวง จากนาย ค ได้หรือไม่ ตามมาตรา 905 วรรค สามก็ทวงไม่ได้ เพราะว่าเขาก็รับโอนโดยสุจริต และไม่ได้ประมาทเลิ่นเล่ออย่างร้ายแรง

                        สังเกตอย่างนึงนะครับว่าตัวอย่าง นี้ ไม่มีเรื่องลายมือชื่อปลอม หรือไม่มีอำนาจเลยนะครับ เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นจะอยู่ในบังคับมาตรา 1008 ทันที

            ดูตัวอย่างเรื่องหนึ่ง คือออกเช็คผู้ถือไว้เพื่อเตรียมไปชำระหนี้ค่าซื้อที่ดินให้แก่ผู้อื่น นาย ก มาลักเช็คไปแล้วสลักหลังชำระหนี้ ให้ นาย ข ถามว่านาย ข เป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ คำตอบก็คือเป็น

480/2514

          โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นผู้สั่งจ่ายเช็คและโจทก์เป็นผู้ทรงเช็คดังกล่าวโดย จ. ได้สลักหลังแล้วมอบให้โจทก์ โจทก์นำเช็คนี้เข้าบัญชี แต่ธนาคารคืนเช็คมายังโจทก์ เพราะจำเลยได้สั่งอายัดไว้ โจทก์จึงฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินตามเช็ค จำเลยให้การต่อสู้ว่าจำเลยเป็นผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาทจริงโดยเตรียมไว้สำหรับชำระหนี้ให้แก่ผู้อื่น แต่ จ. ได้ลักเช็คดังกล่าวไปเสียก่อน จำเลยได้ร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานแล้ว โจทก์จึงไม่ใช่ผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย และไม่มีนิติสัมพันธ์อันใดกับจำเลยจึงไม่มีสิทธิเรียกร้องประการใดจากจำเลย ดังนี้ เมื่อจำเลยมิได้กล่าวอ้างต่อสู้ว่า โจทก์รับโอนเช็คพิพาทนั้นมาโดยคบคิดกับ จ. เพื่อฉ้อฉลจำเลยก็ต้องถือว่าโจทก์ได้รับเช็คมาโดยสุจริต การที่ จ. แต่ฝ่ายเดียวเป็นผู้ทุจริตจึงไม่เป็นข้อต่อสู้ที่จำเลยจะยกขึ้นใช้ยันกับโจทก์ผู้ทรงได้ตาม มาตรา 905 และมาตรา 916 ฉะนั้น จำเลยจึงหามีสิทธิที่จะนำพยานเข้าสืบตามข้อต่อสู้ของจำเลยดังที่ปรากฏในคำให้การไม่ เช็คพิพาทเป็นเช็คที่ออกให้แก่ผู้ถือโจทก์เป็นผู้ถือจึงนับได้ว่าเป็นผู้ทรง เมื่อโจทก์นำไปขึ้นเงินจากธนาคารไม่ได้จำเลยก็ย่อมมีหน้าที่ต้องใช้เงินตามเช็คนั้นให้แก่โจทก์

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 1/2514)

 

            เนื่องจากมาตรา 905 สัมพันธ์กับ มาตรา 916 จึงอธิบายไปพร้อมๆกัน

            มาตรา 916  บุคคลทั้งหลายผู้ถูกฟ้องในมูลตั๋วแลกเงินหาอาจจะต่อสู้ผู้ทรงด้วยข้อต่อสู้อันอาศัยความเกี่ยวพันกันเฉพาะบุคคลระหว่างตนกับผู้สั่งจ่ายหรือกับผู้ทรงคนก่อน ๆ นั้นได้ไม่ เว้นแต่การโอนจะได้มีขึ้นด้วยคบคิดกันฉ้อฉล

            แล้วมีมาตราอื่นอีกหรือไม่ เกี่ยวกับเรื่องผู้รับโอนตั๋วเงินโดยสุจริตมีสิทธิดีกว่าผู้โอน มาตรา 309 กับมาตรา 318 หลักคือเหมือนมาตรา 916

            หลักเกณฑ์ เหมือนกฎหมายหนี้ เป็นเรื่องการโอนหนี้อันพึงต้องชำระตามเขาสั่งก็คือหนี้ตามตั๋วเงินนั่นแหละ เหตุที่ต้องเรียกดังนั้น เพราะเป็นหนี้ที่ลูกหนี้สัญญาว่าจะชำระให้แก่ลูกหนี้ หรือตามคำสั่งของเจ้าหนี้

            เช่น ก ออกสัญญาจะใช้เงิน แก่ ข เรียกว่าหนี้อันต้องชำระตามเขาสั่ง  คือถ้า ข สลักหลังต่อไป หนี้อันพึงต้องชำระตามเขาสั่ง ต้องมีหนังสือตราสาร ต้องโอนไปพร้อมกับตราสาร สลักหลังและส่งมอบ หรือส่งมอบเฉยๆ เราไม่ก้าวล่วงไปพูดในเรื่องหนี้ แต่บอกไว้ว่าหลักการเหมือนกัน

            มาตรา 916 บอกว่าอย่างนี้ อ่านดูตัวบทเลย

            ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่าแม้จะเป็นบทบัญญัติในเรื่องตั๋วแลกเงินก็ตามแต่ก็นำไปใช้กับ ตั๋วสัญญาใช้เงิน และ เช็ค ด้วย ตามมาตรา 985 และ มาตรา 989

            แต่ที่จะเป็นบุคคลที่ถูกฟ้องในตั๋วเงินหลักคือมาตรา 900 คือบุคคลที่ลงลายมือชื่อในตั๋วเงินไม่ว่าในฐานะใดก็ต้องร่วมรับผิดต่อผู้ทรง ตามมาตรา 967 จำหลักไว้ก่อนว่า ในเรื่องตั๋วเงินนั้น ผู้ทรงมีสิทธิฟ้องบุคคลทุกคนที่ลงลายมือชื่อในตั๋วเงิน จะฟ้องทั้งหมดก็ได้ หรือเลือกฟ้องฟ้องบางคนก็ได้ จะฟ้องบางคนก่อนแล้วค่อยฟ้องอีกคนก็ได้ เลือกเอาได้เลย

            กฎหมายก็บอกว่าบุคคลทั้งหลายนี้หาอาจจะต่อสู้ผู้ทรง ด้วยข้อต่อสู้อันเกี่ยวพันระหว่างตนกับผู้สั่งจ่าย หรือผู้ทรงก่อนๆ หาได้ไม่

            คือ เริ่มแรกก่อน ระหว่างบุคคลที่ถูกฟ้อง นั้น อาจมีข้อต่อสู้ระหว่างกัน นั้น มาเป็นข้อต่อสู้ผู้ทรง ผู้เป็นโจทก์ไม่ได้

            เพราะผู้ทรงที่เป็นโจทก์ฟ้องไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย ตัวอย่างเช่น ข ขู่ ก ให้สลักหลังโอนให้ตน แล้วข ก็ไปโอนให้แก่ ค  ถามว่า ก จะต่อสู้ได้หรือไม่ ว่าเช็คไม่มีมูลหนี้ ที่โอนเพราะข ขู่ คำตอบก็คือมาตรา 916 ตรงๆ

            คือหากมายกข้อต่อสู้อย่างนี้ ศาลพิพากษาได้เลยนะครับ

อันนี้คือตัวอย่างมาตรา 916 เพราะฉะนั้นบุคคลที่ถูกฟ้องในเรื่องตั๋วเงิน ถ้าจะต่อสู้ผู้ทรงกรณีเป็นผู้รับโอน จะต้องต่อสู้ว่าการโอนมีขึ้นด้วยการคบคิดฉ้อฉล คือรู้อยู่แล้วว่า เช็คไม่มีมูลหนี้ ต้องต่อสู้อย่างนี้จึงจะนำพยานหลักฐานเข้านำสืบ

ก็เกี่ยวพัน กับ วิแพ่ง มาตรา 177 วรรค สอง ในเรื่องคำให้การต้องชัดแจ้ง คบคิดอย่างไร รับโอนไม่ชอบด้วยเหตุใด ไม่ใช่อ้างลอยๆ อย่างนั้นถือว่าไม่มีประเด็นในการต่อสู้

ดูตัวอย่างเรื่องเดียวก็พอ เพราะไปอ่านอีกกี่สิบฏีกาก็แนวนี้ทั้งนั้น

คือ จำเลยต่อสู้ว่าเช็คพิพาทมีมูลหนี้จากการเล่นการพนันสลากกินรวบ ศาลฏีกาบอกว่าจะยกเหตุดังกล่าวระหว่างผู้ทรงคนก่อนมาเป็นข้อต่อสู้ไม่ได้ ตามมาตรา 916 ไม่จำต้องวินิจฉํยว่าเช็คพิพาทมีมูลหนี้ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะถึงจะไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ไม่อาจเป็นข้อต่อสู้ผู้ทรงโดยสุจริตไม่

1545/2524

แม้จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทโดยมิได้ลงวันสั่งจ่ายผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมายและทำการโดยสุจริต ก็มีอำนาจที่จะจดวันออกเช็คตามที่ถูกต้องแท้จริงลงได้ ไม่ทำให้เช็คพิพาทเป็นเอกสารปลอม และการจดวันออกเช็คในกรณีดังกล่าวมิใช่เป็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงเช็คตามความหมายของมาตรา 1007

เมื่อฟังไม่ได้ว่าการโอนเช็คพิพาทระหว่าง ล. กับโจทก์มีขึ้นด้วยคบคิดกันฉ้อฉล แม้จำเลยจะสั่งจ่ายเช็คพิพาทให้ ล. โดยมีมูลหนี้มาจากการเล่นการพนันสลากกินรวบจำเลยก็จะยกเหตุดังกล่าวซึ่งเป็นความเกี่ยวพันเฉพาะบุคคล. ระหว่างจำเลยกับ ล. ซึ่งเป็นผู้ทรงคนก่อนมาเป็นข้อต่อสู้โจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรงไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 916 เช็คพิพาทจึงไม่ตกเป็นโมฆะ

 

อีกกรณีหนึ่งที่มักต่อสู้ คือได้ชำระเงินแล้วแต่ไม่คืนเช็คให้นี่ก็เป็นเรื่องระหว่างผู้มีชื่อไม่เกี่ยวกับผู้ทรง

ข้อต่อสู้มีข้อเดียวคือ เป็นการคบคิดฉ้อฉล หมายถึงว่ามีการสมคบกัน ผู้ที่รับโอนรู้อยู่แล้วว่า สิทธิของผู้โอนบกพร่อง แล้วยังไม่รับโอนมาอีก อย่างไรก็ดี การคบคิดนั้น ไม่ต้องรู้ทั้งคู่นะครับ ผู้รับโอนรู้ฝ่ายเดียวก็ได้

            มาตรา 916 บัญญัติข้อยกเว้น ว่าสามารถต่อสู้ได้  คบคิดฉ้อฉล ศาลฏีกาได้ตัดสินว่าต้องเกิดขึ้นขณะที่มีการรับโอนเช็คไม่ใช่ว่ารับโอนมาโดยสุจริตแล้วเพิ่งมารู้หลังรับโอนว่าผู้ที่โอนให้แก่ตน ไม่สุจริต

            4279/2536

            การโอนเช็คด้วยการคบคิดกันฉ้อฉลที่จะเป็นเหตุให้ผู้สั่งจ่ายยกความเกี่ยวพันระหว่างตนกับผู้ทรงคนก่อนขึ้นต่อสู้ผู้ทรงได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 916 นั้น จะต้องเป็นการคบคิดกันฉ้อฉลที่เกิดขึ้นขณะที่ผู้ทรงรับโอนเช็คเท่านั้น มิใช่เป็นการคบคิดกันฉ้อฉลภายหลังจากที่มีการฟ้องร้องเรียกเงินตามเช็คกันแล้ว ดังนั้นแม้จำเลยที่ 2 จะให้การต่อสู้คดีแล้วกลับมาสละข้อต่อสู้ภายหลัง หรือเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาแล้วโจทก์บังคับคดีเอาแก่จำเลยที่ 1 เพียงคนเดียวก็จะถือว่าโจทก์กับจำเลยที่ 2สมคบกันฉ้อฉลจำเลยที่ 1 ไม่ได้

467/2532

การคบคิดกันฉ้อฉลหรือความไม่สุจริตอันจะทำให้ผู้สั่งจ่ายยกความเกี่ยวพันระหว่างตนกับผู้ทรงคนก่อนขึ้นต่อสู้ผู้ทรงได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 916 นั้น จะต้องเกิดขึ้นขณะที่ผู้ทรงรับโอนเช็ค.

 

 ทีนี้ในประเด็นที่เกี่ยวกับบทบัญญัติในมาตรา 916 นี้มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ต้องนำมาพูดกันไม่เช่นนั้นนักศึกษาจะสับสน คือมีฏีกาประชุมใหญ่เรื่องหนึ่ง คือ เรื่องมาตรา 916 จะยกตัวอย่างคดีให้ดู

คือ โจทก์ได้รับโอนเช็คจากผู้มีชื่อ คือจำเลนสั่งจ่ายเช็คโอนให้แก่ผู้มีชื่อโจทก์ก็เป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย

1648/2541 – ค้นไม่พบ

3100/2550

จำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายในเช็คพิพาท จะต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็คตาม ป.พ.พ. มาตรา 900 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยปฏิเสธความรับผิด ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่จำเลย

ข้อที่จำเลยนำสืบเป็นการนำสืบนอกคำให้การ ต้องห้ามมิให้รับฟังตาม ป.วิ.พ. มาตรา 87 (1) แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะรับวินิจฉัยข้อนำสืบของจำเลยดังกล่าวก็เป็นการรับฟังที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มูลหนี้ที่จำเลยออกเช็คพิพาทให้แก่ ท. นั้นเพื่อชำระหนี้เงินยืม ย่อมเป็นการแสดงอยู่ในตัวว่าจำเลยยินยอมให้ผู้ทรงเช็คลงวันที่เองตามที่เห็นสมควรเพื่อเรียกเก็บเงินตามเช็คจากจำเลยเพื่อชำระหนี้นั้นได้ การที่ ท. ลงวันที่สั่งจ่ายในเช็คพิพาทภายหลัง ถือได้ว่า ท. เป็นผู้ทรงเช็คโดยชอบด้วยกฎหมายกระทำการโดยสุจริต จดวันสั่งจ่ายที่ถูกต้องแท้จริงลงในเช็คตาม ป.พ.พ. มาตรา 910 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 989 วรรคหนึ่ง กรณีหาเป็นการลงวันที่สั่งจ่ายในเช็คโดยไม่สุจริตดังที่จำเลยให้การต่อสู้ไม่

จำเลยผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาทมีหนี้ที่ต้องรับผิดต่อ ท. ผู้ทรงคนก่อน การที่ ท. ผู้ทรงคนก่อนโอนเช็คพิพาทแก่โจทก์ เมื่อเช็คพิพาทเป็นเช็คสั่งจ่ายเงินแก่ผู้ถือ การโอนเช็คพิพาททำได้เพียงด้วยการส่งมอบให้กัน โจทก์จึงเป็นผู้ทรงเช็คพิพาทโดยชอบ เมื่อจำเลยผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาทไม่มีข้อต่อสู้ที่เกี่ยวกับ ท. ผู้ทรงคนก่อนที่จะใช้เป็นข้อต่อสู้โจทก์ผู้ทรง จำเลยจะอ้างว่าโจทก์และ ท. ผู้ทรงคนก่อนไม่มีหนี้สินผูกพันกันในการรับโอนเช็คพิพาทมาหาได้ไม่ จำเลยต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาทแก่โจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 900 วรรคหนึ่ง, 914, 918, 989 วรรคหนึ่ง

 

เหมือนกันเลย เพราะลอกหลักกันมา ข้อกฏหมายเหมือนกันก็ลอกกันมา

เมื่อจำเลยผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาทไม่มีข้อต่อสู้ผู้ทรงคนก่อน จำเลยไม่มี ข้อต่อสู้เลย

จำเลยจะต่อสู้ว่าผู้ทรงกับ ผู้ทรงคนก่อน ไม่มีมูลหนี้หาได้ไม่ ปัจจุบันแนวเปลี่ยนไปแล้วนะครับ

มาตรา 916 ก็มีประเด็นอีกเรื่อง ส่วนใหญ่เรามักคิดว่าระหว่างลูกหนี้ในตั๋วด้วยกันก็มีหนี้สองคน สมมุติ ข ขู่ ก ให้สั่งจ่ายเช็คให้ ข ได้รับเช็คมาแล้ว ถ้า ค รับโอนสุจริต ค เป็นผู้ทรง ถ้าธนาคารไม่ใช้ ก็ ฟ้อง ทั้ง ก และ ข ได้

กจะมายกว่า ไม่มีมูลหนี้ หรือ ข่มขู่ ก็ยกไม่ได้ ผู้สั่งจ่ายเช็คอาจไม่จำเป็นต้องมีคนเดียวอาจมีหลายคนก็ได้

1973/2529

เช็คพิพาทมีผู้สั่งจ่ายสองนายลงนามร่วมกันโอนเช็คให้ผู้ทรงเมื่อไม่ปรากฏว่าผู้ทรงรับโอนเช็คโดยคบคิดกันฉ้อฉลกับผู้สั่งจ่ายคนใดคนหนึ่งแล้วผู้สั่งจ่ายทั้งสองก็ต้องรับผิดชดใช้เงินตามเช็คตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา989,914ผู้สั่งจ่ายจะยกข้อต่อสู้อันอาศัยความเกี่ยวพันระหว่างกันเองปฏิเสธความรับผิดไม่ได้.

 

เพราะฉะนั้นบุคคลทั้งหลายผู้ถูกฟ้องในตั๋วเงินอาจจะเป็นผู้ถูกฟ้องที่มีระหว่างกันที่มีระหว่างผู้ทรงก็ได้

ตัวผู้ถูกฟ้อง จะยกข้อต่อสู้โจทก์ได้หรือไม่ เรื่องนี้ก็แปลกไปนิดหนึ่ง ผู้ทรงเช็คคือนาย ก ผู้สั่งจ่ายเช็คคือจำเลย ปรากฏว่าพอธนาคารไม่ใช้เงินตามเช็ค ก่อนเป็นโจทก์ฟ้อง นาย ก ถึงแก่กรรม สิทธิในเช็คฉบับนี้เป็นมรดกตกทอดไปยังโจทก์ มาตรา 1600 คือสืบสิทธิจากเจ้ามรดก มาฟ้องให้รับผิด

ข้อต่อสู้ระหว่างผู้ถูกฟ้องกับ ผู้ฟ้องเอง ต่อสู้ได้

ไม่ต้องห้ามที่จะถูกนำสืบ โจทก์เป็นผู้ทรงโดยการรับมรดกก็เหมือนเป็นคนเดียวกัน ก็ยกได้ ไม่เข้ามาตรา 916

้้

 

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages