สรุปคำบรรยาย ล้มละลาย ภาค 2/61 ครั้งที่ 7

1,587 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
Jan 12, 2009, 8:22:25 PM1/12/09
to LAWSIAM, lawsiam com, TRAITHEP tupkit

หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า  kankokub  ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ ไกรสร บารมีอวยชัย ผู้บรรยาย   , ผู้ก่อตั้ง lawsiamgooglegroups และ คุณแบ่งปัน ที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า

ครั้งที่ 7 ( 10/01/09 )

 

มาว่าต่อเกี่ยวกับคำสั่งของศาลที่มาขอรับชำระหนี้ไป  ศาลสั่งขอรับชำระหนี้ 106  หรือ 107

106 ก็ไม่มีใครโต้แย้งมา

มาตรา 106  คำขอรับชำระหนี้รายใด ถ้าลูกหนี้ เจ้าหนี้หรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่โต้แย้ง ศาลมีอำนาจสั่งอนุญาตให้รับชำระหนี้ได้ เว้นแต่มีเหตุอันสมควรสั่งเป็นอย่างอื่น

 

     มาตรา 107  คำขอรับชำระหนี้รายใดถ้ามีผู้โต้แย้ง ให้ศาลพิจารณาแล้วมีคำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้

     (1) ให้ยกคำขอรับชำระหนี้

     (2) อนุญาตให้ได้รับชำระหนี้เต็มจำนวน

     (3) อนุญาตให้ได้รับชำระหนี้บางส่วน

ในมาตรา 107 ที่ใช้คำว่า ให้ศาลพิจารณา นั้น  คำว่าพิจารณาหมายถึงอะไร ก็หมายถึง  การมีคำสั่งในรายงานความเห็น ของ จ.พ.ท . นั้น ไม่ได้นั่งพิจารณา ก็มีเจ้าหนี้โต้แย้งมาว่า ไม่ได้มีรูปแบบในการทำคำสั่งหรือคำพิพากษาที่อย่างน้อยๆต้องมีคำวินิจฉัยมีเหตุมีผล

ศาลฎีกาก็วินิจฉัยว่า ความเห็นของ จ.พ. ท เป็นส่วนหนึ่งของคำสั่งและความเห็นของจพทก็เป็นการวินิจฉัยแล้ว การสั่งอย่างนั้นก็ถือเป็นเหตุผลของศาลด้วย ( อาจารย์ไม่เห็นด้วย ด้วยความเคารพ )

กรณีที่ศาลสั่งคำขอรับชำระหนี้ที่ขอเข้ามาไม่ว่า 106 หรือ 107 ถ้าสั่งโดยหลงผิดนั้น มาตรา 108 ให้อำนาจแก้ไขได้ โดยมีอำนาจยกหรือลดหนี้ที่สั่งนั้นได้

     มาตรา 108  คำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ซึ่งศาลได้สั่งอนุญาตแล้วนั้นถ้าต่อมาปรากฏว่าศาลได้สั่งไปโดยผิดหลงเมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำขอโดยทำเป็นคำร้อง ศาลมีอำนาจยกคำขอรับชำระหนี้หรือลดจำนวนหนี้ที่ได้สั่งอนุญาตไปแล้วได้

ต้องเป็นกรณีที่แต่เดิมไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้ หรืออีกกรณีหนึ่งได้รับชำระหนี้มากกว่าที่ควรจะได้

พูดง่ายๆคือสั่งไปแล้วทำให้เจ้าหนี้ได้ประโยชน์โดยหลงผิด

การแก้ไขไม่สามารถแก้ไขด้วยตนเอง เพราะคำขอรับชำระหนี้นั้น มีผลเป็นคำพิพากษา ตามคำนิยามของคำว่าพิพากษาตามมาตรา 6  ว่าคือการวินิจฉัยคดีโดยทำเป็นคำสั่งด้วย ศาลจะแก้คำพิพากษาเองไม่ได้โดยหลัก เว้นแต่เป็นการแก้เล็กน้อยเช่นการแก้คำผิดหรือตกหล่นอย่างเห็นได้ชัด ศาลจะแก้ได้ต่อเมื่อ จ.พ.ท. ยื่นคำร้องให้ศาลสั่งแก้เสียก่อนและเป็นสิทธิแต่เพียงผู้เดียว

ถ้าลูกหนี้ต้องการให้แก้ไขก็ต้องยื่นเป็นคำร้องต่อจพท. หากจ.พ.ท.ไม่ยื่นก็สามารถคัดค้านต่อศาลได้ ตามมาตรา 146  เพื่อให้สั่งให้จพท ยื่น

            สิทธินี้จะต้องยื่นเมื่อไหร่ กฎหมายไม่ได้บัญญัติไว้โดยชัดแจ้ง ฉะนั้นจึงยื่นเมื่อไหร่ก็ได้ แม้คำสั่งนั้นจะถึงที่สุดแล้วก็ตาม

จบหน้าที่ประการที่สอง ของจพท คือหน้าที่รวบรวมเจ้าหนี้

เนื่องจากระยะเวลาน้อยจึงขอข้ามเรื่องที่ ไม่มีจุดยากนัก ก็คือ การขอรับชำระหนี้ในส่วนดอกเบี้ยซึ่งเคยพุดแล้วว่าคิดได้ถึงวันสั่งพิทักษ์ทรัพย์ตามมาตรา 100 เกี่ยวกับหนี้ที่ได้ชำระหนี้เป็นคราวๆ ก็มีสิทธิยื่นขอรับชำระหนี้ถึงช่วงที่ พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเท่านั้น การขอรับชำระหนี้ต้องขอเป็นเงินสกุลไทย

หน้าที่ประการที่สามของ จพท คือหน้าที่รวบรวมทรัพย์สิน

เป็นหลักของจพทที่สอดคล้องกับคดีล้มละลายที่ให้ได้ทรัพย์สินครบถ้วนและรวดเร็ว โดยกำหนดไว้ในมาตรา 109

      มาตรา 109[1]  ทรัพย์สินดังต่อไปนี้ ให้ถือว่าเป็นทรัพย์สินในคดีล้มละลายอันอาจแบ่งแก่เจ้าหนี้ได้

     (1)[2] ทรัพย์สินทั้งหลายอันลูกหนี้มีอยู่ในเวลาเริ่มต้นแห่งการล้มละลายรวมทั้งสิทธิเรียกร้องเหนือทรัพย์สินของบุคคลอื่นเว้นแต่

         . เครื่องใช้สอยส่วนตัวอันจำเป็นแก่การดำรงชีพ ซึ่งลูกหนี้รวมทั้งภริยาและบุตรผู้เยาว์ของลูกหนี้ จำเป็นต้องใช้ตามสมควรแก่ฐานานุรูป และ

         . สัตว์ พืชพันธุ์ เครื่องมือและสิ่งของสำหรับใช้ในการประกอบอาชีพของลูกหนี้ราคารวมกันไม่เกินหนึ่งแสนบาท

     (2) ทรัพย์สินซึ่งลูกหนี้ได้มาภายหลังเวลาเริ่มต้นแห่งการล้มละลายจนถึงเวลาปลดจากล้มละลาย

     (3) สิ่งของซึ่งอยู่ในครอบครองหรืออำนาจสั่งการหรือสั่งจำหน่ายของลูกหนี้ ในทางการค้าหรือธุรกิจของลูกหนี้ ด้วยความยินยอมของเจ้าของอันแท้จริง โดยพฤติการณ์ซึ่งทำให้เห็นว่าลูกหนี้เป็นเจ้าของในขณะที่มีการของให้ลูกหนี้นั้นล้มละลาย

 

เหตุที่ใช้คำว่า  ทรัพย์สินในคดีล้มละลายอันอาจแบ่งแก่เจ้าหนี้ได้ ไม่ใช้คำว่าทรัพย์สินของลุกหนี้นั้นเพราะในคดีล้มละลายนั้น จพทมีอำนาจรวบรวมทรัพย์สินของบุคคลอื่นนอกจากทรัพย์สินของลูกหนี้ด้วย

            หากจะแบ่งทรัพย์สินในมาตรา 109 นั้น สามารถแยกได้เป็น 2 ประเภทคือ

1.ทรัพย์สินของลูกหนี้โดยแท้ตาม มาตรา 109  ( 1 )   หรือ ( 2 )  ซึ่งพยายามจะแยกให้ศึกษาได้ง่าย ว่า  1 ได้แก่มีเวลาเริ่มต้นเหนือล้มละลายเว้นแต่ .... ประเภทแรกคือทรัพย์ที่มีในขณะเริ่มต้นแห่งการล้มละลายก็คือขณะสั่งพิทักษ์ทรัพย์นั่นเอง เอาไปแบ่งให้แก่เจ้าหนี้ได้รวมถึงสิทธิเรียกร้องต่างๆ เช่นสิทธิการเช่า

ล้มละลายยกเว้นไม่อั้นเท่าที่จำเป็นตามฐานานุรูป

             ทรัพย์สินที่ลูกหนี้ได้มาภายหลัง เช่น ค่าขับมอไซรับจ้าง แล้วจะให้มอไซเค้ามาทำไม จิงๆแล้วจะมีมาตราหลังๆที่ว่า ลูกหนี้ได้ทรัพย์หลังล้มละลายก็มีเงินที่กำหนดไว้เป็นค่าเลี้ยงชีพ  เพราะกฎหมายก็อยากให้ลูกหนี้ดำรงชีวิตอยู่ได้ ไม่งั้น ก็หมดกำลังใจทำงานกันพอดี

ตามกฎหมายแล้วทรัพย์อะไรทีซุกซ่อนก่อนปลดล้มละลาย แล้ว ไม่เป็นของลูกหนี้

            การปลดล้มละลายไม่ค่อยมีพูดเรื่องการคืนทรัพย์ไม่เหมือนเรื่องการเพิกถอน

ประเภทที่ 2 ทรัพย์สินบุคคลภายนอก ตามมาตรา 109 ( 3 )  ก็มีองค์ประกอบและหลักเกณฑ์อยู่เหมือนกัน

เงินสดไม่ใช่สิ่งของ

องค์หนึ่ง เป็นสิ่งของ

องค์สอง อยู่ในการครอบครองอำนาจสั่งการหรือสั่งจำหน่าย และสิ่งของนี้ต้องอยู่ในทางธุรกิจหรือการค้าของลูกหนี้ด้วย

องค์สาม เจ้าของที่แท้จริงเค้ายินยอม โดยพฤติการณ์ แล้วลูกหนี้เป็นเจ้าของ  

เป็นการลงโทษผุ้เป็นเจ้าของที่ยินยอมเช่นนั้นทั้งที่รู้ว่าลูกหนี้จะเป็นบุคคลล้มละลายอยู่แล้ว กฎหมายไม่ต้องการให้ปิดบังฐานะตนเอง

ตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายเงินก็ไม่ใช่ทรัพย์สินที่จะปิดบังฐานะได้

ก้ไปโยงกับมาตรา 92 ต่อว่า หากถูกยึดแล้วก็มาขอรับชำระหนี้ในราคาทรัพย์นั้น ซึ่งทางปฏิบัติก็เสียหายเพราะ คงไม่ได้เกิน 30 เปอร์เซ็นต์ ของ ราคาทรัพย์แน่นอน

ในมาตรา 109 ( 3 ) จากแนวฎีกาแล้วจะเห็นว่าศาลฎีกามันเห็นใจ ผู้เป็นเจ้าของ

จริงๆแล้วกฎหมายล้มละลายเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบไม่น่าจะไปคุ้มครอง ผู้กระทำผิด

ความยินยอมนี้ควรเป็นการยินยอมตั้งแต่แรก

            ในการปฏิบัติของจ.พ.ท ในการรวบรวมทรัพย์สิน ข้อมูลที่ได้ได้จาก หลายช่องทาง ( ในทางปฏิบัติจ.พ.ท.ไม่ค่อยใช้จะใช้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ไปตามหา )

ข้อมูลโดยการไต่สวนลูกหนี้โดยเปิดเผย

การปลดหรือมีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ล้มละลายหรือไม่มัก ดูจากการไต่สวนลูกหนี้

วิธีการนัดไต่สวนลูกหนี้โดยเปิดเผย จะแจ้งวันนัดให้แก่ลุกหนี้ทราบ

วิธีการก็ต้องมาสาบานด้วยตนเอง

วิธีการในการรวบรวมทรัพย์สินได้บัญญัติไว้อย่างกว้างขวาง ทำให้ จพทรวบรวมได้ง่าย ประหยัดค่าใช้จ่าย

หากมาแยกดู ว่าถ้าทรัพย์อยุ่ในการครอบครองของลูกหนี้หรือบุคคลภายนอก หรือ อยู่ในบังคับคดีแพ่ง หรือมีการโอนไปให้บุคคลภายนอกกรรมสิทธิ์โอนไปแล้ว  จึงมีด้วยการ 4 ประการ

1.      ม.23 ลูกหนี้ต้องส่งให้แก่จพท  ถ้าฝ่าฝืนก็มีความผิดตามพรบล้มละลาย

การยึดหมายถึงจพง เอาทรัพย์อยู่ในอารักขาของเจ้าพนักงาน  อายัดคือทรัพย์สินอยุ่กับบุคคลภายนอก แต่มีมาตราที่ให้บังคับกับทรัพย์สินบุคคลภายนอก อยู่แล้ว มีอำนาจดีกว่า การไปอายัด

แม้ฎีกาล่าสุดจะถือว่า ยึดนี้รวมถึงอายัดด้วยก็ตาม จึงมีอำนาจตามมาตรา 19 ด้วย

แต่พอไปวินิจฉัย 158  การร้องขัดทรัพย์คดีล้มละลาย กลับแปลความไปอีกอย่างหนึ่ง

เมื่อศ่าลสั่งพิทักษษ์ทรัพย์เด็ดขาดลุกหนี้แล้วมาตรา 22 ได้แยกให้เฉพาะ จพท ที่จะเป็นผู้กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1324/2508
                   ข้อที่ว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะเรียกเอาไปชำระหนี้ได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 109(3) จะต้องเป็นสิ่งของ ไม่ใช่ตัวเงินนั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จะมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวในศาลชั้นต้นแต่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวชั้นศาลอุทธรณ์แล้ว ย่อมอ้างอิงปัญหาข้อนี้ในชั้นฎีกาได้
                  แม้ว่าตัวเงินจะมิใช่สิ่งของ แต่เงินก็เป็นทรัพย์สินของลูกหนี้ซึ่งมีอยู่ในเวลาเริ่มต้นแห่งการล้มละลายตามมาตรา 109(1) ฉะนั้น ถึงแม้ผู้ร้องจะเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนด้วย ก็ไม่มีอำนาจที่จะนำเงินของหุ้นส่วนซึ่งหุ้นส่วนผู้จัดการได้ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้วเอาไปชำระหนี้บุคคลภายนอกโดยลำพังได้ ฉะนั้น เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องเอาคืนได้ เพราะเป็นทรัพย์สินในคดีล้มละลายอันอาจแบ่งแก่เจ้าหนี้ได้ตามมาตรา 109(1) ดังกล่าว

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6535/2534
ผู้ร้องเป็นเจ้าของรถยนต์พิพาท ที่ผู้ร้องยอมให้รถยนต์พิพาทอยู่ในครอบครองใช้สอยของจำเลยเกิดจากสัญญาเช่าซื้อ เมื่อจำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อจนมีผลให้สัญญาเช่าซื้อเลิกกัน จำเลยมีหน้าที่ต้องส่งมอบรถยนต์พิพาทคืนแก่ผู้ร้องโดยพลัน ถ้าไม่ส่งมอบถือว่าครอบครองไว้โดยมิชอบตามสัญญาเช่าซื้อ การที่สัญญาเช่าซื้อเลิกกันก่อนมีการขอให้จำเลยล้มละลายและก่อนที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะยึดรถยนต์พิพาท อีกทั้งผู้ร้องก็ได้มีหนังสือแจ้งเตือนให้จำเลยชำระหนี้ มิฉะนั้น ผู้ร้องจะดำเนินคดีกับจำเลย แสดงว่า ผู้ร้องมิได้ยินยอมให้จำเลยครอบครองรถยนต์พิพาทนับแต่วันที่สัญญาเช่าซื้อเลิกกัน ทั้งผู้ร้องก็เตรียมจะฟ้องจำเลยแล้วจะถือว่ารถยนต์พิพาทอยู่ในครอบครองของจำเลยด้วยความยินยอม อนุญาตของผู้ร้องหาได้ไม่ จึงยังถือไม่ได้ว่ารถยนต์พิพาท เป็นทรัพย์สินในคดีล้มละลายอันอาจแบ่งแก่เจ้าหนี้ได้ ตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 109(3)

ไว้คราวหน้าต่อ มาตรา 122 ครับ



[1] มาตรา 109 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ. ล้มละลาย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2511

[2] มาตรา 109 (1) แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ. ล้มละลาย (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2542

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages