http://www.thaijustice.com/webboard.asp?sub=0&id=975913

192 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
Feb 16, 2009, 11:08:55 AM2/16/09
to LAWSIAM, lawsiam com, TRAITHEP tupkit
หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า  kankokub  ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์สุวัฒน์  วรรธนะหทัย ผู้บรรยาย   , ผู้ก่อตั้ง lawsiamgooglegroups และ คุณแบ่งปัน ที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า

ครั้งที่ 12( 10/02/52 )

 ก็มาต่อจากคราวที่แล้วซึ่งเรากำลังพิจารณาเรื่องขาดนัดพิจารณาตามมาตรา 206 ที่จะพิจารณาให้ชะนะต่อเมื่อมีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย และหลักเกณฑ์ข้อที่ 2 นำ 198 ทวิ วรรค 2  และ วรรค 3 มาใช้แก่คู่ความโดยอนุโลม

มีผลคือศาลสืบพยานไปฝ่ายเดียวเท่าที่จำเป็น และกฎหมายบังคับให้สืบพยานไปฝ่ายเดียวในคดีที่เกี่ยวด้วยสิทธิสภาพบุคคล สิทธิครอบครัว สิทธิที่เกี่ยวด้วยสภาวะแห่งกรรมสิทธิ์ อันนี้ก็นำเรื่องขาดนัดยื่นคำให้การมาใช้อันนี้เรื่องจำเป็นเฉยๆ

แต่ถ้า พอเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมก็เลือกมาสืบเองได้ กรณีแรกจำเป็นเฉยๆ

การกำหนดจำนวนเงินตามคำขอบังคับของโจทก์เป็นเรื่องที่ตาม198 ทวิ  ถ้าเป็นการชำระหนี้แน่นอนก็ส่งเอกสารแทนการสืบพยาน

หลักเกณฑ์ข้อที่ 3ของมาตรา 206  ก็เป็นเรื่องสำคัญคือคู่ความฝ่ายที่ขาดนัดได้มาในระหว่างที่มีการพิจารณาคดีฝ่ายเดียว  เป็นเรื่องการขอพิจารณาคดีใหม่ในกรณีที่พิจารณาฝ่ายเดียว แยกเป็นหลักเกณฑ์

ข้อที่ 1.คือ การพิจารณาของคู่ความฝ่ายเดียวอยู่เพราะคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งขาดนัดพิจารณา ถ้าไม่ฝ่ายเดียวก็ไม่เข้าหลักนี้  

ข้อที่2 คู่ความฝ่ายที่ขาดนัดมาศาลเมื่อเริ่มต้นสืบพยานไปบ้างแล้ว ( ก็ถ้ามาก่อนสืบพยาน ก็ไม่ขาดนัดสิถ้าอย่างนั้น ) ในทางปฎิบัติข้อเท็จจริงโจทก์สืบพยานเราก็ถือว่าขาดนัด สักยี่สิบนาที ทนายจำเลยกระหืดกระหอบมา ก็ให้อนุโลมถามใหม่กัน หรือดีหน่อยศาลก็อ่านให้ฟัง ไอ้เรื่องขาดนัดก็ไม่ถือแล้ว ศาลก็ไม่บันทึกในรายงานกระบวนพิจารณาแล้ว อันนี้คือไม่เคร่งครัดในกฎหมายมาก คดีก็ดำเนินไปได้ด้วยความเรียบร้อย ตราบใดที่ศาลยังไม่ได้อ่านคำพิพากษา หรือยังอ่านไม่เสร็จก็ถือว่าคดีอยู่ระหว่างพิจารณา

มาตรา ๒๐๖ คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะร้องต่อศาลให้วินิจฉัยชี้ขาดคดีให้ตนเป็นฝ่ายชนะโดยอาศัยเหตุแต่เพียงว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งขาดนัดพิจารณานั้นหาได้ไม่ ให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดคดีให้คู่ความที่มาศาลเป็นฝ่ายชนะต่อเมื่อศาลเห็นว่าข้ออ้างของคู่ความเช่นว่านี้มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย ในการนี้ ศาลจะยกขึ้นอ้างโดยลำพัง ซึ่งข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนก็ได้
            เพื่อประโยชน์ในการวินิจฉัยชี้ขาดคดีตามวรรคหนึ่ง ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๑๙๘ ทวิ วรรคสอง และวรรคสาม มาใช้บังคับแก่คดีของคู่ความฝ่ายที่มาศาลโดยอนุโลม
            ในระหว่างการพิจารณาคดีฝ่ายเดียว ถ้าคู่ความฝ่ายที่ขาดนัดพิจารณามาศาลภายหลังที่เริ่มต้นสืบพยานไปบ้างแล้ว และแจ้งต่อศาลในโอกาสแรกว่าตนประสงค์จะดำเนินคดีเมื่อศาลเห็นว่าการขาดนัดพิจารณานั้นมิได้เป็นไปโดยจงใจหรือมีเหตุอันสมควรและศาลไม่เคยมีคำสั่งให้พิจารณาคดีใหม่ตามคำขอของคู่ความฝ่ายนั้นมาก่อนตามมาตรา ๑๙๙ ตรี ซึ่งให้นำมาใช้บังคับกับการขาดนัดพิจารณาตามมาตรา ๒๐๗ ด้วย ให้ศาลมีคำสั่งให้พิจารณาคดีนั้นใหม่ในกรณีเช่นนี้ หากคู่ความนั้นขาดนัดพิจารณาอีก จะขอให้พิจารณาคดีใหม่ตามมาตรานี้ไม่ได้
ในกรณีตามวรรคสาม ถ้าคู่ความฝ่ายที่ขาดนัดพิจารณามิได้แจ้งต่อศาลก็ดีหรือศาลเห็นว่าการขาดนัดพิจารณานั้นเป็นไปโดยจงใจหรือไม่มีเหตุอันสมควรก็ดี หรือคำขอให้พิจารณาคดีใหม่นั้นต้องห้ามตามกฎหมายก็ดี ให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป แต่
(๑) ห้ามไม่ให้ศาลอนุญาตให้คู่ความที่ขาดนัดพิจารณานำพยานเข้าสืบถ้าคู่ความนั้นมาศาลเมื่อพ้นเวลาที่จะนำพยานของตนเข้าสืบแล้ว
(๒) ถ้าคู่ความที่ขาดนัดพิจารณามาศาลเมื่อคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งได้นำพยานหลักฐานเข้าสืบไปแล้ว ห้ามไม่ให้ศาลยอมให้คู่ความที่ขาดนัดพิจารณาคัดค้านพยานหลักฐานเช่นว่านั้น โดยวิธีถามค้านพยานของคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งที่ได้สืบไปแล้วหรือโดยวิธีคัดค้านการระบุเอกสารหรือคัดค้านคำขอที่ให้ศาลไปทำการตรวจหรือให้ตั้งผู้เชี่ยวชาญของศาล แต่ถ้าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งนำพยานหลักฐานเข้าสืบยังไม่บริบูรณ์ ให้ศาลอนุญาตให้คู่ความที่ขาดนัดพิจารณาหักล้างได้แต่เฉพาะพยานหลักฐานที่นำสืบภายหลังที่ตนมาศาล
(๓) ในกรณีเช่นนี้ คู่ความที่ขาดนัดพิจารณาไม่มีสิทธิที่จะร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่
เป็นฎีกาตามกฎหมายเก่าแต่ก็เอามาเป็นตัวอย่างได้  ก็ถือว่า เข้าหลักเกณฑ์ที่ศาลจะต้องพิจารณาเป็นสิทธิของคู่ความฝ่ายที่ขาดนัด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3933/2529
โจทก์ไม่มาศาลในวันนัดสืบพยานโจทก์ จำเลยขอให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปโดยไม่ติดใจสืบพยาน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณาและนัดฟังคำพิพากษา ก่อนถึงวันนัดฟังคำพิพากษา 1 วัน โจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่อ้างว่าไม่จงใจขาดนัดพิจารณา ดังนี้การพิจารณายังไม่เสร็จสิ้นอยู่ในระหว่างการพิจารณาคดีฝ่ายเดียว ศาลชั้นต้นชอบที่จะดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 205 วรรคสอง ให้ได้ความว่าการขาดนัดของโจทก์เป็นไปโดยจงใจหรือมีเหตุอันสมควรหรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นไม่ทำการไต่สวนแต่มีคำสั่งว่าให้โจทก์ยื่นคำร้องเข้ามาเมื่อศาลมีคำพิพากษาแล้ว จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการพิจารณา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาจึงต้องพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนคำร้องของโจทก์ แล้วมีคำสั่งและคำพิพากษาใหม่
อันนี้ก็กฎหมายเก่าเหมือนกัน  อันนี้มีพยานน้อยก็เลยนัดกันกระชั้นชิด คดีเสร็จเร็ว ตอนบ่ายศาลจะอ่าน ในวันนั้น ก่อนอ่าน จำเลยที่ขาดนัดพิจารณาได้มาศาลแล้วอ้างว่าไม่ได้จงใจ หรือ มีเหตุอันสมควร ดังนี้ศาลต้องไต่สวน ตามมาตรา 205 วรรค 2 ศาลจะต้องหยุดการอ่านไว้ก่อน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3854/2532
ศาลนัดสืบพยานโจทก์เวลา 9.00 นาฬิกาและสืบพยานจำเลยเวลา 13.30 นาฬิกาในวันเดียวกัน จำเลยไม่มาศาลในเวลาสืบพยานโจทก์ จนศาลมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดพิจารณาแล้วสืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียวจนหมดพยาน คดีเสร็จการพิจารณาให้รอฟังคำพิพากษา ก่อนศาลพิพากษาคดีในวันนั้นเวลา 13.14 นาฬิกา จำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ดังนี้ศาลชั้นต้นต้องไต่สวนคำร้องว่าจำเลยขาดนัดพิจารณาโดยจงใจ และมีเหตุสมควรพิจารณาคดีใหม่หรือไม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 205 วรรคสองประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานฯ มาตรา 31
หลักเกณฑ์ข้อที่ 3. คู่ความที่ขาดนัดแล้วมาศาลได้แจ้งต่อ ศาลใน   โอกาสแรก   ว่าประสงค์จะดำเนินคดี และการขาดนัดนั้นไม่จงใจหรือมีเหตุอันสมควร

และไม่ใช่หน้าที่ของศาลที่จะต้องไปเตือนหรือถาม

การแจ้งจะทำเป็นหนังสือหรือวาจาก็ได้

การแจ้งหรือการดำเนินคดีต่อไปก็ต้องมีเหตุผล

วินิจฉัยว่าระหว่างพิจารณาฝ่ายเดียวแล้วคู่ความฝ่ายขาดนัดพิจารณามาขอให้พิจารณาคดีใหม่ แล้วศาลตัดสินฝ่ายเดียว อันนี้ผิดที่เจ้าหน้าที่ศาล ที่ไม่นำคำร้องเสนอศาลทันที  หลักมาตรา 206 วรรค 3 ปัจจุบัน ก็เขียนหลักเกณฑ์ว่าจะให้พิจารณาคดีใหม่ได้เมื่อ

การขาดนัดไม่ได้จงใจหรือมีเหตุอันสมควร แต่ก็ต้องมีข้อประกอบด้วยคือ ศาลไม่เคยอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่มาก่อน หรือหากมีการอนุญาตแล้วแม้จะไม่จงใจหรือมีเหตุอันสมควรอันนี้ก็จะอนุญาตได้

การที่ศาลเห็นว่าจงใจหรือไม่มีเหตุอันสมควรก็จะให้พิจารณาคดีต่อไปไม่อนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ 

อันนี้ก็เป็นหลักเกณฑ์เลย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4471/2528
ระหว่างศาลชั้นต้นออกนั่งพิจารณาสืบพยานโจทก์ฝ่ายเดียวทนายจำเลยยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่โดยยื่นต่อพนักงานรับฟ้องกรณีจึงเป็นการขอให้พิจารณาคดีใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 205 วรรคสอง การที่พนักงานรับฟ้องไม่ได้นำคำร้องเสนอต่อศาล ก่อนที่ศาลจะชี้ขาดตัดสินคดี จะถือว่าทนายจำเลยไม่มาศาลหาได้ไม่คำร้องของจำเลยดังกล่าวมิใช่เป็นการขอพิจารณาคดีใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 207 อันจะต้องกล่าวโดยละเอียดชัดแจ้งซึ่งเหตุที่จำเลยขาดนัด และต้องแสดงข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา208 วรรคสอง การที่ศาลชั้นต้นไม่พิจารณาคำร้องของจำเลยแล้วพิพากษาคดีไป จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา
เหตุขัดข้องนี้ไม่จำเป็นต้องถึงขนาดเป็นเหตุสุดวิสัย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3538/2536

จำเลยไปอยู่อาศัยและประกอบอาชีพที่จังหวัดภูเก็ตตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2531 การที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2533 โดยส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยด้วยวิธีประกาศหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นที่จังหวัดเชียงใหม่ จึงมีเหตุให้เชื่อได้ว่าจำเลยไม่ทราบเรื่องที่ถูกฟ้อง ต้องถือว่าจำเลยมิได้จงใจขาดนัดพิจารณา กรณีมีเหตุสมควรให้พิจารณาใหม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 209ประกอบพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 153 การที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่ซึ่งมิใช่ศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตหรือประกอบธุรกิจอยู่ในเขตในขณะที่โจทก์ยื่นคำฟ้องหรือภายในกำหนดเวลา 1 ปี ก่อนนั้นรับคำฟ้องไว้พิจารณาในตอนแรกย่อมขัดต่อพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 150 และเมื่อคำสั่งศาลจังหวัดเชียงใหม่ที่อนุญาตให้พิจารณาใหม่เป็นคำสั่งที่ชอบต้องถือว่าคดีกลับไปอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลจังหวัดเชียงใหม่อีกครั้ง ศาลจังหวัดเชียงใหม่ย่อมมีอำนาจสั่งเพิกถอนคำสั่งรับฟ้องอันเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียและมีคำสั่งใหม่เป็นไม่รับฟ้อง กับคืนคำฟ้องให้โจทก์เพื่อไปยื่นต่อศาลที่มีเขตอำนาจได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบมาตรา 209และพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 153
อันนี้ก็ถือว่าเป็นความผิดของทางศาลอยู่บ้าง  

ผลคือ ถ้าขาดนัดก็ห้ามนำพยานหลักฐานเข้าสืบ ก็ต้องพิจารณาให้ดีว่าคดีนี้ให้ใครนำสืบก่อนหลัง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2571/2533
เจ้าพนักงานศาลได้ปิดหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องและหมายนัดสืบพยานโจทก์ที่ภูมิลำเนาของจำเลยโดยชอบ ในระหว่างนั้นจำเลยต้องโทษจำคุกอยู่ในเรือนจำแต่ภรรยาและบุตรของจำเลยคงอยู่ ณ ภูมิลำเนาของจำเลยน่าเชื่อว่าจำเลยได้ทราบถึงการถูกฟ้องและการส่งหมายนัดสืบพยานโจทก์ดังนี้ ถือได้ว่าจำเลยขาดนัดโดยจงใจและเป็นเรื่องที่ไม่มีเหตุอันสมควรตาม ป.วิ.พ. มาตรา 208,209

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2192/2532
ทนายความโจทก์ได้รับแจ้งจากบุคคลซึ่ง มอบฉันทะให้นำคำร้องขอเลื่อนคดีไปยื่นต่อ ศาลว่าศาลอนุญาตให้เลื่อนคดีนัดสืบพยานจำเลยใหม่ เวลา 13.30 นาฬิกา เป็นเพียงการได้รับ คำบอกเล่าจากตัวแทนโอกาสผิดพลาดอาจเกิดขึ้นได้ ง่าย แต่ ทนายความโจทก์ได้ ใช้ ความระมัดระวังเยี่ยงวิญญูชนโดย ไปที่ศาลตรวจ ดู บัญชีนัดความที่ประกาศให้ประชาชนทราบก็ระบุว่าศาลนัดเวลา 13.30 นาฬิกา ตรงกันการที่ศาลสั่งจำหน่ายคดีในวันนัดนั้นตั้งแต่ เวลา 9.50 นาฬิกาอ้างว่าโจทก์จงใจขาดนัดพิจารณาเพราะตาม รายงานกระบวนพิจารณาระบุวันนัดสืบพยานจำเลยไว้เวลา 9 นาฬิกา จึงเป็นการสั่งโดย ผิดหลงในข้อที่มุ่งหมายให้การพิจารณาคดีเป็นไปด้วย ความยุติธรรมโจทก์ขอให้เพิกถอนได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27
เป็นเรื่องของศาลแรงงาน จำเลยมาศาลระหว่างที่ศาลอ่านคำพิพากษา มาพ้นเวลาที่ตนเข้าสืบ ข้อสังเกตคือการเสร็จการพิจารณา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5011 - 5036/2531
เมื่อจำเลยขาดนัดพิจารณา ศาลย่อมมีอำนาจสั่งและดำเนินกระบวนพิจารณาไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 202 แล้วจดแจ้งเรื่องที่กระทำหรือการดำเนินกระบวนพิจารณาทั้งหลายนั้นคงไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับเดียวกันได้
จำเลยมาศาลในขณะที่ศาลแรงงานกลางกำลังอ่านรายงานกระบวนพิจารณา ซึ่งศาลแรงงานกลางได้มีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์ที่เหลือนั้นต่อไปและจดแจ้งว่าคดีเสร็จการพิจารณา ดังนี้ เป็นเรื่องที่จำเลยมาศาลเมื่อพ้นเวลาที่จำเลยจะนำพยานของตนเข้าสืบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 205 วรรคสาม (1) จำเลยจึงไม่มีสิทธินำพยานเข้าสืบ
วินิจฉัยว่าจำเลยขาดนัดพิจารณา สืบพยานโจทก์เสร็จแล้วแต่โจทก์กำลังอ้างสำนวนคดีอื่น คดีก็เสร็จการพิจารณาเหมือนกัน ก็ถือว่าจำเลยมาศาลเมื่อล่วงพ้นเวลาแล้ว
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 250/2501
ศาลสั่งให้โจทก์นำสืบก่อน ในวันสืบพยาน จำเลยไม่มาศาลได้ชื่อว่าขาดนัดพิจารณา
จำเลยขาดนัดพิจารณา ศาลสืบพยานโจทก์และนัดตัดสินแม้ศาลยังจะต้องเรียกสำนวนจากอีกศาลหนึ่งมาตามที่โจทก์อ้างก็ได้ชื่อว่าการพิจารณาเสร็จแล้ว ก่อนตัดสินจำเลยจะร้องขอสืบพยานจำเลยไม่ได้

 

วันนี้หมดเวลาแล้วขอจบเพียงเท่านี้

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages