สรุปคำบรรยาย เนติภาคกลางวัน ยืม ค้ำฯ จำนอง ครั้งที่ 2 - 6 สอนเมื่อ 06/07/09,13/07/09,20/07/09,27/07/09,10/08/09

1,525 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
Aug 19, 2009, 2:14:19 AM8/19/09
to LAWSIAM

หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า  kankokub  ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ปัญญา ถนอมรอด ผู้บรรยาย   , ผู้มีน้ำใจส่ง flie เสียงที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า

ขอบคุณ. http://www.muansuen.com และคุณ admin ที่นำ flie เสียงมาลงแบ่งปันให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

ครั้งที่ 2 . ( สัปดาห์ที่ 7 .จันทร์ 06/07/09  )

                        มาตรา695 ค้ำประกันสิ้นสิทธิไล่เบี้ย ผลของการค้ำประกันก่อนการชำระหนี้ หมายถึงทำสัญญาเสร็จแล้วมีผลอย่างไร

มาตรา  686 มาตรา 687

ประการที่สองคือสิทธิเกี่ยง

ประการที่สามอายุความหนี้ประธานสะดุดหยุดลง

            ค้ำฯก็ต้องรับชำระหนี้เมื่อลูกหนี้ผิดนัด มาตรา 686 ผิดนัดเมื่อไหร่ก็ชำระหนี้ได้แต่นั้น ถ้าลูกหนี้ผิดนัด ก็ฟ้องได้ทั้งเจ้าหนี้และผู้ค้ำได้เลย โดยไม่ต้องดูว่าผู้ค้ำผิดนัดหรือไม่

            อย่างไรเป็นลูกหนี้ผิดนัด ก็เป็น 204 วรรคแรก คือเช่นยืมรถเขาไปใช้แล้วไม่ได้กำหนดใช้คือก็คือหนี้ถึงกำหนดแล้วยังไม่ผิดนัดนะ คือ เขาเตือนเมื่อใดก็ผิดนัด แต่ถ้าเป็นสัญญายืมใช้สิ้นเปลือง ก็คือเรียกได้โดยพลัน และฟ้องได้โดยไม่จำต้องบอกกล่าวเสียก่อน

ปัญหาว่าฟ้องผู้ค้ำฯได้หรือไม่ ตอบว่าไม่ได้ เพราะนี่เป็นข้อยกเว้นเพราะลูกหนี้ยังไม่ผิดนัด มาตรา 204 วรรคสอง ความจริงควรมาก่อนวรรคหนึ่ง  แต่อาจจะกลัวว่าคนเรียนกฏหมายจะเข้าใจง่ายเกิดไปเลยระบุข้ามๆ

ถ้าบอกว่าภายในวันที่หนึ่ง นั่นคือกำหนดเวลาชำระหนี้มันแน่นอน ก็ไม่มีอะไรมาคือแจ้งไปวันนี้ให้มาชำระหนี้ภายในสิบห้าวันข้างหน้า สามสิบบอกให้ชำระหนี้ เริ่มนับวันที่หนึ่ง วันที่สิบหกคือถึงกำหนดชำระยังไม่ผิดนัดนะครับ จะผิดนัดเมื่อวันที่สิบเจ็ด

พวกนี้ไม่ออกเรื่องค้ำฯจะไปออกก็ไปออกเรื่อง หนี้

สัญญากู้มีข้อความว่าถ้าผู้กู้ผิดนัดเมื่อใดยอมให้เรียกต้นเงินได้ ในกรณีที่ทำสัญญาอย่างนี้ถือว่าผิดนัดทั้งหมดแล้ว

ฏีกาปี 50 ทำสัญญาประนีประนอมว่าจะชำระหนี้ไม่มีข้อความว่าผิดนัดงวดใดให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด

หนังสือรับสภาพนี้ไม่มีข้อความว่าผิดนัดงวดใดให้ผิดทั้งหมด ไม่สามารถเรียกให้ผิดนัดทั้งหมด

2316/2550

หนังสือรับสภาพหนี้ของจำเลยที่ 1 เป็นหนังสือรับรองว่าจำเลยที่ 1 ยังเป็นหนี้โจทก์อยู่โดยตกลงผ่อนชำระหนี้เป็นรายเดือนมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน ถือได้ว่าโจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงกำหนดวีธีชำระหนี้โดยผ่อนทุนคืนเป็นงวดๆ สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงมีกำหนดอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/33 (2) เมื่อจำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตั้งแต่งวดแรก โจทก์จึงอาจบังคับสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองต้องชำระหนี้แต่ละงวดได้ตั้งแต่เมื่อครบกำหนดที่จำเลยทั้งสองต้องชำระหนี้เป็นงวดนั้นๆ สิทธิเรียกร้องในหนี้งวดใดที่พ้นกำหนดอายุความ 5 ปี นับย้อนหลังตั้งแต่วันฟ้องขึ้นไปจึงเป็นอันขาดอายุความ

หนังสือรับสภาพหนี้ไม่ได้มีข้อตกลงว่า หากจำเลยทั้งสองผิดนัดงวดหนึ่งงวดใดถือว่าผิดนัดทั้งหมดหรือหนี้ทั้งหมดนั้นถึงกำหนดชำระอันจะทำให้โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ทั้งหมดคืนได้ทันที ข้อความที่ระบุไว้ในหนังสือรับสภาพหนี้ว่า หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งยินยอมให้ฟ้องร้องบังคับคดีได้ทันที หมายถึงสิทธิเรียกร้องของโจทก์จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อจำเลยทั้งสองผิดนัดในงวดนั้นๆ แล้วเท่านั้น ส่วนงวดที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระโจทก์ก็ยังไม่มีสิทธิเรียกร้องเอาแก่จำเลยทั้งสอง

เป็นประเด็นในวิชาหนี้ ที่กลับแนวฏีกาเก่า ซึ่งไม่แน่ใจว่าจะใช้แนวคิดกันหมดหรือไม่

สามารถฟ้องผู้ค้ำฯได้โดยไม่ต้องบอกกล่าว แก่ผู้ค้ำฯก่อนก็ได้

สัญญากู้มีกำหนดเวลาชำระหนี้

ข้อตกลงในสัญญาค้ำประกันมีว่า หากจะเรียกให้รับผิดต้องเรียกให้ชำระหนี้เสียก่อน เป็นข้อตกลงที่มีผลบังคับได้

4761/2537

จำเลยที่ 3 ทำหนังสือค้ำประกันการชำระหนี้เงินค่าจ้างเหมาตามสัญญาของจำเลยที่ 1 ให้ไว้แก่โจทก์โดยมีเงื่อนไขว่าการเรียกร้องค่าเสียหายจะต้องยื่นเป็นลายลักษณะอักษร ณ ที่สำนักงานของจำเลยที่ 3 ก่อนปิดทำการของวันที่ 20 ตุลาคม 2530อันเป็นวันหมดอายุหนังสือค้ำประกัน เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาต่อโจทก์หนี้เกิดจากการผิดสัญญาที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 20ตุลาคม 2530 จึงอยู่ในอายุหนังสือค้ำประกัน แต่โจทก์จะใช้สิทธิเรียกร้องได้ก็ต่อเมื่อโจทก์ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าวเสียก่อน เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 3 โดยมิได้ยื่นคำเรียกร้องเป็นลายลักษณ์อักษรให้จำเลยที่ 3 ทราบตามเงื่อนไขภายในกำหนดเวลาในหนังสือค้ำประกัน จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์

ผู้ค้ำฯไม่จำต้องชำระก่อนที่ถึงกำหนดชำระแม้ลูกหนี้ไม่อาจถือประโยขน์แห่งเงื่อนเวลา มาตร 193 มีอยู่สี่กรณี

ลูกหนี้สละประโยชน์เงื่อนเวลามาตรา 192 มีผลทำให้เจ้าหนี้มีสิทธิฟ้องลูกหนี้ได้ทันที ทีนี้เนื่องจากผู้ค้ำฯเป็นลูกหนี้ชั้นสองเลยยอมให้

ผู้ค้ำฯมีสิทธิเกี่ยง 688 690 แต่ผู้ค้ำฯที่จะเกียงเช่นนี้ได้เริ่มแรกจะต้องเป็นผู้ค้ำฯตามมมาตรา 680 เช่นผู้ค้ำฯนักโทษ ไม่ใช่ผู้ค้ำฯตามความหมายดังกล่าว

สิทธิตามมาตรา 688 คือเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ก่อน  คือถ้าดูตามตัวบทมาตรานี้มันเป็นเงื่อยไขสำคัญคือถ้าไม่ทวงให้ลูกหนี้ชำระก่อนจะฟ้องไม่ได้ แต่ศาลไม่ได้ตีความมาตรานี้เป็นสำคัญ อย่าง 686 ต่ำกว่ามาตรา 686

ผู้ค้ำฯบอกให้โจทก์ไปฟ้องลูกหนี้ก่อน โจทก์เฉยไม่ฟ้อง  อันนี้ก็ฟ้องได้ ถ้าลูกหนี้ผิดนัดแล้ว อันนี้ต้องจำ เพราะจะว่าไปก็ต่างกับตัวบทเลยนะเนี่ย

688 ก็จำนะครับแม้เขียนไว้เข้มแข็งอย่างไรก็ไมได้หมายความว่าเป้นหน้าที่ของเจ้าหนี้ที่ต้องทวงให้ลูกหนี้ชั้นต้น ก่อน เพียงแค่ลูกหนี้ชั้นต้นผิดนัดแล้วฟ้องผู้ค้ำฯได้ทันที

3553/2533

สัญญาค้ำประกันมีข้อความว่า จำเลยที่ 2 ยอมรับผิดชดใช้เงินแทนจำเลยที่ 1 ในทันทีที่ได้รับการทวงถามโดยมิพักต้องเรียกร้องเอาจากจำเลยที่ 1 ก่อน ข้อตกลงดังกล่าวไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ย่อมมีผล ผูกพันคู่สัญญา ทำให้โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1หรือที่ 2 คนใดคนหนึ่งชำระหนี้สิ้นเชิง โดยจำเลยที่ 1และที่ 2 ยังคงต้องรับผิดต่อโจทก์จนกว่าโจทก์จะได้รับชำระหนี้เสร็จสิ้น จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม

 

6087/2550 ก็เหมือนกันคือทำสัญยายกเว้น 688 690 ได้ ไม่ใช่สัญญาไม่เป็นธรรม ใช้บังคับได้อย่างเต็มบริบูรณ์เลยนะครับ

สิทธิที่จะเกี่ยงประการ ที่สองก็คือให้บังคับจากทรัพย์ของลูกหนี้ก่อน

การใช้สิทธิตามมาตรา 689 จะต้องเป็นเรื่องของทั้งสองคนคือลูกหนี้ชั้นต้นกับผู้ค้ำประกัน ถูกฟ้องในคดีเดียวกัน ถ้าเป็นการถูกฟ้องคนละคดีก็จะเกี่ยงไม่ได้แล้ว

838/2494

การเกี่ยงนี่ ผู้ค้ำเท่านั้นที่มีสิทธิ ผู้จำนองไม่มีสิทธิ สิทธิที่เกี่ยงคือขอให้บังคับในหนี้นั้นกับทรัพย์ที่เป้นประกันก่อน

ประการแรกคือทรัพย์นั้นเป็นทรัพย์ของลูกหนี้ไม่ใช่ทรัพย์คนอื่น

การยึดถือนี้ต้องมีก่อนหรือหลังทำสัญญาค้ำฯ เปรียบเทียบกับมาตรา 697 ที่ต้องทำก่อน หลังไม่ได้

สิทธิของมาตรา 690 ก็คือสิทธิเกี่ยงให้รับชำระหนี้ก่อนเป็นสิทธิของผู้ค้ำฯอย่างแท้จริง จะใฃ้หรือไม่ก็ได้

อายุความสะดุดหยุดลงเป็นโทษผู้ค้ำด้วย มาตรา 692

อันนี้มาจากเหตุผล ผู้ค้ำฯ สัญญากับเจ้าหนี้ว่าจะยอมชำระในหนี้นั้น เหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงคือ 193/14

อาจจะทำหนังสือรับสภาพหนี้ หรือ ฟ้องคดี หรือขอรับชำระหนี้ หรือมอบข้อพิพาทให้อนุญาโต หรือ กระทำการอย่างใดที่เป็นอย่างการฟ้องคดี

193/15 คือระยะเวลาที่ล่วงนั้นไม่นับเข้ามาในอายุความแล้วนับต่อที่เหตุนั้นสิ้นสุดไป

เช่น ติดหนี้กู้ยืม อายุความ 10 ปี ผ่านมา 9 ปี ครึ่ง คุณมาใช้หนี้ แต่ไม่ครบ เริ่มนับใหม่หมดเลยนะครับ

การสละประโยชน์อายุความ 693 เป็นเรื่องหลังจากหนี้ขาดอายุความแล้วเท่านั้นไม่มีผลถึงผู้ค้ำฯ

อายุความฟ้องผู้ค้ำฯ และอายุความไล่เบี้ยไม่มีกฎหมายเขียนไว้เป็นพิเศษ ก็ 193/30 ก็คือใช้อายุความ 10 ปี

ค้ำฯเป็นนักเรียนทุนก็ต้องแน่นอน ที่มีการเบี้ยว อายุความเริ่มนับแต่ มีการผิดสัญญา

ค้ำฯหนี้ประธานอายุความ 2 ปี คือ ค้ำฯการชำระหนี้ค่าเช่า อายุความสองปี ฟ้องให้รับผิดตามอายุความค้ำฯ 10 ปี ตามมาตรา 193/30 ผู้ค้ำฯ ก็มีสิทธิยกอายุความของลูกหนี้ขึ้นต่อสู้ได้

ค้ำฯที่เกิดจากการทำงานของลูกจ้าง มันซ้อนมาอีกว่านอกจากละเมิดแล้วยังเป็นการผิดสัญญาด้วย

ผลหลังการชำระหนี้คือไล่เบี้ย และผู้ค้ำฯก็มีสิทธิยกข้อต่อสู้ ของเจ้าหนี้ไล่เบี้ย เอาจากลูกหนี้

ผู้ค้ำฯกับลูกหนี้อาจทำสัญญาไว้ก็ได้ ก็เป็นไปตามข้อตกลง

มาตรา 693

ผู้ค้ำฯที่จะใช้สิทธิเจ้าหนี้ได้ต้องเป็นผู้ค้ำฯที่ได้ใช้หนี้ให้แก่เจ้าหนี้ไปแล้วเท่านั้นไม่ใช่เป็นการ เพียงยอมผูกพันตนเป็นลูกหนี้

ข้อต่อสู้ของผู้ค้ำฯเช่นไม่มีสัญญาเป็นหนังสือผู้ค้ำฯยกได้เต็มที่ แต่ข้อต่อสู้ของลูกหนี้นี้ แม้กฎหมายเขียนไว้ใน 694 แปลว่าเรายกได้ แต่ถ้าไม่ยกเราก็ต้องระวัง เพราะถ้า ไม่ยกต่อสู้อาจมีปัญหาได้

422/2478

3795/2540

ถ้าถูกฟ้องแล้วไม่ยก ก็เป็นสละอายุความโดยปริยาย

ครั้งที่ 3 . ( สัปดาห์ที่ 8.จันทร์ 13/07/09  )

มีข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ ในเรื่องหลักประกันทางธุรกิจ ทรัพย์สินอื่น เช่นเครื่องจักร เป็นหลักประกันได้ อีกข่าว แบงค์ชาติ กำหนดให้ค่าทวงหนี้ เก็บได้

หลังจากทำงานไปห้าปี แล้ว ความรู้ของคนที่เก่งที่สุดกับโง่ที่สุดต่างกัน ยิ่งกว่าอาจารย์กับลูกศิษย์อีก  ค่าใช้จ่ายในการทวงหนี้ กำหนดไว้ในสัญญา และ ตามความเป็นจริง

.............................................................................

วันนี้จะขึ้นเรื่องผู้ค้ำประกันสิ้นสิทธิไล่เบี้ย ประการแรกคือไม่ได้ยกข้อต่อสู้ของลูกหนี้ขึ้นต่อสู้ตามมาตรา 695

                มาตรา 695  ผู้ค้ำประกันซึ่งละเลยไม่ยกข้อต่อสู้ของลูกหนี้ขึ้นต่อสู้เจ้าหนี้นั้น ท่านว่าย่อมสิ้นสิทธิที่จะไล่เบี้ยเอาแก่ลูกหนี้เพียงเท่าที่ไม่ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้รู้ว่ามีข้อต่อสู้เช่นนั้นและที่ไม่รู้นั้นมิได้เป็นเพราะความผิดของตนด้วย

คือตามมาตรา 654 นั้นไม่ใช่สิทธิของผู้ค้ำฯแล้ว แต่เป็นหน้าที่ของผู้ค้ำฯ ที่ต้องระวัง ไม่เช่นนั้นจะเสียสิทธิ

ไอ้คำว่าละเลยในมาตรานี้ หมายถึงรู้ว่ามีแล้วไม่ยกต่อสู้ อาจจะ จงใจหรือประมาทเลินเล่อก็ได้ ไม่สนใจ มีค่าเท่ากัน

กรณีที่ไม่รู้ และไอ้ที่ไม่รู้เป็นเพราะความผิดของผู้ค้ำฯ กฎหมายก็ถือว่าเป็นการละเลย คำว่าไม่ยกขึ้นต่อสู้หมายถึงไม่ยกต่อสู้เมื่อถูกฟ้อง

ข้อต่อสู้ที่ไม่ยกแล้วเสียสิทธิต้องเป็นข้อต่อสู้ของลูกหนี้ ถ้าไม่ยกแล้วจะเสียสิทธิตามมาตรา 695

แต่ถ้าเป็นข้อต่อสู้ของผู้ค้ำฯเอง เช่น การทำสัญญาค้ำฯประกันไม่มีหลักฐาน อันนี้ไม่ยก ข้อต่อสู้ของตัวเอง ก็ไม่สิ้นสิทธิไล่เบี้ย

การสิ้นสิทธิก็ไม่ใช่ทั้งหมด แต่สิ้นสิทธิเพียงเท่าที่ไม่ยกขึ้นต่อสู้

            กรณีที่สอง มาตรา 696  ผู้ค้ำประกันไม่มีสิทธิจะไล่เบี้ยเอาแก่ลูกหนี้ได้ ถ้าว่าตนได้ชำระหนี้แทนไปโดยมิได้บอกลูกหนี้ และลูกหนี้ยังมิรู้ความมาชำระหนี้ซ้ำอีก

             ในกรณีเช่นว่านี้ ผู้ค้ำประกันก็ได้แต่เพียงจะฟ้องเจ้าหนี้เพื่อคืนลาภมิควรได้เท่านั้น

คือไปใช้แล้วไม่บอก

เช่น ห้างฯทำสัญญาโดยค้ำฯ จำเลยทำสัญญาว่าหากได้ใช้ไปแล้วจำเลยจะชำระให้โจทก์ เมื่อผิดสัญญา ก็ฟ้องลูกหนี้และก็ผู้ค้ำฯ  ผู้ค้ำฯก็ใช้ไป

มาตรา 695 เป็นเรื่องลูกหนี้ชำระหนี้ก่อนแล้วผู้ค้ำฯไปชำระหนี้ซ้ำ

มาตรา 696 หลักเกณฑ์ประการสำคัญ คือ ลูกหนี้ทราบหรือไม่ ว่าผู้ค้ำฯ ชำระหนี้ไปแล้ว  ในวรรคสองที่เขียนเช่นนี้เพราะ ถ้าไม่มี ผู้ค้ำฯไม่มีสิทธิได้เงินคืนเลย

ตัวอย่างเป็นหนี้ สี่แสนสามหมื่นบาท ผู้ค้ำฯ ใช้ไปแล้ว สามแสนกว่า เหลือหนี้ไม่ถึงหนึ่งแสนบาท แล้วต่อมาลูกหนี้ไปทำสัญญาประนีประนอมยอมความใช้หนี้ที่เหลือ  ดังนั้นผู้ค้ำฯ ก็ยังมีสิทธิเรียกได้อยู่ และสิทธิไล่เบี้ยนี้คือ 10 ปี

กรณที่เจ้าหนี้ทำให้ สิ้นสิทธิไม่อาจต่อสู้ได้

                มาตรา 697  ถ้าเพราะการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งของเจ้าหนี้เองเป็นเหตุให้ผู้ค้ำประกันไม่อาจเข้ารับช่วงได้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนในสิทธิก็ดี จำนองก็ดี จำนำก็ดี และบุริมสิทธิอันได้ให้ไว้แก่เจ้าหนี้แต่ก่อนหรือในขณะทำสัญญาค้ำประกันเพื่อชำระหนี้นั้น ท่านว่าผู้ค้ำประกันย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดเพียงเท่าที่ตนต้องเสียหายเพราะการนั้น

                ข้อสำคัญต้องเป็นเรื่องเพราะการกระทำของเจ้าหนี้ ตัวอย่างกู้เงินสิบล้านบาทโดยทำสัญญาค้ำประกันต่อมาปลดจำนองที่ดินทำให้ผู้ค้ำฯหลุดพ้นท่านที่เสียหาย

การจำนองก็คือทำให้เจ้าหนี้มีสิทธิเหนือ ทรัพย์สิน ไม่ใช่สิทธิทั่วๆไป ดูตัวอย่างการมอบใบทะเบียนเรือ ให้ผู้ค้ำฯ ไม่พ้นความรับผิด เพราะการมอบใบทะเบียนเรือให้ยึดไว้ ไม่ใช่สิทธิทำนองเดียวกับจำนอง จำนำ

ทรัพย์ที่เป็นวัตถุแห่งสิทธิต่างๆต้องเป็นทรัพย์ของลูกหนี้เท่านั้น หรือเป็นทรัพย์ของบุคคลอื่นก็ได้  ก็เห็นเป็นสองฝ่าย  ยังไม่มีฏีกา แต่ข้อสอบเนฯสองสมัย คือ 19 กับ 30 บอกว่าทรัพย์อันเป็นวัตถุแห่งสิทธิไม่จำเป็นต้องเป็นของลูกหนี้ คงไม่ออกซ้ำ เพราะออกมาแต่ละทีก็เถียงกันตาย

.8154/2540

มาตรา 697 ไม่ใช่กฎหมายเกี่ยวกับความสงบ เมื่อบังคับตามสัญญาค้ำ แล้ว ยังต้องรับผิดในส่วนที่เหลือ 689 คือ ผู้ค้ำฯเป็นเพียงบุคคลภายนอกเพื่อให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้เป็นการแน่นอน คำที่สำคัญคือหนี้ส่วนที่เหลือต้องเป็นหนี้ทางแพ่งที่บังคับกันได้ตามกฎหมายไม่ใช่หรือตามศีลธรรม  ก ยืมเงินหนึ่งแสน ค เป็นผู้ค้ำฯ ก ตาย ข ไม่ฟ้องทายาทของ ก ภายใน หนึ่ง ปี ไปฟ้องให้ค ชำระหนี้ หนึ่งหมื่นบาท ก็ไปฟ้องให้ทายาท ก สองหมื่นบาท ทายาทก็ยกต่อสู้ได้ว่าขาดอายุความแล้ว

ดังนั้นในเรื่องต้องรับผิดในส่วนที่เหลือ ยกเรื่องอื่นได้ ต่อไปอายุความระงับสิ้น

ก็คือ ตามบรรพหนึ่ง กับ กฎหมายพิเศษ ที่เห็นคือ พรก บรรษัทสินทรัพย์ไทย ก็ไม่ออกข้อสอบหรอกครับในส่วนนี้

ประการแรกคือหนี้ประธานระงับ ประการที่สองคือผู้ค้ำฯ บอกเลิก สามคือผ่อนเวลา สี่คือไม่ชอบรับชำระหนี้

ในบรรพ 1 คือ 354 – 355 บางกรณีไม่ใช่หนี้ประธานระงับ การตกลงเปลี่ยนแปลงนั้นไม่ใช่การแปลงหนี้ใหม่  ก็ต้องจำเป็นพิเศษ การกู้เงินใครสักคนหนึ่งดอกเบี้ยสำคัญ แต่ในฏีกานี้มองว่าไม่สำคัญ ก็เอาไปใช้ในเรื่องหลักไม่ได้

จำเลยที่หนึ่งกู้เงินโจทก์แล้วออกตั๋วสัญญาค้ำฯให้โจทก์ ก็ปัญหาว่าผู้ค้ำฯยังต้องรับผิดหรือไม่ ก็การรับสภาพหนี้ ก็มีความสำคัญ หนังสือรับสภาพหนี้ต้องฟังให้ชัวร์เลยนะว่า เป็นหนังสือรับสภาพหนี้ บางอย่างเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ

มาตรา 968 ศาลฏีกาก็บอกว่าแม้บัญญัติให้ผู้ค้ำฯพ้นความรับผิดเมื่อหนี้สิ้นไปนั้น ว่าทำได้ไม่ขัดต่อความสงบ และไม่เป็นการงดใช้หรือขยายอายุความก็ตาม คือหนี้ประธานขาดอายุความ นั้นได้ แล้วการงดเว้นก็ไม่ขัดต่อกฎหมาย 968 และไม่ขัดต่อเรื่องการขยายอายุความไม่ได้ อันนั้น สำหรับตนเอง แต่อันนี้เขาไปตกลงขยาย ของลูกหนี้ ไม่ใช่ของตัวเอง

การทำสัญญาประนีประนอมยอมในศาลไม่ใช่เพื่อให้หนี้เดิมระงับ เป็นเพียงให้ฟ้องหนี้เดิมได้แน่นอนขึ้น

เรายังอยู่ในหัวข้อว่าหนี้ระงับหรือไม่ นะครับ การที่ไม่ไปขอเฉลี่ยทรัพย์ของลูกหนี้ หนี้ยังมีอยู่ ดังนั้นเจ้าหนี้ฟ้องผู้ค้ำฯได้อยู่นะครับ

การคืนหนังสือค้ำประกันให้ธนาคารโดยที่หนี้เดิมยังไม่ระงับ ไม่ทำให้ผู้ค้ำฯ ( ธนาคาร ) หลุดพ้นความรับผิด

ปัญหาว่าหลุดพ้นความรับผิดแล้วหรือไม่ ขึ้นอยู่ว่าหนี้ประธานหลุดพ้นความรับผิดแล้วหรือยัง

เพราะเรื่องจำนองไม่มีอายุความ ต่อไป 691 ผู้ค้ำฯ บอกเลิกค้ำฯ กิจการเนื่องกันไปหลายคราว เท่าที่เห็นตอนนี้คือสัญญา บัญชีเดินสะพัด

699 อีกประเด็นคือค้ำฯไม่มีเวลาเป็นคุณกับลูกหนี้ ถ้าเกิดมีกำหนดเวลาอยู่ อย่างนี้ผู้ค้ำฯบอกเลิกไม่ได้ ต้องผูกพันตามเวลานั้น ตลอดระยะเวลานั้นเลย

อันที่สามการบอกเลิกต้องบอกเลิกเพื่อคราวในอนาคต หนี้ที่เกิดขึ้นแล้วขณะเลิกสัญญานั้นต้องรับอยู่

การบอกเลิกสัญญาค้ำฯไม่มีแบบ  ดังนั้นเจ้าหนี้จะมาสร้างเงื่อนไขอะไรแปลกๆไว้ไม่ได้

ถ้าตกลงให้เลิกกันได้เช่นนี้ก็สามารถเลิกได้

            เหตุผลที่สัญญาไม่ระงับก็คือ ไม่ใช่กิจการเนื่องกันไปหลายคราวเป็นคุณแก่เจ้าหนี้

ต่อไปมาตรา 700 กำหนดเงื่อนไขสองประการ

            คือ หนึ่งเป็นหนี้กำหนดเวลาไว้แน่นอน สองเจ้าหนี้ผ่อนเวลาให้แก่เจ้าหนี้  ถ้าหนี้ไม่มีกำหนดเวลาชำระหนี้ได้แน่นอนผู้ผ่อน เวลาก็ไม่ต้องรับผิด

            หนี้ละเมิด วันแห่งปฏิทินคือมองไปข้างหน้าแล้วรู้ว่าวันถึงกำหนดเมื่อไหร่ เมื่อละเมิดแล้ว อันนี้ผู้ค้ำฯ ไม่หลุดพ้น เพราะเหตุไม่เข้ามาตรา 700

            สัญญากู้ไมได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ แล้ว ลูกหนี้ ออกเช็ค สั่งจ่ายเงินล่วงหน้า แล้ว พอเช็คเด้ง ก็ออกเช็คฉบับใหม่ อันนี้ก็ไม่ใช่การผ่อนเวลา เพราะหนี้มันยังไม่มีวันถึงกำหนดเลย

            ค้ำฯหนี้ที่เกิดจากการทำงานของลูกจ้าง แม้เจ้าหนี้เลื่อนเวลาไปก็ไม่ใช่การผ่อนเวลาเลื่อนความรับผิด การที่เจ้าหนี้ผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้ต้องเป็นเรื่องตกลงให้ผลของการชำระหนี้มันเลื่อนออกไป ทำให้เจ้าหนี้ไม่อาจฟ้องก่อนหน้านั้น

            ฎ.1242/2495

อันนี้ไม่ใช่เป็นการผ่อนเวลา อีกอันหนึ่งทำหนังสือรับสภาพหนี้ 

ฎ.1049/2512

จำเลยที่หนึ่งที่สองกำหนดเวลาชำระ 1 กุมภาพันธ์ 44 ออกเช็ค วันนี้ด้วยเลย จำเลยที่สามก็ค้ำฯ ธนาคารก็ปฏิเสธการจ่ายเงิน ศาลฏีกาบอกว่าโจทก์ยังบังคับให้จำเลยที่หนึ่งที่สองบังคับตามมูลซื้อขายได้ จึงไม่เป็นการผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้

ถ้าผู้ค้ำฯ ตกลงด้วยในการผ่อนเวลา ไม่หลุดพ้นการรับผิด การตกลงจะตกลงเมื่อไหร่ก็ได้ เพราะตกลงแล้วก็แสดงว่าไม่ต้องการรักษาสิทธิ์ตน ก็ต้องตามนั้น

มาตรา 700 นี้ไม่เกี่ยวด้วยความสงบ อีกประการคือเจ้าหนี้ไม่ยอมรับชำระหนี้จากผู้ค้ำฯ คือผู้ค้ำฯไป ขอใช้แล้วดันไม่รับ อันนี้หลุดพ้นเลยนะครับ ต่างกับลูกหนี้ไปขอชำระ แล้วเจ้าหนี้อารมณ์ไม่ดี อันนี้ ยังไม่หลุดพ้นนะครับ ต้องนำไปวางที่สำนักงานวางทรัพย์

701 721 744 ( 3 ) อันนี้ก็หลุดหมดเลย ค้ำฯ กับ จำนองก็ จะ งงๆ อยู่ๆ

เหตุที่ผู้ค้ำฯหลุดพ้นความรับผิดก็มีหกประการ ดังกล่าวเท่านั้น  

ครั้งที่ 4 . ( สัปดาห์ที่ 9.จันทร์ 20/07/09  ) จำนอง

ผลภายหลังการชำระหนี้ แยกเป็น สิทธิรับช่วงสิทธฺและไล่เบี้ย  อันที่สองไม่ใช่สิทธินะครับ เป็นเรื่องที่ผู้ค้ำฯ ไม่ยกข้อต่อสู้ ของลูกหนี้ แล้ว จะสิ้นสิทธิไล่เบี้ย เลย

ต่อไปคือการชำระหนี้ซ้ำ คือ มาตรา 695  ผู้ค้ำประกันซึ่งละเลยไม่ยกข้อต่อสู้ของลูกหนี้ขึ้นต่อสู้เจ้าหนี้นั้น ท่านว่าย่อมสิ้นสิทธิที่จะไล่เบี้ยเอาแก่ลูกหนี้เพียงเท่าที่ไม่ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้รู้ว่ามีข้อต่อสู้เช่นนั้นและที่ไม่รู้นั้นมิได้เป็นเพราะความผิดของตนด้วย

แต่ยังมีสิทธิเรียกคืนอย่างลาภมิควรได้ 406

แต่ถ้ารู้แล้ว ว่าลูกหนี้ใช้ไปก็เรียกคืนไม่ได้

ฎ.6251/2540  กำหนดชำระราคา 1 เมษายน 36 และออกเช็คด้วย มีผู้ค้ำฯ ค้ำฯ หนี้ค่าสินค้า

ค้ำฯคือการประกันหนี้ด้วยตัวบุคคล ไม่ได้ค้ำฯด้วยทรัพย์ และก็มีบทที่นำไปใช้ในเรื่องจำนองโดยเฉพาะอยู่แล้ว

ลักษณะของจำนองคือจะเป็นลูกหนี้เอง หรือ บุคคลที่สามก็เป็นได้ เพราะต้องการทรัพย์สิน เป็นประกัน

และจำนองอาจเป็นหนี้ที่มีอยู่ในปัจจุบันหรือหนี้ อนาคตก็ได้ คำว่าหนี้ปัจจุบัน คือหนี้อดีตก็ได้

จำนอง แต่ละฝ่ายคือบุคคล หลักสำคัญคือเอาเอกสารสิทธิ์ในทรัพย์สิน ไปจดทะเบียนกับเจ้าพนักงาน เจ้าหน้าที่  ทางปฏิบัติไปที่ดิน แล้วจะทำหนังสือไว้สามฉบับตรงกัน เพื่อเก็บไว้ที่ดิน และคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย

แต่ไม่ได้ระบุเงินจำนองไว้ในหลังโฉนดหรือเอกสารสิทธิ์นะครับ

หลักในเรื่องจำนองอีกประการคือผู้จำนองไม่จำต้องส่งมอบทรัพย์สินที่จำนอง ซึ่ง แตกต่างจากจำนำที่เป็นเรื่องที่บังคับเลย

อีกอันหนึ่งคือผู้รับจำนองคือเจ้าหนี้   

ทำสัญญากู้ยืมเงินโดยนำที่นาไว้ให้ทำกินต่างดอกเบี้ย อันนี้ไม่มีผลเหนืออย่างทรัพยสิทธิ อีกฏีกาหนึ่งปี 07 ไม่เช้าลักษณะจำนองเพราะไม่เอาโฉนดไปจดทะเบียน

            ทำสัญญากู้เงิน สัญญาระบุว่าเพื่อเป็นหลักประกันยอมมอบโฉนดและสิ่งปลูกสร้าง ถ้าผิดนัดยอมให้นำไปจดทะเบียนได้ ต่อมาตาย ทายาท ก็ฟ้องขับไล่ อันนี้ก็เป็นเรื่องของสามีภริยาไม่จดทะเบียน  ถ้าเป็นเรื่องอื่นอาจตัดสินไปอีกอย่าง  เพราะมันเป็นบุคคลสิทธิ

            สัญญาจะจำนองไม่มี ไม่เหมือนสัญญาจะซื้อจะขาย ไปเปิดประมวลดูสิ ไม่มีบอก

            707 เขียนว่า มาตรา 707  บทบัญญัติมาตรา 681 ว่าด้วยค้ำประกันนั้น ท่านให้ใช้ได้ในการจำนอง อนุโลมตามควร

            ก็หมายความว่าจำนองได้มีได้เฉพาะหนี้ที่สมบูรณ์ ( อย่างงกับเรื่องหนี้อนาคตนะครับ )

            ฎ.112/2515

            จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินมี นส.3 ก ก็ออก นส 3. ให้ก็กลัวว่าจะไปถางป่า ก็มีข้อกำหนดห้ามโอนสิบปี จำเลยได้ที่ดินนี้มา ก็เอาไปขายนายทุน นายทุนก็รู้แต่ยังไปซื้อก็มอบเงินไปแล้วกลัวเบี้ยว ก็ให้ทำสัญญาจำนองไว้ แล้วก็มีกฎหมายยกเลิกข้อกำหนดห้ามโอน

            สัญญา จำนองที่ประกันหนี้ ไม่อาจบังคับได้ เพราะว่าหนี้ประธานนั้นเป็นโมฆะ เป็นหนี้ที่ไม่สมบูรณ์นั่นเอง

            ต่อมาเรื่องมีดอกเบี้ยที่ฝ่าฝืน กฎหมาย เป็นโมฆะ หมายความว่าเป็นโมฆะทั้งหมดในส่วนดอกเบี้ย

            ก็ถือว่ามีหนี้กันเพียงต้นเงิน จำนองที่ประกันก็อนุโลมถือว่าประกันในหนี้ต้นเงิน

            หนี้ที่สมบูรณ์แล้วแต่ไม่มีหลักฐานในการฟ้องร้อง ก็สามารถที่จะค้ำฯประกันได้  และบังคับได้

            เรื่องนี้ถ้าจะออกข้อสอบให้สนุกก็ต้องมีผู้ค้ำฯมาอีกคน เป็นจำเลยที่สี่ เพราะต้องตอบว่าผู้ค้ำฯสามารถต่อสู้ได้ว่า ในข้อต่อสู้ในลูกหนี้ ซึ่งเป็นหลักที่จำนองต่างกับ ค้ำฯ

            จำนองประกันหนี้อนาคตก็ทำได้ หรือ  จำนองประกันการทำงาน ก็เป็นหนี้ที่เกิดขึ้นในอนาคตได้ หนี้ในขณะทำสัญญาก็คือหนี้กู้ยืมเงิน

            กู้เงิน โดยมีจำนองเป็นประกัน มีข้อความว่า ขณะนี้หรือภายหน้า แล้วต่อมา มีการทำละเมิด ถามว่าการจำนองเป็นประกัน ละเมิดหรือไม่ กรณีเป็นที่สงสัยต้องฟังว่า ไม่รวมเรื่องละเมิด

            ถ้าชำระหนี้ประธานครบแล้ง หนี้จำนองก็ระงับ  หลักก็คือดูวงเงินที่จำนองเป็นสำคํย

จำนองให้เอามาตรา 681 วรรค สามมาด้วย ก็คือ หนี้ที่ไม่ผูกพัน เพราะ สำคัญผิด หรือเพราะไร้ความสามารถก็จำนองได้ เพราะผู้จำนองที่เป็นบุคคลที่สามนั้นทราบถึงเหตุนั้นๆแล้ว ก็ยังรับจำนอง

            สัญญาจำนองเป็นหนี้อุปกรณ์ 193/27 ก็ต้องอยู่ในกรอบของหนี้ประธาน

ฎ.40/2513

            จำนองเป็นสัญญาที่เอาทรัพย์สินตราไว้ชำระหนี้ การบังคับจำนองจะกระทำได้ต่อเมื่อไม่ชำระหนี้ประธาน แม้จดทะเบียนจำนองโดยชอบก็จดทะเบียนปลดจำนองได้

            หนี้จำนองเป็นเพียงหนี้อุปกรณ์ หมายความว่าต้องมีหนี้ประธาน จะจำนองเพื่อประกันหนี้ประธานที่เกิดในอนาคตก็ได้

            หนี้ประธานถึงกำหนดชำระเมื่อใด หนี้จำนองก็ถึงกำหนดชำระเมื่อนั้น ไปซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดก็ดูหลังโฉนดอย่างดีแล้ว เห็นว่าไม่มีการจำนอง แล้วที่หลังโฉนด เขียนผิดโดยเจ้าพนักงาน ก็ยังต้องรับไป จะอ้างว่าสุจริตก็ไม่ได้

ฎ.823/2487

            ผู้ซื้ออ้างว่าสิทธิของตนไม่เสียไปตาม 1330 ก็จริง ว่า ได้ทรัพย์แต่ก็ไม่คุ้มครองให้ปลอดภาระต่างๆ ก็ต้องติดไปด้วย

            ดังนั้นหากไปซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดต้องเช็คดีๆนะครับว่ามันติดอะไรมาหรือเปล่า ฟ้องได้ก็ไปยึดทรัพย์มายังไม่ทันขายเลยมีเจ้าหนี้อื่นบานเลย ให้มาเฉลี่ยหนี้ ก็ขอขายโดยปลอดจำนองได้

            เจ้าหนี้จำนองก็มีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อน เหนือเจ้าหนี้สามัญ  

ต่อไปทรัพย์สินที่จำนองได้ ก็คือ

มาตรา 703  อันอสังหาริมทรัพย์นั้นอาจจำนองได้ไม่ว่าประเภทใด ๆ

            สังหาริมทรัพย์อันจะกล่าวต่อไปนี้ก็อาจจำนองได้ดุจกันหากว่าได้จดทะเบียนไว้แล้วตามกฎหมายคือ

             (1) เรือที่มีระวางตั้งแต่ห้าตันขึ้นไป                                               

             (2) แพ

             (3) สัตว์พาหนะ

             (4) สังหาริมทรัพย์อื่น ๆ ซึ่งกฎหมายหากบัญญัติไว้ให้จดทะเบียนเฉพาะการ

           

 ครั้งที่ 5 . ( สัปดาห์ที่ 10.จันทร์ 27/07/09  )

            รวมคำบรรยายเล่มหกผิดหน่อย นะครับ  694 คำบรรยายบอกว่าเป็นสิทธิที่จริงแล้วไม่ใช่สิทธินะครับ เพราะว่า อาจยกข้อต่อสู้ได้เท่านั้นนะครับไม่ใช่สิทธิ

            ไม่ใช่สิทธิแล้ว สิทธิคือสิ่งที่สมบูรณ์

            ฎ.5413/2549

จำเลยเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัด ว. ที่มีต่อโจทก์ตามสัญญาเช่าแบบลิสซิ่งโดยตกลงสละสิทธิของจำเลยอันมีอยู่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 694 จำเลยจึงไม่อาจยกอายุความเกี่ยวกับความรับผิดตามสัญญาเช่าแบบลิสซิ่งของห้างหุ้นส่วนจำกัด ว. ตามมาตรา 563 และมาตรา 1272 ขึ้นต่อสู้โจทก์ได้

แต่ถ้าไปตกลงว่าจะไม่นำเรื่องข้อต่อสู้ของผู้ค้ำฯขึ้นต่อสู้อันนี้ขัดต่อความสงบนะครับ

วันก่อนพูดถึงว่าโดยหลักแล้วผู้จำนองต้องเป็นเจ้าของ ถ้าคนอื่นไปจำนองแล้ว ไม่รับผิด แต่อย่าถือเคร่งครัดนะครับ เพราะไม่เช่นนั้นจะทำให้เกิดการโกงได้ง่าย

ตามแนวฏีกาจึงมีหลายกรณีที่ต้องรับผิดอยู่ดี

คือกรณีแรกเจ้าของประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรกง

กรณีสอง เจ้าของยอมให้คนอื่นแสดงตนว่าเป็นเจ้าของ

กรณีที่สาม คือครอบครองปรปักษ์

 กรณี แรก คือ มอบเอกสารทุกอย่างให้ไปแล้ว และมีการลงชื่อในใบมอบอำนาจลอยๆ

ต้องประกอบด้วยหลายประการ ประการแรกก็คือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงพฤติการณ์ก็เช่นลงใบมอบอำนาจเปล่า ผู้รับจำนองก็ต้องรับโดยสุจริต

ฎ.6423/2540

ข้อยกเว้นที่สองคือแสดงตนว่าเป็นเจ้าของ

227/2491

            แบบของสัญญาจำนอง มาตรา 714 ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ฏีกาบอกต้องลงชื่อสองคนนะครับจะลงคนเดียวไม่ได้

            สัญญาจำนองต่างกับสัญญาค้ำฯที่ต้องการหลักฐาน ตามมาตรา 680 วรรค สอง

            ครั้งที่ 6 . ( สัปดาห์ที่ 12.จันทร์ 10/08/09  ) จำนอง

            วันนี้มาเร็วก็จะทบทวน เรื่อง จำนอง ก็มีอยู่สองประเภท อสังฯทุกประเภทแล้วก็ หรือ สังหาฯ บางประเภท เช่นเรือระวางตั้งแต่ห้าตัน แพ สัตว์พาหนะที่จดทะเบียน และสังหาฯ บางสิ่งที่มีบทเฉพาะกาล ตอนนี้ก็มี เครื่องบิน เครื่องจักร และ ก็ มีรถยนต์และพวกนี้ก็ยังจำนำได้

            ในกรณีที่จำนองทรัพย์หลายสิ่งเพื่อประกันหนี้ 710 กฎหมายยอมให้กำหนดลำดับบังคับจำนองได้  คือจะสัญญากันไว้ให้ตามลำดับก็ได้ หรือจะส่วนใดก่อนตามลำดับก็ได้ ถ้าไม่มีการตกลงกัน กรณีนี้เจ้าหนี้ก็มีสิทธิตาม 734  ก็คือจะบังคับอย่างไรก่อนหลังก็ได้

            การที่ค่อยนำแต่ละสิ่งมาจำนองมาประกันอย่างนี้ไม่ใช่เรื่องที่ว่า  เรื่องจำนองถือว่าคนที่ครอบครองเป็นเจ้าของก็จำนองได้ แต่ถ้าไม่ใช่เจ้าของที่แท้จริงก็ไม่ผูกพันแม้จะรับจำนองโดยสุจริตเสียค่าตอบแทนอย่างไรก็ตาม

            ก็มีข้อยกเว้นไว้ ถ้าเจ้าของประมาทเลินเล่อหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง การจำนองก็ผูกพันเจ้าของ การ ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงก็คือ การลงลายมือชื่อในเอกสารเปล่าที่ยังไม่ได้กรอกข้อความ แล้วคนนั้นกลับนำเอกสารไปกรอกข้อความที่ต่างจากเจตนาที่แท้จริงของเจ้าของที่แท้จริง หลักอันนี้ก็ใช้มาตลอด

            สำหรับทรัพย์สินที่มีเจ้าของรวม ใครเอาไปจำนองการจำนองก็ผูกพันเฉพาะส่วนคนนั้น ในกรณีที่เจ้าของที่ดินจำนองทรัพย์สินแล้วต่อมาทรัพย์สินนั้นถูกครอบครองปรปักษ์ ก็เข้า 702 วรรคสอง คือก็บังคับจำนองได้ โดยไม่คำนึงว่าทรัพย์ที่จำนองนั้นจะตกไปสู่ใคร

            สำหรับ ที่ดินที่มีสิทธิอื่น เช่นมีสิทธิอาศัย หรือ สิทธิเก็บกิน ก็ เช่นกัน ก็ต้องรับไป

            หรือ ว่า เป็นที่ดินที่ได้มาจากการขายฝาก ในกรณีนี้มาตรา 502 เจ้าของทรัพย์ได้ทรัพย์คืนปลอดจากภาระใดๆ เราก็ไม่ได้รับอย่างหนี้จำนองก็ต้องไปบังคับจากหนี้ประธาน เวลาตอบต้องระวังอย่างหนึ่ง คือ ต้องตอบว่าหนี้ประธานระงับหรือยัง อาจเป็นกรณีที่หนี้จำนองระงับแล้วต้องดูว่าถามถึงหนี้ประธานว่าระงับหรือยัง ซึ่งส่วนมากมักถามถึง

            ไอ้พวกค้ำฯ จำนอง เป็นหนี้อุปกรณ์ ระงับไปก็ไม่ทำให้หนี้ประธานระงับ

            จำนองมีเรื่องแบบ คือต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ คือ ทำเป็นหนังสือไม่ต้องเขียนกันเอง แต่ต้องลงลายมือชื่อทั้งสองคน

            ข้อความที่กฎหมายบังคับว่าต้องมีคือ 704 คือต้องนำทรัพย์สินที่จำนอง และ 708 ต้องมีจำนวนเงิน เป็นเงินไทยระบุไว้ข้อความในจำนองที่ไม่เป็นผลอันนี้อยู่ใน 711 ก็คือไม่สมบูรณ์ แต่ข้อตกลงส่วนอื่นในสัญญาจำนองยังใช้ได้ปกติ

            ข้อความที่มีผลอีกอันคือห้ามนำทรัพย์จำนองนั้นไปจำนองซ้ำอีก อันนี้อยู่ในมาตรา 712 คือกฎหมายไม่ห้าม ห้ามไปก็ไม่มีผล เพียงแต่ว่าการจำนองนั้น ผู้จำนองคนแรก ก็มีสิทธิ ดีกว่า เมื่อเอาทรัพย์สินไปจำหน่ายจ่ายโอน ผู้รับจำนองก็ต้องส่งมอบที่ดินให้แก่สำนักงานที่ดินเพื่อให้เขาจดทะเบียนโอนกันไปตามสิทธิ

            ……………………………………………………………..

            วันนี้สอนเรื่องการบังคับจำนอง มาตรา 723 ถ้าทรัพย์จำนองสูญหายทั้งหมดก็บังคับกันไม่ได้นะครับ  

            ใช้สำหรับกรณีสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ ใช้มากเรื่องฟองสบู่แตก การบังคับจำนองโดยให้ขายทอดตลาด ก็ฟ้องผู้จำนองโดยตรง หรือ กับผู้รับโอน

            โดยตรงก็คือ มาตรา 728  คือ ถ้าฟ้องตามหนี้ประธาน ก็ได้ทั่วไปเลย หรือจะบังคับจำนองเอาก็ได้ 728 ใช้คำว่าจดหมายบอกกล่าว ไม่มีแบบ ธนาคารก็เขียนบอกว่าให้นำเงินต้นมาชำระภายในสิบวัน อันนี้ก็เป็นการบอกกล่าวแล้ว ครบกำหนดฟ้องได้เลย กฎหมายไม่ได้กำหนดแบบ คือ บอกกล่าวไปยังลูกหนี้ ถ้ากรณีผู้จำนองเป็นบุคคลที่สาม จะเป็นอย่างไร ก็มีฏีกาว่าผู้ค้ำฯเป็นลูกหนี้ของเจ้าหนี้ ดังนั้น เทียบเคียงผู้จำนองก็เป็นลูกหนี้ของเจ้าหนี้เช่นกันเมื่อจะบังคับจำนองก็ต้องบอกกล่าวด้วย ดังนั้นการบอกกล่าวไปยังลูกหนี้นี้ ก็รวมถึงผู้รับจำนองที่เป็นบุคคลที่สามด้วย กฎหมายบังคับให้ต้องบอกกล่าวด้วย เป็นบทบังคับ ถ้าไม่มีการบอกกล่าว ก็ยังฟ้องในเรื่องจำนองไม่ได้ แต่ถ้าฟ้องในหนี้ประธานก็ต้องไปพิจารณาในเรื่องนั้นๆไป

            จดหมาย ก็เป็นหนังสือ การตั้งตัวแทนไปบอกกล่าวก็ต้องทำเป็นหนังสือด้วย

            สังเกตว่าตั้งตัวแทนไปไม่ได้ทำเป็นหนังสือ ตัวแทนที่จะบอกกล่าวนี่ต้องทำเป็นหนังสือนะครับในการบอกกล่าว ต้องทำเป็นจดหมาย ก็คือเป็นหนังสือนะครับ

            ต่อมาหลักนี้ก็เปลี่ยนนิดหนึ่งคือไปเน้นว่าไม่ได้บอกต้องทำเป็นหนังสือจึงไม่ต้องตั้งตัวแทนเป็นหนังสือแต่ระหว่างลูกน้องผมที่ไปถึงผู้จำนองก็ต้องทำเป็นหนังสือเมื่อฟ้องคดีแล้ว การให้สัตยาบรรณ การบอกกล่าวจำนองจึงยังชอบอยู่

            อีกฏีกาหนึ่ง คือ บอกกล่าว การตั้งตัวแทน ไม่ต้องทำเป็นหนังสือ การฟ้องคดี ก็เป็นการถือได้ว่า เป็นการให้สัตยาบรรณ การตอบกฎหมาย นอกจากความรู้กฎหมายแล้วภาษาไทยต้องดี

คำว่าถือได้ว่าแล้วก็ถือว่า อีก อย่างนี้ไม่ดีใช้คำซ้ำแค่ครั้งเดียวก็เพียงพอแล้ว บอกกล่าวบังคับจำนองโดยส่งทางทะเบียนไปรษณีย์ตอบรับถือว่าการบอกกล่าวชอบแล้ว

            อีกอันหนึ่งอันนี้มีเรื่องนิติกรรมมาเกี่ยวข้องด้วย การบอกบังคับจำนองจะต้องมีผู้รับเจตนามาเกี่ยวข้องด้วย

            จำเลยที่หนึ่งที่สองกู้เงินเป็นประกันโจทก์ ก็ต่อสู้ว่าการบังคับจำนองไม่ชอบศาลฏีกาบอกว่าการบอกกล่าวบังคับจำนองชอบ

            เพราะการบอกกล่าวบังคับจำนองนั้น ไม่จำเป็นต้องบอกกล่าวในเรื่องตัวทรัพย์ ในคำบอกกล่าว ที่ใช้ได้เฉพาะคดีนี้ เพราะมันกู้อันเดียว ก็รู้กันอยู่แล้ว ว่าเป็นการจำนองทรัพย์อะไร

            แต่ถ้าเป็นการจำนองหลายรายทรัพย์สินจมเลย จะมาไม่บอกทรัพย์ก็เป็นการบังคับจำนองที่ไม่ชอบนะครับ

            การฟ้องบังคับจำนองต้องบอกกล่าวตาม 728 ไม่ได้บัญญัติเวลาไว้ว่าเวลาใดเป็นการสมควร ต้องฟังข้อเท็จจริงเป็นกรณีๆไป

            การไม่มีเวลากำหนดไว้ แล้วมาบอกให้มาไถ่ถอนโดยเร็ววันการบอกกล่าวไม่ชอบ เวลาตอบต้องไม่เอาคำซ้อนเดี๋ยวจะงง

            โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้ชำระหนี้ภายใน สองตุลา พอวันที่ สามตุลา ก็ฟ้องเลยไม่ชอบ

            การจำนองไม่ผูกพันเจ้าหนี้ที่บังคับจำนองว่าผูกพันเพียงใด แต่ผู้บังคับจำนองเป็นบุคคลที่สาม การฟ้องบังคับจำนองกับการให้ชำระหนี้สามัญผลต่างกัน 733 หากคู่กรณีทำสัญญาว่าจะชำระอย่างที่ค้างก็ได้ เมื่อบอกว่าทรัพย์สินทุกอย่างก็คือของลูกหนี้ชั้นต้นด้วย

 ดูฏีกาที่ 898/2506

            6364/2533 จำเลยจำนองโฉนดที่ดินเลขที่สี่ จำเลยชนะแล้วยึดไม่ได้ศาลฏีกาบอกว่าการบังคับจำนองไม่ห้ามชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนอง เพียงอย่างเดียว การนำยึดที่ดินเป็นการใช้สิทธิอย่างเจ้าหนี้สามัญ  

            ก็เป็นการเน้นว่าเจ้าหนี้จำนองมีสิทธิ 214 คือฟ้องอย่างเจ้าหนี้สามัญได้ แล้วก็ฟ้องบังคับทุกอย่าง          

            มาตรา 735 ต้องมีจดหมายบอกกล่าวล่วงหน้าเดือนหนึ่งก่อน จึงบังคับได้ ไม่ต้องคำนึงถึงจำนวนหนี้ คือ หนึ่งเดือนเท่ากันหมด อย่าให้น้อยกว่านะครับ บอกกล่าวแล้วก็ฟ้อง

ฎ.823/2519     

ส กู้เงินโจทก์โดยจำนองที่ดินพิพาทอย่างผู้มีประกัน

การเอาทรัพย์จำนองหลุดเป็นสิทธิ หลุดเป็นของเจ้าหนี้ เขาก็บอกว่ากรณีตามมาตรา 729 ถือเป็นวิธีการฟ้อง และต้องบอกกล่าวตามมาตรา 728 ด้วย ผู้รับจำนองจะฟ้องหลุดเป็นสิทธิ เงื่อนไข กัน ก็สามประการ

ประการแรก ขาดส่งดอกเบี้ย ห้าปี ไม่ต้องติดต่อกัน

แต่ถ้าเป็นเรื่องโอนทรัพย์จำนองใช้หนี้ จะมาอ้างดอกเบี้ยค้างชำระห้าปีไม่ได้

หลักเกณฑ์ประการที่สอง คือ ทรัพย์สินนั้นท่วมจำนวนหนี้อันค้างชำระ ผู้จำนองมีหน้าที่นำสืบว่าทรัพย์ จำนองมีราคาสูงกว่าหนี้

ฎ.7155/2541 สมัยนี้ใช้ไม่ได้ ในประเด็นเรื่องการนำสืบแล้วนะครับ

การจะเอาทรัพย์หลุดเป็นสิทธิ ต้องเป็นกรณีไม่มีบุริมสิทธิ์อื่นแล้ว  ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์ของลูกหนี้เอง

แต่ใช้ในเรื่องนี้ไม่ได้ ถ้าผู้รับโอน มีสิทธิไถ่ถอน

มาตรา 730 ก็คือใครรับจำนองก่อนก็มีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อน

มาตรา 731 จะบังคับให้เสื่อมเสียกับคนภายหลังไม่ได้

มาตรา 734 ต้องพูดกันทุกปี ยากเหรอเกิน ในส่วนอาจารย์ไม่ออกแต่กลัวคนอื่นจะออก

 

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages