สรุปคำบรรยาย วิแพ่ง 2 อ.สุวัฒน์ ครั้งที่ 1 24/11/09

160 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
Nov 25, 2009, 9:33:09 PM11/25/09
to LAWSIAM

                       

            หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า kankokub ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์สุวัฒน์ วรรธนะหทัย ผู้บรรยาย ,  บิดามารดาข้าพเจ้า ขอบคุณ. http://www.muansuen.com และคุณ admin ที่นำ flie เสียงมาลงแบ่งปันให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

สรุปคำบรรยาย  สัปดาห์ที่ 1 ชั่วโมงที่1 อังคาร 24/11/52

            ชั่วโมงนี้ก็เป็นชั่วโมงแรก  นักศึกษาก็ต้องพยายามมองภาพรวมให้ได้ เพราะกฎหมายมันเยอะ บางครั้งเราก็ต้องมองภาพรวมให้ออกก่อน ว่า แต่ละส่วนเป้นอย่างไร ภาค 1 4 เป็นอย่างไร อย่างชั่วโมงนี้ได้รับมอบหมายให้พูด วิสามัญในศาลขั้นต้น อยู่ในภาคสอง ซึ่งแบ่งได้เป็นสองลักษณะคือ วิธีพิจารณาสามัญ คือปกติ มีโจทก์มีจำเลยมาต่อสู้คดีปกติ อีกลักษณะหนึ่งคือ วิสามัญในศาลชั้นต้น ในลักษณะนี้ก็แบ่งเป็นสามหมวดใหญ่ๆคือ คดีมโนสาเร่ ขาดนัด และอนุญาโตตุลาการ ส่วนที่บรรยายคือ ไม่บรรยายอนุญาโต เพราะในทางปฏิบัติ ไม่ค่อยได้นำไปใช้ เพราะมีพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการเฉพาะอยู่แล้ว

            ส่วนการสอบในภาคนี้ ก็คือจะมีวิฯในศาลชั้นต้นก็แยกเป็นสองข้อ ก็ต้องแยกดูให้ทั่วถึงและเข้าใจเพราะมีสิทธิออกสอบได้ ส่วนใหญ่ข้อสอบในข้อนี้ก็ออกขาดนัดพิจารณา ส่วนคดีมโนสาเร่ไม่ค่อยออก เพราะคดีขาดนัดออกไปเยอะแล้ว อย่างคราวที่แล้วก็ออกเรื่องใหม่ๆคือรับมอบอำนาจให้ไปศาล

            ปัญหาก็คือมโนสาเร่ไม่ใช่ไม่สำคัญ แต่จังหวะยังไม่เหมาะสม ก็เลยไม่ได้รับการคัดเลือกมาออกสอบ

            การศึกษากฎหมายของเนฯ ไม่ได้มุ่งเน้นพิชิตข้อสอบแต่มุ่งหมายให้ไปประกอบวิชาชีพทางกฎหมาย คดีมโนสาเร่คดีไม่ใหญ่ เกี่ยวพันกับคนระดับล่างหรือคนส่วนใหญ่ของประเทศ มันเอาไปใช้ได้ การที่เรามาศึกษาก็ต้องเชียวชาญและแนะนำเขา ส่วนใหญ่แม้ไม่เน้นว่าต้องการทนาย แต่ก็ควรที่จะมีเพื่อแนะนำรูปคดีได้ นอกจากเน้นในการใช้กฎหมายแล้ว ก็เพื่อไม่ให้ใช้กฏหมายในการเอาเปรียบสังคม 

            ต่อมาก็คือกระบวนพิจารณาคดี วิสามัญ สมัยก่อนที่วิกฤษเศรษฐกิจ ก็ทำให้เกิดเรื่องขาดนัดที่แต่ก่อน สืบตามฟ้องก็ทำให้ไม่ได้รับชำระหนี้ ก็เกิดกันเป็นลูกโซ่ ปี 43 ก็มีการแก้ไขเรื่องการขาดนัดให้เปลี่ยนใหม่  ให้มีการตกลงไกล่เกลี่ยได้เป็นหลัก แล้วก็มีการแก้ไขไปเรื่อย ในทุนทรัยพ์ สี่หมื่นเป็นสามแสน แก้ไขคดีมโนสาเร่ ขาดนัด  บทบัญญัติในวิฯสามัญก็มีส่วนเกี่ยวข้องที่นักกฎหมายควรศึกษาให้ถ่องแท้

            เริ่ม ที่มาตรา 189 แบ่งออกเป็นคดีมีทุนทรัพย์ กับ ไม่มีทุนทรัพย์

ส่วนคดีประเภทที่สอง คือการฟ้องขับไล่ เป็นหลักที่แบ่งแยกในการพิจารณาคดีมโนสาเร่

            ประเภทแรก ส่วนใหญ่ก็เข้าใจ ว่า โจทก์ฟ้องบังคับเอากับตัวทรัพย์เป็นหลัก คือฟ้องเรียกเอาทรัพย์สิน เป็นคดีมีทุนทรัพย์ นอกจากนั้นเงินตราเท่านั้นเท่านี้ก็ถือเป็นคดีมีทุนทรัพย์ หลักใหญ่จะดูว่าเป้นคดีมีทุนทรัพย์หรือไม่ ก็ดูคำขอท้ายฟ้อง มีความสำคัญพิพากษาเกินคำฟ้องไม่ได้  ถ้าจำนวนเงินที่เรียกร้องไม่เกินสามแสนบาทก็เป้นคดีมโนสาเร่ แต่กรณีที่ฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนเกิน เพราะจำเลยทำขนมจีน มีกลิ่นเหม็นจากแป้งหมักเสียสุขภาพก็มีคำขอให้ ระงับการประกอบกิจการด้วย อย่างนี้ คำขอส่วนหลังไม่มีทุนทรัพย์  คำขอส่วนสองแสนบาท เข้าหลักเกณฑ์มโนสาเร่ ส่วนคำขอหลังไม่เข้า รวมอย่างนี้ไม่เข้าเรื่องคดีมโนสาเร่ จะนำมาใช้ไม่ได้ ต้องทุกกรณีเข้ามันถึงเป็นคดีมโนสาเร่ การพิจารณาว่าคดีใดมีทุนทรัพย์หรือไม่ ความจริงก็ยากเหมือนกัน บ้างครั้งต้องดูทั้งคำฟ้อง คำขอท้ายฟ้อง ข้อต่อสู้ประกอบกัน

            หลักดูง่ายๆคือถ้าเรียกร้องเดิมโจทก์ไม่มี พอเรียกร้องแล้วโจทก์ได้มา ก็เป็นคดีมีทุนทรัพย์

เช่นเป็นทายาทฟ้องเรียกทรัพย์มรดกจากคนอื่น แม้เราไม่ได้ฟ้องเพื่อตัวเราเองล้วนๆก็ถือว่าเรามีส่วนได้

            ฎ . 5996/2551

            เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกฟ้องเรียกเงินฝากแสนกว่าบาท ฟ้องธนาคาร โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์มรดก  ก็ต่อสู้ว่าบัญชีที่ไปฝากใช้ชื่อว่าเจ้ามรดกแต่มีต่อว่าเพื่อเด็กชายวรรณพร พอเจ้ามรดกตาย ธนาคารไม่ยอมให้ อันนี้ก็มีปัญหา เมื่อมีการพิจาณาแล้วปรากฏว่าสอบไปมาไม่ติดใจสืบพยานก็ให้ศาลวินิจฉัย ศาลต้นยกฟ้อง เพราะว่าคดีนี้ไม่ใช่คดีมีทุนทรัพย์เป็นเรื่องที่ขอให้ส่งเงิน ก็ไม่ทราบคิดอย่างไรไปวินิจฉัยอย่างนั้น ก็อุทธรณ์ต่อศาลฏีกา ศาลฏีกาก็วินิจฉัยว่าเป้นคดีมีทุนทรัพย์

            ฎ.3050/2551

            สหกรณ์ออมทรัพย์ เป็นเงิน หนึ่งแสนสี่หมื่นห้าพันบาท โดยตกลงลงลายมือขื่อ ในสัญญาค้ำต่อมามีการกรอกข้อความว่าโจทก์กู้เงินไม่ตรงตามความเป็นจริง ระหว่างกู้ก็ได้มีการบรรยายว่าได้ชำระหมดแล้ว ระหว่างพิจารณาคดีก็งดสืบพยานแล้วยกฟ้อง ศาลฏีกาก็วินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์ชนะคดีไม่ต้องชำระเงินที่ค้าง จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์

            ฏีกานี้ชี้ให้เห็นว่าต้องพิจารณาถึงผลโดยรวม ถ้าโจทก์ได้คือชนะคดีก็ไม่ต้องใช้เงินสี่แสนจึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์

            กรณีเพิกถอนนิติกรรมฉ้อฉลตามป.พ.พ มาตรา 237 คือนิติกรรมที่ลูกหนี้ทำให้เจ้าหนี้เสียเปรียบดังนั้นโจทก์มีสิทธิฟ้องเพิกถอนได้ แล้วทำให้ทรัพย์สินตกแก่ลูกหนี้ไมได้ตกแก่โจทก์ เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์โจทก์ไม่ได้อะไรเลย ไม่ใช่คดีมโนสาเร่อันนี้ก็เป็นเรื่องคดีมีทุนทรัพย์ตามอนุ  1

            ต่อไปอนุมาตราสอง ถ้าจำเลยให้การต่อสู้กรรมสิทธิ์ว่ากรรมสิทธิ์ไม่ใช่ของโจทก์ แต่เป็นของจำเลย ก็จะกลายเป็นคดีมีทุนทรัพย์ ก็ดูว่าโต้เถียงเพียงใดก็เท่านั้นเป็นทุนทรัพย์ ในการต่อสู้กรรมสิทธิ์แล้วก็ไม่ต้องไปดูค่าเช่าแล้ว

            ตรงจุดนี้ก็มีข้อสังเกตว่าการต่อสู้กรรมสิทธิ์หมายความว่าอย่างไร ก็คือต่อสู้ว่ากรรมสิทธิ์ไม่ใช่ของโจทก์แต่เป็นของจำเลย แต่ถ้าไปต่อสู้ว่าเป้นของแม่จำเลย อย่างนี้ไม่ใช่การต่อสู้กรรมสิทธิ์ คือต้องบอกว่าเป็นของจำเลยเอง

            หรือการฟ้องขับไล่ออกจากที่สาธารณะ จำเลยให้การว่าที่ไม่ใช่ที่สาธารณะ ก็ถือว่าเป็นการต่อสู้ว่าเป็นของตนเหมือนกัน     ก็คือที่พิพาทเป็นสาธารณะของแผ่นดินประโยชน์ที่ได้รับย่อมเป็นคดีมีทุนทรัพย์

            ต้องเข้าใจว่าคดีไม่มีทุนทรัพย์ต้องไม่ใช่แค่คดีฟ้องขับไล่ คดีฟ้องเปิดทางจำเป็น รื้อรั้ว ไอ้นี่ถือว่าเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ทั้งมีข้อจำกัดว่า ต้องมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ไม่เกินสามหมื่นบาท ถ้าเกินก็ไม่เป็นคดีมโนสาเร่ สิ่งที่อยากให้เข้าใจคือ อันเป็นค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ อันนี้อาจหลงลืมกันได้

            อันมีค่าเช่าใช้กรณีที่ฟ้องขับไล่ผู้เช่า ให้ออกจากอสังฯที่ให้เช่า กรณีนี้ต้องมีสัญญาเช่าที่บังคับได้ตามกฎหมาย

            ค่าเช่าพิจารณาขณะยื่นคำฟ้อง แต่ก็มีการโต้แย้งว่าในการฟ้องขับไล่กันส่วนใหญ่ก็มีการบอกเลิกสัญญาเช่ากันไปแล้ว ตอนฟ้องไม่มีสัญญาเช่าบังคับอยู่ แต่ให้เข้าใจว่า ค่าเช่านี้ให้ใช้กรณีมีสัญญาเช่าก่อนวันฟ้อง จะไปใช้อัตราที่อาจให้เช่าไม่ได้

            ส่วนที่เถียงกันเพราะตอนยื่นฟ้องไม่มีนะสัญญาเช่าเลิกไปแล้วต้องถือหลักตายตัวเลย ว่าต้องถือค่าเช่าเป็นเกณฑ์ที่จะพิจารณาว่าเป็นคดีมโนสาเร่ได้หรือไม่ นอกจากผู้เช่า ผู้อาศัยผู้บุกรุก ในกรณีนี้จะไม่มีสัญญาเช่าต่อกันซึ่งในการบรรยายฟ้อง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย

            ต่อไปคือการเช่าตึกหรืออาคารพานิชย์ที่มีเงินกินเปล่า หรือเงินแป๊ะเจี๊ย

ฎ.3830/2540 ก็วินิจฉัยว่าให้นำมาถั้วเฉลี่ยตามระยะเวลาที่ตกลง

ฎ.1061/2549 ได้วินิจฉัยวิธีคำนวณค่าเช่าไว้

            ปัญหาอีกกรณีหนึ่งคือขอทั้งมีทุนทรัพย์และไม่มีทุนทรัพย์รวมกันมา ต้องดูว่าอะไรคือคำขอหลักอะไรคือคำขอต่อเนื่อง

ฎ.623/2506  ( ญ ) ก็วินิจฉัยว่าการที่รื้อถอนบ้านออกจากที่ดินก็เป็นผลมาจากการฟ้องขับไล่ ไม่ทำให้เป็นคดีแพ่งสามัญ เป็นคดีมโนสาเร่

             

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages